[Review] กองทุนรวมธรรมาภิบาล ‘KFTHAICG’ โอกาสได้ผลตอบแทน แถมความสุขใจ

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่ผมเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการลงทุนใหม่ ๆ นั้น อาจารย์ที่สอนเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้น และการวิเคราะห์การลงทุนของผมได้สอนเรื่องการคัดเลือกหุ้นในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเลข หรือที่เรามักจะเรียกว่าการคัดเลือกเชิงคุณภาพครับ

โดยการคัดเลือก เราก็จะดูจาก แนวทางการบริหารงาน เศรษฐกิจ ปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ให้ และกลยุทธ์ต่าง ๆ ของบริษัท ฯ ที่จะใช้เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งขันในระยะยาว รวมถึง ธรรมาภิบาลของบริษัท ฯ ครับ เช่น การไม่ปั่นหุ้น มีความโปร่งใสของการถือหุ้น และการบริหาร โดยที่สามารถตรวจสอบผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัท ฯ ได้อย่างชัดเจนมีที่มาที่ไป

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการคัดเลือกหุ้นแบบนี้ จะทำให้เราได้หุ้นที่ดีและไว้วางใจได้ในการลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยเรานำมาใช้ควบคู่กับการประเมินเชิงตัวเลขครับ

แต่พอผมลงทุนเองจริง ๆ ผมมองว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องตัวเลขเสียด้วยซ้ำครับ

น่าสนใจใช่ไหมละครับ ว่าทำไมผมคิดว่ามันสำคัญมากขนาดนั้น วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังถึงกองทุนที่มีนโยบายการเลือกหุ้นที่จะลงทุนด้วยวิธีเชิงคุณภาพแบบนี้ครับ

การพิจารณาการลงทุนเชิงคุณภาพจริง ๆ แล้วก็มีหลากหลายวิธีครับ โดยวิธีที่ผมจะยกตัวอย่างมาก็คือ การพิจารณาเรื่อง “ธรรมาภิบาลของบริษัท ฯ” ที่เราจะลงทุนด้วยครับ

ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่รอด และเติบโตของบริษัท ฯ ในระยะยาว เพราะว่า

ถ้าบริษัทมีการบริหารจัดการบริษัทที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง ก็เหมือนกับคนที่น่าไว้วางใจว่าจะทำธุรกิจอย่างดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง นักลงทุนต่างประเทศ หรือว่านักลงทุนสถาบันต่าง ๆ ก็อยากที่จะมาลงทุนด้วย ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วไปครับ

บางครั้งการที่มีทุจริตเกิดขึ้นนั้นจะทำให้มี “ต้นทุน” ในการดำเนินกิจการที่สูงมากขึ้น เสมือนกับปิดโอกาสที่บริษัทจะเติบโตในระยะยาวได้อีกด้วยครับ

เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับบริษัท ฯ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง ‘ENRON’ ครับ (ใครสนใจประวัติของบริษัท ฯ นี้ ผมแนะนำให้ดูใน YouTube ได้เลยนะครับ) ที่ปกปิดต้นทุนที่สูง และการทำตัวเลขทางบัญชีเพื่อให้เกิดรายได้ในอนาคตที่มากขึ้น อีกทั้งผู้บริหารเองก็พยายามเอาเงินของพนักงานไปลงทุนในหุ้นของบริษัท ฯ ตัวเองอีกด้วยครับ จนสุดท้ายใครหลาย ๆ คนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน หรือว่าพนักงานบริษัท ฯ ของ ENRON เองก็ต้องหมดเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตไปกับหุ้นตัวนี้ครับ

คราวนี้เรามาดูประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ถ้าหากเราเอาผลวิเคราะห์การลงทุนที่เป็นเชิงตัวเลข จากการเลือกหุ้นที่เป็นเชิงคุณภาพก็จะเห็นได้ว่า ตัวเลขของการลงทุนนั้น มันดีขึ้นจริง ๆ ผลตอบแทนก็ดีขึ้น

โดยหน่วยงาน และ โครงการที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณภาพการกำกับดูแลกิจการ ที่มีอยู่ในประเทศไทยก็มี สถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD และอีกโครงการก็คือ โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต ที่มีหลาย ๆ องค์กรร่วมมือกันจัดตั้งขึ้นมา

หลาย ๆ ท่านคงจะอยากทราบแล้วใช่ไหมครับ ว่ามีกองทุนไหนที่ไปลงทุนกับบริษัท ฯ เหล่านี้

จริง ๆ ต้องบอกว่าตอนนี้มีประมาณ 11 บลจ. ที่เข้าร่วมโครงการ “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” (CG Fund) ซึ่งจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีธรรมาภิบาลดี ซึ่งผ่านการคัดกรองโดยเกณฑ์การพิจารณาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดหลักทรัพย์ และหลักเกณฑ์ในการลงทุนกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย แต่บลจ. ต่างๆ จะจัดตั้งกองทุนของตนเองโดยมีนโยบายและสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และสามารถหากลยุทธ์มาลงทุนให้ผลตอบแทนดีขึ้นไปอีกครับ

คราวนี้ เรามาถึงกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยที่เปิดขาย ซึ่งผมว่ามีความน่าสนใจในเรื่องกลยุทธ์การลงทุน

นั่นก็คือ “กองทุน KFTHAICG” ครับผม โดยกองทุนนี้มีความน่าสนใจดังนี้ครับ

  • เป็นกองทุนที่ลงทุนในบริษัท ฯ ที่มี CG Scoring ตามหลักเกณฑ์ของ IOD ไม่ต่ำกว่า 4 ดาว และเป็นบริษัท ฯ ที่ผ่านรับรองเป็นสมาชิก CAC หรือ

Ecosystem Thinking วิธี ‘คิด’ ก่อนลงทุนในยุค Digital

ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาอยู่ในแวดวงการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์เนี่ยก็เห็นความเปลี่ยนแปลงค่อยข้างเยอะในช่วงเวลา 10 ปี ทั้งในแง่ของข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ รูปแบบของบริษัทใหม่ๆที่เข้ามาระดมทุน รวมถึงเทคนิคในการลงทุนอีกด้วย สำหรับยุค Digital หรือที่เราเรียกกันว่า ยุค 4.0 เนี่ยมันก็มีหุ้นที่มีรูปแบบการดำเนินกิจการที่น่าสนใจในเชิงของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเยอะนะครับ อาจจะยังไม่เห็นในเมืองไทยเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศเราจะเริ่มเห็นเยอะขึ้น ส่วนจะเข้ามาในเมืองไทยหรือเปล่านี่อีกเรื่องหนึ่งเนาะ

“วิธีวิเคราะห์แบบดั่งเดิม VS แบบยุค Digital”

หากเราไปเปิดตำราวิธีคิดในการลงทุนที่ใช้กันมาหลาย 10 ปีนั้น มีข้อแนะนำว่าเราควรจะพิจารณาในเชิงของ Top-down หรือ Bottom-up เพื่อดูว่าธุรกิจอะไรที่อยู่ในเทรนด์ของการเติบโตในเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั้น โดยเราจะมองปัจจัยต่างๆ เช่น ในเชิงของคุณภาพและการแข่งขันของตัวบริษัทเพื่อหา Dureable Competitive Advantage (DCA) หรือความสามารถในการแข่งขันของตัวบริษัทนั้นๆ เพื่อนำมาเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้เราแน่ใจได้ว่าในระยะยาวนั้นความสามารถดังกล่าวจะทำให้กิจการเอาชนะคู่แข่งได้ในท้ายสุด นอกเหนือจากการดูความสามารถในการแข่งขันแล้วก็ Confirm ด้วยตัวเลขทางการเงินในเรื่องการเติบโตและดู Valuation ของกิจการเพื่อหาราคาที่น่าลงทุนในลำดับต่อไป

แต่ในยุคของ Digital 4.0 โดยส่วนตัวของผมมองว่าความสามารถในการแข่งขันนั้น อาจจะถูกทำลายง่ายๆ แล้วด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยี ไม่ว่าบริษัทที่เราลงทุนอยู่นั้นเดิมทีจะมีการผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางนโยบาย จำนวนสาขา จำนวนผู้บริโภค หากมีเทคโนโลยีบางอย่างทีเกิดมาเพื่อ Disrupt ธุรกิจได้ ก็ทำให้ธุรกิจเดิมๆ ไปต่อไม่ถูกได้เช่นกันแม้เดิมจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่สูงมาก

มาดูภาพตัวอย่างกรณีของ Amazon ครับ

Amazon เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากในต่างประเทศและเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจหนังสือ eBook อย่าง Kindle ขึ้นมา จากภาพเราจะเห็นได้ว่า การเติบโตของหนังสือแบบเป็นเล่มจับต้องได้นั้น มีการเติบโตมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1996 แต่พอหนังสือ eBook อย่าง Kindle เกิดขึ้นมานั้นกลับใช้เวลาเพียง 3 ปีที่สร้างยอดขายเท่ากับหนังสือเล่มเป็น 10 ปีได้

ความลับของ Kindle นั้นอยู่ที่วิธีการใช้ Ecosystem Thinking ของทาง Amazon ครับ จากที่ตัวผมเองเคยได้เข้าไปขาย eBook ในนั้นพบว่า จุดที่เขาได้เปรียบมีดังนี้

1. Amazon มีระบบที่สนับสนุนให้นักเขียนเข้ามาใช้ Platform ของเขาได้ โดยเราแต่งหนังสือแล้ว Upload ลงไปในเวป Kindle ของ Amazon เราก็สามารถมีหนังสือ eBook เป็นของตัวเองได้

2. การออกหนังสือเล่มแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงมาก แต่การออก eBook นั้น ไม่ต้องตีพิมพ์อะไร แค่อ่านในระบบ ต้นทุนจึงถูกกว่าและสามารถออกหนังสือได้รวดเร็วกว่า และนั่นทำให้นักเขียนหน้าใหม่ๆ แจ้งเกิดพร้อมสร้างรายได้กับธุรกิจทางนี้ แต่ถ้าอยากได้ก็มีนะ เขามีระบบ Print on Demand

3. Platform ของ Amazon นั้นทำให้ใครก็เข้าถึงหนังสือได้ โดยไม่ต้องผ่านไปร้านหนังสือ แค่เปิดเว็บไซต์แล้วสั่งซื้อแล้วดาวโหลดก็สามารถอ่านหนังสือที่ตัวเองต้องการได้เลยทันที หนังสือไม่มีวันหมดด้วย

4. การกระจายสินค้านั้นไม่ต้องผ่านร้านหนังสือ ทำให้ Amazon สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักเขียนได้ในระดับสูง และเมื่อเราขายหนังสือได้ก็จะมีการแบ่งกับทาง Amazon

5. สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทุกอย่างทำในระบบ ซึ่ง Amazon สามารถเห็นข้อมูลทุกอย่างของผู้เขียนและผู้อ่านได้ว่า Trend ไหนจะมาและลูกค้ากำลังต้องการสินค้าและบริการอะไร ซึ่งข้อมูลที่สำคัญอย่าง Big Data นั้นสามารถทำไปพัฒนาในด้านต่างๆ ได้ในอนาคต

Amazon ทำธุรกิจในส่วนนี้ไม่รู้จะกำไรหรือเปล่านะ ฮาๆ แต่ภาพรวมของเขาโตอย่างที่เห็นจากการที่เอาคนเข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เขาสร้างขึ้น จะเห็นได้ว่าด้วยมิติวิธีคิดใหม่ที่มีเทคโนโลยีเป็น Key ในการแข่งขันสามารถสร้างผลกระทบให้กับวงการหนังสือได้อย่างมากเลยทีเดียว คนหันมาอ่านหนังสือ Online เพราะสะดวกขึ้น นักเขียนก็ใช้ Amazon เพื่อเป็นช่องทางในการผลิตสินค้าได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอการพิมพ์แบบเดิม และผู้อ่านก็มองว่าแค่ Search หาเรื่องที่อยากอ่านใน Amazon ก็จะเจอทันที โดยไม่ต้องไปถามที่ร้านหนังสือว่ามีขายไหม

นอกจาก Amazon แล้วเราจะเห็นได้ว่า หลายธุรกิจได้ใช้หลักการพัฒนาเชิง Ecosystem Thinking อีก เช่น Apple กับการพัฒนา Application โดยไม่ใช่แค่จำหน่ายมือถือเพียงอย่างเดียวแบบเมื่อก่อน Facebook และการทำธุรกิจให้กลายเป็นช่องทางสื่อออนไลน์ Alibaba ผู้ที่เข้ามาสร้าง Platform สำหรับ SME เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่ดีแต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังขยาย Ecosystem ของตัวเองได้เรื่อยๆ

สำหรับนักลงทุนอย่างเรานะครับก็คงต้องมองเครื่องมือในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อลงทุนในรูปแบบใหม่มากขึ้น เดิมทีเราอาจจะใช้หลักการของ Five Force Factors Model แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวมันอยู่ในรูปแบบของ Unlern Customers เพราะเขาเปรียบเทียบแค่ความเป็นไปของการแข่งขันระหว่างบริษัทเท่านั้น ในปัจจุบันนี้บริษัทต่างๆสามารถถูก Disrupt ได้ง่ายขึ้นจาก Technology ที่เปลี่ยนไป รูปแบบของ Ecosystem Thinking มันจะเกิดภาพของการ Learn Customers จากพวก Big Data ซึ่งท้ายสุดแล้วถ้าบริษัทสามารถปรับตัวไปตามการใช้เงินของลูกค้าได้นี่ล่ะจะเป็น Competitive Advantages รูปแบบใหม่ที่จับลูกค้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของตัวเองได้เลยทีเดียว ผมก็เลยคิดว่าหากเรานำมาต่อยอด Five Force Factor Model ด้วยวิธีคิดที่เพิ่มข้อมูลลูกค้าได้มากขึ้นก็จะทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมขอนำเสนอภาพการวิเคราะห์ธุรกิจยุคใหม่ อันนี้เป็น Idea หนึ่งที่ผมได้มากจากการไปฟัง ศาสตราจารย์คาลอส คอร์ดอน จาก IMD แต่ผมต่อยอดและเปลี่ยนคำขึ้นมาให้เป็นแง่วิธีคิดในการลงทุนส่วนบุคคล โดยมี Step ดังนี้ครับ

1. Ecosystem Thinking

หลายบริษัทที่มีการใช้เทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่นั้น มักจะมีการช่วงชิงผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น เราจะต้องไปดูว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์ ตัวอย่างจากกรณี Amazon จะเห็นได้ว่า การเกิดเทคโนโลยีใหม่ทำให้คนอ่านหันมาอ่านหนังสือ eBook มากขึ้น คนเขียนเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ก็เลยมาเขียนกัน เมื่อคนแห่มาใช้ Platform ดังกล่าวมันก็จะเกิดโอกาสเติบโตขึ้นได้

2. Customer Problem

โดยส่วนตัวผมแล้วมองว่าแม้เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนก็ยังต้องใช้เงินอยู่ดี เพียงแค่เรามองว่าเงินมันไปอยู่ที่ไหน พวกนี้มันจะถูกนำมาวิเคราะห์ได้หากบริษัทนั้นได้มีการเก็บ Data ขึ้นมาแล้วสร้างคำถามเพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้งในแง่ WHY – HOW – WHAT ถ้าลองสังเกตโทรศัพท์มือถือในรูปแบบเก่าในอดีตเราจะเห็นได้ว่ามันแค่ใช้โทรเข้าออก รับข้อความ แต่สมัยนี้ด้วยวิธีคิดใหม่มันเปลี่ยนไป อย่าง Apple นั้นมองว่าโทรศัพท์มือถือมันสามารถสร้างเป็น Amazing Product ที่ทำให้ Your Life in your Pocket ได้ซึ่งก่อให้เกิด Application ที่ตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ของผู้ใช้ ลองเปิดแค่ App พื้นฐานดูสิ มันจะมีตั้งแต่กล้อง เครื่องคิดเลข ดูหนังฟังเพลง ข้อมูลข่าวสาร และเราสามารถโหลด App เพิ่มเติมได้ นี่ล่ะที่ทำให้ Ecosystem ของผู้ใช้มันแข็งแกร่งได้

3. Value Proposition

อันนี้เป็นอีกข้อที่เราควรจะต้องดูให้ลึกถึงบริษัทที่เราจะลงทุนว่า การสร้างคุณค่าให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องใน Ecosystem นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าทุกอย่างมันเชื่อมต่อระบบแล้วทำให้อะไรๆ มันง่าย เกิดเป็นคุณค่าก็ย่อมทำให้ Ecosystem นั้นแข็งแกร่งและยากต่อการเข้ามาของคู่แข่งได้ เราอาจจะใช้ Business Model Canvas วิเคราะห์ตรงนี้ได้นะครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น Alibaba ที่เห็นปัญหาในเรื่องของ SME ในประเทศจีนจึงสร้างระบบขึ้นมาเพื่อตอบ Ecosystem ของเขา ตั้งแต่ Website ระบบการชำระเงิน จนเชื่อมไปยังระบบขนส่ง ซึ่งในระบบดั่งเดิมนั้นกว่าที่ใครซักคนจะสร้างธุรกิจออกมาได้นั้น มันก็ไม่ง่ายเลย ต้องไปจ้างผลิตของ ต้องไปติดต่อร้านค้า ต้องจ้างคนไปส่ง ต้อง Confirm การโอนเงินกัน พอระบบแบบนี้มาปุ๊ปทุกคนแฮปปี้เพราะมันลดขั้นตอนต่างๆ ได้

4. Profit Model

การสร้างธุรกิจใหม่ๆ นั้น วิธีการหาเงินอาจจะเปลี่ยนรูปแบบก็ได้ ถูกไหม เพราะ Data ที่เราได้มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีมันเห็นได้หมดว่าอะไรอยู่ตรงไหนและวิธีการสร้างผลกำไรก็เป็นรูปแบบที่เราควรจะต้องติดตามด้วยเช่นกัน สำคัญมากๆ เลยนะ เพราะถ้าธุรกิจเติบโตจากจำนวนผู้ใช้งานอย่างเดียว แต่ไม่มีกำไรมันก็อาจจะขาดสภาพคล่องซักวันแล้วเจ๊งในที่สุดก็ได้ ตัวอย่างที่น่าสนใจที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Facebook ที่เดิมทีทุกคนเข้ามาใช้สื่อสารกัน แม้เราจะมองว่าทุกอย่างนั้นฟรี แต่จริงๆ Facebook เองนั้นไม่ฟรีนะจ๊ะ เราจะต้องแลกกับข้อมูลของตัวเราเองซึ่งนั่นมีค่าต่อ Facebook ได้ และเมื่อมีคนใช้งานเยอะ เกิด Traffic มหาศาล ทาง Facebook เองก็สามารถขายสื่อให้เราใช้บริการได้ โดยมี Data ที่เขาเก็บนี่ล่ะที่สร้างผลกำไรให้กับเขา และจะเห็นได้ว่าวิธีการสร้าง Profit Model ของเขามีการขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่โฆษณาบน Status จนตอนนี้สามารถนำโฆษณาผ่าน Video กันแล้ว

5. Platform Expansion

ธุรกิจในยุค 4.0 นั้นถ้าเราสังเกตจะเห็นได้ว่าจะไม่หยุดอยู่กับที่ มันจะมีการพัฒนาและเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ลองสังเกตสิ ไม่ว่าจะเป็น Apple, Alibaba, Amazon และ Google เขาจะมีการพัฒนาและขยาย Platform ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและทำให้มูลค่าของตลาดนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จากความคาดหวังของนักลงทุน และพอมาถึง Stage ตรงนี้บริษัทก็จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเดิมอีกครั้งว่า Ecosystem เกิดการพัฒนาอย่างไรและจะขยายไปแก้ปัญหาลูกค้า พัฒนาการใช้งานให้ผู้เกี่ยวข้องในรูปแบบการสร้างผลกำไรใหม่ๆ อย่างไรได้อีก ต่อยอดไปเรื่อยๆ และพอบริษัทจับลูกค้าไว้แบบนี้ การที่จะมีใครสร้างระบบอื่นๆเข้ามาแข่งมันก็ยากมาก ลองคิดเล่นๆได้เลยครับว่าการจะสร้างแผนที่แบบ Google หรือ Social Network แบบ Facebook จะต้องใช้เงินขนาดไหน รวมถึงจะมาแย่งตลาดอย่างไร ถ้าเราไม่มีข้อมูลอะไรเลยที่จะต่อยอดอย่างรวดเร็วได้เหมือนบริษัทเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างนะครับที่ผมมองว่าน่าจะเป็นแนวคิดการมอง Ecosystem Thinking เพื่อการลงทุนกับธุรกิจในยุค 4.0 หากเราสามารถติดตามและมองดูว่าสิ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังจะทำเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้โดยใช้เทคโนโลยีและ Data ก็เป็นแนวทางที่อยากจะนำเสนอเผื่อเพื่อนๆ จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคตนะครับ ส่วนในเมืองไทยเราอาจจะยังเห็นไม่เยอะแต่ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะเห็นมากขึ้นและคงได้ลงทุนเป็นเจ้าของเพื่อสร้างความมั่งคั่งกันได้นะครับ

กำเนิด “ภาษี” ใครริเริ่มให้เราต้องจ่าย ?

“In this world nothing can be said to be certain, except death and taxes.”

“ในโลกนี้ ทุกสิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ ยกเว้น ความตายและภาษี”

– Benjamin Franklin –

ใครที่เริ่มมีรายได้กันแล้ว ต้องเห็นด้วยกับคำพูดของ เบนจามิน แฟรงคลิน แน่ๆ เพราะว่าทำงานได้เงินมา เราก็ต้องโดนหักเงินส่วนหนึ่งไปกับภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมรูปแบบการเก็บภาษีนั้นก็มีมากมาย เข้าใจยากเสียเหลือเกิน แต่เคยสงสัยกันมั้ยหล่ะครับว่า ภาษีเนี่ยมันเริ่มขึ้นตอนไหน ละมันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นคนคิดให้มันซับซ้อนขนาดนี้นะ ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าภาษีที่เก็บจากประชาชนอย่างเราไป จะต้องถูกนำไปพัฒนาประเทศในการบริการทางสาธารณะต่างๆ ถ้าไม่มีภาษีรัฐก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เรียกได้ว่าการเก็บภาษีอยู่คู่กับการสร้างประเทศและความยิ่งใหญ่มาโดยตลอด การเก็บภาษีนั้นเริ่มต้นและพัฒนามาพร้อมกับอารยธรรมของมนุษย์เราตั้งแต่สมัยโบราณ วันนี้ aomMONEY IDEAS จะพาเพื่อนๆ ย้อนเวลากลับไปเพื่อตามหาที่มาของเจ้าตัวภาษีนี้กันครับ

ถ้าจะให้โดเรมอนพาไปหาตำนานการจัดเก็บภาษีที่เก่าแก่ที่สุด คงต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล

ย้อนกลับไปที่เมือง Lagash ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่หลักฐานที่พบก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก เพราะสิ่งที่พบมีลักษณะคล้ายกับเม็ดดิน ซึ่งคาดว่าเป็นสิ่งใช้แทนเงินสมัยโบราณ

การเก็บภาษีในยุคแรกเริ่มนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่ต่างกับปัจจุบันมากนัก หลักๆ ก็จะใช้เพื่อจัดตั้งการบริการทางสาธารณะ และเพื่อก่อตั้งกองกำลังทหาร ไว้ใช้ในยามศึกสงคราม โดยที่รูปแบบการเก็บภาษีนั้นส่วนมากจะเป็นการเก็บภาษีอย่างง่าย ไม่ซับซ้อนมากเหมือนในปัจจุบัน

เช่น ในยุค อียิปต์โบราณ เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็มีการจัดเก็บภาษีด้วยวิธีประเมินจากทรัพย์สินเงินทองที่เป็นเจ้าของ โดยจะประเมินรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงต่างๆ และทาสด้วย แล้วเก็บ 1 ส่วนจาก 100 ส่วนนั้น บางครั้งอาจจะเพิ่มถึง 3 ส่วนในช่วงที่เกิดสงคราม ถ้าเป็นในปัจจุบันจะเรียกภาษีรูปแบบนี้ว่า ภาษีทรัพย์สิน ยิ่งมีทรัพย์สินมากก็ต้องเสียมาก มีน้อยก็เสียน้อย ฟังดูยุติธรรม เกิดการกระจายรายได้ได้ดีทีเดียว

เมื่อจักรวรรดิต่างๆ เริ่มขยายตัว อารยธรรมของมนุษย์ก็เริ่มที่จะมีโครงสร้างซับซ้อนมากขึ้น การจัดเก็บภาษีนั้นจึงมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจักรวรรดิใดที่มีระบบการจัดเก็บภาษีและนำไปพัฒนาประเทศอย่างดี ก็จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เช่น จักรวรรดิโรมัน หนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตลอดกาล

เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส บุตรบุญธรรมของจูเลียส ซีซ่าร์ เริ่มเล็งเห็นว่าประชาชนทำมาค้าขายมีรายได้ค่อนข้างมาก รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าจากต่างแดนด้วย จึงเกิดไอเดีย ปิ้ง!! ขึ้นมาว่า ถ้าเราเก็บเงินส่วนหนึ่งจากการค้าขายของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มาจากต่างแดน น่าจะก่อให้เกิดรายได้กับรัฐได้มาก โดยที่พ่อค้าเหล่านั้นก็ไม่น่าจะขัดขืนแต่อยากใด เนื่องจากได้รับรายได้จากการค้าขายไปมากแล้ว ซึ่งการเก็บภาษีในรูปแบบนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือ Tariff หรือ ภาษีศุลกากร นั่นเอง

ภาษีอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญคือ “ภาษีเงินได้” จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ในช่วงทศวรรษแรกของคริสตศักราช ณ แดนมังกร จักรวรรดิจีนโบราณ สมเด็จพระจักรพรรดิวังแมง (Wang Mang) แห่งราชวงศ์ซิน ได้มีการจัดเก็บภาษีจากรายได้ของราษฎรทั้งพ่อค้าแม่ค้า แรงงานมีฝีมือ ในอัตราร้อยละ 10 ของรายได้เท่ากันหมดทุกคน ซึ่งปัจจุบันก็ได้ถูกพัฒนาไปสู่การเก็บในรูปแบบอัตราก้าวหน้าในรูปแบบที่เราคุ้นเคยเพื่อกระจายรายได้ให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น

ภาษีที่ทุกคนต้องจ่ายไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ อย่าง VAT พึ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน

และอีกหนึ่งภาษีที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เวลาไปกินข้าวตามร้านอาหารเป็นต้องเห็นมันตอนจ่ายตังค์เสมอ นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT นั่นเอง แต่ VAT นั่นถือว่าเป็นรูปแบบการเก็บภาษีน้องใหม่ เพึ่งถือกำเนิดมาได้ไม่นาน ในปี ค.ศ. 1954 โดย นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรปและทั่วโลกในเวลาต่อมา

การเก็บภาษีนั้นเป็นสิ่งที่สร้างจักรวรรดิสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่มาแล้วมากมาย เรียกได้ว่าที่ใดมีการปกครองที่นั่นย่อมมีเรื่องการเก็บภาษีเข้ามาเกี่ยวด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในอดีตการเก็บภาษีนั้นยังเป็นแรงผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายๆ ครั้ง อย่างภาษีเกลือที่พวกพ่อค้าชาวอินเดียโดนเอาเปรียบอย่างหนักจนนำไปสู่การประท้วงเพื่อการประกาศเอกราชในที่สุด

อย่างว่าล่ะครับ สิ่งใดที่สามารถทำประโยชน์ได้สูงสุดก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงได้เช่นกัน เพราะจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างโรมัน กลับไม่ได้ให้ความสำคัญถึงระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม ชนชั้นสูงและทหารได้รับการยกเว้นภาษี แต่สามัญชน พ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว ต้องเสียภาษีอย่างหนัก ความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การค้าขายแย่ลง สภาพเศรษฐกิจก็แย่ลง จนนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรโรมันในที่สุด

กำเนิด “ภาษี” ใครริเริ่มให้เราต้องจ่าย ?

หลักจากทราบที่มาที่ไปของภาษีกันแล้ว เรามาดูประวัติศาสตร์การเก็บภาษี ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของโลก เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว

การกดขี่ทางภาษี จุดเริ่มต้นของการปฎิวัติฝรั่งเศส

ย้อนกลับไปในยุคพระเจ้าหลุยที่ 16 รัฐบาลประสบปัญหาการเงิน เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ รัฐจึงเก็บภาษีมากขึ้น แต่ด้วยความไม่เท่าเทียมทางสังคมในสังคมสมัยนั้น ทำให้พวกขุนนางหรือนักบวชที่มีชนชั้นทางสังคมสูงกว่าไม่ถูกเก็บภาษี แน่นอนว่าต้องทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก การลุกฮือขึ้นประท้วง ลุกลามใหญ่โต จนเกิดเป็นการปฎิวัติฝรั่งเศสครั้งสำคัญ ที่จะไม่มีใครไม่ถูกเก็บภาษีอีกต่อไป

ภาษีเกลือ ชนวนเหตุสู่การประกาศเอกราชของอินเดีย

ในสมัยที่ประเทศอินเดียยังเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ทุกการค้าขาย พ่อค้าจากประเทศอินเดียจะโดนเก็บภาษีอย่างหนักมาก โดยเฉพาะกับเกลือ ซึ่งเป็นสิ่งค้าส่งออกไปยังอังกฤษที่สำคัญของอินเดีย รัฐบาลอังกฤษนั้นทำการผูกขาดและกดขี่ทางภาษีอย่างหนัก เกิดความไม่พอใจในหมู่พ่อค้าอินเดีย ทำให้นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรารู้จักกันในนาม มหาตมะ คานธี เล็งเห็นถึงความไม่พอใจดังกล่าว และได้ยกระดับการประท้วงด้วยหลัก “อหิงสา”หรือการขัดขืนโดยปราศจากความรุนแรง จนประเทศอินเดียเป็นอิสระภาพจากอังกฤษในที่สุด

ปาร์ตี้น้ำชาบอสตัน จุดเริ่มต้นการแข็งข้อต่ออังกฤษ

เมื่อปี ค.ศ. 1773 ในยุคที่ประเทศอังกฤษมีสิทธิผูกขาดการซื้อขายชากับทุกประเทศใต้อาณานิคม แถมยังเรียกเก็บภาษีอย่างหนักกับทุกประเทศ ทำให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง และเมื่อถึงจุดแตกหักในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1773 ที่พ่อค้าชาได้มารวมตัวกันในงานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน ต่างได้พูดคุยถึงความไม่พอใจในการเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก และจะไม่ยอมรับการกดขี่อีกต่อไป หลังจากนั้น เหล่าพ่อค้าชา ได้แสดงสัญลักษณ์การต่อต้านอังกฤษ ด้วยการนำใบชาปริมาณมหาศาลทิ้งลงทะเลจนหมด ทำให้อังกฤษใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นเพื่อตอบโต้การแข็งข้อของพ่อค้าชา ในที่สุดความขัดแย้งก็ขยายตัวเป็นสงครามในเวลา 2 ปีต่อมา กลายเป็นตำนาน “งานเลี้ยงน้ำชาบอสตันจุดเริ่มต้นแห่งการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ”

เพราะว่าไม่ใช่แค่พวกเราสักหน่อยเน้าะที่ต้องจ่ายภาษีกัน

เห็นมั้ยครับว่า การเก็บภาษีจากประชาชนอย่างพวกเรานั้น ถ้านำไปใช้อย่างมีประโยชน์ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรื่องเลยทีเดียว เพราะถ้าจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างโรมัน ไม่มีการเก็บภาษีแล้วหล่ะก็ จะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในการบำรุงกองทัพทหาร หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างที่แสดงถึงอารยธรรมที่ใหญ่โตได้หละ

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยหล่ะครับว่าเจ้าภาษีนั้นจะอยู่คู่กับอารยธรรมมนุษย์เรามาช้านาน ตั้งเกือบหมื่นปีมาแล้วแหน่ะ พอได้อ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย เพราะว่าไม่ใช่แค่พวกเราสักหน่อยเน้าะที่ต้องจ่ายภาษีกัน เพื่อนร่วมชะตากรรมเรามีมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยนะเนี่ย

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับภาษีในแง่มุมอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนภาษีหรือเทคนิคการลดหย่อนต่างๆ ก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ GURU –> [TAXbugnorms] หมวดภาษีของเวป aomMONEY กับพรี่หนอม กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีแห่งยุค รับประกันความเต็มอิ่มสำหรับความรู้เรื่องภาษีแน่นอน

 

และติดตามเรื่องราวประวัติการจัดเก็บภาษีในประเทศไทย (ภาคต่อ) ได้ที่ aommoney.com เร็วๆ นี้ครับ

Credit :

http://www.taxworld.org/History/TaxHistory.htm

http://www.worldtaxation.com/uncategorized/history-of-taxation.html

http://www.newworldencyclopedia.org/entry/Value_added_tax

https://en.wikipedia.org/wiki/Income_tax

https://en.wikipedia.org/wiki/Louis_XVI_of_France

http://timesofindia.indiatimes.com/india/Dandi-A-war-on-salt-tax/articleshow/1050405.cms

http://www.history.com/topics/american-revolution/tea-act

Elon Musk ขอร้อง UN หยุดพัฒนา “หุ่นยนต์สังหาร..ห่วงอนาคตมนุษยชาติ

Elon Musk CEO ของ Tesla และ Mustafa Suleyman จาก Alphabet นำกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 116 ชีวิตจาก 26 ประเทศ เรียกร้องให้มีการแบนอาวุธและหุ่นยนต์ที่สามารถกำหนดเป้าหมายด้วยตัวเองโดยไม่มีมนุษย์คอยควบคุม (Autonomous Weapons)

เมื่อเร็วๆนี้สหประชาชาติได้ลงมติเพื่ออภิปรายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอาวุธดังกล่าว โดยมี โดรน รถถัง และปืนกลอัตโนมัติรวมอยู่ด้วย และนั่นเกิดหลังจากที่กลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกไปเรียกร้องให้มีการป้องกันการสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้ในการฆ่า

ในจดหมายเปิดผนึกมีการเตือนที่ประชุมให้ทบทวนเกี่ยวกับอาวุธหุ่นยนต์สังหารเหล่านี้ และกล่าวว่ามันจะเป็น “การปฏิวัติทางสงครามครั้งที่สาม” ต่อจากดินปืนและอาวุธนิวเคลียร์

เราเหลือเวลาไม่มากที่จะทำอะไรซักอย่าง ถ้ากล่องแพนโดร่าได้เปิดซักครั้ง มันก็ยากที่จะปิด

เหล่าผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะทำงานด้วยตัวเอง เข้าต่อสู้ และก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตมากขึ้นทั้งๆที่ไม่มีใครต้องการ

จดหมายนี้ถูกเปิดอ่านเมื่อเริ่มการสัมมนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (IJCAI) ในเมลเบิร์นวันจันทร์ที่ผ่านมาและได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากกลุ่มผู้สร้างหุ่นยนต์ มันเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน 

กลุ่มผู้ก่อตั้งเรียกร้องให้อาวุธที่ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ถูกแบน เนื่องจาก “มีความผิดต่อศีลธรรม” ในอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธ (CCW) ที่ถูกร่างขึ้นเมื่อปี 1983 ซึ่งนั่นรวมถึงอาวุธเคมีและอาวุธประเภทเลเซอร์ด้วย

Toby Walsh ศาสตราจารย์ด้านปัญญาประดิษฐ์จาก University of New South Wales ในซิดนีย์กล่าวว่า “เทคโนโลยีเกือบทุกอย่างสามารถนำมาใช้ได้ทั้งด้านดีและไม่ดี ปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่แตกต่างกัน มันช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนมากมายที่สังคมเผชิญในวันนี้ได้ ทั้งความไม่เสมอภาค ความยากจน ความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

“อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีแบบเดียวกันสามารถถูกใช้ในอาวุธเพื่อทำให้เกิดสงครามได้ด้วย เราต้องตัดสินใจในวันนี้เพื่อเลือกว่าอนาคตแบบไหนกันที่เราต้องการ”

Elon Musk หนึ่งในคนสำคัญที่ส่งจดหมายนี้ออกโรงเตือนอีกครั้งว่าต้องออกกฎระเบียบเพื่อควบคุม AI โดยเรียกมันว่าภัยร้ายแรงต่อการคงอยู่ของมนุษยชาติ และภัยจาก AI จะร้ายแรงได้เท่าที่มนุษย์จินตนาการไปถึง

Ryan Gariepy ผู้ก่อตั้ง Clearpath Robotic กล่าวว่า “มันไม่เหมือนความเป็นไปได้อื่นๆของ AI ที่ยังอยู่แค่ในนิยายไซไฟ ระบบอาวุธหุ่นยนต์ที่ไม่ต้องอาศัยคนกำลังถูกพัฒนาและมันมีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้เกิดอันตรายกับคนบริสุทธ์ รวมไปถึงความมั่นคงของโลก”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ IJCAI ใช้พื้นที่ในการสัมมนาเพื่อการพูดคุยเกี่ยวกับระบบอาวุธที่ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ควบคุม เมื่อสองปีก่อนก็มีการส่งจดหมายเปิดผนึกจากทีมวิจัยและนักพัฒนานับพันรวมถึง Musk และ Stephen Hawking นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังในการสั่งห้ามอาวุธชนิดนี้ ทำให้ทางสหประชาชาติต้องมีการทบทวนการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ

Source :

https://www.theguardian.com/technology/2017/aug/20/elon-musk-killer-robots-experts-outright-ban-lethal-autonomous-weapons-war

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 21 – 25 สิงหาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่ากันอีกแล้วครับ ต้องบอกตรงๆครับว่า ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นครับ นักลงทุนทุกคนต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ให้ดี เอาล่ะครับ มาดูกันดีกว่าครับว่า สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ภาพรวมของตลาด

โดยรวมแล้ว จากข้อมูลต่างๆพบว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคหลักๆปรับตัวดีขึ้นหลังจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือลดลง เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ ระบุว่าจะใช้แนวทางทางการฑูตเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งผมก็หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีนะครับ

เริ่มต้นดูกันที่พี่ใหญ่อย่างตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ยังคงมีการปรับตัวลดลง จากความกังวลต่อโอกาสสำเร็จด้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ลดลงเช่นเดียวกัน หลังจากที่ปรึกษาจากบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ทยอยลาออกจากการเป็นที่ปรึกษา อืมมม ดูท่าจะต้องระวังไว้เหมือนกันนะครับเนี่ย

ส่วนพี่ใหญ่ทางฝั่งเอเชียอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็มีการปรับตัวลดลงเช่นเดียวกันครับ เนื่องจากค่าเงินเยนที่ยังมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าหลังจากรายงานการประชุมของ FED มีท่าทีอ่อนลงต่อการขึ้นดอกเบี้ย และความกังวลต่อผลการประชุมเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้า NAFTA ซึ่งกดดันหุ้นในกลุ่มรถยนต์ ทำให้ดูเหมือนว่าจะไปไม่สวยสักเท่าไหร่ครับ

ส่วนทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ พบว่ามีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยจากเหตุก่อการณ์ร้ายในกรุงบาร์เซโลนาในประเทศสเปน ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนตัวลง ส่วนราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลง เนื่องจากปริมาณอุปทานน้ำมันในกลุ่มโอเปกสูงขึ้น หลังจากที่มีรายงานประกาศว่าลิเบียและไนจีเรียได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันครับ

ภาพรวมสัปดาห์นี้เหมือนตลาดใหญ่ๆ ดูท่าจะยังทรงๆ ทรุดๆ ต่อไป เรามาดูกันว่ากลยุทธ์ลงทุนควรจะเป็นแบบไหนยังไงกันต่อดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นจีน H-share

สัปดาห์นี้ผมขอแนะนำให้กลับมาซื้อหุ้นจีน H-share ครับ หลังจากที่ตลาดหุ้นมีการปรับฐานในช่วงผ่านมา ทำให้มูลค่าพื้นฐานมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวดีต่อเนื่องในช่วงแรกของปี โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม จะส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในดัชนี H-share ที่กำลังทยอยประกาศขยายตัวดีต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมาครับ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

เหมือนเดิมต่อไป เมื่อพี่ใหญ่ไม่ค่อยดี สัปดาห์นี้ผมขอแนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่เอเชียต่อไปครับ โดยมาจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่ยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ หลังจากบันทึกการประชุม FED เดือน ก.ค. ชี้ว่าคณะกรรมการหลายท่านยังไม่สนับสนุนให้รีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่า นอกจากนี้ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นเกิดใหม่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นปัจจัยสนับสนุนโดยตรงต่อประเทศ เช่น เกาหลี จีน และไทย

ผมมองว่าสาเหตุที่มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเอเชียที่ยังไม่สูงมาก เป็นการสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนไม่ได้คาดการณ์แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทไว้ ทำให้ตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก นอกจากนี้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนที่มีแนวโน้มดีขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐ

จากท่าทีตอนนี้ ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯไปอีกสักพักครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้นหลังจากบริษัทส่วนใหญ่ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ การโต้ตอบของ ปธน.ทรัมป์ต่อความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ อาจทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจและทำการขายหุ้นมากขึ้น ดังนั้นรอดูท่าทีกันไปสักระยะก่อนครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

เช่นเดียวกันครับ ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นซึ่งอาจถูกกดดันจากค่าเงินเยนแข็งค่า โดยค่าเงินเยนมีปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่าหลายปัจจัย เช่น ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอาจทำให้ความต้องการเงินเยนซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายยังคงน่าสนใจอยู่ครับ ใครที่มีแล้วก็จัดเพิ่ม ใครที่ยังไม่มีก็จัดไปให้ครบครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงหลังจากบันทึกการประชุม FED ชี้ว่ากรรมการบางท่านยังคงกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าเป้า ทั้งนี้ตลาดกลับมากังวลเพิ่มเติมในกรณีที่ ปธน. ทรัมป์ ยกเลิกกลุ่มปรึกษาด้านเอกชน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ปฏิรูปภาษี และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวครับ

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-2 ปี ปรับตัวขึ้นหลัง กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ทั้งนี้ปัจจัยภายนอกยังเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ อย่างไรก็ตามระดับผลตอบแทนปัจจุบันค่อนข้างใกล้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยจะปรับตัวขึ้นอยู่ครับ ดังนั้นต้องดูให้ดีๆก่อนตัดสินใจเช่นกันครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

จากสาเหตุทั้งหมด ผมยังมองว่าการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตราสารหนี้ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

จากสถานการณ์ที่ไม่สงบสักเท่าไร ผมขอแนะนำให้มีทองคำในพอร์ตเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการ FED หลายท่านยังไม่สนับสนุนให้รีบขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุน ลดแรงกดดันต่อราคาทองคำอีกด้วยครับ

น้ำมัน

ยังแนะนำให้ชะลอการลงทุนในน้ำมันไปสักระยะครับ เนื่องจากราคาที่ปรับตัวขึ้นมาเร็ว สะท้อนว่าตลาดได้คาดการณ์ความต้องการของสหรัฐฯ ช่วง driving season ไว้มากแล้ว นอกจากนี้ กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ และโอเปค จะทำให้ตลาดน้ำมันเข้าสู่ภาวะสมดุลช้าลง

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ขอแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ แต่ชะลอการลงทุนในน้ำมัน

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

ยังคงวนๆเวียนๆอยู่ที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่เอเชียกันต่อไปครับ สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนา การรอดูท่าทีน่าจะดีกว่าครับ

เพราะไม่แน่เหมือนกันว่าจะต้องรอกันยาวๆหรือเปล่าสำหรับปีนี้ และสุดท้ายที่สำคัญคือ ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ทด้วยการกระจายลงทุนในทองคำไว้ด้วยนะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมหวังว่าสัปดาห์หน้าเหตุการณ์ต่างๆจะดีขึ้นกว่านี้ครับ โดยเฉพาะในกลุ่มของประเทศพัฒนา ยังไงเราคงต้องมารอลุ้นกันล่ะครับว่าจะเป็นแบบนั้นได้จริงหรือเปล่า … เฮ้อ สาธุ

สุดท้ายนี้ ต้องลาไปก่อนครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้ากับ อัศวินกองทุน และมุมมองการลงทุนที่จะทำให้เข้าใจการลงทุนได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 ส.ค. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

[Review] ASP-ROBOT กองทุน Robot & A.I. การลงทุนในนิยามแห่งอนาคต

“ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ‘หุ่นยนต์’ (robots) และ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (A.I.) กำลังเป็นเรื่องที่มาแรงและมีแนวโน้มจะเป็นเรื่องสำคัญมากในอนาคต”

ตั้งแต่ประเทศอังกฤษเรื่องปฎิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 1750 – 1850 การใช้เครื่องจักรก็กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตของโลก ยิ่งในปัจจุบัน วิวัฒนาการของเครื่องจักรไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงยุคของหุ่นยนต์และเอไอ ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้ที่เจ้าเครื่องนี้สามารถวิเคราะห์เส้นทางการดูดฝุ่นในแต่ละวันของมันเองได้ หรือแม้กระทั่งบทความที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ก็ถูกจัดเรียงขึ้นมาโดยใช้เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ของสื่อโซเชียลอย่างเฟสบุ๊คหรือโปรแกรมค้นหาอย่างกูเกิ้ลที่วิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าใครที่เหมาะกับบทความแบบนี้

จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากจะบอกว่า “Robotics & A.I.” คือเทรนด์การลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดด ดังจะเห็นได้จากประมาณการการเติบโตของตลาด Robotics และ A.I. ทั่วโลกนับจากปัจจุบันถึงปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเติบโตโดยเฉลี่ย 10-15% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2548-2556 ซึ่งเติบโตเฉลี่ยเพียง 5% ต่อปี (ที่มา: Boston Consulting Group อ้างอิงใน AXA Investment Managers Presentation, May 2017)

คำถามคือเราสามารถลงทุนอะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้บ้าง?

บริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาหุ่นยนต์และเอไอจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งอเมริกา ยุโรป หรืออย่างฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งจีน ถ้าเป็นแต่ก่อน หากเราสนใจลงทุนในหุ้นเหล่านี้ เราจำเป็นต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศเอง เพราะไม่มีกองทุนรวมที่ตอบโจทย์ด้านหุ่นยนต์และเอไอโดยตรง กองทุนรวมต่างประเทศอื่นก็มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ใช่สำหรับตอนนี้อีกแล้ว

เพราะล่าสุด บลจ.แอสเซท พลัส (Asset Plus) ได้เปิดตัว ‘กองทุน ASP-ROBOT’ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ถือเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ่นยนต์และเอไอเป็นกองทุนแรกของประเทศไทยอีกด้วย

เรียกว่าเปิดประเดิมเจิมเป็นเจ้าแรก ใครที่อยากเกาะเทรนด์นวัตกรรมแบบนี้ ห้ามพลาดกับการลงทุนในกองทุนที่มุ่งเน้นไปด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยตรง

ขยายความ ‘ASP-ROBOT’ กันอีกสักนิด ASP-ROBOT (Asset Plus Robotics Fund) คือกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงของบริษัททั่วโลกที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้พัฒนาหุ่นยนต์และเอไอโดยเฉพาะ รวมถึงจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่นำเอาหุ่นยนต์และเอไอมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ และยังอาจกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศหรือ Structured Notes ที่อ้างอิงกับหุ้นบริษัทผู้ผลิตหรือนำเอานวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ในกิจการ

โดยเบื้องต้นจะลงทุนส่วนใหญ่ผ่านกองทุน ‘AXA World Funds Framlington Robotech’ ซึ่งเป็นกองทุนรวมในต่างประเทศที่จดทะเบียนที่ประเทศลักเซมเบิร์ก ที่มุ่งเน้นการลงทุนหุ้นของบริษัทที่ผลิตหรือนำหุ่นยนต์และเอไอไปใช้ในธุรกิจโดยเฉพาะ ดังนั้น การวิเคราะห์กองทุน ASP-ROBOT จึงเหมือนกับการวิเคราะห์กองทุน AXA World Funds Framlington Robotech ซึ่งมีการลงทุนครอบคลุม 4 เทรนด์ที่เกี่ยวกับ Robotics & A.I. โดยตรง และถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก ได้แก่

  • กลุ่มจักรกลอัตโนมัติ (Industrial Automation)
  • กลุ่มสาธารณสุขและการแพทย์ (Healthcare)
  • กลุ่มคมนาคมและขนส่ง (Transportation)
  • กลุ่มเทคโนโลยีบูรณาการ (Technology Enabler) อย่างพวกเซ็นเซอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ เป็นตัน

ซึ่งเมื่อได้ไปแกะดูไส้ในที่กองทุนรวมถือและผลตอบแทนย้อนหลังที่ทำได้ก็ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว

บริษัทแรกคือ ‘Keyence’ สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทด้าน Technology Enabler ผู้พัฒนาเครื่องเซนเซอร์และอุปกรณ์ตรวจสอบ ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าอนาคตนวัตกรรมต่างๆ จะพัฒนาไปทางเซนเซอร์ค่อนข้างมากเพราะทดแทนคนได้เยอะ หันมาดูงบการเงินก็สวยงามมากเพราะรายได้และกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง แถมอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 38.14 เปอร์เซ็นต์ ยอดขาย 100 บาทเป็นกำไรเข้ากระเป๋าไป 38 บาทกว่า ถือว่าสูงมากจนน่าสนใจ

บริษัทอันดับต่อมาคือ ‘Alphabet’ หรือบริษัทแม่ของ Google เจ้าของ search engine อันดับหนึ่งของโลก ทุกวันนี้ใครไม่ใช้กูเกิ้ลบ้าง ทุกคนต่างก็เข้าเว็บไซต์กันด้วยกูเกิ้ลเกือบทั้งสิ้น บริษัทจึงมีทางผ่านชั้นดีสำหรับการขายโฆษณาซึ่งในแต่ละปีบริษัทมีรายได้จากการโฆษณาในหลักล้านล้านบาท (ศูนย์ 16 ตัว) แถมกูเกิ้ลก็ยังเป็นเจ้าพ่อในเรื่องของหุ่นยนต์และเอไออีกด้วย อย่างการทำแผนที่พิกัดพร้อมคำนวณสภาพจราจร การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ รวมไปถึงแว่นตาอัจฉริยะที่อาจจะมาทดแทนโทรศัพท์มือถือในอนาคต

นั่นยังไม่นับการลงทุนในบริษัทที่โดดเด่นด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยเหลือในการผ่าตัดอย่าง ‘Intuitive Surgical Inc.’ ซึ่งมีการผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์มากถึง 753,000 ครั้งในปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีก 12-14% ในปีนี้

หันมาดูทางผลตอบแทนก็เติบโตได้อย่างน่าประทับใจ เพราะมูลค่าหน่วยการลงทุนก็เติบโตไปตามแนวโน้มที่ดูดีของอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงมาก ความเสี่ยงที่มีคือเรื่องปัจจัยเรื่องค่าเงินเพราะลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อมูลค่าหน่วยลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม กองทุนรวม ‘ASP-ROBOT’ มีการป้องกันความเสี่ยงไว้เกือบทั้งหมดแล้ว

ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ส่วนนี้จะเก็บตามการใช้จ่ายจริง กับอีกส่วนคือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย ซึ่งนักลงทุนจะต้องเสียตอนที่ซื้อกองทุน (แต่ค่าธรรมเนียมชื่อว่าการขาย เพราะหมายถึงเขาขายกองทุนรวมให้เรา) โดยตอนนี้ตั้งไว้สูงสุดไม่เกิน 2.00% เก็บจริงอยู่ที่ 1.50% แต่หากซื้อในช่วง IPO (การเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก) ค่าธรรมเนียมตรงนี้จะลดเหลือ 1.00% เท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าหากสนใจซื้อในช่วง 6-29 กันยายน พิเศษค่าธรรมเนียมการขายเพียง 1.00% (จากปกติ 1.50%) เพราะค่าธรรมเนียมลดลง 0.50% ถือว่าเยอะพอสมควรเลย

กองทุนนี้เหมาะกับใคร?

กองทุนนี้เหมาะกับคนที่เข้าใจเรื่องการลงทุนในต่างประเทศและสนใจเรื่องหุ่นยนต์และเอไอ กองทุนรวมอาจมีความผันผวนบ้างตามลักษณะหุ้นเทคโนโลยีทั่วไปที่ลงทุนกับความสำเร็จในอนาคต แต่จากพอร์ตของกองทุนรวมก็ถือว่าดูดี หุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นหุ้นใหญ่ระดับโลกที่ผลงานพิสูจน์ตัวเองมาแล้วระดับหนึ่ง ไม่ใช่หุ้นเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่มีกำไรเลยซึ่งแบบนั้นจะเสี่ยงขึ้นไปอีกขั้น

กองทุนนี้ไม่จ่ายปันผลตามสไตล์หุ้นเติบโต แต่ถ้าใครอยากได้กระแสเงินสดก็ทยอยแบ่งขายออกมาได้ตามจังหวะ และเริ่มต้นลงทุนที่ 5,000 บาท ใครสนใจลงทุนใน ‘กองทุน ASP-ROBOT’ ติดต่อโดยตรงได้ที่ Asset Plus Customer Care 0-2672-1111 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทาง http://www.assetfund.co.th/ROBOT_AD.html

ส่วนใครสนใจคนเขียนก็สามารถดักตีหัวได้ตามร้านขายอาหารทอดกรอบและขนมหวานทั่วไปได้ เห็นบริษัทในกองทุนผลิตหุ่นยนต์ผ่าตัดศัลยกรรมด้วย เดี๋ยวจะได้เพิ่มไขมันหน้าท้องไปลองใช้หุ่นยนต์ดูดไขมันสักหน่อย (ฮา)

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

แกะรอยหุ้น IPO ตอน พริมา มารีน (PRM) คลื่นความงามจากท้องทะเล

ถ้าพูดถึง ‘ธุรกิจขนส่งทางทะเล’ แล้ว คิดถึงหุ้นตัวใดบ้าง?

ธุรกิจขนส่งทางทะเลมีอยู่หลายประเภท ตั้งแต่เรือขนส่งสินค้าทั่วไป จนถึงเรือขนส่งน้ำมันดิบ ซึ่งแม้ทั้งสองธุรกิจจะมีการดำเนินธุรกิจที่คล้ายคลึงกันในแง่ของการจัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง แต่ตัวสินค้าที่มีความแตกต่าง จึงทำให้ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างมาก

เนื่องจากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าทางทะเลในปัจจุบัน มีการแข่งขันที่รุนแรงจากสายการเดินเรือที่ให้บริการทั้งไทยและเทศ ทำให้ภาพรวมธุรกิจการให้บริการเรือขนส่งสินค้าทางทะเลมีการตัดราคาการส่งสินค้า ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับธุรกิจการให้บริการเรือขนส่งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ที่กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ คอยนำส่งวัตถุดิบหลัก เพื่อป้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศจนไปถึงระดับภูมิภาค

และวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับหุ้น IPO น้องใหม่ตัวหนึ่งกัน บริษัทนี้คือ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ “PRM” อีกหนึ่งหุ้นที่ถือเป็นยักษ์ใหญ่ของไทยที่ให้บริการเรือขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลวทางทะเล เรือขนส่งจัดเก็บน้ำมันดิบกลางทะเล ตลอดจนเรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการเรือที่เรียกได้ว่าให้บริการครบวงจร

‘PRM’ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2530 เพื่อทำธุรกิจขนส่งน้ำมันให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นได้ขยับขยายตัวเองไปยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องโดยปัจจุบันมีธุรกิจอยู่ 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ธุรกิจเรือขนส่งฯ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลว ให้กับโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่
  • ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU ให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป แบบลอยน้ำ บนเรือที่มีถังจัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่
  • ธุรกิจเรือ offshore ให้บริการสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล เช่น เรือที่พักอาศัยพนักงาน เรือสำหรับลากจูงสมอ
  • ธุรกิจบริหารเรือ คือส่วนงานสนับสนุนให้การบริหารจัดการเรือของบริษัทฯ เป็นไปอย่างราบรื่น เช่น งานจัดสรรลูกเรือ งานบำรุงรักษาเรือ รวมไปถึงการจัดการด้านกฎหมาย

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีของบริษัทฯ พบว่ารายได้มีการเติบโตทบต้น 11.11 เปอร์เซ็นต์ โดยมาจากการการเติบโตของธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่ 17.62 เปอร์เซ็นต์ทบต้น ส่วนธุรกิจเรือขนส่งฯ ที่มีสัดส่วนรองลงมาเติบโต 27.49 เปอร์เซ็นต์ทบต้น ในขณะที่ธุรกิจบริหารเรือมีแนวโน้มทรงตัว และธุรกิจเรือ Offshore มีแนวโน้มอ่อนตัวลง

ในส่วนของกำไรสุทธิย้อนหลัง 3 ปี บริษัททำกำไรอยู่ที่ 701.44, 831.22 และ 1,202.16 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโต 30.91 เปอร์เซ็นต์ทบต้นตามลำดับ สังเกตว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ แสดงถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นเป็น 27.98 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559

รายละเอียดการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน คือ จำนวนหุ้นที่เสนอขาย (IPO) ไม่เกิน 650,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นร้อยละ 26 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 500,000,000 หุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (Austin Asset Limited) จำนวน 105,000,000 หุ้น และบริษัท นทลิน จำกัด จำนวน 45,000,000 หุ้น โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปใช้ขยายกองเรือของธุรกิจเรือขนส่งฯ ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU และธุรกิจเรือ Offshore รวมไปถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจและชำระคืนเงินกู้ โดยสัดส่วนหนี้ต่อทุนจะลดลงจากการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย

ในส่วนของงบกระแสเงินสดย้อนหลัง 2 ปี พบว่ากระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกทั้ง 2 ปี ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนเป็นลบทั้ง 2 ปี โดยมีสัดส่วนสำคัญมาจากการลงทุนในอาคารและอุปกรณ์ โดยเฉพาะการซื้อและซ่อมแซมเรือ ในขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นลบและเป็นบวกแต่ละปีตามกิจกรรมการจัดหาเงินที่มีการกู้ยืมเงินและใช้คืนเงินกู้ตามแต่สถานการณ์

จุดแข็งทางธุรกิจตามหนังสือชี้ชวน

  • บริษัทฯ เป็นผู้นำในการให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลวทางเรือให้กับลูกค้าแบบครบวงจรของประเทศไทย และเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ โดยมีการเติบโตของรายได้ และปริมาณการขนส่งและจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
  • บริษัทฯ มีความพร้อมด้วยกองเรือขนาดใหญ่จำนวน 22 ลำ ที่พร้อมให้บริการอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วยเรือขนส่ง, เรือ FSU หรือเรือที่ใช้ในการขนส่งและการจัดเก็บน้ำมันกลางทะเล และเรือ Offshore หรือเรือขนส่งและสนับสนุนปฏิบัติการทางทะเล ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนระบบและอุปกรณ์บนเรือให้เหมาะสมต่อการใช้งานของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น
  • บริษัทฯ ให้บริการแบบครบวงจร (One-stop Service) ตั้งแต่ให้คำแนะนำในการจัดหาเรือที่เหมาะกับประเภทสินค้า อำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งคัดสรรบุคลากรประจำเรือให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงให้คำแนะนำในเรื่องกลยุทธ์การบริหารค่าใช้จ่ายต่างๆ และควบคุมคุณภาพการบริการให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
  • บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์กว่า 30 ปีในการให้บริการ มีบุคลากรที่มีประสบการณ์และความสามารถเพียงพอในการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย บนพื้นฐานของกฎหมาย ข้อกำหนดและกฎข้อบังคับต่างๆ

ความเสี่ยงทางธุรกิจ

เนื่องจาก PRM เป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมเดินเรือ บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงตามธรรมชาติของอุตสาหกรรม เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาน้ำมัน ความเสี่ยงจากสัญญาและการเจรจาธุรกิจ ความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น ทำประกันภัย การดำเนินการทางกฎหมายและสัญญาที่รัดกุม รวมไปถึงการมีโครงสร้างต้นทุนเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับรายได้ที่เป็นเงินสกุลเดียวกัน ช่วยให้ผลกระทบจากค่าเงินลดลงได้ส่วนหนึ่ง

‘บมจ.พริมา มารีน’ จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการลงทุนของผู้ลงทุนที่สนใจหุ้นในกลุ่มเดินเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูป และปิโตเคมีเหลวทางทะเล โดยบทความฉบับนี้ไม่มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขาย เพียงแต่ช่วยทำการสรุปหนังสือชี้ชวนตราสารทุนมาเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและสะดวกต่อการนำไปใช้งานต่อได้

ศึกษารายละเอียดและอ่านหนังสือชี้ชวนตราสารทุนฉบับเต็มได้ที่ http://investor.primamarine.co.th/ipo/

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“Contech#2” ยกขบวน 6 สื่อรุ่นใหม่ เสวนาดุเดือด…ถอดเปลือกสื่อยุคดิจิทัล

บริษัท Likeme Group ร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงาน Contech ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 ที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพ (TCDC) นำทัพโดย Speaker ชื่อดัง แนวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น Mangozero, Fungjai, Pantip.com, GMM TV, The Standard และ The Solar ที่มาเผยหมดเปลือกกับแพลตฟอร์ม และการปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัล

New Generation Publisher

ในฐานะสื่อออนไลน์น้องใหม่อย่าง Mangozero คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ Managing Director, Mangozero และผู้ก่อตั้งเว็บ MacThai เล่าว่า Mangozero มีทีมงานทำคอนเท้นต์เพียงแค่ 6 คนเท่านั้น เปิดมาได้ไม่ถึงปีแต่มี Reach กว่า 10 ล้านคน/เดือน และมีคลังหัวข้อกว่า 2,400 หัวข้อ พยายามทำคอนเท้นต์ที่เป็นไวรัล ทำเรื่องดราม่าบางเรื่องให้กลายเป็นเรื่องสนุก และเขาไม่เคยคิดที่จะหยุดเปลี่ยนแปลงคอนเท้นต์ของตัวเอง

ด้านคุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร The Standard อีกหนึ่งสื่อออนไลน์น้องใหม่ที่เปิดตัวมาได้เพียง 2 เดือน แต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลายเพียงแค่วันแรกที่เปิดตัว โดยคุณนครินทร์ บอกว่าคนทำสื่อยุคนี้ต้อง Set ทั้งตัวเอง และกลุ่มเป้าหมาย อยากจะสื่อสารอะไร สื่อให้ใคร ทุกข้อมูลที่สื่อสารออกไปต้องมีความ Impact ในยุคนี้รูปแบบสื่อออนไลน์ตอบโจทย์ที่สุด

Survived Publisher

อีกหนึ่งสื่อรุ่นใหญ่อย่าง GMM TV ก็มาร่วมพูดคุยถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุคนี้ โดยคุณกีรติ ศุภวาห์ และคุณกานติมน เชาว์ไกรหัก Creative รายการเทยเที่ยวไทย และ ทอล์กกะเทย พวกเขากล่าวว่า แกรมมี่ได้ก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านมาได้ และผลิตช่องใหม่ออกมามากมาย GMM TV ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งพวกเขามองว่าเทรนด์สื่อสมัยนี้ต้องสั้น แต่เจ๋ง เข้าใจง่าย อย่างรายการ ‘ต่อปากต่อคำติดไฟแดง’ ก็กำหนดความยาวของรายการไว้ที่ไม่เกิน 15 นาที

Publishing Platform

ใน Session สุดท้ายเป็นกลุ่ม Publishing Platform นำโดย Pantip.com และFungjai ในส่วนของคุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี เว็บไซต์ Pantip.com บอกว่าคนไทยติดเสพสื่อดราม่า เมื่อเอายอด View มาคูณกับเวลาที่คนใช้ในกระทู้หนึ่ง ก็ออกมาเป็นเวลาที่คนไทยใช้เสพดราม่าในพันทิป ตัวเลขมากถึง 2 พันปี! ล่าสุดเตรียมที่จะผลักดันคอนเท้นต์ดี ๆ ให้มากขึ้น เพราะไม่อยากให้คนติดภาพพันทิปที่มีแต่เรื่องดราม่า

ด้านคุณพิชญา โชนะโต Content Director, Fungjai เล่าว่า ฟังใจไม่ใช่แพลตฟอร์ม แต่เราตั้งใจจะเป็น Ecosystem อยากสร้างประสบการณ์ดี ๆ ให้กับกลุ่มแฟนคลับ กลุ่มคนที่มาใช้งานฟังใจทุกคน ข้อมูลบางอย่างที่ไม่รู้ ก็ตั้งโพสต์ถามไปเลยตรง ๆ บางหัวข้อก็อาจจะแค่ถามเพื่อพูดคุยกับกลุ่มคนอ่าน เช่น “คุณคิดว่านักดนตรีส่วนใหญ่จะมีแฟนสวยจริงเหรอ?” หรือ “คุณคิดว่าในวงดนตรี ตำแหน่งไหนมักหน้าตาดีสุด?”  

ภายในงานก็ได้รับความสนใจจากบริษัท และสื่อมากมายที่ต้องการรู้วิธีคิด แนวทาง วิธีการในการปรับตัวยุคดิจิทัลนี้

สามารถติดตามข่าวสาร งานดี ๆ อย่างนี้จาก Contech ได้ทาง Facebook Fanpage ContechThailand หรือสามารถอ่านบทความ อัพเดทงาน Contech เพิ่มเติมได้ที่ Next Empire

JD.com ทุ่ม 1.6 หมื่นล้าน ดึง Central รุกตลาด E-Commerce ไทย

JD.com Inc e-commerce ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศจีนได้เข้าคุยกับ Central Group เพื่อร่วมทุนทำ e-commerce ในประเทศไทย โดยมีการลงทุนรวม 500 ล้านดอลลาร์

หลังจาก Alibaba และ Amazon ได้รุกเข้ามาในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มตัว ก็ถึงคราวของ JD.com ที่จะออกจากอาณาเขตของตัวเองอย่างอินโดนีเซียและจีนเข้าสู่ประเทศอืนในภูมิภาคนี้ โดยมีการวางแผนว่าเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการบริการสู่ประเทศอื่นๆเช่นเวียดนามและมาเลเซีย

สิ่งที่น่าจับตาคือการที่ JD.com เลือกลงทุนร่วมกับ Central Group ที่มีเจ้าของคือครอบครัวจิราธิวัฒน์ มหาเศรษฐีอันดับสามของไทย และจะเน้นไปทาง e-commerce และการเงินเป็นหลัก 

แม้ว่าข้อตกลงยังไม่สมบูรณ์พร้อมและยังไม่มีการประกาศชัดเจนจากทั้งสองฝ่าย แต่ก็เป็นสัญญาณชัดพอสมควรแล้วว่าทาง Central ได้เข้าสู่ตลาด e-commerce  ที่กำลังเติบโตอีกครั้งหลังจากที่ Central ซื้อ Zarola บริษัทช็อปปิ้งออนไลน์เมื่อปีที่แล้ว

มูลค่าปัจจุบันของ e-commerce ประเทศไทยอยู่ที่ 900 ล้านดอลลาร์ (30,000 ล้านบาท) ทว่าอัตราการเติบโตนั้นคาดว่าจะสูงถึง 29% ในอีก 10 ปีข้างหน้าตามรายงานของ Google และ Temasek 

รายงานดังกล่าวยังมีความคาดการณ์อีกว่าตลาด e-commerce ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูงถึง 88,000 ล้านดอลลาร์ (2.9 ล้านล้านบาท)ในปี 2025 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ยักษ์ใหญ่หลายบริษัทจะเห็นช่องทางในการขยายตัว โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง 

กลยุทธ์การขับเคี่ยวของแต่ละฝ่ายจะออกมาแบบไหน เมื่อในสนามมีทั้ง Lazada ที่ Alibaba หนุนหลัง 11 Street จาก เกาหลีใต้ และ Ascend ของ CP Group

เมื่อ Central จับมือกับ JD.com งานนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน!

Source : 

https://www.reuters.com/article/us-jd-com-centralgroup-idUSKCN1B3113

‘7-11’ โตทุกที่ทั่วไทย : ยอดทะลุกว่า 10,000 สาขา CP ลุยเพิ่ม 3,000 สาขา

บริษัท CP All จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ของไทยเปิดเผยว่าจำนวนร้านของ 7-11 จะมีจำนวนทั้งหมด 10007 สาขาในสิ้นเดือนมิถุนายน

นับตั้งแต่ปี 2532 ที่ 7-11 สาขาแรกได้เปิดตัวในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นเวลากว่า 28 ปีแล้ว การพัฒนาของ 7-11 ร้านสะดวกซื้อชื่อดังไม่เคยหยุดลงแม้แต่น้อย มันกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่ตามตรอกซอกซอยของคนไทยจนเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเลยทีเดียว

และเป้าหมายของ CP ไม่ได้หยุดแค่นี้ ทางบริษัทมีแผนการจะเพิ่มร้าน 7-11 อีก 700 สาขาภายในสิ้นปี และตั้งเป้าไว้ที่ 13,000 สาขาในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมเพิ่มเติม จาก 9.5 พันล้านบาทเป็น 1 หมื่นล้านบาทเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ปริมาณร้านของ 7-11 ได้ทิ้งห่าง 2 แบรนด์คู่แข่ง Lawson และ Family Mart ไม่เห็นฝุ่น โดย Lawson มี 85 สาขา และ Family Mart มี 1136 สาขา

นักวิจัยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ได้กล่าวกับ NNA ว่าทาง CP All พยายามที่จะขยายตัว 7-11 เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทางนักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด มหาชน มีการสนับสนุนด้านอาหารอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพมาก

7-11 Japan Co ขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังได้แบรนด์มาจากสหรัฐอเมริกาและเปิดให้บริษัทท้องถิ่นมีสิทธิในการดำเนินธุรกิจการค้า

7-11 ในภูมิภาคนี้ ทั้งมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร และเวียดนามได้เพิ่มขึ้นไปถึง 14,699 สาขาในเดือนมิถุนายน ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของโลก เทียบกับ 19,588 สาขาในญี่ปุ่น 

ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ 7-11 สามารถประสบความสำเร็จในไทยไม่น่าจะใช่แบรนด์ แต่เป็นความสามารถของผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง CP มากกว่า ที่สามารถเปลี่ยนร้านสะดวกซื้อธรรมดาๆให้ฮิตติดลมได้ขนาดนี้ คงต้องติดตามกันต่อว่านอกจากการขยายสาขาแล้ว CP ยังมีแผนอะไรอีกที่จะทำให้ 7-11 แข็งแกร่งขึ้น จนกลายเป็นแชมป์ตลอดกาลที่ไม่มีร้านใดๆล้มได้

Source :

http://www.bangkokpost.com/business/news/1307876/number-of-7-eleven-stores-tops-10-000-in-thailand

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save