แก้ปัญหาแปรงฟันแบบผิดๆ ด้วย ‘Amabrush’ ฟันสะอาดใน 10 วินาที

การทำความสะอาดฟันแบบไม่ถูกวิธีหรือการแปรงแบบลวกๆอาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหลายๆคน มันคือสิ่งไม่ควรจะมองข้ามไปเสียทีเดียว แม้เป็นเรื่องง่ายๆแต่หากรักษาฟันไม่ถูกวิธีแล้วมันอาจทำให้เกิดหินปูนเร็วกว่าปกติ หรือทำให้มีปัญหาในช่องปากระยะยาว นั่นเป็นสาเหตุที่มีการพัฒนา Amabrush ขึ้น

Amabrush ประกอบด้วยซิลิโคนต้านเชื้อแบคทีเรียที่ขึ้นรูปคล้ายฟันยาง ภายในนั้นมีขนแปรงอ่อนชนิดพิเศษเพื่อทำความสะอาดฟัน หลังจากใส่มันเข้าไปในปากและกดปุ่มเดินเครื่อง เจ้าอุปกรณ์นี้จะส่งยาสีฟันเข้าไปตาม built-in microchannel เข้าสู่ปาก และทำการแปรงฟันคุณตามแรงสั่นสะเทือนที่สามารถปรับได้ 

ภายในสิบวินาที หลังจากที่นำ Amabrush ออกและบ้วนยาสีฟันออก เพียงเท่านั้นฟันก็จะสะอาดโดยไม่ต้องออกแรงแปรง ตัวมอเตอร์ของ Amabrush มีตัวยึดติดเป็นแม่เหล็ก มันสามารถเปลี่ยนซิลิโคนได้ในทันทีเพื่อให้คนอื่นสามารถใช้งานได้

ผู้ผลิต Amabrush อธิบายว่า “พวกเขาได้จำลองวิธีแปรงฟันพื้นฐานตามคำแนะนำของทันตแพทย์โดยตรง แม้ว่าเวลาสิบวินาทีอาจดูไม่นาน แต่อย่าลืมว่านั่นคือการทำความสะอาดฟันทุกซี่ในคราวเดียว การแปรงแบบปกติอาจจะนาน แต่มันก็ไม่ได้แปรงครบทั่วทั้งปาก”

ส่วนที่เป็นซิลิโคนของแปรงสีฟันมีอายุราวๆสามถึงหกเดือน และมีค่าใช้จ่ายต่อชิ้นราวๆ 7 ดอลล่าร์สำหรับเปลี่ยน มอเตอร์นั้นสามารถชาร์จแบบ wireless ได้ ชาร์จเต็มครั้งหนึ่งจะอยู่ได้ราวๆหนึ่งเดือน

Amabrush มีราคาราว 90 ดอลลาร์และยังอยู่ในแคมเปญ kickstarter 

sources :

https://www.kickstarter.com/projects/1071673943/amabrush-worlds-first-automatic-toothbrush?ref=5a6wgb

http://newatlas.com/amabrush-toothbrush/50371/

‘ปรับอุณหภูมิในบ้านด้วยพลังงานใต้ดิน’ ธุรกิจใหม่จากบริษัทแม่ Google

นอกจากลม น้ำ และแสงอาทิตย์แล้ว จริงๆยังมีแหล่งพลังงานอีกแหล่งหนึ่งที่ผู้คนมักไม่สนใจมันมากนัก ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทรงประสิทธิภาพและสามารถนำมาใช้ได้เรื่อยๆ นั่นคือพลังงานความร้อนใต้พิภพ หลังจากการศึกษาในไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้เปิดตัว Dandelion สตาร์ทอัพที่มีเป้าหมายในการใช้แหล่งพลังงานใต้พิภพเป็นหลัก เพื่อเพิ่ม หรือลดอุณหภูมิในบ้านได้ตามต้องการ

พื้นฐานของ Dandelion system จะถูกเรียกว่า ground loops ซึ่งคือท่อพลาสติกรูปตัว U ที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไปไม่กี่ร้อยฟุตและสูบน้ำเข้าไปผ่านท่อนั้น น้ำจะส่งผลถึงอุณหภูมิภายในบ้านโดยตรงเช่นในหน้าหนาว มันจะลงไปในท่อส่วนล่างเพื่อดูดความร้อนขึ้นมาภายในบ้าน หรือในหน้าร้อน มันจะทำงานกลับกันเพื่อส่งความร้อนลงไปด้านล่าง ท่อจะเชื่อมต่อกับฮีตเตอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นในบ้าน ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิได้ตามที่พวกเขาต้องการโดยตรงผ่านเครื่องควบคุมความร้อน

Dandelion อธิบายว่าการติดตั้งระบบนั้นง่ายมาก สำหรับการติดตั้ง ground loops สิ่งที่ต้องทำคือใช้เทคนิค “clean drilling technology” ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของทางบริษัท ในการขุดเจาะรูเล็กๆในสนามหรือพื้นที่นั้นๆ ช่างเทคนิคจะติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆภายในบ้านและสามารถใช้ได้ภายในเวลาสองถึงสามวัน หลังจากนั้นก็จะมีเพียงการเปลี่ยนไส้กรองอากาศสำหรับบำรุงรักษาทุก 6-12 เดือนเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายของระบบนี้จะอยู่ที่สองหมื่นดอลลาร์ แต่ทาง Dandelion บอกว่าเจ้าของบ้านสามารถชำระแบบรายเดือนได้ หากระบบนี้มีประสิทธิภาพตามที่บริษัทกล่าวอ้าง มันก็สามารถตัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานในครัวเรือนได้ในระยะยาวทีเดียว

หลังจากการระดุมทุนได้ราว 2 ล้านดอลลาร์ Dandelion ก็ได้เปิดตัวเทคโนโลยีนี้ในนิวยอร์กแล้ว

 

source :

http://newatlas.com/dandelion-geothermal-home-heating-cooling/50410/

Zanroo ระดมทุนกว่า 250 ล้าน รุกตลาด MarTech ในระดับโลก!

Zanroo ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Shift Ventures พร้อมเดินหน้าสู่การให้บริการระดับโลก โดยได้ระดมทุน Series A จำนวน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 259 ล้านบาท) จากกองทุน สถาบันการเงิน เจ้าของธุรกิจ และนักลงทุนหลายราย บุกตลาด MarTech(Marketing Technology) ซึ่ง Zanroo ตั้งเป้าว่าจะขยายพื้นที่ให้บริการจาก 15 ประเทศ สู่ 40 ประเทศทั่วโลก

“ความโดดเด่นของ Zanroo คือบริการที่ครบวงจร ทั้งด้าน Software และConsultant ที่นอกจากจะวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำแล้ว ยังนำอินไซต์ไปต่อยอดให้ลูกค้าวางกลยุทธ์การตลาดต่อได้อีกด้วย” นายชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งZanroo กล่าว

บริษัท Zannroo (แสนรู้) ก่อตั้งเมื่อปี 2556 เป็นMarTech Startup ผู้ให้บริการด้าน ‘Insight Discovery’ วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลสังคมออนไลน์ ซึ่งแบ่งออกเป็นการให้บริการด้าน Social Listening, Social Engagement และ Consultancy Service

ล่าสุด Zanroo ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่เพื่อขยายฐานผู้ใช้ไปสู่ระดับโลก โดยนักคิดและฝีมือของคนไทย ในชื่อ ‘อรุณ’ ที่มาจากชื่อวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เทคโนโลยีที่สามารถวัดค่า ROI บนโลกโซเชียลแบบครบวงจร มีหลายภาษา และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาด้านธุรกิจ นอกจากนี้ Zanroo ได้วางกลยุทธ์การบุกเบิกตลาดต่างประเทศด้วยจุดเด่น 4 ด้าน ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • ทีมขายที่เข้มแข็งในแต่ละประเทศที่เข้าไปดำเนินการ
  • แผนการตลาดที่ตรงจุด
  • การดูแลลูกค้า และบริการหลังการขาย

“Zanroo จะสามารถสร้างรายได้ 260 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2562 จะขยายตลาดไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก มียอดรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท และตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่จะขึ้นเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ” นายชิตพล กล่าวสรุป

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 10-14 กรกฎาคม 2560

สวัสดีครับ เจอกันเหมือนกันเช่นเคยกับ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน ผู้ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดทุกช่วงการลงทุน ด้วยความรู้และข่าวสารที่ถูกต้องครับผม

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะยาวไปกว่านี้ ภาพรวมการตลาดสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงไปกว่าที่คาดการณ์ครับ…

ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อ จากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ และการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แบบนี้ท่าทีจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดมาจากรายงานประชุมของธนาคารกลางยุโรปมีการพูดถึงเรื่องการเพิ่มความเข้มงวดทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ของประธานธนาคารกลางยุโรปในอาทิตย์ก่อน ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่า และนักลงทุนกังวลต่อผลประกอบการกลุ่มบริษัทที่ทำการส่งออก นับว่าเป็นการปรับตัวลงในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันแล้วล่ะครับ

ในทางกลับกัน ฝั่งตลาดหุ้นเอเชียบ้านเราอย่าง อินเดียก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากการเปลี่ยนนโยบายการเก็บภาษีเป็นระบบ GST (Goods and Services Tax) ได้มีการเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งระบบภาษีใหม่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำธุรกิจในประเทศอินเดียให้สะดวกขึ้น ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสบางอย่างหรือไม่ ต้องติดตามต่อไปครับ

ส่วนปู่ SET หรือตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง จากแรงขายทำกำไรจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ในขณะที่ กนง มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประเด็นนี้ยังน่าสนใจอยู่เหมือนกันครับว่าจะมีโอกาสไปต่อหรือเปล่า

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลง 6.3 ล้านบาเรล ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทิศทางในสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงฉันท์ใด กลยุทธ์การลงทุนก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปฉันท์นั้น มาดูกันต่อเลยครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นไทยและเกาหลี

มาคู่กันเลยทีเดียว ช่วงนี้ผมแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นทั้งสองตลาดไปเลยครับ จากเหตุผลของแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว ซึ่งทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูง นอกจากนี้ ไทยและเกาหลี มีการค้าเกินดุลและเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอยู่ ผมคาดการณ์ว่าในไม่ช้านี้จะมีโอกาสไปต่อได้ครับ

ตลาดหุ้นจีน H-share และอินเดีย

คู่ที่แล้วแนะนำให้สะสม ส่วนคู่นี้ขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้น H-share เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตอนนี้เราควรหยุดพักดูท่าทีกันต่อไปก่อนครับ ส่วนเหตุผลที่ให้ชะลอการลงทุนในตลาดอินเดียนั้น เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานแพงและการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมากหากนักลงทุนต่างชาติเทขายจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ แม้ว่าจะดูเหมือนมีข่าวดี แต่อยากให้ดูท่าทีกันอีกสักพักก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ท่าทีในตอนนี้ ผมคิดว่าควรชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปไปก่อน เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์เศรษฐกิจที่ดีและเสถียรภาพทางการเมืองไว้มากแล้วครับ ใครที่สะสมไว้อาจจะต้องหยุดดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะครับผม เพราะว่าตอนนี้ผลประกอบการณ์บริษัทมีความเสี่ยงจากเงินยูโรแข็งค่า นอกจากนี้ธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษต่างออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินทำให้ตลาดมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ จึงไม่แนะนำให้สะสมเพิ่มในตอนนี้ครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับตลาดนี้ ผมยังแนะนำให้สะสมหุ้นสหรัฐฯต่อไปครับ โดยอาศัยมุมมองจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทให้สูงขึ้นครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

จัดต่อไปอย่าหยุดยั้งครับ กับการสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นทั้งนั้น ดังนั้น จัดต่อไปกันได้ครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมตลาดสหรัฐ และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้นคู่ไทยเกาหลี ซีรีย์บ้านพี่เมืองน้องครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ดูแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น หลังถ้อยแถลงประธานธนาคารกลางยุโรปเกี่ยวกับการลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) สร้างความกังวลให้แก่ตลาด โดยในระยะถัดไปคาดว่าอัตราดอกเบี้ยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีครับ

พันธบัตรรัฐบาลไทย

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นกว่า 3 ปี ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติ 8:0 ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

เหมือนเดิมครับ กับสถานการณ์แบบนี้ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

ผมแนะนำให้มีทองคำในพอร์ตไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้นครับ โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารกลางหลายแห่งออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินแบบนี้ อย่าลืมมีติดพอร์ตกันไว้บ้างนะครับผม

Alibaba ปล่อย ‘Tmall Genie’ ลำโพงอัจฉริยะราคาถูกสู้ ‘Echo’ จาก Amazon

ดูท่าว่าอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ประจำบ้านจะกลายเป็นศึกทางการตลาดขนาดใหญ่ไปเสียแล้ว เมื่อ Alibaba ยักษ์ใหญ่ทางการค้าของจีน ได้ออก voice assistant speaker หรือลำโพงอัจฉริยะ เข้ามาแข่งกับ “Echo” ของ amazon ด้วยราคาที่ต่ำกว่า ในชื่อ Tmall Genie

โดยจะทำงานตามคำสั่งเสียง เช่น เช็ควันในปฏิทิน บอกสภาพอากาศ เปลี่ยนเพลง รวมไปถึงการควบคุมอุปกรณ์ใน smart-home ผ่านอินเทอร์เน็ตและ AI 

จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความมุ่งมั่นจะเป็นแนวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก อัตราการแข่งขันในด้าน AI ในตลาดประเทศจีนปัจจุบันจึงสูงขึ้นมากกว่าเดิมพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวลงมาอย่างเป็นทางการของ Alibaba ในครั้งนี้จะทำให้การแข่งขันและเงินหมุนเวียนสูงขึ้นไปอีก

ปัจจุบันสามารถใช้งานได้ด้วยภาษาจีนแมนดาริน (จีนกลาง) และวางขายในประเทศจีนก่อน มันจะทำงานเมื่อผู้ใช้พูดว่า “Tmall Genie” ในภาษาจีน ลำโพงอัจฉริยะนี้จะมีสีขาวและดำ มีฟังก์ชั่นการสั่งซื้อของจาก Tmall บริษัทย่อยของ Alibaba คล้ายกับ Amazon Echo

ราคาของจะอยู่ที่ 499 หยวน หรือประมาณ 73 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าราคาขายของ Amazon Echo เกือบครึ่งเลยทีเดียว และจะวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคมนี้

กระเป๋าตังค์จาก Volterman ถูกใจคนรุ่นใหม่ : ชาร์ตไฟได้ มีไวไฟและ GPS

คุณคงเคยเคยคำกระเป๋าตังค์หายใช่ไหม แต่วันนี้เมื่อเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนที่ครอบคลุมทั้งการจ่ายเงินและยืนยันตัวตนเข้ามา ทำให้กระเป๋าเงิน หรือกระเป๋าตังค์ หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกในอดีตถูกลดความสำคัญลง แต่ Volterman กลับคิดต่างออกไป พวกเขาพยายามประยุกต์กระเป๋าเงินให้กลายเป็น smart wallet ที่สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ได้

แน่นอนว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการใช้มือถือร่วมกับ smart wallet แต่ Volterman ทำได้มากกว่านั้น มันเป็นทั้ง Powerbank (ทั้งใช้สายและwireless) wifi-hotspot ในตัว และจะส่งสัญญาณเตือนเข้าไปในโทรศัพท์ของผู้ใช้เมื่อเขาออกห่างจากกระเป๋าเงินมากๆ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเปิด GPS เพื่อตามหากระเป๋าได้ในทันที

เทคโนโลยีที่แตกต่างจากกระเป๋าแบบอื่นสุด ๆ คือ Volterman มีกล้องขนาดเล็กฝังอยู่ข้างใน ถ้าหากคุณทำกระเป๋าเงินหายหรือถูกขโมยและเปิดระบบไว้ lost mode กล้องจะแอบถ่ายทุกคนที่เปิดกระเป๋าเงินของคุณ และส่งรูปนั้น ๆ ให้กับสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับมันในทันที ทำให้คุณไม่ถึงกับต้องรีบตามหามันแต่คอยสังเกตการณ์โจรหรือผู้ที่เอาไปผ่านทางกระเป๋าได้

แม้ว่าค่าบริการด้านข้อมูลของ GPS tracking รวมถึงการส่งรูปจะรวมอยู่ในราคากระเป๋าแล้ว แต่สำหรับ wifi hotspot นั้นยังคงคิดค่าบริการแยก ทางบริษัทกล่าวว่ากระเป๋าเงินนี้จะต่อเข้ากับเน็ตเวิร์คในพื้นที่ได้ทั้งหมด 98 ประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพของเน็ตประเทศนั้นๆด้วย พวกเขายังบอกอีกว่าค่าบริการมันถูกกว่าค่าโรมมิ่งปกติ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะอยู่ราวๆ 15 เหรียญต่อ 1 GB

Volterman มี 3 ไซส์ สนนราคาเริ่มต้นที่ 98 เหรียญสหรัฐ แพงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 157 เหรียญสหรัฐ และมี add-on อย่างการชาร์จไร้สาย หรือเปลี่ยนเป็นกระเป๋าหนังแท้ ซึ่งจะเพิ่มราคาตามความต้องการผู้ใช้งาน

Smart Wallet นี้ได้ผ่านด่านแรกสำหรับการระดมทุนใน Indiegogo ไปแล้ว แต่แน่นอนว่าผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงกันเองตามปกติของ crowfunding ตามกำหนดการแล้วทางบริษัทบอกว่าจะมีกำหนดจัดส่งแรกในช่วงปลายปีนี้ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน

source :

http://newatlas.com/volterman-smart- wallet-gps- wifi/50358/

ง่ายและคุ้ม! ขายฝากอสังหาฯ ผ่านระบบออนไลน์ กับ ZAZZET

สวัสดีครับ วันนี้ผม Mr.Maibat มีช่องทางเพิ่มผลตอบแทนรูปแบบใหม่ในยุคดิจิตอลมาเล่าให้ฟัง มีชื่อว่า “การขายฝาก-รับซื้อฝากอสังหาฯ ผ่านระบบ Matching” ชื่ออาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่มีความน่าสนใจตรงที่การรับซื้อฝากเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดถึง 15% ต่อปี โดยการขายฝาก-รับซื้อฝากแบบใหม่นี้จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ภายใต้แบรนด์ ZAZZET ซึ่งเป็น Startup ในเครือของสามารถ คอร์ปอเรชั่น หลายคนคงชักสงสัยแล้วว่ากลไกทำงานอย่างไร ถูกกฎหมายหรือไม่ มีความเสี่ยงมากมั้ย และมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง ตามอ่านต่อเลยครับ

การขายฝากอสังหาฯ คืออะไร?

การขายฝากอสังหาฯ คือ สัญญาซื้อขายอสังหาฯซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายฝากนั้น สามารถไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ (ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๑) โดยมีบุคคลอย่างน้อย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้นะครับ

1. ผู้ขายฝาก

เป็นผู้ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ตนมีกรรมสิทธิ์ โดยทำสัญญาไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ไม่เกิน 10 ปี โดยผู้ขายฝากมีสิทธิ์นำเงินมาไถ่อสังหาฯนั้นคืนกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา หากพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วยังไม่นำเงินมาชำระ ผู้ขายฝากหมดสิทธิ์ไถ่คืนทันที

2. ผู้รับซื้อฝาก

เป็นผู้ต้องการซื้อฝากอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งหวังผลตอบแทนสูงและลดความเสี่ยงด้วยการรับซื้อฝาก ซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาทรัพย์จะตกไปยังผู้รับซื้อฝากทันทีที่จดทะเบียน เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าผู้ขายฝากมีสิทธิ์ไถ่คืนตามเวลาในสัญญา

3. เจ้าพนักงานที่ดิน

เป็นผู้ดำเนินการให้สัญญาขายฝากถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากต้องทำสัญญากันที่สำนักงานที่ดินในเขตพื้นที่ตามโฉนด

โดยผลประโยชน์ตอบแทน และระยะเวลาในสัญญาขายฝากขึ้นอยู่กับผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากตกลงกัน แต่ต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด โดยผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 1.25% ต่อเดือน ส่วนระยะเวลาไถ่คืนสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ซึ่งปัญหาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายจะเจอกันได้อย่างไร และที่สำคัญผลประโยชน์ตอบแทนกับระยะเวลาที่พอใจทั้งสองฝ่ายอยู่ที่เท่าไร ตรงจุดนี้เอง ZAZZET จะเป็นคนกลางเชื่อมให้เกิดธุรกรรมเร็วขึ้น ง่ายขึ้น ช่วยให้ความรู้และคำแนะนำในเรื่องการขายฝาก ช่วยดูแลให้การจ่ายค่าตอบแทนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ขายฝากจึงไม่โดนขูดรีด และช่วยบริการเรื่องการทำสัญญาที่สำนักงานที่ดินให้ด้วย

การขายฝากต่างกับจดจำนองอย่างไร?

สำหรับการขายฝาก หลังจากที่ทำสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันที แตกต่างจากการจดจำนองที่หลังจากการทำสัญญา กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จะไม่ตกเป็นของผู้รับจำนอง แต่หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ที่จำนองไว้ต้องมีการฟ้องร้องบังคับคดีให้ศาลตัดสินยึดทรัพย์ก่อนเพื่อขายทอดตลาดซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานานเป็นปี (การจำนองจึงมักได้วงเงินต่ำกว่าการขายฝาก) แต่ทั้งนี้ การขายฝากจะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าการจดจำนองครับ

บริการขายฝากออนไลน์

ยุคดิจิตอลแล้วการซื้อขายแทบทุกอย่างมีให้บริการกันทางออนไลน์ ซึ่งบริการขายฝากก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้อดีก็คือสามารถดึงผู้สนใจซื้อและขายมาเจอกันทั่วประเทศ โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายพอใจตกลงทำสัญญากันได้จึงมีสูงขึ้น ทาง ZAZZET จึงเห็นโอกาสนี้นำเสนอบริการขายฝากรูปแบบใหม่ผ่านออนไลน์โดยนอกจากจะเป็นเว็บไซต์รวบรวมทรัพย์และผู้รับซื้อฝากคุณภาพแล้ว

ZAZZET ยังมี บริการจับคู่ขายฝาก (Online Matching) ซึ่งคือบริการจับคู่ทรัพย์กับผู้รับซื้อฝากที่ใช่ ผ่านระบบการยื่นข้อเสนอด้วยราคาขายฝากและการจ่ายค่าตอบแทน โดยผู้รับซื้อฝากเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ ส่วนผู้ขายฝากเป็นผู้เลือกข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้ ZAZZET ยังมีบริการเด่นที่มีข้อดีให้ผู้ขายฝาก และนักลงทุนอุ่นใจ ดังนี้

  • รวบรวมที่ดินผู้ขายฝากและนักลงทุนที่มีคุณภาพไว้ในที่เดียว โดยทีมงานผู้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
  • บริการแนะนำบริษัทประเมินทรัพย์สินที่ได้รับการรับรองจาก กลต.
  • ผู้ขายฝากไม่ต้องกังวลเรื่องเครดิตบูโร สามารถขยายระยะเวลาไถ่ถอนได้
  • คุ้มค่าในผลตอบแทน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ผู้ขายฝากรับเงินก้อนทันทีวันโอน การจ่ายค่าตอบแทนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โปร่งใส ตรวจสอบได้
  • อำนวยความสะดวกตั้งแต่เริ่มต้นจนทำสัญญาขายฝากสำเร็จ ณ กรมที่ดิน
  • สะดวก รวดเร็ว ใช้งานเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชม.

ข้อควรระวังในการ ขายฝาก-รับซื้อฝาก

เหตุผลความต้องการเรื่องเงินของคนเราต่างกัน แต่การทำนิติกรรมสัญญาควรอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด พอครบกำหนดผู้ขายฝากก็อยากได้ที่คืน ผู้รับซื้อฝากก็อยากได้เงินต้นพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนคืน มาดูกันครับว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง

ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายฝาก

  • ระยะเวลาในสัญญาไม่ควรสั้นจนเกินไป ผู้ขายฝากจะได้มีเวลาเพียงพอหาเงินมาไถ่คืน
  • หากเกิดปัญหาผู้ขายฝากไม่สามารถนำเงินมาไถ่คืนก็ควรรีบติดต่อกับผู้รับซื้อฝาก เพื่อบอกเหตุผลความจำเป็นที่ต้องขอเลื่อนระยะเวลาออกไป
  • หลีกเลี่ยงการขายฝากที่ระบุราคาขายในสัญญาไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ขายฝากไว้ที่ราคาจริง 1,000,000 บาท แต่ผู้รับซื้อฝากให้ระบุในสัญญาที่ราคา 1,200,000 บาท และถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนอีกด้วย

ข้อควรระวังสำหรับผู้รับซื้อฝาก

  • เงินทุนที่นำมาให้กู้ยืมควรเป็นเงินเย็น เผื่อกรณีสินทรัพย์ที่ได้มาจากการขายฝากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สภาพคล่องไม่สูงนัก จึงต้องใช้เวลาหากต้องการขายออก
  • กรณีที่ผู้ขายฝากยังคงอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้น และไม่สามารถชำระผลประโยชน์ตอบแทนรายเดือนตามที่คุยกันไว้ได้ อาจต้องหาวิธีการรับมือ

จะเห็นได้ว่า การขายฝาก – รับซื้อฝาก มีรายละเอียดที่ค่อนข้างเยอะแต่จริงๆแล้วเรา

ญี่ปุ่น และ EU พร้อมลงนามข้อตกลงการค้าเสรีในวันพฤหัสนี้

Shinzo Abe นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น จะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเยอรมนีในวันพฤหัสที่ 6 ก.ค.นี้ โดยทาง EU คาดว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเมืองเรื่องสัญญาการค้าเสรีกับประเทศญี่ปุ่นได้ ก่อนที่การประชุมซัมมิต G20 ที่เมืองฮัมบูร์กจะเริ่มขึ้น

ในบางเงื่อนไขของสัญญาอาจยังต้องใช้เวลาในการหารือเพิ่ม แต่สำหรับข้อตกลงที่มีการโต้เถียงกันมาตั้งแต่ปี 2011 อย่างการปรับลดภาษีผลิตภัณฑ์ประเภทไวน์ ชีส และเนื้อสัตว์ของ EU ที่นำเข้าสู่ตลาดประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1 พันล้านยูโรต่อปี และการปรับลดราคาภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนยานพาหนะของญี่ปุ่นที่ทาง EU เรียกเก็บ ก็คาดว่าจะได้ข้อสรุปพร้อมกันในวันนี้

“มันเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับญี่ปุ่น และ EU ที่จะโบกธงสนับสนุนการค้าเสรี เพื่อตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของโลกที่เริ่มหันไปใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งวิธีที่เราจะตอบโต้ก็คือบรรลุข้อตกลงทางการค้าเสรีกับ EU ในครั้งนี้โดยเร็ว” Shinzo Abe กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดของญี่ปุ่นและ EU เมื่อนำมารวมกันจะคิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการซื้อขายสินค้าสูงถึง 140 พันล้าน USD และหากบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ได้ ก็จะสามารถเพิ่มจำนวนตัวเลขดังกล่าวขึ้นไปได้อีก

sources :

http://money.cnn.com/2017/07/04/news/economy/japan-eu-trade-deal-summit/index.html?iid=SF_River

https://www.theguardian.com/business/2017/jul/06/japan-and-eu-expected-to-sign-trade-deal-after-breakthrough-in-talks

http://www.erienewsnow.com/story/35807649/japan-and-eu-to-sign-free-trade-deal-on-eve-of-g20

“AI ยังไม่น่าประทับใจ” มุมมองที่แตกต่างของ Bill Gates

WHERE ARE WE NOW?

แม้ว่าขณะนี้โลกจะเดินทางมาสู่ยุคที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราก็จะพบกับเครื่องมือที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ พวกมันถูกพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องมือคู่ใจที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่มนุษย์ เรามี AI ที่ฉลาดจนสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นเพื่อต่อสู้กับมนุษย์ในเกมอย่าง Phillip หรือ AI Koova 2 ที่สามารถจดจำใบหน้า และเช็คอีเมลของคุณ จะเห็นว่าตอนนี้ AI ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาความเฉลียวฉลาดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ดูเหมือนระดับความสามารถนี้ จะยังไม่น่าประทับใจพอสำหรับผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Microsoft และบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่าง Bill Gates ที่แม้จะรับรู้ว่ามีความก้าวหน้าของวงการ AI เกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่เขากลับมองว่าการพัฒนาก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังไม่เกิดขึ้น

Bill Gates กล่าวไว้ใน Reddit AMA ว่า “ก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจข้อมูลได้ไม่ต่างจากมนุษย์” และยังบอกอีกว่า “ตอนนี้คอมพิวเตอร์ยังไม่รู้วิธีที่จะเป็นตัวแทนในการนำเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มันบันทึกไว้ ดังนั้นมันจึงยังไม่สามารถอ่านหนังสือ และทำข้อสอบผ่านเองได้”

WHAT WE NEED TOMORROW?

แม้ว่า Bill Gates จะระบุกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ความล้มเหลวโดยเฉพาะของเทคโนโลยี AI แต่เขาก็ได้พูดเป็นนัยว่า “เรายังต้องเดินทางอีกไกลในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้”

แม้จะมีหลากหลายบริษัทที่กำลังพยายามพัฒนาระบบ AI เพื่อแข่งขันกันไปสู่แนวหน้าของวงการเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น ผลงานของ Alphabet ไม่ว่าจะเป็น DeepMind หรือ GoogleBrain, โปรเจ็คต่าง ๆ ของ Microsoft, FAIR (Facebook Artificial Intelligence Research), AI Watson จาก IMB และผลงาน AI ตัวอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

แต่เทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้ระบบของ AI สามารถเป็นตัวแทนในการนำเสนอความรู้เองได้ เขาบอกว่า ความสามารถในการ Represent Knowledge ของ AI จะทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน หมายความว่า AI จะทำงานโดยใช้หลักของเหตุและผล มากกว่าเพียงแค่ตอบสนองชุดคำสั่งที่ถูกออกแบบมาภายใน มันจะสามารถประมวลผลการทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ต่างจากที่มนุษย์ทำ และนี่คือทักษะความสามารถที่ควรจะเป็นของระบบ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่ Bill Gates เชื่อว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถก้าวไปถึง

source :

https://futurism.com/bill-gates-this-will-be-the-biggest-technological-breakthrough-of-our-lifetime/

“เก็บเงินแต่งงาน” ผู้ชายเก็บคนเดียว หรือผู้หญิงช่วยหารสอง?

หนังหรือละครแต่ละเรื่องที่เราดูกันอยู่ทุกวันนี้มาจากส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์ ที่เก็บเรื่องราวความเชื่อและคำสอนในรูปแบบของความบันเทิง ทำให้เราได้รับความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมกัน เชื่อว่าหลายๆคนยังจำกันได้ ละครดังในตำนานของพระนางคู่ขวัญ “พี่หนุ่มกับกบ” ในอดีตอย่างเรื่องสายโลหิต นั้นทำให้เรารับรู้ความเชื่อของคนในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี เช่น

  • ผู้ชายออกไปทำงาน (มีรายได้ ) ส่วนผู้หญิงทำงานบ้านอยู่ดูแลบ้าน (ไม่มีรายได้)
  • ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า (ผู้นำ) ส่วนผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง (ผู้ตาม)
  • ผู้ชายมีกำลังที่เข้มแข็งกว่า จะต้องเป็นฝ่ายดูแลผู้หญิง

เวลาผ่านไปก็ทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยกันหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว จากที่เคยเป็นช้างเท้าหลังก็กลายมาเป็นควาญช้างที่ช่วยควบคุมไม่ให้ช้างออกนอกลู่นอกทาง บางองค์กรยอมรับความสามารถของผู้หญิงจนทำให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่ยังมีเรื่องของเงินที่ยังไม่ค่อยเปลี่ยน จากความเชื่อที่ว่า “ผู้ชายต้องจ่ายทุกอย่าง”

“เก็บเงินแต่งงาน” ผู้ชายเก็บคนเดียว หรือผู้หญิงช่วยหารสอง?

ถ้าไปตั้งเป็นกระทู้ที่ Pantip รับรองว่าจะได้ความคิดเห็นแตกหน่อต่อยอดไปหลายแง่มุมมากๆ มันไม่มีถูกหรือผิดเพราะแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันออกไป แม้ว่าการแต่งงานมันเป็นเรื่องของคนสองคนก็จริง แต่มันเกี่ยวข้องกับคนทั้งครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย แนวคิดในบทความนี้เป็นมุมมองของแอดมินเพจอภินิหารเงินออมเพียงอย่างเดียว ผู้อ่านควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับคู่ของตัวเองนะจ๊ะ

ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าการเก็บเงินแต่งงาน ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายควรช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ที่คิดแบบนี้เพราะแต่ละคนก็มีภาระรายจ่ายของตนเอง ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงดูพ่อแม่ ฯลฯ ถ้าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ่ายเองทั้งหมดมันจะกลายเป็นภาระหนักเกินไป” บทความนี้จะทำให้เรารู้ว่ามีค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานอะไรบ้าง ควรวางแผนการเก็บเงินอย่างไร จะได้ไม่สร้างหนี้จากการเริ่มต้นชีวิตคู่นะจ๊ะ

แต่งงานทั้งทีมันต้องเตรียมอะไรบ้าง?

หลังจากที่เคาะค่าสินสอดและพิธีแต่งงานได้แล้วว่าจะจัดแบบไหน เช่น แต่งงานแบบไทย แบบจีน แบบอิสลาม แบบคริสต์ หรือหลายอย่างผสมกัน ต่อไปก็จะต้องมาเรียบเรียงงานทั้งหมดว่าจะต้องทำอะไรบ้างก่อนหลัง เพื่อจะได้ตกหล่นน้อยที่สุด ภาพข้างล่างนี้จะเป็นภาพรวมของงานว่าควรมีอะไรบ้าง ตั้งแต่เริ่มต้นเตรียมงานไปจนถึงก่อนวันแต่งงาน (ส่วนงานของเราจะมีหรือไม่มีตามนี้ก็ได้)

“เก็บเงินแต่งงาน” ผู้ชายเก็บคนเดียว หรือผู้หญิงช่วยหารสอง?

ที่มา : http://wedding-campus.com/wp/index.php/2015/09/26/wedding-checklist/

รายละเอียดยิบย่อยของแต่ละข้อก็มีอีกเยอะม๊าก คลิกอ่านได้ที่ลิงค์ใต้ภาพนะจ๊ะ เราจะเห็นว่าแต่ละอย่างล้วนใช้เงินทั้งนั้น จากที่เคยสอบถามคนรอบตัวที่แต่งงานแล้ว ใช้เงินจัดงานประมาณ 300,000 – 1,000,000 บาท ถ้าครอบครัวฝ่ายชายมีกำลังทรัพย์เพียงพอก็สามารถรับผิดชอบจ่ายทั้งหมดได้

แต่ถ้าเป็นคนทำงานใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ถ้าให้ฝ่ายชายเหมาจ่ายคนเดียวอาจจะเป็นภาระหนักมากเกินไป เพราะแบบนี้เราจึงคิดว่าฝ่ายหญิงและชายควรช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แล้วแบ่งว่าใครจะจ่ายส่วนไหนบ้าง เปิดอกคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก มันจะได้ไปผิดใจกันทีหลังนะจ๊ะ

ตั้งงบการจัดงาน

“จำนวนเงินที่จัดงานแต่งงาน มันไม่ได้บอกถึงขนาดของความรักและชีวิตคู่ที่ยั่งยืน”

เราอาจจะเคยได้ยินข่าวของคนในสังคมที่ไม่จัดงานแต่งก็ยังรักกันยืนนานหลายสิบปี ในขณะที่บางคู่ใช้เงินจัดงานมหาศาลก็ยังเลิกลากันได้ ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับความรัก ความเข้าใจของคนสองคน ส่วนเรื่องเงินมันเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น

ถ้าเรามีงบจัดงานแบบจำกัดควรตั้งเป้าหมายแล้วว่าจะ “แต่งงานเมื่อไหร่และใช้เงินจัดงานแต่งเท่าไหร่” เราจะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวอะไรบ้าง รวมถึงวางแผนว่าจะต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งวิธีหาข้อมูลอย่างง่าย เช่น

  • จากคนที่เคยแต่งไปแล้ว
  • โหลดโปรแกรมคำนวณค่าใช้จ่ายงานแต่งงาน
  • อ่านรีวิวการจัดงานแต่งงานน่ารักๆแบบประหยัดในอินเตอร์เน็ต
  • ไปงานเวดดิ้งแฟร์เพราะรวมทุกๆเรื่องการแต่งงานเพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย

จากนั้นเราก็นำข้อมูลจากหลายๆรูปแบบที่เราชอบมาประกอบกันให้เป็นงานของตัวเอง สิ่งสำคัญ คือ ควบคุมให้อยู่ในงบที่ตัวเองตั้งไว้ด้วยนะจ๊ะ

ตัวอย่าง : การจัดทำงบประมาณงานแต่ง

“เก็บเงินแต่งงาน” ผู้ชายเก็บคนเดียว หรือผู้หญิงช่วยหารสอง?

อ่านข้อมูลการทำงบได้ที่ : http://wedding-campus.com/wp/index.php/2015/07/05/budget2/

สมมติว่าเราได้ตัวเลขงบจัดงานแต่งแล้วก็ต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน ตัวอย่าง เงินแต่งงานทั้งหมด 300,000 บาท ใช้เวลาเก็บเงิน 4 ปี ถ้าแบ่งกันเก็บกับแฟนคนละ 150,000 บาท ทั้งหมด 48 เดือนๆละ 3,125 บาท (150,000/48)

เก็บเงินแต่งงานอย่างไร?

เรารู้แล้วว่าจะต้องแบ่งเก็บเงินกับแฟนเดือนละ 3,125 บาท รวมเวลา 4 ปี อาจจะปัดให้เป็นตัวเลขกลมๆจะได้จำง่ายๆ รวมถึงเผื่อเงินไว้ฉุกเฉินด้วยกลายเป็นเก็บเงินเดือนละ 3,500 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ควรเก็บไว้ในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ แม้ว่าได้ผลตอบแทนน้อย แต่เงินต้นอยู่ครบ เราจะเก็บเงินที่ไหนบ้างดูได้ที่ 3 ตัวอย่างนี้เลยจ้า

1. ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

ปัจจุบันหลายธนาคารบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงประมาณ 1.7% ต่อปี เราก็เลือกฝากไว้ 1 แห่ง ควรเปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์จะได้ฝากถอนได้สะดวก จากเป้าหมายเก็บเงินเดือนละ 3,500 บาท ระยะเวลา 4 ปี ดังนั้น หลังวันเงินเดือนออก เราก็ฝากเงินเข้าบัญชีนี้เดือนละ 3,500 บาท แล้วทยอยถอนออกมาเป็นค่าใช้จ่ายงานแต่งงานต่างๆ แต่บัญชีนี้ถอนออกง่าย เราก็ต้องระมัดระวังใจตัวเองให้มากๆ

2. ฝากประจำ ปลอดภาษี

วิธีนี้จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าและทำให้เราเก็บเงินอยู่ได้มากกว่าวิธีแรกเพราะไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้ เช่น ฝากประจำ 3 ปีก็ต้องครบ 3 ปี ถึงจะได้รับเงินก้อนออกมาใช้จ่ายได้ เราควรคำนวณเวลาว่าจะต้องจ่ายเงินเกี่ยวกับงานแต่งงานช่วงไหนบ้าง เช่น ค่ามัดจำสถานที่ ชุดแต่งงาน ฯลฯ เราอาจจะเลือกฝากประจำแค่ 3 ปี ส่วนปีที่ 4 ฝากเป็นออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงก็ได้

3. โปรแกรมออมทอง

ทองคำก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ใช้ในพิธีแต่งงาน เราเก็บเงินก้อนซื้อทองครั้งเดียวก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าราคาทองจะปรับตัวฉวัดเฉวียนขึ้นลงอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่าจะซื้อตอนไหนดี พอเรารู้ว่าตัวเองมีเวลาเก็บเงินแต่งงานอีก 4 ปี มันก็นานพอที่จะวางแผนเก็บเงินได้ ซึ่งทางเลือกสะสมทองที่ทำให้เราได้รับทองในราคากลางๆ คือ การใช้โปรแกรมออมทอง พอครบกำหนด เราก็สั่งให้บริษัทเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งเพื่อใช้เป็นสินสอดในงานแต่งงานได้ วิธีการออมทองเป็นอย่างไรนั้น อ่านได้ที่บทความ “1,000 บาทเริ่มต้นออมทอง” คลิกที่นี่

จาก 3 วิธีข้างบนอาจจะใช้ผสมกันก็ได้แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน เรากับแฟนจะแยกเก็บคนละบัญชี หรือเปิดบัญชีร่วมก็ได้ ในขณะที่บางคนบอกว่าอยากเก็บเงินแต่งงานแล้วได้ผลตอบแทนสูงๆ ไปด้วยก็เลยไปซื้อกองทุนรวมหุ้น แม้ว่าได้ผลตอบแทนดีก็จริง แต่ถ้าวันแต่งงานที่จะต้องใช้เงิน แล้วบังเอิญหุ้นตก มันก็ทำให้เงินแต่งงานของเราหายไปด้วย ถูกบ่นหูชาเลยนะจ๊ะ ฮือออออ

ข้อระมัดระวังของการเงินที่ใช้จัดแต่งงาน

อย่ากู้เงินมาแต่งงาน!!

กระทู้นี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆว่าผลของการกู้เงินมาแต่งงานจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง กระทู้ชื่อว่า “หนี้จากการแต่งงาน: บทเรียนราคาหลายแสน ความเจ็บปวดของลูกหลาน ที่พ่อกับแม่ควรรับรู้” (ลิงค์ของกระทู้อยู่ท้ายบทความ) สรุปสั้นๆจากเรื่อนี้ คือ

  • ฝ่ายหญิงต้องการแต่งงานแบบประหยัด แต่ฝ่ายชายต้องการจัดงานใหญ่โตจึงกู้เงินมาแต่งงาน
  • แม่คืนเงินค่าสินสอดมาให้บ่าวสาวไปตั้งตัว แต่ก็ต้องจ่ายค่าจัดงานเลี้ยงเกือบ 2 แสนบาท (ทำให้เงินที่จะนำไปตั้งตัวน้อยลง)
  • ฝ่ายชายที่กู้เงินมาแต่งงานรับผิดชอบเคลียร์หนี้เอง ผ่อนอีก 10 ปี

แต่งงานครั้งเดียว แต่เป็นหนี้ไปอีกหลายปี เราคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข้อเตือนใจได้ว่า ถ้าเริ่มชีวิตคู่ด้วยหนี้สิน มักจะเกิดปัญหาตามมามากมาย ทางที่ดีควรเริ่มด้วยเงินที่เรามี จัดงานพอดีกับตัวเองจะดีกว่านะจ๊ะ

สรุปว่า…

การเก็บเงินจัดงานแต่งงานนั้นใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนไหนก็จะต้องคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก ทั้งแฟนของเราและญาติๆ เริ่มจากตั้งงบมาก่อนว่าจะใช้เงินจัดงานประมาณเท่าไหร่ มีเวลาเก็บเงินอีกกี่ปี จะได้รู้ว่าควรใช้จ่ายอะไรได้บ้างและวางแผนเก็บเงินรายเดือน ในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้เงินต้นปลอดภัย สุดท้ายไม่สร้างหนี้จากงานแต่งงาน อ่านถึงตรงนี้แล้วถ้ามีความคิดเห็นอื่นๆ เพิ่มเติมก็แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันได้ที่ FB อภินิหารเงินออมนะจ๊ะ


ถ้าตอนนี้ถ้าจะต้องเก็บเงินแต่งงาน

คิดว่าใคร? ควรเป็นคนออกค่าใช้จ่ายจ๊ะ

ปล. การลงทุนเกี่ยวกับคู่ครองนั้นมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยความต้องการของเราสองคน ไม่เชื่อคำแนะนำของคนรอบข้างมากเกินไป มิฉะนั้นชีวิตคู่อาจจะล่มสลายได้จากพิษลมปากของคนอื่นนะจ๊ะ

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล

  • ขอบคุณข้อมูลการจัดงานแต่งงานและงบประมาณของคุณ Nat Wedding Campus จาก FB www.facebook.com/weddingcampus ที่อนุญาติให้นำภาพนี้มีเผยแพร่ได้
  • กระทู้หนี้จากการแต่งงาน: บทเรียนราคาหลายแสน ความเจ็บปวดของลูกหลาน ที่พ่อกับแม่ควรรับรู้” https://pantip.com/topic/34253142

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save