‘พลังของพนักงานหญิง’ เคล็ดลับความสำเร็จของ Alibaba

ปัจจุบันนั้นอัตราการจ้างงานของสตรีนั้นเพิ่มขึ้นสูงกว่าสมัยก่อนมาก โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งดิ้นรนในการหาพนักงานหญิง แจ็ค หม่า ประธานและผู้ก่อตั้ง Alibaba Group ก็ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันโดยระบุว่าความสำเร็จของบริษัทเขานั้นมีได้ก็เพราะเหล่าพนักงานและลูกจ้างหญิง

อ้างอิงจากคำพูดในการประชุม Global Conference on Woman and Entrepreneurship ในหางโจว ประเทศจีน แจ็ค หม่ากล่าวว่า “การเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงด้วยการจ้างงานพวกเธอนั้นจะช่วยสนับสนุนบริษัทได้เป็นอย่างดี เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ใส่ใจในรายละเอียดและเอาใจใส่ต่องานที่ทำ”

“ความลับในความสำเร็จของเรานั้น อยู่ที่บรรดาผู้หญิงในบริษัท มันทำให้พวกเรานั้นแตกต่าง พวกเธอเหล่านั้นได้เป็นกำลังให้ผมในช่วงเวลาที่ยากลำบากนับตั้งแต่ก่อตั้ง Alibaba” แจ็ค หม่า บอกกับผู้ฟัง 

“ใน 30 ถึง 50 ปี ความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลของผู้ชายอาจถูกท้าทายและแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ แต่ความเพียรพยายามของผู้หญิงนั้นก้าวข้ามหุ่นยนต์ได้อย่างแน่นอน”

– Jack Ma –

นอกจากนี้ผู้ชายรู้เพียงการสร้างบริษัทยังไงให้ขายได้ แต่ผู้หญิงรู้วิธีการสร้างบริษัทให้มีคุณภาพ ลูกค้าของ Alibaba ได้รับประสบการณ์การซื้อขายที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะพนักงานของเรามุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพเพื่อให้ผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนสามารถใช้งานมันได้อย่างสะดวกสบาย

ตำแหน่งผู้จัดการระดับสูงของ Alibaba มีผู้หญิงอยู่กว่า 30% และมีพนักงานหญิงเป็นอัตราส่วน 47% ของพนักงานทั้งหมด

“ผมคิดว่า ยิ่งผมศึกษาความเป็นผู้นำของเพื่อนรวมงานหญิงผมเท่าไหร่ ผมยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักถึงศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่เลย”

– Jack Ma –

source :

http://www.thejakartapost.com/news/2017/07/11/women-empowerment-related-to-business-success-jack-ma.html

มุมมอง โอกาส กับอาชีพนักวางแผนการเงินในประเทศไทย

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการการเงินมามากกว่า 10 ปี ผมเคยฝันอยากประกอบอาชีพ ‘นักวางแผนการเงิน’ เพื่อทำหน้าที่วางแผนจัดการด้านการเงินต่างๆให้กับผู้คน ดูแลเรื่องของการจัดการวางแผนค่าใช้จ่าย ความเสี่ยง การลงทุน และส่งมอบทรัพย์สินอย่างครบวงจร

โอ้โห… ภาพของบุคลิกชิคๆ คูลๆ ดูสวยงาม พร้อมกับไลฟ์สไตล์แสนจะเลิศหรู ด้วยรายได้ที่เข้ามาจาก % ที่ได้จากการแนะนำผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ร่วมกันกับค่าบริการทางวิชาชีพ (อ้างอิงจากต่างประเทศ) มันแสนจะตอบโจทย์ชีวิตที่เราต้องการเสียเหลือเกิน

แต่เดี๋ยวก่อน!! ในโลกของความเป็นจริง หลังจากที่ไปอบรม ศึกษาข้อมูล และสอบผ่านมาสักระยะ ร่วมกับการสอบถามนักวางแผนการเงินในวงการอีกหลายๆคน ผมได้พบความจริงที่ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาครับ เพราะว่าที่จริงแล้ว งานของนักวางแผนการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่คิด เพราะถือว่าเป็น งานบริการหนึ่งในฐานะมืออาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการในการทำงาน ทั้งเรื่องของเป้าหมายการเงินที่ผู้รับบริการต้องการ (แน่ล่ะว่าคนเราทุกคนย่อมมีปัญหาแตกต่างกัน) และในแง่ของผู้ให้บริการเองที่มีต้องมีจรรยาบรรณที่ถูกต้อง เพื่อให้ตัวเองมองไปยัง “เป้าหมาย” มากกว่า “ผลตอบแทน” ที่จะได้รับจากการให้บริการ

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องการเงินนั้นมันไม่ใช่วางแผนแล้วจบ แต่มันต้องดูแลติดตามและจัดการไปตลอดทั้งชีวิต

เพราะเรื่องของเงินนั้นมันต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งแก้ไขแผนการเงิน ติดตามอัพเดท จัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่เป็นไปตามแผน

เอิ่มมม… คิดๆแล้วอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ ทำให้ผมตัดสินใจพักความฝันนี้ไว้สักระยะหนึ่งก่อนครับ (แหม่… เล่ามาเสียดิบดี)

อาชีพนักวางแผนการเงินในประเทศไทย โอกาสและการเติบโต?

ปัจจุบันจำนวนนักวางแผนการเงินในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตวิชาชีพ CFP® (Certified Financial Planner) ซึ่งเป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่มีมาตรฐานสากลนั้น มีอยู่เพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น หากเทียบกับความต้องการบุคคลากรด้านนี้แล้ว ถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบสัดส่วนประชากรของประเทศไทยดู ซึ่งใครหลายคนมองว่าเป็นโอกาสที่ก้าวเข้าสู่หนทางในอาชีพนี้ ในยุคที่การเงินกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆในชีวิต และหลายองค์กรหรือหน่วยงานการศึกษาก็มองเห็นโอกาสทางด้านนี้เช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น ทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพเอง ก็มีการริเริ่มพัฒนาหลักสูตรการบริหารธุรกิจสาขานักวางแผนการเงินและการลงทุนร่วมกันกับทางสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) เพื่อปั้นบุคลากรนักวางแผนการเงินเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ณ ตอนนี้

โดยจุดเด่นที่น่าสนใจในหลักสูตรนี้คือ ให้สิทธิผู้ที่เข้ารับการศึกษาไม่ต้องรับการอบรมนักวางแผนการเงินเพิ่มเติม เพราะอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนอยู่แล้วเรียนจบปุ๊บ สอบได้เลย ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งจริงๆแล้วบุคคลทั่วไป ต้องเข้ารับการอบรม CFP 6 วิชาก่อน และมักใช้เวลาอบรมเป็นปีๆ จึงมีสิทธิ์สอบได้

เมื่อสอบ CFP ได้ ก็สามารถประกอบอาชีพนักวางแผนการเงินและการลงทุนกับองค์กรสถาบันการเงินได้ทันที แถมยังสามารถนำความรู้ด้านการเงินไปต่อยอดทำอาชีพอื่นๆในแวดวงการเงินได้ เช่น เป็นโบรคเกอร์, นักวิเคราะห์หลักทรัพย์, ผู้จัดการกองทุน เป็นต้น ที่สำคัญหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรสองภาษาอีกด้วย

ใครสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ (http://www.bu.ac.th/admission/bachelor/branch/68/)

ถ้าอยากวางแผนการเงิน จำเป็นต้องใช้นักวางแผนการเงินหรือเปล่า?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถามคำถามนี้อยู่ในใจว่า เฮ้ย อาชีพนี้ก็ยังมีคนได้รับใบอนุญาตไม่มากนัก แถมยังเพิ่งมีหลักสูตรใหม่ไม่นาน แต่ถ้าเราอยากจะมีชีวิตการเงินที่ดีนั้น มันจำเป็นต้องใช้นักวางแผนการเงินหรือเปล่า? ซึ่งผมมองว่า…

จำเป็น

ถ้าหากคุณไม่มีความรู้และความเข้าใจที่ดีพอ และคิดว่านักวางแผนการเงินจะมาช่วยตอบโจทย์ความต้องการต่างๆในชีวิตของคุณได้ หรือช่วยวางแผนการเงินตามวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการ ซึ่งในกรณีบางคนนั้นผมคิดว่ามันเป็นการ “ซื้อเวลา” เพื่อที่จะได้ไปทำสิ่งอื่นหรือใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการมากกว่าครับ

ไม่จำเป็น

ถ้าหากคุณมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของการวางแผนการเงินที่ครบถ้วน มีการจัดเตรียมทุกอย่างได้ด้วยตัวเองผ่านองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ตลอดชีวิตของคุณอาจจะไม่ต้องใช้นักวางแผนการเงินเลย (แถมคุณอาจจะไปช่วยวางแผนการเงินให้คนอื่นได้ด้วย) หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ อาจจะใช้เพื่อตรวจสอบแผนการเงินของคุณว่าถูกต้องไหม เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว

ทีนี้คนที่คิดใช้บริการนักวางแผนการเงินนั้น ย่อมจะมีคำถามตามมาว่า แล้วควรเลือกใช้นักวางแผนการเงินที่มีความรู้และมีคุณวุฒิด้านการวางแผนการเงินไหม?

คำตอบของคำถามนี้นี้ผมขออ้างอิงจาก บทความ ถาม-ตอบ : อาชีพนักวางแผนการเงินในมุมมองผม ของน้องเอ ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ เจ้าของเวปไซด์การเงิน A-Academy และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Avenger Planner (ทีมนักวางแผนการเงินอิสระ) ที่ตอบไว้อย่างชัดเจนว่า “มี… ดีกว่าไม่มี” เพราะว่าคุณวุฒิดังกล่าวถึงแม้ว่าจะไม่ได้บอกว่าคุณเก่งไหม แต่มันการบอกว่าได้ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้มั่นใจว่ามีพื้นฐานมาระดับหนึ่ง (อ่านบทความฉบับเต็ม : http://www.a-academy.net/blog/qa-financial-planner/)

หรือถ้าหากใครสนใจเรื่องอาชีพวางแผนการเงินแบบจริงๆจังๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความชุด ตีแผ่อาชีพนักวางแผนการเงินคือใคร ของน้องเอ้ insuranger ได้ที่ aomMONEY เช่นเดียวกันครับ (อ่านบทความ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2)

สรุป

โดยรวมแล้ว นักวางแผนการเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากอาชีพหนึ่ง และยังถือ

มนุษย์เงินเดือนอยากมีเงิน 1,000,000 ใน 10 ปีต้องวางแผนอย่างไร

ตอนเด็กผมคิดเสมอว่าเงินล้านเป็นเรื่องไกลตัว เงินล้านเป็นเรื่องของคนรวยหรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่พอโตขึ้นมาถึงวัยทำงาน ผมก็พบว่าการมีเงินล้านก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนสามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพียงแต่สิ่งสำคัญคือต้องมีการวางแผนและความมุ่งมั่นที่ชัดเจน

เป้าหมายมีเงินล้านภายใน 10 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนบางคนอาจเป็นเรื่องที่ง่ายมาก โดยเฉพาะคนที่มีเงินเดือนเกินหกหลัก ดังนั้น เพื่อความยุติธรรม วันนี้เราจะมาคุยกันถึงการสร้างเงินล้านจากเงินเดือนเริ่มต้นที่เงินเดือนพื้นฐานคือ 15,000 บาทต่อเดือน

แนวทางการสร้างเงินล้านของเราคือการทยอยสะสมเงินทุกเดือน และนำเงินออมไปลงทุนต่อตามความเหมาะสม ดังนั้น ก่อนอื่นเราต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าเราจะต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะไปถึงจุดหมายได้ภายใน 10 ปี

ตอนนี้อาจจะเกิดคำถามว่าเราควรจะตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ดีถึงจะเหมาะสม ผมแนะนำแบบนี้คือ หากเราลงทุนในกองทุนรวมเป็นหลัก เราควรตั้งเป้าหมายอยู่ในช่วง 5 – 8 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกรณีที่เราลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตนเอง เราอาจตั้งเป้าหมายได้สูงถึง 8 – 12 เปอร์เซ็นต์ นักลงทุนบางคนอาจทำได้มากกว่านั้น แต่ไม่แนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไป เพราะอาจทำให้เครียดและกดดันในระยะยาว

ผมขออนุญาตใช้เลขตรงกลางคือประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเป้าหมายในการออมของเราคือประมาณ 5,750 บาทต่อเดือน ฟังดูเยอะสำหรับคนเงินเดือน 15,000 เลยใช่ไหม แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เราค่อยๆ วางแผนไปด้วยกัน

แผนไปสู่เงินล้านของเรามี 3 ขั้นตอน คือ เพิ่มรายได้ – ลดรายจ่าย – ลงทุนต่อ เรามาทำความเข้าใจในทีละส่วนไปด้วยกันเลย

1. เพิ่มรายได้

รายได้หลักของเราคือเงินเดือน (หรืออาจจะเป็นรายได้อื่นสำหรับอาชีพที่รายได้ไม่เป็นไปตามเงินเดือน เราสามารถปรับได้ตามความเหมาะสม) ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยประเทศแล้ว เงินเดือนจะปรับขึ้นประมาณปีละ 5% โดยเราจะตั้งเป้าเพิ่มเงินเดือน 15% ทุก 4 ปี ซึ่งอาจจะมาจากการย้ายงานหรือเจรจาขอขึ้นเงินเดือนแล้วแต่ความเหมาะสม

อัตราการปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวอิงจากค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนงานหรือมีการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนค่อนข้างมากประมาณปีละ 4 ครั้งซึ่งถือเป็นระยะเวลาการย้ายงานของคนปรกติ สังเกตว่าในช่วงต้นของ 10 ปีแรกการออมจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย ดังนั้น ช่วงประมาณ 5 ปีแรกเราจะตั้งเป้าการหารายได้พิเศษให้ได้เดือนละประมาณ 5,000 บาท เพื่อทำให้รายได้รวมของเราอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท เมื่อออม 5,750 บาทก็ยังเหลือ 14,250 บาทสำหรับใช้จ่าย

ในช่วงแรกของสิบปี เราจำเป็นต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายค่อนข้างมาก เพื่อทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินเดือนเพิ่มสูงมากขึ้น เราก็จะทำงานหนักน้อยลงและสามารถใช้จ่ายได้เพิ่มสูงขึ้นตามอัตภาพ

แนวทางการหารายได้ให้ได้ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน

  • โบนัสประมาณ 1 เดือนต่อปี หรือเทียบเท่า 1,250 บาทต่อเดือน
  • โอทีช่วงเย็น 150 บาทต่อวัน 10 วันต่อเดือน เท่ากับ 1,500 บาทต่อเดือน
  • สอนพิเศษชั่วโมงละ 200 บาทต่อชั่วโมง สอน 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน
  • รับทำงานกราฟฟิกดีไซน์ 1,000 บาทต่อชิ้น 4 ชิ้นต่อเดือน เทียบเท่า 4,000 บาทต่อเดือน
  • รับเขียนบทความ 50 บาทต่อบทความ 50 บทความต่อเดือน เท่ากับ 2,500 บาทต่อเดือน
  • ขายของออนไลน์ กำไร 5,000 บาทต่อเดือน

หรือเราสามารถหาแนวทางการหารายได้เพิ่มของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงและได้ค่าตอบแทนมาก เช่น การรับเวรเพิ่มของบุคลากรทางการแพทย์ การรับถ่ายงานสำหรับช่างภาพ การรับงานที่ปรึกษาเฉพาะทางสำหรับวิชาชีพตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องหาจุดแข็งของเราให้เจอ แต่ถึงแม้เราจะไม่มีคุณสมบัติโดดเด่น แต่งานรายได้ดีจำนวนมากก็ไม่ได้ต้องการความรู้เฉพาะทาง เช่น การขายของออนไลน์ การขายของตลาดนัด สิ่งสำคัญอยู่ที่ความพยายามและความมุ่งมั่นมากกว่า

ความจริงอีกอย่างคือเราสามารถทยอยลงทุนน้อยในตอนต้นของสิบปีและลงทุนมากขึ้นตอนปลายของสิบปีตามการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนได้ แต่การคิดเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนจะเปลี่ยนไปตามบุคคล ซึ่งหากเราชอบวิธีนี้ อาจจะต้องเขียนแผนการออมของตนเองขึ้นมา

2. ลดรายจ่าย

รายจ่ายนั้นถือเป็นแนวต้านสำคัญที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้น หากมุ่งมั่นจะมีเงินล้านอย่างแท้จริงแล้ว เราจำเป็นต้องลดรายจ่ายให้มากเท่าที่เราจะออมตามเป้าได้ หากเงินออมถึงเป้าแล้วอาจเพิ่มรายจ่ายเพื่อสร้างความสุขได้ตามเหมาะสม

แนวทางการลดรายจ่ายเพื่อเป้าหมายเงินล้าน

  • อย่าเพิ่งซื้อรถ
    ยกเว้นในกรณีที่การซื้อรถสามารถสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้เรามากกว่าค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น งานปรกติเราได้เงินเดือน 15,000 บาท แต่ถ้าขยับไปเป็นเซลล์จะมีรายได้รวม 50,000 บาทแต่ต้องใช้รถตัวเอง ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 420,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถที่สนใจจะซื้อเป็นรถมือสองคันละ 600,000 บาท ตั้งใจใช้ 5 ปี และตีราคาหากขายต่ออยู่ที่ 300,000 บาท แบบนี้คือต้นทุนรถต่อปีเราอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อ 5 ปี หรือ 60,000 บาทต่อปี ค่าน้ำมันและค่าดูแลเฉลี่ยเดือนละ 7,000 บาท ตกเป็นรายจ่ายต่อปีที่ 144,000 บาทซึ่งก็ยังถือว่าน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น แบบนี้การซื้อรถจะคุ้มค่าเป็นการลงทุน แต่ถ้าการซื้อรถเพิ่มรายได้ให้ไม่คุ้มค่า การใช้รถสาธารณะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้เราไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า
  • อย่าเพิ่งซื้อบ้าน
    การซื้อบ้านถือเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่มากที่จะกัดกินเงินออมของเรา ในช่วงแรกที่เรายังมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่ม การซื้อบ้านอาจจะยังไม่ค่อยเหมาะสมด้วยหลายประการ เช่น ไม่เหมาะต่อการเดินทางไปทำงาน อาจจำเป็นต้องซื้อรถทำให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม ค่าผ่อนบ้านแพงกว่าค่าเช่ามาก ค่าซ่อมค่าตกแต่งต่อเติมมีจำนวนมาก รวมไปถึงหากยังไม่ได้แต่งงานมีลูก การใช้พื้นที่บ้านอาจไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก การเช่าบ้านอยู่จะช่วยประหยัดและเพิ่มความยืดหยุ่นในชีวิตได้มาก ที่สำคัญการลดรายจ่ายก้อนใหญ่จะช่วยเพิ่มเงินออมและไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น
  • อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
    เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะประหยัดได้มากที่สุดแค่ไหน เพื่อทำให้เราไปถึงจุดหมายได้ การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยถือว่าช่วยสร้างเงินออมได้อย่างมากเช่นกัน ก่อนใช้จ่ายทุกครั้ง เราต้องลองถามตัวเองว่าค่าใช้จ่ายครั้งนี้จำเป็นไหม ถ้าจำเป็น จำเป็นมากกว่าความฝันอยากมีเงินล้านของเราหรือเปล่า

3. ลงทุนต่อ

การลงทุนต่อจะช่วยเป็นเครื่องผ่อนแรงไปสู่เป้าหมายเงินล้านของเรา โดยการลงทุนอาจทำได้หลายอย่าง แต่ด้วยเงื่อนไขที่ไม่มีเงินทุนมาก เราจะแนะนำการลงทุนในกองทุนและหุ้นเป็นหลัก เนื่องจากผลตอบแทนปานกลาง ความเสี่ยงไม่สูงมาก และใช้เงินทุนตั้งต้นไม่เยอะ

กองทุนรวมที่แนะนำในแผนระยะยาว 10 ปีอาจจะเน้นไปที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (เป้า 5% ต่อปี) และกองทุนรวมหุ้น (เป้า 8% ต่อปี) โดยเราจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในการเลือกสรรกองทุนรวมเพิ่มเติมเพื่อเลือกกองทุนรวมที่ดีที่สุดในขอบเขตกองทุนรวมที่เรารับได้และสนใจ

แต่ถ้าหากเรามีความรู้ ความสนใจ และเวลาที่มากพอ การลงทุนในหุ้นรายตัวก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะโดยปรกติ การลงทุนในหุ้นรายตัวมักให้ผลตอบแทนในช่วงที่กว้างกว่ากองทุนรวม นั่นคือ อาจจะกำไรมากกว่าหรือขาดทุนมากกว่าก็ได้ ดังนั้น การลงทุนในกรอบระยะเวลาค่อนข้างยาวนานถึง 10 ปี การลงทุนในหุ้นรายตัวก็เป็นแขนงการลงทุนที่ควรศึกษา เพราะนอกจากจะมีเวลาศึกษามากแล้ว ระยะเวลาที่ยาวนานจะช่วยสร้างผลตอบแทนทบต้นอย่างเท่าทวีคูณ

ถึงแม้ว่าบทความนี้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสร้างเงินล้านให้ทุกคน แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะพอช่วยเป็นแนวทางและกรอบความคิดในการออมและลงทุนของทั้งมนุษย์เงินเดือนและไม่เงินเดือนได้ เงินล้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย หากเรามีเป้าหมายที่ชัดและความพยายามที่มากพอ

คำถามคือ “วันนี้เป้าหมายเราชัดและความพยายามเรามากพอหรือยัง?” ไม่แน่นะ เราอาจจะมีเงินล้านได้ก่อน 10 ปีตามที่จั่วหัวอยู่บทความนี้ก็เป็นได้

ความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสงวนไว้ให้คนที่เกิดมารวย แต่ความมั่งคั่งถูกสงวนไว้ให้คนที่มีความพยายามที่มากพอ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

Cambridge สร้าง ‘ใยแมงมุมเทียม’ เส้นใยผ้าสุดแกร่งแบบสไปดี้

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำสมัยในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ นอกจากชุดเกราะและยานพาหนะต่างๆแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทุกแทบทุกยุคพยายามสร้างมัน นั่นคือใยแมงมุมของสไปเดอร์แมน และในตอนนี้นักเคมีและสถาปนิกจาก University of Cambridge ได้ทำการสร้างใยแมงมุมเทียมขึ้นที่มีส่วนประกอบจากน้ำกว่า 98% มันถูกปั่นจาก hydrogel ที่อุณหภูมิห้อง มันมีความแข็งแรง ไม่เป็นพิษ และราคาถูกกว่าปกติด้วย

ใยแมงมุมเป็นสิ่งที่น่าพิศวง ไม่ว่าจะคุณสมบัติด้านการจับตัว ความเหนียว ยืดหยุ่น ต้านแรงดึงได้เทียบเท่ากับเหล็ก นอกจากนั้นยังสามารถปั่นเป็นเกลียวและทอได้เรียบเนียน ทนทานจนผ้าไหมดูเป็นของธรรมดาไปเลย

ปัญหาหนึ่งเดียวสำหรับใยแมงมุมนั่นคือตัวของแมงมุมเอง ปริมาณที่ผลิตต่อแมงมุมหนึ่งตัวมีน้อยมากจนแทบนำไปทำอะไรไม่ได้เลย ผิดกับหนอนไหมหรือแมลงอื่นๆ มันยังไม่สามารถทำฟาร์มได้ด้วยเพราะว่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่ค่อนข้างดุร้าย การสร้างใยแมงมุมในห้องแลปสมัยก่อนยิ่งยากเข้าไปอีกเพราะมีความสลับซับซ้อนของโครงสร้างสูง

ใยที่ทาง Cambridge ทำขึ้นใหม่นั้นนอกจากจะทำจากน้ำ 98% แล้ว มันยังมีตัวประสานเป็น cucurbiturils consisting of silica และ cellulose เมื่อสารประกอบทั้งหมดทำปฏิกิริยา hydrogel มันจะสามารถดึงออกมาเป็นเส้นใยพอลิเมอร์ได้ในอุณหภูมิห้อง

เมื่อปั่นเป็นใยได้ราวๆ 30 วินาที มันจะมีคุณสมบัติคล้ายกับใยแมงมุม ทั้งเหนียว ยืดหยุ่น และสามารถรับพลังงานได้มากเกินกว่าผ้าไหมธรรมชาติด้วย ทางทีมงานเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับการผลิตสิ่งทอจากวัสดุอื่น ซึ่งมักเป็นกระบวนการที่มีพิษ

“แม้ว่าใยแมงมุมสังเคราะห์ของเราจะไม่ได้แข็งแรงเทียบเท่ากับใยที่แข็งแรงที่สุด แต่ก็ยังรองรับแรงดึงได้ 100-150 เมกะปาสคาล ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับผ้าไหมชนิดอื่น”

Darshil Shah จาก Cambridge’s Department of Architecture

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันไม่มีสารพิษในการผลิตเลยและใช้พลังงานในการสร้างต่ำมาก”

source :

http://newatlas.com/synthetic-spider-silk-hydrogel/50417/

LGBTQ อยากมีบ้าน สร้างครอบครัว เริ่มต้นด้วยการวางแผนการเงินสิ!

จากที่ผมศึกษาข้อมูลมาประเทศไทยนั้นมีจำนวนผู้ที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ในโลกออนไลน์ถึง 3.4 แสนคนและเป็นอันดับที่ 8 ของโลก สถิตินี้ทาง zocialinc.com ได้สำรวจไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งเป็นสถิติเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (บทความนี้เขียนในปี 2560) เชื่อว่าถ้ารวมวิถีชีวิตทุกรูปแบบในกลุ่ม LGBT ก็น่าจะมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากขึ้นอีกนะครับ

แต่ยังไงก็อยากจะขออัพเดทกันซักนิดนึง เดี๋ยวเขาเพิ่มตัว Q เข้าไปด้วยนะ โดยสมัยหลังเขาจะเรียกว่า LGBTQ นะครับ คือ Lesbian Gay Transgendered Bisexual และที่เพิ่มมาคือ Queer ซึ่งเป็นวิถีชีวิตทางเพศที่ไร้กรอบของเพศทางเลือกทั้งหมด

เดิมทีตัวผมเองก็มีความเชื่อว่า วิถีชีวิตแบบ LGBTQ นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘โสด’ มากกว่า ‘มีคู่’ (ก็แอบเห็นเพื่อนโสดกันทั้งนั้นเลย) แต่ช่วงหลังมานี้หลายคนเลือกที่จะคบหาเพศเดียวกันอย่างจริงจังและอยู่กินด้วยกันเป็นคู่รักอย่างเปิดเผย คำถามที่ตามมาจากเพื่อนๆ น้องๆ ก็คือ 

LGBTQ สามารถวางแผนการเงินสำหรับสร้างครอบครัวได้มั้ย?

คำตอบก็คือ สามารถทำได้ครับ! พื้นฐานสำคัญของการวางแผนการเงินสำหรับสร้างครอบครัวของ LGBTQ โดยภาพรวมแล้วคล้ายคลึงกับคู่รักทั่วไปในเรื่องของการตั้งเป้าหมาย วางแผน บริหารการเงิน ออมเงินและการลงทุน แต่จะมีรายละเอียดบางส่วนแตกต่างไปบ้าง หลักๆ แล้วเป็นในส่วนของเรื่องข้อกฎหมายครับ แม้สังคมจะเปิดรับเกี่ยวกับเรื่องรสนิยมทางเพศมากขึ้น แต่กฎหมายบางข้อก็ยังไม่เอื้อต่อคู่รัก LGBTQ เนื่องจากไม่สามารถจดทะเบียนสมรสร่วมกันได้ จึงทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินยังมีข้อจำกัดอยู่ ตัวอย่างมีดังนี้ครับ

1. การกู้เงินซื้อบ้านร่วมกัน

โดยปกติแล้วหากผู้ชาย 2 คนจะเดินจูงมือไปซื้อบ้านและขอยื่นกู้เงินกับทางธนาคารแล้ว อาจจะเจออุปสรรค์บ้างเพราะธนาคารบางแห่งอาจจะมีนโยบายว่า ผู้ที่กู้เงินร่วมกันนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กัน เช่น สามี-ภรรยา พ่อ-แม่ พี่-น้อง ธนาคารถึงจะให้กู้สินเชื่อบ้านได้ แต่เท่าที่ผมสังเกตในระยะหลังมานี้ บางธนาคารก็ได้ให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น โดยหากเราสามารถแสดงหลักฐานให้ธนาคารได้เห็นว่าเป็นคู่รักกัน เช่น มีสัญญาเช่าบ้านร่วมกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก่อน หรือหลักฐานทางการเงินที่ทำให้ธนาคารมองได้ว่าเป็นคู่รักกัน ธนาคารก็อาจจะพิจารณาให้สินเชื่อได้ครับ หรืออีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือ หากเป็นแฟนกันแล้วและมีการทำธุรกิจภายใต้บริษัทร่วมกันด้วย ก็สามารถใช้นิติบุคคลของเราในการยื่นกู้บ้านได้เหมือนกันครับ

2. วางแผนภาษีบุคคลธรรมดาแยกกัน

ถ้าเรามองข้อกฎหมายในเรื่องของการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี จะเห็นได้ว่ากรณีที่เป็นคู่รักสามี-ภรรยา ชาย-หญิง จะมีทางเลือกในการยื่นภาษีได้ทั้งแบบยื่นร่วมหรือแยกยื่น และหากมีลูกก็จะใช้ในการลดหย่อนบุตรได้อีกด้วย สำหรับกลุ่ม LGBTQ นั้นไม่มีสิทธิในการลดหย่อนในส่วนนี้ ต้องแยกกันวางแผนนะครับ พูดง่ายๆ ก็คือ แม้เราจะมีการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ในเรื่องทางกฎหมายหลายๆ อย่างเรายังต้องรับผิดชอบตัวเองอยู่

3. วางแผนมรดกยิ่งต้องทำอย่างยิ่ง

กฎหมายของเมืองไทยนั้นยังเป็นกฎหมายในลักษณะจารีตประเพณีแบบดั่งเดิมอยู่ หากคู่เกย์ 2 คนอยู่ร่วมกันแล้วคนที่เป็นเจ้าของบ้านเป็นอะไรไปก่อนโดยไม่ได้มีการเขียนพินัยกรรมเอาไว้ สมบัติจะตกไปอยู่ที่พ่อแม่พี่น้องของเขาเลยนะครับและมันชอบธรรมตามกฎหมายด้วย ถ้าพ่อแม่ฝ่ายแฟนไม่ให้เราอยู่ต่อ เราก็ไปเรียกร้องอะไรไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นแล้วหากมีการซื้อทรัพย์สินอะไร ต้องเขียนพินัยกรรมเอาไว้ตลอดนะครับว่าส่วนไหนจะให้แฟนเรา ส่วนไหนจะให้พ่อแม่พี่น้องเรา จะเป็นรูปแบบเขียนเองลงชื่อเองก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ทางราชการเก็บเอาไว้ให้ก็ทำเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อนายอำเภอได้เช่นกันครับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องอย่าลืมในเรื่องมรดกก็คือการวางแผนการเงินด้วยประกันชีวิตครับ หากเราเป็นอะไรไปแฟนเราก็จะได้ค่าสินไหมด้วยเขาจะได้ไม่ลำบาก ซึ่งค่าสินไหมทดแทนเนี่ยมันจะไม่เกี่ยวข้องกับกองมรดกนะครับ จะจ่ายให้ผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์เท่านั้น แต่เท่าที่ผมสอบถามบริษัทประกันมา คู่ชีวิตเพศเดียวกันนั้นจะต้องมีการทำประกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมอบประโยชน์ให้กันและกัน ทางบริษัทประกันถึงจะทำให้ทั้งคู่ครับ

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นหลักที่เราอยากจะพูดถึงซะที เชื่อได้ว่าคู่รักหลายคู่คงมีความใฝ่ฝันที่อยากจะมีบ้านร่วมกัน ซึ่งปัจจุบัน ตามที่ได้กล่าวมาข้างตน กฎหมายของประเทศไทยยังไม่เอื้อต่อคู่ชีวิต LGBTQ เฉกเช่นคู่สามี-ภรรยา ชาย-หญิง จึงทำให้การวางแผนการเงินและครอบครัวมีวิธีการที่แตกต่างออกไป วันนี้ผมจึงขอยกตัวอย่างขั้นตอนการวางแผนการเงินเพื่อเป็นแนวทางให้กับคู่ชีวิต LGBTQ ที่เลือกเติมความสุขให้ชีวิตด้วยการซื้อบ้าน เราไปดูกันเลยดีกว่าครับ

ตัวอย่างการซื้อบ้านให้อยู่กันไปจนแก่

Step 1 : เลือกบ้านและทำสัญญากู้

เมื่อตัดสินใจร่วมกันแล้วว่าอยากมีบ้านเพื่อเติมเต็มความฝัน สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือเลือกบ้านที่ทั้งสองคนชอบ และควรเป็นบ้านที่เหมาะสมกับฐานะทางการเงินของตัวเองทั้งคู่ แล้วจึงยื่นกู้เงินกับทางธนาคารร่วมกัน ทั้งนี้ไม่ควรให้ภาระในการผ่อนบ้านต่อเดือนเกิน 40% ของรายได้ เช่น เงินเดือนทั้งสองคนรวมกัน 50,000 บาท ไม่ควรผ่อนต่อเดือน 20,000 บาท ในกรณีที่ธนาคารไม่ให้กู้ร่วมกัน ก็ลองดูว่าฐานะทางการเงินของฝ่ายไหนสามารถยื่นกู้ได้ประโยชน์ที่ดีกว่า ก็ให้เป็นฝ่ายที่กู้เงิน โดยอีกฝ่ายจะต้องวางแผนการชำระเงินกู้ร่วมกันเพื่อแบ่งเบาภาระในการรับผิดชอบ

Step 2 : จัดเก็บเอกสารและทำพินัยกรรมของบ้าน

ต้องอย่าลืมว่าหลักฐานในเรื่องทรัพย์สินควรจะเก็บเอาไว้ให้ดีเพราะกลุ่ม LGBTQ นั้น ในทางกฎหมายทรัพย์สินจะไม่ถูกมอบเป็นพินัยกรรมอย่างอัตโนมัติมาให้อีกฝ่ายเหมือนสามี-ภรรยาตามที่จดทะเบียนสมรสร่วมกัน ในกรณีที่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านร่วมกัน หากแฟนเราเสียชีวิตไปก่อน เราจะเป็นเจ้าของบ้านเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจะเป็นของทายาทของแฟนเรา เช่น พ่อแม่ พี่น้องเขานะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อเราซื้อบ้านมาเมื่อไหร่ เราจะต้องทำพินัยกรรมเพื่อมอบบ้านให้กันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตครับ รวมถึงทรัพย์สินอื่นด้วยนะ

Step 3 : ป้องกันความเสี่ยงหากใครจากไปก่อน

นอกเหนือจากการทำพินัยกรรมแล้ว เราจะต้องคิดร่วมกันเสมอว่า การผ่อนบ้านนั้นเป็นภาระร่วมกันทั้ง 2 คน ดังนั้นจึงควรนำค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระร่วมกันมาดูด้วยว่า หากใครคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไปก่อน อีกฝ่ายจะเกิดปัญหาทางการเงินหรือไม่ เช่น หากเราผ่อนบ้านร่วมกันเดือนละ 20,000 บาท (คนละ 10,000 บาท) แต่แฟนเรานั้นมีรายได้ 25,000 บาท ซึ่งถ้าเขาต้องมารับภาระผ่อนบ้านจากการที่เราจากไปก่อนถึงเดือนละ 20,000 บาท (เหลือใช้จ่ายเดือนละ 5,000) มันทำให้เขามีปัญหาทางการเงินตามมาอย่างแน่นอน

ดังนั้นจึงควรทำประกันชีวิตให้กันและกันไว้ หากใครจากไปก่อนแล้ว ประกันจะได้ช่วยคุ้มครองและจ่ายเงินให้อีกคนที่ยังอยู่ เพื่อนำไปผ่อนภาระบ้านที่ยังมีร่วมกัน และอย่าลืมด้วยว่า นอกจากนี้แล้วเราควรมีทุนประกันเผื่อไว้ให้อีกฝ่ายสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้อย่างน้อย 6 เดือนเพื่อเตรียมตัวในการใช้ชีวิตคนเดียว

Step 4 : แบ่งเงินไว้ 3 กองในการดูแลกันและกัน

การมีบ้านนั้น ไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านเท่านั้น ยังมีในเรื่องของการดูแลบ้านและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่จะเกิดขึ้นตามมา ข้อแนะนำคือให้แบ่งเงินมา 3 ส่วน ได้แก่ เงินเรา, เงินเขา และ เงินกองกลาง โดยดูว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่าไหร่ เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ สมมติรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านต่อเดือนแล้วคือ 5,000 บาท ให้เราสำรองเงินไว้กองกลางอย่างน้อย 3-6 เดือนเผื่อเกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น การซ่อมบ้าน ซื้อของเข้าบ้านด้วย

ในส่วนเงินของเรานั้นเราก็ต้องมาวางแผนให้กับตัวเองครับ โดยเงินก้อนนี้หลักๆ แล้วเราจะจะใช้เพื่อความสุขของตัวเองและเป็นส่วนที่เราจะนำไปวางแผนเพื่อดูแลพ่อแม่ของเราด้วย คิดอย่างง่ายเลย ออมเงิน อย่างน้อย 10% ต่อเดือนเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และอีก 10% สำหรับสร้างอนาคตโดยการลงทุนซื้อหุ้น กองทุนรวม นอกนั้นก็จะเป็นเงินที่เรานำไปใช้จ่ายส่วนตัวครับ หากใครมีเป้าหมายในการออมหรือลงทุนได้มากกว่านี้ก็ลองทำได้นะครับ 

LGBTQ อยากมีบ้าน สร้างครอบครัว เริ่มต้นด้วยการวางแผนการเงินสิ!

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ กลุ่ม LGBTQ นะครับ โดยสรุปก็คือการมีชีวิตคู่นั้นอาจจะแตกต่างกับคู่ชาย-หญิงในเรื่องข้อกำหนดต่างๆ ทางกฎหมาย แต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรที่เป็นจุดที่ต้องระวังและกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมสิทธิให้เรา ก็ต้องจัดการด้วยตัวเราเองอย่างมีประสิทธิภาพครับ

เราก็ได้แต่ตั้งความหวังนะครับว่าในอนาคต กฎหมายต่างๆ เช่น พรบ.คู่ชีวิต จะออกมาประกาศให้เพื่อให้สิทธิทางสังคมในความเป็นอยู่ของชาว LGBTQ ให้สามารถทำธุรกรรมต่างๆได้อย่างเท่าเทียมกับทุกเพศในสังคมครับ


ไทยหนุน ‘Alibaba’ สร้าง e-commerce park ในเขตตะวันออกของประเทศ คาดเสร็จปี 2018

Alibaba Group e-commerce ชื่อดังจากจีนได้ให้คำมั่นว่าจะสร้าง e-commerce park ศูนย์กลางสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศ (EEC) ในประเทศไทย เพื่อรองรับตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยและอาเซียนที่กำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

โครงการนี้คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาระยะแรกของโครงการกับนักพัฒนาท้องถิ่นในไตรมาสที่สามของปี 2017 และเริ่มก่อสร้างในไตรมาสสุดท้าย

ในระยะที่สอง Alibaba จะสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์กลางธุรกิจสำหรับรองรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก

“มันจะเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของ Alibaba ในอาเซียน” นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

3 Steps ซื้อ-ขายกองทุนรวมให้ปลอดภัย เลี่ยงปัญหาถูกโกง!!!

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเรามักได้ยินข่าวพนักงานยักยอกเงินของลูกค้าที่ซื้อขายกองทุนรวมไปใช้จ่ายส่วนตัว หรือสร้างบัญชีปลอมเพื่อทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดคิดว่าตัวลูกค้าเองนั้นซื้อกองทุนรวมแล้ว ห๊ะ แบบนี้ก็ได้หรอ!! นี่ยังไม่รวมความผิดยิบย่อยอื่นๆ ที่เรามักมองข้ามไป ขออนุญาตรวบรวมไว้ที่ท้ายบทความนะจ๊ะ ทั้งหมดนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องการลงทุนที่ยุ่งยาก พอมาฟีทเจอริ่งกับการถูกยักยอกเงินแบบนี้ แทบอยากจะเอาเงินฝั่งตุ่มไว้หลังบ้านเก็บไว้ใกล้ตัวน่าจะปลอดภัยกว่าเอาไปไว้ที่อื่น

แต่เราเคยคิดอีกมุมหนึ่งมั๊ยจ๊ะว่า ทำไมต้องให้คนโกงกลุ่มเล็กๆ มาทำลายโอกาสสร้างผลตอบแทนในอนาคตของเราด้วย? ใครกันจะต้องยอมแพ้? ตั้งแต่เด็กจนโตเราเจอทั้งเพื่อนที่ดีและไม่ดีผสมปะปนกันไป จึงไม่น่าแปลกที่เราจะเจอทั้งพนักงานที่ขยันทำงานเพื่อประโยชน์ของลูกค้ากับพนักงานที่จ้องแต่มองหาช่องทางสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง โดยไม่สนใจว่าใครจะเสียหายเท่าไหร่บ้าง

อภินิหารเงินออมคิดว่าเราควรตามติดข่าวการยักยอกเงิน (เหมือนตามข่าวใต้เตียงดารา) เพื่อให้รู้ว่าพวกเขาวิธีอะไรหลอกลวงอย่างไรบ้างจะได้ระมัดระวังตัวเอง รวมถึงให้คำแนะนำกับคนรอบข้างได้ด้วย ทุกวันนี้เราเรียนรู้แล้วว่า แม้มีระบบรักษาความปลอดภัยจะดีแค่ไหน ถ้าใครคิดจะโกงเขาก็หาช่องทางทำได้ เอาล่ะ เมื่อเรารู้แล้วก็จะต้องหาวิธีแก้ไขเพื่อป้องกันและเลี่ยงปัญหาการถูกโกง ด้วยวิธีการที่เราตรวจสอบได้เองแบบออนไลน์กันดีกว่านะจ๊ะ

ข้อดีของการซื้อขายกองทุนรวมแบบออนไลน์

  • “ซื้อ – ขาย – สับเปลี่ยน” กองทุนรวมที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้แค่ปลายนิ้ว
  • ตั้งเวลาซื้อกองทุนรวมแบบอัตโนมัติทุกเดือน #สร้างระเบีียบวินัยการลงทุน
  • ขอข้อมูล LTF&RMF ของเราเพื่อใช้ยื่นภาษี
  • แจ้งการโอนเงินซื้อหน่วยลงทุน #ถ้าเงินเข้าแล้วจะเห็นในพอร์ตลงทุนทันที
  • ติดตามพอร์ตการลงทุนว่าตอนนี้ราคาขึ้นลงเท่าไหร่
  • ดูข้อมูลการส่งคำสั่งย้อนหลัง

3 Steps ซื้อ-ขายกองทุนรวมให้ปลอดภัย เลี่ยงปัญหาถูกโกง!!!

1. เปิดใช้บริการซื้อขายกองทุนรวมแบบออนไลน์

เทคโนโลยีทำให้ชีวิตของเราง่ายมากขึ้น แค่จิ้มๆ บนมือถือก็รู้ทุกเรื่องที่อยากรู้ทันที การซื้อขายกองทุนรวมก็เช่นกัน เราดูแบบออนไลน์ได้ว่าตอนนี้ราคากองทุนรวมเท่าไหร่ เราได้กำไรหรือขาดทุน เงินที่ขายกองทุนเข้าบัญชีธนาคารแล้วรึยัง ฯลฯ เรื่องทั้งหมดนี้เราทำเองที่มือถือ ไม่ต้องรอโทรศัพท์คุยกับเจ้าหน้าที่หรือไปต่อคิวยืนรอหน้าสาขา

สำหรับคนที่มีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้วให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ขายกองทุนรวมให้เราว่า “ขอเปิดใช้บริการซื้อขายกองทุนรวมแบบออนไลน์” จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รอไม่กี่วันก็สามารถใช้บริการออนไลน์ได้แล้วจ้า (ข้ามไปอ่านข้อ 2 ได้เลย) แต่ถ้าเรายังเป็นมือใหม่ซิงๆที่เริ่มซื้อกองทุนรวมครั้งแรก อ่านวิธีเปิดบัญชีข้างล่างนี้ก่อนนะจ๊ะ

  • ตั้งเป้าหมายและเลือกกองทุนรวม
    • วางเป้าหมายใช้เงินในระยะสั้น กลางหรือยาว : เพื่อจะได้เลือกว่าควรเก็บเงินไว้ที่กองทุนรวมความเสี่ยงระดับไหน เช่น เก็บเงินฉุกเฉิน เป็นเป้าหมายระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำๆ ควรเก็บไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงิน
    • เลือกกองทุนรวม : เราอยู่บ้านมีเวลาอ่านข้อมูล เปรียบเทียบผลตอบแทน ถ้าอ่านแล้วสงสัยอะไรก็เก็บไว้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนซื้อ แบบนี้จะดีกว่าการไปถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “จะซื้อกองทุนรวมอะไรดี” เพราะมันจะใช้เวลานานกว่าจะตัดสินใจได้ แล้วถ้าวันนั้นมีคนมาขอใช้บริการจากเจ้าหน้าที่มากๆ เราอาจจะไม่มีสมาธิอ่านข้อมูล สุดท้ายอาจจะได้กองทุนรวมกลับมาแบบงงๆ ก็ได้
  • เตรียมเงินสดเพื่อไปซื้อกองทุนรวมครั้งแรก และหลักฐานเปิดบัญชีกองทุนรวม คือ บัตรประชาชนกับหน้าสมุดบัญชีธนาคาร เพื่อเอาไว้ให้เงินเข้าออกและรับเงินปันผล
  • เริ่มซื้อกองทุนรวม : เราบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะซื้อกองทุนรวมชื่อ XXX และต้องการซื้อขายแบบออนไลน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำเอกสารต่างๆ มาให้กรอก เรายื่นหลักฐาน จ่ายเงินที่จะซื้อกองทุนรวม เจ้าหน้าที่ให้ใบเสร็จรับเงินกลับมา การซื้อครั้งต่อไปถึงจะซื้อแบบออนไลน์ได้

ช่วงแรกๆ อาจจะมีเรื่องเอกสารยุ่งยากสักหน่อย ทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่ทำไปเพื่อให้เงินของเราปลอดภัย สำหรับมือใหม่ไม่รู้จะเลือกกองทุนรวมอย่างไร อ่านแนวทางได้ที่บทความ เคล็ดลับเลือกกองทุนรวมภายใน 5 นาที คลิกที่นี่

2. ส่งคำสั่งซื้อขายแบบออนไลน์

ทั้งการซื้อขายที่ธนาคารและบลจ. จะมีระบบออนไลน์เป็นของตัวเอง เราดูได้ทั้งในเว็บไซด์และแอพบนมือถือ ทำให้เข้าไปติดตามเงินในบัญชีได้ตลอดเวลา ถ้าอยากรู้ว่าเงินของเราโอนไปเข้าบัญชีกองทุนรวมแล้วรึยัง ก็จิ้มหน้าจอเปิดดูได้ทันที ไร้ปัญหาพนักงานงุบงิบเงินได้นะจ๊ะ

ส่วนวิธีการซื้อขายกองทุนรวมก็ทำได้ง่ายมาก เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างช่องทางการซื้อขายผ่านทางธนาคาร (ส่วนช่องทางอื่นจะคล้ายๆกัน) มีขั้นตอนดังนี้

  • ผูกบัญชีธนาคารไว้กับบัญชีกองทุนรวม เงินจะไหลไปมาระหว่าง 2 บัญชีนี้ เวลาเข้าแอพหรือเว็บไซด์ของธนาคารออนไลน์ก็จะเห็นกองทุนรวมของเราด้วย
  • ถ้าเราส่งคำสั่ง “ซื้อ” กองทุนรวม ระบบก็จะตัดเงินในบัญชีธนาคารไปซื้อกองทุนรวม
  • ถ้าเราส่งคำสั่ง “ขาย” กองทุนรวม ภายในเวลา 1-5 วัน เงินที่เราขายกองทุนรวมจะไหลเข้าไปบัญชีธนาคารของเรา ถ้าเราต้องการใช้เงินวันไหนก็จะต้องขายกองทุนไว้ล่วงหน้านะจ๊ะ
    • ระยะเวลาที่เราจะได้รับเงินจากการขายกองทุนรวม ขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวม เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน ถ้าขายวันนี้ได้เงินวันรุ่งขึ้น ส่วนกองทุนรวมหุ้นขายแล้วจะได้เงินในอีก 3 วันข้างหน้า (ข้อมูลได้ในหนังสือชี้ชวน ตรงที่เขียนว่า T+1,2,3)

3. ติดตามการลงทุนตลอดเวลา

ข้อนี้สำคัญสุดๆ เพราะเมื่อเราปล่อยให้เงินทำงานในกองทุนรวมแล้ว ควรเข้าไปดูแลบ้างว่าเงินที่เพิ่งซื้อกองทุนไปนั้นเข้าพอร์ตแล้วรึ&#x

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่ ๒ สร้างสังคมแห่งความรู้

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา”

พระราชดำรัสของในหลวงร.๙

– ตอนที่ ๒ สร้างสังคมแห่งความรู้-

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เกี่ยวกับเรื่อง “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” มาหลายครั้งแล้ว เราอยากจะรวบรวมแนวคิดและวิธีการลงมือทำ เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอ่านนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เริ่มต้นเขียนไว้ที่บทความ ตอนที่ ๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา ไปเรียบร้อยแล้ว (อ่านบทความคลิกที่นี่) ครั้งนี้จะเป็นอีก 2 ตัวอย่างดีๆ ที่คืนกำไรสู่สังคมในรูปแบบของความรู้ ที่จะทำให้คนทั่วไปรู้วิธีดูแลเงินเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งทางการเงินและทำให้ชุมชนเติบโตได้แบบยั่งยืนอีกด้วย

เรื่องราวที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็น 2 องค์กรที่จัดกิจกรรมให้ความรู้ทางการเงิน องค์กรแรกทำให้คนในชุมชนและเกษตรกรรู้วิธีจัดการเงิน องค์กรที่สอง เจาะกลุ่มให้ความรู้ทางการเงินแก่เด็กมัธยมปลายทั่วประเทศ แล้วจัดการแข่งขันหาผู้ชนะที่สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดในชุมชนตัวเอง เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรบ้าง ติดตามกันต่อได้เลยจ้า

เรื่องที่หนึ่ง โคคาโคลา สร้างความยั่งยืนด้วยความรู้ทางการเงิน

หลายคนคิดว่า โคคาโคลา หรือที่เรารู้จักกันว่า “โค้ก” นั้นเกี่ยวอะไรกับการให้ความรู้ทางการเงิน ความคิดเห็นส่วนตัวเรามองว่า “โค้ก + ไร่อ้อย + ความรู้ทางการเงิน” มันเกี่ยวข้องกันมากเลยล่ะ เพราะวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำอัดลมก็คือ น้ำตาล ที่มาของน้ำตาลก็มาจากอ้อย แล้วผลผลิตอ้อยจะมากหรือน้อยนั้นก็มาจาก “ชาวไร่อ้อย”

เกษตรกรผลิตอ้อย => โรงงานน้ำตาล => บริษัทผลิตน้ำอัดลม

ถ้าชาวไร่อ้อยได้รับเงินมาแล้วใช้จ่ายหมดหรือใช้ฟุ่มเฟือยจนไม่มีเงินเหลือที่จะปลูกอ้อยครั้งต่อไป อาจจะหยุดการผลิตหรือจำเป็นจะต้องไปกู้ยืมเงินมาเพาะปลูก ทำให้จำนวนวัตถุดิบที่ผลิตได้มันไม่คงที่ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้โรงงานน้ำตาลได้รับวัตถุดิบไม่แน่นอน อาจจะต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบที่อื่นที่ไกลกว่าเดิม เปลืองค่าขนส่ง บางครั้งอ้อยที่ผลิตได้นั้นไม่ได้คุณภาพตามที่โรงงานน้ำตาลต้องการ มันจะกระทบเป็นโดมิโนไปถึงโค้กที่ผลิตน้ำอัดลมไม่ได้ตามมาตรฐานที่ตนเองตั้งไว้ด้วย (น้ำอัดลมทุกชนิดที่ประเทศเวเนซูเอล่ามีรสชาติจืดกว่าที่อื่นเพราะน้ำตาลหายาก)

เกษตรกรยุคใหม่

แต่ถ้ามีคนมาช่วยแนะนำวิธีวางแผนการใช้เงินและรับฟังประสบการณ์จากเกษตรกรรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะรู้จักการจดบัญชีรายรับรายจ่าย รู้ว่าใช้เงินส่วนตัวเท่าไหร่ มีต้นทุนการผลิตอ้อยเท่าไหร่ แล้วยังรู้เทคนิคอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้อีกด้วย สุดท้ายโค้กก็สามารถวางแผนการผลิตของตัวเองได้ตามเป้าหมายต่อไป นับว่าเป็นโครงการที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เรามาดูกันว่าโครงการของโค้กเป็นอย่างไร

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่ ๒ สร้างสังคมแห่งความรู้

ที่มา : https://www.brandbuffet.in.th/2017/05/coca-cola-support-value-chain/

โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา

ในปี 2559 โคคา-โคลาเริ่มต้นโครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ด้วยงบประมาณ 4 ล้านบาท เพื่อเป็นการนำร่องฝึกอบรมเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยในจังหวัดเพชรบูรณ์ และ อุทัยธานี ให้บริหารจัดการการเงิน ทำบัญชี และทำการเกษตรอย่างยั่งยืน โครงการนำร่องนี้กำลังใกล้สิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ และเตรียมจะนำเอาองค์ความรู้ไปขยายในพื้นที่อื่นๆต่อไป

ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมโครการ

นางสาวรจนา บุญเพชร หรือคุณจี๊ด อายุ 34 ปี ปัจจุบันมีไร่อ้อยทั้งหมด 130 ไร่ คุณจี๊ดเล่าให้ฟังว่า เธอประสบปัญหาในการบริหารจัดการเงินได้ไม่ดี ทำให้มีต้นทุนในการทำเกษตรค่อนข้างสูง ที่สำคัญเลยคือไม่มีการวางแผนล่วงหน้าที่รอบคอบ ก่อให้ระบบการเงินของครอบครัวไม่ลงตัว

“ในบางครั้งก็มีความรู้สึกไม่อยากจดบันทึกการเงินแล้ว รู้สึกเหนื่อย อยากจะใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่พี่เชื่อว่าการมีเป้าหมายที่ชัดเจน การที่เราอยากจะมีอนาคตที่ดี ย่อมนำมาซึ่งพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไม่มีอุปสรรคอย่างแน่นอน”

คุณจี๊ดเข้าร่วมโครงการฯ จนได้เรียนรู้ การจดบันทึกการเงิน ความรู้ในการลดต้นทุน รวมไปถึงระเบียบการใช้เงิน พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคเพื่อนำไปใช้กับแปลงเกษตรของตัวเองได้เป็นอย่างดี จนตอนนี้คุณจี๊ดรู้จักประมาณตัวเองด้านการใช้จ่าย สามารถจัดสรรรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ในอนาคตคุณจี๊ดยังอยากที่จะขยายพื้นที่การเกษตรให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้หนี้ให้เหลือน้อยที่สุด นำรายได้มาขยายผลด้วยการซื้ออุปกรณ์การเกษตรและเทคโนโลยีอื่นๆ ต่อไป อ่านประสบการณ์ของคนอื่นๆได้ที่ https://www.brandbuffet.in.th/2017/05/coca-cola-support-value-chain/

เราจะเห็นว่าความรู้ทางการเงินที่ได้รับจากโครงการ นอกจากนำมาใช้จัดการเรื่องเงินในครอบครัวได้แล้ว ยังใช้ต่อยอดกับอาชีพได้อีกด้วย เราคิดว่าถ้าแต่ละองค์กรออกมาส่งเสริมความรู้ตรงนี้มากขึ้น ก็จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น เช่น ธกส. นอกจากปล่อยกู้ให้เกษตรกรแล้ว อาจจะเพิ่มเติมด้วยการส่งเสริมความรู้ทางการเงินเข้าไปด้วยจะได้รู้วิธีการสร้างหนี้ที่เพิ่มรายได้ ไม่ใช่การกู้หนี้ใหม่ไปโปะหนี้เก่าแต่เพียงอย่างเดียว

เรื่องที่สอง ค่ายการเงินทิสโก้

ปลายเดือนเมษายน 2560 เราถูกเชิญไปฟังผลงานการประกวดของน้องที่ผ่านเข้ารอบที่ค่ายการเงินทิสโก้ จากจดหมายเชิญทำให้เรารู้ว่าที่ทิสโก้มีโครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่เยาชน “ออมก่อนใช้ สร้างวินัยการเงิน” รุ่นที่ 10 ใช้เวลาอบรม 5 วัน คือ จ – ศ แล้วให้เวลาอีก 120 วันไปทำกิจกรร&#xE

ประกันชีวิต / สุขภาพ / อุบัติเหตุ ควรเลือกทำประกันอะไรก่อนดี?

หลังจากที่เรารู้จักวางแผนบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว และพิจารณาว่า จะใช้การทำประกัน เป็นเครืองมือในการบริหารความเสี่ยงนั้นๆ (ใครยังวางแผนไม่เป็น กลับไปศึกษาได้ที่บทความเหล่านี้ครับ : ประกันชีวิต = “จะซื้อประกันทั้งที ต้องรู้อะไรบ้าง (ตอนที่ 1)” และ “เราควรทำประกันชีวิตเท่าไหร่ ถึงจะพอเหมาะกับตัวเอง” ประกันสุขภาพ = “จะซื้อประกันทั้งที ต้องรู้อะไรบ้าง (ตอนที่ 2)”) ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราอาจจะเจอตามมาก็คือ เมื่อรู้ว่าต้องทำประกันแล้ว แล้วเราควรจะเลือกทำประกันไหนก่อนดีล่ะ? เพราะมีทั้งประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, ประกันอุบัติเหตุ, ประกันรถยนต์ และประกันอื่นๆ (ถ้าจำเป็นต้องทำ) 

แน่นอนว่า ถ้าวางแผนประกันในแต่ละเรื่อง และคำนวนออกมาแล้วว่าควรจะทำเท่าไหร่ ค่าเบี้ยเป็นเท่าไหร่ และเรามีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกอย่างได้ทั้งหมด ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้างบประมาณมีไม่เพียงพอ เราก็คงต้องมา “จัดลำดับความสำคัญ” กันก่อน ว่าควรให้น้ำหนัก หรือความสำคัญกับประกันประเภทไหนก่อนหลัง

ซึ่งในที่นี้ ถ้าใครมีรถ และจำเป็นต้องใช้รถบ่อย ผมอาจจะขอยกความสำคัญให้ประกันรถยนต์มาก่อนเลย (แม้ในความเป็นจริง เราควรจะปกป้องตัวเองก่อนรถก็ตาม) เพราะเป็นความจริงที่ว่าประเทศนี้มีความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ว่าเราจะขับไปชนเขา หรือเขาขับมาชนเรา อย่างน้อยเราควรต้องมีประกันรถยนต์ไว้คุ้มครองค่าเสียหายทั้งตัวเราเอง และผู้อื่นไว้ก่อน (ส่วนจะต้องทำชั้นไหน เท่าไหร่ ก็ไปวางแผนทำประกันรถยนต์ได้ก่อน โดยอ่านจาก บทความ “เทคนิคการซื้อประกันรถยนต์ให้คุ้มค่าสุดๆ”)

ส่วนประกันอื่นๆ (เช่น ประกันอัคคีภัย) ก็อาจจะมีความสำคัญรองๆมาเป็นอันดับหลังๆ ต่อจาก ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ ดังนั้น ในบทความนี้จะขอมาจัดอันดับความสำคัญของเฉพาะประกันทั้ง 3 ประเภทนี้ก่อนครับ

ในการพิจารณาลำดับความสำคัญดังกล่าว ผมก็มีแนวทางในการพิจารณาอยู่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. ดูว่าเรามีสวัสดิการคุ้มครองเรื่องอะไรอยู่แล้วบ้าง

ไปสำรวจ แล้วลิสต์ดูก่อนว่า ตอนนี้ เรามีสวัสดิการอะไรอยู่บ้าง ที่ครอบคลุมเรื่องรักษาพยาบาล, อุบัติเหตุ หรือชีวิต เช่น ประกันสังคม, บัตรทอง, ประกันกลุ่ม หรือประกันอุบัติเหตุจากที่ทำงาน แล้วที่มี มีอยู่เท่าไหร่? ครอบคลุมวงเงินที่จำเป็นสำหรับเรามากน้อยแค่ไหน? กี่เปอร์เซ็น ถ้ายังไม่ครอบคลุม แล้วส่วนที่ขาด ที่ต้องทำเพิ่มแต่ละอย่าง คิดออกมาแล้วเป็นเบี้ยเท่าไหร่ 

เช่น เรามีประกันสังคม และประกันกลุ่ม ที่มีวงเงินค่ารักษาในการผ่าตัดอยู่ปีละ 10,000 บาท ค่าห้อง 2,000 บาท คุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิต 100,000 บาท แต่เราต้องการนอนโรงพยาบาลค่าห้อง 4,000 บาท วงเงินค่าผ่าตัดประมาณ 500,000 บาท วงเงินคุ้มครองชีวิตประมาณ 3,000,000 ล้าน ทำให้ค่าห้องยังขาดอยู่ 2,000 บาท ไปดูประกันสุขภาพที่ค่าห้อง 2,000 บาท วงเงินค่าผ่าตัด 500,000 บาท เบี้ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท และประกันชีวิตยังขาดอยู่อีก 2,900,000 บาท เบี้ยอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท สรุปแล้ว ถ้าเราจะทำประกันเพิ่มให้ครอบคลุม เราต้องจ่ายเพิ่มอีกปีละ 20,000 + 60,000 = 80,000 บาท เป็นต้น  

2. ดูว่าเรามีงบประมาณในการทำประกันทั้งหมดต่อปีอยู่เท่าไหร่

สำรวจกระเป๋าสตางค์เราดูก่อนว่า เราพอจะมีงบในการจ่ายค่าเบี้ยทั้งหมด ต่อปี ประมาณกี่บาท ครอบคลุมส่วนขาดที่เราต้องทำเพิ่มทั้งหมดหรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุม ให้พิจารณาตามข้อ 3.

3. ถ้ามีสวัสดิการอยู่บ้าง ให้เลือกทำประกันที่ไม่มีสวัสดิการ หรือมีสวัสดิการน้อยที่สุดก่อน ไปพร้อมๆกับประกันที่ค่าเบี้ยถูกกว่า (ถ้าทำได้)

เช่น เรามีสวัสดิการ ประกันอุบัติเหตุ ครอบคลุม 50% ของทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องมี ประกันสุขภาพ 20% ของทั้งหมด ประกันชีวิต 10% ของทั้งหมด เราอาจจะพิจารณาเลือกทำประกันชีวิตเพิ่มก่อน เพราะตอนนี้ยังขาดอยู่มากที่สุด แต่ถ้างบประมาณที่มี ต่อให้ทุ่มทั้งหมดไปทำประกันชีวิต ก็อาจจะทำได้ครอบคลุมเพิ่มเป็น 60% เราก็อาจจะทำประกันชีวิตให้เพิ่มมาเป็น 50% แล้วเงินที่เหลือ ไปทำประกันอุบัติเหตุที่เบี้ยถูกกว่ามากๆ อาจจะทำให้ประกันอุบัติเหตุครอบคลุมเพิ่มขึ้นมาเป็น 100% เลยก็ได้ แบบนี้ก็จะเป็นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 

4. ถ้าไม่มีสวัสดิการเลย ให้เลือกทำประกันที่เน้นคุ้มครองตัวเองก่อน ในราคาที่น้อยที่สุด

สมมติว่า เรามีเรื่องที่ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองอยู่ 2 เรื่อง เช่น ประกันอุบัติเหตุ กับประกันชีวิต ก็ให้เราเลือกทำประกันที่คุ้มครองตัวเราก่อนเป็นหลัก คือประกันอุบัติเหตุ (เพราะเราควรช่วยเหลือตัวเองให้รอดก่อน ก่อนจะไปช่วยเหลือคนอื่น แถมใช้เงินน้อยกว่า เพราะเบี้ยถูกกว่า) และหากประกันชีวิต เราจะทำเพื่อเน้นออม การันตีเงินเป้าหมาย เราก็อาจจะจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องมืออื่น แต่เพิ่มความเสี่ยงเข้ามา เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายได้โดยใช้เงินออมน้อยกว่า เช่น กองทุนรวม เป็นต้น แทนก็ได้ เพราะถ้าเราแบ่งไปทำประกันชีวิตแบบเน้นออมเงิน เราอาจได้การันตีเงินออมก็จริง แต่เราก็จะแทบไม่เหลือเงินไปใช้คุ้มครองความเสี่ยงอย่างอื่นเลย ก็จะเป็นการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพอีก เช่นเดียวกัน

โดยหลักการแล้ว ประกันอุบัติเหตุจะเบี้ยถูกที่สุด (ประมาณ 3,000-5,000 บาท) รองลงมาเป็นประกันสุขภาพ (ตั้งแต่หมื่นต้นๆ ถึงหลายหมื่นต่อปี แล้วแต่อายุ) และแพงที่สุดคือประกันชีวิต (ถ้าจะทำให้ครอบคลุม อาจจะประมาณหลายหมื่น จนถึงหลักแสน) ดังนั้นเวลาเราพิจารณาว่าควรจะเลือกทำประกันอะไรก่อนหลัง ต้องพิจารณาจากทั้ง ส่วนที่ขาด / ค่าเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่ม / งบประมาณในการจ่ายเบี้ย ทั้ง 3 กรณีไปพร้อมๆกับหลักการ “เน้นคุ้มครองตัวเองก่อน” นั่นเอง ดังนั้นถ้าใครมีงบประมาณน้อย แค่ปีละไม่กี่พัน หรือหลักหมื่นต้นๆ ก็ควรจะเริ่มคุ้มครองตัวเองจากการทำประกันอุบัติเหตุก่อน (ถ้าไม่มีสวัสดิการ) แล้วจึงค่อยพิจารณาทำประกันอื่นๆตามทีหลัง แต่ใครที่มีงบประมาณมากกว่านั้น ก็ต้องพิจารณา จัดสรรการทำประกันแต่ละอย่างให้พอดีๆ เพื่อไม่ให้เน้นทำด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จนด้านอื่นแทบไม่มีความคุ้มครองเลย นั่นเองครับ

วันนี้ ก็คงขอฝากไว้เพียงเท่านี้ก่อน แต่ถ้าใครอยากจะปรึกษาเพิ่มเติม ก็ส่งหลังไมค์มาปรึกษากันได้ที่ FB Page : วางแผนการเงินกับ Insuranger นะครับ

ออสเตรเลีย แก้ปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า สร้างแบตเตอร์รี่สำรองขนาดยักษ์

เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่ Tesla ได้เปิดตัว Powerwalls หรือแบตเตอร์รี่สำรองขนาดยักษ์สำหรับบ้าน มันจะทำงานเมื่อเกิดอาการไฟฟ้าดับหรือไฟตก และสามารถทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ในตอนนี้พวกเขามีโครงการจะขยายการใช้งานของมันไปทั่วออสเตรเลีย เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save