‘Jack Ma’ ใจปล้ำ ให้ Africa 360 ล้าน สนับสนุนนักธุรกิจหน้าใหม่

Jack Ma ประกาศว่าจะมอบเงินเป็นจำนวน 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่ในแอฟริกา และจะให้ผู้เชี่ยวชาญของ Alibaba เข้ามาช่วยกำกับดูแลเรื่องนี้ด้วย

“ผมอยากจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแอฟริกา ดังนั้นผมจึงเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนผู้ประกอบการชาวแอฟริกาและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ ให้พวกเขาตระหนักถึงความฝันของตัวเอง” Jack Ma กล่าว “ผมเชื่อว่าคนอื่นๆจะเข้ามาช่วยและทำให้มันใหญ่ยิ่งขึ้น”

“การสนับสนุนของ Jack Ma จะช่วยพัฒนา e-commerce ท้องถิ่น รวมไปถึงการสร้างงานในประเทศในระยะยาว”

– Jean-Philbert Nsengimana,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและ ICT – 

นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุน Jack ยังให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์จำนวน 200 คนไปฝึกงานที่สำนักงานใหญ่ของ Alibaba เพื่อให้ได้รับประสบการณ์จริง ทั้งในด้าน e-commerce, AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ อินเทอร์เน็ต

เขายังประกาศเกี่ยวกับความร่วมมือของ Alibaba และ Paradise foundation of China ในการส่งเสริมและช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อมในแอฟริกา โดยเฉพาะการอนุรักษ์ช้างและสัตว์ต่างๆ ซึ่งการสนับสนุนเรื่องนี้ยาวไปถึงสิบปีข้างหน้าเลยทีเดียว

“การลงทุนและสนับสนุนนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไร แต่ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น”

– Jack Ma –

การประชุมสามวันที่จัดโดยรัฐบาลของรวันดา UNTAD และ United Nation development program ถูกขนานนามว่า “การตระหนักถึงศักยภาพของเยาวชนในแอฟริกา” มันดึงดูดผู้คนกว่าสามพันชีวิต รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างๆ ผู้นำองค์กร สมาชิกของสถาบันการศึกษารวมไปถึงผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ 

sources :

http://ktpress.rw/2017/07/alibaba-ceo-jack-ma-announces-4-big-projects-at-youth-connekt-summit/

http://rwandaeye.com/jack-ma-injects-10m-to-boost-emerging-firms-on-the-continent/

http://rwandaeye.com/wp-content/uploads/2017/07/Jack-Ma-Injects-10b.gif

DCA กับคำถาม “ออมหุ้นไว้ สุดท้ายจะขายเมื่อไรดีนะ?”

เคยสงสัยกันสินะว่า เวลาออมหุ้นไปแล้วจะขายกันเมื่อไหร่ดี? เพราะบทความต่างๆ ที่ให้ความรู้นั้นจะพูดแค่ว่าจะออมอย่างต่อเนื่องและสร้างวินัยการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างไรเท่านั้น เอาหล่ะ สำหรับตอนนี้พี่ต้าร์ก็จะขอมาแนะนำในเรื่องของการขายหุ้นสำหรับสำหรับนักลงทุนแบบ DCA กันนะครับ

อย่างที่เราเคยคุยกันเนอะว่า DCA นั้นจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนจากการเปลี่ยนเงินออมในแต่ละเดือนมาลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมในระยะยาว แต่ต้องวิเคราะห์และเลือกเฉพาะทรัพย์สินที่มีพื้นฐานดีมีการเติบโต การลงทุนในแบบฉบับของเรานั้นจะไม่สนใจในเรื่องของราคาที่ผันผวนในตลาด ซื้อไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันจะเฉลี่ยราคาของมันไปเอง 

แน่นอนครับว่าหากเราสะสมความมั่งคั่งได้ มีส่วนต่างของราคาหุ้นที่เป็นตัวกำไรสีเขียวๆให้เราได้มองเห็น แต่มันจะเป็นแค่ตัวเลขเท่านั้นหากเราไม่ได้ขาย ลงทุนแล้วท้ายสุดก็ต้องขายนะครับ การขายนั้นก็ไม่ได้มีเทคนิคที่พิเศษอะไรเลย เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต่างกับตอนที่เราซื้อมา

1. ขายเมื่อเราบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้

ผมจะบอกเสมอไงว่าก่อนที่จะเก็บเงินเราจะต้องตั้งเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่าจะเก็บเงินในแต่ละก้อนไปเพื่ออะไร ถ้าใครที่เก็บเงินมาถึงยามเกษียณแล้ว เราก็เอามาใช้ในตอนเกษียณไง ในกรณีนี้เราก็ใช้วิธีเปลี่ยนจาก บริษัทหรือนายจ้างจ่ายเงินเดือนให้ มาเป็นพอร์ตการลงทุนจ่ายเงินเดือนให้แทน ก็ค่อยๆ ทยอยขายออกมาใช้ในแต่ละเดือนนะครับ เสมือนว่าเป็นเงินเดือนใช้จ่ายต่อเนื่องเลย บางคนก็ถามว่าแล้วขายหมดเลยดีไหม? อันนี้ก็แล้วแต่คนนะเพราะถ้าเงินมันยังนำไปใช้ลงทุนอยู่ก็ยังเติบโตได้อีก แต่ถ้าเราถอนออกมาฝากธนาคารไว้ ก็ไม่รู้ว่าเวลานั้นดอกเบี้ยจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่

2. ขายเมื่อเราพบโอกาสการลงทุนในความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเรามากขึ้น

การลงทุนก็อาจจะไม่เหมือนการเลือกแฟนเสมอไปน้า สำหรับการเจอคนที่ดีกว่าคนปัจจุบัน คนที่ใช่แต่มาผิดเวลาก็คือคนที่ไม่ใช่ก็ได้ แต่ถ้าเรื่องการลงทุนไม่เหมือนกัน ฮาๆ หากเราไปเจอโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ เรารับความเสี่ยงได้ เช่น เจอการลงทุนที่ผลตอบแทนใกล้เคียงกันในความเสี่ยงที่ต่ำกว่า หรือ เจอการลงทุนที่ผลตอบแทนที่สูงกว่าบนความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกัน เราอาจจะพิจารณาโอกาสนั้นแล้วขายสิ่งที่มาอยู่มาลงทุนในสิ่งใหม่ๆได้ อันนี้รวมถึงการปรับพอร์ตการลงทุนส่วนตัวเราด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเสี่ยงด้วยการสร้างสมดุลพอร์ต (Rebalancing) หรือการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงตามวัยด้วยนะ

3. ขายเมื่อสิ่งที่ลงทุนอยู่มันไม่ได้ดีแล้ว

สำหรับข้อนี้คงจะต้องถามในแง่ของความรักด้วยว่า ถ้าคบแฟนแล้วไปๆ มาๆ เขาทำตัวไม่ดี จะเลิกไหม? หลายคนก็ตัดสินใจเลิกแน่นอน การลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน ถ้าเราพบว่าหลายๆอย่างในการแข่งขันมันเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีต่างๆ แล้วมันมีผลกระทบต่อบริษัทที่เราลงทุนอยู่ แต่บริษัทมันไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเล๊ยยย เช่น เขาผลิตรถยนต์กันไปแล้วนี่ยังจะนั่งผลิตรถม้าอยู่ได้ หรืออาจจะเป็นในเรื่องภายในของบริษัทที่ผู้บริหารมีพฤติกรรมไม่ดีเอาซะเลย ทำให้ผลการดำเนินงานไม่ดี มีความผิดปกติอยู่บ่อยๆ อันนี้ก็ต้องมานั่งพิจารณาขายกันหน่อยละ

4. ขายเมื่อต้องใช้เงิน

ท้ายสุดก็คือเรื่องการใช้เงินนั่นล่ะ บางทีเราวางแผนมีเป้าหมายอะไรเต็มไปหมด แต่ยังไม่ถึงเป้าเลยมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากและเงินฉุกเฉินทั้งหลายนั้นมันไม่เพียงพอและประกันต่างๆ ไม่ครอบคลุม ก็เอาเงินลงทุนที่เป็นปราการสุดท้ายขายออกมาใช้ก็ได้ มีให้เห็นเยอะแยะ เช่นอยู่ๆพ่อแม่อายุเยอะแล้วป่วยขึ้นมาประกันไม่ครอบคลุมแล้วเราก็ต้องดูแลเขา ก็สามารถนำเงินตรงนี้ไปช่วยได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าวิธีการของผมมันง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ แต่ถ้าถามว่าเราจะใช้ควบคู่กับหลักการลงทุนไตล์อื่นเช่น Technical หรือการดู Valuation ประกอบได้ไหม? ก็ตอบว่าได้ แต่ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนในระดับที่สูงขึ้นนะครับ แนวทางผมก็จะเป็นแบบง่ายๆก่อน แต่ถ้าสามารถต่อยอดผสมผสานกับแนวทางอื่นๆแล้วทำให้เรามีความสุขในการลงทุน มีผลตอบแทนมากขึ้นก็จัดไปปปปปปปปปป

Jack Ma แนะนักธุรกิจชาวแอฟริกันควรเรียนรู้จากความ Fail

เมื่อต้นสัปดาห์ Jack Ma ประธานกลุ่มบริการ Aliababa Group ได้เดินทางไปเยือนแอฟริกาเป็นครั้งแรกที่ประเทศเคนย่า และประเทศรวันดา ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษสำหรับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นการปูทางสู่การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ

Jack Ma ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพิเศษของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึง UNCTAD (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา) ได้เข้ามาที่เมืองไนโรบี ประเทศเคนย่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และจะเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงของประเทศรวันดาในวันศุกร์นี้ เป็นการไปพบปะกับสมาชิกทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนเพื่อสำรวจแนวทางที่จะทำให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในแอฟริกาสามารถเติบโตสู่เศรษฐกิจโลกได้

“เมื่อคุณลงทุนไปกับคนรุ่นใหม่ เท่ากับคุณลงทุนไปเพื่ออนาคต” Jack Ma กล่าวในแถลงการณ์ “ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้กับ UNCTAD ในการผลักดันศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในแอฟริกา”

Mukhisa Kituyi เลขาธิการ UNCTAD และ Jack Ma ได้เข้าพบประธานาธิบดีเคนย่า Uhuru Kenyatta เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่เข้าร่วมงาน 3 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยไนโรบี ที่จะเน้นการพูดคุยเรื่องความเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

“คุณต้องทำความคุ้นเคยกับความล้มเหลว ถ้าคุณไม่สามารถทำได้ คุณจะเอาชนะได้อย่างไร” แจ็ค หม่า กล่าวขณะนำเสนอการบรรยายในที่มหาวิทยาลัยไนโรบี

ทั้งนี้ Jack Ma ได้เข้าร่วมการประชุม Youth Connekt Africa ซึ่งจัดขึ้นโดย UNCTAD และรัฐบาลรวันดาเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการสร้างงานสำหรับเยาวชนในแอฟริกา โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี และการเป็นผู้ประกอบการ ทั้งนี้ Kituyi กับ Jack Ma ก็กำลังมองหาเยาวชนที่มีทักษะ และความรู้ที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับตัวพวกเขาเอง

sources : 

http://www.alizila.com/ma-africa-empowering-young-entrepreneurs/

https://qz.com/1034377/alibabas-jack-ma-is-visiting-kenya-and-rwanda-to-look-for-deals-and-inspire-entrepreneurs/

ก้าวสู่บริษัทโฮลดิ้งส์ CGH กับการทำธุรกิจแนวใหม่

ถ้าเราได้มีโอกาสได้ไปเปิดพอร์ตหุ้นในงานสัมมนาการลงทุนต่างๆ ก็คงได้เคยเห็น บริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CGS เปิดบูธให้บริการอยู่นะครับ เดิมทีบริษัทนี้มีหุ้นซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้ว ซึ่งถ้าเราเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ของทางตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันจะเจอชื่อหุ้น บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH แทน สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่รู้จักก็อาจจะสงสัยว่า 2 บริษัทนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

วันนี้จะเล่าความเป็นมาของบรัษัท CGH ให้ฟังนะครับ เผื่อใครที่ยังไม่รู้จัก โดยข้อมูลที่ผมนำมาเล่านั้นมาจากเว็บไซต์ของบริษัทและข้อมูลที่เผยแพร่จากทางตลาดหลักทรัพย์นะครับ แน่นอนว่าไม่ได้เชียร์ให้ซื้อหุ้นตัวนี้นะแค่อยากจะเล่าให้ฟังถึงภาพใหม่ของการทำธุรกิจของบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ นะครับ จะซื้อไม่ซื้อก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลละกันนะครับ

ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์?

เดิมทีแล้วทางกลุ่มของ คันทรี่ กรุ๊ป นั้นมีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือ CGS ซึ่งให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2558 ได้มีการเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์โดยสมัครใจ และมีการจดทะเบียนบริษัทใหม่เข้าไประดมทุนแทนคือ คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ CGH ในวันเดียวกัน

เท่าที่ผมได้อ่านจากคำอธิบายในรายงานประจำปีที่แล้วพบว่า ในระยะหลังนี้การทำกิจการบริษัทหลักทรัพย์นั้นมีการแข่งขันสูงมากในเรื่องของค่าธรรมเนียม และบริษัทต้องการเปลี่ยนธุรกิจไม่ให้พึ่งพาแค่รายได้ในส่วนนี้เท่านั้น จึงตั้งบริษัท CGH ขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ที่หาโอกาสต่างๆ ในการลงทุน ส่วน CGS เมื่อถูกถอนออกจากตลาดไปแล้วก็กลายมาเป็นบริษัทลูกของทางโฮลดิ้งส์อีกทีครับ โดยผู้บริหารได้ตั้งแนวทางในการทำธุรกิจคือ “ผู้นำในตลาดการลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถหาโอกาสการลงทุนได้มากขึ้น เพิ่มช่องทางในการหารายได้ และเป็นการกระจายความเสี่ยงไม่ให้ไปพึ่งพารายได้และผลกำไรจากธุรกิจบริการด้านหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยบริษัทจะทำหน้าที่จัดหาเงินทุนเพื่อการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทในเครือ และมีรายได้จากการลงทุนของบริษัทลูกที่เข้าไปถือหุ้น

ลักษณะของการลงทุน

เนื่องจากการเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์จะมีรายได้เข้ามานั้น จะต้องเกิดจากการลงทุนในหุ้น ถ้าบริษัทลูกมีราคาที่สูงขึ้นจากการเติบโตของบริษัทก็สามารถขายทำกำไรได้ หรือถ้าบริษัทลูกเจริญเติบโตกำไรงอกเงยก็จะได้รับเงินปันผลได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแนวทางของบริษัทในเรื่องการลงทุนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การลงทุนหลัก

เป็นการลงทุนที่ทางบริษัทจะทำการวิเคราะห์โอกาสต่างๆ ในการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต แล้วเข้าไปซื้อธุรกิจเพื่อนำมามีส่วนช่วยดำเนินงานด้วยการปรับโครงสร้างใหม่ วางยุทธ์ศาสตร์และจัดการกระบวนการต่างๆ ในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น เมื่อธุรกิจที่เข้าไปลงทุนเติบโตก็จะประเมินมูลค่าของทรัพย์สินต่างๆ เพื่อขายทำกำไรหรือเอาเงินออกมาปันผลให้กับทางบริษัท

2. การลงทุนชั่วคราว

เป็นการลงทุนระยะสั้นของทางบริษัทที่หาหุ้นดีมีศักยภาพและเข้าไปลงทุน โดยที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริษัท เช่นการประเมินมูลค่าหุ้นและซื้อลงทุน เช่น หุ้นที่มีโอกาสในการเติบโตสูง (Growth Stock) หรือ หุ้นที่มีมูลค่าแต่ราคายังไม่สะท้อนถึงพื้นฐาน (Value Stock) บริษัทก็จะทำการประเมินเพื่อเข้าซื้อ หลังจากนั้นจะมีการติดตามผลการลงทุนเพื่อหาโอกาสขายทำกำไรให้กับบริษัท

บริษัทในเครือที่บริษัทลงทุนอยู่

จากข้อมูลที่สามารถอ่านได้จาก 56-1 ซึ่งทุกคนสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นได้ว่าบริษัทคันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้ถือหุ้นอยู่ในธุรกิจที่หลากหลายประเภทนะครับ มีทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ส่วนนี้จะเป็นข้อมูลการถือหุ้นของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ครับ

1. บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

บลจ. คันทรี่กรุ๊ป ทำธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และบริการผลิตภัณฑ์การลงทุนครบวงจร ล่าสุดทำกำไร 89 ล้านบาท โดยมีการถือหุ้นอยู่ 99.3%

2. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

บลจ. เอ็มเอฟซี ธุรกิจจัดการกองทุนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดดำเนินการกว่า 40 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการ 437,155 ล้านบาท* โดยมีการถือหุ้น 24.3%

3. บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

บมจ. ผาแดงอินดัสทรี ที่ปรับโครงสร้างสู่พลังงานทดแทน รีไซเคิลและกำจัดขยะ อาทิ วางแผนจัดตั้งโครงการฟาร์มโซล่า กำลังผลิตไฟฟ้า 150 เมกะวัตต์ ทั้งในและต่างประเทศ และจัดตั้งโครงการรีไซเคิลโลหะด้วยเทคโนโลยีจากประเทศสวีเดน ซึ่งจะเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเซีย มีการถือหุ้นบริษัทนี้ 24.9%

4. บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

บมจ. คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการล่าสุด “เจ้าพระยา เอสเตท” ซึ่งเป็นทั้งโรงแรม 6 ดาวและเซอร์วิสเรสซิเดนท์ระดับซูเปอร์ไฮเอนท์ 73 ชั้น โครงการมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาทปัจจุบันถือหุ้นอยู่ 9.3%

5. บริษัท เก็งกิ พาวเวอร์ จำกัด

เป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า โดย คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ถือหุ้น 99.9% แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ประกอบธุรกิจครับ

*ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2560

บริษัทที่ถือหุ้นนั้นหลากหลายมาก ซึ่งถือเป็นข้อดีในการกระจายความเสี่ยงการลงทุน พร้อมทั้งเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง

แม่ทัพ Alibaba บุกอินเดีย ลงทุน Bigbasket 7.2 พันล้านบาท

ยังคงเดินทัพอย่างต่อเนื่องกับ Alibaba ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซของจีน ได้เข้าร่วมการตกลงเจรจากับ Paytm Mall เพื่อเข้าถือหุ้นใน BigBasket ตามรายงานของ ET (ET RISE)

BigBasket.com เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนประสบการณ์การช้อปปิ้งตามซูเปอร์มาเก็ตแบบเดิม ๆ ไม่ให้จำเจอีกต่อไป

Alibaba ร่วมกับ Paytm Mall ได้เสนอการลงทุนในบริษัท BigBasket จำนวน 200 ล้านเหรียญ ในการประเมินมูลค่าเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งหลังการลงทุนนี้

The Economic Times รายงานว่า Bigbasket.com ยังพูดถึงการระดมทุนจาก Temasek Holdings ของสิงคโปร์ และ Fosun Group ของจีนอีกด้วย ซึ่งทางด้าน Temasek ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเข้าร่วมการระดมทุนอย่างต่อเนื่องกับ Alibaba และ Paytm Mall หรือต้องการลงทุนโดยตรงใน BigBasket 

อย่างไรก็ตามการลงทุนใน BigBasket จะทำให้ Paytm เป็นอาวุธต่อสู้กับ Amazon ซึ่งเพิ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ในภาคการค้าปลีกอาหารของอินเดีย

“นี่จะกลายเป็นเกมระหว่าง Alibaba และ Amazon แบบระยะยาว”

Ankur Bisen, รองประธานอาวุโสของ Technopak Advisors

ทั้งนี้บริษัท วิจัยตลาด Euromonitor กล่าวว่า อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ในเอเชียแปซิฟิก (140-150 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในขณะที่ตลาดใหญ่อย่างจีน และญี่ปุ่นกำลังอิ่มตัว แต่ตลาดในอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อินเดียจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าปลีกร้านขายของชำออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 44% เมื่อเทียบกับปี 2016 และคาดว่าจะเติบโตได้เร็วที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

Source :

http://www.bgr.in/news/battle-for-bigbasket-gets-hotter-as-alibaba-joins-the-fray-report/

http://techstory.in/alibaba-bigbasket-investment-2017/

https://www.vccircle.com/alibaba-temasek-and-fosun-in-talks-to-invest-in-bigbasket/

https://seekingalpha.com/article/3979259-short-alibaba-now

เพิ่มอิสระในการใช้ชีวิต ภาระดอกเบี้ยบ้านลด ด้วยการรีไฟแนนซ์

มาดามเคยเล่าให้ฟังไปว่าการรีไฟแนนซ์นั้น คืออะไร มีข้อดียังไง แล้วมีเรื่องที่เราต้องคิดก่อนทำอะไรบ้างไปในบทความนี้

ทบทวนอีกที การ “รีไฟแนนซ์” คือการที่เราผ่อนบ้านอยู่แล้วทำการ “ย้ายค่าย” ไปใช้เงินกู้จากอีกธนาคารนึงค่ะ ซึ่งการรีไฟแนนซ์จะทำให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า, ผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง หรือผ่อนหมดเร็วขึ้น…

ตามอ่านบทความตอนที่แล้วได้ที่ “ลดภาระ เพิ่มรายรับจากสินเชื่อด้วยการรีไฟแนนซ์”

“ได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า” จากการรีไฟแนนซ์กันเนี่ย เหตุผลหลักก็เพราะว่าการกู้ซื้อบ้าน ระยะเวลามันยาวมากหลายสิบปี พอระยะเวลามันยาว ธนาคารก็ไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ตลอดอายุสัญญาได้ เนื่องจากธนาคารเองมีต้นทุนของการเอาเงินมาให้เรากู้ โดยการเอาเงินออมของคนอื่นมาให้เรา ดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายชาวบ้าน ก็คือต้นทุนของธนาคาร เมื่อยังไม่สามารถคาดการณ์ดอกเบี้ยเงินฝากได้ยาวๆ ก็เลยกำหนดดอกเบี้ยเงินที่เอามาให้เรากู้แบบยาวๆ ไม่ได้เช่นกัน ธนาคารส่วนใหญ่ จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ให้เรารู้ชัดๆ ได้อยู่ที่โดยเฉลี่ย คือ 3 ปีแรก

หลังจากนั้นค่ะ ธนาคารจะทำการ “ลอยตัวอัตราดอกเบี้ย” เหมือนปล่อยบอลลูนขึ้นฟ้า ไม่บอกละว่าร้อยละเท่าไรต่อปี ใช้อัตราดอกเบี้ยให้กู้ในอนาคตตอนนู้น…เค้าใช้กันเท่าไร แล้วลบออกกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป (อัตราดอกเบี้ยที่ว่า ก็คือที่เค้าเรียก MLR, MOR, MRR และ MHR ซึ่งแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน แต่ใกล้เคียงกัน) ซึ่งส่วนใหญ่อีกเช่นกัน อัตราดอกเบี้ยตอนลอยตัวจะสูงกว่าเจ้าอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรกแน่นอน

พอเอาอัตราดอกเบี้ยทั้งช่วงคงที่และลอยตัวมาคิดคำนวณรวมตลอดอายุสัญญากู้อีกที เราจะรู้สิ่งที่เรียกว่า “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” ว่าตลอดกี่สิบปีที่กู้เพื่อซื้อบ้านหลังนี้นั้น เราเสียดอกเบี้ยอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์กันแน่

ยกตัวอย่าง ช่วง 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 3.9% และตอนอัตราลอยตัวอีก 10 กว่าปีอยู่ที่ประมาณ 5.5% คำนวณออกมาแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะอยู่ที่ราวๆ 5.4% เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราไม่ทำการรีไฟแนนซ์ แล้วผ่อนไปเรื่อยๆ รวมๆแล้วเราจะไปจบที่ใกล้เคียงกับอัตราลอยตัวนั่นแหละ ซึ่งมากกว่าอัตราช่วงปีแรกๆ ประมาณ 1-2%

มาดามจะบอกให้ว่า…เจ้าอัตราดอกเบี้ยส่วนต่างแค่ 1-2% เนี่ยแหละ ที่พวกเราคววรใส่ใจ…

เพราะ…เงินต้นมันเยอะ!!! ว่ากันเป็นล้านๆ หลายล้าน

ปีนึง 1% ของ 1,000,000 คือ 10,000 แล้วเราผ่อนบ้านกัน 10-30 ปี คูณกันไปสิ ดอกเบี้ยคำนวณแบบบ้านๆ นี้มันก็หลายแสนบาท แล้วจริงๆ เงินที่เราผ่อนกันทุกเดือน อยากให้ลองไปดูชัดๆ ช่วงแรกๆ ของการผ่อนบ้าน เราผ่อนไปกี่บาท เป็นการจ่ายเงินต้นสักเท่าไรเชียว ส่วนใหญ่เงินผ่อนจ่ายแต่ดอกเบี้ยนะจ๊ะ

การพิจารณารีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดเจ้าดอกเบี้ยเนี่ย จึงเป็นกิจกรรมที่ดีงามและช่วยเราประหยัดไปได้เยอะมากๆ ในจำนวนเงินที่ว่ากันเป็นหลักแสนหลักล้านได้เลยทีเดียว.. ทีนี้พอเข้าใจหรือยังว่าทำไมเราต้องใส่ใจและควรพิจารณารีไฟแนนซ์บ้านทุก 3 ปี

ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยลดลง สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ

1. ถ้าเราผ่อนเท่าเดิม เงินผ่อนมันก็จะไปตัดเงินต้นเพิ่มขึ้น ทำให้เราผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น เป็นอิสระจากหนี้บ้านเร็วขึ้น!

2. ถ้าเราไม่รีบ มีความฝันที่อยากทำหรือภาระอื่นนอกจากบ้าน เราก็สามารถเลือกผ่อนบ้านต่อเดือนน้อยลง ด้วยการยืดเวลาออกไปยาวขึ้น แต่เงินต้นที่กู้เท่าเดิม

โอเค ทีนี้เห็นข้อดี อยากรีไฟแนนซ์กันใจจะขาดกันแล้ว..
มาดามมีคำแนะนำในการดูโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ดีๆ มาฝากค่ะ!

1. ถ้าดอกเบี้ยดี เลือกแบบที่ล็อคคงที่ไว้

เรารู้กันอยู่ว่าดอกเบี้ยตอนแรกๆ จะค่อนข้างต่ำ แต่ละธนาคารก็จะมีให้เลือกหลายแบบ จ่ายต่ำมากๆ ตอนแรกแล้วค่อยๆ เพิ่ม หรือบอกเปรี้ยงมาเลยว่าเท่าไรเท่านั้นไปกี่ปี

สำหรับใครที่เกลียดวิชาเลขอย่างมาดาม ไม่ชอบคำนวณซับซ้อน ชอบอะไรง่ายๆ มาดามแนะนำให้เลือกโปรที่ชัดเจน คงที่ ถ้าดอกเบี้ยนี้เราคิดว่าพอใจและดี เลือกแบบคงที่ไปเลยยาวๆ เป็นการ “ล็อคต้นทุน” ของเรา

เพราะเมื่อดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว มักลอยขึ้นบนค่ะ คือดอกสูงไปเรื่อยๆ การล็อคคอมันไว้ก่อน เราจะได้เปรียบ การที่เราล็อคดอกเบี้ยดี ๆ แบบคงที่ไว้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเฉลี่ยตลอดอายุสัญญามันต่ำลงโดยอัตโนมัติ

พูดง่ายๆ คือ รวมๆ แล้วจ่ายดอกเบี้ยต่ำนั่นเอง อย่างที่มาดามบอกไป แตกต่างกันแค่ 1% แต่เราพูดกันถึงเงินหลักล้าน กู้ยาวหลายสิบปี ประหยัดได้ 1% นี่มันเยอะมากๆ นะคะ

ไม่ต้องห่วง…หากในอนาคตดอกเบี้ยบังเอิญลอยต่ำลง เราก็แค่ทำรีไฟแนนซ์อีกหน สบาย ทำตัวเป็นคนฉลาดเรื่องเงิน และมีทางเลือกค่ะ

2. ฟรีค่าใช้จ่าย งบเราไม่บานปลาย

การทำรีไฟแนนซ์โดยปกติ…ไม่ฟรีนะคะ มีทั้ง

  • ค่าธรรมเนียมในการเรียกเค้ามาประเมินราคาบ้านเรา ค่าทำสัญญา มาดามไปสำรวจมา ถ้าไม่มีโปร ต้องควักจ่ายเองเนี่ย ตรงส่วนนี้รวมแล้วจะอยู่ที่ราวๆ 2,500 – 7,000 บาทเลย
  • ค่าจดจำนอง ค่าอากรแสตมป์ อันนี้ขึ้นอยู่กับราคาบ้าน สองอย่างรวม 1.5% พูดง่ายๆ คือ ล้านละ 15,000 บาท คูณไปค่ะ จะกู้กี่ล้าน ก็ตามนั้น

ดังนั้น…สำคัญค่ะ สำคัญ เบิ่งตาดูดีๆ ธนาคารไหนฟรีค่าใช้จ่าย…ถือว่าน่าสนใจเพราะประหยัดไปอีกหลายหมื่น

3. วงเงินได้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน

พอเป็นการรีไฟแนนซ์ มันไม่ใช่บ้านใหม่ซื้อจากโครงการ ดังนั้น โดยส่วนใหญ่..ธนาคารจะไม่ให้วงเงินเต็มราคาประเมินของบ้านค่ะ ดังนั้น หากธนาคารไหนใจดีให้กู้เต็ม 100% ไว้ก่อน ถือว่า…ใจกว้าง น่าคบหา

บางครั้งเราต้องการเงินสดไปช่วยเรื่องภาระอย่างอื่น การกู้ได้เต็มราคาประเมินของบ้านตอนรีไฟแนนซ์นี่ถือเป็นเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำมากค่ะ วงเงินที่ได้เพิ่มขึ้นจากการรีไฟแนนซ์เยอะไว้ก่อนจึงถือเป็นเรื่องดี ได้มาเท่าไร ไม่ใช้เท่านั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ

มาดามเพิ่งเห็นว่า LH Bank เค้าออกโปรแกรมรีไฟแนนซ์มาใหม่…อีกแล้ว!

ดูแล้ว เออ…น่าสนใจเช่นเคย ลองเก็บไว้เป็นทางเลือกดูนะคะ

TCDC สร้างสรรค์เพื่อ SMEs/Startup ด้วยบริการ”คิด ผลิต ขาย” ปั้นไอเดียให้เป็นธุรกิจ

TCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) เดินหน้ายกระดับ SMEs และ Startupไทยสู่ระดับสากล เปิดบริการใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “คิด ผลิต ขาย” สร้างสูตรสำเร็จให้ผู้ประกอบการผ่านบริการต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มช่วยคิด กลุ่มช่วยผลิต และกลุ่มช่วยขาย โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 5 หมื่นราย

“เทรนด์โลกและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่ โดยเฉพาะ SME และ StartUp”

– คุณกิตติรัตน์, รักษาการผู้อำนวยการ TCDC –

คุณกิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดบริการ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ว่า “มูลค่าการส่งออกเอสเอ็มอีไทยลดลงจากเดือนเมษายน 2559 ถึง 6.8% แต่กลับมีเอสเอ็มอีรายใหม่ขยายตัวขึ้นกว่า 20% ทาง TCDC เล็งเห็นปัญหา และอยากเป็นผู้ช่วยคนหนึ่งที่จะมาช่วยสนับสนุนนักธุรกิจทั้งหน้าเก่า และหน้าใหม่ให้สามารถสร้างธุรกิจให้มีมูลค่า แข่งขันกับตลาดโลกได้ ผ่านการออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์”

ด้านยุทธศาสตร์ “คิด ผลิต ขาย” จะประกอบไปด้วยกระบวนการหลัก 3 ส่วนด้วยกัน ที่ได้จัดขึ้นในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของศูนย์เพื่อรองรองรับการสนับสนุนในที่เดียว

  • กลุ่มบริการช่วยคิด (กระบวนการแรกเริ่มของการสร้างธุรกิจ) : เน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ค้นคว้าข้อมูล การวางแผนธุรกิจ และการหาไอเดีย ซึ่งมีบริการรองรับ เช่น  ศูนย์รวมวัสดุและนวัตกรรมด้านการออกแบบ, บริการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ
  • กลุ่มบริการช่วยผลิต (กระบวนการเปลี่ยนไอเดียสู่ชิ้นงาน) :  เน้นการวางแผนการผลิต, การสรรหาวัสดุและผู้ผลิต และการผลิตต้นแบบ โดยมีบริการ เช่น ห้องปฏิบัติการ Maker Space สำหรับทดลองผลิตผลงานด้วยเรื่องมือที่ทันสมัย อาทิ 3D Print LASERCUT และUV printer เป็นต้น
  • กลุ่มบริการช่วยขาย (กระบวนการนำเสนอผลงานสู่กลุ่มลูกค้า) : สนับสนุนผู้ประกอบทั้งด้านประชาสัมพันธ์ และการตลาดผ่านบริการต่าง ๆ เช่น พื้นที่แสดงผลงาน (Debut Wall&Debut Talk) เทศกาลงานออกแบบ และโครงการจับคู่ธุรกิจ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและด้านธุรกิจเชิงลึก (Creatvie Business Consulting Service) โดย 3 ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ TCDC ได้พัฒนาองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการมาแล้วกว่า 100,000 ราย และพบว่าธุรกิจเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 26% จากรายได้เดิม

“แก้ไขปัญหาผู้ประกอบไทยตั้งแต่กระบวนการคิดและการทำธุรกิจครบวงจร ด้วยความเข้าใจ จากประสบการณ์กว่า 10 ปี”

– คุณนพดล, TCDC –

“จากหิ้งสู่ห้าง เราสร้างนวัตกรรมและส่งเสริมวัสดุไทยสู่ต่างประเทศ”

– คุณชมพูนุช, TCDC –

“ยุคสมัยนี้ไม่ใช่การตลาดแบบ Mass คนชอบ Limited Edition และมันเพิ่ม Value ได้”

– คุณกัลยา, Fabcafe Bangkok –

“TCDC ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำ Service Design ที่โดดเด่นและแตกต่าง”

– ดร.วัลลภัช, โรงพยาบาลบำรุงราษฎ์ –

“TCDC ทำให้เข้าใจเรื่องการสื่อสารแบรนด์ และการทำการตลาด”

– คุณศิริพัฒน์, ช่อคูน เรมีดี้ –

ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และต้องการพัฒนาธุรกิจเดิม หรือหาช่องทางในการทำธุรกิจใหม่ นักสร้างสรรค์และนักออกแบบที่สนใจบริการ Creatvie Business Consulting Service สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก โทร 02-105-7441

เป็นมนุษย์เงินเดือน..แถมโสด! บั้นปลายหนีไม่พ้น “บ้านพักคนชรา” จริงเหรอ!?

เป็นมนุษย์เงินเดือนก็ว่าอยู่ยากแล้ว วางแผนให้รวยยิ่งยากกว่า

ยิ่งถ้าโสดด้วยอีกล่ะ เฮ้อ..แล้วอย่างนี้บั้นปลายชีวิตเราจะไปลงเอยที่ไหนกัน!?

2 สาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนสมัยนี้โสดเยอะขึ้น!

1. คนยุคนี้ทำงานหนักกว่าคนสมัยก่อนค่ะ แถมเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตง่ายเนี่ยแหละที่ทำให้เราสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ส่งผลให้หลายคนไม่เหลือเวลา ไปเจอคนใหม่ๆ ไปคบหาดูใจใคร

2. วันทำงานเจอคน คุยกับคนเยอะแล้ว… พอวันหยุดก็อยากพักผ่อน อยากอยู่เงียบๆ ไปไหนคนเดียว ไม่วุ่นวายกับใคร

เนี่ยแหละค่ะ… คือ ไลฟ์สไตล์ที่พามนุษย์เงินเดือนหลายคน ไปลงเอยที่สถานะ “โสด”

เวลามันติดปีกนะคะ ทำงานงกๆ ลืมตามาอีกที…  

อายุเลยเลข 3 หลายคนปาเข้าไปเลข 4 ทีนี้ เราจะเอายังไงกับอนาคตกันดี?

วัยนี้คือวัยที่ควรงคิดเรื่องอนาคตให้มากขึ้นแล้วจริงๆ ค่ะ

แนะนำให้อ่าน “อายุ 40 ก็เริ่มเสี่ยงต้องเกษียณแบบไม่ได้ตั้งใจแล้วเราจะรับมือยังไงดี?”

“บ้านพักคนชรา” คือ ทางเลือกที่ดีที่สุด ?

หลายคนอ่าน ดูหนัง ดูทีวีแล้วฟันธง การเก็บเงินแล้ว “เช็คอิน” เข้าบ้านพักชรา น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะทั้งสะดวก สบาย มีเพื่อน มีคนดูแล แถมไม่เป็นภาระใคร…อีกต่างหาก

แต่…หลายคนก็ไม่นิยม ไม่ใช่แนว ไม่อยากไปใช้ชีวิตแบบนั้น

มาดามเข้าใจว่า…

เราไม่เหมือนฝรั่งที่เค้าแยกครอบครัว แยกตัวมาดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 18

คนไทยส่วนใหญ่ เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น เครือญาติเยอะแยะ  จึงไม่อยากไปอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางคนแปลกหน้าใน “บ้านพักคนชรา”

วันนี้เราลองมาช่วยกันคิดดีกว่าค่ะ เราสามารถ “ออกแบบ” ชีวิตโสดยามชราของเราให้ไปลงเอยที่อื่นที่ไหนได้บ้าง? แล้วแต่ละทางเลือก..เราต้องเตรียมตัวยังไง?

ทางเลือกในบั้นปลายของมนุษย์เงินเดือนแถมโสด

1. อยู่ใกล้ญาติ

คิดก่อน – ความสัมพันธ์ของเรากับพี่น้องและเขย/สะใภ้นั้น ดีพอ..จะอยู่ด้วยกันไปนานๆ รึเปล่า?

ข้อดี – อุ่นใจ มีคนให้พึ่งพาช่วยเหลือกัน

ความเสี่ยง – มีสองมุม หนึ่งเรื่องใจ จากการที่หลานๆ (ถ้ามี) เค้าโตขึ้นแล้วอาจจะไม่ได้ใกล้ชิดเราเหมือนก่อน เพราะเค้าก็จะไปมีชีวิตของเค้า และเค้าต้องใส่ใจพ่อแม่เค้ามากกว่าเราเป็นธรรมดา สองคือเรื่องเงิน ลุงป้าน้าอาที่มีตังค์ มักกลายเป็นแหล่งขอเงินยืมเงินของลูกหลาน และหากไม่ตกลงกันให้ชัดเจนเรื่องค่าใช้จ่าย อาจจะทะเลาะกันได้ในที่สุด

เตรียมตัว – เก็บออมเงิน คุยกับญาติที่เราจะไปอยู่ จัดแจงที่ทาง บ้านหลังเดียวกันหรือคนละหลัง จะแชร์ค่าใช้จ่ายกันยังไง ใครเป็นเจ้าของอะไร ที่สำคัญระวังจนตอนแก่เพราะใจดีเกิน ห้าม…ให้เงินใครโดยไม่นึกถึงกำลังและอนาคต (โสดๆ) ของตัวเองนะ

2. อยู่ใกล้เพื่อน

คิดก่อน – เพื่อนที่เราคิดจะอยู่ร่วมด้วยนี่มีโอกาสอยู่ด้วยกันบนคานไปอีกนานแน่มั้ย นิสัยใจคอ น้ำใจ ถ้าใครเป็นอะไร…ช่วยเหลือกันได้รึเปล่า?

ข้อดี – อุ่นใจ และรู้สึกเป็นอิสระกว่าญาตินิดนึง เพราะเวลาเราอยู่กับเพื่อน ยังมีความเกรงใจกันบ้าง ความสนใจและไลฟ์สไตล์มักคล้ายกัน มีคนไปไหนทำอะไรด้วย ไม่เหงา

ความเสี่ยง – หากเกิดเรื่องแตกคอ โอกาสแตกหักมันง่ายกว่าทะเลาะญาติ ญาติเรื่องเยอะแต่ยังไงก็แอบมีความเหนียวแน่นกว่าเพื่อนนิดนึง (ส่วนใหญ่ที่เห็นนะ) และเรื่องเงิน…เหมือนกัน ต้องตกลงดีๆ เพื่อไม่ให้เสียเพื่อน และเพื่อนมักวัยใกล้เคียงเรา ใครตายก่อน…คนนั้นชนะ เพราะไอ้คนที่เหลือน่ะสิ จะเหงา ต้องหาที่ไปต่ออีก ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียว

เตรียมตัว – เหมือนจะไปอยู่กับญาติเลยค่ะ ต้องคุยกัน ตั้งเป้าหมาย จะอยู่ยังไง แล้วเก็บออม ไปซื้อ ไปสร้างไว้ด้วยกัน แนะนำให้อยู่ใกล้หมอ เพราะจะได้ง่ายในการเข้าพบหากมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย

3. สร้างธุรกิจสร้างชุมชน

คิดก่อน – มาดามเห็นบางคนเค้าสร้างโรงแรม รีสอร์ท กิจการ ที่จะมีคนห้อมล้อม ดูแล

ข้อดี – เป็นการสร้างงาน สร้างคน เพราะธุรกิจของเราก็ได้เลี้ยงคนเลี้ยงพนักงานไปด้วย มีคนทำกับข้าวให้กิน มีคนทำความสะอาด ฯลฯ แถมถ้าทำแล้วเวิร์ค มีรายได้ต่อเนื่องก็ไม่ต้องห่วงเรื่องมีข้าวกิน มีกำไรอีก…ก็เอาไปเพิ่มเติมความมั่งคั่ง

ความเสี่ยง – ธุรกิจก็คือธุรกิจ เราต้องทำอะไรที่เรารู้ หรือมีคนที่รู้มาช่วยทำ ไม่คิดไม่วางแผนให้ดี ดูแลให้เป็น โอกาสเจ๊งแล้วจนตอนแก่สูง แล้วทีนี้ชีวิตจะเครียดไปกว่าเดิม

เตรียมตัว – เขียนแผนธุรกิจ หาความรู้ที่ต้องใช้ในการทำธุรกิจนั้น หาคอนเนคชั่น หาผู้รู้ หาคนรู้จัก ศึกษา ปรึกษา เก็บเงิน หาหุ้นส่วน หาเงินกู้ แล้วค่อยลุย

4. ไปอยู่วัด, สถานที่ทางศาสนาที่เรานับถือ, ศูนย์ฟื้นฟูจิตใจ

คิดก่อน – จะไปอยู่นี่ขอให้ไปเพื่อความสงบสุข ไม่ใช่ไร้หนทาง ไร้ที่พึ่ง แล้วจะไปอยู่ในฐานะอะไร พนักงาน นักบวช อาสาสมัครที่บ้านใกล้ มันก็มีหลายฐานะ ลองเลือกดูค่ะ

ข้อดี – จิตใจสงบ ได้ทำประโยชน์ให้ผู้คน มีอะไรทำทุกวัน ไม่เบื่อ

ความเสี่ยง – เลือกดีดี อย่าไปในที่ๆ จะทำให้เรา “มีแต่ศรัทธาจนลืมสติ” และอย่าคิดไปเป็น “ภาระ” การไปอยู่ในที่ดีๆ หลายที่แม้ไม่ต้องใช้เงิน แต่การที่เรามีเงินเก็บเงินออมไว้ มันเป็นหลักประกันให้อุ่นใจ ว่าเรามาด้วยใจ ไม่ใช่คนไร้ทางไป จิตใจและการใช้ชีวิตมันต่างกัน

เตรียมตัว – เก็บออม วางแผนเกษียณให้อย่างน้อยที่สุด…เรามีพอที่จะ “กินอยู่อย่างประหยัด” บอกญาติไว้ด้วยว่าเราจะไปอยู่ไหน บอกที่ๆ เราจะไปอยู่ด้วยว่าญาติเราเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น…ผู้คนรอบตัวจะได้จัดการถูก ไม่กลายเป็น “คนนิรนาม”

5. บ้านพักคนชรา

คิดก่อน – เราชอบชีวิตแบบนั้นมั้ย? การไปอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกัน มีคนดูแล มีกิจกรรม เป็นคนที่รับได้กับการเห็นคนเจ็บคนตาย ทำใจได้หากไม่มีใครว่างไปเยี่ยมเยียนเราบ่อยๆ (เท่าที่เราแอบคิด แอบหวัง)

ข้อดี – วางใจเรื่องคนดูแล

อัพเดทเทรนด์วงการ Fintech กับ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ในงาน Fintech Dynamics in Asia

อัพเดทธุรกิจ เทรนด์ Fintech ปี 2017 กับงาน Fintech Dynamics in Asia เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม จากความร่วมมือของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Thai Fintech Association (TFTA) โดยคุณอัครเดช ดิษยเดช,  TCC Technology โดยคุณวลีพร สายะสิต กล่าวสรุปถึงธุรกิจ Fintech ในปี 2017 และ International Data Corporation (IDC) โดยนายไมเคิล อราเนต้า พูดถึง เทรนด์ธุรกิจ Fintech ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้

ด้าน TCC ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า GIO Public เป็น Public Cloud New Generation ที่มีเสถียรภาพ และความปลอดภัยสูงกว่าเดิม โดยออกแบบ และพัฒนาจากประสบการณ์ของ IIJ ผู้ให้บริการคลาวด์ในระดับสากล เพื่อรองรับลูกค้าที่มีความต้องการระบบคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายในงานได้กล่าวถึงทิศทางของ Fintech ปี 2017 ว่าจะมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีการเงิน (financial technology) เพิ่มมากขึ้นจากปี 2014 (6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ถึง 2 เท่า และโฟกัส 3 ด้าน ได้แก่ Payment, Remittance และCustomer analytic

ส่วนในด้านเทรนด์ธุรกิจ Fintech ทาง IDC ได้มีการคาดการณ์ดังนี้

  • ภายในปี 2020 : Blockchain จะถูกนำมาปรับใช้ด้านการเงิน การค้าทั่วโลก
  • ภายในปี 2019 : กลุ่มธนาคารชั้นนำจะมีการนำระบบ Cloud มาใช้ ซึ่งจะช่วยลดการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ถึง 25%
  • ภายในปี 2018 : จะมีการชำระเงินผ่านมือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15% โดยใช้ NFC (Near Field Communication การส่งผ่านข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย)
  • ภายในปี 2020 : ธนาคารประมาณ 50 % ทั่วโลกจะมีการนำ Blockchain, เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ และส่งผลให้เกิด Digital Transformation ถึง 30%
  • ภายในปี 2020 :การลงทุนในด้านของ 3rd Platform (Mobility, Cloud, Social และ Big Data / Analytics) มีมูลค่าสูงกว่า 1.5 ล้านล้าน
  • ภายในปี 2017 : 20% ของธนาคารเน้นเรื่องการปรับปรุงระบบติดต่อสื่อสารลูกค้าใน Omni channel ให้ดียิ่งขึ้น
  • ภายในปี 2018 : wealth management (การบริหารการเงิน) และตลาดทุนมีการนำเทคโนโลยี robo-advisor platform และ AI มาช่วยเรื่องการจัดการเงินทุน
  • ในปี 2017 : ธนาคารจำนวน 15% ที่ใช้ Voice Banking โดยการนำ cognitive technologies เข้ามา
  • ในปี 2019 : การเข้ามาของ IOT จะเข้าไปมีบทบาทในธุรกิจประกันภัยมากขึ้น โดย 15% เป็นการประกันภัยยานพาหนะ และ 10% กาประกันภัยที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ทิศทางของธุรกิจ Fintech ก็ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง และเชื่อว่าในอนาคตธุรกิจนี้ก็จะยังถูกพัฒนาต่อไปอย่างแน่นอน

Alibaba หวังโตเพิ่มกว่า 45% เร่งทุ่มเงินสนับสนุนด้านกีฬา

Alibaba Group ผู้นำยักษ์ใหญ่ทาง e-commerce ของจีนได้พยายามเพิ่มยอดขายสินค้ากีฬาและสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลปี 2016 มูลค่าตลาดสินค้าเกี่ยวกับการกีฬาในจีนจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่น 6 พันล้านหยวน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ต่างกัน 10 เท่าก็จะเห็นความห่างได้ไม่ยาก และตัวประเทศจีนเองก็ไม่ได้มีอุตสาหกรรมการกีฬามากนัก

‘Alisports’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Alibaba เป็นแกนหลักสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ พวกเขาได้รับการสนับสนุนทั้งจากบริษัทโทรคมนาคมในจีน Sinacorp และ Yunfeng Capital Co. ในการสำรวจตลาดและจัดการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า รวมไปถึงข้อมูลของทีมกีฬาในท้องถิ่น โค้ช สนามซ้อม รวมไปถึงการแพร่ภาพการแข่งขันต่างๆอีกด้วย

“ข้อมูลและเทคโนโลยีเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว” Li “Rocky” Feng รองประธานฝ่ายการตลาดของ Alisport กล่าว “เราไม่จำเป็นต้องสร้างมันด้วยตัวเอง”

Alisports ระบุว่า ลูกค้าในตอนเหนือของจีนนั้นเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์มวยปล้ำและยิงธนู ขณะที่ทางภาคใต้จะเป็นชุดว่ายน้ำและไม้แบตมินตัน ส่วนยอดขายโดยรวมนั้นจะเป็นอุปกรณ์การวิ่งและโยคะ อีกทั้ง Alibaba ยังใส่ฟังก์ชั่นเพิ่มเข้าไปสำหรับผู้สนใจด้านกีฬา เช่น ถ้าหากลูกค้าซื้อไม้เทนนิสหรือบาสเกตบอลผ่านทาง Alisports ทางเว็บไซต์จะส่งคำแนะนำเกี่ยวกับโค้ชและเวลาสนามที่สามารถจองออนไลน์ได้

เพื่อกระตุ้นการมีส่วนรวมของเยาวชนและเพิ่มความสนใจจากแฟนกีฬา พวกเขาจึงสนับสนุนด้านการนำเสนอข่าวกีฬาท้องถิ่นและระดับไฮสคูล และร่วมมือกับ Youku Toudou เว็บไซต์ดูวิดีโอของประเทศจีนเพื่อทำการถ่ายทอดเมื่อมีการแข่ง โดยปัจจุบันเริ่มต้นจากทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยจีน ทั้งหมดนี้เพื่อการลงทุนในระยะยาว

ในระดับชาติ Alisports พยายามจะดันตัวเองขึ้นในฐานะผู้จัดจำหน่ายตั๋วการเข้าชมและผู้นำด้านข่าวสาร พวกเขาเป็นสปอนเซอร์รายการ World Rugby และ FIFA Club World Cup และได้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนกับสมาคมกอล์ฟอาชีพหญิง เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันประจำปีที่ประเทศจีน และร่วมกับสมาคมมวยนานาชาติเพื่อสนับสนุนการแข่งขันและการออกอากาศ

Alisport และ อีกหลายส่วนของ Alibaba กำลังทำงานเพื่อพัฒนาและปรับแต่ง Olympic Channel แพลตฟอร์มดิจิตอลสำหรับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับ IOC ไปจนถึงปี 2028

Alibaba คาดว่ารายได้จะเติบโตราว 45-49 เปอร์เซ็นต์ในช่วงมีนาคมปีหน้า “เราไม่มีตัวเลขที่สามารถระบุได้ชัดเจนสำหรับรายได้” Dong Martin Wang รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของบริษัท และกล่าวว่าง

“บริษัทกำลังวางแผนเพิ่มเติมเป็นเวลา 5 ปีหรือ 10 ปี “

– Dong Martin Wang, Alibaba –

source :

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-07-17/alibaba-tries-to-get-in-the-game

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save