10 ข้อคิดวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับคนทำธุรกิจ

ข้อคิดภาษีข้อที่ 1 : จ่ายภาษีเพื่อสร้างโอกาสทางการเงิน ใครอยากกู้บ้าน ต้องการกู้เงิน หลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการภาษี คือ โอกาสที่ดีในการแสดงว่าเรามีรายได้ ดังนั้น ให้มองถึงข้อดีในการจ่ายภาษีก่อนคิดจะหลบเลี่ยงภาษี

ข้อคิดภาษีข้อที่ 2 : อยากวางแผนภาษีต้องรู้วิธีคำนวณภาษีด้วยนะ!!! วิธีคำนวณภาษี 2 วิธี เงินได้สุทธิ กับ เงินได้พึงประเมิน รู้หลักการและเข้าใจก่อนถึงจะวางแผนภาษีได้ครับ

ข้อคิดภาษีข้อที่ 3 : รู้จักรายได้ของเราก่อนว่าเป็นรายได้ประเภทไหนตามกฎหมาและรายได้นั้นต้องเสียภาษีไหม? เพื่อที่จะได้เข้าใจและหาทางวางแผนได้อย่างถูกต้อง

ข้อคิดภาษีข้อที่ 4 : รายได้ที่เรามี หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน เราต้องรู้ว่าหักแบบเหมาได้กี่ % หรือหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ไหม เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีที่ประหยัดที่สุด

ข้อคิดภาษีข้อที่ 5 . ถ้ายังไม่รู้ว่าเสียภาษีเท่าไร อย่าเพิ่งวางแผนภาษี เพราะบางทีจำนวนภาษีที่เราจ่ายอาจจะน้อยจนไม่จำเป็นต้องวางแผนภาษีก็ได้นะ!!

ข้อคิดภาษีข้อที่ 6 : อยากจะวางแผนภาษี ต้องมีเงินก่อน เพราะรายการค่าลดหย่อนที่ช่วยประหยัดภาษีทั้งหลาย ต้องมีการจ่ายเงินออกไปทั้งหมดจ้า ดังนั้นสำรวจก่อนว่าเรามีเงินพอไหม การทำบัญชีรายรับรายจ่ายช่วยได้ครับผม

ข้อคิดภาษีข้อที่ 7 : ค่าลดหย่อนที่เป็นการจ่ายเงินออกไป เช่น ท่องเที่ยว ชอปปิ้ง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมบ้าน ล้วนแต่เป็นการจ่ายเงินไปก่อน แต่ได้ส่วนลดมาเป็นภาษี ดังนั้นถ้าไม่มีการจ่าย บางทีอาจจะประหยัดกว่าก็ได้นะครับผม

ข้อคิดภาษีข้อที่ 8 : ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินจะได้ผลตอบแทนถึง 1+2 ต่อ ต่อแรกคือเงินออม ต่อสองคือภาษี ต่อที่สามคือผลตอบแทน ดังนั้นเท่ากับว่าเงินก้อนนี้จะเพิ่มประโยชน์ให้เราล้วนๆ

ข้อคิดภาษีข้อที่ 9 : ไม่ต้องลดหย่อนทุกประเภทให้ครบ การเสียภาษีน้อยแต่ฐานะการเงินลำบากอาจจะทำให้เราไม่มีความสุข ดังนั้นแนะนำให้เลือกใช้ค่าลดหย่อนเท่าที่จำเป็นเท่านั้นครับผม

ข้อคิดภาษีข้อที่ 10 : อย่าลืมเตรียมหลักฐานไว้ล่วงหน้า ถ้าหากอยากจะขอคืนภาษี เริ่มเตรียมตั้งแต่เนิ่นๆวันนี้ และยื่นภาษีให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราจัดการเรื่องภาษีได้เป็นอย่างดีแล้วล่ะครับผม 

อย่าลืมแอดไลน์ @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#วางแผนภาษี #ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
#ภาษีเงินได้ #ภาษีธุรกิจ
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

คิดดีแล้วเหรอจะเมินคน ‘Gen Z’ ขุมทรัพย์รายได้ของธุรกิจยุคดิจิทัล

จำได้ลางๆ ว่าเราเพิ่งจะพูดถึง จำแนก และวิเคราะห์คน Gen Y หรือที่ฝรั่งมักเรียกว่า Millennials กันไปไม่นานนัก (แล้วเอาเข้าจริงๆ ตอนนี้ก็ยังเห็นคอนเทนต์ลักษณะนั้นอยู่บนฟีดบ่อยๆ) ทั้งๆ ที่ตอนนี้ถึงเวลาของ กลุ่มวัยรุ่นที่เกิดในช่วงปี 2001-2020 หรือที่เรียกกันว่า Gen Z หรือ Gen Zers

จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ พบว่าไฮไลต์เด่นๆ ของคน Gen Z มีอยู่สองสามประการ ซึ่งผมคิดว่าพอจะนำมาปรับใช้กับประชากรในประเทศไทยได้บ้าง

Gen Z คือใคร

  • Gen Z เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบสมบูรณ์แบบ (อย่าง Gen Y ช่วงต้นๆ ของ gen. ก็ยังไม่ใช่ช่วงพีคของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนสังคม ณ ตอนนี้) เป็นคนกลุ่มที่ไม่รู้จัก ‘ชีวิตที่ไร้เทคโนโลยี’ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้Gen Zเป็น Digital Native (ว่าง่ายๆ เข้าใจเทคโนโลยีได้รวดเร็วเหมือนเป็นภาษาแรกเกิด) แล้ว ก็ยังสร้างลักษณะนิสัยบางอย่างที่แตกต่างจากคน gen. อื่น
  • Gen Z พวกเขาเกิดมาพร้อมกับ ‘ความเป็นสาธารณะ’ มากกว่าคนทุกยุค ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเกิดในยุคที่โซเชียลมีเดียพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้คน Gen Z มองว่าเป็นพื้นที่สำหรับการทำสารคดีส่วนตัว ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างที่จะใส่ใจกับภาพลักษณ์มากเป็นพิเศษ เข้าใจวิธีการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี อย่างที่อยากให้คนอื่นเห็น โดยจากข้อมูลพบว่าแม้แต่น้องเล็กของ Gen Z ก็เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและบำรุงผิวมากขึ้น แม้กระทั่งเด็กผู้ชาย

จากผลสำรวจบอกว่า 82% ของวัยรุ่น Gen Z ในสหรัฐฯ ระมัดระวังในการจะแชร์หรือโพสต์อะไร และอีก 43% ไม่ค่อยชอบแชร์อะไรบนโลกออนไลน์เท่าไหร่ เพราะ Gen Z ความชอบส่วนตัวอาจจะไม่เหมาะหรือทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาเสีย

Gen Z สนใจอะไร

  • ความกดดันจากการเห็นภาพชวนฝัน การพักผ่อนอย่างหรูหรา และวิถีชีวิตที่มีความสนุกเป็นตัวนำจากเซเลบโซเชียลมีเดีย กระตุ้นให้คน Gen Z มีความสนใจอยากใช้บริการอำนวยความสะดวก และใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวพักผ่อนมาก โดยนักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘the Instagram effect’
  • พอมีบริการอำนวยความสะดวกในราคาที่สมเหตุสมผล จ่ายเท่าที่ใช้ หรือ on-demand service ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่าง Netflix หรือ LINE MAN ยิ่งตอกย้ำให้ Gen Z กลายเป็นกลุ่มคนที่ Always on, on demand และมีความอดทนน้อยลงมาก
    (**กรณีนี้เราพูดถึงความอดทนในแง่ของการรอคอย อยากได้ก็ต้องได้ เพราะมีบริการเข้ามาเติมเต็มตรงนี้ ส่วนว่าจะส่งผลต่อความอดทนในแง่อื่นๆ หรือไม่ ผลวิจัยไม่ได้ระบุครับ)

ตารางแสดงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2001 หรือเริ่มต้น Gen Z

  • เทคโนโลยีที่น่าสนใจและเปิดตัวเมื่อปี 2017 ได้แก่ ลำโพงอัจฉริยะ ซึ่งมีทั้งจากหลากหลายค่ายทั้ง Amazon Google และ Apple, Nintendo Switch และ แว่นตา Snapchat (Snapchat Spectacles)                          
  • 6 อันดับแรกของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คน Gen Z ทุ่มเงินมากที่สุดได้แก่ เสื้อผ้าและรองเท้า / หนังสือและดนตรี / แอพฯ / ของเล่นและเกม / อีเวนท์และการท่องเที่ยว / การดูแลตัวเอง

จะเข้าถึงคน Gen Z อย่างไร

จากตารางข้างบนนี้ก็น่าจะทำให้เห็นแล้วว่า คน Gen Z เติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีตลอดเวลา จึงอาจจะเรียกได้ว่า นี่แทบจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่สร้างบุคลิก ลักษณะนิสัย แนวคิด วิถีชีวิต แทนปัจจัยเดิมๆ อย่างชุมชน และ โรงเรียน

แต่ก็ใช่ว่าเทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดียทุกแบบ จะส่งผลกับคน Gen Z ได้มากพอๆ กันนะครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว จากผลสำรวจก็พบอีกว่า พวกเขาสนใจคอนเทนต์ที่เป็น Visual หรือ ‘เห็นภาพ’ มากกว่าแบบอื่นๆ เมื่อบวกกับความเข้าใจเรื่องสาธารณะที่ผมกล่าวไปข้างต้น ทำให้พวกเขารู้ว่าเรื่องส่วนตัวบางอย่าง ไม่ควรถูกบันทึกอย่างถาวร

Instagram (โพสต์ภาพอย่างที่อยากให้คนอื่นเห็น) Snapchat (เพื่อส่งคอนเทนต์บางอย่างที่ลับเฉพาะสำหรับกลุ่มเพื่อนที่คัดสรร แล้วหายไปในชั่วข้ามคืน ไม่มีการบันทึกให้มาทิ่มแทงภายหลัง) รวมถึงบริการ on-demand ทั้งหลาย จึงเป็นช่องทางที่คนGen Zนิยม และเหมาะจะเป็นหลักยึดให้เหล่านักการตลาดวิเคราะห์ศึกษา

Gen Z คล้ายกับ Millennials?

มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ จากวิเคราะห์ของนักวิจัยสหรัฐฯ พวกเขามองว่าคน Gen Z นั้น จริงๆ แล้วเหมือนกับ ‘Millennials on steroids’ คือเหมือนกับคนยุค Millennials นั่นแหละ แต่แค่เพิ่มทุกอย่างทุกด้านขึ้นไปอีก

เช่นว่า คนทั้งสอง Gen. นั้นต่างก็เกิดมาในยุคเทคโนโลยี แต่ Gen Z อาจจะได้เปรียบตรงที่เติบโตไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยี เห็นทั้งด้านดีและไม่ดีของการใช้งานสิ่งเหล่านี้จากคนรุ่นก่อนหน้ามามาก คนรุ่นนี้จึงไม่ค่อยโพสต์อะไรสู่สาธารณะอย่างที่กล่าวไปข้างต้น หันไปพูดคุยกันในกลุ่ม อีกทั้ง Gen Z ก็มี Fliter กรองความจริงที่ดีกว่า นักวิเคราะห์การตลาดจึงบอกว่า หากจะทำโฆษณะเจาะไปที่คนGen Z จะต้องพูดความจริง เพราะพวกเขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าอะไรคือโฆษณา ต่อให้มันเคยดูแนบเนียนมากๆ ในยุคก่อนๆ ก็ตาม (ว่าง่ายๆ ก็คืออย่าไทร์อิน)

ซึ่ง ‘ความจริง’ ในแง่นี้คือก็สามารถตีความออกไปได้อีกหลายอย่าง เช่น ทำโฆษณาที่มีความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติ (ความจริงจากกระแสสังคมปัจจุบัน) ถ้าจะใช้พรีเซนเตอร์ ก็ต้องดูที่ไลฟ์สไตล์ของคนที่เลือกมาด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา เพราะถ้าดาราที่เลือกมาไม่ได้มีชีวิตแบบนั้น (แค่ส่องไอจีก็รู้แล้วว่ามีชีวิตแบบไหน) คนGen Zก็จะไม่เชื่อสินค้าของคุณไปเลย

ถ้าจะให้ดีก็ต้องนำโฆษณาไปอยู่ในชีวิตจริงของพวกเขาให้ได้ เช่นการสร้างการรับรู้ผ่านเทคโนโลยีที่พวกเขาชอบใช้ (Snapchat เป็นต้น) หรือไม่ก็เป็นคอนเทนต์จาก influencer โดยใช้ชีวิิตของพวกเขามาเป็นแกนหลักของโฆษณา


นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ซึ่งผมคิดว่าก็มีส่วนที่สามารถปรับใช้กับวัยรุ่นไทยได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น กลยุทธ์ในยุคถัดไปจะยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะเทคโนโลยีทั้งหมดที่กล่าวมาซึ่งทำให้ Gen Z มีอุปนิสัย ความชอบ และวิธีคิดเช่นนี้แล้ว มันก็ยังทำให้พวกเขามีตัวเลือกอื่นๆ ไม่จำกัด

ถ้าคุณออกแบบเว็บไซต์หรือแอพฯ ให้เขาเข้าใจยาก เขาก็จะเลือกสิ่งที่ง่ายกว่า

ถ้าคุณไม่จริงใจ และยังเลือกเคลือบแบรนด์ด้วยมายา เขาก็จะไปหาแบรนด์อื่นที่สนใจสังคมและจริงใจกว่า

ถ้าคุณไม่มีของในสต็อกตอบสนองความต้องการ 24 ชั่วโมง เขาก็จะหนีไปเลือกร้านอื่นที่พร้อมกว่า

ถ้ากลยุทธ์ของคุณล้มเหลว เขาก็แค่เปลี่ยนตัวเลือกเท่านั้นเอง—และคุณก็จะสูญเสียกำลังซื้อถึง 154,000 ล้านบาท และลูกค้าในอนาคตซึ่งน่าจะมีจำนวนถึง 2.6 พันล้านคนทั่วโลก ในปี 2020

http://www.businessinsider.com/generation-z-profile-2017-9#they-most-resemble-millennials-in-all-but-optimism-6

http://www.adweek.com/digital/josh-perlstein-response-media-guest-post-generation-z/

https://www.marketingprofs.com/charts/2018/33740/getting-to-know-gen-z-beliefs-preferences-and-behaviors

https://www.fungglobalretailtech.com/research/gen-z/

Line@ กับเทคนิคทำธุรกิจให้รุ่งในยุคออนไลน์

การทำ Line@ คืออะไร แตกต่างจาก Line เวอร์ชั่นธรรมดาอย่างไรนะ?

การทำ Line@ เป็นการบริการจากบริษัท Line cooperation สำหรับให้ธุรกิจ ร้านค้า หรือองค์กรต่างๆ เพื่อให้มีช่องทางสำหรับการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างเป็นทางการ มีฟังก์ชันต่างๆ รองรับการดำเนินการของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความตอบกลับอัตโนมัติ การตอบกลับข้อความตามคีย์เวิร์ด หรือการส่งข้อความถึงผู้ติดต่อพร้อมกันหลายคน เพื่อกระจายข่าวสารและโปรโมชั่น เป็นต้น เรียกได้ว่า Line@ เกิดมาเพื่อรองรับช่องทางการตลาดยุคออนไลน์ของธุรกิจในทุกๆ ระดับโดยเฉพาะ

Line@ กับเทคนิคทำธุรกิจให้รุ่งในยุคออนไลน์

เทคนิค ทำ Line@ ให้ธุรกิจรุ่งท่ามกลางการแข่งขันยุคออนไลน์ 

1. ข้อมูลสำคัญต้องมีครบ และไอดีพรีเมี่ยมคือก้าวแรกที่สำคัญ

เมื่อเราเริ่มทำ Line@ สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือต้องกรอกข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นประเภทธุรกิจ ชื่อร้าน/ชื่อแบรนด์ และข้อมูลอื่นๆ นอกจากนี้การลงทุนซื้อไอดีพรีเมียมคือก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราได้ไอดีที่เราตั้งชื่อเองได้ ไม่ใช่ไอดีแบบสุ่มที่ได้มาในตอนแรก ซึ่งไอดีที่สื่อถึงชื่อแบรนด์หรือธุรกิจนั้น เป็นตัวช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าไอดีแบบสุ่มแน่นอนค่ะ นอกจากนี้ยังจำง่ายกว่า และทำให้ลูกค้าเพิ่ม Line@ ของเราลงในรายชื่อติดต่อได้สะดวกกว่าด้วย

2. ข้อความทักทายเพื่อนใหม่ คือความประทับใจแรก

หลายๆ คนคงคุ้นเคยกันดี เมื่อเราทำการเพิ่ม Line@ ลงในรายชื่อติดต่อจะมีข้อความอัตโนมัติทักมา นั่นก็คือข้อความทักทายเพื่อนใหม่ อีกหนึ่งฟังก์ชันสุดเจ๋งของการทำ Line@ นั่นเอง เราสามารถปรับแต่งข้อความเหล่านี้ได้อย่างอิสระ แต่เทคนิคสำคัญก็คือ ความกระชับและสื่อถึงความจริงใจ นอกจากนี้อย่าลืมขอบคุณลูกค้าที่ทำการเพิ่ม Line@ ธุรกิจของเราด้วยนะคะ

3. เมื่อไม่มีแอดมินดูแล ข้อความตอบกลับอัตโนมัติคือตัวช่วย

แน่นอนว่าบางองค์กร หรือร้านค้าบางร้านก็ไม่สามารถนั่งตอบลูกค้าทาง Line@ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะเพราะเรามีฟังก์ชันตัวช่วยนั่นก็คือ การตั้งค่าข้อความตอบกลับอัตโนมัติ ในช่วงเวลาที่เราไม่สามารถดูแลลูกค้าที่ทักเข้ามาได้นั่นเอง ซึ่งข้อความตอบกลับนี้จะสามารถตั้งค่าได้ครั้งละ 1 ข้อความในแพ็คเกจเริ่มต้น ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการแจ้งลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นวัน-เวลาที่สะดวกติดต่อ ช่องทางติดต่ออื่นๆ หรือข้อความที่เราต้องการแจ้งกับลูกค้าระหว่างที่เราไม่สามารถตอบกลับได้ ซึ่งฟังก์ชันนี้อาจเป็นฟังก์ชันที่ผู้ใช้ Line@ มือใหม่ไม่รู้มาก่อน ทำให้เมื่อลูกค้าทักมาและไม่ได้รับการตอบกลับ ความประทับใจและความรู้สึกดีๆ อาจลดลง การตั้งค่าข้อความตอบกลับอัตโนมัติจึงช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ

4. อย่าส่งข้อความ หรือข่าวสารบ่อยเกินไป

เมื่อเราทำการส่งข้อความ แน่นอนว่าการทำ Line@ ก็เหมือนแชท Line ทั่วไป ก็คือจะมีเสียงและกล่องแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาที่หน้าจอโทรศัพท์ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหากเราส่งข้อความบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวสารหรือโปรโมชั่น อาจสร้างความรำคาญจนลูกค้ากดปิดการแจ้งเตือน Line@ ของเรา และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือการโดนบล็อกนั่นเอง เพราะฉะนั้นเลือกส่งข้อความที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เดือนละ 2-4 ข้อความก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นทำการตลาดบน Line@ แล้วค่ะ

แต่ถ้าหากคุณเป็นมือใหม่สำหรับการทำ Line@ หรือไม่มีเวลาดูแลลูกค้าบนช่องทางของ Line@ การเพิ่มแอดมินที่มีความชำนาญและมีเวลาตอบคำถามลูกค้า จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Line@ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญการมีแอดมินตามจำนวนที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่ติดต่อเราบนช่องทางนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบกลับได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายด้วยค่ะ 

หากคุณกำลังตามหาแอดมินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Line@ อยู่ล่ะก็ Fastwork.co ก็เป็นช่องทางสำหรับการค้นหาฟรีแลนซ์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการทำ Line@ โดยเฉพาะ อย่าลืมนะคะว่าสิ่งสำคัญของการทำการตลาดผ่านไลน์ก็คือความรวดเร็ว การรักษาความประทับใจของลูกค้า และการปิดการขายให้ได้ เพราะฉะนั้นหากต้องการผู้ช่วยดีๆ ล่ะก็ ต้องฟรีแลนซ์ทำ Line@ ที่ https://fastwork.co/line-at เลยค่ะ 

แกะกล่องหุ้นน้องใหม่ : ‘เคมีแมน’ (CMAN) ผู้เชี่ยวชาญปูนไลม์ และแผนการเติบโตสู่ Top10 ของโลก

ปูนไลม์คืออะไร?

ปูนไลม์ คือ สารประกอบในกลุ่มแคลเซียมที่เกิดจากการทำเหมืองแร่หินปูนเคมี แบ่งออกเป็นหลายชนิด ได้แก่ ปูนควิกไลม์ (CaO)  ปูนไฮเดรตไลม์ (Ca(OH)2) และแร่หินปูนเคมี (CaCO3) เรียกว่าเป็นองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา โดยแคลเซียมเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เราจึงได้เห็นการนำปูนไลม์ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่โลหะและอโลหะ เยื่อกระดาษและกระดาษ น้ำตาล พลาสติกชีวภาพ เหล็กและเหล็กกล้า เคมีและปิโตรเคมี การเกษตร สาธารณูปโภคพื้นฐาน ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง แก้ว ขวด กระจก อุตสาหกรรมใยแก้ว เป็นต้น

ความน่าสนใจคือ ‘CMAN’ ผู้เชี่ยวชาญปูนไลม์กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) หรือ CMAN เป็นผู้ประกอบธุรกิจปูนไลม์รายเดียวในประเทศไทย

ที่มีทั้งโรงงานผลิตปูนไลม์และได้รับประทานบัตรเหมืองอายุ 25 ปี จากกระทรวงอุตสาหกรรม บนพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ที่มีปริมาณแร่หินปูนเคมีสำรองกว่า 115 ล้านตัน (สำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2559) เรียกได้ว่าเพียงพอสำหรับการผลิตได้ไปอีกหลายสิบปี

ลักษณะการทำธุรกิจคือ บริษัทฯ ทำเหมืองที่เหมืองทับกวางตามประทานบัตรที่ได้รับ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ในขั้นแรกคือแร่หินปูนเคมี ซึ่งสามารถจัดจำหน่ายได้เลย หรือถูกส่งไปผ่านกระบวนการต่อ โดยกระบวนการขั้นแรกคือการแปรสภาพแร่หินปูนเคมีเป็นปูนควิกไลม์ จากโรงงาน  2 แห่ง ในอำเภอแก่งคอยและพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ปูนควิกไลม์ที่ได้จากขั้นตอนนี้สามารถนำไปจำหน่าย หรือส่งไปเข้าเครื่องไฮเดรเตอร์ เพื่อผลิตเป็นปูนไฮเดรตไลม์ก็ได้อีกเช่นกัน โดยโรงงานผลิตปูนไฮเดรตไลม์ของบริษัทฯ ตั้งอยู่ที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง นอกจากนี้ เคมีแมนยังได้ตั้งบริษัทร่วมกับพันธมิตร 2 แห่งในเมืองท่าและเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศอินเดียเพื่อทำธุรกิจปูนไลม์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ในปี 2562 อีกด้วย

ภาพรวมรายได้ของบริษัทฯ ชะลอตัวในปี 2558 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2559 และงวด 9 เดือนสิ้นสุดในปี 2560 โดยบริษัทฯ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่โรงงานพระพุทธบาท 55.82% โรงงานแก่งคอย 91.58% และโรงงานระยอง 92.62% ซึ่งบริษัทฯ มีโรงงานแก่งคอยเป็นกำลังการผลิตหลักและใช้กำลังการผลิตที่โรงงานพระพุทธบาทเป็นกำลังการผลิตสำรอง

ภาพรวมของตลาดปูนควิกไลม์และไฮเดรตไลม์จะแปรผันไปตามภาคอุตสาหกรรมของโลก ถึงแม้ภาพรวมตลาดรวมทั้งโลกอาจจะมีแนวโน้มการเติบโตไม่สูงมากนัก แต่ถ้ามองที่ภูมิภาคเป้าหมายที่เคมีแมนส่งออกนั้น ยังถือว่ามีภาพการเติบโตที่ดีสูงกว่าตลาดโลกอยู่พอสมควร

จากข้อมูลการประมาณการณ์ตลาดปูนควิกไลม์ของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน จำกัด พบว่าประเทศที่ยังมีการเติบโตของตลาดปูนควิกไลม์ที่ดี ได้แก่

  • ไทย (เคมีแมนครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1)
  • อินเดีย (เคมีแมนมีบริษัทย่อยเพื่อผลิตและจำหน่ายที่อินเดียโดยตรง 2 แห่ง)
  • ออสเตรเลีย (เคมีแมนมีศูนย์กระจายสินค้าอย่างเป็นทางการ 2 แห่ง)
  • และเวียดนาม (เคมีแมนมีบริษัทย่อย เพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และศึกษาตลาด)

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทมีการผันแปรอยู่ในกรอบแคบ ซึ่งเกิดจากการโยกกำลังการผลิตจากโรงงานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีต้นทุนสูงไปยังโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยในงวด 9 เดือนล่าสุด รายได้มีการเติบโตขึ้น ในขณะที่กำไรสุทธิลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจ และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้นจากเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อขยายกำลังการผลิต ซึ่งหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นแล้ว เงินส่วนหนึ่งก็จะไปใช้จ่ายคืนเงินกู้ ทำให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ลดต่ำลง

เคมีแมนกำลังจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในชื่อ CMAN โดยบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนที่ 1,000 ล้านบาท

ประกอบหุ้นราคาพาร์ 1 บาทจำนวน 1,000 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 240 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 25% ของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอของบริษัทฯ

หากใครมีความสนใจอยากลงทุนในหุ้นที่ผลิตเคมีพื้นฐานสารพัดประโยชน์ให้กับภาคอุตสาหกรรม เคมีแมนถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการศึกษาและตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม บทความฉบับนี้ไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่สรุปข้อมูลจากแบบไฟล์ลิ่งให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจเท่านั้น

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาต่อได้ที่ http://cman.listedcompany.com/ipo/

อ่านหุ้นเคมีแมนแล้วคิดถึงตอนเรียนเคมี ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนี่ยากนะ เคมีที่เรียนในคณะเภสัชฯ น่ะ อย่างเคมีที่ใช้ในการผลิตปูนไลม์แบบนี้ เราก็เรียน ไม่เคยว่าวันหนึ่งจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในตลาดหุ้น โลกนี่กลมจริงจริง

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“ลงทุนด้วยเงิน” ถ้าอยากทำ ตอนนี้ต้องมีเงินในกระเป๋าตังค์กี่บาท!?

เป็น ‘นักลงทุน’ ว่ายากแล้ว.. การเป็น ‘นักลงทุนที่ดี’ ยากยิ่งกว่า!

“ลงทุนด้วยเงิน” เป็นคำที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ แม้การอยู่กับปัจจุบันขณะจะเป็นคำตอบของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่คนเราก็ไม่อาจเลี่ยงได้ที่จะพูดถึงเรื่องของอนาคต เพราะท้ายสุดแล้วอนาคตก็นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่ต้องพบเจอ เพียงแต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีเพียงแต่ลมฝันที่อยากให้คืนวันในยามบั้นปลายของเราเต็มไปด้วยความสุข

เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าส่วนหนึ่งของความสุขนั้นประกอบด้วยปัจจัยที่เรียกว่า ‘เงิน’ เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เงินก็มักจะเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนหรือเป็นตัวกลางเสมอๆ หากไม่ต้องการให้บั้นปลายทุกข์ยากและขัดสนเรื่องการเงินสำหรับการเติมความสุขในวาระสุดท้าย สิ่งที่เราควรจะทำนับตั้งแต่วันนี้คือ ‘ลงทุนเพื่ออนาคต’

แต่อยู่ดีๆ นึกอยาก “ลงทุนด้วยเงิน” ก็โยนเงินเข้าไปในกองทุนหรือหุ้นเลย อย่างนี้คงขาดทุนแหงๆ ฉะนั้นเราอยากให้คุณลองเช็ค ‘เงินในกระเป๋า’ ของคุณก่อนเป็นอันดับแรก!

ไหนลองเปิดดูสิ ตอนนี้คุณมีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่?

ถ้าเช็คดูอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่ามีเงินเก็บอยู่ 10,000 บาทล่ะก็ สิ่งที่เราอยากให้คุณทำ ไม่ใช่การมองหากองทุนดีๆ หรือว่าตราสารหนี้ที่ใครต่อใครบอกว่าเจ๋งแล้วเริ่มลงทุน แต่เราอยากให้คุณเก็บเงินจำนวนนั้นไว้ให้ดีๆ.. ชนิดที่ว่า 3-4 เดือนผ่านไปมันยังอยู่ที่เดิมแบบไม่ถูกนำไปใช้จ่าย!

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนมือใหม่หลายๆ คนนั่นก็คือรีบลงทุนโดยที่ตัวเองยังไม่พร้อม นึกว่ามีเงินหมื่นก็สามารถลงทุนเก็งกำไรได้แล้ว แต่คุณครับ! ระวังจะเป็นเม่าไม่รู้ตัว!!

หากเพิ่งเริ่มออมเงินเพื่อลงทุนล่ะก็ ก่อนอื่น #เก็บเงินฉุกเฉิน ให้ได้ก่อนครับ! ให้ดีควรมีเงินฉุกเฉินจำนวน 3-6 เท่าของเงินเดือนเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากที่สามารถฝากถอนได้ง่าย และต่อด้วยการเริ่มต้น #ออมเงินเพื่อลงทุน ในส่วนนี้เราขอเรียกว่า ‘เงินเย็น’ เหตุที่ต้องเรียกอย่างนั้นก็เพราะว่ามันจะถูกจัดเป็น #เงินสำหรับลงทุนโดยเฉพาะ หากลงทุนแล้วขาดทุน เราต้องมั่นใจว่าการสูญเสียเงินส่วนนี้ไปจะไม่กระทบกับสภาพคล่องของเงินในกระเป๋าเรา

สภาพคล่องทางการเงิน + มีเงินฉุกเฉิน + เงินเย็น = พร้อมลงทุน

อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย สำหรับการออมเงินให้ครบทั้ง 2 ส่วน แต่เชื่อเถอะ มันจะทำให้การลงทุนของคุณลื่นไหล ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังว่าจะได้ทุนคืนจากการลงทุนรึเปล่า อ้อ! ระหว่างที่ออมเงินอยู่นั้น คุณก็อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยโดยเปล่าประโยชน์ล่ะ มั่นศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างแข็งขัน ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจให้เป็นนิจล่ะ เมื่อถึงเวลาลงทุนจริงจะได้ไม่งกเงิ่นตอนจิ้มเลือกหุ้นหรือกองทุน

ลองเปิดกระเป๋าของคุณดู ขุดบัญชีออมทรัพย์ขึ้นมาตรวจตัวเลข ตอนนี้คุณมีเงินออมฉุกเฉินกี่บาท และเป้าหมายออมเงินสำหรับลงทุนของคุณก้าวไปถึงไหนแล้ว ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว ก้าวต่อด้วยการเปิดพอร์ตลงทุนได้เลยครับ!

#aomMONEY #MAR2018issue #BestInvestor #นักลงทุนที่ดี

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ฟรี!! เอกสารบรรยายของกรมสรรพากร ที่เจ้าของธุรกิจควรโหลดไปศึกษา

โดยปกติแล้ว กรมสรรพากรจะมีการจัดบรรยายฟรีให้กับผู้ประกอบการอยู่เสมอ ซึ่งหลังจากบรรยายจะมีการออกเอกสารบรรยายให้โหลดกันเพื่อนำไปศึกษาต่อในประเด็นที่สำคัญและอยากรู้ครับ

วันนี้ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ เลยรวบรวมเอกสารที่กรมสรรพากรแจกฟรีจำนวน 5 เรื่องที่สำคัญและเหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่เริ่มศึกษาเรื่องภาษีมาฝากกันครับ สามารถคลิกโหลดได้ท้ายรูปเลยครับ

เอกสารบรรยาย ผู้ประกอบการก้าวไกล รู้กฎหมายใหม่ โหลดที่
http://bit.ly/2FEo2JJ

เอกสารบรรยาย ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อต้องห้าม โหลดที่
http://bit.ly/2rjVGAb

เอกสารบรรยาย ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ง่ายกว่าที่คิด โหลดที่
http://bit.ly/2js7w79

การจัดทำงบการเงินและวิธีปฎิบัติทางบัญชีกับกรมสรรพากร โหลดที่ 
http://bit.ly/2rhEESw

ก้าวสู่ Thailand 4.0 กับ E-tax Invoice และ E-Receipt
http://bit.ly/2HPZHCw

คำแนะนำสำหรับคนที่ได้อ่านบทความนี้คือ รีบโหลดเอกสารเหล่านี้เก็บไว้นะครับ เพราะไม่แน่ว่าจะมีการลบออกจากระบบของกรมสรรพากรเมื่อไร และเอกสารเหล่านี้ถือว่าเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบการอ้างอิงแนวทางการตรวจสอบของกรมสรรพากรได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจทั้งหลายเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วยครับ

#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ติดตาม : fb.me/biztaxthai
เพิ่มเพื่อน : https://line.me/ti/p/@biztaxthai

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12-16 มีนาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันแบบนี้ทุกสัปดาห์กับผม อัศวินกองทุน ผู้ที่จะมาบอกแนวทางการลงทุนและกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตให้กับคุณครับผม

ภาพรวมของตลาด

หลายคนคงเห็นว่า ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก ซึ่งผมคาดว่าเกิดจากความกังวลต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ขึ้นดอกเบี้ยและทรัมป์ที่เริ่มส่งสัญญาณนโยบายกีดกันการค้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่าตลาดโดยรวมนั้นยังน่าสนใจอยู่ เรามาค่อยๆ ดูกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ไปพร้อมๆ กันครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากความเสี่ยงนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรจากการขายหุ้น และความเสี่ยงที่ MSCI จะนำอินเดียออกจากการคำนวณ Benchmark หลังจากที่อินเดียไม่ยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลการซื้อขาย ประกอบกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อของเดือนล่าสุดออกมาอ่อนตัวลง จากทุกอย่างที่เป็นเหตุเป็นผลแบบนี้ ผมแนะนำให้ชะลอลงทุนในหุ้นอินเดียกันก่อนครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากความกังวลต่อผลกระทบของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ใช้มาตรการการกีดกันทางการค้าซึ่งอาจจะนำมาถึงสงครามทางการค้าระหว่างประเทศได้ และการใช้นโยบายการเงินที่รัดกุมจากตัวเลขเงินเฟ้อที่มีโอกาสเร่งตัว ทำให้เกิดความกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะนี้ ฟังดูแล้วเหมือนทิศทางจะไม่ค่อยดีเท่าไร ดังนั้นผมขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากมูลค่าของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสนับสนุนให้นาย Haruhiko Kuroda ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน BOJ อีกสมัยหนึ่ง จากสถานการณ์ล่าสุดตรงนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะหาจังหวะซื้อขายหุ้นญี่ปุ่นครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยภาพรวมแล้วเนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้นด้วยครับ ดังนั้นถ้ามีโอกาส หาจังหวะทยอยสะสมตลาดหุ้นเกิดใหม่กันนะครับ

หุ้น Global Population Trend  ตอนนี้เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะทยอยสะสมหุ้น Global Population Trend เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงวัย ดังนั้นในอนาคตกลุ่มนี้กำลังจะมาแน่นอนครับ ดังนั้นถ้ามีโอกาสลองให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้นนะครับ

หุ้น Global Digital  เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งอย่างไรก็ตามผมคงต้องบอกว่ามาแน่ๆ ในอนาคตครับ ดังนั้นถ้าจะให้ดีหาจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มนี้ด้วยนะครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่มนี้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ และ หุ้นกู้เอกชนที่มีอายุการลงทุนสั้นๆ ครับ เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ FED ขึ้นดอกเบี้ยเดือนมีนาคมไว้แล้ว 100%

ตราสารหนี้ไทย ผมแนะนำให้พยายามกระจายการลงทุนส่วนหนึ่งในหุ้นกู้เอกชน โดยระมัดระวังการเพิ่มอายุเฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาล จากแผนการดำเนินธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร (Bond Switching) ในช่วงปลายเดือนมี.ค. ซึ่งอาจทำให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีความผันผวน

สำหรับกลุ่มตราสารหนี้ อย่างที่บอกไว้ครับว่าถ้าใครสะดวกใจอาจจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็ได้ครับ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการติดตามข่าวสารครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ แนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเป็นการกระจายความเสี่ยงไปเรื่อยๆ ครับ เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ ยังไงมีติดพอร์ตการลงทุนไว้ย่อมดีกว่าแน่นอนครับ

น้ำมัน สำหรับใครที่ลงทุนอยู่ ตอนนี้ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในน้ำมันกันก่อนนะครับ หลังจากที่ตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ และสภาวะอากาศหนาวที่ผิดปกติในยุโรปเริ่มกลับสู่ปกติแล้ว ในขณะที่การประท้วงในประเทศลิเบียเริ่มคลี่คลายแล้ว และเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นอีกต่าง ดังนั้นหยุดพักไว้สักครู่จะดีกว่าครับ

ภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

สำหรับกลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ จะมีเพิ่มเติมส่วนของหุ้นเทคโนโลยี กับ Global Population Trend มาให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ หลังจากที่อินเดียกับสหรัฐฯ ค่อนข้างจะต้องหยุดชะงักสักครู่หนึ่ง และอย่าลืมกระจายความเสี่ยงให้ดีและสะสมตามความเข้าใจในการลงทุนของแต่ละคนด้วยนะครับ

ตั้งแต่ต้นปี ผมมองว่าตลาดเกิดใหม่มักจะมาแรงขึ้น ดังนั้นตรงนี้ก็นำข้อมูลไปพิจารณาด้วยนะครับ

อยากฝากเอาไว้ว่าไม่ใช่แค่เห็นโอกาสในการเติบโตเท่านั้น แต่ผมแนะนำให้มองถึงความต้องการผลตอบแทน จำนวนเงิน และพอร์ตการลงทุนของเราอย่างเหมาะสมประกอบกันด้วยนะครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

“ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณวันที่ 8 มี.ค. 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

       เก็งหวยงวดกลางเดือนมีนาคม กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลขกันเลยจ้าออเจ้า

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละรางวัลให้ออเจ้าได้วิเคราะห์

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณพบในความฝันหรือจากเหตุการณ์ต่างๆหรือไม่

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเรื่องราวน่ารักๆที่กำลังเป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างละครฮิตเรื่องบุพเพสันนิวาส

บางทีอาจจะมีทรัพย์มากอย่างพี่หมื่นก็เป็นได้นะออเจ้า

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 16 มีนาคม 2561

       หากตีเป็นตัวเลขอาจจะได้เลข 53 35  จากปีที่งานประพันธ์ได้รางวัล หรือจะเลข 21 12 จากวันที่ออกอากาศตอนแรกหรือเอาตัวเลขมาจับเข้าด้วยกัน อย่าง 212 หรือ 213 จากวันที่ออกอากาศตอนแรกก็ได้นะเจ้าคะ

       การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้การพินิจพิเคราะห์ หรือจิตสัมผัสของตนเองควบคู่กันไป ไม่ควรเก็บไปคิดจริงจังคาดหวังมากเกินไป เพราะถ้าหากผิดหวังแล้วอาจจะเจ็บหัวใจนะออเจ้า

CREDIT : https://th.wikipedia.org/wiki/บุพเพสันนิวาส

   http://www.korhuay.com

5 วิธีที่จะลงทุนแบบ DCA ได้ง่ายๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน

อยากจะบอกว่าวันเวลาผ่านไปเร็วมากๆเลยนะครับ แปปๆเองผมก็อยู่ในตลาดหุ้นและการลงทุนมา 10 กว่าปีแล้ว และในแต่ละปีเครื่องมือต่างๆที่ช่วยในการลงทุนก็มีการพัฒนามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร ผลิตภัณฑ์การลงทุน ตลอดจนวิธีการลงทุนที่ทางบริษัทต่างๆนำเสนอมาให้ใช้ อย่างบริการลงทุนแบบออมหุ้น ออมกองทุนแบบ DCA นั้นก็มีผู้ให้บริการมากขึ้นๆซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยนะครับว่าเราอยากจะใช้บริการในรูปแบบไหน วันนี้จะขอนำเสนอ 4 บริการที่นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งฉบับมือใหม่และเหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนเป็นอย่างยิ่งครับ

1. DCA “กองทุนรวม” ด้วยการเปิดบัญชีที่ธนาคาร

วิธีแรกเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที โดยหลังจากที่เราได้ศึกษาข้อมูลกองทุนรวมและได้พบกองทุนที่เราชอบ ให้เราติดต่อสาขาธนาคารที่ดูแลการเปิดบัญชีกองทุนนั้นๆ พร้อมนำบัตรประชาชนและบัญชีเงินฝากติดไปด้วย (บางทีสามารถใช้บัญชีคู่กับธนาคารอื่นได้ครับ แต่ถ้าไม่ได้เราก็แค่เปิดบัญชีใหม่)

หลังจากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการเปิดบัญชีกองทุนรวมชื่ออะไร เจ้าหน้าที่จะอธิบายข้อมูลกองทุนรวมพร้อมนำเอกสารมาให้เรากรอก อย่าลืมระบุไปนะครับว่า เราต้องลงซื้อกองทุนในวันที่เท่าไหร่ จำนวนเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ซึ่งแต่ละกองทุนจะมีการกำหนดเงินขั้นต่ำและเงื่อนไขเอาไว้นะครับ หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจะได้รับสมุดบัญชีกองทุนรวมมาครับ

ทั้งนี้ผมอยากจะแนะนำว่าหลังจากที่เราเปิดบัญชีแล้ว อย่าลืมเปิดใช้บริการ Mobile Application และ Internet Banking ด้วยนะ เราจะสามารถผูกบัญชีซื้อขายกองทุนรวม เช็คข้อมูลสถานะและถ้ามีโอกาสลงทุนเพิ่มก็แค่เปิด Application แล้วส่งคำสั่งได้ทันทีครับ

2. DCA “กองทุนรวม” กับ Fundsupermart

เคยเจอหลายคนถามอยู่เหมือนกันครับว่าถ้าเกิดเขาต้องการซื้อกองทุนของ บลจ. ต่างๆ อยากซื้อทั้งสีม่วง สีเขียว สีเหลือง สีฟ้า เขาก็จะต้องไปเปิดบัญชีกับทุกที อาจจะต้องใช้เวลาในการเปิดบัญชีค่อนข้างมาก ถ้าเป็นอย่างงั้นเราก็สามารถใช้บริการของ Fundsupermart ได้ครับ

บริการนี้เป็นบริการเปิดบัญชีเดียวซื้อกองทุนได้หลายๆที่ (แต่บางที่ก็อาจจะไม่ร่วมก็ได้นะครับ ต้องเช็คก่อนนะ) แต่บริการนี้ไม่ได้มีหน้าร้านและสาขาเหมือนการให้บริการตามธนาคารทั่วไป เมื่อเราสมัครใช้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องทำรายการผ่านช่องทาง Online เป็นหลัก

เมื่อเราเปิดใช้บริการนี้ก็สามารถแจ้งทางบริษัทให้ซื้อแบบ DCA ได้นะครับ ลองเช็คดูว่าแต่ละที่มีเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ มีเงื่อนไขในการตัดบัญชีอัตโนมัติและค่าธรรมเนียมอย่างไรบ้าง ก็กำหนดจำนวนเงิน วันที่ต้องการตัดบัญชี กองทุนรวมที่สนใจได้เลยครับ

3. DCA “กองทุนรวม” กับ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

ทางเลือกนี้อาจจะใหม่สำหรับหลายๆคนนะครับ ในอุตสาหกรรมการลงทุนนั้นจะมีบริษัทที่เป็นนายหน้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการให้บริการนำเสนอกองทุนรวมด้วยนะ หลายๆคนอาจจะมีเพื่อนเป็นผู้แทนขายหน่วยลงทุนอิสระหรือเพื่อนที่ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อยู่นะครับ ก็สามารถติดต่อเขาได้ว่าเขาให้บริการกองทุนรวมที่ไหนบ้าง และเปิดบัญชีกับเขาเลย แจ้งเรื่องการตัดบัญชีประจำแบบ DCA ครับ

ผู้แทนขายหน่วยลงทุนอิสระบางท่านอาจจะเป็นตัวแทนตรงกับทาง บลจ. หลายๆที่เลย ซึ่งหากเราต้องการเปิดบัญชีกองทุนรวมหลายๆที่จะต้องกรอกเอกสารคนละชุด แต่บางท่านอาจจะเป็นตัวแทนของบริษัทที่ให้บริการ Fundsupermart ก็กรอกเพียงแค่สมัครเดียวนะครับ หลังจากสมัครแล้วหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามผู้ที่เราเปิดบัญชีให้เราได้เลยครับ (เปิดบัญชีกับใคร คนนั้นจะเป็นผู้ดูแลครับ)

4. DCA เพื่อซื้อ “หุ้น” โดยบัญชีออมหุ้น

หากใครที่มีความรู้ในการลงทุนหุ้นนั้นอาจจะพิจารณาการออมหุ้นได้เช่นกันนะครับ ข้อแตกต่างระหว่างหุ้นกับกองทุนรวมก็คือ หุ้นนั้นเราจะต้องดูแลพอร์ตการลงทุนของเราเอง ต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆด้วยตัวเราเอง ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมนั้นจะมีผู้จัดการกองทุนดำเนินการเลือกทรัพย์สินในการลงทุนตามนโยบายของกองทุนรวมแทนเรา

เมื่อเราได้วิเคราะห์ข้อมูลหุ้นรายตัวแล้วว่าเราอยากลงทุนกับหุ้นตัวไหน ก็สามารถแจ้งบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการบัญชีออมหุ้นเพื่อเปิดพอร์ตได้ (มีแค่บางสถาบันการเงินให้บริการนะครับ) โดยเราจะต้องเตรียมเอกสารในเบื้องต้นคือบัตรประชาชนและบัญชีเงินฝาก และเราก็แจ้งไปว่าอยากจะออมหุ้นตัวไหน โดยปกติจะกำหนดไว้ในกลุ่ม SET50 ที่มีสภาพคล่องสูง ออมหุ้นด้วยเงินเท่าไหร่และตัดบัญชีในวันที่เท่าไหร่ของเดือน

บัญชีออมหุ้นจะแตกต่างกับบัญชีหุ้นทั่วไปคือเราจะกำหนดเงินในการซื้อและได้หุ้นรวมถึงเศษหุ้นเข้ามาอยู่ในพอร์ต ซึ่งในการซื้อปกตินั้นจะซื้อแบบ Broad lot ทีละ 100 หุ้นโดยไม่มีเศษหุ้นครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะเพราะหากเราออมหุ้นไปเรื่อยๆเดี๋ยวเราจะได้หุ้นครบ 100 หุ้นเองในท้ายสุดและสามารถขายในกระดานซื้อขายหุ้นได้ตามปกติครับ

5. DCA เพื่อซื้อ “หุ้น” ในระบบ SET Streaming

หากเพื่อนๆมีพอร์ตหุ้นทั่วไปอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นระบบ Cash หรือ Cash Balance นั้น ทุกคนก็ทราบดีว่าเราสามารถซื้อขายหุ้นได้ทุกเมื่อในช่วงเวลาเปิดทำการ แต่ในปัจจุบันทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จะมีการเพิ่มวิธีการซื้อแบบ DCA ลงไปในระบบด้วย เผื่อนักลงทุนคนไหนที่ใช้ระบบ SET Streaming นั้นอยากจะออมหุ้น ก็สามารถไปที่ Fuction DCA เพื่อส่งคำสั่งได้

วิธีการส่งคำสั่งนั่นก็ไม่ยากเลยครับ แค่เข้าไปส่งคำสั่งว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน ซึ่งหุ้นที่สามารถซื้อได้จะเป็นกลุ่ม SET100 ซื้อด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ ความถี่ในการซื้อเป็นอย่างไร จะ DCA ในระยะเวลาเท่าไหร่

แต่สิ่งที่เราต้องทราบก็คือการ DCA ผ่าน SET Streaming ทางระบบจะซื้อหุ้นให้แบบ Broad lot หรือ 100 หุ้นทวีคูณนะครับ การซื้อระบบนี้จะไม่มีเศษหุ้นให้เหมือนบัญชีออมหุ้น จะซื้อ 100 200 300 หุ้นไปเรื่อยๆเงินที่เหลือจากการตั้งงบประมาณไว้จะไม่ถูกซื้อครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเพื่อนๆที่สนใจในการ เริ่มต้นการลงทุนด้วยการออมแบบ DCA ไม่ว่าหุ้นหรือกองทุนรวม อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนการลงทุนและเลือกใช้เครื่องมือการลงทุนที่สะดวกและเหมาะสมกับตัวเองนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ

‘รุก’ตลาด ‘รับ’ความร่วมมือ ‘ลุย’ดิจิทัล : เมื่อแกรมมี่ขอผนึกกำลังไลน์ทีวีสู้ศึกคอนเทนต์ออนไลน์

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมบริโภคในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สื่อคอนเทนต์ยักษ์ใหญ่หลายบริษัทประสบปัญหา ต้องหาทางปรับตัวกันอย่างเร่งด้วย หนึ่งในนั้นคือ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีผลประกอบการที่ขาดทุนน้อยลงเหลือเพียง 384 ล้านบาท จากปี 2559 ที่ขาดทุนกว่า 500 ล้านบาท แต่ก็คงยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจในการเดินหน้าธุรกิจ

แกรมมี่จึงขอ ‘รุก’ ตลาดคอนเทนต์ออนไลน์อย่างจริงจิงในปีนี้ ด้วยการ ‘รับ’ ความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งอย่าง LINE TV ซึ่งเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แพลตฟอร์ม พร้อม ‘ลุย’ คอนเทนต์ดิจิทัล  เพราะ LINE TV มี User Base สูงที่สุดในประเทศ มี Watch Time ที่สูงต่อวันและมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจเพลง แถม LINE TV ยังมีการบริหารจัดการคอนเทนต์แบบBetter Experience นอกจากนี้ยังมีบทบาทที่สำคัญคือการเป็น Breakthrough Content Provider ที่ป้อนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเข้าช่องทีวีและแพลตฟอร์ม รวมถึงการผลิตและขายคอนเทนต์ไปยังตลาดโลก

“วันนี้เพลงเป็นมากกว่าเพลง” คุณภาวิต, จีเอ็มเอ็ม มิวสิค แกรมมี่

ซึ่งการทำคอนเทนต์ในครั้งนี้ แกรมมี่ ตั้งเป้าทำให้เกิด 3 โอกาสด้วยกันคือ

1. โอกาสสำหรับศิลปิน : สร้างและส่งเสริมภาพลักษณ์ หรือ DNA ใหม่ๆ ของศิลปินให้กว้างขึ้น มากกว่าการเป็นนักร้องหรือวงดนตรี แถมยังช่วยสร้างรายได้จากวินโดว์ใหม่ให้กับศิลปิน

2. โอกาสสำหรับแพลตฟอร์ม : ได้ Broadcast คอนเทนต์ที่ Exclusive และ Unique กว่ามิวสิคโปรดักส์ทั่วไป สามารถขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยการ Cross Fan ของศิลปินไปยังแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับแพลตฟอร์มได้ด้วยเช่นกัน

3. โอกาสสำหรับผู้ชม : รับชมคอนเทนต์ที่มีมิติหลากหลายได้มากขึ้นแบบไม่ได้ยึดติดกับ Format 

“94% ของผู้ใช้งานมือถือใช้เวลาไปกับการฟังเพลง ” คุณอริยะ, Line ประเทศไทย

“LINE TV มุ่งที่จะรักษาอันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลังอันดับหนึ่ง นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับคอนเทนท์เพลงโดยในปีที่ผ่านมาคนไทยใช้เวลากับมือถือเฉลี่ย 216 นาทีต่อวัน โดยร้อยละ 94 ของผู้ใช้งานนี้ใช้เวลาไปกับการฟังเพลง และร้อยละ 70 ของผู้ที่ฟังเพลงนี้ เป็นการฟังแบบออนไลน์สตรีมมิ่ง (ผลสำรวจจาก Nielsen)”  นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย

คงต้องรอดูกันว่ากลยุทธ์ในครั้งนี้จะทำให้แกรมมี่พ้นภาวะขาดทุนได้หรือไม่?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save