5 ความรู้สึกที่ฉุดความรวย

 “เงิน + ความรู้สึก = หายนะ”

ถ้าเราจ่ายเงินโดยใช้อารมณ์หรือความรู้สึก อีกไม่นานหายนะกำลังจะตามมา

จะมีความรู้สึกที่บั่นทอนความรวยอะไรบ้าง เรามาดูกันนะคะ

 

1. ความรู้สึกเบื่อ-เครียด

คนส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยวิธีการ “ช้อปปิ้งแก้เบื่อ” เพื่อระบายความเครียด ความรู้สึกที่ยิ่งจ่าย-ยิ่งฟิน ยิ่งจ่าย-ยิ่งอารมณ์ดี แต่มันเป็นความสุขระยะสั้นและจนระยะยาว  เพราะความทุกข์ที่เงินหมดกระเป๋ากำลังตามมาติดๆ ลองทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มันไม่ลำบากเงินในกระเป๋าดูบ้าง เช่น วิ่งออกกำลังหาย ขี่จักรยาน ฯลฯ เพราะการระบายอารมณ์นั้นไม่ได้อยู่ที่การจ่ายเงินเสมอไป

 

2. ความรู้สึกผิด

บางคนรักลูกมากและรู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาดูแล จึงใช้เงินเลี้ยงลูกด้วยการซื้อทุกอย่างที่ลูกอย่ากได้ เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป แม้ว่าเงินจะซื้อทุกอย่างได้ก็จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถซื้อได้นั่นคือ ความอบอุ่น เปลี่ยนจากให้เงินเลี้ยงลูกมาให้เวลากับลูกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเงินเลี้ยงลูกได้ดีไม่เท่ากับความรักจากพ่อแม่

 

3. ความรู้สึกมีปมด้อย

เป็นการจ่ายเงินเพื่อลบปมด้อยของตนเอง จ่ายเพื่อให้ตนเองมีเหมือนคนอื่น โดยมีความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น จึงชดเชยด้วยวัตถุนิยมที่ทำให้ตนเองรู้สึกทัดเทียมผู้อื่น แม้ว่าจะทำให้เรารู้สึกดีกับสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า แต่มันไม่เกิดคุณค่าแก่ชีวิต เพราะมูลค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ แต่มันอยู่ที่สมองต่างหากหละ ดังนั้น ควรลบปมด้อยโดยการหันมาพัฒนาความสามารถของตนเองให้ล้ำหน้าคนอื่นน่าจะดีกว่า

 

4. ความรู้สึกอยากได้

เป็นความรู้สึกอัดอั้นมาตั้งแต่เด็กที่อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ตามที่หวัง พอทำงานมีรายได้มากๆก็จ่ายเงินเพื่อตอบสนองอารมณ์เป็นหลัก โดยการซื้อทุกอย่างที่อยากได้เพื่อชดเชยความรู้สึกในวัยเด็ก หลายคนมีความรู้สึกแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ควรควบคุมให้มันอยู่ในขอบเขตที่ไม่เดือดร้อนจนกระเป๋าฉีก ที่สำคัญเตือนตัวเองไว้เสมอว่า “ซื้อเพราะจำเป็นหรือแค่อยากได้”

 

5. ความรู้สึกผิดหวัง

เรารู้จักอารมณ์นี้จากเพื่อนนักเก็งกำไรที่ทำใจไม่ได้กับการลงทุนที่ผิดพลาดของตนเอง อารมรณ์เม่าน้อยที่ติดหุ้นเน่าบนดอยสูง ยิ่งนับวันราคายิ่งลดลง ไม่อยากขายทิ้งเพราะคิดว่าสักวันมันต้องกลับขึ้นมาอีกครั้ง จาก -10% กลายเป็น -70% สุดท้ายก็ปล่อยเน่าไว้อย่างนั้น ถ้าลงทุนโดยใช้ความรู้สึกที่ขายตัดขาดทุนหุ้นเน่าไม่เป็น มันก็ไม่ใช่การลงทุน แต่จะเป็นการลุ้นทุนมากกว่า เพราะเป้าหมายของการลงทุนของนักเก็งกำไรกับ VI นั้นแตกต่างกัน จงยอมรับว่าตนเองเป็นนักเก็งกำไร ขายหุ้นเน่าทิ้งซะแล้วนำเงินที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นน่าจะดีกว่า

วงจรเงินสด ฉบับง่ายฝุดๆๆๆๆๆ

โบราณว่าไว้ว่า….

เงินสดนั้นควรจะอยู่ในมือเราให้นานที่สุด

บริษัทก็เช่นกัน….

เงินควรจะปล่อยออกจากมือช้าๆ แต่รับเงินมาเร็วๆ

มีคนชอบพูดถึง Cash Cycle หรือวงจรเงินสดบ่อยๆ แล้วนักลงทุนก็จะคุยกันว่า “Cash Cycle ที่ดีมันต้องติดลบๆๆๆๆๆ”

แต่พอมามองถึงเรื่องนี้แล้วตามทฤษฎีนี่มันย๊ากยาก มีพูดถึง ICP RCP PCP และอะไรอีกมากมาย แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะอธิบายง่ายๆจากภาพด้านบน

ลองจินตนาการนะครับว่า ทุกๆครั้งที่มีการทำธุรกิจ

1. บริษัทจะมีรายรับ

2. บริษัทจะมีรายจ่าย

กรณีแรก : รับมาเร็ว จ่ายไปช้า

รับทันที รับเงินสด หรือรับภายในช่วงเวลาสั้นๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเพราะบริษัทจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเก็บเงินไม่ได้ แถมยังได้เงินไปหมุนทำกิจการต่อได้อีกในระยะเวลาหนึ่งก่อนที่เขาจะนำเงินออกไปเป็นรายจ่าย การที่มีเงินสดอยู่ในมือของบริษัทก็สามารถนำไปหมุนสร้างผลกำไรได้ เช่น การลงทุนระยะสั้นต่างๆ หรือการนำวสภาพคล่องตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ชั่วคราว อื่นๆได้ ซึ่งแนวทางนี้ทำให้บริษัทจำนวนมากอยากจะเข้ามาอยู่ในสถานะนี้เพราะจะได้เปรียบในการทำธุรกิจ แต่นั่นก็อยู่ที่อำนาจต่อรองในการทำธุรกิจและลักษณะธรรมชาติของกิจการด้วย

กรณีที่สอง : รับมาช้า จ่ายไปเร็ว

รับช้ามาก โดนลูกค้าขอเครดิตช่น 30 วัน 60 วัน แต่ Supplier นี่บอกว่าถ้าอยากจะค้าขายกับเขาต้องเอาเงินไปชำระเขาก่อน เงินสดจะอยู่กับบริษัทน้อยลงเพราะต้องมีการให้เครดิตไปก่อน ซึ่งมันไม่ได้ปประโยชน์อะไรกลับมานอกจากรอเงินสดชำระ ในขณะที่ธุรกิจเองก็ต้องดำเนินต่อไป อาจจะต้องใช้เงินสำรองสั่งผลิตสินค้าไปก่อน ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ถ้าเงินสดไม่พอ ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องหาสภาพคล่องเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการขอยืมเงินจากธนาคารมาหมุน การขายทรัพย์สินทิ้ง หรืออาจจะต้องขอเงินเพิ่มทุนจากบรรดาผู้ถือหุ้นมาหมุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หากลูกค้าเบี้ยวชำระเงินก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

เมื่อเรารู้แล้วว่า วงจรเงินสด Cash Conversion Cycle (CCC) นั้น ถ้าธุรกิจที่มันมีกระแสเงินสดเยอะๆมันจะต้อง รับมาเร็วจ่ายไปช้า

มาดูในทฤษฎีบ้าง….. เขาบอกว่ามันจะมี 3 ตัวแปรคือ

1.  Inventory Conversion Period (ICP) – ช่วงเวลาขายสินค้า

2.  Receivable Conversion Period (RCP) – ช่วงเวลาได้รับเงิน

3.  Payable Conversion Period (PCP) – ช่วงเวลาที่จ่ายเงิน

ง่ายๆก็คือ ช่วงขาย (ICP) + ช่วงรับเงิน (RCP) มันควรจะได้เร็วกว่าช่วงจ่ายเงิน  (PCP)

ถ้าใช้เวลาขาย 2 วัน รับเงินใน 10 วัน และจ่ายหนี้ในอีก 30 วัน แปลว่า วงจรเงินสดเราคือ 2+10-30 = -18 วัน แปลว่ามีเวลาเอาเงินไปหมุน 18 วัน

กรณีที่บริษัทบางบริษัทมีข้อต่อรองเทพๆ มันก็ต้องเป็น “ผลิตแล้วขายได้เลย + รับเงินสดจากลูกค้า – เอาไปจ่ายเจ้าหนี้ชาติหน้า”

พอจะเข้าใจแล้วยังครับว่าทำไมบริษัทต่างๆถึงพยายามดึงเงินให้จ่ายช้าๆ ตราบที่ยังไม่ต้องจ่ายได้ และในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีพวกรายใหญ่มันเลยอยู่รอดได้เพราะมีอำนาจต่อรองกับรายย่อย รายย่อยก็จะขาดเงินเพราะเงินไม่เข้าซักที ขายของไปเป็นชาติแล้ว แบงค์ก็ไม่ปล่อยกู้เพิ่มสภาพคล่องให้ช่วงแย่ๆ แถมยังต้องมีเงินค่าใช้จ่ายกับพนักงานอีก มันเลยมีการปลดพนักงานบ้าง ลดเงินเดือนบ้างและทำอะไรหลายๆอย่างให้บริษัทอยู่รอดได้ และนี่ก็เป็นความสำคัญของเรื่องวงจรเงินสดนะครับ

5 เคล็ดลับบังคับตัวเองให้เก็บเงิน!

5waystotellyourself-01-01   ผ่านพ้นไปแล้วห้าเดือนตั้งแต่ปีใหม่ ใครหลายคนยังคงสงสัยว่า เอ๊ะ! นี่ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว ทำไมยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที อย่างน้อยแผนการที่วางไว้ว่าจะเก็บเงินตั้งแต่ต้นปี มาถึงวันนี้ล้วงกระเป๋ายังไม่เจอสตางค์สักกะบาท ไม่เป็นไรครับ เรามาจัดหนักด้วยแผนการเก็บเงินระดับเวิลด์คลาสที่ @TAXBugnoms จะมาแนะนำให้ฟังกันแบบเต็มแมกซ์    

1. ตัดเงินออมผ่านบัญชีธนาคารเป็นประจำ

  วิธีการแรกของการเก็บเงินที่ดีที่สุด คือ "ลืมไปเลยว่าเคยมีเงิน" เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีปุ๊บ เราบังคับให้ทางธนาคารตัดเงินออมเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝากประจำปลอดภาษี กองทุนรวมตราสารเงิน หนี้ ทุนหรือจะเข้าบัญชีออมหุ้นตามที่คุณถนัดก็ได้ครับ    

2. สะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. ในอัตราสูงสุด

  พนักงานเงินเดือนบางคนไม่รู้ว่า เราสามารถสะสมเงินสำรองเหล่านี้ได้ในอัตราทีสูงกว่าปกติ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สะสมได้สูงสุดในอัตรา 15% ของเงินเดือนกันเลยทีเดียว ถ้าอดทนได้ รับรองว่าเกษียณมาสบายแน่นอนครับ    

3. หยุดความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต

  นอกจากชีวิตเราจะโดนทำร้ายอย่างที่พี่ตูนบอดี้แสลมว่าไว้ เรายังมีความเสี่ยงต่างๆในการดำเนินชีวิต อยู่ดีๆ เดินไปอาจจะตกท่อ ชนตอม่อสะพาน เจอคนพาลมากระทีบ ฯลฯ มากกมายอีกร้อยแปด ซึ่งการทำประกันชีวิต จะช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ให้เราได้ครับ  

4. อย่าลืมนำส่งเงินประกันสังคม

  ประกันสังคมก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนนายจ้างจะเป็นผู้นำส่งให้ แต่ถ้าไม่ใช่มนุษย์! เอ้ย มนุษย์เงินเดือน คุณก็สามารถที่จะนำส่งเงินประกันสังคมได้เช่นเดียวกัน เป็นผู้สมัครใจตามมาตรา 39 เผื่อพบเรื่องราวต่างๆ คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เราก็มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เช่นเดียวกันครับ  

5. คิดถึงอนาคตยามเกษียณบ้างซิ (โว้ย)

  สุดท้ายถ้าหากบังคับตัวเองให้ออมไม่ได้ตาม 1-4 ข้อแรก @TAXBugnoms ขอแนะนำ ท่าไม้ตายลับ สุดยอดคือ "คิดถึงตัวเองบ้างสิโว้ยยย" ลองคิดสิครับว่า เมื่อเราเกษียณอายุ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ เราจะทำอย่างไรดี จะมีชีวิตได้ไหมหากไม่มีเงินออมเลย เราต้องทำให้ครอบครัวและคนที่เรารักลำบากขนาดไหนกับพฤติกรรมแบบนี้ ไม่นะ ไม่นะ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!! (พอ!)       สุดท้ายนี้หวังว่าเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้ คงจะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับการออมเงิน เพราะชีวิตเราทุกคนนั้นไม่ได้อยุ่เพื่อวันนี้ แต่เรายังมีอนาคตให้นึกถึง อย่างที่ใครหลายคนบอกว่า ชีวิตไม่มีพรุ่งนี้ มีแต่วันนี้ และเราต้องทำมันให้ดีที่สุด (เกี่ยวกันไหมเนี่ย ตึ่งโป๊ะ!)

อำนาจต่อรองคู่ค้าส่งผลต่อกระแสเงินสดอย่างไร?

เวลาเราพูดถึงธุรกิจที่มี DCA – Durable Competitive Advantage ในหลายๆครั้งเราจะพูดถึง Five Force Factors ที่พูดถึงธุรกิจที่มีอำนาจเหนือคู่แข่ง และทั้งหมดจะส่งผลต่องบการเงินของบริษัทด้วยเช่นกัน แต่ความสำพันธ์ระหว่างความได้เปรียบนั้นจะส่งผลต่อผลสำเร็จของบริษัทได้เช่นไร วันนี้จะขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับ อำนาจต่อรองของคู่ค้าต่องบกระแสเงินสดนะครับ

เงินสดดีอย่างไร?

สมมุตว่าเราทำธุรกิจอย่างหนึ่งแล้วเราจะต้องขายของให้อีกบริษัทหนึ่ง คำถามก็คือ “เราต้องการเงินสดจากเขาหรือไม่?”

แน่นอนว่าทุกธุรกิจต้องการเงินสด หรือ ยิ่งได้เงินสดเร็วแค่ไหนก็ดีเพราะ

1. เงินสด สามารถนำไปสร้างสภาพคล่องในการทำอะไรก็ได้ ตาม Concept ที่ว่า Cash is King

2. เงินเชื่อ มีโอกาสจะถูกเบี้ยวได้ อยู่ๆส่งของไปแล้วเขาไม่จ่ายเงินแย่เลย จะฟ้องร้องก็ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นไปอีก หรือจะเอาใบเรียกชำระเงินไปขายกับธนาคารเพื่อเอาเงินมาหมุนก่อน ก็จะทำให้เราต้องลดราคาให้ธนาคารเพื่อนำสภาพคล่องมาใช้ ทำให้ได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (ไม่ลดราคาก็ไม่มีใครซื้อไม่มีใครเอา)

อำนาจการต่อรองทำไมถึงให้เงินสด?

ธุรกิจที่มีอำนาจสูงกว่าย่อมทำให้ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจ ถ้าเราทำธุรกิจแล้วมีแต่คนมาง้อเราเพราะเราเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตสินค้านี้ (ไม่มีคู่แข่ง) หรือเราอาจจะเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่มีธุรกิจต่างๆพากันมาจีบเพราะเห็นว่าเราจะพาธุรกิจเขาก้าวไกลได้ แน่นอนครับว่าเราย่อมมีสิทธิเลือกได้ว่าเราจะคบค้ากับคู่ค้าหรือไม่ มันก็ย่อมทำให้เราอยากจะทำธุรกิจกับคนที่เราจะได้ประโยชน์สูงสุด ในทางกลับกันถ้าเราอยากจะทำธุรกิจกับธุรกิจที่เราต้องง้อ เราอาจจะต้องยอมเสียเปรียบเพื่อให้เขามาคุยด้วยเหมือนกัน แล้วแน่นอนครับทุกธุรกิจที่ได้เปรียบในอำนาจต่อรองย่อมขอ “เงินสด” หรืออย่างน้อย “เงินเชื่อที่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะเวลาที่สั้นที่สุด”

ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์รับงาน ทำได้แค่ 1 ชิ้น คุณอยากรับงานไหนก่อน

1. คู่ค้าที่จ้างด้วยเงินสด จำนวน 1 หมื่นบาท

2. คู่ค้าที่จ้างด้วยเงินเชื่อ จำนวน 1 หมื่นบาท

แน่นอนว่าถ้าได้เงินสดเลยคุณจะรับงานนั้นก่อน แต่ถ้ามีคนที่พร้อมจ่ายคุณ 1 แสนบาท แต่ขอให้คุณรอ 3 เดือนจากวันส่งงาน คุณอาจจะลองคิดอีกที

แล้วถ้าคุณเป็นเป็นคนจ่ายตังหล่ะ ต้องจ้างคนมาทำงาน 1 ชิ้น คุณอยากจะได้คู่ค้าแบบไหน

1. คู่ค้าที่บอกให้คุณจ่ายด้วยเงินสด จำนวน 1 หมื่นบาท

2. คู่ค้าที่บอกว่าติดไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวอีก 1 เดือนมาจ่ายเขาก็ได้ จำนวน 1 หมื่นบาท

ในทางกลับกันนี้ถ้าคุณทำธุรกิจแล้วต้องการสภาพคล่องในการหมุนเงิน ยังไงคุณก็คงไม่จ่ายเงินสดอยู่แล้ว ยิ่งติดนานๆได้ยิ่งดี เอาไปทำโน้นทำนี่ได้อีก หรือถ้ายังไม่มีเงิน คุณก็ยังมีเวลาหาเงินมาจ่ายได้ ต้องอย่าลืมว่าหากคู่ค้าเขาต้องการเรามากจริงๆในกำลังที่เรามีจำกัด เขาย่อมเสนอประโยชน์ที่มากขึ้นกว่าคู่แข่ง

อย่างในกรณีของร้านค้ากับ Supplier ก็สามารถยกตัวอย่างได้เช่นกัน หากลูกค้ามีความต้องการสินค้าและถามหาสินค้าจากร้านค้าเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าเขาย่อมไปเจรจากับผู้ผลิตว่ารีบเอาของมาลงให้หน่อยเพราะลูกค้าต้องการ ผู้ผลิตก็ย่อมกำหนดเกมส์ได้ว่าให้จ่ายเลยหรือไหม่หรือให้ติดได้แต่ต้องมาจ่ายเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเป็นผู้ขายแล้วเราต้องไปง้อร้านค้าให้ช่วยเปิดตัวสินค้าให้ ร้านค้าอาจจะขอให้เอาของมาก่อนแล้วจ่ายคืนที่หลัง หรือ ขอคืนของได้ถ้าขายไม่ออก

ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าอำนาจต่อรองและความพึงพอใจในการเจรจามันก็ทำให้ธุรกิจเกิดกระแสเงินสดได้ดีกว่า บริษัทใหญ่ๆที่มีแต่คนมาง้อย่อมกำหนดเกมส์ในการต่อรองได้ ไม่จำเป็นต้องง้อคู่ค้าก็ได้เพราะมีคนมาง้อเยอะแยะเต็มไปหมด ในขณะที่ธุรกิจที่ต้องง้อชาวบ้านก็มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอการให้เงินเชื่อในการทำการค้า และเมื่อธุรกิจในที่มีเงินสดอยู่ในมือยิ่งนานยิ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้มากกว่า การเลือกธุรกิจที่เราจะลงทุน หากเป็นธุรกิจที่รับเงินสด และ จ่ายเงินเชื่อ มีการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการเติบโตและกำไรในอัตราที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้นก็เป็นธุรกิจที่ดูน่าสนใจ

  • นำไปลงทุนในระยะสั้นหรือยาวก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของเงินสดกับระยะเวลาการลงทุน
  • ลดต้นทุนทางการเงินอื่นๆ ไม่ต้องกู้เงินหาสภาพคล่อง ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • การจ่ายเงินให้กับพนักงาน ค่าใช้จ่าย เจ้าหนี้ จะสามารถทำได้ง่ายกว่าธุรกิจที่ปราศจากกเงินสด ทำให้เกิดเครดิตในตัวบริษัท
  • อาจจะมีข้อได้เปรียบอื่นๆเกิดขึ้นจากการใช้เงินสดในอนาคต

ว่าแต่ธุรกิจนั้นเป็นตัวไหน ลองหากันดูนะครับ 😀

4+1 เคล็ดลับวางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่

เมื่อวันก่อน… เราพูดคุยกันเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับคนโสด
ไปในหัวข้อ "7 กลยุทธ์เก็บเงินสำหรับคนโสดสุดๆ"

วันนี้เรามาดูกันในอีกมุมมองกันบ้างครับว่า
ถ้าหากเป็นชีวิตคู่บ้างล่ะ …

 

เราควรจะวางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่อย่างไร!!

 

ก่อนอื่นเรามาดูฝั่งผู้หญิง หรือ ภรรยา เพราะว่าเราต้องให้เกียรติผู้หญิงก่อน
(หรือที่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกกันว่า .. Lady First) ฮ่าๆๆๆ
สำหรับทางภรรยา เรามีเคล็ดลับ 4 ข้อดังนี้ครับ!

 

1. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายในครอบครัว

เหล่ากูรูด้านการเงินทั้งหลาย เน้นย้ำเสมอว่า "การทำบัญชีรายรับรายจ่าย"
ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการวางแผนการเงินเป็นอย่างมากกกกกกกส์
โดยเฉพาะสำหรับการวางแผนการเงินในครอบครัว

 

เพราะบัญชีรายรับรายจ่ายจะเป็นตัวช่วยสำรวจว่ามีรายจ่ายส่วนไหนที่จ่ายไป "เกินกว่าเหตุ" หรือไม่เหมาะสม
นอกจากนั้นยังใช้วางแผนการใช้จ่ายให้ถูกวิธี รวมถึงสร้างให้ครอบครัวมีระเบียบวินัยทางการเงินเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ

 

2. งดรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่จำเป็น

ว่ากันว่า… คุณผู้หญิงทั้งหลาย ย่อมไม่พ้นของสวยๆงามๆ
เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอางค์ เครื่องประดับ ฯลฯ
แต่อันนี้ @TAXBugnoms ไม่ได้จะมาห้ามแต่อย่างใดนะครับ แหม่..

 

เค้ายังมีสโลแกนกันว่า "ผู้หญิงอย่าหยุดสวย"
(แต่ถ้าไม่สวยก็หยุดเหอะ! อุ๊บ!! อันนี้ไม่ได้พูดนะคร้าบ TwT)

 

รายจ่ายในส่วนนี้ ถ้าเราสามารถตัดเอาเฉพาะที่จำเป็นๆ
และเหมาะสมกับฐานะทางการเงิน รับประกันได้เลยว่าจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่มอีกเพียบเลยครับ

 

3. อย่าลืม! จัดสรรเงินออมให้พร้อมสำหรับอนาคต

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการวางแผนการเงิน
นอกจาก รายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังมี "เงินออม" อีกตัวหนึ่งนี่แหละครับ

 

เพราะเงินออมนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ
ดังนั้น.. จงอย่าลืม!!! จัดสรรเงินบางส่วนไว้ออมเงินด้วยนะคร้าบ!

 

4. มองหาวิธีการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับเงินส่วนที่เหลือ

ถ้าหากเราประหยัดได้มากขึ้น มีเงินออมสำรองไว้ใช้จ่ายในระดับที่คิดว่าพอเพียงแล้ว
ลำดับต่อมาก็คือการมองหาวิธีการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
ในเงินส่วนที่เหลือ เพราะลำพังจะมาอยู่แค่เงินฝากธนาคารก็คงไม่ไหว

 

เราควรจะกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ด้วย
เช่น กองทุนรวม หุ้น น้ำมัน ทองคำและอีกนับสารพันที่มีให้เลือกมากมาย
เพียงแต่ว่าต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ดีก่อนจะตัดสินใจลงทุนนะคร้าบบ

 

อ๊ะๆๆๆ สุดท้ายแล้วทางด้านคุณสามีนั้น @TAXBugnoms ก็มี
"เคล็ดลับเพียงหนึ่งข้อ" ที่เรียกได้ว่าง่ายสุดๆเลยล่ะครับ นั่นคือท่องไว้สั้นๆคำเดียวว่า

"หาได้เท่าไรส่งให้ภรรยาเก็บหมด"
เพราะการเงินที่ดีนั้น ต้องมาจากศรีภรรยาภายในบ้าน

ที่สำคัญภรรยาที่แสนดีของเราทำให้ตั้ง 4 ข้อแล้วนะ (กราบ)
ที่เหลือก็เป็นหน้าที่คุณสามีที่จะต้อง Make Money กันให้เต็มที่เลยน่ะสิ!!


ฮึมมมมม… ว่าแล้ว @TAXBugnoms ขออนุญาตไปทำงานหาเงินมารับใช้ เอ้ย มาให้คุณภรรยาก่อนนะคร้าบบบ

วางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่

เสียงกระซิบจากกองทุนตอน ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

จากครั้งที่แล้ว หลังจากที่ผมโดนกดดันให้รีบซื้อกองทุนก่อนธนาคารจะปิด (ฮ่า ๆ) แต่ก็ได้เลือกกองทุนที่ถูกใจมาโดยเลือกจากการที่ได้ฟังเสียงของกองทุนมากกว่าเสียงของพนักงานที่แนะนำ(เท่ห์มาก…ขอฟินแป๊ป) แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่ท่านจะเริ่มลงทุน คือ…..ต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองก่อน (จังหวะนี้แนะนำให้เปิดเพลง เสียงของหัวใจไปด้วยจะได้ฟิลล์มากขึ้น) หลายท่านคงเริ่มคิดที่จะหยุดอ่านแล้ว เพราะทนไม่ได้กับคนเขียน แต่อย่าเพิ่งครับ!! ลองมาดู

วิธีการประเมินตัวเองก่อนแบบง่าย ๆ สบาย ๆ ก่อนการเลือกซื้อกองทุนกัน

ขั้นแรก

หลับตา แล้วนึกว่าหากท่านมีเงินเก็บ 1,000,000 บาท (เพิ่มจำนวนได้ตามความรวยของผู้อ่าน) จากการทำงานอันแสนเหนื่อยยากลำบากจิต โดนเจ้านายด่าทุกวัน แต่ท่านก็ยังอดทน และเก็บเงินได้

ขั้นที่สอง

ให้ลองจิตนาการว่า หากเงิน 1,000,000บาทนั้นเอาไปลงทุนอะไรซักอย่าง แล้วขาดทุน เหลือเงิน 800,000 บาท ส่วนถ้าผู้อ่านเป็นผู้หญิง ให้ลองนึกว่าซื้อกระเป๋าLouis, Hermes, Chanelรุ่นท๊อปมาแล้ว วันดีคืนดี เพื่อนสนิทเราได้ฝากญาติที่อยู่เมืองนอกหิ้วมาให้ ในราคาถูกลง 20 % หลังจากที่เราซื้อได้เพียง 3 วัน จะนอนหลับได้ไหม หรือ กินข้าวได้ไหม (ผมว่าส่วนใหญ่คงคิดที่จะไปกรีดกระเป๋าเพื่อนอยู่…)

ขั้นที่สาม

ถ้าทนขั้นที่สองไม่ได้ แล้วขาดทุนเท่าไหร่ละที่รับได้ ?  5%, 10% หรือ ช้านรับขาดทุนไม่ด้ายยยเลย

ขั้นที่สี่

ถ้าหากได้ตัวเลขขาดทุนไว้ในใจแล้วละก็ ลองดูระดับความเสียว เอ้ย เสี่ยงของท่านตามด้านล่างนี้เลยครัช

จากตารางนี้ ท่านผู้อ่านสามารถกำหนดอัตราส่วนที่จะลงทุนในกองทุนได้ด้วยตนเองแบบง่าย ๆ นะครัชชช เช่น ผมมีเงินลงทุนอยู่ 100บาท และผมรับความเสี่ยงได้ปานกลางได้ (หรือรับขาดทุนได้ 5-15 %) ดังนั้นผมเองสามารถที่จะลงทุนในกองทุนเสี่ยงต่ำได้ 20บาท กองทุนเสี่ยงปานกลาง 40บาท และ กองทุนเสี่ยงสูง 40บาทนั้นเอง ง่ายใช่ป่ะ!!! แต่ที่สำคัญ สัดส่วนการลงทุนเหล่านี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงอายุ , เพศและ ความจำเป็นในการใช้เงินด้วยนะครับ

ส่วนท่านที่รับขาดทุนไม่ได้ ก็เก็บเงินไว้ในไหแล้วฝังดินเถอะครับ อย่าริอาจที่จะมาลงทุน จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน…..…ผมล้อเล่นนะครับ!!! จริง ๆ แล้วก็ยังมีกองทุนอื่น ๆ ที่เหมาะกับคนไม่ชอบเสี่ยงอยู่ด้วยเหมือนกัน(อยากรู้ละซิ แน่นอนว่าผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังภายหลัง จะได้มีเรื่องเขียนต่อ อิ ๆ)

เป็นอย่างไรบ้างครับ ? เริ่มได้ยินเสียงในใจของตัวเองหรือยังครับ ว่าเสี่ยงได้แค่ไหน

ปล. ถ้าอยากประเมินความเสี่ยงแบบละเอียดมากขึ้น เราขอแนะนำให้ผู้อ่านทดลองทำแบบประเมินได้ที่

http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=76

10 ขั้นตอนสู่อิสรภาพการเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

1. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด

สิ่งแรกและเร็วที่สุดที่สามารถทำได้ นั่นคือการ “ลดค่าใช้จ่าย” โดยเราต้องรู้ว่า สิ่งไหนที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” และสิ่งไหนคือ “ค่าใช้จ่ายที่ต้องการ”  ซึ่งวิธีการหลักง่ายๆคือการลดความต้องการให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้นนะคร้าบ

2. จดๆจ้องๆมองหาหนทางเพิ่มรายได้

ในระยะยาวแล้ว การลดค่าใช้จ่ายทำได้เพียงระดับนึง เพราะเราไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้ ข้าวปลาอาหาร ค่าเดินทาง ยังไงก็ลดไปไม่ได้จริงไหมครับ ดังนั้นทางต่อมาเราต้องมองหาวิธีการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง

3. ได้รับเงินเมื่อไร อย่าลืมออมทุกครั้ง

วินัยในการออมถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อเราได้รับเงินมาทุกครั้งอย่าลืมแบ่งขั้นต่ำ 10% ไว้เพื่อ “ออม” หรืออาจจะใช้วิธีหักเข้าบัญชีเงินฝากเพื่อการออมโดยตรงเลยก็ได้ ง่ายๆสบายๆชิวๆ จริงไหมครับ (หรอ???)

4. ตั้งใจวางแผนการลดหย่อนภาษีแต่เนิ่นๆ

รายจ่ายที่ถึงตายก็หนีไม่พ้นนั่นคือ “ภาษี” ดังนั้นเราต้องวางแผนการลดหย่อนภาษีให้ครบถ้วน รู้ก่อนว่าตัวเองมีรายได้อะไรบ้าง มีค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง และถ้าให้ดีก็ลงทุนศึกษาความรู้เรื่องภาษีไปด้วยกันเลย

5. เชิญนายจ้างให้นำส่งประกันสังคม

อย่าลืมบอกนายจ้างหรือบริษัทที่สังกัดอยู่ให้นำส่งประกันสังคมให้ด้วย เพราะเป็นการออมเพื่อลดหย่อนภาษี อีกทั้งคุณยังได้รับสิทธิประโยชน์ดีๆ จากภาครัฐอีกด้วยครับ

6. สมทบเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบเต็มอัตรา

โดยปกติแล้วกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของแต่ละองค์กรจะมีอัตราขั้นต่ำให้สมทบ แต่ถ้าเราอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ขอเพิ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มอัตรากันไปเลย รับประกันได้ว่าเมื่อเกษียณ คุณจะมีเงินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลโดยที่คุณแทบจะไม่เชื่อเลยล่ะครับ

7. หาจังหวะเวลาซื้อ LTF

การซื้อ LTF คือการลดหย่อนภาษีที่ดีอีกหนทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามการซื้อ LTF จะหมดอายุภายในปี 2559 แล้วนะครับ ดังนั้นช่วงนี้หากใครมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี อย่างนี้ต้องจัดเต็ม!!

8. ใช้ RMF เก็บเงินออมส่วนที่เหลือ

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ RMF เพราะคิดว่าเป็นเงินออมเพื่อเกษียณ แต่จริงๆ แล้ว RMF นี่แหละคือการฝึกวินัยในการออมอย่างแท้จริง แถมคุณยังมีโอกาสสับเปลี่ยนเพื่อทำกำไรระหว่างกองทุนได้อีกด้วยนะ เพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนแบบทวีคูณ แต่ก็ต้องระวังเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง จากทวีคูณอาจจะกลายเป็นศูนย์ก็ได้นะคร้าบ

9. ถ้าเป็นคนชอบเผื่อ อย่าลืมซื้อประกัน

ประกันชีวิต คือ การป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด หากคุณมีคนที่อยู่ข้างหลัง หรือมีภาระ การทำประกันชีวิตคือทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง แถมยังลดภาษีได้อีกด้วย

10. หมั่นตรวจสอบแผนการเงินอยู่เสมอ

อย่าลืมคอยตรวจสอบ ตรวจเช็ค เปลี่ยนแปลงการลงทุนต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอ เพือให้ได้ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้

เมื่อมาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าหากเป็นคนที่มีรายได้น้อยมากๆ เช่น แรงงานขั้นต่ำ จะทำอย่างไรดีเรื่องการเก็บออมดีล่ะ เนื่องจากคนเรามีหลายระดับ การวางแผนการเงินคงแบบเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกระดับ

สำหรับเรื่องนี้ @TAXBugnoms มองว่า สิ่งสำคัญคือต้อง “เริ่ม” เก็บออมให้ได้ก่อนครับ สมมุติว่าแรงงานขั้นต่ำ 9,000 บาท เค้าอาจจะบอกตัวเองว่าเก็บไม่ได้หรอกแค่ใช้หมดแล้ว แต่ทุกครั้งผมมักจะถามว่าแล้วเก็บแค่ 100 บาทต่อเดือนไหวไหม ให้เริ่มต้น… เอาเท่าที่ไหวครับ เพื่อฝึกวินัยในการออม เพราะเมื่อไรก็ตามที่สร้างวินัยเรื่องนี้ได้ คุณจะเปลี่ยนตัวเองได้ครับ

คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากคำว่า “เก็บเงินไม่ได้”  ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องเปลี่ยนทัศนคติตัวเองว่า “เราสามารถเก็บเงินได้” เป็นลำดับแรก และเมื่อคุณเก็บเงินได้จริงๆไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม หลังจากนั้นเราจะมีความมั่นใจขึ้นมาว่า จริงๆแล้ว “เราก็สามารถหารายได้เพิ่มได้ด้วยนะ” และถ้าเป็นแบบนี้แล้ว อิสรภาพการเงินก็คงไม่หนีหายไปไหน จริงไหมล่ะคร้าบบบ

การวางแผนการเงินเพื่อการยื่นภาษี

เมื่อพูดถึงเรื่องภาษีแล้วหลายๆคนก็คงรู้สึกสยองมากเวลาเห็นสลิปเงินเดือนออก แล้วก็มาดูว่าในแต่ละเดือนเราจะต้องจ่ายภาษีไปเท่าไหร่บ้าง โดยปกติแล้วทุกๆคนมีหน้าที่จ่ายภาษี โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนแล้วจะถูกหักตั้งแต่รับเงินเดือนจำนวน 10% แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการหลอกหลอนนั้นจะจบลงไปเนื่องจากเมื่อถึงเวลาครบปี รายได้ของเราทั้งหมดจะถูกนำมาคำนวณเพื่อดูว่าอัตราภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งคนที่ทำงานมานานและมีฐานเงินเดือนสูง แน่นอนว่าเขาจะต้องจ่ายเกิน 10% แน่ๆ อาจจะ 20% 30% ก็เป็นไปได้

ในการวางแผนทางการเงินเพื่อการยื่นภาษีนั้น สิ่งแรกที่เราจะต้องตรวจสอบก่อนคือ

1. บริษัทได้มีการจ่ายภาษี หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่?

คำตอบนั้นสามารถดูในสลิปเงินเดือนของทุกท่านได้ หากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปก็เท่ากับว่าเงินส่วนหนึ่งได้แบ่งเบาภาระเพื่อการชำระภาษีในต้นปีถัดไปได้แล้วส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากบริษัทจ่ายเงินสดมาโดยไม่ได้นำส่งภาษีเลยละก็ คุณจะต้องคิดอยู่เสมอว่าเงินที่มาจากการทำงานและอยู่ในบัญชีของคุณนั้นจะต้องมีบางส่วนถูกนำส่งไปยังสรรพากร ซึ่งเราไม่สามารถใช้หมดได้

2. คำนวณฐานภาษีของตัวเอง

เราสามารถดูจากฐานภาษีอย่างคร่าวๆได้ เพื่อที่จะประเมินในอนาคตว่าเราจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่  และคำนวณฐานภาษีและเงินที่เราจะต้องจ่ายภาษีทั้งหมด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชำระเป๊ะๆอย่างที่สรรพากรกำหนดเนื่องจากในปัจจุบันเราสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเราไม่ต้องการลดหย่อนภาษีใดๆก็ต้องเตรียมเงินเพื่อชำระภาษีที่เหลือ หรือหากเราต้องการลดหย่อนภาษี ก็ต้องคำนวณว่าจะต้องวางแผนเพื่อเตรียมเงินเท่าไหร่เพื่อนำไปใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี

3. การลดหย่อนภาษีและใช้สิทธิทางภาษี

สำหรับการลดหย่อนภาษีแบบบุคคลธรรมดาทำได้ไม่ยากและมีหลายแบบ แต่สำหรับพวกเราแล้วสามารถเลือกใช้วิธีลดหย่อนภาษีจากการนำเงินออมมาลงทุน ซึ่งจะทำให้ทุกคนรวยขึ้นได้ เนื่องจากเป็นการใช้เงินออมในระยะยาว โดยทางเลือกที่เป็นที่นิยมในการออมและลงทุนได้แก่

  • การลงทุนใน LTF ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยสามารถซื้อและขายในระยะเวลา 5 ปีปฎิทิน
  • การลงทุนใน RMF ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ สามารถนำเงินมาออมไม่ต่ำกว่า 5 ปีและสามารถนำมาใช้ได้เมื่ออายุ 55 ปี
  • การลงทุนในประกันชีวิต เป็นอีกหนทางหนึ่งในการคุ้มครองชีวิต สะสมความมั่งคั่งพร้อมๆการลดความเสี่ยงที่ได้ประโยชน์ทางภาษี

อย่าลืมนะครับว่า เมื่อเรามีรายได้แล้ว เราจะต้องเสียภาษี แต่เราจะเสียภาษีอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนของเรา

โสด(สุข)สันต์วันวาเลนไทน์

โสด(สุข)สันต์วันวาเลนไทน์

วันแห่งความรักแบบนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนมีคู่ถือดอกไม้เดินจูงมือกันกระหนุงกระหนิงไปมาให้เต็มไปหมด จนทำให้คนโสด(หรือจำเป็นต้องโสด)นั้นอิจฉาตาร้อนผ่าวๆ ในใจก็คิดแต่ว่าทำไมไม่เป็นเราบ้างหนอ? เฮ้ออออ คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ อยากให้ผ่านวันนี้ไปเร็วๆจัง T T

เราขอเสนอวิธีที่ทำให้ช่วงเวลาแบบนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความสุขที่มีอยู่รอบตัวจากกิจกรรมความรักเหล่านี้ค่ะ

  1. รักครอบครัว – กลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัว นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก ความรู้สึกในอดีตหวนกลับมาอีกครั้งเมื่อเราทานกับข้าวฝีมือของแม่ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้นสร้างความสุข ความอบอุ่นขึ้นในใจอยู่เสมอเมื่อเรากลับบ้าน อย่างที่กล่าวไว้ว่า home is where your HEART is

  1. รักงาน – ทำงาน ทำงาน ทำงาน สำหรับท่านที่รักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจและต้องทำงานอยู่ไกลบ้าน ไม่สามารถกลับบ้านไปทานข้าวกับครอบครัวได้ ควรใช้ช่วงเวลานี้ทำงานให้มากที่สุด ทำเพื่อให้ลืมว่าวันนี้เป็นวันอะไร เพราะการทำตัวให้ยุ่งทั้งวันนั้นจะทำให้รู้สึกว่าเวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

  1. รักเพื่อน – ปาร์ตี้ฉลองความโสด เชื่อว่าหลายท่านที่ยังโสดนั้นก็มีเพื่อนที่โสดอยู่เหมือนๆกัน เราก็ใช้ช่วงเวลาแบบนี้สังสรรค์ฉลองความโสดให้คนมีคู่นั้นอิจฉาว่าเป็นโสดนั้นมีเพื่อนเยอะกว่าคนมีคู่ที่มีแฟนเพียงคนเดียว (ประเด็นคือปลอบใจตัวเองเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น โดยอาจจะทำเป็นคำพูดตลกๆขึ้นมาก็ได้)

  2. รักคนอื่น – ทำกิจกรรมเพื่อสังคม นอกจากความรักที่เรามอบให้คนรอบข้างแล้ว ยังมีอีกสังคมที่กำลังรอความรักจากเราอยู่ซึ่งก็คือ ผู้ใหญ่ที่บ้านพักคนชราและเด็กด้อยโอกาส ส่งมอบช่วงเวลาพิเศษนี้ด้วยกิจกรรมที่มอบเสียงเพลงสุนทราภรณ์ให้ผู้สูงอายุเพื่อให้นึกถึงอดีตที่แสนมีความสุขหรือมอบของเล่นให้เด็กด้อยโอกาสเพื่อฝึกการเรียนรู้ แล้วเราจะรู้ว่าความสุขที่เงินซื้อไม่ได้นั้นมันเป็นอย่างไร

สังเกตพฤติกรรมคนรวย

มาดูกันว่าพฤติกรรมของคนรวยเขาเป็นยังไงกัน คิดอย่างไรให้รวย ทำอย่างไรให้รวย

  1. มีเป้าหมายทางรายได้ชัดเจน
  2. แสวงหาลู่ทางการทำงานใหม่ๆตลอดเวลา
  3. หาวิธีสนุกๆในการหารายได้
  4. คิดใหญ่กว่าคนอื่น
  5. บอกตัวเองอยู่เสมอว่า ‘ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้’
  6. เข้าใจความเสี่ยง
  7. กล้าที่จะเสี่ยง โดยไม่ลังเล
  8. พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
  9. เห็นคุณค่าของเวลา
  10. หมั่นเติมความรู้ให้สมองอยู่เสมอ
  11. แสวงหาโอกาส
  12. หาแนวคิดและเหตุผลสันบสนุนความเชื่อของตนเอง
  13. เป็นคนรักการอ่าน
  14. กล้าทุ่มเทเงินกับสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า
  15. เป็นคนที่มีทัศนคติกว้างไกล
  16. สังคมกว้างและเพื่อนฝูงเยอะ
  17. เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
  18. เป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่า ‘ยังมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกเนอะ’
  19. ฟังมากกว่าพูด
  20. ชื่นชมคนที่รวยกว่าและเอาเป็นแบบอย่าง
  21. พัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอ ไม่ย่ำอยู่กับที่
  22. รู้ว่าอะไรคือความต้องการของตัวเอง และตอบสนองความต้องการนั้นได้

หากเราอยากรวย เราต้องคอยสังเกตคนที่รวยกว่าว่าเค้าคิดและปฏิบัติอย่างไร

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save