Walden Asoke คอนโดหรูใจกลางเมือง จาก Habitat Group

นับวันทำเลใจกลางเมืองจะหาที่ดินมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะย่านที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสาทร สีลม ราชดำริ วิทยุ เพลินจิต อโศก เป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานเกรด A ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมี่ยม โรงแรม 5 ดาว และสถานทูต ซึ่งมีโครงการคอนโดเปิดใหม่ที่จำกัด และมีแนวโน้มลดลงในอนาคต

สวนทางกับราคาที่พุ่งทะยานขึ้นจากเฉลี่ยตารางเมตรละ 200,000 บาทในปี 2557 เป็น 250,000 บาทในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 25% ภายในระยะเวลา 3 ปีเท่านั้น ประกอบกับทำเล CBD เป็นโซนที่คนไทย และชาวต่างชาติรายได้สูง ที่นิยมมาเช่าพักอาศัยด้วยอัตราการเช่าสูงถึง 90% เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนปล่อยเช่า และเพิ่มมูลค่าจากการถือครองในระยะยาว (ข้อมูลจาก CBRE Research 2017)

เนื่องจากการพัฒนาคอนโดมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และผังเมือง ทำให้มีคอนโดอยู่ 2 รูปแบบคือ High Rise กับ Low Rise โดยโครงการ High Rise มีความสูง 8 ชั้นขึ้นไป มีความได้เปรียบในเรื่องวิวมองเห็นได้ไกล ส่วนโครงการ Low Rise มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น ได้เปรียบในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) จากยูนิตที่ไม่เยอะจนเกินไป นอกจากนี้ระยะเวลาการก่อสร้างก็แตกต่างกัน ปกติโครงการ Low Rise สร้างเสร็จใน 1-2 ปี แต่โครงการ High Rise สร้างเสร็จใน 2-3 ปี ทำให้นักลงทุนคอนโดปล่อยเช่าแบบ Low Rise เริ่มเก็บค่าเช่าได้เร็วกว่าเป็นปี

โครงการ Walden Asoke เป็น Luxury Low Rise ในซอยสุขุมวิท 23 จาก Habitat Group ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการคอนโดหรูตากอากาศในเมืองพัทยาหลายแห่ง เน้นความเงียบสงบเป็นส่วนตัวมาตรฐานการบริการระดับโรงแรม ซึ่งได้รับรางวัลการันตีระดับประเทศ และภูมิภาคมากมาย ได้แก่

  • Best Western Premier Bayphere Pattaya
  • X2 Pattaya Oceanphere
  • Bluephere Pattaya 
  • Wyndham Atlas Wongamat Pattaya

โดยครั้งนี้เปลี่ยนทำเลมาบุกกลางใจเมืองแถวแยกอโศก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า Terminal 21 และเป็นจุดตัดสถานีรถไฟฟ้าสำคัญ 2 สาย (Interchange Station) ระหว่าง BTS สายสีเขียวกับ MRT สายสีน้ำเงินในแต่ละวันจะมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาพื้นที่แห่งนี้เพื่อมาทำงาน ท่องเที่ยว เรียนหนังสือ และกิจกรรมอื่นๆ อีกสารพัด 

ปัจจุบันคอนโดใหม่ในย่านอโศกราคาเฉลี่ย 240,000 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่งราคาสะท้อนถึงทำเลที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูง โดยโครงการ Walden Asoke คิดเป็นราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 190,000 บาทต่อ ตร.ม. เพื่อให้คนที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้จริงในราคาคุ้มค่า

ทำเลโครงการอยู่ในซอยสุขุมวิท 23 เข้าจากถนนสุขุมวิทเพียง 600 เมตร ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 700 เมตร และศูนย์กลางค้า Terminal 21 800 เมตร ตามลำดับ ซึ่งถือว่าทำเลค่อนข้างดีทีเดียว อยู่ในระยะที่เดินได้ ถัดมาอีกทางเป็นสถานีพร้อมพงษ์ระยะทางประมาณ 1.1 กิโลเมตร จะเจอห้างสรรพสินค้า Emquartier และ Emporium มีสินค้าทั้งในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศให้ช้อปปิ้งกันอย่างจุใจ

นอกจากนี้โครงการยังใกล้กับทางด่วนพระราม 9 – ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โรงพยาบาลสมิติเวช และอื่นๆ อีกมากมาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่อยากมีคอนโดในเมืองใกล้รถไฟฟ้า และแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต

โครงการ Walden Asoke ออกแบบภายใต้แนวคิดที่มีเอกลักษณ์สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมที่มีระดับ (Reflecting Uniqueness) โดยเน้นความสงบร่มเย็น และความเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การพักผ่อน (Ultimate Privacy) สำหรับตัวอาคารออกแบบให้ดูทันสมัยเรียบหรูโทนสีเงินอยู่เหนือกาลเวลา (Timeless Statement of Design) และมีข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับจากโครงการ ดังนี้

ที่มา: Fact Sheet ณ วันที่ 10 มี.ค. 2561

  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 1 อาคาร 83 ยูนิต
  • ที่ตั้งโครงการ ซอยสุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
  • ที่ดินประมาณ 2 งาน 20 ตารางวา
  • ระยะพื้นถึงฝ้า 2.475 เมตร
  • ที่จอดรถ 40 คันหรือคิดเป็น 48%
  • เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4/2561 และสร้างเสร็จไตรมาส 3/2563
  • เฟอร์นิเจอร์ให้แบบ Fully Furnished
  • 1 Bedroom ขนาด 31.10 – 35.31 ตร.ม.             
  • 1 Bedroom Plus ขนาด 37.72 – 42.58 ตร.ม.                  
  • 1 Bedroom Simplex ขนาด 31.24 – 37.11 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Garden ขนาด 42.12 – 46.80 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Duplex ขนาด 58.52 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus Duplex ขนาด 54.14 – 64.11 ตร.ม.
  • 2 Bedroom Duplex ขนาด 64.61 – 65.43 ตร.ม.

สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ

  • Automated Car Parking System
  • Double-Volume Lobby and Reception
  • Feature Library
  • Fitness and Changing Room
  • Swimming Pool with Shallow Water Lounge Area
  • Sunken Jacuzzi 
  • Kid’s Pool
  • Hot and Cold Spa
  • Vichy Corner
  • Sky Pavilion
  • Sky Garden  
  • Dining Space & BBQ
  • Relaxation Lawn
  • Sun Deck 
  • Kid’s Zone
  • Multi-Purposed Area
  • Playground
  • Sunken Party Space


สำหรับราคาเบื้องต้นที่ได้รับข้อมูลจากโครงการ เปิดตัวต่ำกว่าโครงการคอนโดใหม่ในทำเลอโศก-พร้อมพงษ์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 

1 ห้องนอนราคาอยู่ที่ 5.90 – 7.03 ล้านบาท เทียบกับโครงการอื่นราคาอยู่ที่ 6.4 – 14 ล้านบาท 

2 ห้องนอนราคาอยู่ที่ 7.79 – 11.2 ล้านบาท เทียบกับโครงการอื่นราคาอยู่ที่ 11.5 – 22.8 ล้านบาท 

นอกจากนี้ Walden Asoke ยังมีโปรแกรมบริหารจัดการเรื่องการปล่อยเช่าอย่างมืออาชีพ (Rental Management) มีทีมงานช่วยหาผู้เช่าอย่างต่อเนื่องในระยะยาวไม่ต้องเหนื่อยหาเอง และดูแลครบวงจรในเรื่องบริหารจัดการ ทำความสะอาด ปรับปรุงซ่อมแซมอีกด้วย

โดยรวม Walden Asoke จาก Habitat Group มีความโดดเด่นในด้านทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านอโศก มีระบบบริหารจัดการเรื่องการปล่อยเช่าอย่างมืออาชีพ มีการออกแบบที่ทันสมัยเรียบหรูเหนือกาลเวลา มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในคอนโด มีการแต่งห้องให้ครบหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เหมาะสําหรับนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือคนทํางานที่มองหาโปรดักส์ตอบโจทย์ทุกองศาการลงทุน และใช้ชีวิตในย่านศูนย์กลางการเดินทางอินเตอร์เชนจ์รถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน ซึ่ง Walden Asoke จะเปิดขายอย่างเป็นทางการ ในวันพรีเซล 24-25 มีนาคม 2561 นี้ที่โรงแรม พูลแมน แกรนด์สุขุมวิท(อโศก) ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://goo.gl/UmTA5y หรือโทร 083 190 7777

บทความนี้เป็น Advertorial

5 ข้อควรระวัง สำหรับการยื่นภาษีปี 2560

บอกตรงๆว่า บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเร่งด่วนมากๆ ครับ เพราะพรี่หนอมตั้งใจเขียนมาเล่าเรื่องนี้สำหรับคนทีต้องยื่นภาษีสำหรับปี 2560 นี้ครับ และ Highly Recommend ว่าขอแนะนำให้ลองอ่านดูอีกที เพื่อเช็คให้ดีว่าเรามีข้อผิดพลาดเหล่านี้หรือเปล่าครับ

สำหรับใครที่อ่านแล้วรู้ตัวว่ายื่นผิดก็อย่าลืมไปยื่นใหม่นะครับผม สามารถยื่นได้ภายในวันที่ 9 เมษายน 2561 นี้ครับ (กรณียื่นผ่านอินเตอร์เน็ต)

1. ลดหย่อน 190,000 บาท สำหรับคนที่มีอายุเกิน 65 ปี

โดยระบบยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตของกรมสรรพากรจะมีไอเท็มลับซ่อนไว้ให้เรากรอกข้อมูล เพื่อยกเว้นรายได้จำนวน 190,000 บาท แบบฟรีๆ เป็นสิทธิประโยชน์ศำหรับผู้สูงอายุที่ยังมีรายได้อยู่ครับ ซึ่งตรงนี้มีหลายคนพลาดไปเพราะไม่รู้ว่ามีสิทธินี้ครับ สำหรับคนยื่นภาษีอย่างเราที่อายุไม่ถึง ก็ฝากข้อนี้ไว้เตือนคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่รู้จักกันด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียสิทธิไปฟรีๆ นะครับ เพราะบางทีเห็นช่องว่างๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องกรอกอะไร เลยไม่กรอกซะงั้นน่ะครับ

2. เงินได้ที่มาเป็นฐานในการซื้อหน่วยลงทุน

ดอกเบี้ย เงินปันผล ที่ถูกหักภาษีไว้ แล้วไม่ได้เอามายื่นภาษี (เลือกใช้สิทธิ Final Tax) อย่าลืมเอามากรอกในหัวข้อ เงินได้พึงประเมินที่ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้อื่นด้วยนะครับ เพราะเงินได้ส่วนนี้ใช้เป็นฐานในการซื้อ LTF RMF และประกันแบบบำนาญได้ด้วยครับ ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษี ถือว่าเราได้สิทธิประโยชน์ในส่วนนี้มาแบบฟรีๆในการลดหย่อนภาษีครับ

3. ขาย LTF และ RMF ยื่นภาษีด้วยจะดีมาก

ใครที่ขาย LTF และ RMF ในระหว่างปี อย่าลืมเอามายื่นในช่องนี้ด้วยนะครับ โดยกรอกจำนวนกำไรที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีไว้สำหรับที่ขายถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดครับ โดยรายการนี้ไม่มีผลกับภาษีเพิ่มเติม ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่เรากรอกเพื่อบอกข้อมูลของเราให้พี่สรรพากรรู้ เผือ่ว่าจะได้ไม่มีปัญหาในอนาคตนั่นเองครับ

4. ออกจากงานได้เงินชดเชย อย่าลืมยื่นภาษีด้วยนะ

ใครออกจากงาน และได้เงินชดเชย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ  ถ้าหากทำงานเกิน 5 ปี แนะนำให้เอาข้อมูลมากรอกช่องนี้นะครับ เพราะว่าเป็นรายการที่ต้องแยกคำนวณภาษี แต่ถ้าหากทำงานไม่ถึง 5 ปี ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้ของเราตามปกติ ไม่สามารถแยกคำนวณแบบนี้ได้่ครับ ซึ่งการแยกคำนวณนั้นจะทำให้ประหยัดภาษีมากกว่านั่นเองครับ

5. เป็นฟรีแลนซ์ (ด้วย) แต่ไม่ได้รับใบหักภาษี อยากจะยื่นให้ถูกต้อง กรุณากรอกเลขนี้ลงไปครับ

สำหรับคนที่ทำงานอิสระเพิ่มเติมด้วย อยากจะยื่นภาษีให้ถูกต้อง บางทีไม่มีข้อมูลการหักภาษี ณ ทีจ่าย หรือว่ารายได้ไม่ถูกหักภาษีไว้ แต่อยากจะยื่นภาษี แต่ติดตรงที่ไม่รู้จะกรอกข้อมูลเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ยังไงดี แนะนำให้กรอกเลข 0000000000001 ลงไปครับ เพื่อที่จะได้ยื่นภาษีได้ติดขัดไม่มีปัญหาครับ ซึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ปกติ ก็ไม่ต้องกลัวตรงจุดนี้ เพราะนายจ้างต้องออกหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับเราอยู๋แล้วล่ะครับ

และทั้งหมดนี้คือ 5 ข้อควรระวังที่อยากจะมาแนะนำให้อ่านกันครับ ดังนั้นพรี่หนอมหวังว่าข้อควรระวังเหล่านี้นี้ จะช่วยให้ทุกคนยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาใดๆครับผม ถ้าอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ ก็ช่วยกันส่งต่อด้วยนะครับ จะได้ยื่นภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

5 หลักฐานสำคัญที่คุณต้องเตรียมให้พร้อม ก่อนยื่นขอคืนภาษีปี 2560

สำหรับคนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คงจะรู้ใช่ไหมครับว่า โดยปกติแล้ว พี่สรรพากรจะขอดูเฉพาะเอกสารหลักฐานในกรณีที่มีการขอคืนภาษีเป็นหลักครับ แต่บางก็อาจจะขอดูได้เหมือนกัน ในกรณีที่มีความสงสัยว่าเรายื่นภาษีไว้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องครับ ซึ่งการขอแบบแรกแปลว่าเราจะได้คืนภาษี แต่แบบหลังนี่อาจจะเป็นการเสียภาษีเพิ่มครับ (อ้าววว แล้วจะมาขู่ตูทำไม อีพรี่หนอม)

แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นในกรณีแรกเสียมากกว่าครับ ไม่ต้องกังวลใจไปหรอกครับ ถ้ายื่นภาษีถูกต้อง ชีวิตก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะครับ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่เราต้องเตรียมเพื่อขอคืนภาษีนั้นมันมีอะไรบ้างครับ

1. เอกสารหลักฐานหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

สำหรับคนที่ขอคืนภาษีอย่างเรา สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อตรวจสอบว่า รายได้ทั้งปีของเรานั้นมีเท่าไร และถูกหักภาษีไว้เท่าไรอีกด้วยครับ ซึ่งหลักฐานที่ดีที่สุดคือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายนี่แหละครับ

และนอกจากจะมียอดรายได้และภาษีแล้ว สิ่งที่เอกสารใบนี้จะมีให้เพิ่มเติม (สำหรับมนุษย์เงินเดือน) คือ ข้อมูลประกันสังคม และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ถูกหักไว้ระหว่างปีด้วยครับ

2. ข้อมูลค่าลดหย่อนส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ยื่นขอคืนภาษี

ถ้าหากเป็นปีแรกที่เรายื่นลดหย่อนภาษีในกลุ่มที่เป็น ค่าลดหย่อนส่วนตัวต่างๆ เช่น คู่สมรส บุตร พ่อแม่ หรือคนพิการและทุพพลภาพ บางกรณีต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบการลดหย่อนภาษีเตรียมไว้ครับ เช่น แบบ ล.ย. 03 สำหรับการลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หรือ แบบ ล.ย. 04 สำหรับการหักลดหยอนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอคืนภาษีประกอบกันครับ

3. หลักฐานการใช้จ่ายต่างๆ ตามนโยบายภาครัฐ

กลุ่มนี้มักจะต้องยื่นปีต่อปีเสมอครับ ดังนั้นถ้าหากปีนี้เรามีการใช้จ่ายอะไรไปที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสนับสนุนการใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย เช่น ค่าลดหย่อนชอปปิ้ง (หลักฐาน คือ ใบกำกับภาษี) ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการซื้อบ้าน (หลักฐานคือใบสรุปยอดดอกเบี้ยจ่ายจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน) ค่าลดหย่อนซ่อมบ้านรถจากเหตุน้ำท่วม (หลักฐาน คือ ใบเสร็จการจ่ายเงินค่าซ่อมแซม) หรือแม้แต่การบริจาคต่างๆที่ได้จ่ายไป (หลักฐาน คือ ใบอนุโมทนาบัตร หรือ ใบเสร็จ) พวกนี้ก็ต้องเตรียมให้พร้อมครับ

4. หลักฐานการลดหย่อนกลุ่มที่เป็นการออมเงิน

กลุ่มนี้จะเป็นหลักฐานในการลดหย่อนพวกกองทุน LTF RMF และประกันชีวิตต่างๆ หลักฐานในกลุ่มนี้จะสามารถตามได้จากทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และ บริษัทประกันชีวิตครับ ซึ่งตรงนี้มักจะถูกขอตรวจสอบทุกปีเช่นเดียวกันครับ ถ้าหากมียอดอะไรที่แปลกไป พี่สรรพากรมักจะสงสัยเสมอครับ

5. หลักฐานรายได้อื่นๆ ที่ขอคืนภาษีได้

สำหรับกลุ่มนี้คือ หลักฐานรายได้บางส่วนที่เรามีแล้วใช้สิทธิขอคืนภาษีได้ ถ้าหากเสียไม่ถึงเกณฑ์ที่ถูกหักภาษีไว้ เช่น ใบหักภาษี ณ ที่จ่ายรายได้ดอกเบี้ย หรือเงินปันผลต่างๆ และสำหรับกลุ่มเงินปันผลของหุ้น ยังสามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีได้อีกด้วยครับผม ซึ่งถ้าใครมีรายได้ในกลุ่มนี้อาจจะขอคืนภาษีได้มากขึ้นอีกต่อหนึ่งนะครับ

และทั้งหมดนี้คือ 5 หลักฐานสำคัญทีต้องเตรียมเพื่อขอคืนภาษีที่เราทุกคนต้องเตรียมครับ หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเตรียมพร้อมในการยื่นภาษีสำหรับปี 2560 ได้ดีขึ้นนะครับ และสุดท้ายนี้ พรี่หนอมขออวยพรให้ทุกคนได้คืนภาษีกันไวๆทั่วหน้า และไม่มีปัญหากับพี่สรรพากรนะคร้าบบบ

เริ่มเลยตอนนี้!! กับ 3 ขั้นตอนวางแผนภาษีปี 2561

เข้าสู่เดือนมีนาคมแบบนี้ หลายคนคงจะยื่นภาษีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งบางคนอาจจะได้ภาษีคืน บางคนอาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันไป แต่พรี่หนอมเชื่อว่าทุกคนต้องมีจุดยืนร่วมกันอยู่อย่างนึง นั่นคือ อยากจะวางแผนภาษีให้เสียน้อยที่สุด ใช่ไหมครับ

ทีนี้เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่า ถ้าหากเราอยากจะเสียภาษีน้อยอย่างที่ว่ามานี้ ปี 2561 นี้เราควรจะทำอย่างไรให้เราเสียภาษีน้อยที่สุดแบบจริงๆ ซึ่งพรี่หนอมเองก็ได้ตกผลึกความคิดออกมาเป็นขั้นตอนการวางแผนภาษีง่ายๆสำหรับปี 2561 นี้ ได้ 3 ขั้นตอนตามนี้ครับ

1. ตรวจสอบสถานะการเงินของปีที่ผ่านมา

จริงๆข้อนี้คือข้อแรกที่ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาแล้วล่ะครับ แต่ไหนๆก็คงไม่ทันแล้ว ดังนั้นการเริ่มต้นในตอนนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีครับ เพื่อทบทวนว่าปีที่ผ่านมาเรามีสินทรัพย์ หนี้สิน หรือการจัดการการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้มองเห็นถึงข้อผิดพลาดและแนวทางการแก้ไขในปีนี้เพิ่มเติม โดยใช้วิธีการวางแผนภาษีมาเป็นตัวช่วยในการวางแผนของเราด้วยอีกทางหนึ่งครับ

ยกตัวอย่างของพรี่หนอมให้ฟังครับ ในปี 2560 ที่ผ่านมา พรี่หนอมวางแผนเงินที่ใช้ซื้อ LTF และ RMF พลาดไปหน่อยในช่วงแรก ทำให้ช่วงปลายปีต้องมีการซื้อเพิ่มจนได้ราคาที่แพงกว่าที่คิดไว้ เลยทำให้ต้องจัดการหมุนเงินบางส่วนมาใช้จัดการในส่วนนี้เพิ่มเติม ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงทำให้แผนการโปะเงินผ่อนบ้านที่วางไว้ต้องพับไป ซึ่งปี 2561 นี้พรี่หนอมได้วางแผนแก้ไขไว้แบบชัดๆเลยครับว่า จะกันเงินส่วนที่ซื้อ LTF และ RMF สำหรับปีนี้ไว้ต่างหาก โดยแยกออกมาให้พอซื้อตามจำนวนที่ต้องการทั้งปี จะได้ไม่ไปกระทบส่วนอื่นเลยล่ะครับ

2. วางแผนการเงินของปีนี้ด้วยเครี่องมือลดหย่อนภาษีที่เราต้องใช้อยู่แล้ว

สำหรับคนที่มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตตามอายุกรมธรรม์ การซื้อ RMF ตามเงื่อนไขทางภาษีทีต้องซื้อติดต่อกันทุกปี หรือการวางแผนซื้อ LTF เพื่อสร้างผลประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้เริ่มต้นในปี 2561 นี้ คือการสรุปจำนวนที่ต้องจ่ายออกมาในแต่ละเดือนครับ ซึ่งเราจะรู้อยู่แล้วว่าเดือนไหนต้องจ่ายค่าอะไร ตรงนี้จะช่วยให้เราวางแผนการบริหารเงินในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้นครับ เพราะรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรรอไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เช่น ประกันชีวิตต้องจ่ายประจำทุกเดือนนี้ หรือทยอยซื้อ LTF และ RMF ตั้งแต่ต้นปี แบบนี้ครับ

และที่สำคัญตรงนี้ เราสามารถนำเครื่องมืออื่นๆมาช่วยได้ด้วย ยกตัวอย่างคนที่มีวินัยการเงินดี ก็อาจจะใช้บัตรเครดิตในการบริหารจัดการการเงินที่ต้องจ่ายให้ชะลอไปได้อีกเดือนเพื่อรักษาผลประโยชน์ หรือสร้างโอกาสได้รับเงินเพิ่มจากการลงทุนเล็กๆน้อยๆมาช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ รวมถึงบัตรเครดิตแต่ละแห่งก็มีโปรโมชั่นต่างๆที่สนับสนุนการจ่ายอยู่ บางทีอาจจะช่วยให้เราสามารถลดเงินที่ต้องจ่ายได้มากขึ้นโดยที่ไม่เสียสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอีกด้วยครับ

อย่างพรี่หนอมเอง ปีนี้ตั้งให้ตัดซื้อกองทุน LTF และ RMF เท่าไร รายเดือนแบบอัตโนมัติไปเลยครับ (เพื่อความสะดวกในการจัดการ) ส่วนเรื่องของประกันผมก็ใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นช่วยผ่อน 0% มาจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปี หรือว่ามีการแลกแต้มหรือได้รับสิทธิเงินคืนมาช่วยอีกทางหนึ่งครับ

3. มองหาวิธีการลดหย่อนภาษีใหม่ๆ

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภาษีให้ดีขึ้นครับ ถ้าหากมีเงินเหลือจากการจัดการในข้อ 1 และ 2 แล้ว อยากได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่ม เราควรมองหาตัวช่วยอื่นเพิ่มเติมในการลดหย่อนภาษี ตั้งแต่เพิ่ม % การซื้อกองทุนต่างๆ หรือการมองหาประกันที่สนับสนุนเป้าหมายด้านอื่นเช่น ประกันบำนาญหรือประกันสุขภาพ รวมถึงติดตามข่าวสารการลดหย่อนภาษีและนโยบายต่างๆที่อาจจะมีเพิ่มเติมในระหว่างปี เพื่อใช้สิทธิให้คุ้มค่าอย่างที่สุดครับ

อย่างในปี 2560 ที่ผ่านมา พรี่หนอมเองก็ได้มีการเพิ่มตัวประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มเข้ามาครับ เพื่อใช้ช่วยในการวางแผนเกษียณและลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญมันเป็นการสร้างวินัยการเงินของตัวเองเพิ่มอีกทีทางหนึ่งด้วยครับ

เห็นไหมครับว่า จริงๆแล้วหลักการวางแผนภาษีนั้น มันคือหลักการบริหารจัดการเงินของเราให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยผ่านการกลั่นกรองและวางแผนอย่างเหมาะสมกับตัวเราเอง และที่สำคัญตัวเราต้องได้ประโยชน์มากกว่าการลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่ามันจะดีมากๆครับ ถ้าเรารู้จักนำสิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันมาเป็นส่วนช่วยต่อยอดในการบริหารจัดการชีวิตเราให้ดีขึ้นในด้านการเงินและวินัยการใช้จ่ายครับ

ดังนั้นถ้าหากใครยังไม่ได้เริ่มต้นทำ พรี่หนอมว่าอย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับผม 🙂

คนรุ่นใหม่จริงจังแค่ไหนกับการเกษียณ ?

เคยคิดมั้ยว่าเราอยากจะเกษียณเมื่อไหร่ 

แล้วจะเกษียณออกไปใช้ชีวิตแบบไหน เคยคิดกันบ้างป่ะ ?

ที่ชวนให้คิดนี่ผมไม่ได้หาเรื่องนะ ผมแค่อยากให้ทุกคน หันมาให้ความสนใจเรื่องการเกษียณบ้าง เพราะถ้ามีครั้งหนึ่งที่เราคิดถึงเรื่องที่สำคัญขึ้นมา มันก็จะมีครั้งต่อๆไป ทำให้เราได้วาดภาพนั้นออกมาในความคิด เพราะเริ่มต้นที่ความคิดได้ก็ดีมากแล้ว

ในปี 2015 Insured Retirement Institute (IRI) สถาบันคุ้มครองกลุ่มผู้เกษียณอายุของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษา “คน Gen Y มีความคิดเห็นอย่างไรกับการเกษียณอายุ” โดยมีประเด็นที่น่าสนใจออกมาดังนี้

คนรุ่นใหม่จริงจังเรื่องเกษียณ

เรื่องนี้น่าสนใจเพราะว่า คนรุ่นใหม่ เป็นคนช่างฝัน (ผมเองก็เป็น) เพราะเรามักจะวาดภาพที่สวยงามอยู่ในความคิดของเราเสมอ มีวัยเกษียณที่ต้องการอยู่ในหัวแล้วติดอยู่แค่ว่ามันยังอยู่ห่างไกลจากวัยเราตั้งเยอะ  วันนี้เลยได้แต่คิด และฝากเงินก้อนนั้นพลางๆไปก่อน

ผลการสำรวจพบว่า 68% ของคนรุ่นใหม่มีการเก็บเงิน หรือลงทุนสำหรับการเกษียณกันแล้ว ซึ่งต่างจากคนสมัยก่อนที่ฝากชีวิตในวัยเกษียณไว้กับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดว่า ในตอนนี้มีหลายคนให้ความสำคัญกับอิสรภาพทางการเงิน และการเกษียณอายุก่อนวัยกันมากขึ้น

จึงมีแนวโน้มว่าคนรุ่นใหม่จะคิดและลงมือทำเพื่อตัวเองมากกว่าที่จะนั่งรอเงินก้อนยามเกษียณเหมือนคนรุ่นก่อน

แค่คิดไม่พอ ต้องมี Action Plan!

แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่คิดและเตรียมตัวเรื่องการเกษียณบางคน ยังมีแผนการเงินที่ไม่ค่อยจะเวิร์คด้วยซ้ำไป

ผลสำรวจพบว่า 29% ของกลุ่มคนที่บอกว่าพร้อมที่จะเกษียณแล้ว มี 15% บอกว่า “เดี๋ยวใช้เงินจากการถูกรางวัลล๊อตเตอรี่” และอีก 11% บอกว่า “อ๋อ เดี๋ยวแบมือขอเงินจากพ่อแม่ก็ได้อะครับ” รวมอยู่ในกลุ่มของคนที่บอกว่าเตรียมความพร้อมไว้แล้ว #ล้อเล่นใช่มั้ย

ก็หวังว่าคนไทยรุ่นใหม่ที่อยู่ตรงนี้ คงจะไม่เอาชีวิตตัวเองไปฝากไว้กับหวย หรือตั้งใจจะแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ไปจนตายหรอกนะครับ

ถ้าใครที่สนใจจะวางแผนการเกษียณจริงๆ ผมแนะนำให้เริ่มวางแผนกันได้แล้วนะ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการวางแผนคือ 20-35 ปี ใครอายุเกินกว่านี้อาจจะวางแผนได้ยากหน่อย

แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยเนอะ!

ตกเลขไม่ว่า…แต่ต้องรู้ค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในวัยเกษียณ

การรู้ว่าตัวเองต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ในวัยเกษียณ นับว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับแผนการเกษียณ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตัดสินว่าการวางแผนนั้นจะสำเร็จหรือไม่

ผลสำรวจบอกว่า 70% ของคนรุ่นใหม่ คิดว่าตัวเองคงใช้เงินไม่ถึง $36,000 ต่อปี (ประมาณ 1.2 ล้านบาท ตกเดือนละ 1 แสนบาท) ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของค่าใช้จ่ายของผู้สูงวัยในประเทศ ที่ $46,757 ต่อปี (ประมาณ 1.55 ล้านบาท)

กลับมาดูที่ประเทศไทย ยังมีหลายคนที่คำนวณกันผิดๆ หรือยังไม่รู้วิธีการคำนวณเงินส่วนนี้อย่างถูกต้อง บางคนมองกองทุนส่วนนี้เป็นกลุ่มก้อนตัวเลขคร่าวๆ ประมาณว่า “ 10-20 ล้านบาทก็น่าจะพอ” หรือไม่ประเมินว่าตัวเองน่าจะใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน โดยลืมคำนึงถึงปัจจัยต่างๆอย่าง เงินเฟ้อ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

บทสรุปของผลสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่นั้นคิดวางแผนการเกษียณ แต่ยังวางแผนกันอย่างผิดวิธี และยังไม่ลงมือทำอย่างจริงจังมากพอ ซึ่งความเป็นจริง เราควรใ่ส่ใจกับแผนการเกษียณตั้งแต่แรกเริ่มในการทำงาน เพราะทุกคนไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตในแบบที่รู้สึกว่า ตัวเองจะมีอายุ 25 ปีไปตลอดกาล โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเกษียณได้มั้ย

ถ้าใครที่ยังมีความคิดว่าตัวเองยังอายุน้อยอยู่ เคยลองถามตัวเองบ้างมั้ยว่า “เรามีความคิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว?” หากรู้สึกตัวว่ากำลังติดกับดักความเคยชินของความคิดที่เป็นข้ออ้างแบบนี้ ผมแนะนำให้เปลี่ยนแปลงตัวเองซะ เพราะในวันที่มีอายุครบอายุ 45 ปีบริบูรณ์ คงไม่มีใครที่อยากจะนั่งกังวลตลอดเวลา กับความคิดที่ว่า… 

“เราจะเกษียณอายุได้สำเร็จมั้ยนะ?”

5 สัญญานอันตราย ที่บอกว่ารายจ่ายไม่โอเค

วี้หว่อออออ!! วี้หว่ออออ !!!

อันตราย อันตราย ปลายเดือนคุณอาจจะไม่มีข้าวกิน

ถ้าเจ้ามะนุดได้ลองทำบัญชีของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็อาจจะพอเห็นภาพได้ว่ารายจ่ายของเราหมดไปกับอะไรบ้าง

เจ้ามะนุดคนไหนอยากมีเงินเก็บแต่รายจ่ายก็ยังมากมายอยู่ลองใช้วิธีแบบถุงเงินดูสิ

“ควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นส่วนๆ”

ไปดูกันเลยดีกว่า รายจ่ายอะไรบ้าง ที่เราต้องควบคุมให้ดี

“ค่าเดินทาง”

ถ้าไม่ได้ทำงานอยู่บ้าน ยังไงก็ต้องมีค่าเดินทางใช่มั้ยหละ การเดินทางในชีวิตประจำวันก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบประหยัดและสะดวกสบาย แต่ถ้าเราไม่ได้มีรายได้สูงมากแต่เลือกการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายสูง แล้วเงินมันจะไปมีหลือได้ไงเล่า

พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ให้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน

ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท
ก็ควรจะควบคุมรายจ่ายส่วนการเดินทาง
ให้ไม่เกิน 4,000 บาท ต่อเดือนน้า

“ค่าอาหาร”

เจ้ามะนุดนักกินทั้งหลาย ที่หุ่นเหมือนถุงเงิน เดือนๆ หนึ่งคงหมดไปกับค่าอาหารหล่ะสิ แต่ไม่เป็นไรนะถุงเงินเข้าใจ ว่าอาหารอร่อยๆ มันดีต่อใจแค่ไหน ใช่ว่าการจะมีเงินเก็บจะต้องอดอาหารซะหน่อย แต่ควบคุมให้พอดี ก็พอแล้ว

ในส่วนของอาหารแบบมื้อหลักในแต่ละพื้นที่อาจจะมีราคาไม่เท่ากัน  ถ้าใครทำงานกลางเมือง รอบๆ ออฟฟิตก็มีแต่ร้านแพงๆ ลองทำอาหารกล่องมากินเองสิ ก็ช่วยประหยัดไปได้อีกทางหนึ่งนะ และที่สำคัญ เน้นการทานมื้อหลักให้อิ่มไว้ก่อนจะช่วยประหยัดค่าขนมจุกจิกไปได้เยอะเลย

และส่วนของอาหารมื้อพิเศษ บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ จิ้มจุ่ม ชาบู ก็แค่ควบคุมจำนวนครั้ง ให้เหมาะสมกับรายได้เราด้วย ตามใจปากมากๆ ตอนต้นเดือน ปลายเดือนกระเป๋าตังค์จะน้อยใจเอานะ

พยายามควบคุมค่าอาหาร
ให้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน

ถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท
ก็ควรจะควบคุมค่าอาหาร
ให้ไม่เกิน 6000 บาทต่อเดือน

“ค่าความบันเทิง”

ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไรถ้าไม่มีความบันเทิงแต่ถ้าชีวิตบันเทิงมากเกินไป ปลายเดือนนี้ ไม่บันเทิงแน่นอน

ค่าใช้จ่ายในการดูหนัง ร้องคาราโอเกะ ออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ทุกๆ วันศุกร์หรือแม้กระทั่งการซื้อเสื้อผ้า ซื้อรองเท้า มีการซื้อของสะสมต่างๆ ที่เป็นงานอดิเรกของเรา

ก็ค่อนข้างจำเป็นต้องมีเน้าะ แต่สำหรับใครที่อยากมีเงินเก็บมากๆ ไว้แก่ไปจะได้เกษียณแบบสบายๆ ก็ควรลดรายจ่ายส่วนนี้เป็นส่วนแรก สำหรับใครที่ยังชอบความบันเทิงในชีวิตก็ใช่ว่าแก่ไปจะลำบากเสมอไป

แค่ควบคุมค่าความบันเทิงให้เหมาะสม
ให้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน

ถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท
ก็ควรจะควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนของความบันเทิงนี้
ให้ไม่เกิน 6,000 บาทต่อเดือน

“หนี้สินต่างๆ”

สำหรับเจ้ามะนุดคนไหนที่มีภาระทางหนี้สินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ  หรือหนี้บัตรเครดิตต่างๆพยายามแบ่งเงินไว้ชำระหนี้ให้เพียงพอในทุกเดือนด้วยนะ

สำหรับสัดส่วนเงินในการแบ่งมาชำระหนี้ ถุงเงินว่า เราไม่ควรมีภาระในการชำระหนี้ เกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน แต่ถุงเงินไม่ได้หมายถึงว่าให้จ่ายนี้ไม่ครบนะ แต่เราไม่ควรสร้างภาระหนี้ให้มากขึ้นต่างหาก

ถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท
ในส่วนของภาระหนี้สิน
ไม่ควรเกิน 8,000 บาทนะ

แต่ถุงเงินว่า ถ้ามีรายได้เดือนละ 20,000 บาท
อย่าพึ่งรีบสร้างหนี้สินจะดีกว่านะ

“ค่าใช้จ่ายทั้งหมด”

แต่ก็ใช่ว่า เราจะทำให้รายจ่ายทุกอย่าง เยอะจนเต็มลิมิตที่ถุงเงินบอกไว้ สัดส่วนที่ถุงเงินบอกไปข้างต้น เราควรจะยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็น ของชีวิตเจ้ามะนุดแต่ละคน

แต่ยังไงซะเราก็ควรมีเงินออมอยู่นะ ควบคุมรายจ่ายทั้งหมด ให้ไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่ว่า 20% เราจะได้ไว้ใช้ออมในแต่ละเดือน

ถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาท
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ไม่ควรเกิน 18,000 บาท

แล้ว อีก 2,000 บาท ก็เก็บไว้ใช้ออมในทุกๆเดือน แค่นี้เราก็จะมีเงินเก็บก้อนใหญ่ในไม่ช้า ไว้สำหรับดาวน์บ้าน ดาวน์รถ วางแผนเกษียณ เป้าหมายในชีวิตของเราต่างๆก็จะสำเร็จได้ไม่ยากเลย สู้ๆ นะเจ้ามะนุดดด


#ทำบัญชี
#สัญญานอันตราย #รายจ่ายไม่โอเค #MoneyIdeas

5 คำถามสุดฮิต พิชิตการยื่นภาษีปี 2560

สวัสดีครับ กลับมาพบพรี่หนอม TAXBugnoms กันอีกแล้วครับ กับบทความสำคัญในช่วงที่กำลังยื่นภาษีและขอคืนภาษีกันอยู่เลยครับ งานนี้เลยไม่พลาดนำ 5 คำถามสุดฮิตที่ใครหลายคนสอบถามจากทางแฟนเพจมาฝากกันครับ เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาเริ่มกันที่ข้อแรกเลยดีกว่าครับผม

1. จะรู้ได้ยังไงว่ายื่นภาษีเสร็จแล้ว

แหม่อันนี้ก็เป็นคำถามที่น่าสงสัยเหมือนกันนะครับ นั่นสิ เราจะรู้ได้ยังไงฟระว่าเรายื่นภาษีเสร็จแล้ว โถวววว พ่อคุณ ก็ดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์สิครับว่ามันขึ้นว่าได้ยื่นภาษีเสร็จแล้ว (ผ่าง) เพราะหน้าจอนั้นจะมีบอกว่าให้พิมพ์แบบแสดงรายการภาษีของเราออกมาได้ครับ

อะฮ่า เมื่อกี้แซวนะครับ เพราะบางคนก็ลืมเซฟแบบไว้แล้วกลัวจะมีปัญหา หรือบางทีก็ไปจ่ายเงินมาแล้วไม่แน่ใจว่ากรมสรรพากรได้รับถูกต้องหรือเปล่า งานนี้พรี่หนอมขอแนะนำง่ายๆครับว่า ให้รอสัก 3 วันทำการผ่านไปแล้วเข้าไปพิมพ์แบบหรือใบเสร็จหลักฐานการยื่นภาษีได้ที่หน้าจอ คลิกตรงนี้ ครับ (ดูตรงคำว่าพิมพ์แบบใบเสร็จ แล้วคลิกที่ตัวเลข 90/91 นะครับ) ถ้าหากเรายื่นเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแบบแสดงรายการภาษีปี 2560 กับใบเสร็จรับเงินให้เราพิมพ์ออกมาได้ครับ

2. ยื่นผิดจะทำยังไง แบบว่าตกใจส่งไปแล้ว

อันนี้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งครับสำหรับหลายคนที่ยื่นภาษีิผิด คำแนะนำแบบง่ายๆที่พรี่หนอมจะมอบให้คือ ไม่ว่าจะได้คืนภาษี จ่ายภาษีไปแล้ว หรือยังไม่ได้คืนภาษี สิ่งที่ควรทำ คือ ยื่นเพิ่มเติมทันทีครับ โดยใช้หลักการเสมือนว่ายื่นใหม่แบบไม่เคยยื่นมาก่อนเลย

โดยในการยื่นเพิ่มเติมจะมีเทคนิคนิดหนึ่งครับ นั่นคือ ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ตอนหน้าสุดท้ายก่อนจะส่งแบบแสดงรายการภาษี ให้สังเกตดูข้อ 21 ครับ ถ้าก่อนหน้านี้มีภาษีที่จ่ายไปแล้ว อย่าลืมกรอกจำนวนภาษีที่ชำระด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้ถ้าคุณยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 จะให้สังเกตที่ข้อ 24 แทนครับผม

เอาเป็นว่า… สำหรับใครอ่านแล้วยังงงๆ ดูได้เพิ่มเติมที่คลิปนี้เลยนะครับ

https://youtube.com/watch?v=Ix00KufDAT4

3. วิธีติดตามการขอคืนภาษี ไปเช็คที่ไหนยังไงได้บ้าง

อันนี้ง่ายมากครับ คลิกที่คำว่า สอบถามข้อมูลการขอคืนภาษี  หลังจากนั้นก็กรอกข้อมูลของเราเข้าไป แค่นี้ก็รู้แล้วครับว่าอยู่ในสถานะไหน และยังสามารถติดต่อคนตรวจสอบได้ตามรายละเอียดที่เค้าแจ้งไว้ด้วยนะครับผม

4. แล้วจะส่งเอกสารให้สรรพากรตรวจสอบยังไง?

อันนี้ก็เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ถามกันมาบ่อยๆครับ ขอตอบเลยว่า ตรงนี้คือการทำงานต่อเนื่องจากข้อ 3 ครับ พอตรวจสอบแล้วเขาขอเอกสารเพิ่ม เราก็สามารถส่งเพิ่มได้ตามช่องทางต่อไปนี้ครับ

  • อินเตอร์เน็ต อัพโหลดไปตรงที่นำส่งเอกสารได้เลยครับ ส่งได้ไฟล์หลากหลายรูปแบบครับผม ทั้ง PDF JPG เอาที่ชอบๆได้เลยครับ
  • FAX ไปที่หมายเลข 0-2660-3100 (อัตโนมัติ)
  • FAX ไปที่สำนักงานสรรพากรพืนที่ที่ระบุข้อมูลไว้ในช่องสถานะการขอคืนภาษี
  • ไปรษณีย์ (อย่าลืมทำใบปะหน้าสรุปเอกสารไปด้วยนะครับ)
  • ถ้าว่างก็เอาไปให้เองถึงที่ก็ได้ครับ ถือว่าไปทำความรู้จักกัน

5. ถ้าขอคืนภาษี ไม่สมัครพร้อมเพย์ได้ไหม

คำถามนี้ก็ยังถือเป็นคำถามที่ถามบ่อยในปีนี้ครับ พรี่หนอมขอสรุปสั้นๆเลยครับว่า ไม่สมัครก็ได้คืนภาษีเหมือนกัน แต่ได้เป็นเช็คนะ และถ้าใครสมัครพร้อมเพย์ จะได้คืนเร็วกว่าเยอะ เพราะนโยบายของเขาเป็นแบบนั้นครับ  ส่วนจะสมัครแล้วยกเลืก ยกเลิกก่อนได้คืนภาษี หรือยื่นไปแล้วเพิ่งไปสมัครพร้อมเพย์ หรือสมัครพร้อมเพย์ไว้ด้วยอะไรไม่รู้ งงจัง อันนี้เป็นปัญหาชีวิตของตัวเอง ดังนั้นจงรับผิดชอบโดยการไปติดต่อธนาคารด้วยตัวเองนะครับผม ฮ่าๆ 

จบกันไปเรียบร้อยแล้วครับ กับ 5 คำถามยอดฮิตประจำปีนี้เกี่ยวกับการยื่นภาษี ซึ่งพรี่หนอมก็หวังว่าทุกคนจะสามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและถูกใจ เสียภาษีน้อย ได้คืนภาษีเยอะ หรือมีปัญหาในการยื่นภาษีน้อยที่สุดนะคร้าบบบบ หรือถ้าใครอ่านบทความนี้แล้วยังไม่แน่ใจ สับสน มึนงงอยู่ แนะนำให้ดูคลิปนี้ครับ ช่วยได้แน่นอนครับผม

แล้วไว้เจอกันใหม่ในบทความหน้านะครับ 🙂

https://youtube.com/watch?v=Iz9vwVl816E

อยากซื้อคอนโดราคา 2 ล้าน ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

ถ้ามีคอนโดสักห้องที่ติดรถไฟฟ้า คงทำให้ชีวิตดีขึ้นแน่ ไม่ต้องลำบากรถติดนานๆ นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานได้สะดวก มีปาร์ตี้ก็กลับมานอนได้ง่าย

ซึ่งในปัจจุบันคอนโดก็มีเต็มไปหมด แถมยังมีราคาถูกๆ เพียบเลย ให้เจ้าพวกมะนุดเงินเดือนน้อยๆ ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของกันด้วย 

หลังจากที่ ถุงเงินลองหาข้อมูลดูแล้ว ถ้าพวกคอนโดที่ติดแนวรถไฟฟ้าที่ไม่ใจกลางเมืองมากนัก ก็จะมีราคาเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท ดูเป็นราคาที่พอจะเอื้อมถึงใช่มั้ยล้า แล้วเรื่องการเงินหละ จะต้องเตรียมวางแผนเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?? ไปดูกันเลยดีกว่าาาาา 

“เงินเดือนขั้นต่ำที่ควรมี”

ถ้าจะซื้อคอนโดราคา 2 ล้าน เจ้ามะนุดควรมีเงินเดือนหรือรายได้คงที่สัก 1 ใน 60 ของราคาคอนโด
หรือตามสูตรก็

ราคาคอนโด = เงินเดือน x 60

เพราะหลังจากที่เราได้เป็นเจ้าของคอนโดแล้ว ก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ อยู่อีกเพียบเลย ไม่ว่าจะเป็น และมีค่าส่วนกลาง ค่าน้ำค่าไฟอีก ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ยังอยู่ ค่าข้าว ค่าเดินทาง ค่าออกทริปกับเพื่อนๆ

ถ้ามีรายรับที่น้อยเกินไป แล้วผ่อนคอนโดในราคาเกินตัว ก็อาจจะลำบากได้นะเจ้ามะนุดดด

“ค่าผ่อนต่อเดือน”

ถ้าไม่ได้รวยขนาดซื้อเงินสดทีเดียวเลย ก็ต้องมีค่าผ่อนต่อเดือนใช่ม้า ยิ่งผ่อนเยอะ ก็ยิ่งหมดหนี้เร็ว แต่ถ้าผ่อนมากไป แล้วค่าใช้จ่ายต่อวันจะพอหรอ ??

ถุงเงินว่าควรกำหนดค่าผ่อนให้พอดีๆ กับรายได้ของเรา ในกรณีที่ไม่มีภาระทางหนี้สินอื่นๆ นะ

ค่าผ่อนต่อเดือนไม่ควรเกิน 40 % ขอเงินเดือนหรือรายได้ประจำ

ถ้ามีก็ต้องหักให้น้อยลงไปอีก ให้ภาระหนี้สินโดยรวมของเรา ไม่เกิน 40% ถ้าเจ้ามะนุดคนไหนมีภาระหนี้สินอย่างอื่นเยอะอยู่แล้ว ถุงเงินก็แนะนำว่า ไปเคลียหนี้เก่าให้หมดก่อนจะมาสร้างหนี้ใหม่นะ

โดยเหตุผลของตัวเลข 40% นี้ ก็เป็นตัวเลขที่ถุงเงินประมาณการมาจากหลายปัจจัย เช่นการแบ่งไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน 40-50 % และที่ขาดไม่ได้คือการออมเงินอีกสัก 10-20% ด้วย เพื่อใช้ในยามเกษียณหรือการลงทุนเพื่อต่อยอดให้มี passive income มีเงินใช้ในอนาคตด้วย

สำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้ประจำ ก็จะเสี่ยงหน่อย เพราะถ้าเดือนไหนเราขาดรายได้ ก็จะไม่มีเงินผ่อนใช่มั้ยหละ  ถุงเงินแนะนำให้เก็บเงินแล้วเอาไปวางเงินดาวน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ได้

วางแผนทางการผ่อนชำระหนี้ดีๆล่ะ เพราะถ้าวันไหนรายได้เราหายไป ไม่มีเงินผ่อนชำระ นอกจากคอนโดอาจจะโดนยึดแล้ว ยังทำให้เสียเครดิตดีๆ ไปอีก ต่อไปจะกู้อะไรก็ยากเลยนะ

“ลงเงินดาวน์เท่าไหร่ดี”

ถ้าเงินดาวน์มาก ก็จะผ่อนน้อยลง ผ่อนหมดเร็วขึ้น ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยมาก ประหยัดไปได้เยอะเลยแหละ
แต่ถ้ามัวแต่เก็บเงินดาวน์นานไป ระวังจะแก่ก่อนได้อยู่เด้อ

ถ้าคิดแบบง่ายๆ ถุงเงินว่าเราควรเก็บเงินให้ได้สัก 10% ของราคาเต็ม แล้วก็เอาไปวางดาวน์เลย

ถ้าจะซื้อคอนโด 2 ล้าน เก็บเงินเพื่อดาวน์ให้ได้สัก 2 แสน ก็น่าจะกำลังโอเคนะ

แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเงื่อนไขของคอนโดหรือธนาคารด้วย ว่ามีบังคับขั้นต่ำเท่าไหร่ ถ้าลงเงินดาวน์เพิ่มจะได้ดอกเบี้ยลดไปอีกมากแค่ไหน ลองเจรจากับเขาดูก่อนด้วยนะเจ้ามะนุดดด

“ระยะเวลาการผ่อน”

จริงๆ แล้วการผ่อนด้วยระยะเวลายิ่งสั้นก็จะยิ่งดีใช่มั้ยหละ ยิ่งผ่อนนาน ดอกเบี้ยก็จะยิ่งบาน บางคนผ่อนกันไป 30 ปี ดอกเบี้ยดันแพงกว่าตัวคอนโดซะแล้ว แต่การผ่อนให้หนี้ยิ่งหมดเร็ว ค่าผ่อนต่องวดเราก็จะยิ่งเยอะขึ้น อาจจะต้องกินแกลบทุกเดือน

แล้วจะเลือกผ่อนนานเท่าไหร่ดีเนี้ยยย ?!?!!

ใจเย็นๆๆ จริงๆ มันก็ไม่ได้อะไรแน่นอนหรอกว่าเราควรผ่อนนานเท่าไหร่ แต่ก้พยายามผ่อนให้หมดไวๆ โดยไม่ได้ไปลำให้ตัวเองลำบากในชีวิตประจำวันก็พอแล้ว ในช่วงที่เรามีภาระหนี้สินอยู่นี้ ยังไงก็ต้องพยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้ก่อน เก็บเงินได้ให้มากขึ้นในแต่ละเดือน แล้วก็นำมาโปะหนี้ตรงนี้ซะ

จากที่ถุงได้ลองคำนวนดู ถ้าราคาคอนโด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี

การจ่ายเงินต่องวด เดือนละ 10,000 บาท
เราต้องจ่ายเป็นเวลาประมาณ 28 ปี

แต่ถ้าเราเพิ่มค่างวดแค่เดือนละ 3,000 บาท
จะลดเวลาในการผ่อนเหลือแค่ 18 ปี !!!

โหววว ถุงเงินเองก็ตกใจเหมือนกัน แค่เพิ่มเงินไปเดือนละแค่ 3,000 บาท เราจะสามารถลดเวลาในการผ่อนลงได้ถึง 10 ปี และถ้ามองในมุมของดอกเบี้ยด้วยแล้ว จะประหยัดไปได้อีกประมาณ 5 แสนบาทเลยทีเดียว

“รู้จักการรีไฟแนนซ์”

ถ้าพูดง่ายๆ การรีไฟแนนซ์คือการกู้ยืมสินเชื่อจากเจ้าหนี้รายใหม่ มาโปะหนี้ของเจ้าหนี้รายเก่

ฟังดูก็เหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรใช่มั้ยหละ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ทางธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ มักจะให้ดอกเบี้ยในอัตราต่ำเพียงแค่ 3-4 ปีแรกเท่านั้น เมื่อพ้นจากช่วงแรกไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยก็จะมหาโหด ปรับขึ้นมาถึงเท่าตัวเลย

เช่น ถ้าเรากู้คอนโด ราคา 2 ล้าน ในระยะเวลา 10 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ก็จะเสียค่าดอกเบี้ยประมาณ 400,000 กว่าบาท แต่ถ้าเราไม่รีไฟแนนซ์เลย เมื่อหมดช่วงโปรโมชั่น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จะทำให้เราต้องเสียดอกเบี้ยรวมๆ ประมาณ 700,000 บาท

เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณเกือบเท่าตัวเลยใช่มั้ยล่ะ และถ้าใครผ่อนคอนโดนานกว่านั้น ซัก 20 ปี 30 ปี แล้วไม่คิดจะรีไฟแนนซ์เลย ดอกเบี้ยคอนโดแพงกว่าราคาคอนโดแน่นอน

แต่บางทีการรีไฟแนนซ์ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายธนาคารเสมอไปนะ เมื่อครบสัญญาระยะเวลากู้ยืมขั้นต่ำแล้ว (โดยส่วนใหญ่ประมาณ 3-5 ปี) ธนาคารเดิมของเราก็ไม่อยากเสียลูกค้าหรอก อาจจะยื่นข้อเสนอหรือเรารีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิมก็ได้ ถ้าเราเป็นลูกหนี้ชั้นดียังไงธนาคารก็ไม่อยากเสียลูกค้าดีๆ แบบเราไปหรอกเน้าะ

หนี้บ้านหนี้คอนโดนี่เป็นเรื่องใหญ่นะ คิดให้ดีก่อนจะซื้อ เป็นหนี้ก้อนใหญ่แล้วทำอะไรก็ลำบาก

นอกจากเรื่องการเงินแล้ว ก็อย่าลืมดูอย่างอื่นด้วยล่ะ ทำเล คุณภาพ สภาพแวดล้อมต่างๆ ถ้ายังไม่แน่นใจ ก็ลองดูไปหลายๆ ที่ก่อน เงินตั้งเป็นล้าน ค่อยๆ ตัดสินใจก็ได้ ถ้าเสียเครดิตการขอสินเชื่อไปแล้ว จะทำอะไรก็ลำบาก

เป็นห่วงน้าเจ้ามะนุดดดด


[แชร์ประสบการณ์] นิสัยการใช้เงินที่เปลี่ยนไปจากการออมเงิน 6 เดือน

เรื่องที่อภินิหารเงินออมกำลังจะเล่าให้ฟังในบทความนี้ต่อยอดมาจากเรื่องของคุณปุยที่เคยเขียนไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาในบทความ เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท เรื่องราวในบทความนี้เกิดขึ้นเพราะคุณปุยชวนคุณนัทหุ้นส่วนแบรนด์รองเท้าหนังแท้ Nap ออมเงิน

คุณนัทหนุ่มใหญ่วัย 42 ปี เป็นผู้บริหารในบริษัทแห่งหนึ่ง (บริษัทนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) ฐานเงินเดือนค่อนข้างสูงและมีรายจ่ายสูงด้วย การสะสมเงินส่วนใหญ่จะใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น คุณนัทคิดว่าถ้าไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็คงไม่ซื้อทั้งกองทุนรวมและประกันชีวิต เรียกได้ว่าแรงจูงใจในการเก็บเงินมาจากเรื่องภาษีล้วนๆ ไม่ได้มาจากอินเนอร์แต่อย่างใด

ช่วงปีที่แล้วขณะที่คุณปุยกำลังสนุกสนานกับการออมเงินตามวันที่ก็ชวนคุณนัทออมเงินเหมือนตนเอง แต่คุณนัทกลับมองว่าการออมเงินมันไม่สนุก มันทำไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ไม่มีให้ออม ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด แต่คุณปุยก็ยังไม่ลดละความพยายามที่อยากให้คุณนัทสนุกกับการออมเงิน จึงคิดวิธีอื่นมาให้คุณนัทลองทำ

เริ่มจากการใช้เงิน

จากกิจวัตรประจำวันของคุณนัทที่ขับรถไปทำงานขึ้นทางด่วนจ่ายเงินครั้งละ 50 บาท หลายครั้งที่จ่ายแบงค์ 100 ได้เงินทอนแบงค์ 50 กลับมา คุณปุยเกิดปิ๊งไอเดียจึงแนะนำให้คุณนัทออมเงินด้วยแบงค์ 50 

คุณนัทเองก็อยากลองดูก็เลยออมเงินด้วยแบงค์ 50 เก็บสะสมแบบขำๆไม่ได้คิดอะไรมาก เก็บไปเรื่อยๆ 2 – 3 เดือน ออกมานับก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้หลายพันบาท คุณปุยก็แนะนำให้ไปซื้อของที่อยากได้ซึ่งคุณนัทตัดสินใจว่าจะนำไปซื้อสิ่งที่ตนเองยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญและไม่คิดจะซื้อ นั่นคือ รองเท้า

สาเหตุที่ไปซื้อรองเท้าเพราะคู่ที่เลือกนี้ใส่สบาย พร้อมกับสะท้อนถึงภาพลักษณ์และบุคลิกของคนใส่ได้เป็นอย่างดีแล้วยังช่วยเสริมในเรื่องของการทำงานได้อีกด้วย ส่วนความรู้สึกหลังจากที่ได้ซื้อไปแล้วเหมือนได้รองเท้าฟรี เพราะก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เก็บแบงค์ 50 ตนเองก็ใช้เงินหมดอยู่ดี 

ทำให้การออมเงินจับต้องได้ 

ภาพนี้คือรองเท้า 2 คู่ ที่คุณนัทเก็บแบงค์ 50 ไปซื้อภายในระยะเวลา 6 เดือน (ตอนนี้เกิดอาการเสียดายเงินและแอบบ่นกับตนเองว่าซื้อรองเท้าแพงเกินไป) ตอนนี้คุณนัทมีความสุขและสนุกกับการออมเงิน รู้สึกตื่นเต้นกับการลุ้นว่าสิ้นปีนี้จะมีเงินออมเท่าไหร่ ส่วนเงินออมก้อนต่อไปคุณนัทตั้งใจจะเก็บไว้แล้วนำไปต่อยอดให้มันเติบโตมากขึ้น

[แชร์ประสบการณ์] นิสัยการใช้เงินที่เปลี่ยนไป
จากการออมเงิน 6 เดือนภาพจาก FB คุณนัท  

สำหรับคนที่คิดว่าตนเองออมเงินไม่ได้หรือว่าไม่มีเงินให้ออม อภินิหารเงินออมอยากให้ลองทำดูก่อน โดยเริ่มต้นจากเงินเล็กๆน้อยๆ สะสมไปเรื่อยๆพอครบปีค่อยเปิดออกดู มันจะเกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง สุดท้ายพฤติกรรมการใช้เงินก็จะเปลี่ยนแปลงไป ส่วนจะนำเงินออมนั้นไปทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการใช้เงินของแต่ละคน เช่น จ่ายคืนหนี้ เก็บเงินไปเที่ยว เงินเกษียณ เป็นต้น 

ในกรณีของคุณนัทที่คุณปุยแนะนำให้ไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้นั้น เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าการออมนั้นจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่อยู่ในบัญชีเท่านั้น แล้วความรู้สึกทุกครั้งที่สวมใส่รองเท้าสองคู่นี้ก็จะคิดถึงที่มาว่ามาจาก “การออมเงิน” และไม่ลืมที่จะเก็บสะสมเงินให้มากขึ้นอีกด้วย 

สิ่งสำคัญให้มากกว่าการออมเงิน

“การออมเงินทำให้นิสัยการใช้เงินเปลี่ยนไป”

หลังจากได้รับเงินเดือนมาแล้วคุณนัทจะกันเงินไว้สำหรับซื้อประกันชีวิตและกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษี เหลือเท่าไหร่ก็นำมาใช้จ่ายจนหมด แต่หลังจากลองสะสมแบงค์ 50 ตามที่คุณปุยแนะนำได้ 6 เดือนก็มีเงินไปซื้อรองเท้า ทำให้คุณนัทเห็นความสำคัญของการสะสมเงินมากขึ้น ใช้เงินประหยัดและใช้จ่ายเงินคุ้มค่ามากขึ้น

ตัวอย่าง พฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไป

  • จากเดิมที่เดินทางไปไหนก็ขึ้นทางด่วนเสียเงินตลอดเวลา ตอนนี้กลายเป็นคนที่วางแผนการเดินทางมากขึ้น ถ้าวันไหนรีบค่อยขึ้นทางด่วน แต่ถ้าไม่รีบก็จะเดินทางชิวๆใช้ทางปกติไป ซึ่งเป็นการปิดรอยรั่วทางการเงินจากรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งสนุกกับการออมเงินมากขึ้น จากแต่ก่อนไม่ค่อยสนใจแบงค์ 50 ตอนนี้ทุกครั้งที่ขึ้นทางด่วนจะดีใจทุกครั้งที่ได้ทอนด้วยแบงค์ 50 และรู้สึกผิดหวังที่ทอนด้วยแบงค์ 20

  • จากเดิมที่ซื้อของกินราคาแพงจานละ 200 – 300 บาท ตอนนี้ก็กินของที่ใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกลง

    • ล่าสุดคุณนัทอยากดื่มนมก็เดินเข้าไปร้านค้าแห่งหนึ่ง นมที่จะซื้อราคา 12.50 บาท ไม่อยากจ่ายแบงค์ก็เลยควานหาเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกงรวมกันได้ 12 บาท แต่ก็ยังไม่พอจ่ายอยู่ดี คราวนี้ก็เลยเดินไปที่ชั้นที่วางขายนมเพื่อหายี่ห้อที่อยู่ในงบ 12 บาท สรุปว่าได้นำเต้าหู้มา 1 ขวดราคา 10 บาท คุณนัทรู้สึกสะใจมากที่เหลือเงิน 2 บาท แล้วยังรู้สึกดีที่ได้ลองของใหม่ที่มีรสชาติอร่อยอีกด้วย

เราจะเห็นเลยว่าเพียงไม่กี่เดือนที่ออมเงินก็ทำให้นิสัยการใช้เงินเปลี่ยนไป แม้ว่าการประหยัดเล็กๆน้อยๆในช่วง 1 เดือนอาจจะยังไม่เห็นผล แต่ถ้าต้องสะสมไปเรื่อยๆ เงินที่ประหยัดได้นั้นก็จะกลายเป็นเงินก้อนโต ซึ่งเงินที่นำมาซื้อรองเท้านั้นเป็นเงินทอนที่ได้รับจากค่าขึ้นทางด่วน แสดงว่า 6 เดือนที่ผ่านมาเสียเงินค่าทางด่วนไปไม่ต่ำกว่า 12,450 บาท ถ้าเราประหยัดเงินส่วนนี้ได้ก็จะมีเงินออมมากขึ้น

การออมเงินได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องมาจากนิสัยส่วนตัวของเราเอง

คุณนัทมองว่าการที่จะทำให้เกิดการออมเงินได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องมาจากนิสัยส่วนตัวของเราเอง ไม่ได้เกิดจากการจูงใจด้วยมาตรการภาษี เพราะถ้าวันหนึ่งรัฐบาลยกเลิกลดหย่อนภาษี คนส่วนใหญ่ก็อาจจะยกเลิกการสะสมเงินเพราะไม่ได้รับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี 

ในขณะที่การออมเงินที่มาจากนิสัยจริงๆของเราแล้ว แม้ว่าภาครัฐจะยกเลิกการลดหย่อนภาษี เราก็จะยังเก็บสะสมเงินในรูปแบบอื่นๆต่อไป ตอนนี้คุณนัทเริ่มสนุกกับการออมเงินแล้วกำลังจะเก็บเงินตามวันที่เหมือนคุณปุยอีกด้วย อภินิหารเงินออมขอเป็นกำลังใจให้ทำสำเร็จนะคะ

สรุปข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้

  • การออมเงินเริ่มต้นที่การลงมือทำ จากสิ่งเล็กๆรวมกันกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

  • การออมเงินเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของเราเปลี่ยนไป ใช้เงินคุ้มค่ามากขึ้น

  • ถ้าออมเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว เราก็จะหาหนทางนำเงินนั้นไปต่อยอดให้เติบโตได้เองแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปบังคับหรือออกกฎหมายจูงใจ

อภินิหารเงินออมคิดว่าประสบการณ์ออมเงินของคุณนัทน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายๆคนเริ่มออมเงินได้ เราไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันเป๊ะ 100% เพราะแต่ละคนก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเกิดความเคยชินและกลายเป็นนิสัยของเราต่อไป 

ขอให้ทุกคนสนุกกับการออมเงินนะจ๊ะ

อภินิหารเงินออม

———————–

หมายเหตุ

  • อ่านบทความของคุณปุยได้ที่ “เผยเคล็ดลับ!! ออมเงินตามวันที่ 1 ปีมีเงินออม 7 หมื่นกว่าบาท” https://goo.gl/i7RJ4J
  • เข้าไปให้กำลังใจหุ้นส่วนร้านรองเท้าของคุณนัทได้ที่ 

เจาะลึกโอกาสในการเติบโตของ ‘CMAN’ ผู้นำด้านอุตสาหกรรมปูนไลม์ของเอเชีย

จากบทความที่แล้ว ผมได้เล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ของปูนไลม์ว่าสามารถนำไปใช้ในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งหากในอนาคต อุตสาหกรรมที่ใช้ปูนไลม์เหล่านี้มีการขยายตัวขึ้น ย่อมทำให้ธุรกิจของ บมจ.เคมีแมน มีโอกาสในการเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

ในบทความตัวที่ 2 นี้ ผมจะเล่าให้ฟังต่อนะครับว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างไร รวมถึงในส่วนธุรกิจของบริษัทฯ และงบการเงินว่าสะท้อนผลการดำเนินงานอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเพื่อน ๆ ทุกท่านที่สนใจลงทุนครับ

การเติบโตของตลาดปูนไลม์

จากข้อมูลวิจัยของ Frost & Sullivan พบว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ปูนไลม์ในประเทศไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR ตั้งแต่ปี 2016-2021 ปูนควิกไลม์จะเติบโต 4.5% และปูนไฮเดรตไลม์จะเติบโต 5.4% โดยมี Key อุตสาหกรรมหลัก ๆ คือ ก่อสร้าง น้ำตาล เหล็กและโลหะ เยื่อกระดาษและกระดาษ และสารเคมี รวมเป็นสัดส่วนมากกว่า 84% ของความต้องการปูนไลม์ทั้งหมดในประเทศ โดยอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้มากที่สุดในสัดส่วนกว่า 20%

สิ่งที่เราต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นโอกาสในการลงทุนของอุตสาหกรรมนี้ก็คือ

  1. Mega Project ที่เป็นการลงทุนของรัฐบาล อย่างโครงการ EEC ที่จะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน ระบบการคมนาคม ตลอดจนการพัฒนารถไฟความเร็วสูง
  2. การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัดสู่การเป็นสังคมเมือง ซึ่งต้องใช้ปูนไลม์ในการผลิตวัสดุและโครงสร้างต่าง ๆ 
  3. ปริมาณความต้องการใช้ปูนไลม์ที่มากขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้เหล็ก การผลิตกระดาษ การผลิตน้ำตาลและสินค้าเกษตร 

มาดูในมุมการส่งออกไปยังต่างประเทศกันนะครับ จากข้อมูลวิจัยในปี 2016 นั้น CMAN เป็นผู้ส่งออกปูนควิกไลม์รายใหญ่ที่สุดของไทย ดูได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ปูนไลม์ไปยังอินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นะครับ

นอกจากนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากบริษัทฯ สามารถเพิ่ม Capacity สำหรับการผลิตในอนาคต มีการทำกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี ก็มีโอกาสส่งออกได้มากขึ้นอีก เพราะความต้องการในประเทศใหญ่ ๆ อย่างอินเดียนั้น ตอนนี้เราส่งออกแค่ประมาณ 10% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด แถมยังมีโอกาสอีกมากในประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามอีกด้วย

หากเรามองว่าประเทศเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการเติบโต แน่นอนว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็คงหนีไม่พ้นการใช้ ปูนไลม์อย่างแน่นอนครับ

โครงการในอนาคต

เท่าที่ผมได้อ่านข้อมูลจากงานวิจัยตลาดของอุตสาหกรรมปูนไลม์มาก็พอจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศหรือต่างประเทศดูเหมือนจะมีโอกาสและแนวโน้มที่ดีในการเติบโตได้ในอนาคตนะครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า ทางบริษัทฯ จะมีโครงการอะไรในอนาคตบ้างที่จะรองรับเทรนด์การเติบโตนี้ ซึ่งข้อมูลจาก Filing ของบริษัทฯ หลัก ๆ แล้วจะมีทั้งหมด 3 โครงการ ดังนี้

1. โครงการขยายกำลังการผลิต

  • ขยายกำลังการผลิตติดตั้งปูนควิกไลม์เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 820,000 ตันต่อปี โดยการก่อสร้างเตาเผาใหม่ที่ อ.แก่งคอย เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าที่มากขึ้น
  • สร้างเครื่องบดปูนควิกไลม์ที่ อ.แก่งคอย กำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 120,000 ตันต่อปี
  • ขยายกำลังการผลิตแร่หินปูนเคมีที่โรงแต่งแร่ อ.ทับกวาง ให้เพิ่มเป็น 3,102,500 ตันต่อปี

2. โครงการลดต้นทุนดำเนินงาน

  • สร้างคลังสินค้าและไซโลที่ อ.แก่งคอย เพื่อใช้ในการเก็บสินค้าเพื่อรอส่งมอบให้ลูกค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเช่าคลังสินค้าจากบุคคลภายนอก ต้นทุนการขนส่งไปคลังสินค้าเช่า รวมถึงค่าบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

3. โครงการขยายธุรกิจ

  • ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท Siriman Chemicals กับ Sanvira Group ในสัดส่วน 50% เพื่อผลิตและจำหน่ายแร่หินปูนเคมีและปูนไลม์ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
  • เข้าลงทุนใน Easternbulk Lime Products ในสัดส่วน 50% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว เพื่อผลิตและจำหน่ายแร่หินปูนเคมีและปูนควิกไลม์ ในรัฐ Tamilnadu ประเทศอินเดีย

เห็นได้ว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจของบริษัทฯ แต่ถ้าเราเข้าไปดูโครงสร้างองค์กรจะพบว่า CMAN มีบริษัทในประเทศอื่น ๆ ด้วย เช่น บริษัทจัดจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย บริษัทจัดหาแหล่งวัตถุดิบในประเทศเวียดนาม และบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศลาว

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

เมื่อเราเห็นโอกาสในการเติบโตที่น่าสนใจแล้ว ทีนี้มาดูว่าที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นอย่างไรกันบ้างนะครับ

สัดส่วนรายได้

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนรายได้ในงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 จะมาจากปูนควิกไลม์ประมาณ 72% ปูนไฮโดรตไลม์ 18% และแร่หินปูนเคมีและแร่หินปูนเคมีบด 10% โดยสัดส่วนรายได้ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกไปยังต่างประเทศ

และในส่วนของรายได้จากการขายทั้งหมด เป็นดังนี้

ในปี 2557 : 2,180.33 ล้านบาท

ในปี 2558 : 1,909.38 ล้านบาท

ในปี 2559 : 1,982.92 ล้านบาท

ผลการดำเนินงาน

หากดูย้อนหลัง 3 ปี พบว่ารายได้ของบริษัทฯ ค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิ ดังนี้

ปี 2557 : อัตรากำไรขั้นต้น 41.48% อัตรากำไรสุทธิ 8.06%

ปี 2558 : อัตรากำไรขั้นต้น 37.17% อัตรากำไรสุทธิ 5.36%

ปี 2559 : อัตรากำไรขั้นต้น 38.53% อัตรากำไรสุทธิ 7.66%

จากที่ดูในข้อมูล Filing นะครับ ที่กำไรขั้นต้นลดลงนั้นเนื่องจากมีการขายให้ลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งในปริมาณที่ลดลง และลูกค้ารายนั้นยังมีราคาขายเฉลี่ยสูงกว่าลูกค้าอื่นด้วย

ในส่วนงบแสดงฐานะทางการเงิน เราจะเห็นว่าบริษัทฯ มีการเติบโตขึ้น ซึ่งเกิดจากทั้งการกู้ยืมเงินมาลงทุนในทรัพย์สินเพื่อดำเนินการทางธุรกิจและมีกำไรเข้ามาในกิจการที่ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตด้วย

แต่ถ้าเราดูสัดส่วนของหนี้สินเทียบส่วนของผู้ถือหุ้น ก็จะพบว่าบริษัทฯ มีความเสี่ยงจากหนี้สิน แต่เท่าที่ผมดูในงบการเงินอย่างละเอียด ในช่วงหลังที่หนี้มีเยอะนั้นเกิดจากการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างเตาเผาในการผลิตปูนไลม์ นอกจากนั้นแล้วก็จะเป็นในส่วนของลูกหนี้การค้า

ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัทฯ 70% จะเป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามมาด้วยทรัพย์สินหมุนเวียนในกิจการครับ เราก็ต้องติดตามกันว่าในอนาคตบริษัทฯ จะใช้ทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดไหน เพื่อให้เกิดกำไรมากขึ้นครับ

เป้าหมายการระดมทุนของ CMAN

อย่างที่เราได้ทราบกันว่า CMAN จะมีการออกหุ้น IPO เพื่อระดมทุนในกิจการ โดยจะมีการระดมทุนไม่เกิน 240,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

วัตถุประสงค์ในการใช้เงินมีดังนี้

  1. การขยายธุรกิจปูนไลม์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  2. ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
  3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ความเสี่ยงที่ควรทราบ

เพื่อน ๆ คงพอจะเห็นมุมมอง อนาคต และแนวโน้มในการเติบโตของ CMAN กันไปแล้วนะครับ คราวนี้เรามาพูดถึงเรื่องของความเสี่ยงกันบ้าง ผมลิสต์ประเด็นความเสี่ยงที่เราควรให้ความสำคัญมาทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่

  1. หากบริษัทฯ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในประทานบัตรซึ่งอนุญาตให้บริษัทฯ ทำเหมืองหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบของบริษัทฯ อาจจะถูกยกเลิกประทานบัตรได้ ทำให้ต้องจัดหาวัตถุดิบจากที่อื่นทดแทน ซึ่งอาจจะมีคุณภาพที่ไม่แน่นอน
  2. ความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต อาจก่อให้เกิดผู้ผลิตปูนไลม์ในประเทศมากขึ้น เกิดคู่แข่งรายใหม่และแย่งส่วนแบ่งในตลาด
  3. ความเสี่ยงจากมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายคุ้มครองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินกิจการ
  4. ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขัดข้องในการผลิต การจัดหาและความผันผวนของราคาถ่านหิน การพึ่งพาการจัดหาก๊าซธรรมชาติจาก ปตท. ที่เป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิงแต่เพียงเจ้าเดียวของบริษัทฯ

ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องโอกาสและความเสี่ยงที่เราควรจะทราบก่อนการลงทุนใน บมจ.เคมีแมน นะครับ หากใครสนใจก็อยากให้ลองอ่านข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://cman.listedcompany.com/ipo/

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save