เปิดกิจการใหม่!! ควรรู้จักภาษีธุรกิจอะไรบ้าง

แต่พรี่หนอม @TAXBugnoms  ขอบอกเลยครับว่า สำหรับเรื่องภาษีนั้น มีความเข้าใจผิดอยู่ 2 เรื่อง คือ

  1. เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะหาคำตอบว่า เราจ่ายภาษีไปทำไม ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า ความหมายของภาษีก็คือ สิ่งที่รัฐเรียกเก็บจากประชาชนโดยที่ไม่มีผลตอบแทน ดังนั้นไม่ต้องหาคำตอบครับ เพราะสิ่งที่เราจ่ายไปนั้นไม่มีผลตอบแทนแน่ๆ ฮิ้ววว 
  2. ภาษีเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเราควรจ้างคนอื่นมาทำก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง (อ้าว) แต่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เจ้าของธุรกิจต้องรู้เรื่องภาษีในส่วนที่จำเป็นต่อธุรกิจ เพราะมันถือเป้นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของเราครับ

 

ดังนั้นผมอยากจะให้ปรับทัศนคติใหม่ก่อนว่า
ความรู้เรื่องภาษีเหมือนกับการขับรถยนต์
คือ เป็นแล้วเป็นเลย ถ้ารู้ภาษีแล้วก็รู้เลยเช่นเดียวกันครับ 

 

บทความในตอนใหม่นี้เป็นการรวบรวม “ภาษี” ทั้งหลายที่เราต้องเจอเมื่อมีการเปิดกิจการใหม่ หรือ ทำธุรกิจนั่นเองครับ แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักสิ่งที่เรียกว่า รูปแบบธุรกิจกันก่อนครับ ว่าธุรกิจของเรานั้นเป็นอะไร ระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล

 

เริ่มที่ “บุคคลธรรมดา” กันก่อนครับ สำหรับบุคคลธรรมดานั้นจะประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่ เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ คณะบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้จ้า

 

เจ้าของคนเดียว

คำว่า เจ้าของคนเดียว คือ การธุรกิจด้วยตัวเราคนเดียว เมื่อได้กำไรหรือขาดทุนก็จะมีผลต่อตัวเราเป็นคนเดียว ซึ่งข้อดีก็คือความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น คนค้าขายทั่วไปที่เราพบเห็นกันนี่แหละครับ

 

ห้างหุ้นส่วนสามัญ

ห้างหุ้นส่วนสามัญ จะมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน ซึ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบที่ไม่ได้จดทะเบียน จะถือว่าเป็นบุคคลธรรมดา

 

คณะบุคคล

เดิมที คณะบุคคล จะมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญแต่ต่างกันตรงที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันผลกำไรที่ได้ร่วมกัน และได้มีการกำหนดนิยามใหม่เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาว่า คณะบุคคล คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทําการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกันอันมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน รูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลนั้นไม่เหมาะแก่การใช้งานอีกต่อไปครับ เนื่องจากเหตุผลของการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในบทความที่บล็อกภาษีข้างถนน เรื่อง [สรุป] การปรับปรุงภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญคณะบุคคลในบทความเดียว และ 5 ขั้นตอนควรรู้ก่อนยื่นภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล

 

ตามมาด้วยรูปแบบต่อมา นั้นคือ “นิติบุคคล” ที่ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัทจำกัด ครับ

 

ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด

สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน จะมีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่มีการจดทะเบียนขึ้นมาเป็นนิติบุคคลครับ ส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะมีข้อแตกต่างตรงที่ จะมีหุ้นส่วนบางคนเรียกว่า หุ้นส่วนจำกัด ถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้

 

บริษัทจำกัด

สำหรับ บริษัทจำกัด เป็นรูปแบบของการดำเนินงานที่มีการจัดตั้งโดยคนตั้งแต่ 3 คนขึ้น และไปใช้การวิธีการเข้าร่วมลงทุนโดยการกำหนดทุนออกเป็นหุ้นที่มีมูลค่าเท่าๆกัน และเราจะเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ถือหุ้น” โดยมีความรับผิดชอบเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้นครับ

 

สำหรับคำถามที่ว่าธุรกิจรูปแบบไหนดีที่สุดนั้น บอกตรงๆแบบไม่อายเลยครับว่า “ไม่รู้” เพราะมีปัจจัยมากมายหลายหลากในการตัดสินใจ ดังนั้นอย่าเชื่อใครที่เค้าบอกมานะครับ แต่ให้ปรึกษาและเลือกให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจครับผม

ต่อมาเมื่อเลือกรูปแบบกิจการได้แล้ว ก็จะมาถึงเรื่องของพระเอกอย่าง “ภาษี” กันบ้าง ซึ่งหลักๆ แล้วเราสามารถแบ่งประเภทของภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และ ภาษีทางอ้อม

 

ภาษีทางตรง

ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่มีการเรียกเก็บเงินจากเราโดยตรงและไม่สามารถผลักภาระให้กับคนอื่นได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 

 

โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า เป็นเป็นรอบปีตามปฎิทิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของทุกๆ ปี ซึ่งผู้ที่มีรายได้จากรูปแบบธุรกิจบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องไปชำระภาษีให้พร้อมเพียงกันครับ

 

ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล จะมีการจัดเก็บในอัตราคงที่ และมีการลดหย่อนอัตราภาษีให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้าน ซึ่งเรื่องนี้จะถือโอกาสเล่าในคราวต่อไปนะครับ

 

หลายๆ คนอ่านถึงตรงนี้ อาจจะเกิดคำถามว่าเราควรเลือกรูปแบบธุรกิจเพื่อประหยัดภาษีแบบไหนอย่างไร ผมขอแนะนำให้อ่านบทความที่มีชื่อว่า ทำธุรกิจอย่างไรให้ประหยัดภาษีสูงสุด เพิ่มเติมครับ

 

ภาษีทางอ้อม

ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่เราสามารถผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภคได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ซึ่งมีหลักการจัดเก็บที่แตกต่างกันไป เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเรียกเก็บจากธุรกิจที่ขายสินค้าและให้บริการ ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะจะเรียกเก็บสำหรับกิจการเฉพาะ เช่น ธนาคาร หรือ หลักทรัพย์ต่างๆ ส่วนอากรแสตมป์จะเรียกเก็บจากการทำสัญญาครับ 

 

จากเรื่องทั้งหมดที่เล่ามานั้น ต้องการจะให้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจแบบคร่าวๆว่าต้องมีเรื่องราวภาษีอะไรบ้าง ในตอนต่อไป จะค่อยๆทยอยอธิบายให้ฟังครับว่า ทำธุรกิจแต่ละประเภทต้องมีการวางแผนภาษีอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้ ลากันไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

 

เปิดบริษัทใหม่-ควรรู้จักภาษีอะไรบ้าง

ไขทุกปัญหาภาษี สำหรับคนที่ทำธุรกิจปล่อยเช่าคอนโด!

แต่รู้หรือไม่ว่า…
การปล่อยเช่าคอนโดแบบนี้
มันแปลว่าเรามีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มนะครับ!!

 

ซึ่งคำถามสำหรับภาษีธุรกิจสำหรับคนที่ปล่อยเช่าคอนโดจะถามมาอยู่บ่อยๆ คือ รายได้จากการให้เช่าคอนโดแบบนี้ ต้องเสียภาษีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบสั้นๆง่ายๆ คือ  มีรายได้แบบนี้ = เสียภาษี แต่ถ้าใครบอกว่าจะไม่เสียหรือไม่ต้องเสีย ผมก็ขออวยพรให้เคลียร์กับพี่สรรพากรได้รู้เรื่องเมื่อโดนตรวจสอบนะครับ เหตุผลก็เพราะว่า กฎหมายเค้ากำหนดไว้ครับว่า รายได้ทุกประเภทที่เราได้มา ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วยกันทั้งนั้นแหละคร้าบบ

 

ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ แล้วคนที่มีรายได้จากการให้เช่าคอนโดแบบนี้ มีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง? คำตอบนี้ขอตอบแบบกระชับจับใจครับว่ามีภาษีอยู่ 2 ประเภทแน่ๆ ที่คนปล่อยเช่าคอนโดทุกคนต้องเสีย นั่นคือ ภาษีโรงเรือน และ ภาษีเงินได้ ครับผม เอาล่ะ.. เรามาเริ่มตันกันที่ตัวแรกก่อนเลย 

 

ภาษีโรงเรือน

 

สำหรับภาษีโรงเรือนนั้น ผู้ให้เช่าจะถูกบังคับเสียในอัตรา 12.5% ของรายได้ค่าเช่า (หรือคิดเป็นค่าเช่าประมาณ 1 เดือนครึ่ง) โดยเทคนิคในการประหยัดภาษีโรงเรือน คือ การแยกระหว่างค่าเช่ากับค่าเฟอร์นิเจอร์ออกจากกันตั้งแต่ตอนทำสัญญา เพราะภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าเช่าอย่างเดียวเท่านั้น

 

โดยการยื่นภาษีโรงเรือนนั้น ให้ยื่นที่สำนักงานเขตพื้นที่ที่คอนโดของเราตั้งอยู่ครับ การยื่นให้ยื่นเป็นรายปี และต้องยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

สำหรับภาษีอีกตัวหนึ่งที่ใครหลายคนไม่อยากจะเสีย พร้อมกับร้องเพลียในใจ นั่นคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เราจะใช้วิธีการคำนวณดังนี้

 

1. วิธีเงินได้สุทธิ

วิธีเงินได้สุทธินี้ จะคำนวณจากรายได้ค่าเช่าและค่าเฟอร์นิเจอร์รวมกัน (เงินทั้งหมดที่ได้รับ) หลังจากนั้นนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ตามวิธีการคำนวณภาษี (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี โดยการปล่อยเช่าคอนโดนั้นสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือ

 

1. วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา กรณีให้เช่าคอนโดที่เราเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง โดยกฎหมายกำหนดอัตราหักค่าใช้จ่ายไว้ที่ 30% ของยอดรายได้ครับ

2. วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร (ค่าใช้จ่ายตามจริง) ซึ่งวิธีการหักค่าใช้จ่ายแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่จัดเก็บเอกสารไว้เรียบร้อยและคิดว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 30% ของรายได้ ซึ่งวิธีนี้สามารถนำภาษีโรงเรือนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ด้วยนะครับ

 

สำหรับวิธีการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธินี้ ในแต่ละปีเราสามารถเลือกได้ว่า จะเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบไหน เช่น ปีนี้อาจจะเลือกหักเหมา แต่ปีหน้ามีค่าใช้จ่ายจริงๆมากกว่าเลยเลือกหักตามจริง หรืออาจจะลองคำนวณภาษีเปรียบเทียบกันว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า ก็เลือกใช้วิธีนั้นไปก็ได้ครับ 

 

ส่วนเรื่องของค่าลดหย่อนนั้น สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ที่บทความ 14 รายการค่าลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน โดยเราสามารถใช้วิธีการวางแผนประหยัดภาษีด้วย LTF และ RMF มาใช้ได้เช่นเดียวกันครับ หากสนใจสามารถอ่านได้ที่บทความ 5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015 ได้เลยคร้าบบ

 

2. วิธีเงินได้พึงประเมิน

สำหรับวิธีนี้จะคิดง่ายๆ โดยการนำรายได้ค่าเช่าทั้งหมดคูณด้วย 0.5% และเราจะเลือกใช้ในกรณีที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นครับ (รายได้จากการให้เช่าคอนโดและรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนด้วยนะคร้าบ)

 

หลังจากคำนวณตาม 2 วิธีเรียบร้อยแล้ว ให้เปรียบเทียบวิธีที่ได้ภาษีมากกว่า แล้วนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้เราสามารถเลือกใช้วิธีคำนวณผ่านอินเตอร์เน็ต หรือโปรแกรมคำนวณภาษีต่างๆที่มีให้ใช้บริการครับ และสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เราสามารถยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือ ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้เช่นเดียวกันครับ โดยต้องยื่นรายการดังต่อไปนี้ครับ

 

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (มกราคม – มิถุนายน) เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าคอนโดนั้นถือเป็นรายได้ประเภทที่ 5 ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 94) ภายในเดือนกันยายนของทุกปี (ร่วมกับรายได้ประเภทที่ 5-8 อื่นๆ ถ้ามี)
  2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (มกราคม – ธันวาคม) โดยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

 

หมายเหตุ :

1) กรณีที่สัญญาระบุไว้ว่า ผู้เช่าเป็นผู้ออกค่าภาษีโรงเรือนให้แทนผู้ให้เช่า อย่าลืมนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีด้วยนะครับ
2) กรณีที่มีค่าเช่าในส่วนที่เป็น เฟอร์นิเจอร์เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจจะต้องมีหน้าที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่งด้วยครับ

 

ปล่อยเช่าคอนโด (1)-01

 

ตัวอย่างวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

สมมติว่า นายเกรย์แมนผู้โสดสนิทไม่มีค่าลดหย่อนใดๆในชีวิต แต่มีคอนโดปล่อยเช่าจำนวน 5 แห่ง โดยมีค่าเช่าต่อเดือนแห่งละ 20,000 บาท (แบ่งออกเป็นค่าเช่า 10,000 บาท และค่าเฟอร์นิเจอร์ 10,000 บาท) และตลอด 1 ปีนั้นมีคนเช่าเต็มทุกเดือน นายเกรย์แมนจะคำนวณภาษีได้ดังนี้

 

ภาษีโรงเรือน  คำนวณภาษีโรงเรือนจากค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท 5 แห่ง จำนวน 1 ปี  

= (50,000 x 12) x 12.5%
= 75,000 บาท

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณจากรายได้รวมทั้งหมด ดังนี้

วิธีเงินได้สุทธิ : (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

รายได้  = 1,200,000 บาท (เดือนละ 100,000 บาท x 12)
ค่าใช้จ่าย = 30% x 1,200,000 = 360,000 บาท
ค่าลดหย่อน = 30,000 บาท (ลดหย่อนส่วนตัว)

รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
= 810,000 บาท

คำนวณภาษีตามอัตราภาษี
= 77,000 บาท

TAXPay

 

วิธีเงินได้พึงประเมิน : รายได้ x  0.5%
= 1,200,000 x 0.5%
= 6,000 บาท

 

สรุปได้ว่า.. เมื่อเปรียบเทียบจากทั้งสองวิธีแล้ว เราจะต้องเสียภาษีตามวิธีเงินได้สุทธิคือ 77,000 บาทและเสียภาษีโรงเรือนจำนวน 75,000 บาทรวมทั้งหมดคือ 152,000 บาท หรือคิดเป็นค่าเช่าประมาณ 1 เดือนครึ่งครับ!

 

ดังนั้นหนทางในการมีรายได้จากการให้เช่าคอนโด อย่าลืมเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับเรื่องภาษีโรงเรือนและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ด้วยนะครับ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้อนาคตหรอกว่า พี่ๆสรรพากรจะตรวจสอบและเสาะหารายได้เพิ่มเมื่อไรเหมือนกันครับ สุดท้ายนี้สำหรับเรื่องการคำนวณภาษีสำหรับการให้เช่าคอนโดก็คงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีคร้าบบบ 

เรื่องน่ารู้!!! มนุษย์เงินเดือนทำธุรกิจส่วนตัวต้องเสียภาษีอย่างไร?

บทความ “ภาษีธุรกิจ101” วันนี้ เริ่มต้นมาจากการที่ผมได้รับข้อความส่งมาปรึกษาเรื่องภาษีหลังไมค์ที่เพจ @TAXBugnoms เป็นการสอบถามสั้นๆว่า ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ขายของออนไลน์ในชื่อตัวเองโดยที่ไม่ได้จดบริษัท จะต้องเสียภาษียังไงและแบบไหนบ้าง และที่ผ่านมาเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่แล้ว แต่รายได้จากการขายของไม่เคยยื่นภาษีเลยครับ!! (ผ่างงงง) จะทำอย่างไรและมีโอกาสถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังหรือไม่

 

สำหรับคำถามนี้ ผมขออธิบายแบบนี้นะครับ เนื่องจากยังมีคนจำนวนมากเข้าใจผิดเรื่องการขายของออนไลน์อยู่่มากๆ ว่าไม่ต้องเสียภาษี แต่บอกเลยชัดๆตรงนี้ครับว่า “การเปิดร้านค้าออนไลน์” หรือแม้แต่เราจะมีรายได้เสริมอะไรก็ตามนั้น เรามีหน้าที่ต้อง “เสียภาษี” อย่างแน่นอนครับ โดยภาษีที่เราต้องนั้นมี 2 ประเภท ดังนี้

 

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นจะมาจากการคำนวณ “เงินได้สุทธิ”แล้วคูณด้วยอัตราภาษี

 

ภาษี (วิธีที่ 1) = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่เรามีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเกิดภาระภาษีเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งนั่น คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม นี้เองครับ

 

“ภาษีมูลค่าเพิ่ม” คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่ “เพิ่มขึ้น” ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ โดยวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ (ภาษีขาย – ภาษีซื้อ) ถ้าในเดือนไหนภาษีขายมากกว่า เราก็มีหน้าที่นำส่งให้สรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าเราก็สามารถขอคืนได้ครับ

 

ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 100 บาท ต้องบวก “ภาษีขาย” เข้าไปอีก 7 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 107 บาท ดังนั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจทั้งหลายต้องระวังเรื่องภาษีส่วนนี้ว่าต้องรวมเข้าไปในหน้าที่ของเราเมื่อมีการขายสินค้า และอย่าลืมบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายด้วยนะคร้าบบ

 

สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีทั้งงานประจำและเปิดขายของร้านค้าออนไลน์เป็นอาชีพเสริม ผมอยากให้เริ่มถามตัวเองด้วยคำถามนี้ก่อนครับว่า “รายได้จากการขายของนั้นเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี” หรือยัง?? 

 

  1. กรณีที่รายได้จากการขายของออนไลน์ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สบายใจได้ว่าเราจะเสียแค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างเดียวครับ
  2. แต่ในกรณีที่รายได้จากการขายของออนไลน์มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี รู้ไว้เลยนะครับว่า เรามีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยจ้าาา

 

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

โดยวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กรณีที่มีรายได้จากเงินเดือนและรายได้จากการขายของออนไลน์นั้น ให้ไล่เรียงไปตามขั้นตอนดังนี้ครับ

 

เริ่มต้นจากวิธีคำนวณตามวิธีที่ 1

  1. เงินเดือนถือเป็น เงินได้ประเภทที่ 1 ส่วนรายได้ของออนไลน์ ถือ เป็น เงินได้ประเภทที่ 8 ตามกฎหมาย
  2. เงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด คือ 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนรายได้ขายของออนไลน์นั้น สามารถหักค่าใช้จ่าย 2 วิธีคือ แบบเหมา และ แบบตามความจำเป็นและสมควร ดังนี้

แบบเหมาในอัตรา 80% (ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด)
แบบตามจำเป็นและสมควร (ตามเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่ครบถ้วนและถูกต้อง)

  1. ส่วนที่เหลือคือ “ค่าลดหย่อน”
  2. นำเงินได้ในข้อ 1 มาลบค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และค่าลดหย่อนตามข้อ 3 เพื่อคำนวณหา เงินได้สุทธิ
  3. หลังจากนั้นคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

นำวิธีที่ 1 มาเปรียบเทียบกับวิธีการคำนวณตามวิธีที่ 2

สำหรับวิธีที่ 2 นี้ จะใช้คำนวณต่อเมื่อเรา มีเงินได้จากการขายของออนไลน์เกิน 1,000,000 บาทต่อปี ให้นำเงินได้ส่วนนี้มาคูณด้วย 0.5% เพื่อหาจำนวนภาษีที่ต้องเสียครับ!!!

 

ภาษี (วิธีที่ 2) = เงินได้ (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) x  0.5%

 

หลังจากนั้น ให้นำภาษีที่คำนวณได้ (ตามวิธีที่ 2) มาเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ (ตามวิธีที่ 1) หากได้ภาษีจากวิธีไหนมากกว่าให้ใช้วิธีนั้นในการเสียภาษีครับ!!

 

วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

สำหรับ “วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม” นั้น ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากการไปขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่สำนักสรรพากรในพื้นที่ที่กิจการของเราตั้งอยู่ก่อนนะครับ แล้วหลังจากนั้น ตามมาด้วยวิธีการดังนี้ครับ

 

  1. ทุกครั้งที่ขายสินค้า อย่าลืมบวกภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% พร้อมกับออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
  2. ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า อย่าลืมขอใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจากผู้ขายสินค้า
  3. ในทุกๆเดือน ให้นำภาษีขายที่ออกให้ลูกค้าในข้อ 1 มาหักออกจากภาษีซื้อที่ได้รับจากผู้ขายในข้อ 2
  4. ผลต่างจากข้อ 3 ให้นำส่งแก่กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

 

aom05-02-edit

 

และทั้งหมดนี้ คือ วิธีการเสียภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ขายของออนไลน์ทั้งหลายครับ แต่แน่นอนครับว่าตอนนี้ต้องมีคนแอบงงอยู่แน่ๆ ดังนั้นผมขอยกตัวอย่างประกอบความเข้าใจให้เพื่อนๆพี่ๆน้องฟังกันนะคร้าบ

 

ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ตัวอย่างเช่น นายเกรย์แมนเป็นมนุษย์เงินเดือนโสดสนิทมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน และยังเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ชือว่า “จำไว้ท์” โดยรายได้ตลอดทั้งปีคือ 4,000,000 บาทโดยที่นายเกรย์แมนนั้นเป็นหนุ่มโสดสนิท ไม่มีค่าลดหย่อนภาษีอะไรเลยแม้แต่น้อย เรามาดูกันดีกว่าครับว่า นายเกรย์แมนจะเสียภาษียังไงบ้าง

 

เรามาเริ่มต้นจากวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ (วิธีที่ 1)  
คือ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

 

1) รายได้ของนายเกรย์แมน คือ

  • เงินเดือนทั้งปี 600,000 บาท
  • รายได้จากการขายของออนไลน์ 4,000,000 บาท

 

2) ค่าใช้จ่ายของนายเกรย์แมน คือ

  • ค่าใช้จ่าย เงินเดือน คือ 60,000 บาท (สูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด)
  • ค่าใช้จ่าย ขายของออนไลน์ คือ 80% x 4,000,000  = 3,200,000 บาท (ตามอัตราเหมา)

 

3) ค่าลดหย่อนของนายเกรย์แมน

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท

 

4) คำนวณเงินได้สุทธิ โดยนำ 1 – 2 – 3

 

(600,000 + 4,000,000) – (60,000 + 3,200,000) – 30,000
= 1,310,000 บาท

 

5) คำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้า

 

ผลการคำนวณออกมาได้ตามตารางด้านล่างนี้ คือ 192,500 บาท

 

TaxCal

 

ต่อมาเราลองวิธีคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 ดูบ้างครับ คือ เงินได้ (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) x  0.5%

= 4,000,000 x 0.5% คือ 20,000 บาท


เมื่อเปรียบเทียบระหว่างภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 และ 2 คือ 192,500 บาท กับ 20,000 บาท เราจะเลือกตามวิธีที่คำนวณภาษีได้มากกว่า คือ 192,500 บาท นั่นเองคร้าบบ 

 

หากใครรู้สึกเสียดายว่าต้องเสียภาษีแพงขนาดนี้ !!!
บางทีคำตอบของเราคือการเลือกรูปแบบของธุรกิจใหม่ที่เหมาะสมกับเรามากกว่า
อ่านบทความเรื่อง ทำธุรกิจอย่างไรให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

 

เมื่อถึงตรงนี้ หลังจากที่คำนวณภาษีออกมาได้แล้ว หากเรามีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ในระหว่างปี และ ภาษีที่ยื่นไว้เมื่อตอนครึ่งปี (สำหรับคนที่มีรายได้จากการขายออนไลน์ต้องยื่นภาษีตรงนี้ด้วยครับ) เราก็สามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้อีกทีคร้าบบบ

 

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆไม่มากก็น้อยนะครับ ฝากติดตามบทความใหม่ในสัปดาห์หน้า และอย่าลืมกด Like เพจ “ภาษีธุรกิจ101” เพื่อติดตามรับข่าวสารใหม่ๆ ด้วยคร้าบบ

ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

ในปัจจุบัน รูปแบบการทำธุรกิจ มีอยู่ 2 รูปแบบให้เลือก นั่นคือ บุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียว, ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล) และ นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัท) แต่เชื่อไหมครับว่าจุดเริ่มต้นที่หลายคนเลือกพิจารณาเป็นลำดับแรกกลับกลายเป็นเรื่องของ การประหยัดภาษี!!!!!!!!!!!!!!

 

ภาษีธุรกิจ

 

หมายเหตุ:

  1. นิติบุคคล-SMEs  คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยจะได้รับอัตราภาษีพิเศษ คือ กำไร 300,000 บาทแรกได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ส่วนกำไรในช่วง 300,000 – 1,000,000 บาทจะเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทจะเสียในอัตรา 20%
  1. นิติบุคคล-ทั่วไป คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่ใช่ข้อ 1. จะเสียภาษีในอัตรา 20%

 

ดังนั้น.. ถ้าเราเปรียบเทียบ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สามารถสรุปถึงความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

ถ้ากำไร (รายได้สุทธิ) ไม่เกิน 750,000 บาท ควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา
ถ้ากำไร (รายได้สุทธิ) เกิน 1,000,000 บาทเป็นต้นไป ควรเลือกทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลที่เป็น SMEs

 

แต่คำถามต่อมาคือ เราควรดูแค่เรืองของ “ภาษี” เท่านั้น จริงๆหรือ?
วันนี้เลยเป็นที่มาของ 3 หัวข้อที่คุณควรรู้ก่อนเลือกรูปแบบธุรกิจ ที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ครับ

 

ต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ

การใช้เรื่องของการประหยัดภาษีมาพิจารณาเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมนัก เพราะการประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลยังมีต้นทุนแฝงที่ตามมาอีกมาก เช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบ บัญชี ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่างๆเพื่อประหยัดภาษี (Compliance Cost) ซึ่งอาจจะทำให้ภาระดังกล่าวนั้นสูงกว่าภาษีที่ประหยัดได้ก็เป็นได้ ขอแนะนำให้คำนวณต้นทุนเหล่านี้คร่าวๆ ก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งทำไปทำมา จ่ายภาษีเพิ่มอาจจะเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าก็ได้ครับ

 

การบริหารจัดการที่เหมาะสม

นอกจากเรื่องของต้นทุนแล้ว ยังมีอีกเรื่องคือการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพราะธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลนั้น ต้องมีรายละเอียดมากกว่าทั้งในด้านของบัญชีและภาษีดังนี้

 

  • ต้องมีการจัดทำบัญชีและรับรองโดยผู้สอบบัญชี นอกจากเรืองของค่าใช้จ่ายที่พูดไปในข้อ 1 แล้ว การจัดการเอกสารทางด้านบัญชีต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลตรวจสอบแก่ผู้สอบบัญชีนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจเหมือนกันนะครับ
  • ต้องมีการนำส่งภาษีและรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติม ในการทำธุรกิจรูปแบบนิติบุคคลนั้น ข้อกฎหมายทางด้านภาษีจะซับซ้อนกว่าบุคคลธรรมดา เจ้าของธุรกิจอาจจะต้องรับผิดชอบเรื่องการนำส่งเอกสารภาษีต่างๆเพิ่มเติม เช่น ภาษีเงินได้หัก ณ ทีจ่าย รวมถึงการจัดการเรื่องของประกันสังคมให้กับลูกจ้าง ไปจนถึงงานเก็บเอกสารต่างๆที่ใช้ในการดำเนินงานอีกมากมาย

 

 

จากประสบการณ์ของผม อยากจะบอกเลยว่า… ต้นทุนแฝงที่สำคัญที่สุดในการประกอบธุรกิจ นั่นคือ “เวลาของเจ้าของธุรกิจ” ที่ต้องเสียไปในเรื่องการจัดการและดูแลเอกสารด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีความรู้และความเข้าใจเพียงพอ ดังนั้นใส่ใจเรื่องนี้ให้เยอะๆด้วยนะคร้าบ

 

วิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน

ข้อดีอีกข้อของธุรกิจที่ทำในรูปแบบ บุคคลธรรมดา คือ การได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (สำหรับกิจการบางประเภท) ซึ่งสะดวกและประหยัดเวลาในการคำนวณภาษีมากกว่า เพราะไม่ต้องจัดการเอกสารใดๆ เพียงแค่มีข้อมูลรายได้ครบ และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา รับประกันว่าจบแน่ แต่ในขณะที่ นิติบุคคล ต้องมีการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีที่ค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงต้องมีการจัดทำงบการเงินที่ผ่านตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต คิดๆแล้วก็ลำบากไม่ใช่น้อยนะครับเนี่ย

 

นอกจากนั้น … ข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ใครร่ำลือกันของธุรกิจในรูปแบบ “บุคคลธรรมดา” นั่นคือความเชื่อที่ว่า ธุรกิจในรูปแบบนี้สามารถสามารถ “หลบเลี่ยง” ภาษีได้ง่ายกว่าธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลอีกด้วย เพราะพี่สรรพากรตามตัวยากกว่า (แหม่..ว่าเข้าไปนั่น)

 

สุดท้ายแล้ว.. สิ่งหนึ่งที่ @TAXBugnoms อยากฝากไว้ก็คือ การพิจารณาเลือกรูปแบบธุรกิจในการดำเนินงานนั้น แค่ดูจากเรื่องของภาษีอย่างเดียวคงจะไม่พอ เราควรจะพิจารณาในหลายแง่มุมประกอบกันก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเกิดพลาดขึ้นมา ธุรกิจเราอาจจะมีปัญหาก็ได้ครับ

เมื่อธนาคาร “ฟรีค่าธรรมเนียม” คนออมเงินแบบเราได้ประโยชน์อะไรบ้าง?

บทความนี้เป็น Advertorial

ฟรี ฟรี ฟรี!! ค่าธรรมเนียมธนาคาร

“ฟรีค่าธรรมเนียม” เรารอมาเนิ่นนานเหลือเกิน สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริงๆสักที (เฉพาะการใช้บริการธนาคารออนไลน์) เชื่อว่าทันทีที่เห็นข่าวนี้ หลายคนมักจะแชร์ไปบอกพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนๆด้วยความดีใจว่า ต่อไปไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมธนาคารอีกต่อไป ในขณะที่อีกมองมุมหนึ่งที่รับรู้ได้จากปรากฎการณ์นี้ คือ  ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ก็ต้องยอมถอย เพื่อก้าวต่อไปที่ไกลกว่าเดิม และเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่า เราก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ 

“สังคมไร้เงินสด” คืออะไร? 

เชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยกับสังคมไร้เงินสดกันมาสักระยะแล้ว เช่น การใช้บัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS , MRT  การเติมเงินเล่นเกมส์ การโอนเงินหรือจ่ายบิลผ่านมือถือ การลงทุนหุ้นหรือกองทุนรวมแบบออนไลน์ การซื้อตั๋วเครื่องบินแบบออนไลน์ การจ่ายเงินผ่าน QR Code และอื่นๆที่กำลังจะตามมาอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ทำให้เราใช้จ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด

เรียกง่าย ๆ ว่า “โลกอนาคตเป็นยุคที่เราไม่ใช้จ่ายเงินในรูปแบบเหรียญหรือธนบัตรอีกต่อไป เพราะเงินของเราจะกลายเป็นเพียงตัวเลขที่อยู่ในระบบ”

ถ้าต้องการดูยอดเงินคงเหลือหรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็ทำธุรกรรมการเงินได้แบบออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอพธนาคารบนมือถือ ทำให้ชีวิตของเราง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องกังวลกับเวลาเปิดปิดของธนาคารอีกต่อไป

สิ่งที่เราได้รับจากการฟรีค่าธรรมเนียมครั้งนี้

  • เราประหยัดเงินมากขึ้น

    • จากเดิมที่ต้องเสียเงินยิบย่อยทั้งการโอนข้ามเขต โอนต่างธนาคาร จ่ายบิลสินค้าและบริการ การเติมเงินนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมมากหรือน้อยแตกต่างกันไป แต่ตอนนี้ฟรีทุกอย่างแล้วจ้า ทำให้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นมากขึ้น

  • เราจัดการเงินได้ง่ายขึ้น 

    • เมื่อเราแยกบัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่ายออกจากกัน โดยเหลือเงินไว้ใน “บัญชีฟรีค่าธรรมเนียม” นี้ตามจำนวนเงินที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือน เรียกง่ายๆว่าให้เป็นบัญชีเงินผ่าน เพื่อใช้จ่ายส่วนตัวในเรื่องต่างๆ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราดูแลเงินได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ใช้เกินเงินที่มีในบัญชี รู้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้างผ่านทางมือถือ เหมือนมีผู้ช่วยจดรายจ่ายให้เราแบบอัตโนมัติ  

ฟรีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง?

การแข่งขันในตลาดดุเดือดมากๆ จึงทำให้นโยบายของธนาคารต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่เราก็ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะใช้บริการธนาคารออนไลน์ที่ไหน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานธุรกรรมการเงินของเราให้ได้มากที่สุด อภินิหารเงินออมจึงขอรวบรวมข้อมูลที่อัพเดทที่สุดในขณะนี้ ณ วันที่ 1 เม.ย. 61 มาให้เห็นภาพรวมว่าธนาคารหลักๆแต่ละแห่งที่ประกาศว่า “ฟรีค่าธรรมเนียม” นั้นมีเงื่อนไขอะไรแตกต่างกันบ้าง? (เฉพาะช่องทาง Internet , Mobile Banking และ ATM)

ฟรีค่าธรรมเนียม

ฟรีค่าธรรมเนียม

(รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 4 เม.ย. 61)

จากตารางสรุปนี้จะเห็นว่าแต่ละธนาคารมีรายละเอียดแตกต่างกัน ถ้าเราเข้าใจตรงจุดนี้แล้วก็จะฟรีค่าธรรมเนียมได้เต็ม 100%

  • ช่องทาง Internet และ Mobile Banking ส่วนใหญ่จะ “ฟรีไม่จำกัด” คล้ายๆกัน 

  • ช่องทาง ATM นั้นมีจุดที่แตกต่างกัน เพราะสิ่งของทุกอย่างล้วนมีต้นทุน คำว่า “ฟรี” ก็เช่นกัน ต้นทุนที่ว่านี้ คือ ค่าธรรมเนียมบัตรรายปีที่แต่ละธนาคารเก็บค่าใช้บริการบัตร ATM ไม่เท่ากัน ถ้าเราเลือกที่จะฟรีค่าธรรมเนียมแล้ว ควรเลือกต้นทุนที่เป็นค่าธรรมเนียมรายปี ATM ที่ราคาไม่สูง เพื่อทำให้เราประหยัดรายจ่ายได้มากขึ้นนะคะ 

ข้อดี และข้อควรระวังของการใช้บริการเมื่อธนาคารออนไลน์ ฟรีค่าธรรมเนียม

  • ข้อดี 

    • ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะฟรีค่าธรรมเนียม ทำให้เรามีเงินเหลือไปใช้อย่างอื่นได้มากขึ้น

    • เราจัดการเรื่องเงินทุกอย่างได้ในระบบออนไลน์ ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

  • ข้อควรระวัง 

    • แม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยในของธนาคารจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังตัวเอง อาจจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกได้ เช่น การถูกหลอกให้โอนเงิน การตอบอีเมลล์ที่ไม่รู้จักหรือโหลดโปรแกรมแปลกๆลงคอมพิวเตอร์ หรือมือถือ

    • ทางที่ดีเราควรติดตามข่าวสารตลอดเวลาว่ากลุ่มมิจฉาชีพอัพเลเวลไปถึงไหนแล้ว เราจะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อนะคะ

หากทุกเดือนเราต้องทำธุรกรรมการเงินเหล่านี้ เช่น ถอนเงิน โอนเงิน จ่ายบิล เติมเงิน โดยทำผ่านทั้งช่องทางบริการ Internet , Mobile Banking และ ATM ควรแยกบัญชีเพื่อการออมและการใช้จ่ายออกจากกัน เพื่อป้องกันการสับสนเผลอดึงเงินออมออกมาใช้จ่าย

ซึ่งการมีบัญชีเพื่อรายจ่ายโดยเฉพาะนั้น ควรเป็นบัญชีที่ “ฟรีค่าธรรมเนียม” เพราะทำให้เราประหยัดรายจ่าย ของเราได้ ยกตัวอย่าง เช่น “บัญชีฟรีเว่อร์ไลท์” ของธนาคารธนชาต ก็อาจจะตอบโจทย์ความต้องการตรงจุดนี้ได้ (เผื่อใครยังไม่รู้ จริงๆแล้วบัญชีฟรีเว่อร์ไลท์ของธนาคารธนชาตเขา ให้โอนเงินฟรีค่าธรรมเนียม มาตั้งนานแล้วนะจ๊ะ ไม่ได้ตามกระแสแต่อยางใด) โดยท่ามกลางกระแสความฟรีนี้ เรียกได้ว่าธนชาตจัดเต็มไม่น้อยหน้าใคร เพราะให้ลูกค้าออมทรัพย์ธนชาต โอนเงิน และ จ่ายบิล ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ถือได้ว่าได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ

“บัญชีฟรีเว่อร์ไลท์” ที่ตอบโจทย์ความคุ้มทุกการใช้จ่ายยังไง?

บัญชีฟรีเว่อร์ไลท์ เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้จ่าย เพราะทำเองได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ ในกรณีที่ใช้บริการผ่านทางเคาน์เตอร์ของสาขาธนาคารและช่องทางอื่นๆ จะเสียค่าธรรมเนียมตามปกติ แต่ถ้าเป็นช่องทาง Internet , Mobile Banking และ ATM จะฟรีค่าธรรมเนียมจ้า

ใช้บริการผ่านช่องทาง Internet และ Mobile Banking ผ่าน Thanachart Connect โมบายแอพ และ Thanachart i-Net ฟรีค่าธรรมเนียม ดังนี้

  • การโอนเงินข้ามเขตในธนาคารเดียวกัน 

  • การโอนเงินต่างธนาคาร

  • การจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ

  • การเติมเงิน

ใช้บริการผ่านช่องทาง ATM ฟรีค่าธรรมเนียม ดังนี้

  • ฟรี!! ไม่จำกัด ผ่านตู้ ATM ทุกธนาคาร

    • การสอบถามยอด กดเงินผ่านตู้ ATM (ในเขต)

  • ฟรี!! ไม่จำกัด ผ่านตู้ ATM ธนชาต

    • การโอนเงินต่างธนาคารผ่านตู้ ATM 

    • การจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ

ในขณะที่ค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตมีค่าใช้จ่ายปีละ  250 บาท ถือว่ากลางๆและค่อนข้างประหยัดกว่าที่อื่นถ้าเทียบกับธนาคารอื่นๆ ที่ฟรีค่าธรรมเนียมเหมือนกัน แต่เก็บค่าธรรมเนียมบัตร ATM หรือบัตรเดบิตที่รายปีสูงกว่า

“สังคมไร้เงินสดเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้เราจัดการเงินได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง เพราะประหยัดเงินที่ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมยิบย่อย”

หากสนใจเปิดบัญชีฟรีเว่อร์ไลท์ที่ฟรีค่าธรรมเนียมทุกช่องทาง ติดต่อได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ธนาคารธนชาต โทร.1770 และ www.thanachartbank.co.th นะคะ

5 คำถามสำคัญ ก่อนคิดซื้อรถ

ช่วงนี้ใครๆ ก็ถอยรถใหม่ เจ้านายถุงเงินก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากได้รถมาขับบ้าง เผื่อชีวิตจะสบายขึ้น แต่ก็เห็นนั่งคิดไม่ตกมาหลายวันแล้ว ทำไมเจ้านายไม่ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูหล่ะ กับ”คำถามสำคัญ 5 ข้อ ก่อนจะซื้อรถ”

1. ผ่อนไหวมั้ย ?

แน่นอนว่าเรื่องเงินต้องมาก่อนถ้ารวยพอจะมีเงินสดก็ซื้อไปเลยแต่ถ้าจะผ่อน ก็ต้องคิดให้ดีๆ อย่างที่ถุงเงินเคยบอก อย่าให้ภาระหนี้สินของเรา เกินกว่า 40% ของรายได้ ยิ่งถ้าใครมีภาระหนี้สินอื่นๆ อยู่ด้วยแล้วก็ต้องยิ่งคำนวณให้ดีๆ เลยนะ แต่ถ้าใครไม่ติดปัญหาเรื่องนี้ก็ไปข้อต่อไปได้เลยฮับ

2. อยากได้หรือจำเป็น ?

ถึงแม้จะมีเงินซื้อพอแล้ว แต่ถ้ามันก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น ก็เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่าเน้าะ

เพราะแค่ความอยากได้มันคงไม่พอให้เราต้องซื้อของในราคาหลายแสน ของใหญ่ราคาแพงขนาดนี้  ถุงเงินแนะนำให้ดูที่ความจำเป็น และความคุ้มค่าก่อนเป็นหลักนะ

แต่ก็อย่างว่า ความจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ลองคิดถึงประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ที่จะต้องแลกกับจำนวนเงินที่เราต้องเสียไปให้ดีๆ ถ้าคิดว่ามันคุ้ม ก่อเกิดประโยชน์ เกิดความสะดวกสบายกับเรา ก็ลุยต่อกันเลยยย

3. สภาพแวดล้อมในการใช้งานเป็นยังไง ?

สภาพแวดล้อมในการใช้งานที่ถุงเงินหมายถึง หลักๆ ก็คงเป็นปัจจัยทางด้านที่จอดรถ กับการจราจรในชีวิตประจำวันเรา

ถ้าซื้อมาแล้ว ที่บ้านก็จอดลำบาก ที่จอดแถวที่ทำงานก็ลำบาก ต้องไปจอดที่ที่เดินไกลหลายนาที แถมการจราจรในทุกๆวันก็ไม่ดี รถติดมากๆ ทำให้เราอารมเสีย อย่างงี้ก็ไม่ค่อยโอเคหรอก ซื้อรถมาทั้งทีก็ต้องเพิ่มความสะดวกสบายสิ ถ้าซื้อแล้วมันลำบากขึ้น ก็อย่าเลยเน้าะ

4.ขับเป็นรึยัง ? 

จริงๆ แล้วทักษาะการขับรถมันก็ฝึกกันได้แหละ แต่สำหรับบางคน การขับรถมันก็ยากจริงๆ กลัวความเร็ว ตัดสินใจไม่ทัน หลายๆ อย่างมันก็เป็นปัญหาได้เหมือนกันนะ

ถ้าซื้อมาใช้แล้วตัวเราเองไม่ค่อยเหมาะแก่การขับรถ การอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากเสียทรัพย์สินแล้วอาจจะอันตรายกับร่างกายได้ด้วยนะ

จะลองขับให้เป็น ให้คล่องแคล่วก่อนค่อยซื้อมาใช้ก็ยังไม่สายน้า

5. ซื้อรุ่นไหนดี ?

เมื่อผ่านด่านคำถาม 4 ข้อแรกมากได้แล้ว แสดงว่าเจ้ามะนุดก็พร้อมจะซื้อรถพอสมควรเลย

ปัญหาต่อมาก็คือจะซื้อรถรุ่นไหนดี ยี่ห้อไหนดี ?

ถ้าใครได้ไปเดินงานมอเตอร์โชว์มา คงจะตาลายไปกับรถหลายร้อยรุ่น (บางคนก็ตาลายไปกับโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม) ถ้าใครไม่รู้จะเลือกรถยังไง เลือกด้วยอะไรบ้างดี ถุงเงินแนะนำให้ลองเลือกรถด้วย 3 ปัจจัยนี้ดูสิ่

เรียงลำดับด้วยนะ ตามนี้เลย

– ราคาโอเค

– เหมาะแก่การใช้งาน

– ความสวยงามหรือความชอบส่วนตัว

ราคานี่ต้องมาก่อนเลย อย่าไปซื้อเกินตัว ถ้างบหมด แต่จะไปเล่นรถรุ่นใหญ่ก็คงไม่ไหวเน้าะ

ความเหมาะสมกับการใช้งาน ขนาดใหญ่เล็ก ขนของเน้นซิ่ง ก็ว่ากันไป

และสุดท้ายก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวละล่ะ อันนี้ก็แล้วแต่เจ้ามะนุดเลยจ้า

5 คำถามสำคัญ ก่อนคิดซื้อรถ

ที่สำคัญคือต้องดูให้เยอะ อย่างพึ่งรีบด่วนตัดสินใจมีตัวเลือกให้มากๆ ไว้เปรียบเทียบ ยังไงก็ดีกว่าเน้าะ

แต่ถ้าลองดูๆ มาทุกรุ่นทุกยี่ห้อแล้ว ก็ยังไม่ถูกใจ ก็ไม่ต้องรีบด่วนตัดสินใจนะ รอก่อนสักแปป เงินไม่หายไปไหน ไว้มีรถที่ถูกใจจริงๆ ออกมาค่อยซื้อก็ยังทันน้าา

facebook.com/moneyideasth

บัญชีธนาคารจะถูกตรวจสอบภาษี

รู้หรือไม่? อนาคตที่ใกล้จะถึงนี้ คนที่มีรายการเดินบัญชีเยอะหรือมียอดรับเงินมากผิดปกติอาจจะถูกตรวจสอบภาษีได้!!!

ในฐานะที่ทำเพจเกี่ยวกับภาษีมาเกือบ 10 ปี พรี่หนอมมักจะได้ยินคำถามว่า สรรพากรจะมาตรวจสอบบัญชีไหมจะขอดูบัญชีได้หรือเปล่า ครั้งนี้บอกเลยว่าน่ากลัวกว่าเก่าครับ แต่งานนี้ไม่ใช่พี่สรรพากรขอตรวจสอบนะครับ อันนี้สั่งให้ธนาคารส่งข้อมูลให้โดยตรงเลยจ้า

เพราะหนึ่งหัวข้อในร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพิ่มเติมฉบับล่าสุด เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan นั้น!!! #ชื่อยาวโคตร กำลังจะมีการแก้ไขให้สถาบันการเงินต่างๆ นั้นต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมพิเศษในแต่ละปีให้กับกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมปีถัดไป หรือพูดง่ายๆว่าส่งข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีนั่นเองครับ

คำว่า “ธุรกรรม” พิเศษที่ว่านั้น หมายความถึง

– ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป
– ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

#ยอดทั้งหมดที่ว่านี้เป็นรายการต่อปีนะจ๊ะ

จากร่างกฎหมายฉบับนี้ พรี่หนอมเดาสั้นๆว่า มันต้องมีคนรับผิดชอบ (เสียภาษีเพิ่ม) แน่นอนครับ โดยเฉพาะคนที่รับเงินขายของออนไลน์ทั้งหลายแบบรัวๆ รับเงินโอนกันบ่อยๆแบบสบายใจ บอกเลยว่างานนี้เจอกันสนุกแน่ครับผม กับนโยบายใหม่ที่จะมาตรวจสอบกันอย่างเจ้มจ้นกันในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วเราจะยังโชว์ยอดโอนเงินกันอยู่หรือไม่ อันนี้ต้องติดตามกันต่อไปครับผม

พรี่หนอมเคยพูดไว้ตั้งแต่ตอนเปิดใช้พร้อมเพย์ หรือ ระบบต่างๆตามนโยบายนี้ออกมาใหม่ๆ ว่าถ้าพี่สรรพากรอยากจะตรวจสอบภาษีเมื่อไร เขาสามารถทำได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว

แต่ข้อกฎหมายนี้เพิ่มมายิ่งเป็นสิ่งยื่นยันได้ว่าการตรวจสอบนั้นจะทำได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ โดยทางธนาคารเป็นผู้ส่งรายการที่น่าสงสัยให้กับกรมสรรพากรโดยตรงในทุกๆปี

อ้อ ลืมบอกไปว่า ข่าวดีก็คือ เรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นร่างกฎหมายอยู่นะครับ ถ้าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไง ไปดูข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมกับให้ความเห็นได้ทีลืงค์นี่ครับผม

เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มประมวลรัษฎากร พื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ : http://www.rd.go.th/publish/27837.0.html

อย่าลืมกดรับข่าวสารพิเศษจากทางพรี่หนอมได้ที่ Line @TAXBugnoms หรือคลิกที่ลิงค์นี้ได้เลยครับผม https://line.me/ti/p/@taxbugnoms

ถ้าหวังจะลงทุนล้วนๆ ทำไมจึงไม่ควรใช้แต่ยูนิตลิงค์

ทุกวันนี้ หลายคนน่าจะเริ่มคุ้นหูกับ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ “ยูนิตลิงค์” กันมาบ้างแล้ว (ใครยังไม่ค่อยเข้าใจยูนิตลิงค์ ขอแนะนำให้ไปศึกษาก่อนได้ที่บทความ [ซีรีย์] เจาะลึก ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน Unit-Linked (ตอนที่ 3) และ “ซื้อประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ “ซื้อประกันชีวิตแบบปกติกับกองทุนรวมแยกกัน” แบบไหนดีกว่ากัน?

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ก็ได้พบเห็นว่า ผู้แนะนำยูนิตลิงค์หลายๆคน หรือสถาบันการเงินหลายๆแหล่ง ยังคงแนะนำยูนิตลิงค์ให้กับลูกค้า ด้วยการ “ชู” จุดขาย ในเรื่องของ “ผลตอบแทน” อยู่ ว่าเป็นเครื่องมือในการบริหารการเงินการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ หรือสร้างความตระหนักว่า คนเราจำเป็นต้องนำเงินเก็บมาบริหารจัดการ ด้วยการนำเงินมาลงทุน เพื่อให้มีเงินพอใช้หลังเกษียณ หรือเพื่อเป้าหมายการเงินอื่นๆ แล้วค่อยพูดถึงเรื่องของความคุ้มครองชีวิตที่ได้เหมือนเป็น “ของแถม” เท่านั้น (คำพูดที่มักจะได้ยินคือ “ได้นำเงินมาลงทุนให้งอกเงย แถมยังมีส่วนของประกันชีวิตมาคุ้มครองชีวิตด้วย)

ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว อาจจะฟังดูไม่ผิดเท่าไหร่นัก เพราะก็พูดถึงทั้งเรื่องของ การลงทุน และความคุ้มครอง (แต่มันจะผิดแน่ๆ ถ้าทำให้เข้าใจผิดว่า ยูนิตลิงค์คือเครื่องมือลงทุนอย่างเดียว) แต่การนำเสนอ ที่เอาเรื่องของ “ผลตอบแทน” หรือ “ความสำคัญของการลงทุน” ขึ้นมาเน้นย้ำก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องของความคุ้มครอง เป็นส่วนประกอบตามมา มันต่างจากการที่นำเสนอยูนิตลิงค์ว่า “เป็นประกันชีวิต” ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของความคุ้มครองชีวิตมาเป็นอันดับแรก แล้วค่อยดูเรื่องผลตอบแทนที่ได้ตามมา (หรืออย่างน้อย ก็ต้องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน) อยู่มากโข ซึ่งมีส่วนให้ ผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในยูนิตลิงค์ หรือไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ทางด้านการเงินอย่างถูกต้องมาก่อนจริงๆ อาจจะ “คล้อยตาม” เห็นว่ายูนิตลิงค์เป็นเครื่องมือสำหรับการลงทุน มาก่อนที่จะเข้าใจจริงๆว่า ยูนิตลิงค์เป็น “ประกันชีวิต” ที่เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารความเสี่ยงเป็นหลักได้

ทำไมเราจึงไม่ควรใช้ ยูนิตลิงค์ เพื่อเป้าหมายการลงทุน หรือโฟกัสไปที่เรื่องขอผลตอบแทนจากการลงทุน เป็นหลักอย่างเดียว? โดยที่ไม่มีความจำเป็นเรื่องความคุ้มครองชีวิต หรือมองความคุ้มครองชีวิตเป็นแค่ของแถม ผมจะขอยกตัวอย่าง และชี้ให้เห็นผลกระทบที่ตามมา ดังนี้ครับ

สมมติว่า มีลูกค้าคนหนึ่ง เป็นเพศชาย อายุ 30 ปี สนใจที่จะซื้อยูนิตลิงค์โดยมีเป้าหมายเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก วางแผนจะซื้อยูนิตลิงค์แบบ RP (Regular Premium) โดยจะจ่ายเฉพาะเบี้ยประกันภัยหลักปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 7 ปี (หากจ่ายต่ำกว่านี้อาจจะเหลือมูลค่าเงินลงทุนไม่เพียงพอให้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันในระยะยาว) จัดพอร์ตการลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี และเลือกความคุ้มครองที่ทุนประกันขั้นต่ำสุดตามเงื่อนไข (ในที่นี้สมมติให้ขั้นต่ำคือ 10 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก) คือ 1,000,000 บาท โดยมีเป้าหมายคือ ตั้งใจจะทิ้งเงินไว้ยาวๆ เพื่อให้เงินเติบโตไว้ใช้ยามเกษียณ

โดยที่ สมมติให้โครงสร้างค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และโบนัส ของแบบประกันยูนิตลิงค์ตัวนี้ เป็นไปตามนี้

1) ค่าดำเนินการประกันภัย (% ของเบี้ยหลัก) = ปีที่ 1 40% / ปีที่ 2 30% / ปีที่ 3 15% / หลักจากนั้น ไม่คิด

2) ค่าการประกันภัย (COI) =  [(ทุนประกัน x อัตราค่าประกันภัย)/1,000]/12 ต่อเดือน

3) ค่าธรรมเนียมการรักษากรมธรรม์ = 55 บาท ต่อเดือน

4) ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ = เบี้ยประกันหลังหักค่าดำเนินการประกันภัย x 0.125% ต่อเดือน

5) โบนัสชำระเบี้ยประกันหลัก = ชำระเบี้ยครบ 7 ปี จะมีโบนัสให้ 20% ของเบี้ยประกันหลัก

จากข้อมูลดังกล่าว หากลองนำมาประเมินมูลค่าเงินลงทุนในอนาคตเมื่อผ่านไป 7 ปี จะสามารถประเมินได้ ดังนี้

สรุปได้ว่า 7 ปีที่ผ่านมา เขาได้จ่ายค่าเบี้ยไป 100,000 x 7 = 700,000 บาท และหากถอนเงินจากกรมธรรม์ทั้งหมดเมื่อสิ้นปีที่ 7 เขาจะได้เงินประมาณ 792,489 บาท หรือกำไรประมาณ 92,489 บาท ซึ่งสามารถนำมาคิดหาอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น หรือ IRR ได้ จากการคำนวณในเครื่องคิดเลขทางการเงิน ดังนี้

นั่นเท่ากับว่า เขาจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 8%ต่อปี และเผชิญความเสี่ยงในระดับนั้น โดยที่ในความเป็นจริง เขาจะเหลือผลตอบแทนอยู่แค่ประมาณ 4.11% ต่อปี (ดูที่ช่อง Rate หรืออัตราผลตอบแทน)

ซึ่งหากเขานำจำนวนเงินที่เท่ากัน (ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 7 ปี) ไปจัดพอร์ตการลงทุนเอง ผ่านกองทุนรวมแบบเดียวกันกับในยูนิตลิงค์แบบไม่มีผิดเพี้ยน และคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 8% เท่ากัน ผลลัพธ์ที่จะได้ก็คือ

เขาจะสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 892,280 บาท ซึ่งต่างจากการไปลงทุนในยูนิตลิงค์ อยู่ 892,280 – 792,489 = 99,791 บาท หรือเกือบ 1 แสนบาท

หรือถ้าใครคิดว่า มันอาจจะยังต่างกันไม่มากพอ ผมอยากจะให้ดูผลของความแตกต่างในระยะยาวเอาไว้ ตามกราฟนี้

จากกราฟจะเห็นได้ว่า ถ้าลงทุนด้วยต้นทุนที่เท่ากัน คือปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 7 ปี ยิ่งอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้ต่างกันเท่ามากไหร่ และยิ่งระยะเวลาการลงทุน ยาวนานมากขึ้นเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้ก็จะยิ่งต่างกันมากขึ้นเท่านั้น จากกราฟ ถ้าผลตอบแทนต่างกันประมาณ 2% ต่อปี หากผ่านไป 30 ปี ผลตอบแทนที่ได้จะต่างกันถึง 1.2-1.8 ล้านบาท ยิ่งถ้าผลตอบแทนต่างกันประมาณ 4% ต่อปี อาจจะต่างกันได้ถึงประมาณ 3 ล้านบาท (จากต้นทุนที่เท่ากัน)

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ กับการลงทุนผ่านกองทุนรวมด้วยตัวเอง นั้นแตกต่างกัน ก็ไม่ได้มาจากสิ่งไหน แต่มาจาก “ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆรวมถึงเงินโบนัส” ของยูนิตลิงค์ ทั้ง 5 ตัวนั่นแหละครับ

นั่นก็เท่ากับว่า หากวางแผนตามพอร์ตการลงทุนเดียวกัน คาดหวังผลตอบแทนที่เท่ากัน ต้องเผชิญความเสี่ยงในระดับที่เท่ากัน โดยใช้กองทุนกองเดียวกันแล้ว การลงทุนผ่านยูนิตลิงค์นั้น จะได้ผลตอบแทนต่ำกว่า การไปจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนรวมด้วยตัวเอง อย่างแน่นอน

แล้วมีข้อดีอะไรบ้างไหม ที่ลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ จะดีกว่า ไปจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมด้วยตัวเอง?

ก็ต้องตอบว่า “มี” ครับ เพราะยูนิตลิงค์ จะมีระบบบริหารความเสี่ยงการลงทุน มาช่วยผู้ถือกรมธรรม์อยู่ 2 ระบบหลักๆ คือ “การทำ DCA” กับ “การทำ Auto-Rebalancing” ให้อัตโนมัติ (รายละเอียดของทั้ง 2 ระบบ สามารถอ่านได้จากบทความที่แนะนำข้างต้นเลยครับ) ซึ่งก็สามารถช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้ในระดับหนึ่ง นั่นก็แปลว่า ถ้าเราไม่ลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ แต่เราจะบริหารความเสี่ยงด้วยวิธีแบบนี้ เราก็ต้องทำ DCA และ Auto-Rebalancing ด้วยตัวเอง

โดย DCA เราก็อาจจะทำเองได้ ด้วยการกรอกเอกสารกับบล. หรือบลจ. ที่เราไปลงทุนในกองทุนนั้น ขอให้หักเงินจากบัญชีเงินฝาก ที่เราผูกไว้กับบัญชีกองทุนรวม ให้ไปลงทุนในกองทุนที่เราต้องการ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผม มันก็ไม่ได้ถึงกับยุ่งยากอะไร ยอมเสียเวลาเล็กน้อย ทำครั้งเดียวตอนแรก จากนั้นก็หมดธุระแล้วครับ

ส่วน Auto-Rebalancing อาจจะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย เพราะเราต้องกลับมารีวิว และคำนวณเอง ว่าตอนนี้ สัดส่วนของเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ หรือแต่ละกองทุน เปลี่ยนไปจากที่เรากำหนดไว้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ต้องสั่งขายกองทุนที่สัดส่วนเพิ่มขึ้น มาซื้อกองทุนที่สัดส่วนลดต่ำลงด้วยตัวเอง ในความเห็นของผม แม้ Auto-Rebalancing อาจจะฟังดูยุ่งยาก แต่ผมก็เชื่อว่า มันไม่ได้ยากเกินกว่าจะเข้าใจ และไม่ได้ต้องคอยมาทำกันบ่อยๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก็อาจจะเพียงพอ เพราะในช่วงเวลา 1 ปี โดยเฉลี่ยสัดส่วนของสินทรัพย์มันจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากจนมีนัยสำคัญเท่าไหร่นักอยู่แล้ว

ผมพูดแบบนี้ไป อาจจะมีใครกำลังคิดว่า ผมต่อต้าน หรือ ไม่ชอบยูนิตลิงค์ อยู่รึเปล่า ซึ่งผมก็ต้องขอให้ทำความเข้าใจกันก่อนให้ดีๆว่า ผมไม่ได้ไม่ชอบยูนิตลิงค์ครับ เพียงแต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก ถ้าจะซื้อยูนิตลิงค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว เหตุผลก็เพราะ จากข้อมูลทั้งหมดที่ผมยกมา ถ้าเราไม่มีความจำเป็น หรือไม่ต้องการความคุ้มครองชีวิตเลย (หรือไม่ได้ต้องการมากนัก) เท่ากับว่า การลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ จะทำให้เราต้องสูญเสียต้นทุนต่างๆที่ไม่จำเป็นกับเราไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (และต่างกันมหาศาลในระยะยาว) แลกกับระบบบริหารความเสี่ยงในการลงทุน ที่ดูแล้วไม่ค่อยคุ้มค่ากับต้นทุนทั้งหมดที่เสียไปเท่าไหร่นัก (แต่ถ้าหากใครดูตัวเลขแล้ว คิดว่ายังคุ้มกว่าไปทำเอง อันนั้นก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ เพราะนี่คือความคิดเห็นของผมเองคนเดียวล้วนๆ) (อันนี้พูดถึงเฉพาะกรณีที่เน้นไปที่การลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ)

ในทางกลับกัน ถ้าใครที่มีความจำเป็นในการสร้างความคุ้มครองให้ชีวิต เนื่องจากมีภาระการเงินอยู่มาก ต้องการความคุ้มครองสูงๆ และแบบประกันชีวิตแบบทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ (ระยะเวลาจ่ายเบี้ย / ระยะเวลาคุ้มครองชีวิต ไม่สอดคล้อง กับแผนความคุ้มครองของตัวเอง) โดยที่เข้าใจ และรับความผันผวนจากการลงทุนได้ ผมจะแนะนำให้ทำยูนิตลิงค์ให้อย่างไม่ลังเลเลยทีเดียว หากพิจารณาแล้วว่า ยูนิตลิงค์แบบนี้สามารถทำทุนประกันวงเงินสูงได้ และมีความยืดหยุ่น สามารถขอปรับลดทุนประกันลงได้ตามภาระการเงินที่ลดลง ตามโจทย์นี้ ยูนิตลิงค์ จะกลายเป็นสินค้าทางการเงินที่เหมาะสม และตอบโจทย์ความจำเป็นทางการเงินแบบนี้มากที่สุดครับ

อย่าลืมนะครับว่า ยังไงเสีย ยูนิตลิงค์ ก็คือ “ประกันชีวิต” ดังนั้น ความจำเป็นเรื่องความคุ้มครองชีวิต ควรมาก่อนเรื่องของผลตอบแทน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องผลตอบแทนที่จะได้ เป็นเรื่องรอง หากเราจะพุ่งเป้าไปที่การลงทุน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินต่างๆ ในตลาดก็มีผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เหมาะสมกับโจทย์การเงินแบบนี้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุนรวมต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจใช้เครื่องมืออะไร ขอให้แน่ใจว่า เราเข้าใจ “หัวใจ” ของเครื่องมือนั้นจริงๆ และใช้เครื่องมือนั้นได้อย่างถูกต้อง คุ้มค่า ให้สอดคล้องกับโจทย์การเงินในเรื่องนั้นๆที่สุด เอาไว้ด้วยนะครับ

ถาม–ตอบ เรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับหมอนัท คลินิกกองทุน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้หมอนัทเปิดคลินิกกองทุน เพื่อมาตรวจอาการเกี่ยวกับความเข้าใจกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆ คนน่าจะคุ้นหูหรือรู้จักเจ้ากองทุนนี้เป็นอย่างดีนะครับ ซึ่งล่าสุดนั้นมีหลายคนถามคำถามเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาหลายประเด็นเหลือเกิน หมอนัทเลยเปิดคลินิกเพื่อตรวจอาการในการหาคำตอบมาฝากผู้อ่านกันครับ

Q: ถ้าเป็นฟรีแลนซ์มีโอกาสในการซื้อกองทุนอะไรบ้าง 

หมอนัท: ดูตัว RMF ดีกว่า เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลยเพียงแต่ไม่มีนายจ้างสมทบให้เท่านั้นเอง ซึ่งจะได้เรื่องของลดหย่อนภาษีด้วย และเรื่องนโยบายแตกต่างได้ เช่น เลือกตราสารหนี้ เลือกอสังหาฯ ผสมเข้าไป เพราะ RMF มีนโยบายหลากหลายมาก เหมาะสมกับการเป็นพอร์ตเกษียณให้เราได้จริงๆ ดังนั้น ฟรีแลนซ์เลือกได้เลยครับ

Q: บริษัทให้เลือกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2-15% ควรเลือกเท่าไหร่ดีคะ

หมอนัท: ขั้นแรกดูตัวเองก่อนว่าเรามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เท่าไหร่ ถ้ามีไม่เยอะ เราก็จัดเต็มได้ 15% ทั้งนี้ดูก่อนว่า บลจ. ที่บริหารเราเนี่ย มีผลการดำเนินงานดีหรือเปล่า เช่น ปกติลงกองทุนหุ้นได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเราได้แค่ 3% ซึ่งใกล้เคียงกับตราสารหนี้มากเลย 

ถ้าเป็นแบบนี้มันเสียดายโอกาส แทนที่จะได้ 10% ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็สมทบตามที่บริษัทกำหนดพอครับ ถ้าบริษัทบอก 5 เราก็ลง 5 ที่เหลือก็ไปลงทุนเองดีกว่า หรือถ้าเป็นไปได้ ผู้บริหารก็ควรเปลี่ยนไปใช้ บลจ. ที่มีฝีมือมาบริหารดีกว่า เพราะการโอนย้ายเงินไปสู่อีก บลจ. หนึ่งสามารถทำได้นะครับ ดังนั้น ถ้าใครเป็นผู้บริหารอยู่ก็ควรจะเปลี่ยนนะครับ สงสารลูกจ้างหน่อยนะคร้าบ

Q: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เสี่ยงมากน้อยแค่ไหนครับ 

หมอนัท: อย่างที่บอกขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก ถ้าเลือกสัดส่วนที่มีตราสารหนี้เยอะก็เสี่ยงต่ำแต่ถ้าเป็นสัดส่วนที่มีหุ้นเยอะๆ เช่นมีเงิน 100 บาท ลงทุนในหุ้น 70 บาท ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงแล้ว  ที่เหลืออีก 30 บาทอาจไปลงทองคำบ้าง ตราสารหนี้บ้าง สุดท้ายอยู่ที่สัดส่วนของหุ้นครับ ถ้าหุ้นเยอะเสี่ยงมาก หุ้นน้อยเสี่ยงต่ำ 

Q: ลาออกจากกองทุนระหว่างทาง เสียภาษีเฉพาะส่วนนายจ้างใช่ไหมครับ 

หมอนัท: ส่วนที่นายจ้างสมทบ ส่วนของเราจะไม่เสียอะไร แต่ต้องเอาเช็คก่อน ไปดูที่เพจอภินิหารเงินออมทำภาพสรุปไว้ ไปดูได้ ส่วนใหญ่จะโดนเรียกภาษีในส่วนเงินสมทบของนายจ้าง และก็เงินที่งอกจากส่วนที่สมทบ

Q: ถ้าออกจากงาน ที่ใหม่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว สามารถย้ายไป RMF ได้ไหม

หมอนัท: ถูกต้องนะค้าบ เนื่องจากว่าสมัยก่อนมีปัญหาที่ว่า พอคนออกจากงานแบบนี้ สุดท้ายไม่มีที่ไหนที่มี แล้วต้องเสียภาษีภายในก้อนนี้ ซึ่งตั้งใจจะเป็นเงินเก็บเกษียณของตัวเอง ออกมาก็ไม่มีอะไรมารองรับตรงนี้ เขาเลยออกกฏมารองรับ คุณสามารถย้ายออกมาที่ RMF ได้โดยที่เงินที่สะสมไว้ไม่ต้องเสียภาษีครับ! ก็ออมได้ต่อเนื่องไปเลยครับ

คุยกับคนไข้มาทั้งวัน หมอนัทขอตัวไปพักก่อนนะครับ ส่วนถ้าใครอยากรู้เรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก
หมอนัทแนะนำให้ไปชมรายการ Investment Tuesday ย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/2uHdw4b 
รับรองทั้งสนุกและได้รับความรู้เหมือนคุยกับหมอไปด้วยเหมือนกันครับ วันนี้หมอนัทของลาไปก่อน พบกันใหม่โอกาสหน้า…สวัสดีครับ 🙂 

นอกจากเรื่องภาษี SMEs ยุคนี้ควรมีอะไรที่ “ได้มากกว่า” ?

ถ้าลองสังเกตนโยบายของภาครัฐในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงเห็นว่ามีนโยบายที่เกี่ยวกับภาษีสำหรับธุรกิจ SMEs มากขึ้นเป็นพิเศษ

ตั้งแต่นโยบายเปลี่ยนให้บุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล โดยมีการจูงใจด้านรายจ่ายที่ช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เช่น ค่าจดทะเบียนบริษัท ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี หรือแม้แต่การกระตุ้นให้ธุรกิจมีการลงทุนโดยให้หักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้สูงถึง 1.5-2 เท่า

นอกจากนั้น ยังมีกระตุ้นให้ใช้เทคโนโลยีต่างๆตามนโยบาย National E-Payment ตั้งแต่เรื่องพร้อมเพย์ เครื่อง EDC (เครื่องรับบัตร) ที่ยังให้สิทธิประโยชน์จูงใจด้านภาษีเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้กับธนาคาร ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องรูดบัตรก็สามารถเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ถึง 2 เท่า

นโยบายต่างๆที่ว่านี้ พรี่หนอมมองว่า “เป็นเรื่องที่ดีสำหรับธุรกิจครับ เพราะสิทธิประโยชน์พวกนี้ถือเป็นตัวช่วยในการแบ่งเบาภาระภาษีลงไป”

เพียงแต่ธุรกิจควรที่ตั้งคำถามถัดไปว่า “นอกจากเรื่องของการประหยัดภาษีแล้ว เราจะหาหนทางสร้างกำไรให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?”

ไม่ผิดที่ธุรกิจส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญของการประหยัดภาษีเพราะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย แต่ธุรกิจนั้นไม่ได้มีค่าใช้จ่ายด้านภาษีเพียงแค่ตัวเดียว ซึ่งค่าใช้จ่ายตัวอื่นๆนั้นอาจจะสำคัญไม่แพ้กับเรื่องภาษี ไปจนถึงต้นทุนทางด้านเวลาที่ไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องของการเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้กำไรของธุรกิจเพิ่มเช่นเดียวกันครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พรี่หนอมพบว่าการสร้างกำไรเพิ่มขึ้นจากวิธีการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้นั้นจริงๆมันก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมาครับ เช่น…

เห็นไหมครับว่า ในแง่ของตัวธุรกิจเองนั้นไม่ใช่การลองผิดลองถูก และไม่มีสูตรสำเร็จในการทำธุรกิจ เพราะว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างมากๆ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม SME นั้นถือว่าเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากมายหลายด้านมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยขนาดที่ใครๆก็สามารถเข้ามาทำได้ คู่แข่งที่มีอยู่ในท้องตลาด ไปจนถึงการจัดการด้านต่างๆที่ลำบากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ครับ

โดยประเด็นเหล่านี้พรี่หนอมได้มาจากการพูดคุยกับทางผู้บริหาร TMB และเข้าร่วมงาน SME New Experience: Get MORE with TMB เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาครับ

โดยงานนี้เป็นอีกหนึ่งงานที่ทาง TMB ตั้งใจจัดขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่าธนาคารมองเห็นว่าเจ้าของธุรกิจ SME นั้นควรจะได้อะไรที่ “มากกว่า” นอกเหนือจากการทำธุรกิจในปัจจุบันและมุ่งหวังทางด้านประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ 

จากการค้นคว้าวิจัยสอบถามกับทาง SME ส่วนใหญ่ ทำให้ทาง TMB ได้รับคำตอบมาว่า “จุดเจ็บปวด (Pain Point) จริงๆ ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการหาสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทำให้ทาง TMB มองว่านอกจากนอกเหนือจากเรื่องการสนับสนุนสินเชื่อ ธนาคารควรช่วยสนับสนุนลูกค้าในด้านอื่นๆมากขึ้น”

ทั้งหมดนี้เลยเป็นที่มาของแคมเปญ (Get MORE with TMB) เพื่อเปลี่ยนให้ธุรกรรมของธุรกิจเป็นสิทธิประโยชน์และต่อยอดในอนาคต ซึ่งทาง TMB เองนั้นมีเป้าหมายการเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุดในประเทศไทย (The Most Advocated Bank in Thailand)

โดยแคมเปญที่ว่านี้… ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญ คือ More Benefits,  More Time และ More Possibilities ครับ

ถ้าพรี่หนอมจำไม่ผิดทาง TMB เองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่กล้าเปลี่ยนประสบการณ์หลายๆอย่าง อย่างเช่นเรื่องของการเปิดฟรีค่าธรรมเนียมก่อนที่จะมาเป็นกระแสอย่างเช่นธนาคารอื่นๆในปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีและมีจุดขายด้าน Innovation ที่กล้าจะเริ่มแตกต่างก่อนคู่แข่งครับ

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่จำนวนสาขาและขนาดของธนาคารไม่ได้ถือเป็นจุดแข็งอีกต่อไป หรือแม้แต่เรื่องของ Innovation เองที่ถูกทลายกำแพงแห่งการแข่งขันมาเรื่อยๆนั้น สิ่งที่ธนาคารต้องยกระดับเพิ่มขึ้นควรจะเป็นเรื่องของการบริการที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (Customer Experience) ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปครับว่าแคมเปญ Get MORE with TMB ของทาง TMB นั้นจะช่วยยกระดับประสบการณ์ในการบริการให้กับ SME ได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

สุดท้ายนี้ ถ้าใครสนใจแคมเปญก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmbbank.com/sme

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save