ปี 2017 ‘หุ้น’ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

ปี 2017 ‘หุ้น’ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังน่าลงทุนอยู่ไหม?

ช่วงนี้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากเลยนะครับ พูดได้ว่าลงทุนแบบไหนก็ยากต่อจิดใจทั้งนั้นเลย เดี๋ยวหุ้นก็แดงบ้างเดี๋ยวเขียวบ้าง เกิดคำถามในหัวว่าหุ้นจะโตตามที่คิดไว้ไหม? ก็นั่งถกเถียงกันไปใน LINE และ Facebook แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือ ท้ายที่สุดในระยะยาว ราคาหุ้นจะแปรผันตามพื้นฐานของธุรกิจและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากบริบทโดยรอบครับ ซึ่งสิ่งที่ผมมักจะสังเกตเป็นหลักเพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของหุ้นในอนาคต ได้แก่

      1. เทรนด์ของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

      2. บริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสามารถในการทำกำไรได้

      3. นโยบายของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ

เรามาลองสำรวจตลาดหุ้นพอเป็นแนวทางกันดีกว่า เริ่มจาก…

1. เทรนด์ของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

เดี๋ยวนี้เวลาเราเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ขึ้นรถสาธารณะ BTS MRT หรือไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน ก็มักจะพบเจอนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊งเลย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน จากการสังเกตคร่าวๆ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเทรนด์การท่องเที่ยวน่าจะยังอยู่ในกระแสอยู่ (จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่พบเห็นน่ะ)

อาจจะมีคนหาว่าผมมโนขึ้นเองรึเปล่าว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ถ้าอย่างนั้นเรามาลองเช็คสถิติการท่องเที่ยวกันก่อนเลยดีกว่า ข้อมูลที่เราจะศึกษาต่อสามารถหาได้จากหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับข้อมูลสถิติต่างๆ ข้อมูลนโยบายการค้าการลงทุน และข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ

จากสถิติจะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนักท่องเที่ยวจีนนั้นก็กลายมาเป็นสัดส่วนที่สูงมากจากประมาณ 17.4%-18.68% ขยับตัวสูงขึ้นมาเป็น 26% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปีถัดๆ มา ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาตามสถิตินั้นบอกเราว่า อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้มีแนวโนมที่สูงขึ้นนะครับ มีแค่ปีเดียวคือปี 2557 ที่นักท่องเที่ยวทั้งหมดลดลง ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะการเมืองไม่นิ่งในระยะสั้น

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าอัตราเติบโตของนักท่องเที่ยวนั้นมีอยู่จริง แต่คำถามคือใครจะได้ประโยชน์บ้าง ก็ต้องมาดูว่าพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนั้น มีอะไรบ้าง ถ้าคิดไม่ออกก็คิดง่ายๆเหมือนเวลาเราเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครับ เราต้องเดินทาง หาที่พัก ไปเที่ยว ซื้อของกิน หาของฝาก ซึ่งตรงนี้เราอาจจะไปสำรวจเพิ่มขึ้นเป็นรายบริษัทนะครับ

2. บริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสามารถในการทำกำไรได้

เมื่อเราเลือกเทรนด์ที่เราสนใจจะร่วมลงทุนแล้ว อย่าลืมดูและลิสต์ว่ามีธุรกิจและอุตสาหกรรมใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์นั้นๆ ครับ ตัวอย่างเช่น ในเทรนด์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องและได้รับผลประโยชน์ ได้แก่

  • สนามบิน
  • สายการบิน
  • โรงแรมและที่พัก
  • การเดินทางภายใน
  • สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อฝาก

ตัวอย่างวิธีคิดง่ายๆ นะครับ ถ้านักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะต้องเดินทางมาลงสนามบินอยู่แล้ว อาจจะมีบางส่วนนั่งรถข้ามชายแดนบ้าง แต่ยังไงคงบินมาเที่ยวมากกว่าเดินตามเส้นทางสายไหมแน่ๆ ฮ่าๆ

มาลองดูบริษัทที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการเดินทางลงสนามบินเป็นตัวอย่างนะครับ

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

ถ้าเราใช้หลักการคิดง่ายๆ ว่า ถ้านักท่องเที่ยวมีจำนวนมากขึ้น แปลว่าจะมีเครื่องบินมาลงจอดมากขึ้นและตัวท่าอากาศยานเองก็สามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นตาม ภาพข้างล่างจะเป็นแนวโน้มของรายได้และกำไรที่เกิดขึ้นนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยกเว้นในปี 2557 ครับ

ภาพของ AOT นั้นจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนกับการเข้ามาของนักท่องเที่ยว แม้แต่คนไทยเองก็ต้องใช้นะครับ เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี ก็บินไปบินกลับและใช้บริการเช่นกัน อย่างไรก็ตามเวลาที่ศึกษาเรื่องงบการเงินนั้น บางครั้งเราเห็นว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมดี รายได้ดี แต่กำไรอาจจะไม่ได้ดีก็ได้หากการบริหารนั้นใช้ต้นทุนสูงจนไม่ทำให้เกิดกำไร (ยกเว้นเป็นต้นทุนจากการลงทุนที่ทำให้เกิดการขยายตัวของกิจการในอนาคตแบบ Mega Project) อันนี้ก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพิ่มเติมกันนะครับ

ถ้าถามว่าจะ DCA เพื่อซื้อลงทุนต่อในระยะยาวได้หรือไม่ ผมก็คงจะต้องให้พิจารณาในแง่ของ การลงทุนเพิ่มของทางบริษัทในการตอบรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในอนาคตนะครับ แต่การเพิ่มในอนาคตนั้นจะมีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่ไม่มีใครทราบได้ เราเลยต้องกระจายการลงทุนไปในอุตสาหกรรมอื่นบ้างนะ

หากใครสนใจหุ้นอื่นๆ เช่น หุ้นโรงแรม หรือบรรดาของที่คนต่างชาติตับจ่ายใช้สอย ก็ลองดูเป็นหุ้นรายตัวไปว่าบริษํทไหนได้อานิสงค์ของเทรนและแนวโน้มนักท่องเที่ยว มียอดขายและบริหารจนมีกำไรมากขึ้นนะครับ ซึ่งหุ้นแต่ละตัวก็จะมีความแตกต่างกันครับ

3. นโยบายของรัฐบาลช่วยสนับสนุนการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ

อีกแง่หนึ่งที่เราจะดูได้เพิ่มเติมคือนโยบายของรัฐที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมนั้นเติบโตได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้เดาใจรัฐบาลได้ยากมากเลยนะครับ แต่ถ้ามีนโนบายออกมามันก็สามารถทำให้เติบโตได้ต่ออีก นอกจากนี้หากมีสิ่งสนับสนุนอื่นๆ ด้วยที่ทำให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวก็จะทำให้คนมามากขึ้นครับ ผมขอยกตัวอย่างสมมติ นโยบายของรัฐบาลที่สามารถเป็นปัจจัยในการเติบโตได้มากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น

  • การขอวีซ่า : เมื่อก่อนคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องขอวีซ่ากันใช่ไหม แต่พอญี่ปุ่นยกเลิกและให้คนไทย

จัดการชีวิต-วางแผนการเงินผ่านมุมมองของโอม Cocktail

ใครดู The Mask Singer season 2 ของช่อง Workpoint บ้างจ๊ะ เป็นรายการที่นำนักร้องมาแข่งขันร้องเพลงแล้วเราต้องมานั่งเดาว่า “ใครอยู่ภายใต้หน้ากาก” อภินิหารเงินออมเพิ่งติดตามรายการนี้ได้ไม่นานก็ถึงขั้นติดงอมแงมกันเลยทีเดียว ^^

หลังจากที่หน้ากากหอยนางรมถูกเปิดเผยออกมาแล้วว่าเป็น “โอม Cocktail” มันก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น เราอ่านเจอเรื่องราวชีวิตครอบครัวและเส้นทางการร้องเพลงของเขาจากสื่อทีวีและออนไลน์มากมาย แต่มีอยู่คลิปหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งกับแนวคิดของเขามากๆ นั่นก็คือ “วิธีวางแผนการเงิน” เพื่อทำให้ทุกคนในวงมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรง #สุดยอด ความคิดพี่หล่อมาก!!

จากคลิปการให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะใจ ตอน จุดกลับใจ…โอม COCKTAIL วันที่ 8 ก.ค. 60 (ลิงค์ของรายการอยู่ท้ายบทความ) ตั้งแต่นาทีที่ 18 – 21 คุณโอมเป็นนักวางแผนมากๆถึงขั้นวิเคราะห์ถึงอนาคตของวง COCKTAIL ว่าจะเป็นอย่างไร วิธีการสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างทรัพย์สิน รวมถึงการเก็บเงินเกษียณ หลังจากฟังคลิปจบแล้วเราคิดว่าต้องนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้นำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเอง เราสรุปออกมาได้ 3 เรื่องนะจ๊ะ

เรื่องที่ 1 รายได้

  • ความคิดเห็นของโอมมองว่าอาชีพนักดนตรีมีรายได้ไม่แน่นอน ได้รับเงินไม่เท่ากันทุกเดือน พอถึงจุดหนึ่งแล้วมันก็จะได้ลดลง โด่งดังแล้วสร้างรายได้เต็มที่ประมาณ 15 ปี ส่วนข้าราชการมีรายได้แน่นอนแล้วเงินเดือนขึ้นเรื่อยๆทุกปี
  • นักดนตรีมีช่วงที่พีค(ได้รับความนิยมมากๆ) รายได้จะเข้ามามาก หลังจากนั้นจะค่อยลดลงแล้วเก็บกินไปเรื่อยๆ เขาได้ยกตัวอย่างว่า ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 ปี เกษียณอายุ 60 ปี
    • นักดนตรีทำงานได้เงินเดือนละ 200,000 บาท ถ้าทำงาน 10 ปี มีเงิน 24,000,000 บาท
    • ข้าราชการมีเงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ถ้าทำงาน 40 ปี มีรายได้ 9,600,000 บาท
    • ถ้าต้องใช้เงินตลอดชีวิตนักดนตรีมีรายได้ไม่คงที่และมีเวลาหาเงินที่สั้นกว่าข้าราชการ จากรายได้ของนักดนตรี 24,000,000 บาท นั้นจะต้องหารด้วย 40 ทำให้รู้ว่าจริงๆแล้วแต่ละเดือนได้รับเงินเท่าไหร่ (24,000,000 / 40 = 600,000 บาทต่อปี เท่ากับ 50,000 บาทต่อเดือน)
  • นักดนตรีไม่มีเงินบำนาญ จึงต้องวางแผนเรื่องเงินแบบต่างๆ เพื่อให้สมาชิกทุกคนในวงมีความเป็นอยู่ที่ดีไปตลอดชีวิต

ความคิดเห็นส่วนตัวและการนำไปปรับใช้

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นนักดนตรีที่ดังเป็นดาวค้างฟ้าสร้างผลงานมีรายได้ดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต ในขณะที่อีกหลายๆคนต้องทนทุกข์ทรมานเพราะขาดรายได้หรือเงินหมดก่อนถึงบั้นปลายชีวิต นี่เองที่เรียกว่าชีวิตมีขึ้น(สร้างรายได้) แล้วก็มีลง(ขาดรายได้) จากเรื่องนี้มองย้อนกลับมาที่เรื่องของตัวเอง

อ้าว!! แล้วอาชีพของเราล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีรายได้เข้ามาตลอดไปมั๊ย อนาคตจะมีหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนที่เรารึเปล่า ถ้ารอเป็นเป้านิ่งอย่างเดียวมันไม่ดีแน่ๆ ตอนนี้ควรกลับมานั่งคิดกันแล้วว่าจะทำอย่างไร

  • เราควรมีรายได้หลายทางเพื่อกระจายความเสี่ยงที่รายได้หลักหายไป หางานพิเศษเพิ่มรายได้ทางอื่นด้วย
  • รายได้มีขี้นก็มีลง แม้ว่าตอนนี้เราอาจจะมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่ต่อไปอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้
  • ควรมองดูคนอื่นๆที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกับเราว่าเป็นอย่างไร ติดตามข่าวสารต่างๆตลอดเวลา เช่น ดูแนวโน้มอาชีพที่กำลังจะหายไปและอาชีพที่กำลังจะเกิดใหม่ในอนาต เพื่อจะได้ปรับตัวและพัฒนาตัวเองไปเส้นทางที่จะสร้างรายได้ในอนาคตต่อไปจ้า

 

ตัวอย่าง

งานที่กำลังจะหายไปเพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ (ช่องสีแดง) กับอาชีพใหม่ที่กำลังจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ (ช่องสีเขียว) หากเราอยู่ในช่องอาชีพที่จะหายไปก็จะได้หาวิธีรับมือและเพิ่มทักษะอื่นๆเพื่อสร้างความแตกต่างหรือก้าวไปสู่อาชีพใหม่ต่อไป ส่วนคนที่ทำอาชีพใหม่อยู่แล้วควรหาแนวทางใหม่ๆตลอดเวลา ไม่ควรย่ามใจเพราะคนรุ่นใหม่ก็จะวิ่งไล่หลังเรามาเรื่อยๆนะจ๊ะ

จัดการชีวิต-วางแผนการเงินผ่านมุมมองของโอม Cocktail

ที่มา : ข้อมูลในภาพอยู่ที่ลิงค์ท้ายบทความนะจ๊ะ

เรื่องที่ 2 การสร้างทรัพย์สิน

  • คุณโอมแนะนำให้สมาชิกทุกคนในวงจะต้อง “ซื้อบ้าน” เพื่อจะได้มีปัจจัย 4 ให้ครบ (ปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค)
  • เหตุผลที่แนะนำให้ซื้อบ้านเพราะถ้าชีวิตอยู่ในช่วงลำบาก อย่างน้อยก็จะขายบ้านออกมามีเงินใช้จ่ายได้
  • ตอนนี้ทุกคนในวงมีบ้านครบทุกคนแล้ว

ความคิดเห็นส่วนตัวและการนำไปปรับใช้

“เมื่อเราหาเงินได้แล้ว ควรเก็บรักษาเงินไว้ให้ได้ด้วย”

อาชีพนักดนตรีมีรายได้สูง แต่ถ้าใช้ไม่ระวังก็หมดได้เหมือนกัน ไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ บางคนคิดว่าตัวเองหาเงินได้เยอะมาก เงินหมดเดี๋ยวก็หาใหม่ได้อีก อีกคนก็คิดว่าชีวิตคนเรามันสั้น ไม่จำเป็นจะต้องเก็บเงินก็ได้ -_-!!

มันเป็นแนวคิดที่อันตรายมากๆ เพราะวันนี้มีรายได้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีรายได้ แล้วถ้าบังเอิญอายุสั้นจริงๆ เสียชีวิตไปก่อนที่จะจ่ายหนี้หมด นี่แหละอภิมหาดราม่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวที่จะต้องรับมรดกหนี้สินแทนเรา ควรเก็บสะสมเงินไว้จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นน่าจะดีกว่านะจ๊ะ

วิธีการเก็บเงินในรูปแบบที่อยู่อาศัยนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น

  • ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถขายบ้านเอาเงินมาใช้ได้ แต่มีข้อควรระวัง คือ บ้านใช้เวลาขายค่อนข้างนาน เราจะต้องมีเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรอวันที่จะขายบ้านได้
  • คนทำธุรกิจใช้ที่อยู่อาศัยมาค้ำประกันเป็นเงินมาหมุนเวียนในกิจการได้ หรือปรับปรุงเป็นห้องพักเพื่อปล่อยเช่า (ดูกฎหมายควบคุมอาคารด้วยนะจ๊ะ)
  • สามารถนำบ้านมาแบ่งเบาภาระหนี้ได้ เช่น มีหนี้สินบัตรหลายใบ ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด อาจจะใช้วิธีรวมหนี้ไว้ที่เดียวกันโดยใช้บ้านแลกเงิน เพื่อนำเงินมาปิดหนี้บัตรทั้งหมด จากดอกเบี้ย 20-28% &

ให้เรื่องลงทุนเป็นเรื่อง ‘ง่าย’ กับ Settrade App

สวัสดีครับ พบกับพี่ต้าร์อีกแล้ว! เช่นเคย มาคราวนี้พี่ต้าร์ก็มี Application ดีๆ ที่จะมารีวิวและแนะนำให้กับทุกคนอีกแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีความสนใจในการศึกษาข้อมูลเรื่องหุ้น คงรู้จักกับเว็บไซต์ Settrade.com กันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมและให้ข้อมูลทางการลงทุน (Investment Portal) ที่นักลงทุนชอบ ใครอยากหาข้อมูลเรื่องหุ้นสามารถเข้ามาดูที่เว็บไซต์นี้ได้นะครับ และนอกเหนือจากเว็บไซต์แล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังพัฒนา Application ที่ช่วยซัพพอร์ตไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันกับ Settrade App ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน แถมยังมี Features ที่เป็นเครื่องมือฝึกฝนการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ด้วยนะครับ ว่าแล้ว ไปดูข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับ Settrade App กันก่อนเลยดีกว่าเลย!

เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลด Settrade App มาติดตั้งได้ โดยค้นชื่อแอปพลิเคชั่นใน Google Play หรือ App Store ได้เลยครับ แต่ก่อนใช้งานผมขอแนะนำให้ไปสมัคร SET Member ในเว็บไซต์ www.set.or.th ก่อนนะครับ เพื่อที่เราจะสามารถ Login เข้าใช้งาน Settrade App ได้ในทุกฟังค์ชั่นครับ

เมื่อเราเปิดแอปพลิเคชั่นขึ้นมา ก็จะปรากฎหน้าแรกที่มีแถบเมนูหลักอยู่ด้านล่าง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ Market, Quote, Backtesting, Simulation และ More เรามาลองเล่นกันไปทีละตัวกันเลยครับ!

Market

ส่วนแรกที่เราจะพูดถึงก็คือ Market หน้านี้จะเป็นการแสดงสภาวะตลาดหุ้นครับ โดยเขาจะสรุปมาให้ดูง่ายๆ เลยว่า SET ขึ้นหรือลงกี่จุด ขึ้นไปในระดับสูงสุดหรือต่ำสุดเท่าไหร่ และมีมูลค่าตลาดที่เป็นการซื้อขายอย่างไร ไม่เพียงเท่านั้น หน้า Market ยังมีเมนูย่อยอีก 3 ส่วนอีกด้วย ซึ่งจะบอกข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับหุ้นให้เราทราบครับ ติดตามกันเลย

Summary

ตรงนี้เขาก็จะมีเป็นภาพกราฟให้ดูด้วยว่ากรอบการซื้อขายในวันนั้นๆ แต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร มีหุ้นขึ้น หุ้นลง หรือหุ้นที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงราคาจำนวนเท่าไหร่บ้าง ส่วนด้านล่างจะเป็นข้อมูลสรุปการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละประเภทในสิ้นวันนั้นๆ

หากเราขยับมาดูข้อมูลข้างล่างอีก จะเห็น ข้อมูลสำคัญทางสถิติ (Key Market Statistic) ซึ่งจะแสดงข้อมูลสรุปมูลค่าตลาดว่าเป็นเท่าไหร่แล้ว มีอัตราหมุนเวียนซื้อขายหลักทรัพย์กันกี่เปอร์เซ็น ในส่วนที่ผมชอบก็จะเป็น P/E(X), P/BV(X) และ Market Yield(%) เป็นข้อมูลที่บอกว่าภาพรวมตลาดตอนนี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณจะได้รับนั้นมีความคุ้มค่าในการลงทุนหรือเปล่า? ใครที่ชอบดู P/E ตลาดเพื่อรอหุ้นถูกก็ดูที่สรุปตรงนี้ได้เลยครับ

หลังจากที่เราเห็นข้อมูลสรุปในหน้าแรกแล้ว มันก็จะมีเมนูให้เราสามารถเลือกเล่นได้ทั้งแถบด้านบนและด้านล่างนะครับ มาดูแถบด้านบนต่อมาหลังจากที่เราได้เห็นการสรุปสภาพวะตลาดไปแล้วนะครับ

Ranking

ในส่วนนี้จะเป็นการจัดอันดับของหุ้นนะครับ เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะดูข้อมูลอะไรและดูในกรอบเวลาเท่าไหร่ ถ้าเราเข้ามาครั้งแรก App จะเรียง Top Gainer ในวันนั้นๆ พูดง่ายๆ ก็คือวันที่เราเปิดดูข้อมูลนั่นแหละ หุ้นตัวไหนขึ้นเยอะที่สุด และเราสามารถเลือกได้ว่าจะดู 5 วัน 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ ตรงรูปหัวใจหน้าชื่อหุ้นสามารถกด เพื่อ Add Favorite ว่าเป็นหุ้นที่เราสนใจติดตามได้นะครับ

Ranking นั้นเราสามารถเลือกดูได้หลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการซื้อขาย (Trading) ดูว่าอะไรเป็นหุ้นที่ราคาขึ้น ราคาลงสูงสุด หรือเราจะดูข้อมูลสถิติ (Statistics) ของอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ รวมถึงดูในส่วนของข้อมูลประมาณการต่างๆ จาก IAA Consensus จากการประเมินความเห็นของนักวิเคราะห์การลงทุนครับ

ในส่วนที่ผมชอบดูก็จะเป็นการดู Top ROA และ ROE เพื่อดูความสามารถของบริษัทต่างๆ ในการนำทรัพย์สินและการนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลกำไรในกิจการเป็นอย่างไร อัตราส่วนทางการเงินทั้ง 2 แบบนี้ก็อยู่ในส่วน Ranking ด้วยเช่นกันครับ

Favorite

เวลาที่เราดูข้อมูลหุ้นต่างๆ แล้วเรามีการกด Add Favorite ที่รูปหัวใจขึ้นมา ระบบจะดึงหุ้นที่เราชอบมาไว้ในส่วนนี้ครับ เป็นข้อมูลเรียงกันตามตัวอักษร สามารถดูได้ว่าในเวลานั้นๆ หุ้นเป็นอย่างไร ขึ้นลงกี่เปอร์เซ็น ราคาสูงสุด-ต่ำสุดราคาเฉลี่ยเป็นเท่าไหร่ Add Favorite หุ้นที่เราชอบได้สูงสุด 10 ตัวครับ

Quote

ในกรณีที่เราต้องการจะดูข้อมูลหุ้นรายตัว เราสามารถเข้ามาดูตรง Quote ได้เลยนะครับ ก็พิมพ์ชื่อหุ้นไปแล้วจะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหุ้นนั้นแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นตัวหุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) กองทุนรวมอีทีเอฟอนุพันธ์ รวมถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures / Options) ด้วย

เมื่อเราเลือกเข้าไปแล้วก็จะมีข้อมูลหุ้นรายตัวนั้นๆ นั้น 4 เมนู ได้แก่

Real Time

ส่วนนี้จะแสดงราคาหุ้นในเวลานั้นๆ เลยในตลาด มีข้อมูลราคาและกราฟให้ดู ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลราคาวันก่อนหน้า ราคาเปิดปิด ราคาสูงสุดต่ำสุด ราคาเฉลี่ย มูลค่าซื้อขาย ราคา Best Bid Best Offer รวมถึงเพดานราคาและราคาต่ำสุดที่หุ้นจะขึ้นลงได้ในวันนั้นๆ ครับ ในส่วนด้านล่างจะมีข่าว Update ให้กับเราให้ได้คอยติดตามด้วยครับ

Historical

เป็นข้อมูลราคาย้อนหลังในอดีตว่าที่ผ่านมาหุ้นมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง วอลุ่มและราคาย้อนหลังเป็นอย่างไร สามารถดูราคาย้อนหลัง 6 เดือนครับ แต่ตรงนี้ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่ากรณีที่เป็นหุ้นมีการแตกพาร์หรือปันผลเป็นหุ้น กราฟราคาจะดิ่งลงจากการปรับสัดส่วนใหม่ของราคาหุ้นครับ (ไม่ใช่หุ้นตกเพราะคนขายทิ้งนะ ต้องดูดีๆ ในส่วนนี้ด้วย)

คาดหุ้น Alibaba พุ่ง 200 ดอลลาร์ หลังแตะ 150 ดอลลาร์เป็นผลสำเร็จ

หุ้น Alibaba Group (BABA) ได้แตะที่ 150 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการพุ่งทะลุกรอบราคาในรอบปีเลยทีเดียว

ราคาของมันได้ขึ้นมา 0.5% อยู่ที่ 149.69 ดอลลาร์ ก่อนที่จะถอยร่นลงมา 0.5% และกลับขึ้นมาอยู่ที่ 151.83 ดอลลาร์ การที่ค่าเฉลี่ยของมันสูงขนาดนี้นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นเพียง 68 ดอลลาร์ในปี 2014 ซึ่งโตขึ้นราว 70% ในปีนี้

ราคาหุ้นที่สูงขึ้นอาจได้รับผลจากข่าวล่าสุดของ Alibaba ที่แพลตฟอร์มการชำระเงินขนาดใหญ่อย่าง Alipay จะเข้าไปเสนอราคาคู่กับธนาคารและบริษัทต่าง ๆ ในอินเดียเพื่อจะซื้อกิจการ Freecharge ที่อยู่ภายใต้ Snapdeal ในประเทศอินเดียซึ่งมีมูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์

ราคาเฉลี่ยจากบรรดานักวิเคราะห์สำหรับหุ้นตัวนี้นั้นอยู่ที่ 166 ดอลลาร์อ้างอิงจาก FactSet แต่ผลการวิเคราะห์ของแต่ละคนนั้นกระจายมาก บางคนนั้นกล่าวว่ามันน่าจะตกลงมาอยู่ที่ 130 แต่บางคนคาดการณ์ไว้ว่าหุ้นของ Alibaba จะมีราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 200 ดอลลาร์เลยทีเดียว

sources:

http://www.barrons.com/articles/alibaba-stock-hits-new-150-high-india-deal-brewing-1499968081

https://cdn.techinasia.com/wp-content/uploads/2014/09/Jack-Ma-Alibaba-IPO.gif

‘Hema’ ร้านค้าปลีกจาก Alibaba เปิดเพิ่ม 3 สาขา หลังยอดขายถล่มคู่แข่ง 3 เท่า

Hema ร้านค้าปลีกรูปแบบลูกผสมระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ของ Alibaba เปิดตัวในประเทศจีนเมื่อปี 2015 และล่าสุดมีการขยายสาขาเพิ่มเป็น 13 สาขาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้ 10 สาขา ปักกิ่ง 2 สาขา และหนิงปัว 1 สาขา

“Hema Supermarket คือสิ่งที่คุณได้ เมื่อคุณจินตนาการเกี่ยวกับประสบการณ์การช็อปปิ้งในรูปแบบออนไลน์ผสมออฟไลน์”

– Danial Zhang,CEO, Alibaba Group –

การซื้อของใน Hema นั้นเริ่มด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ account ของผู้ใช้ taobao และ alipay โดยอัตโนมัติ ผู้ที่ยังไม่มีแอคเคานท์ก็สามารถสมัครได้แบบง่ายๆ และการช็อปก็จะเริ่มขึ้นในทันที โดยสามารถดูรายละเอียดสินค้าได้จากแอพพลิเคชั่น

หลังจากเลือกสินค้าจนพอใจ ลูกค้าสามารถสแกนบาร์โค้ดจากสินค้าเพื่อซื้อ และจ่ายเงินผ่าน alipay และกดเช็คเอาท์เพื่อออกจากร้านได้ทันที นอกจากนี้ Hema ยังมีบริการส่งอาหารสด(พร้อมปรุง) ถึงบ้านภายใน 30 นาทีอีกด้วย

ยอดขายของ Hema นั้นมีปริมาณเป็นสามเท่าหากเทียบกับซุปเปอร์มาเก็ตอื่นๆ และยังมีออเดอร์การสั่งซื้อภายในพื้นที่อีกนับพันรายการต่อวัน 

sources :

http://retail.economictimes.indiatimes.com/news/e-commerce/e-tailing/alibaba-unveils-3-new-hema-stores-in-china/59632387

http://www.alizila.com/hema-supermarket-offers-shoppers-new-retail-experience/

http://alibabagroup.com/en/global/home

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน ผู้ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดทุกช่วงการลงทุน ด้วยความรู้และข่าวสารที่ถูกต้อง

ในช่วงสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างครับ โดยเฉพาะในส่วนของตลาดหุ้น เห็นว่าที่ผ่านมาหลายตลาดปรับตัวขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นแนวโน้มที่ดีและมีผลกระทบต่อพอร์ทการลงทุนของเราอย่างไร ต้องติดตามกันครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธาน FED แถลงเรื่องที่ FED พร้อมที่จะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำอยู่ แน่นอนว่าถ้าไม่มีการปรับขึ้นแบบนี้ ตลาดหุ้นต้องรับข่าวแบบดีใจแน่นอนครับ ฮ่าๆ

ส่วนมาดูฝั่งเอเชียบ้านเราบ้างครับ ตลาดแรก คือ ตลาดหุ้นจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากมีการประกาศตัวเลขการส่งออก และการนำเข้าของเดือนพฤษภาคม ที่สูงกว่าตลาดคาดการณ์ และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหุ้นธนาคารทั่วโลก ถือว่าเป็นจังหวะหรือโอกาสไหม ต้องติดตามกันต่อไปครับ

สำหรับตลาดหุ้นอินเดียนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอินเดียจะมีนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลงหลายเดือน โหวว สัปดาห์ก่อนเพิ่มขึ้นเพราะมีการใช้ภาษีใหม่ สัปดาห์นี้มีกำลังใจจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก แบบนี้จะรุ่งหรือร่วง เดี๋ยวรู้กันครับ

ทางด้านปู่ SET คนเดิม เพิ่มเติมคือแกว่งไปมา สัปดาห์นี้ก็ดีขึ้นเหมือนกันครับ เพราะตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมัน และจากหุ้นในกลุ่มธนาคารและกลุ่มสื่อสารที่มูลค่าพื้นฐานยังต่ำกว่าหุ้นกลุ่มอื่นอยู่ครับ

มาดูทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้างครับ ใครหลายคนคงจะยิ้มได้ถ้าติดตามกันมาเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วครับ ฮ่าๆ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่ลดลงมากกว่าตลาดคาดการณ์ และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีการประกาศตัวเลขคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมันของประเทศสหรัฐฯ และเยอรมันที่สูงขึ้น

ทุกตลาดปรับขึ้นกันอย่างเมามันส์ กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ต้องระวังกันให้ดีหน่อยครับ มาดูกันดีกว่าว่าควรจะลงทุนแบบไหนอย่างไรบ้างครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นยุโรป

เปิดฉากเริ่มจากตลาดที่ไม่ได้พูดถึงก่อนครับ ตอนนี้ผมมองว่าน่าจะเริ่มต้นสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กหลังจากตลาดปรับตัวลงในช่วงนี้ เนื่องจากความกังวลถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB แต่ถ้าให้มองแนวโน้มแล้ว ผมคิดว่า ECB จะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วตามคาดได้นะครับ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลงครับ โดยเหตุผลที่ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้น มันมีสาเหตุจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรกครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

หลายคนสะสมหุ้นสหรัฐฯ มาหลายสัปดาห์คงจะเริ่มหวั่นใจใช่ไหมครับ แต่จากสายตาของผมมองว่า ตอนนี้สหรัฐมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทได้หลายทาง ดังนั้นยังจัดได้อยู่ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ปลุกเลือดซามูไรในตัวคุณ อย่าหยุดสะสมหุ้นญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาดครับ เพราะผมมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะฟื้นตัวต่อเนื่องในภาคการบริโภค และทาง BOJ ยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้น เรื่องของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นล้วนๆครับ ดังนั้นอย่ากลัวครับ สะสมกันต่อไปได้เลยครับ

ตลาดหุ้นไทยและเกาหลี

ยังต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนครับ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นทั้งสองตลาดต่อไป เนื่องจากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว ซึ่งทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูง และผมมองว่าทั้งทางไทยและเกาหลีมีการค้าเกินดุลและเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้ค่าเงินบาทและเงินวอนมีเสถียรภาพ ลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติจากความผันผวนของค่าเงินได้ระดับหนึ่งครับ เอาล่ะ จัดไปครับ

ตลาดหุ้นจีน H-Share และอินเดีย

สะสมกันมาเยอะแล้วนะครับ สำหรับสองตลาดนี้ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนทั้งคู่ครับ สำหรับเหตุผลของตลาดหุ้น H-Share นั้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนตลาดอินเดียตอนนี้ผมมองว่ามูลค่าพื้นฐานแพงและการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมากหากนักลงทุนต่างชาติเทขายจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ ดังนั้น รบกวนพักสักนิด อย่าเพิ่งจัดต่อ เดี๋ยวชีวิตจะมีปัญหาได้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมให้ครบทั้ง 3 ตลาดเลยครับ สหรัฐ ยุโรป (หุ้นเล็ก) และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้นคู่ไทยเกาหลี ซีรีย์บ้านพี่เมืองน้องยังอยู่เหมือนเดิมครับผม แต่ให้ระวังหุ้น H-Share และ อินเดียไว้ ดูท่าทีได้อยากให้ดูท่าทีก่อนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าเล็กน้อย หลังนางเจเน็ต เยลเลน กล่าวสนับสนุนให้ FED ลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ แต่ยังมองว่าเฟดไม่ควรรีบขึ้นดอกเบี้ยอยู่ครับ

ตราสารหนี้ไทย

อัตราผลผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1-3 ปี ที่จะปรับขึ้นแรงมีโอกาสน้อย เนื่องจากรัฐบาลเน้นระดมเงินทุน

‘Alibaba’ ไม่เครียด เมื่อ ‘Amazon’ รุกตลาดเอเชีย

จากความคาดการณ์ว่า ‘Amazon’ จะทำการรุกตลาดภูมิภาค Southeast Asia อย่างจริงจัง Lazada ที่ปัจจุบันนั้นอยู่ภายใต้ Alibaba ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ต้องรักษาขอบเขตไม่ให้อีกฝ่ายรุกหนักเข้ามาทำลายตลาดเหมือนกับที่เคยทำไว้ที่อื่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ e-commerce ของสหรัฐอย่าง ‘Amazon’ จะเล็งเป้ามาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงนี้ เพราะบริการช็อปออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตในแถบนี้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายงานจาก Google และ Temasek Holding ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในสิงคโปร์คาดการณ์มูลค่าเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตของภูมิภาคนี้จะสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมี e-commerce เป็นแกนหลัก

Aimone Ripa di Meana Co-founder และประธานฝ่ายการตลาดของ Lazada กล่าวว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบอยู่มาก เพราะมีความรู้ที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับการตลาด และเครือข่ายโลจิสติกในภูมิภาคนี้ และพวกเขายังมีการสนับสนุนจาก Alibaba อีกด้วย

“เรารู้สึกมั่นใจมากกับสิ่งที่สร้างขึ้นมาจนถึงตอนนี้ เรามีแนวทางที่ไม่เหมือนใครในการทำธุรกิจ” Meana กล่าว “การสร้างทีมที่ทำงานกันเป็นเวลานานจนรู้จักความซับซ้อนที่อยู่ในตลาดแต่ละที่นั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำซ้ำได้ง่ายนัก ผมไม่คิดว่าการรู้วิธีทำธุรกิจในสิงคโปร์จะเกี่ยวข้องกับการสร้างธุรกิจของคุณในฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย”

ทางผู้บริหารชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ความแตกต่างระหว่างคนและภาษาเท่านั้น ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้ยาก โครงสร้างพื้นฐานในแต่ละประเทศสำหรับการขนส่ง และความเข้าใจภาษาของท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อทำให้การค้นหามีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ นั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับ Lazada เพราะ Alibaba นั้นเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว

“เราอยู่ในตลาดที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นโค้ง ผมคิดว่าโอกาสที่อยู่ข้างหน้านั้นมีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นมาตามหลังเราเยอะ”

เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการที่ Alibaba ใช้เงินราว 1พันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Lazada เป็น 83% จาก 51% ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการใช้ Lazada เป็นการหลักในการขยายการตลาดนอกประเทศจีนอย่างเป็นทางการ

ในขณะที่ ‘Amazon’ ยังไม่ได้ประกาศแผนการชัดเจน Lazada ก็ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้คนย้ายไปฝั่งคู่แข่งของตนเอง ทั้งการจับมือกับ Uber แอพลิเคชั่นเรียกรถชื่อดัง และ Netflix บริการสตรีมมิ่งวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่ม reward ให้ผู้ใช้ในประเทศสิงคโปร์ ทาง Lazada ได้แพ็ครวมบริการต่างๆเป็นแพ็คเกจรายปี โดยรวมไว้ทั้งส่วนลด Netflix Uber Lazada และ Taobao และฟรีค่าจัดส่งเมื่อซื้อของด้วย ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า LiveUp และมันอาจขยายออกนอกสิงคโปร์ในเร็วๆนี้

source :

http://www.investopedia.com/news/alibaba-no-worries-over-amazon-southeast-asia/?lgl=rira-baseline-vertical

https://www.vietnambusiness.tv/images/k2/items/cache/9ad74ebcc3d83e86bcc0098026ed5e9f_XL.jpg

http://images.technewstoday.com.s3.amazonaws.com/tnt/alibaba-enters-south-asia-with-1billion-investment-in-lazada.jpg

‘Jack Ma’ ที่ปรึกษาผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในเคนย่า

Jack Ma ผู้ก่อตั้งและประธานของ Alibaba Group e-commerce ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน มีกำหนดการที่จะไปเยือนเคนย่าในจันทร์หน้า โดยมีระยะเวลาสองวัน

ชายผู้ร่ำรวยที่สุดเอเชียคนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์ (หรือคิดเป็น 5 ล้านล้านหยวน) ซึ่งปริมาณของมันนั้นเกือบเท่าครึ่งของมูลค่าผลผลิตประเทศเคนย่า เขาเดินทางไปที่ประเทศนี้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความเข้าใจและความเสี่ยงในการลงทุน ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึง UNCTAD (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา)

เลขาธิการของ UNCTAD นาย Mukhisa Kituyi และ Jack Ma จะเป็นผู้นำเสนอผลงานให้กับผู้นำธุรกิจกว่า 500 ชีวิตใน University of Nairobi

“UNCTAD จะทำงานร่วมกับ Mr. Ma ในการสำรวจโอกาสกับธุรกิจในท้องถิ่นที่เข้าร่วมการค้าโลก” นั่นเป็นกล่าวโดยสรุปก่อนการเข้าเยือน

Jack Ma ได้เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนามองหาโอกาสสำหรับ e-commerce เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของตน แทนการสร้างกฎระเบียบและภาษี ที่อาจทำให้กิจการเล็กๆต้องปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดาย

“เราไม่ควรตั้งกฎให้เด็กทารกก่อนพวกเขาเกิด” Jack Ma กล่าวในการประชุม ณ กรุงเจนีวาระหว่างการพบปะใน e-commerce Week ของ UNCTAD เมื่อเร็วๆนี้

sources :

http://www.businessdailyafrica.com/corporate/companies/Chinese-tycoon-Jack-Ma-twoday-Kenya-visit/4003102-4012390-1tjas1/index.html

https://fm.cnbc.com/applications/cnbc.com/resources/img/editorial/2017/01/18/104225987-_95A5065.1910×1000.jpg

[REVIEW] BRRGIF กองทุนเปิดใหม่สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล

หากใครที่ติดตามข้อมูลข่าวสาร และบทความของผมมาตลอดอาจะพอจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ผมเคยได้รีวิวบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ตั้งแต่สมัยที่เป็นหุ้น IPO เข้าตลาดใหม่ๆ ว่าเป็นบริษัทที่ผลิตน้ำตาลจากอ้อย และที่น่าสนใจก็คือเขาได้นำพวกผลพลอยได้จากอ้อย อย่าง กากอ้อย ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกซึ่งเป็นพลังงานทดแทนสมัยใหม่ที่น่าสนใจอีกด้วยนะครับ ล่าสุดต่อนนี้เขาก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนใหม่คือ “BRRGIF” หรือ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์” ก็เลยถือโอกาสมาเล่าเรื่องและ Review กองทุนรวมใหม่นี้ให้ฟังนะครับ

โดยผมจะแบ่งเล่าให้ฟังในหัวข้อดังนี้นะครับ

  • ภาพรวมกองทุน BRRGIF และทรัพย์สินที่เข้าลงทุน
  • รายละเอียดของโรงไฟฟ้าและโครงสร้างรายได้
  • ประมาณการทางการเงินของกองทุนรวม
  • ความเสี่ยงที่เราต้องทราบก่อนการตัดสินใจลงทุน

เรามาเริ่มกันจาก…

1. ภาพรวมกองทุนรวม BRRGIF และทรัพย์สินที่เข้าลงทุน

ถ้าเรามามองในส่วนของโครงสร้างกิจการของกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ จะเห็นได้ว่ามีการประกอบธุรกิจที่หลากหลายจากต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ได้แก่ กลุ่มบริษัทวิจัย และพัฒนาอ้อย, กลุ่มบริษัทที่ผลิตน้ำตาล, และกลุ่มโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อยที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลครับ

รูปข้างล่างนี้เป็นโครงสร้างของกลุ่มบริษัทนะครับ ตรงที่เป็นสีฟ้าๆ รอยปะ ได้แก่ บจก.บุรีรัมย์พลังงาน BEC และ บจก. บุรีรัมย์เพาเวอร์ BPC ในปัจจุบัน 2 บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อย แล้วจำหน่ายให้กับ กฟภ. จำนวนสูงสุดโรงละ 8 MW และสิทธิบนรายได้สุทธิจากการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าของทั้งสองบริษัทดังกล่าวจะถูกโอนเข้ามาเป็นทรัพย์สินในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนี้ครับ 

หลังจากระดมเงินทุนจากนักลงทุนแล้วเสร็จก็จะเกิด ‘BRRGIF’ ขึ้นมา ด้วยขนาดกองทุน ไม่เกิน 3,640 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปจ่ายเป็นค่าโอนสิทธิรายได้สุทธิจากกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ BEC และ BPC ต่อไป

การจัดตั้งกองทุนนี้จะให้ประโยชน์กับทุกฝ่ายนะครับ ทางกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ก็จะนำเงินที่ได้จากการโอนสิทธิให้กองทุนมาใช้ในการขยายกิจการได้ ส่วนนักลงทุนอย่างเราๆ ก็จะมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นจากการถือหน่วยลงทุนผ่าน BRRGIF เพื่อรับผลตอบแทนจากรายได้สุทธิที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลครับ

ถ้าเราดูจากภาพจะเห็นได้ว่า บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะถือหน่วยลงทุนในกองทุนนี้ 20-33% และ 67-80% จะเป็นนักลงทุนทั่วไป โดยมี บลจ. บัวหลวงเป็นบริษัทจัดการกองทุน ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ซึ่งจะดูแลให้บริษัทจัดการกองทุนปฏิบัติตามโครงการจัดการกองทุนรวม ส่วนที่ปรึกษาทางการเงินจะเป็นเมย์แบงก์ กิมเอ็ง และคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาแก่บริษัทจัดการในการบริหารจัดการกองทุนนี้ครับ แน่นอนว่าทั้ง 2 โรงไฟฟ้ามีคู่ค้าที่จะผลิตพลังงานให้อยู่แล้วคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและ บจก.โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BSF

2. รายละเอียดของโรงไฟฟ้าและโครงสร้างรายได้

ถามว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนี้น่าสนใจไหม เราต้องมาดูว่าทรัพย์สินที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ลูกค้าเป็นใคร จุดเด่นเป็นอย่างไรนะครับ

ตามที่ได้เล่าไว้ในช่วงก็คือ BRRGIF จะนำรายได้สุทธิจากการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าของ BEC และ BPC เข้าสู่กองทุนนี้ โดยโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงตั้งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ใกล้ๆ กับ บจก.โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ BSF ของกลุ่มบริษัทเลยครับ ตารางข้างล่างนี้จะเป็นการสรุปข้อมูลของโรงไฟฟ้าครับ

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 โรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตที่ต่างกันนะครับ BEC เป็นโรงที่เปิดดำเนินการก่อน และมีกำลังการผลิตน้อยกว่า BPC ในเรื่องของเชื้อเพลิงที่ได้รับอนุญาต BPC สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง กากอ้อยและแกลบ แต่เห็นว่าทางบริษัทยังไม่เคยใช้แกลบในการผลิตไฟฟ้าเลยนะครับ ทั้ง 2 โรงยังใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอยู่

ใครเป็นผู้รับซื้อบ้าง? มาดูรายละเอียดคู่ค้ากันนะครับ

ข้อมูลสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ถ้าพูดถึงโรงไฟฟ้าแล้วผมว่ารายได้ของธุรกิจประเภทนี้มีความผันผวนค่อนข้างน้อย เพราะเวลาที่มีการเซ็นสัญญากับทางภาครัฐแล้วจะกำหนดกันเลยว่าปริมาณไฟฟ้าที่เขาจะรับซื้อนั้นมีจำนวนเท่าไหร่

ในกรณีของ 2 โรงนี้ เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer : VSPP) มีกำลังการผลิตที่โรงละ 9.9 MW และทาง กฟภ. ก็รับซื้อสูงสุดที่โรงละ 8 MW อยู่แล้ว โดยมีการซื้อในราคา FiT ตามนโยบายสนับสนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (โดยการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลมีการปรับเพิ่มทุกปี)

ทั้งนี้สัญญาที่เซ็นกันไว้ยังผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้ได้อีกประมาณ 11 และ 18 ปี ตามตารางที่ผมสรุปมาครับ

ข้อมูลสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำกับ BSF

นอกจากจำหน่ายไฟฟ้าให้กับภาครัฐแล้ว ยังจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อใช้ในกลุ่มบริษัทด้วย โดยเฉพาะ บจก.โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ BSF ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน จะมีการซื้อไฟฟ้าและไอน้ำจากทั้ง 2 โรงนี้ด้วยครับ และแน่นอนว่ามีการกำหนดปริมาณไฟฟ้าและไอน้ำที่รับซื้อขั้นต่ำไว้ด้วย ในกรณีที่ BSF ซื้อไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงใดโรงหนึ่งไม่ครบ สามารถซื้ออีกโรงหนึ่งทดแทนปริมาณที่ขาดไปได้ครับ

จากตรงนี้เราก็พอจะเห็นภาพรวมได้แล้วว่าโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงนั้นจะผลิตพลังงานทั้งในรูปแบบไฟฟ้า

เทรนด์ธุรกิจของ Jack Ma ในยุค ‘Made In Internet’

Jack Ma อธิบายถึงเทรนด์ที่กำลังมาของ Made In Internet ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์งานสัมมนา the Global Netrepreneurs Conference ที่จัดโดย Alibaba Group 

เขาเน้นย้ำถึงประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเปอร์เซ็นต์การเติบโตของมัน โดยได้บอกถึงกลยุทธ์ Five News ที่ได้เสนอไปในปีที่แล้ว ซึ่งได้แก่ การค้าปลีกใหม่ การผลิตใหม่ การเงินใหม่

เทคโนโลยีใหม่ และพลังงานใหม่

  • การขายปลีกแบบใหม่ : ในอนาคตธุรกิจค้าปลีกจะเข้าสู่รูปแบบผสมทั้งออฟไลน์และออนไลน์
  • การผลิตแบบใหม่ : เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการผลิตไปสู่รูปแบบ C2B คือการติดต่อจากลูกค้าเข้ามาหาหรือสั่งซื้อจากบริษัทโดยตรง
  • เทคโนโลยีใหม่ : ผู้ประกอบการจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ Big Data และ Cloud Computing
  • การเงินใหม่ : การปรับตัวทางการเงิน
  • พลังงานใหม่ : ข้อมูลข่าวสารเชิงลึกช่วยให้ผู้ผลิตเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“C2B (Customer to Business) และการผลิตแบบรายย่อยนั้นคืออนาคต ในยุค Made in Internet คุณสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ของคุณได้ในอเมริกา เอามันไปผลิตในเยอรมนี รวบรวมไว้ที่จีนแล้วจัดจำหน่ายออกไปทั่วโลก” Jack Ma กล่าว “เราหวังว่าจะได้ช่วยเหลือเหล่า SMEs คนรุ่นใหม่ และผู้หญิงให้ตระหนักว่าวิสัยทัศน์ของพวกเขาและเธอสามารถขายได้ในระดับโลก ถูกซื้อทำธุรกรรม และสามารถส่งสินค้าไปทั่วโลก”

คอนเซ็ปต์ของ Netrepreneurs คือ ผู้คนที่ริเริมและดำเนินการธุรกิจของตัวเองผ่านทางอินเทอร์เน็ต มันถูกกล่าวถึงโดย Jack Ma เมื่อปี 2004 

Daniel Zhang CEO คนปัจจุบันของ Alibaba Group เสริมว่า “ในวันนี้ธุรกิจ e-commerce มีมูลค่าถึง 15% จากยอดค้าปลีกทั้งหมดในจีน และเราสนใจว่าจะสร้างมูลค่าให้ 85% ที่เหลือและทำให้เกิดผู้ซื้อใหม่ๆได้ยังไง Netrepreneurs มีเพิ่มมากขึ้นและหลากหลายมากขึ้น โดยมีการปรับตัวตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าผ่านทางข้อมูลพฤติกรรมออนไลน์ของพวกเขา”

Netrepreneurs ได้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างมาก ทั้งผ่านช่องทางการผลิตของเราเองและผ่านการตลาด รวมไปถึงการขายของเราอีก มันไม่เพียงตอบสองความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น มันยังสร้างความต้องการใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วย

source :

http://retail.economictimes.indiatimes.com/news/e-commerce/e-tailing/when-jack-ma-speaks-about-made-in-internet/59561639

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save