รายได้ครึ่งปีกว่าหมื่นล้าน พร้อมเปิดตัว “ตู้ไปรษณีย์ยุค 4.0” ยกระดับไปรษณีย์ไทย

15 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เดินหน้ายกระดับสู่ “ไปรษณีย์ 4.0” เปิดตัว “พี่ตู้รู้ทุกเรื่อง” นวัตกรรมตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะยุค 4.0 เปลี่ยนตู้ไปรษณีย์ธรรมดาให้สามารถบอกข้อมูลการท่องเที่ยวได้ พร้อมเผยรายได้ครึ่งปีแรกกว่า 13 พันล้านบาท

พลเอกสาธิต พิธรัตน์ ประธานกรรมการ ปณท. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสกิจการครบ 134 ปี ทางบริษัทเตรียมยกระดับสู่ “ไปรษณีย์ 4.0” ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2562 สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงตู้ไปรษณีย์เพื่อบริการประชาชน ภายใต้ชื่อ “พี่ตู้รู้ทุกเรื่อง”

พี่ตู้รู้ทุกเรื่อง เป็นนวัตกรรมตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะยุค 4.0 ที่เปลี่ยนให้สามารถให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงได้เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อเป็นการส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้มีความไหลเวียนมากขึ้น เริ่มติดตั้งที่แรกในจังหวัดพิษณุโลก จำนวนรวมทั้งสิ้น 15 ตู้ และคาดว่าจะติดตั้งทั่วประเทศภายในปีนี้

คุณสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ระหว่างมกราคม – มิถุนายน 2560 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 13,473 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,979 ล้านบาท โตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 18% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มบริการขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งมาจากเกิดเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประมาณ 6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ตั้งเป้ารายได้ปี 2560 อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท และประมาณการผลกำไรสุทธิประมาณ 3,300 ล้านบาท

พร้อมปั้น Digital Entrepreneur 5 แสนคน ยกระดับอี-สปอร์ตไทยไปเวทีโลก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมกับศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ และหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน จับมือภาคการศึกษา และการกีฬา จัดงานสัมนาแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการยกระดับวงการอี-สปอร์ตของประเทศไทย ให้ก้าวสู่เวทีโลก

“เกมถือเป็นสิ่งบันเทิงสิ่งหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การเล่นเกมที่เล่นกันเพียงเพื่อความบันเทิง กลายเป็นเกมการแข่งขันอย่างไร้พรมแดน ซึ่งการพัฒนาบุคลากร เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ความคิดสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมเกม และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ให้มีขีดความสามารถและความได้เปรียบทางการแข่งขันในทุกด้าน รวมถึงเป็นที่ยอมรับในตลาดระดับสากล” คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA กล่าวในพิธีเปิดงานสัมมนา

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือผลักดันตลาดเกมและการแข่งขันอีสปอร์ตของไทย ให้ก้าวสู่เวทีระดับโลก นำโดยเหล่านักกีฬาอี-สปอร์ต จากทีม Signature.PB แชมป์โลก ปี 2017 จากเกม Point blank และกูรูในวงการอีกมากมายมาร่วมพูดคุย

ทั้งนี้ DEPA มีแผนระยะยาวในการปั้นกลุ่มผู้ประกอบการดิจิทัล หรือ Digital Entrepreneur 500,000 ราย และสร้างบุคคลากรป้อนสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า

โดยทางสำนักงานฯ ได้เข้าร่วมสนุบสนุนงานสัมมนาดังกล่าว ในวันที่ 16, 23 และ 30 สิงหาคม 2560 จัดขึ้นที่ Pantip E-Sport Arena ชั้น 1 ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

Elon Musk เตือน “AI ร้ายกว่าเกาหลีเหนือ” ..ต้องควบคุม

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ทำให้หลายต่อหลายคนเกิดอาการกังวลว่ามันจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมารึเปล่า แต่ Elon Musk ไม่ใช่หนึ่งในนั้น เขากล่าวว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือไม่ได้ทำให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษย์ชาติมากเท่ากับการเพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

CEO ของ SpaceX และ Tesla ผู้นี้ได้ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีใจความว่า 

“ถ้าคุณไม่ได้กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI คุณควรกังวลนะ มันเสี่ยงมากกว่าเกาหลีเหนือเยอะ 

ทวีตนั้นมาพร้อมกับรูปของผู้หญิงที่กำลังครุ่นคิดและคำโปรยว่า “สุดท้ายแล้วเครื่องจักรจะเป็นฝ่ายชนะ” 

ความกังวลเกี่ยวกับขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิปดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ต่างแสดงแสนยานุภาพทางการทหารเพื่อข่มกันไปกันมา และรัฐบาลเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์ว่าจะมีการ “ทดสอบ” การโจมตีด้วยมิสไซล์ใกล้กับเกาะกวมที่เป็นพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาแต่ Musk กลับคิดว่า…มีภัยใกล้ตัวกว่านั้นอยู่

มหาเศรษฐีชื่อดังยังคงย้ำเตือนเกี่ยวกับอันตรายของ AI และต้องดำเนินการเกี่ยวกับมันก่อนที่จะสายเกินแก้ สอดคล้องกับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่เขาพูดในที่ประชุมสภาแห่งชาติช่วงฤดูร้อน และการกระตุ้นให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการควบคุม AI ก่อนที่มันจะก่อให้เกิดภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

นี่ไม่ใช่ปีแรกที่ Elon Musk ออกมาแสดงความไม่ไว้ใจต่อปัญญาประดิษฐ์ คำกล่าวของเขาเมื่อปี 2014 ยังคงเป็นวาทะที่สะเทือนไปทั่ววงการ เมื่อคำเปรียบเทียบสำหรับปัญญาประดิษฐ์ของ Elon Musk คือ “ภัยคุกคามสำหรับการคงอยู่ของมนุษยชาติ”

“AI ภัยคุกคามสำหรับการคงอยู่ของมนุษยชาติ” 

source : 

https://www.livescience.com/60151-elon-musk-ai-bigger-threat-than-north-korea.html

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 11 – 18 สิงหาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีสัปดาห์วันแม่ หยุดยาวที่หลายคนรอคอย แต่การลงทุนก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะชีวิตเราคือการลงทุน ดังนั้นจึงต้องมีคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ และผม อัศวินกองทุน ยังมาประจำการเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

บอกตรงๆ ครับว่า… สัปดาห์นี้มีการปรับกลยุทธ์ลงทุนหลายอย่างเลยครับ เนื่องจากเหตุการณ์ตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไร มาครับ เรามาลองวิเคราะห์กันเลยดีกว่า

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคหลักๆ ปรับตัวลงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ หลังเกาหลีเหนือย้ำถึงแผนการโจมตีเกาะกวม ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลและเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกันกับทางฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและจีน ปรับตัวลงแรงไม่แพ้กัน โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นตลาดหลักที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ส่วนทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงนั้น มาจากที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายตลาดหุ้นจีน H-share ปรับตัวลงแรงจากการถูกนักลงทุนทยอยขายทำกำไรหลังจากดัชนีปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

ทางฝั่งตลาดหุ้นจะเห็นว่าสัปดาห์นี้เทกระจาดกันเลยทีเดียวครับ แต่ทางฝั่งของสินทรัพย์ทางเลือกนั้น ราคาทองคำกลับปรับตัวสูงขึ้นแทน เนื่องจากนักลงทุนมีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น จากผลกระทบของการเมืองโลกและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนตัว ส่วนราคาน้ำมันปรับตัวลง เนื่องจากปริมาณอุปทานน้ำมันในกลุ่มโอเปกสูงขึ้น หลังจากที่มีรายงานประกาศว่าลิเบียและไนจีเรียได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันครับ

ภาพรวมสัปดาห์นี้ดูท่าจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร มาดูกันว่ากลยุทธ์ลงทุนควรจะเป็นแบบไหนยังไงกันต่อดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผมขอแนะนำอย่างจริงจังให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานที่อยู่ในระดับสูงตอนนี้ มันบ่งชี้ว่านักลงทุนได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไว้มากแล้ว และตอนนี้ตลาดยังขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้นหลังจากบริษัทส่วนใหญ่ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองเสร็จสิ้นแล้ว และที่สำคัญที่สุดการโต้ตอบของทางลุงทรัมป์ต่อความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ อาจทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจและทำการขายหุ้นออกมา ดังนั้นดูท่า ผมว่าการชะลอนี่แหละครับดีที่สุด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ทางญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้าครับ แนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งอาจถูกกดดันจากค่าเงินเยนแข็งค่า โดยค่าเงินเยนมีปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่าหลายปัจจัยด้วยกัน ตั้งแต่ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอาจทำให้ความต้องการเงินเยนซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลง แบบนี้ก็ควรดูท่าทีในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเช่นกันครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

ถ้าอยากจะหวังในตอนนี้ ผมคิดว่าเอเชียนี่แหละครับคือคำตอบ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่เอเชีย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือลดขนาดงบดุลเร็วกว่าที่ตลาดคาดในการประชุมรอบเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชีย ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นปัจจัยสนับสนุนโดยตรงต่อประเทศ เช่น เกาหลี จีน และไทย ผมมองว่าโดยมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเอเชียที่ยังไม่สูงมาก ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนไม่ได้คาดการณ์แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัท ทำให้ตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก นอกจากนี้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนที่มีแนวโน้มดีขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียต่อไป เอาละครับ เงินกำลังจะหมุนมาในฝั่งนี้ เตรียมตัวกันให้ดีนะครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

ทางฝั่งอินเดียก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นเอเชียที่น่าสนใจครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นอินเดียครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้บริษัท ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ตลาดมีความน่าสนใจ สำหรับภาคเศรษฐกิจ ฤดูมรสุมที่คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะอยู่ในระดับปกติ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ภาคการเกษตร และสนับสนุนการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ นโยบายปฏิรูปภาษีหรือ GST จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจจากต่างชาติ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว โดยรวมแล้วดูว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี แบบนี้ก็จัดต่อไปได้ครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ย้ายทุกอย่างมาเอเชียครับ ตลาดเกิดใหม่น่าสนใจมากมาย จัดไปให้ครบครับ เกาหลี จีน ไทย อินเดีย ส่วนประเทศพัฒนาทั้งหลาย รอก่อนนะคร้าบ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หลังความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีปรับเพิ่มขึ้น และตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวลง ทั้งนี้มีโอกาสที่ความผันผวนในตลาดหุ้นจะดำเนินต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้าเนื่องจากหมดช่วงประกาศผลประกอบการของบริษัทเอกชนครับ

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปีไทยยังคงทยอยปรับตัวลดลง สู่ระดับต่ำสุดของปี โดยได้รับปัจจัยบวกจากเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตราสารหนี้ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

ผมแนะนำซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นขาลง เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีนั้น ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยครับ ใครที่ทยอยสะสมมาคงได้เห็นว่าการมีทองคำนั้นดีแค่ไหนใช่ไหมครับ ฮ่าๆ

น้ำมัน

แนะนำให้ชะลอการลงทุนในน้ำมันต่อไปครับ เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมาเร็ว สะท้อนว่าตลาดได้คาดการณ์ความต้องการของสหรัฐฯ ช่วง driving season ไว้มากแล้ว ต้องบอกเลยครับว่า น้ำมันนี่น่าสนใจเป็นช่วงๆ ถ้าใครชอบต้องดูสถานการณ์ดีๆ นะครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ขอแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ แต่ชะลอการลงทุนในน้ำมันครับผม

สรุปภาพรวมสัปดาห์นี้

ผมมองว่าสะสมได้แค่กลุ่มประเทศเกิดใหม่เอเชียเท่านั้นครับที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ชอบตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนา การรอดูท่าทีน่าจะดีกว่าครับ

เพราะปัจจัยที่มีผลกระทบนั้นมันมากขึ้นจริงๆ ครับผม อ้อ แล้วก็อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในตราสารหนี้ และทองคำด้วยนะครับ

ผ่านมาหลายทีแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ผมอยากแนะนำให้มีนอกจากการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน คือ การสะสมเงินสดไว้สำรองจำนวนหนึ่งด้วยนะครับ เผื่อว่าถ้าโอกาสเข้ามาเมื่อไร เราจะได้ไม่พลาดยังไงล่ะครับ

สุดท้ายนี้ ต้องขอลาไปก่อนครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้ากับ อัศวินกองทุน และมุมมองการลงทุนที่จะทำให้เข้าใจการลงทุนได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 10 ส.ค. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

ตลาดอินเดียระอุ Softbank ทุ่มกว่า 2 พันล้าน สู้ศึก Amazon

Softbank ยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมจากญี่ปุ่นประกาศลงทุนครั้งสำคัญ โดยใช้เงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ (8.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อถือหุ้นของ Flipkart บริษัท e-commerce ชื่อดังในอินเดีย

Flipkart ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2007 และเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการ e-commerce ประเทศอินเดีย พวกเขาเป็นเจ้าของเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์มากมาย เช่น Myntra Jabong PhonePe รวมไปถึง ebay.in อีกด้วย

“เป็นข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับ Flipkart และ ประเทศอินเดีย”

– Binny Bansal และ Sachin Bansal co-founder, Flipkart –

การระดมทุนครั้งนี้ทาง Flipkart ได้เงินไปราว 4 พันล้านดอลลาร์ ( 1.3 หมื่นล้านบาท) หาก Softbank ลงทุนไป 2.5 พันล้านดอลลาร์จริง ก็นับได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทันที

“อินเดียคือดินแดนแห่งโอกาสอันมากมาย เราต้องสนับสนุนบริษัทที่มีนวัตกรรมและความชัดเจนที่จะชนะ เพราะพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการใช้เทคโนโลยี และทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น”

– Masayoshi Son, ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Softbank –

สาเหตุการลงทุนครั้งใหญ่นี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ Jaff Bezos CEO ของ Amazon ลงทุนเพิ่มใน Amazon India อีก 3 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 1 แสนล้านบาท) จากตอนแรก 2 พันล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) ในปี 2014 

หากนับดีลในครั้งนี้รวมกับเมื่อต้นปีที่ Softbank ลงทุนใน Paytm ไปถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ (4.6 หมื่นล้านบาท) บอกได้เลยว่าสนามการค้าในอินเดียไม่ง่ายสำหรับ Amazon แน่นอน 

Source :

https://www.techinasia.com/softbank-biggest-bet-india-invests-billions-in-flipkart

Facebook เฮลั่น! เจาะตลาดจีนสำเร็จ ด้วยแอพ “Colorful balloons”

เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพร์ส เมื่อ Facebook ได้พัฒนาแอพพลิเคชันและเปิดให้ใช้งานในประเทศจีน ที่ซึ่งโซเชียลมีเดียชื่อดังถูกบล็อกไปตั้งแต่ปี 2009

แอพพลิเคชันดังกล่าวเปิดให้โหลดอย่างเงียบๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาภายใต้ชื่อผู้พัฒนา Youge LLC มันเป็นบริการแชร์ภาพที่ถูกเรียกว่า Colorful Balloons โดย New York Times เป็นผู้ค้นพบและรายงานเกี่ยวกับแอพพลิเคชันนี้ และหลังจากนั้นก็ได้รับการยืนยันจาก Facebook ว่าเป็นฝีมือของพวกเขาเอง

Colorful Balloons เป็นแอพพลิเคชันที่เหมือนกับ Moments ของเฟสบุ๊คทั้งหลักการทำงาน รูปแบบ และไอคอน สิ่งที่แตกต่างคือ Colorful balloons ทำเพื่อจีนโดยเฉพาะ

“เราสนใจประเทศจีนมานานมาก และเราได้ใช้เวลาในการทำความเข้าใจรวมถึงเรียนรู้เกี่ยวกับที่นี่ด้วยวิธีที่หลากหลาย”

– Facebook ให้สัมภาษณ์กับ New York Times –

การเปิดตัว Colorful Balloon เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาต่อรองอย่างรอบคอบโดย Mark Zukcerberg ซึ่งไปเยือนจีนแผ่นดินใหญ่บ่อยครั้ง และได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเช่น Lu Wei เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการบล็อกเฟสบุ๊คและแอพพลิเคชันอื่นๆจากต่างประเทศ

นับว่าเป็นการเปิดตลาดครั้งใหญ่อย่างแท้จริงสำหรับเฟสบุ๊ค เพราะจีนมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 700 ล้านคน และมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์กว่า 7 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี (24.9 ล้านล้านบาท) 

ในปี 2016 ยังมีคนเยาะเย้ย Mark Zuckerberg ในการวิ่งจ๊อกกิ้งในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษอย่างปักกิ่ง โดยที่ Mark บอกว่า “มันเยี่ยมมากที่ได้กลับมาปักกิ่ง” ในโพสต์ของตัวเอง ซึ่งในตอนนี้คนเหล่านั้นน่าจะคิดใหม่แล้ว เพราะเจ้าพ่อโซเชียลได้เจาะกำแพงหนาของประเทศจีนไปเรียบร้อย

แอพพลิเคชันใหม่ของเฟสบุ๊ค นั้นจะได้เผชิญหน้ากับแอพยอดฮิตอย่าง WeChat และ Weibo

มารอดูกันว่าทาง Facebook จะมีกลยุทธ์อะไรมาตีตลาดแอพเจ้าถิ่น

sources :

https://www.techinasia.com/facebook-releases-china-app-secretly

https://www.nytimes.com/2017/08/11/technology/facebook-china-moments-colorful-balloons.html?smid=tw-nytimesworld&smtyp=cur

https://www.techinasia.com/facebook-china-app-reliant-on-wechat

https://itunes.apple.com/cn/app/%E5%BD%A9%E8%89%B2%E6%B0%94%E7%90%83-%E6%9C%8B%E5%8F%8B%E5%92%8C%E5%AE%B6%E4%BA%BA%E7%9A%84%E5%85%B1%E4%BA%AB%E7%9B%B8%E5%86%8C/id1232405022?l=en&mt=8

7 เรื่องที่ต้องพิจารณาสักนิด ก่อนคิดจะซื้อรถ

รถยนต์” ถือเป็นเป้าหมายการเงินลำดับต้นๆของใครหลายๆคน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การคมนาคมขนส่งสาธารณะของบ้านเรานั้น ยอดเยี่ยมขนาดไหน (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) จนทำให้คนส่วนใหญ่หันมาคิดจะซื้อรถใช้กันเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว นอกจากนั้น ก็อาจจะมีเรื่องภาพลักษณ์ หรือหน้าตาทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ หลายคนซื้อรถโดยดูแต่ความต้องการ และประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก แต่ละเลยเรื่องของต้นทุน หรือสิ่งที่ต้องเสียไป จนทำให้แบกรับภาระไม่ไหว ทั้งเรื่องของหนี้สิน และค่าใช้จ่าย จนกลายเป็นผลร้ายต่อการเงินส่วนตัวของตัวเอง

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ซื้อรถแล้วมีปัญหาการเงิน ผมจึงขอแนะนำให้ต้องคิดถึงปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทั้ง 7 เรื่อง และวิธีการตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่า การซื้อรถคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงหรือไม่ และถ้าจะซื้อแล้ว ควรบริหารจัดการยังไง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมาครับ

ปัจจัย 7 เรื่องที่ต้องคิดก่อนซื้อรถ

1. ราคาและภาระหนี้สิน (ค่างวดผ่อนต่อเดือน)

ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องนำมาคิดในการซื้อรถ เพราะถึงแม้เราจะสรุปได้แล้วว่า รถจำเป็นและมีประโยชน์กับเราจริงๆ แต่ถ้าซื้อหรือผ่อนไม่ไหว ยังไงก็ต้องยอมตัดใจ เพราะเชื่อเถอะว่า ถ้ายังดื้อซื้อรถทั้งๆที่เราความสามารถไม่ถึง อนาคตชีวิตจะลำบากยิ่งกว่าตอนไม่มีรถแน่นอน หลักการคิดเบื้องต้นง่ายๆคือ

ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินสด ราคารถไม่ควรเกินประมาณ 20% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เรามี (เช่น ถ้าอยากซื้อรถราคา 600,000 บาทด้วยเงินสด เราควรมีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิ (หักหนี้แล้ว) ไม่ต่ำกว่า 600,000/0.20 = 3,000,000 บาท)

ถ้าจะซื้อรถด้วยเงินผ่อน เงินผ่อนต่อเดือน เมื่อรวมกับเงินผ่อนระยะสั้นอื่นๆ (เช่น หนี้บัตรเครดิตทั้งยอดในเดือนนั้น) ไม่ควรเกินประมาณ 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (เช่น เงินเดือน 25,000 ก็ไม่ควรผ่อนเกินเดือนละ 25,000 x 0.30 = 7,500 บาท ในกรณีที่ไม่มีหนี้สินระยะสั้นอื่นๆ) และถ้ามีหนี้บ้านด้วย ยอดเงินผ่อนหนี้สินทั้งหมดต่อเดือน (เงินผ่อนรถต่อเดือน + เงินผ่อนบ้านต่อเดือน + เงินผ่อนอื่นๆ) ไม่ควรเกินประมาณ 40% ของรายได้ต่อเดือน (ลองคิดดูว่า ได้เงินมาแต่ละเดือน เราจะเหลือเงินไว้ใช้เองเกินครึ่งมานิดเดียว แค่นั้นก็หนักแล้วครับ)

ซึ่งถ้าใช้วิธีคิดแบบนี้ โดยเอาเงินผ่อนที่เหมาะสมเป็นที่ตั้ง ก็จะทำให้เราคิดย้อนกลับไปได้ว่า ราคารถที่เหมาะสมที่เราซื้อได้ ควรจะเป็นเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้เราเลือกซื้อรถได้เหมาะสมกับฐานะ ไม่เกินตัว โดยวิธีคิดคือ

ราคารถที่เหมาะสม = (เงินผ่อนต่อเดือน x จำนวนเดือนที่ผ่อน)/(1+ดอกเบี้ย) x %ยอดเงินกู้)

เช่น ถ้าเราผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 7,500 และจะผ่อน 6 ปี (72 เดือน) ดอกเบี้ยกู้รถอยู่ที่ 3.50% ต่อปี และจะกู้ 90% ของราคารถ (ดาวน์ 10%) ดังนั้น ราคารถที่เหมาะสม ไม่ควรจะเกิน (7,500 x 72)/[(1+0.035) x 0.90] = 579,710 บาท หรือประมาณ 580,000 บาท นั่นเอง

2. ค่าใช้จ่ายต่างๆ

หลายคิดพอคิดจะซื้อรถ ก็ดูแต่ราคารถ หรือราคาผ่อนแต่เพียงอย่างเดียว พอคำนวณได้ว่าผ่อนไหว ก็คิดว่าจะซื้อได้เลย แต่ช้าก่อน ในความเป็นจริงพอเรามีรถแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาอีกมาก ตัวอย่างเช่น

 – ค่าพ.ร.บ.และประกันรถยนต์ โดยค่าพ.ร.บ. จะอยู่ที่ประมาณ 600-1,200 ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทและการใช้งาน ส่วนประกันรถยนต์ ถ้าเป็นประกันชั้น 1 ก็ประมาณ 12,000 บาท ต่อปีขึ้นไป สมมติว่า คิดที่ค่าพ.ร.บ. 600 บาท และ ค่าประกันรถ 12,000 บาท ต่อปี

ค่าต่อทะเบียนรายปี 1,500-3,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ สมมติว่าคิดที่ 1,500 บาทต่อปี

ค่าบำรุงรักษา ตั้งแต่ 5,000 บาทต่อปีขึ้นไป ตามระดับของรถ สมมติว่าคิดที่ 5,000 บาทต่อปี

ค่าเปลี่ยนยาง ทุกๆ 2 ปี หรือประมาณ 50,000 กิโลเมตร อยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 4 เส้น สมมติว่าคิดที่ 15,000 บาท ทุกๆ 2 ปี (หรือเฉลี่ยปีละ 15,000/2 = 7,500 บาท)

ค่าน้ำมัน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน หรือ 48,000 บาทต่อปี

ค่าทางด่วน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน หรือ 12,000 บาทต่อปี

ค่าที่จอดรายเดือน สมมติว่าคิดที่ประมาณ 800 บาทต่อเดือน หรือ 9,600 บาทต่อปี

ค่าล้างรถ สมมติว่าคิดที่ประมาณ 200 บาทต่อครั้ง ล้างทุกๆ 2 เดือน รวมแล้วประมาณ 1,200 บาทต่อปี

ดังนั้น เมื่อลองคิดดูคร่าวๆแล้ว สำหรับรถทั่วไป (ราคาประมาณ 500,000-600,000 บาท) เราจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปี (ไม่รวมค่าผ่อน) รวมทั้งหมดประมาณ 600+12,000+1,500+5,000+7,500+48,000+12,000+9,600+1,200 = 97,400 บาท หรือเกือบๆปีละ 100,000 บาท +- เลยทีเดียว (ขนาดยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นอีก เช่น ค่าปรับ,ค่าที่จอดรายครั้ง ฯลฯ)

ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถทั่วไปราคา 400,000-600,000 บาท โดยผ่อน 6 ปี เท่ากับว่า ใน 6 ปีนั้น เราต้องเตรียมเงินถึงประมาณ 1,000,000 บาทขึ้นไป เลยทีเดียว ถ้ารถราคาแพงกว่านี้ ก็ต้องเตรียมมากกว่านี้ (เห็นตัวเลขนี้แล้ว พอจะมีสติก่อนจะซื้อขึ้นมาบ้างรึยังล่ะครับ?)

หลังจากเราดูเรื่องของราคาและต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกรณีถ้าเราซื้อรถไปแล้ว ทีนี้เราก็ต้องมาดูต้นทุนของการไม่ซื้อรถกันบ้าง ว่าถ้าเราต้องเดินทางเอง ตัวเลือกอื่นๆคืออะไร? (นั่งมอเตอร์ไซค์, รถเมล์, แท็กซี่, รถไฟฟ้า) จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนหรือต่อปี ประมาณเท่าไหร่? เพื่อที่จะได้สามารถเปรียบเทียบได้นั่นเอง

3. ความสะดวกสบายในการเดินทาง

ต้องเทียบกันว่า ระหว่างใช้รถ กับไม่ใช้รถ เรามีความสะดวก หรือมีข้อดีข้อเสียต่างกันมากน้อยแค่ไหน? เช่น ใช้รถอาจจะสะดวกตรงที่สามารถเดินทางได้เลยโดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น แต่ต้องเผชิญกับรถติดบนท้องถนน และอาจจะหาที่จอดยาก (ดังนั้นต้องดูด้วยนะครับว่า บ้านเรามีที่จอดรถส่วนตัวไหม หรือที่ที่เราเดินทางไปบ่อยๆมีที่จอดไหม เพราะที่ปัจจุบันที่จอดรถหายากมาก) ขณะที่ถ้าไม่ใช้รถ เราอาจจะใช้รถไฟฟ้าแทนได้ ไม่ต้องเจอรถติด ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอด แต่ก็ต้องรอขบวนรถ (หรือรอรถเมล์) และต้องเบียดเสียดกับคนอื่น เป็นต้น

4. เวลาที่ใช้ในการเดินทาง

ถ้าไม่ใช้รถ แล้วเราต้องเดินทางไปทำงานเองโดยใช้ขนส่งสาธารณะ จะใช้เวลาเดินทางต่อวันประมาณกี่ชั่วโมง เมื่อเทียบกับถ้าเราต้องขับรถ ดังนั้น ต้องดูด้วยนะครับว่าย่านที่เราอยู่อาศัยหรือเส้นทางที่เราใช้ประจำรถติดขนาดไหน ใกล้รถไฟฟ้ารึเปล่า?

5. ประโยชน์ในการทำงานหรือสร้างรายได้

นอกจากเรื่องความจำเป็นแล้ว ลองดูว่า การซื้อรถสร้างประโยชน์อะไรเพิ่มเติมให้เราได้หรือไม่? สำหรับบางคน ถ้ามีรถแล้ว อาจจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มได้มากมาย กว่าการไม่ใช้รถ เช่น ใช้รถเพื่อเดินทางไปหาลูกค้าหลายราย หรือรายใหญ่ๆ ปิดงานได้แล้วจะมีรายได้เข้ามามาก และเมื่อหักกลบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการมีรถ สุทธิแล้วอาจจะได้กำไร หรือเสียค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่าการไม่ใช้รถ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มที่จะซื้อครับ

6. ขนาดของครอบครัว

ถ้าเราต้องเดินทางคนเดียว เราอาจยอมลุยขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า นั่งมอเตอร์ไซค์ ได้ไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราต้องเดินทางพร้อมกันหลายคน ทั้งสามี/ภรรยา ไหนจะลูกๆอีก (บางครอบครัวอาจจะมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยอีก) ถ้าไม่มีรถเราจะเดินทางลำบากไหม? ปลอดภัยรึเปล่า? ดังนั้น ถ้าเรามีครอบครัวแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องพิจารณามีรถเป็นของตัวเอง ก็อาจจะมีสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

7. ความชอบและแรงจูงใจส่วนตัว

ข้อสุดท้าย อาจจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ ว่าเราอยากได้รถยี่ห้อไหน รุ่นอะไร เพราะความชอบส่วนตัว สำหรับบางคน การมีรถเป็นเป้าหมายทางการเงิน อาจจะเป็นเรื่องของความต้องการ มากกว่าความจำเป็น ในแง่ดี มันก็อาจจะเป็นความฝัน ที่ช่วยให้เรามีแรงผลักดันในการทำงาน เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือในการพัฒนาตัวเองมากขึ้นก็เป็นได้ แต่ก็ควรจะใช้จุดนี้ให้ถูกทาง ไม่ลุ่มหลงจนหน้ามืด โดยดูเรื่องเหตุผลทางการเงินควบคู่กันไปด้วย

เมื่อเราตัดสินใจในแต่ละเรื่องได้แล้ว ซึ่งบางข้อ การซื้อรถอาจจะดีกว่า แต่บางข้อ การไม่ซื้อก็อาจจะดีกว่า แล้วสุดท้ายเราควรจะตัดสินใจอย่างไร? วิธีที่จะช่วยในการตัดสินใจ คือใช้สิ่งที่เรียกว่า “Decision Matrix” โดยมีวิธีใช้อยู่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ครับ

1. กำหนดน้ำหนักของแต่ละปัจจัยเป็น % ว่าในและเรื่อง เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากที่สุด ไล่เรียงลงมา (ถ้าสำคัญมาก ก็ให้น้ำหนักมาก) ให้น้ำหนักรวมของทุกข้อรวมกันได้ 100%

2. ให้คะแนนในแต่ละข้อว่า เต็ม 10 แล้ว เรื่องนี้จะให้คะแนนเท่าไหร่

3. ให้เอาน้ำหนักคูณกับคะแนนในแต่ละเรื่อง

4. รวมค่าทั้งหมดที่ได้ในตัวเลือกนั้น แล้วดูว่า ตัวเลือกไหนมีคะแนนรวมมากกว่า ก็เลือกตัวเลือกนั้นครับ

ซึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อรถ ผมขอแนะนำและเน้นย้ำเลยว่า ต้องให้น้ำหนัก หรือความสำคัญเรื่องราคาหรือเงินผ่อนค่ารถ มาเป็นอันดับ 1 ซึ่งข้อนี้แน่นอนว่า กรณีไม่ซื้อรถจะต้องได้คะแนนเต็ม 10 (เพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อรถ) แต่ถ้าซื้อ ต้องดูว่าซื้อได้ไหมตามเงื่อนไขในข้อที่ 1 ถ้าซื้อไม่ได้ (เงินผ่อนมากกว่า 30% หรือ 40%) ก็ต้องให้ 0 คะแนนไปเลย แต่ถ้าน้อยกว่า 30% หรือ 40% มากๆ ก็ให้คะแนนเพิ่มขึ้น ส่วนข้ออื่นๆ ก็ให้ลองประเมินเอา ตามตัวอย่าง ดังนี้

กรณีสมมติ : เพศชาย อายุ 35 ทำงานอาชีพเซล รายได้ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน พิจารณาซื้อรถราคา 600,000 บาท (ผ่อนต่อเดือนประมาณ 7,700 บาท ไม่มีภาระหนี้สินอื่น (19.25% ของรายได้) มีภรรยา และลูก 1 คน อาศัยอยู่ย่านที่ค่อนข้างไกลจากรถไฟฟ้า

กรณีนี้ คะแนนรวมกรณีซื้อรถ สูงกว่า กรณีไม่ซื้อรถ ดังนั้น ควรตัดสินใจซื้อรถ คุ้มค่ากว่า

เห็นไหมล่ะครับว่า ในการที่เราจะตัดสินใจซื้อรถสักคัน อาจจะมีหลายเรื่องให้เราต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องความอยาก ความจำเป็น หรือเรื่องราคา แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เราอาจจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนกว่าที่คิด ด้วยการใช้นำเรื่อง Decision Matrix มาช่วยให้การตัดสินใจได้ ซึ่งเราอาจจะทำวิธีนี้ ไปใช้กับการตัดสินใจซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ ซื้อบ้าน หรือการตัดสินใจเรื่องอื่นๆได้อีกด้วยนะครับ

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม อย่าลืมว่า ความสามารถในการรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของเรา ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหาการเงินตามมาอยู่ดีนะครับ สวัสดีครับ 🙂

บทเรียนจากแม่เรื่องเงิน

วันแม่เวียนมาถึงอีกครั้ง.. นอกจากพระคุณ ความรัก ความห่วงใยที่แม่มอบให้เราจนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นเราในทุกวันนี้ หลายคนอาจไม่รู้ตัว..ว่าเราน่ะ ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างในเรื่องของเงินมาจาก “แม่” ของเรา

สิ่งที่เรา “เห็น” มีผลต่อชีวิตเรา..มากกว่าสิ่งที่เรา “ได้ยิน”

ไม่ว่าเราจะพูด สอน บอกเล่าเรื่องเงินให้ลูกฟังยังไง เสียงเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตเด็ก..

น้อยกว่า “การใช้ชีวิต” ที่เด็กเห็นคาตาจากแม่หลายเท่าตัว!

ตอนนี้พวกเราหลายคนก็กลายเป็นแม่คนแล้ว ลองมาดูกันนะคะ ว่าบทเรียนในเรื่องเงินที่เราได้รับมาและสามารถส่งต่อให้ลูกเรานั้น..มีอะไรบ้าง และมาดามจะเล่าเรื่องที่แม่สอนมาดามให้ฟังด้วยค่ะ

1. บ้านเรา..รู้สึกยังไงกับเรื่องเงิน?

  • คนรวยเป็นคนยังไง ดีหรือเลว?
  • มีเงินเยอะๆ เป็นเรื่องยากหรือง่าย?
  • คนอย่างเรา…จะมีวันรวยมั้ย?

ความคิด ความรู้สึก..บ่งบอก Mindset ของบ้านเราที่เกี่ยวกับเงินค่ะ

บางบ้านใช้ชีวิต..บนความคิดที่ว่า – คนรวยนั้นเลว คนรวยปล้นคนจน คนรวยเพราะเอาเปรียบคนอื่น คนเกิดมาจนก็ต้องตายไปแบบจนๆ เพราะเรามันคนไม่มีโอกาส

ลูกจะคิดยังไงถ้าได้เห็นแบบนี้ – เชื่อตามนั้น แล้วทำทุกอย่าง.. “ไม่ให้ตัวเองเป็นคนมีเงิน ไม่ยอมรวย” เพราะไม่อยากเป็นคนเลว

แม่มาดาม – มาจากต่างจังหวัด ครอบครัวไม่เคยจับเงินเยอะๆ ใช้ความขยันทำงานแลกเงินโดยไม่เกี่ยง เงินเยอะๆ อาจจะหายากนิดนึง แต่ไม่เคยคิดว่าคนรวยนั้นไม่ดี เพราะบ้านเราได้รับน้ำใจจากคนที่ฐานะดีกว่าอยู่เสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญของฝาก เสื้อผ้า ความช่วยเหลือต่างๆ

สิ่งที่มาดามได้เรียนรู้ – ถ้าเราเป็นคนขยัน, มีน้ำใจ เป็นมิตรกับผู้คน, เป็น “ผู้รับ” ที่ดี สำนึกรู้คุณ เราสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว ยกฐานะเราให้ดีขึ้นได้ด้วยการศึกษาและความสามารถ และเมื่อเรามี..เราจะแบ่งปัน เหมือนที่เราเคยได้รับ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดาม – มาดามตั้งใจเรียนมาก ได้เรียนสูงในสถาบันที่ใฝ่ฝัน เพื่อนเยอะ ได้รับโอกาส รายได้ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจ เสนอตัวเป็นผู้ให้ทุกครั้งที่มีโอกาส เหมือนที่ให้ความรู้ ข้อคิดผู้คนทุกวันนี้..ผ่านบทความ และสื่ออื่นๆ

อยากฝากถึงเพื่อนๆ – เราเกิดมาแบบไหน..ไม่จำเป็นต้องตายไปแบบนั้น เราเลือกเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ตัวเราคือเหตุ ส่วนเงินคือผล เงินเป็นแค่เครื่องมือ เรื่องเงินของเราจะเป็นยังไง มันขึ้นกับตัวเราล้วนๆ

2. บ้านเรา..พูดแบบไหนกัน เมื่อว่าด้วยเรื่องเงิน

  • คุยกันเรื่องเงินๆทองๆ เป็นเรื่องปกติหรือห้ามพูดถึง?
  • พูดถืงเรื่องหาเงิน..ด้วยความเหนื่อยยากหรือเบาสบาย?
  • คุยถึงการทำอะไรแล้วได้เงินเยอะๆ…เป็นเรื่องประหลาด?

สิ่งที่เรา “พูด” มันออกมาจาก “ความคิด”
เราคิด เราพูดยังไง เราจะทำแบบนั้น

บางบ้านชอบพูดแบบนี้.. – แม่จำเป็นต้องไปทำงาน เพื่อหาเงินนะ, พูดเรื่องเงินได้ยังไง..หยาบคายมาก, คนระดับเรา..มันก็ต้องแบบนี้แหละ

ลูกจะคิดยังไงถ้าได้ฟังแบบนี้ – เด็กรู้สึกเกลียดเงิน ที่มาพรากแม่ไป แม่ต้องไปทำงานเพื่อหาเงิน, เด็กอาจจะไม่กล้า กลัวที่จะพูดถึงเงิน ไม่กล้าต่อรองทั้งรายได้และรายจ่าย เพราะไม่อยากเป็นคนหยาบคาย, เด็กจะเชื่อและพูดตาม ว่าจริงด้วย.. เรามันคนละระดับกับคนอื่น อาจทำให้ไม่กล้ารับโอกาสดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต

แม่มาดาม – ไม่ค่อยพูดถึงเงิน เพราะทำงานค้าขาย มีรายได้แค่พอใช้กับส่งลูกเรียนก็ถือว่าพอใจแล้ว หากช่วงไหนเงินไม่พอ ก็จะแก้ปัญหาเอง (มีเอาของไปจำนำบ้างอะไรบ้าง) เพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับรู้ คิดว่าพึ่งพาตนเองได้

สิ่งที่มาดามได้เรียนรู้ – ถ้าเราไม่พูดเรื่องเงินเลย ครอบครัวอาจจะไม่รับรู้ว่าช่วงไหนมีปัญหาแล้วต้องช่วยกัน แต่การที่พยายามพึ่งพาตนเองให้ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องดี

สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดาม – มาดามไม่ชอบพูดถึงเรื่องเงิน ใช้ไม่พอ..ก็ยืมธนาคาร รูดบัตรกดจากบัตร ไม่ปรึกษาใครทั้งสิ้น คิดว่าจัดการปัญหาของตัวเองได้ ทั้งๆ ทีถ้าเอ่ยปากคุยกับเพื่อนบ้าง อาจจะหยุดพฤติกรรมใช้จ่ายและสร้างหนี้แบบไม่คิดได้เร็วกว่านี้ มีเงินออมเร็วกว่านี้

อยากฝากถึงเพื่อน – คนเราควรพูดคุยเรื่องเงินให้เป็นปกติ คุยกับคนใกล้ตัวแบบเปิดใจหากเรามีปัญหา ขอคำแนะนำเรื่องเงินจากคนรอบตัวเผื่อได้ความรู้และแนวคิดดีๆ ชีวิตจะไม่หนัก อาจมีช่องทางลงทุนหรือทำมาหากินเพิ่ม

3. บ้านเรา..ทำแบบไหนกับเงิน

  • ได้มาก็ใช้ไป หรือได้มาแล้วเก็บออมก่อน?
  • รู้หมดว่าเงินอยู่ตรงไหน หรือไร้เบาะแสเงินไปไหนหมด..ไม่มีใครรู้?
  • ดูแล, คอยหาโอกาสทำเงินที่หาได้ให้งอกเงย หรือ กลัวไปหมด หรือ กล้าเสี่ยงจนบ้าเลือด?

แม่ออมหรือใช้เงินยังไงให้เห็น..ลูกจะทำตามนั้น

บางบ้านชอบทำแบบนี้.. – หาเงินให้เท่ากับภาระก็พอ, ได้มาแล้วก็จ่ายหนี้จ่ายบิลหมด, ไม่เคยออมก่อนใช้ รอให้เหลือแล้วค่อยไปออม (ส่วนมากไม่เหลือถึงออม), ไม่สนใจเรื่องเงิน วางทิ้งขว้าง, ไม่เคยจดรายจ่าย ไม่รู้ว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร, ไม่ลงทุนอะไรทั้งนั้นเพราะกลัวโดนหลอก, ลงทุนทุกอย่างที่เขาว่าดี..ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมัน

ลูกจะคิดยังไงถ้าได้เห็นแบบนี้ – เชื่อ..แล้วทำตามทุกอย่าง.. แทบจะ 100%

แม่มาดาม – เนื่องจากรายได้แค่พอใช้ เหลือเก็บนิดหน่อย แถมความรู้เรื่องเงินมีไม่เยอะ เลยเก็บออมไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ไม่ก็ซื้อทอง..แค่นั้น เรื่องจดรายจ่ายจำไม่ได้ว่าเคยเห็นค่ะ แต่พอใช้ค่ะ ไม่เคยเห็นแม่ใช้เงินไปกับเรื่องของตัวเองมากนัก ไม่ใช้เงินเกินตัว

สิ่งที่มาดามได้เรียนรู้ – ถ้าเราไม่เคยเห็นครอบครัวเอาเงินมาจัดสรร จัดแจง จัดการ, เราเองพอมีเงินนึกไม่ค่อยออกค่ะว่าต้องทำไงบ้าง แล้วยิ่งต่อเนื่องจากข้อก่อน เราไม่ค่อยพูดเรื่องเงินอีก ไปกันใหญ่เลยทีนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดาม – ไม่เคยลงทุนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวค่ะ ส่วนเรื่องใช้เงิน..มาดามไม่เคยเห็นการจดรายจ่าย หรือมานั่งดูว่าใช้เงินไปกับอะไร เลยเดินล้ำหน้าแม่ ใช้เงินเพลิน เกินตัวไปเยอะมาก….ไม่ดีค่ะ ไม่ดี หนี้บานดอกเบี้ยบาน

อยากฝากถึงพวกเรา – ทำให้ลูกเห็น..ออมให้เป็นนิสัย ออมก่อนใช้ เงินไปไหนมาไหน ต้องรู้ร่องรอย เราต้องเป็นผู้กำกับชี้นิ้วสั่งเงินค่ะ เรื่องลงทุนต่อยอด ต้องชวนกันหาความรู้ คุยเรื่องความเสี่ยง จะเพิ่มโอกาสให้บ้านเรา ลูกเรา ดูแลเงินเก่ง..เงินงอกเงยค่ะ

…บทความนี้มาดามอยากชี้ให้พวกเราเห็นว่า..

“ทุกอย่าง..มีที่มา”

แม่ทุกคน..ทำทุกอย่าง อย่างดีที่สุด ด้วยความรักลูก

แยกให้ออก…สิ่งที่เราได้ยิน ได้เห็นในเรื่องเงินจากแม่เรา

  • จุดไหนดีก็เอามาใช้
  • จุดไหนคิดว่าควรปรับจูน.. ก็ใส่ความคิด คำพูด การกระทำใหม่..แทนที่เข้าไป

หากวันนี้เราเป็นแม่แล้ว..ก็ขอให้

ดูแลการใช้ชีวิตของเราให้ดี เพราะวันนี้..ลูกๆ เขากำลังมองเรา
แล้วจะเอาเป็นแบบอย่างในการชีวิต..โดยเฉพาะเรื่องเงิน

แม่ทุกคนรักลูก แค่แสดงออกเรื่องเงินไม่เหมือนกัน
และประวัติศาสตร์และฐานะการเงินของเรา..สร้างขึ้นมาใหม่ได้เสมอค่ะ

====

#เจอมาดามฟินนี่ชีวิตดีชีวิตง่าย

#หาเงินง่ายใช้เงินเป็นเก็บเงินเก่งมีความสุข

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

*ติดตามมาดามฟินนี่ได้ทาง

Facebook page: มาดามฟินนี่ Money-More-Fin

Line: @madamfinney

Netflix หุ้นร่วง! หลัง Disney ประกาศแยกตัว

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Disney ได้ประกาศว่าจะดึงภาพยนตร์เกือบทั้งหมดของตัวเองออกจาก Netflix พร้อมวางแผนที่จะเปิดสตรีมมิ่งแบบเข้าถึงผู้บริโภคด้วยตรง มีแพลนว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในปี 2019 ที่สหรัฐอเมริกา และจะขยายไปทั่วโลกในอนาคต นับเป็นจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์อันยาวนานของ 2 ยักษ์ใหญ่นี้

“จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ กับภาพยนต์ในเครือ Disney ที่เหลือบน Netflix จนกว่าจะสิ้นสุดข้อเสนอในปี 2019 แต่ภาพยนต์ในเครืออย่าง Marvel และ Star Wars จะยังอยู่บนแพลตฟอร์มนี้”

– Bob Iger, CEO บริษัท Walt Disney –

แพลตฟอร์มใหม่ของดิสนีย์นี้จะเป็นเหมือนที่อยู่ใหม่ของหนังที่จะเข้าฉายในปี 2019 อย่าง Toy Story 4, Frozen 2 หรือแม้แต่ The Lion King live action นอกจากนี้บริษัทยังจะเปิดตัววิดีโอสตรีมมิ่งวิดีโอของ ESPN ในปี 2018 ด้วย ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬา 10,000 รายการ

Disney ยังมีการซื้อหุ้นเพิ่มอีก 42% (จากเดิมที่มีอยู่ 33%) ใน BAMTech เป็นมูลค่า 1.58 พันล้านเหรียญ ทำให้การควบคุมแพลตฟอร์ม Mouse House เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศนี้ของดิสนีย์เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจาก Netflix ประกาศซื้อบริษัท Millarworld ที่ก่อตั้งโดย Mark Millar ผู้เขียนหนังสือให้กับ Marvel มีนักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า Netflix และ Disney อาจถึงจุดแตกหักแล้วก็เป็นได้

ทั้งนี้หลังมีการประกาศข่าวนี้ออกไป หุ้นของ Netflix ก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 5%

sources :

http://mashable.com/2017/08/08/disney-removing-movies-from-netflix-espn-streaming/?utm_cid=hp-h-4#Gy0HCqbKjsqM

https://www.cnbc.com/2017/08/08/disney-will-pull-its-movies-from-netflix-and-start-its-own-streaming-services.html

จัดพอร์ตฯให้เงินโตขึ้นแบบทวีคูณ ด้วย Growth & Aggressive Growth Model

กลับมาแล้วสำหรับบทความสุดท้ายในซีรีส์ “พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง” โมเดลการลงทุนสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่อยากได้ไอเดียในการจัดพอร์ตลงทุน ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย และสไตล์การลงทุนที่ตัวเองต้องการ

หลังจากที่เราดองกลยุทธ์รูปแบบสุดท้ายไว้นาน และได้ปล่อยบทความอธิบายโมเดล 4 แบบแรกไปแล้ว (ตามอ่านได้ที่นี่เลย >> ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2) ในครั้งนี้เราขอพูดถึงโมเดล 3 รูปแบบที่เหลือ ที่มีเป้าหมายหลักคือ ลงทุนเพื่อให้เงินเติบโต!!! NAV ที่เพิ่มขึ้นคือคำตอบสุดท้าย เราจะลงทุนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผลตอบแทนมันโตทบต้นทบดอกให้รวยกันไปข้างนึง !!!

คนที่จะจัดพอร์ตฯตามแบบโมเดลสองตัวนี้ ต้องคนที่รับความเสี่ยงได้มาก และมากมากแล้ว ฮ่าๆ เพราะชื่อของมันก็บอกอยู่ว่า Growth เงินลงทุนต้องเติบโตนะ อีกอันก็ Aggressive Growth เติบโตแบบดุดันมาก แต่ละอันมีแนวความคิดยังไงบ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

GROWTH MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

GROWTH MODEL เป็นโมเดลมุ่งเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในแบบพอดี ไม่หวือหวา เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว เน้นทำผลตอบแทนให้พอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง เงินปันผลมีก็ดีไม่มีก็ได้ โนสนโนแคร์ จุดจุดนี้ขอให้ NAV ของกองทุน หรือราคาหุ้นเพิ่มอย่างเดียวพอ

ซึ่งความเสี่ยงในการเติบโตของพอร์ตแบบนี้ ส่วนมากจะมาจากสินทรัพย์ที่เป็นหุ้นสามัญ นักลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนในหุ้นสามัญรายตัวด้วยตัวเอง หรือเลือกจัดพอร์ตโดยใช้กองทุนรวมในหุ้น ที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Active มีจุดมุ่งหมายต้องเอาชนะตลาดให้ได้!!

การจัดสรรสินทรัพย์ของ Asset Model

สัดส่วน 65% ของพอร์ต ผมเลือกลงทุนในหุ้นสามัญหรือกองทุนรวมในหุ้นที่มีความเสี่ยงระดับ 6 ใน RISK SPECTRUM ปกติแล้วรูปแบบการลงทุนในหุ้นเมื่อแบ่งตามความเสี่ยงและโอกาสจะมีอยู่สองแบบ คือ แบบตั้งรับ หรือ Passive มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนเทียบเท่าตลาด โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมดัชนี หรือ เลือกหุ้นที่อยู่ใน SET50 เพื่อเพลย์เซฟไว้ก่อน

กับอีกแบบคือการลงทุนเชิงรุก หรือ Active ที่ต้องการเอาชนะตลาด โดยมีนโยบายลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีโมเมนตั้ม เรียกง่ายๆ ว่าอุตสาหกรรมไหนหรือหุ้นชนิดไหนกำลังมาแรง เราก็เลือกลงทุนตามนั้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทน แต่ความเสี่ยงก็จะสูงกว่าการลงทุนในหุ้นแบบตั้งรับ

ซึ่ง 65% นั้นประกอบด้วย 45% ที่ลงทุนในหุ้นสามัญแบบทั่วไป เน้นหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET100 หรือ SET50 เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินงานของหุ้น อีก 20% ลงทุนในหุ้นขนาดกลางเล็กที่มีโอกาสในการเติบโตระยะยาวสูง ถ้าเลือกหุ้นไม่เป็นก็เลือกใช้กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนใน Mid-Small cap แทนก็ได้

สัดส่วนการลงทุนจะแบ่งตามนี้…

– เงินฝากออมทรัพย์ / กองทุนรวมตลาดเงิน สัดส่วน 5%
– หุ้นกู้ภาคเอกชน / กองทุนรวมตราสารหนี้ สัดส่วน 20%
– กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 10%
– หุ้นสามัญรายตัวที่อยู่ใน SET100 / กองทุนรวมในหุ้น (เน้นนโยบาย Active) สัดส่วน 45%
– หุ้นสามัญขนาดกลางเล็ก / กองทุนรวมในหุ้น นโยบาย Mid small capitalize สัดส่วน 20%

ที่ยังใส่สินทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนเป็น Fixed Income มาให้อีก 30% ก็สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจกับการลงทุนในหุ้น แล้วอยากได้ผลตอบแทนที่มั่นคง ไม่หวือหวามาก แต่ถ้ารับได้แล้วก็สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นเลยก็ได้ แต่แนะนำว่าให้เก็บเงินสดไว้บ้างเพื่อรอโอกาสในการลงทุนดีๆ ที่อาจจะเข้ามาในอนาคต

เป้าหมายและผลตอบแทนของ Asset Model

เมื่อคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังของโมเดลนี้ออกมา Base Case ที่น่าจะได้ก็คือ 9.74% ต่อปีโดยเฉลี่ย ส่วนกรอบความผันผวนจะอยู่ระหว่าง -7.32% ถึง 26.80% ต่อปี มีโอกาสขาดทุนอยู่มาก และยังมีความผันผวนที่สูงมากด้วย เพราะเงินลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมในหุ้น แบบ Active รวมกันเป็นสัดส่วน 65% ของพอร์ตฯ

อยากให้เพื่อนๆ เข้าใจแนวความคิดว่า โมเดลนี้เราออกแบบมาเพื่อ การเติบโตของเงินลงทุน เป็นหลัก โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงก็มีมาก แต่โอกาสการขาดทุนก็เยอะอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองให้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไปก่อน เพราะในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนแบบ Capital Gain และได้ผลตอบแทนมากกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นด้วย

แล้วเมื่อไหร่ที่พร้อมก็สามารถลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยฝีมือของตัวเอง แล้วคุณจะรู้เลยว่าโอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่า 20% ต่อปีมันมีจริงๆ!!!

AGGRESSIVE GROWTH MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

ถ้าโมเดลการเติบโตแบบแรก ยังไม่สะใจพอ ลองมาดูโมเดลที่โหดที่สุด เสี่ยงที่สุดในซีรีส์พอร์ต 7 สีฯ กับ AGGRESSIVE GROWTH เติบโตแบบรวดเร็วก้าวร้าว โนสนโนแคร์ว่าความเสี่ยงจะมากแค่ไหน แต่ถ้าทำให้พอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็วมากเท่าไหร่ยิ่งดี

ด้วยความเสี่ยงที่มากที่สุดโมเดลนี้จึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดได้ เพราะเน้นการลงทุนไปที่หุ้นรายตัว โดยกระจายการลงทุนในหุ้นขนาดกลางเล็กมากกว่าโมเดลอื่นๆ เพราะหุ้นประเภทนี้มี Space ทางธุรกิจให้เติบโตได้ในอนาคต

ซึ่งการจัดพอร์ตโดยเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต ผมแนะนำสำหรับคนที่มีความรู้ความสามารถ กับประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นมาแล้วระยะหนึ่งจะดีกว่า เพราะความเสี่ยงของการจัดพอร์ตแบบนี้สูงมากๆ ความรู้และประสบการณ์จะช่วยให้นักลงทุนมองออกว่าควรลงทุนในหุ้นแบบไหน ถึงจะเหมาะกับตัวเอง

แต่ต้องเลือกหุ้นให้ถูกตัวนะ ไม่งั้นอาจจะเห็นดอยอยู่ลางๆ..ก็..เป็น..ได้

การจัดสรรสินทรัพย์ของ Asset Model

ความเสี่ยงและความผันผวนของโมเดลนี้สูงที่สุดแล้ว เพราะเน้นการลงทุนในหุ้นรายตัวที่เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ให้สัดส่วนถึง 75% แบ่งออกเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกจัดอันดับใน SET100 สัดส่วน 40%และหุ้นขนาดกลางเล็กที่มีความผันผวน 35%

สำหรับผมแล้วหุ้นขนาดกลางเล็กมีข้อดีตรงที่การขาดทุนของมันมีข้อจำกัดอยู่ที่ 100% แต่โอกาสในการเติบโตนั้นมีไม่จำกัด ตราบใดที่ยังรักษาความสามารถในการเติบโตได้อยู่ เราสามารถเห็นหุ้นขนาดเล็กทำผลตอบแทนจากส่วนต่าง Capital Gain ได้สูงถึง 100% 500% 1,000% หรือมากกว่านั้น

และโมเดลนี้จะถ่วงดุลความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ที่สร้างรายได้แบบ Fixed income ผมเน้นไปที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 20% และถือเงินสดเพียง 5%

Strategic Asset Allocation (SAA) ของโมเดลนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย

– เงินฝากออมทรัพย์ / กองทุนรวมตลาดเงิน สัดส่วน 5%
– หุ้นกู้ภาคเอกชน / กองทุนรวมตราสารหนี้ สัดส่วน 5%
– กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 10%
– หุ้นที่อยู่ใน SET100 ที่มีความสามารถในการเติบโต สัดส่วน 40%
– หุ้นขนาดกลางเล็กที่สามารถเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ 35%

เป้าหมายและผลตอบแทนของ Asset Model

ผลตอบแทนที่คาดหวัง Base case ของโมเดลนี้ มีความเป็นไปได้ที่ 10.88% ต่อปีโดยเฉลี่ย ส่วนกรอบความผันผวนจะอยู่ระหว่าง -10.49% ถึง 32.24% ต่อปี ซึ่งขาดทุนได้อย่างมาก 10% หรืออาจจะมากกว่านี้หากลงทุนในหุ้นเน่าไม่มีอนาคต หึหึ

กรอบความผันผวนนั้นสูงมาก เพราะความผันผวนของหุ้นขนาดกลางเล็กมีสูง สาเหตุมาจากความคาดหวังของตลาดที่จะให้หุ้นขนาดกลางเล็กเติบโต เมื่อกำไรของบริษัทออกมาดี ตลาดจะแห่แหนเข้ามาให้ความสนใจกับหุ้นขนาดเล็กที่มีจำนวนหุ้นน้อย การเพิ่มขึ้นของราคาจะเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงนั้น

ขณะเดียวกันโอกาสขาดทุนของมันก็มีมาก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัททำผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง ราคาหุ้นของมันก็จะร่วงหล่นอย่างรุนแรง เพราะคนในตลาดเทขายกันนั่นเอง โอกาสที่โมเดลนี้จะทำผลตอบแทนสูงสุดถึง 32.24% จึงมีความเป็นไปได้สูง

และมีโอกาสที่พอร์ตการลงทุนจะขาดทุนมากกว่า 10% ก็มีเยอะเหมือนกัน

ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุนในโมเดล Aggressive Growth นักลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยงของหุ้นขนาดกลางเล็ก และเข้าใจโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุน ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้!! เพราะเป้าหมายการลงทุนในรูปแบบนี้คือ คาดหวังการเติบโตของเงินลงทุน

ใครที่รับความเสี่ยงได้น้อยก็อย่าโลภ เลือกโมเดลที่ความเสี่ยงต่ำ รูปแบบผลตอบแทนเหมาะสมกับตัวเองน่าจะดีกว่า อย่างเช่นโมเดลพิเศษที่เป็นลูกผสมของ INCOME MODEL และ GROWTH MODEL ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง นั่นคือ “INCOME & GROWTH MODEL”

INCOME & GROWTH MODEL

ถ้าจะพูดถึงโมเดลนี้อย่างรวบรัดมันก็คือ การผสมผสานแนวความคิดของ Income Model และ Growth Model (อ่านแนวความคิดของ Income Model ที่นี่) เป็นการลงทุนที่หวังผลตอบแทนแบบ Fixed Income และให้เงินลงทุนเติบโตด้วย

ความเสี่ยงของมันจะมีน้อยกว่าพอร์ตฯเติบโตแบบปกติ เพราะสัดส่วนการลงทุนจะเน้นหนักไปที่ Fixed Income Asset อย่างตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์มากถึง 60% และลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้นที่มีโอกาสเติบโต ในสัดส่วน 35%

กรอบผลตอบแทนที่คาดหวังจากโมเดลนี้อยู่ระหว่าง -3.19% ถึง 18.51% ต่อปี ส่วน Base Case อยู่ที่ 7.66% ต่อปีโดยเฉลี่ย ไม่มากมายเท่าพอร์ตเติบโตแบบอื่นๆ แต่ก็พอเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่มองหาผลตอบแทนแบบ Hybrid ได้

ครบหมดแล้วทุกพอร์ต อธิบายแนวความคิดไปครบแล้ว เพื่อนๆ คนไหนสนใจก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองได้นะครับ ส่วนสินทรัพย์รายตัวหรือ Stock Selection ต้องทำการบ้านกันให้ดี เผื่อจะมีโอกาสทำผลตอบแทนได้สูงกว่าที่วางแผนเอาไว้

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพอร์ต 7 สี แต่ไม่อยากรอบทความสามารถหลังไมค์มาคุยกันได้ที่แฟนเพจผมเลยนะครับ ขอบคุณมากๆเลยที่ติดตามกันมาจนถึงตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ อิอิ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save