กลยุทธ์จัดพอร์ตเงินต้นให้ปลอดภัยกับ Defensive & Conservative Model

หลังจากที่ได้ไฟล์ พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง ไปลองใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรพอร์ตลงทุนกันแล้ว (ใครยังไม่ดาวน์โหลดไฟล์ คลิกที่นี่!!) คิดว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยกันบ้าง สำหรับแนวทางในการจัดสรรสินทรัพย์ต่างๆ ลงไปในโมเดลแต่ละชนิด ซึ่งโมเดลแต่ละรูปแบบก็ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ในครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไปเราจะมาชำแหละโมเดลการจัดสรรสินทรัพย์ หรือชำแหละพอร์ตฯ ให้เพื่อนๆ ได้รู้กันครับว่า แต่ละโมเดลถูกออกแบบมาเพื่ออะไร? เหมาะสำหรับนักลงทุนแบบไหน หรือ เป้าหมายการลงทุนแบบไหน?

เริ่มกันด้วยพอร์ตลงทุน 2 แบบแรก ที่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่แสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือบางคนอาจจะมีหงุดหงิดใจกับโมเดลการจัดพอร์ตฯสองแบบนี้…แต่ก็ต้องลองดูกันครับว่า ทำไมนักลงทุนบางคนต้องไม่ชอบมัน แล้วมีใครจะชอบพอร์ตฯสองแบบแรกของเราบ้างมั๊ยเนี่ยยยย? ไปหาคำตอบพร้อมกันเลย!!

DEFENSIVE MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

Defensive model ถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการ “รักษาเงินต้น” เป็นหลัก ซึ่งเป็นโมเดลที่มีความผันผวนน้อยที่สุด และมีความมั่นคงในผลตอบแทนมากที่สุด…แต่ผลตอบแทนก็ต่ำที่สุดเหมือนกัน เหมือนที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรก ถ้าใครกำลังมองหาวิธีจัดพอร์ตฯให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ คงต้องบอกผ่านพอร์ตฯแรกนี้ไปได้เลย

มันเป็นโมเดลที่เหมาะสำหรับการรักษาเงินต้น ไม่ต้องการให้เงินต้นขาดทุน เพราะในภายภาคหน้ามีเป้าหมายในการใช้เงินก้อนนี้ในระยะเวลาอันสั้น หรือ ต้องการใช้เงินไปกับเป้าหมายการเงินที่มีความสำคัญมากๆ

นักลงทุนไม่ได้หวังผลตอบแทนที่มากมายจากการจัดสรรสินทรัพย์ประเภทนี้ แต่ก็ยังดีกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร ให้เงินเฟ้อกัดกินเล่นๆ ดังนั้นพอร์ตการลงทุนแบบตั้งรับสุดๆ จึงถือกำเนิดขึ้นมา

การจัดสรรสินทรัพย์ของ Asset Model

สัดส่วนใหญ่ของพอร์ต ผมเลือกใช้สินทรัพย์ความเสี่ยงไม่เกินระดับ 4 ใน RISK SPECTRUM นำมาทำ Strategic Asset Allocation (SAA) เป็นนโยบายการลงทุนหลักของโมเดลนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย

          – เงินฝากออมทรัพย์ / กองทุนรวมตลาดเงิน สัดส่วน  20%
          – พันธบัตรรัฐบาล / กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล สัดส่วน 50%
          – หุ้นกู้ภาคเอกชน / กองทุนรวมตราสารหนี้ สัดส่วน 15%
          – กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 15%

ผมใส่การลงทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7 ซึ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มาให้ เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เพราะต้องการเงินปันผลและรับเพิ่มกรอบความผันผวนของผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง แต่สัดส่วนหลักของพอร์ตจะอยู่ที่ พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มั่นคง โอกาสขาดทุนมีน้อย น้ำหนักของเงินลงทุนทั้งหมดจะอยู่ในสินทรัพย์ที่มีระดับความเสี่ยงไม่เกินระดับ 4 อยู่ถึง 85% และไม่มีการลงทุนในหุ้นสามัญหรือสินค้าโภคภัณฑ์มาเกี่ยวข้องเลย

อย่าลืมสิ!!..นี่มันพอร์ตที่เป้าหมายคือการรักษาเงินต้นนะ ผมไม่เลือกหุ้นมาก็เพราะมันมีความผันผวนค่อนข้างสูง นักลงทุนมีโอกาสขาดทุนได้เยอะ เมื่อเทียบกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนจะได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ แต่ความผันผวนของมันเมื่อเทียบกับหุ้นแล้วมีน้อยกว่า (แต่ไม่ได้บอกว่ากองทุนรวมอสังหาฯไม่เสี่ยงนะครับ!!)

เป้าหมายและผลตอบแทนของ Asset Model

เมื่อคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังของโมเดลนี้ออกมา Base Case ที่น่าจะได้ก็คือ 3.78% ต่อปีโดยเฉลี่ย ส่วนกรอบความผันผวนจะอยู่ระหว่าง 1.97% ถึง 5.59% ต่อปี ซึ่งโอกาสขาดทุนมีน้อยมาก

เมื่อมองที่ผลตอบแทน จะเห็นว่าการใช้โมเดล DEFENSIVE จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว (ถ้าคิดว่าเสี่ยงมากไป ก็ลองปรับลดสัดส่วนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เองได้ครับ)

ถ้านำเงิน 1 ล้านบาท ไปลงทุนด้วยโมเดลนี้ ในเดือนมีนาคม 2007 จนถึงเดือน มีนาคม 2017 (ระยะเวลา 10 ปี) เงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 1,423,401 บาท หรือได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.23% ต่อปี อยู่ในกรอบที่วาง และมากกว่า Base Case ที่คาดไว้

คนที่มีเป้าหมายการเงินที่สำคัญ และเป้าหมายนั้นไม่ควรเสี่ยง อย่างเช่น เก็บเงินเพื่อแต่งงานใน 2-3 ปีข้างหน้า เก็บเงินส่งลูกเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้า เป็นต้น จะเห็นว่าโมเดลนี้เหมาะกับเป้าหมายที่มีความสำคัญ หรือเป้าหมายที่ต้องการจะใช้เงินในระยะสั้น เพราะเงินที่นำไปลงทุนไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ และต้องการสภาพคล่องสูง

ผมขอย้ำอีกทีว่า “โมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อรักษาเงินต้น” แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป!!! ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะกับเป้าหมายของเพื่อนๆ ก็เอาไปปรับใช้ได้เลยครับ

CONSERVATIVE MODEL

แนวความคิดของ Asset Model

CONSERVATIVE เป็นการจัดสรรสินทรัพย์แบบ “ระมัดระวัง” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อนุรักษ์นิยมเท่า DEFENSIVE พอร์ตฯนี้ถูกออกแบบมา สำหรับคนที่อยากลงทุนแบบรักษาเงินต้น แต่ก็พร้อมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นได้ เพราะต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม

ในไฟล์ผมเขียนว่า “ให้โอกาสคนที่อยากเสี่ยง ได้ลองแหย่ขาลงไปในหุ้นดู จะได้รู้ว่ารับความเสี่ยงจากหุ้นได้หรือไม่” เพราะโมเดลการจัดพอร์ตฯนี้ จะให้นักลงทุนนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้น และกองทุนหุ้นนั้นควรเป็นแบบ Passive Fund ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหลักทรัพย์มากที่สุด

คนที่จะเลือกพอร์ตนี้ อาจจะยังมีความกังวลว่าจะขาดทุน อยากรักษาเงินต้นไว้ให้ได้ แต่ก็อยากได้ผลตอบแทนที่ดี หากลองเริ่มต้นด้วยโมเดลนี้ ก็จะได้รู้จักถึงความเสี่ยงทั้งในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุน

รวมเคล็ดลับทำง่าย ให้กลายเป็นเจ้าของ “ทองคำ”

แฟนเพจหลายคน Inbox มาปรึกษาแอดมินเพจอภินิหารเงินออมว่าเขาควรทำยังไงดี ตอนนี้เก็บเงินไม่อยู่ เห็นเงินไม่ได้ เพราะมีเงินเท่าไหร่ก็ใช้หมด  ในขณะที่บางคนออมเงินไปสักพักก็หมดไฟ ขี้เกียจออมไปซะงั้น เพราะรู้สึกว่าเศษเงินเล็กน้อยออมเงินไปก็ไม่ได้อะไร แล้วก็มาตบะแตก ไปกับโปรโมชั่นลดราคาที่ทำให้ใจหวั่นไหวจ่ายเกลี้ยงกระเป๋าทุกที ไม่ต้องไปพึ่งหมอดูก็รู้เลยว่าชะตาชีวิตหลังเกษียณต้องอยู่ลำบาก เพราะจะต้องรอคอยและพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ฮึ ฮึ ชีวิตที่ดูแลตัวเองไม่ได้ มันโหดร้ายมากเลยนะจ๊ะ

 

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

เอางี้ ถ้าเราเป็นโรคแพ้เงิน เห็นทีไรใช้หมดทุกทีหรือหมดไฟ หมดกำลังใจในการออมเงิน ลองเปลี่ยนมาเก็บเป็นสิ่งของกันดูมั๊ย มันจะได้รู้สึกว่ามีอะไรที่จับต้องได้บ้างอย่างการเก็บสะสม “ทองคำ” จากประสบการณ์ซื้อทองของ 2 แฟนเพจที่จะทำให้เรารู้ว่าเศษเงินหลักสิบก็ซื้อทองคำได้ รู้จักการทยอยซื้อทองคำรายเดือนด้วยเงินหลัก 1,000 บาท พร้อมแนวคิดและข้อควรระวังในการซื้อทองคำ จะมีอะไรบ้างอ่านต่อกันได้เลยจ้า

 

 

ทำไม “ทองคำ” ถึงได้รับความนิยม

 

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันชีวิตของเราผูกพันธ์กับทองคำมาเกือบ 6,000 ปี (ประวัติทองคำอย่างละเอียดยิบได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ) ถ้าจะให้สรุปสั้นๆที่เราคุ้นเคยกัน คือ …

 

  • เครื่องประดับใส่เพื่อความสวยงาม เช่น แหวนทอง สร้อยทอง กำไรทอง ใส่เพื่อความสวยงาม แต่ตอนนี้โจรเยอะก็ไม่ค่อยมีใครกล้าใส่ เก็บไว้ในตู้เซฟจะปลอดภัยกว่า
  • ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ให้ของขวัญ สินสอดในงานแต่งงาน มรดกให้ลูกหลาน
  • ช่วยเหลือเราในช่วงต้องการเงินเร่งด่วน เช่น ช่วงเปิดเทอมผู้ปกครองช็อตเงินกะทันหันมักจะนำทองคำไปจำนำ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียนของลูกหลาน
  • ทองคำเป็นทางเลือกในการลงทุน ใช้ในการกระจายความเสี่ยง เราจะได้รับกำไรจากการซื้อขายเท่านั้น เพราะทองคำไม่มีเงินปันผล มีการลงทุน 2 รูปแบบ
    • การสะสมทองคำจริงๆ เช่น เหรียญทอง, ทองคำแท่ง , ออมทอง
    • ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น กองทุนรวมทองคำ, ETF ทองคำ ,gold futures

 

 

ทองคำมีความเสี่ยงมั๊ย

 

แหล่งเก็บเงินที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ในอดีต เช่น ฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ซื้อสร้อยทอง ทองคำแท่ง แต่ปัจจุบันมีวิธีการลงทุนให้เราเลือกเยอะม๊าก มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป (ตามภาพข้างล่างนี้) ซึ่งในอนาคตจะยิ่งซับซ้อนและพ่วงกันไปมามากขึ้น เช่น ถ้าต้องการฝากประจำได้รับดอกสูงจะต้องสมัครประกันชีวิตด้วย

 

เราจะเห็นว่าทองคำ (สี่เหลี่ยมสีแดง) เป็นการลงทุนทางเลือก ที่มีความเสี่ยงจากราคาที่ขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ซึ่งหลักการเก็บเงินที่ดีควรกระจายเงินไปเก็บไว้หลายๆแห่ง เพราะเวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้มีเงินส่วนอื่นมาใช้จ่ายได้ เช่น สมมติว่าเราเก็บเงินทั้งชีวิตไว้ที่สหกรณ์คลองจั่นที่เดียว ถ้าตอนนี้จำเป็นจะต้องใช้เงินก็ถอนออกมาใช้ไม่ได้ เพราะสหกรณ์มีปัญหา แต่ถ้าเรากระจายเงินไว้ที่ต่างๆ เช่น สหกรณ์ ฝากประจำ กองทุนรวม ทองคำ หุ้น ฯลฯ ถ้าสหกรณ์ล้มเราก็ยังมีเงินจากส่วนอื่นๆมาใช้จ่ายระหว่างรอคดีสิ้นสุดได้

 

รวมเคล็ดลับทำง่าย ให้กลายเป็นเจ้าของ “ทองคำ”

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ คลิกที่นี่ 

 

ตอนนี้เรารู้จักทองคำกันคร่าวๆแล้ว ต่อไปมาดูผลงานของแฟนเพจที่ Inbox ทั้ง 2 ภาพนี้มาให้ เรารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่เห็นว่าความพยายามที่ทำไปทั้งหมดมันได้ผล เราทำให้แฟนเพจออมเงินได้จริงๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เราขอนุญาตแฟนเพจเรียบร้อยแล้ว แต่ขอปิดบังชื่อ Facebook ของแฟนเพจไว้เพื่อความปลอดภัย เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะ ต้องระวังให้มากๆ

 

 

2 ไอเดียเก็บเงินซื้อทองคำ

 

ไอเดียที่ 1 เก็บเงินซื้อครั้งเดียว

 

เรื่องมีอยู่ว่า…

ตั้งแต่กันยายน 59 แฟจเพจคนนี้ออมเงินตามไอเดียที่เราแนะนำไปในเพจอภินิหารเงินออม เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บเงินจากค่ากาแฟ รวมถึงหยอดกระปุกออมสินจากเลขท้าย 2 ตัว มาถึงเดือน พ.ค.  2560 เวลาประมาณ 8 เดือนก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งไปเก็บไว้ในที่ที่เขาเข้าใจมันมากที่สุด คือ การซื้อสร้อยทอง ผลงานตามภาพนี้เลยจ้า

 

รวมเคล็ดลับทำง่าย ให้กลายเป็นเจ้าของ “ทองคำ”ที่มา : ภาพที่โพสต์จากเพจพภินิหารเงินออม คลิกที่นี่

 

หลังจากดูภาพนี้แล้วคิดว่าน่าจะทำให้หลายๆคนมีแรงฮึดในการออมเงินมากขึ้น รู้ว่าจากเงินเศษเล็กเศษน้อยที่หยอดกระปุกออมสิน เมื่อรวมกันก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ กลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางจิตใจและใช้ประโยชน์ในช่วงที่ขัดสนได้ในเวลาเดียวกัน สำหรับไอเดียออมเงินของเพจอภินิหารเงินออมยังมีอีกเยอะมาก คลิกดูได้ที่ 2 ลิงค์นี้นะจ๊ะ

 

 

แนวคิดการเลือกซื้อทองคำ

 

ราคาทองคำแท่งและทองรูปพรรณ (เช่น สร้อย แหวน กำไร ต่างหู) นั้นแตกต่างกัน เช่น

 

รวมเคล็ดลับทำง่าย ให้กลายเป็นเจ้าของ “ทองคำ”

ที่มา : http://ทองคําราคา.com/

 

ทองคำรูปพรรณ

 

  • เหมาะกับการใส่เป็นเครื่องประดับ ไม่เหมาะกับการซื้อลงทุนเพราะส่วนต่างราคารับซื้อและขายออกแพงถึงบาทละ 1,000 บาท
  • ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เงินสด ก็ขายทองออกมาได้ เราซื้อทองจากร้านไหนก็ควรกลับไปขายที่ร้านเดิม จะได้ราคาดีกว่าไปขายร้านอื่น  
  • มีค่ากำเหน็จ คือ ค่าแรงช่าง ความยากง่ายของลวดลายทอง ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่างๆ แต่ละร้านจะคิดค่ากำเหน็จไม่เท่ากัน ปัจจุบันน้ำหนักทอง 1 บาทคิดค่ากำเหน็จอยู่ที่ 600 – 800 บาท ตัวอย่าง เราซื้อทองรูปพรรณ 1 บาท ราคา 20,950 บาท ค่ากำเหน็จ 800 บาท เราจะต้องจ่ายเงินทั้งหมด 21,750 บาท

 

ทองคำแท่ง

 

  • เหมาะกับการกระจายการลงทุน
  • มีให้เลือกหลายขนาด เช่น 1- 2 สลึง , 5-10 บาท , 1 กิโลกรัม
  • มีค่าบล็อกอยู่ที่ประมาณ 100 – 300 บาท ถ้ามีลวดลายข้างบนด้วยก็จ&#xE3

6 ขั้นตอน การสร้าง Passive Income ด้วย Passive Fund

6 ขั้นตอน การสร้าง Passive Income ด้วย Passive Fund

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปฟัง ธุรกิจขายตรง ยี่ห้อหนึ่ง ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า แทบจะทุกท่านที่ไปนั่งฟังธุรกิจนี้อยากได้ Passive Income ก็เพื่อที่จะได้ทำในสิ่งที่ชอบ และมีเวลาให้กับครอบครับ หรือ คนรัก

แต่หลายท่านคงยังไม่รู้จัก Passive Income แน่ ๆ งั้นเรามาดูความหมายของ Passive Income กันก่อนครับ เจ้า Passive Income นี่ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ต้องทำงาน ก็ยังสามารถมีรายได้พอกิน พอใช้ ไม่ต้องกังวลกับการหาเงินมานั่นเองครับ

แต่กว่าจะมาเป็น Passive Income ได้นี่ ผมบอกเลยว่า ต้องลงมือทำงานอย่างหนักเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน จะขายตรง หรือ ประกัน จนถึงธุรกิจส่วนตัวครับ แต่การทำงานหนักแล้วได้ Passive Income นี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียวครับ เพราะว่าเราจะมีเวลาที่จะได้ทำอะไรก็ได้ อย่างที่เราชอบโดยที่ไม่ต้องกังวลกับงานประจำ หรือ ปวดหัวกับธุรกิจที่เราต้องเป็นผู้ดูแลตลอดเวลาครับ

สำหรับหลายท่านคงจะคิดว่า ไม่อยากทำธุรกิจขายตรง ประกัน ฯลฯ แล้วจะมีวิธีไหนไหมที่พนักงานเงินเดือนธรรมดา ๆ จะทำให้เกิด Passive Income นั้นจะเป็นไปได้ไหม ผมบอกเลยว่า เป็นไปได้ครับ แต่อาจจะต้องใช้เวลานานซักหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าการทำธุรกิจขายตรง ประกัน และ ธุรกิจส่วนตัว นั่นเองครับ เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้การเก็บออมและลงทุนแทนนั่นเองครับ

 

งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ

1. แบ่งเงินลงทุนจากการเก็บออม

โดยแบ่งเงินมาเดือนละเท่า ๆ กัน ตามอัธยาศัย จะเดือนละ 1000 บาท 2000 บาท หรือ 3000 บาทก็ได้ครับไม่ว่ากัน แต่ก่อนจะลงทุน ถ้าเป็นไปได้ให้มีเงินฉุกเฉินไว้ด้วยประมาณ 3-6 เดือน ของเงินเดือนปัจจุบันครับ

2. นำเงินที่จะลงทุนมาลงทุนกับ กองทุนหุ้นดัชนนี(Passive fund) แบบไม่มีปันผล

ที่ผมแนะนำให้ลงทุนกับกองทุนดัชนีก็เพราะว่า มีหลายงานวิจัยได้บอกว่าการลงทุนในระยะยาวนั้น ไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ พูดง่าย ๆ แบบชาวบ้านว่าหมายถึง ระยะยาวนั้นไม่มีใครสามารถทำกำไรได้มากกว่า หรือเหนือกว่าผลตอบแทนโดยรวมของตลาดตลอดเวลานั่นเองครับ

ดังนั้นกองทุนดัชนีจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจในระยะยาวครับ 

*กองทุนรวมดัชนี เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นหลายตัว เพื่อเลียนแบบดัชนีอ้างอิง (Benchmark) และดัชนีอ้างอิงที่มักใช้กัน คือ SET50 พูดง่าย ๆ ก็คือลงทุนกับหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด 50 ตัวเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นครับ ตัวอย่างเช่น กองทุน  K-SET50 และ TMB50

ข้อดี กับการลงทุนกับกองทุนแบบนี้ก็คือ การกระจายความเสี่ยง เพราะว่ากองทุนหุ้นดัชนีจะเสมือนว่าเราลงทุนกับหุ้นหลายตัวเลยครับ ข้อดีอีกอย่าง (ข้อดีเยอะเหลือเกิน)คือ ค่าธรรมเนียมถูกเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุน active fund

ข้อเสีย คือ ในเวลาที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงชัดเจน กองทุนเหล่านี้จะขาดทุน มากกว่ากองทุน active ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับหุ้น หรือ เลือกหุ้นบางตัวที่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงตลาดขาลงได้ครับ

 

3. คิดผลตอบแทนแบบทบต้น ผมได้ทำเป็นตารางมาให้ดูแล้วครับ ให้ทุกท่านเลือกเลยว่า จะลงทุนกี่บาท และ กี่ปี เพื่อที่จะได้มีเงินเท่าไหร่เวลาเกษียณครับ

ภถุุ

ถ้าท่านไหนงงเรื่องการคิดดอกเบี้ยทบต้นแล้วละก็ ไปอ่านบทความ รวยได้ ไม่ง๊อพ่อตอน 2 ได้เลยครับ

 

4. เมื่อเก็บเงินได้ครบตามที่อยากได้แล้วในเวลาที่กำหนด ก็ถึงเวลาที่จะต้องจัดพอร์ตการเกษียณ หรือ จัดสัดส่วนการลงทุน แบบเสี่ยงต่ำที่ได้ผลตอบแทนไม่มาก แต่ค่อนข้างที่จะมั่นคงครับ

โดยสัดส่วนพอร์ตการลงทุนอันนี้ผม นำมาจากแบบประเมินความเสี่ยงครับ โดยสมมติว่าตัวเองเป็นคนแก่มาก ๆ 55+ (จริง ๆ ยังหนุ่มแน่นนะครับ)

89

 

5. คัดเลือกกองทุนที่เหมาะสม และลงทุนตามสัดส่วนที่ได้ทำแบบประเมินไว้ครับ

รายละเอียดตามด้านล่างนี้เลยครับ ส่วนกองทุนคัดเลือกถามหลังไมค์ได้นะครับ

คคคคต

 

6. นำผลตอบแทนของพอร์ตเกษียณ มาหาจำนวนเงิน หรือ Passive income จากการลงทุนด้วยเงินเก็บของเรา

เพื่อที่จะได้ทราบว่า เราจะมีเงินที่เป็น Passive income ต่อเดือนจากการลงทุนในพอร์ตเกษียณ เป็นเท่าไหร่ครับ ตามตารางด้านล่างนี้เลย

 

ถถถถ

 

หลายท่านอาจจะ งง ว่าไอ้ตารางสุดท้ายนี้มาได้อย่างไร ผมจะคำนวนให้ดู เพื่อความกระจ่างอีกครั้งครับ (โปรดฟังอีกครั้ง !! )

สมมติว่าผม เก็บเงินเดือนละ 5000 บาท เอาไปลงทุนกับ K-SET50  เป็นเวลา 40 ปี

ผมจะมีผลตอบแทนจากกองทุน K-SET50 เบ็ดเสร็จ (จากตารางที่ 1 )อยู่ที่ 55,575,392 บาทครับ (โอ้ว นี่เก็บแค่ 5,000 เองนะเนี้ย ยังไม่รวมเงินที่จะเพิ่มมากขึ้น หากเงินเดือนขึ้นอีกนะเนี้ย)

จากนั้นเพื่อความปลอดภัยของเงินก้อนนี้ ผมเอาไปลงทุนในพอร์ตวัยเกษียณ รูปที่ 2 โดยผลตอบแทนของพอร์ตนี้อยู่ที่ 3.92 % ตามตารางที่ 2 ครับ โดยผลตอบแทนหลังเกษียณต่อปีจะอยู่ที่ 3.92% x 55,575,392 = 2,177,444 บาท

จากนั้นผมก็นำมาหารด้วย 12 ครับ เพื่อทำเป็น รายได้ต่อเดือน จะได้อยู่ที่ 181,454 บาทครับ

 

สรุป เท่่านี้ผมก็จะมีเงินที่เป็น Passive Income ต่อเดือนหลังการเกษียณ แบบที่ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่ประมาณเกือบ 2 แสนบาทครับ

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ ง่ายใช่ไหมครับ ลองนำไปใช้ดูนะครับ อย่างน้อยก็จะทำให้เรารู้ว่า เราจะเก็บเงินเกษียณกันอย่างไร และจะมีเงินใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ครับ ปล. ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเฟ้อนะครับ อันนี้คิดกันแบบง่าย ๆ ครับ แต่ก็พอจะนำไปใช้ได้อยู่ ^_^

จนกว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้โชคดีในการลงทุนกับกองทุนรวมทุกท่านครับ

ตรวจมะเร็งในหลักวินาที การพัฒนาของ AI ในวงการแพทย์

การวินิจฉัยโรคมะเร็งนั้นเป็นสิ่งที่ช้าและลำบากมาก นักวิจัยจาก University Hospital Zurich ต้องใช้การตรวจสอบเนื้อเยื่อบนแผ่นสไลด์เล็กๆกว่า 50 แผ่นต่อผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับนักพยาธิวิทยาในการค้นหาสัญญาณของมะเร็งต่อมลูกหมากและต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อผู้ป่วยหนึ่งราย แต่งานอันแสนยากลำบากนั้นกำลังเปลี่ยนไปเมื่อ IBMs Watson ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถทำงานทั้งหมดได้ในหลักวินาที

“ถ้าหากว่านักพยาธิวิทยาสามารถทำงานได้เร็วขึ้นด้วยการใช้ระบบนี้ผมว่ามันน่าจะประสบความสำเร็จ เพราะว่าผมสามารถใช้เวลาให้มีประโยชน์กว่านี้ได้เหมือนกัน ถ้าหากผมนั่งอยู่ในห้องชั่วโมงครึ่งเพื่อนั่งดูสไลด์ชิ้นเนื้อไปเรื่อยๆแทนที่จะได้ดูสัญญาณจากเพียงแค่หนึ่งหรือสองตัวอย่างที่สุ่มเสี่ยง และเข้าไปดูค่าความผิดพลาด เพราะผมสามารถใช้เวลาชั่วโมงครึ่งนั่นกับผู้ป่วยได้ถึงห้าคน”

Dr. Peter Wild จาก University Hospital Zurich

ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจสอบในโรงพยาบาลถูกป้อนให้ Watson อย่างช้าๆ กรรมวิธีนี้อาจจะกินเวลาเป็นปีๆ แต่ในวันหนึ่งนักพยาธิวิทยาอาจจะไม่จำเป็นต้องมานั่งดูชิ้นเนื้อผ่านกล้องจุลทรรศน์อีก

การวินิจฉัยไม่ใช่สิ่งเดียวที่ A.I. สามารถทำได้ เทคโนโลยีนี้ได้ช่วยทีมจาก University of Sheffield ในการออกแบบยาเพื่อลดอาการที่เกิดจากเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมสภาพ ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษในชื่อของ BenevolentAI เพื่อทำการสำรวจและคิดค้นให้มากกว่าและเร็วกว่ามนุษย์

Dr. Richard Mead จาก University of Sheffield กล่าวว่า “Benevolent ใช้ A.I. ของพวกเขาในการรับข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยด้านชีวการแพทย์ มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลยที่เราสามารถทำได้ครอบคลุมงานวิจัยเป็นล้านๆที่ออกมาในแต่ละปี พวกเขาสามารถสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านั้น และคิดค้นตัวยาใหม่ๆที่รักษาโรคที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง และอาจจะเหมาะสมกับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมสภาพด้วย นั่นล่ะคือประโยชน์ที่แท้จริงของระบบที่พวกนั้นทำขึ้นมา”

BenevolentAI เป็นอีกหนึ่งคลื่นลูกสำคัญทำให้เกิดการเติบโตด้านการลงทุนในการสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) มากขึ้น และถือเป็นสิ่งที่ช่วยในการปฏิวัติวงการการแพทย์เลยทีเดียว

source :

http://www.reuters.com/video/2017/06/16/ai-helping-doctors-detect-disease?videoId=371904627

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2560

สวัสดีครับ “อัศวินกองทุน” กลับมาประจำการพร้อมกับ Weekly Outlook ตอนที่ 15 ในสัปดาห์เกือบสุดท้ายของเดือนพฤษภาคมครับ  เอาล่ะครับ ทุกคนคงพร้อมที่จะเพิ่มเติมความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้กันก่อนครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ภาพรวมของตลาดหุ้นโลกในภาพรวมปรับตัวลงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ หลังจากที่ลุง เอ้ย ประธานาธิบดีทรัมป์โดนวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีที่ไปแทรกแซงการทำงานของ FBI โดยการปลดนายเจมส์ โคมีย์ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการของ FBI ออกจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่วางแผนไว้ครับ

มาดูทางฝั่งเอเชียกันบ้างครับ ทางตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นโดดเด่นหลังจากที่ทางประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศว่าจีนจะสนับสนุนเงินทุน 1 แสนล้านหยวนในโครงการความร่วมมือ One Belt One Road  หรือ เส้นทางสายไหมใหม่ จากการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมเดิม ซึ่งป็นเส้นทางการค้าโบราณของจีน แต่ขยายการเชื่อมต่อทั้งทางบก ทางทะเล กับ เอเชีย แอฟริกา และยุโรป ครับผม ซึ่งเราทุกคนก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะเวิร์กหรือไม่ครับ

ส่วนตลาดหุ้นไทยบ้านเราปรับตัวลงเล็กน้อยตามความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกครับ ประกอบกับนักลงทุนยังขาดความมั่นใจในผลประกอบการบริษัทอยู่ เลยดูทรงๆแบบนี้อยู่ครับผม

ทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือก จะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นมาโดยได้รับปัจจัยบวกจากข่าวความร่วมมือระหว่างซาอุดิฯและรัสเซีย เรื่องการต่อสัญญาการลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงต้นปี 2561 ซึ่งผมยังมองว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีอยู่ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คำแนะนำของผมในสัปดาห์นี้ ยังคงเป็นการสะสมหุ้นสหรัฐฯ หลังจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงแม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้าง แต่ผมยังมองว่าปรับตัวลงของตลาดถือเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมอยู่ครับ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นนั่นเองครับ
  • ตลาดหุ้นไทยทยอยสะสมในตลาดหุ้นไทยต่อไปก่อนครับ เนื่องจากผมเห็นว่าทาง ตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว เช่น ตัวเลขการส่งออกและการบริโภคครัวเรือนที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ และตอนนี้ถือเป็นโอกาสในการถ่ายเทพอร์ทการลงทุนมาที่หุ้นไทยครับ
  • ตลาดหุ้นจีน A-Share ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนหุ้นจีน A-Share ไปแล้วหนึ่งรอบครับ ซึ่งเป็นโอกาสหลังจากตลาดปรับตัวลงจากช่วงกลางเดือนเมษายนเป็นต้นมา เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนต่อความเข้มงวดขึ้นของรัฐบาลต่อการก่อหนี้ของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงเป็นโอกาสให้เข้าลงทุนครับ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังชี้ถึงการขยายตัวดี เป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทครับผม
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่แนะนำเช่นเคยครับว่า ควรสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่เรื่อยๆ จากภาพปัจจัยพื้นฐานที่ยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่าย และเป็นตัวสนับสนุนผลประกอบการบริษัทต่อไปครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ทยอยซื้อสะสมตลาดหุ้น จีน ไทย และตลาดเกิดใหม่สำหรับฝั่งเอเชีย นอกจากนั้นก็ควรทยอยสะสมตลาดหุ้นสหรัฐอีกด้วยครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สังเกตว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลง หลังจากความกังวลทางการเมืองที่ทรัมป์ปลดอดีตผู้อำนวยการ FBI นั่นแหละครับ นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า ปธน. เปิดเผยข้อมูลลับแก่ทูตรัสเซีย ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่นโยบายเศรษฐกิจจะล่าช้าออกไป และอาจนำไปสู่การถอดถอนทรัมป์อยู่ครับ 
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวลงเล็กน้อยครับ  โดยผมคาดว่าในระยะถัดไปผลตอบแทนยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ช่วงนี้ผมมองว่ายังแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นไปก่อนครับ เพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจจะไม่เหมาะให้ลงตราสารหนี้ระยะยาวสักเท่าไรครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ช่วงนี้แนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นขาลง ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยช่วงนี้ผมคาดว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำค่อนข้างกำจัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้วครับ
  • น้ำมัน ผมแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมัน ตามปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ซึ่งได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มลดลงตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อนที่จะถึงนี้ ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และผมคาดว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงต่ออายุการลดกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือน พ.ค. เพื่อชดเชยกับอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และทยอยซื้อสะสมในน้ำมันควบคู่กันไปครั

กองทุนไหนดี ? ep. 11 : ลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมกับอายุ feat. คุณชาญ ผจก. KTAM

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วกับ “กองทุนไหนดี ? Weekly” กันอีกแล้วครับ โดยในตอนที่ 11 นี้ มาเจอกันกับผู้จัดการกองทุนสุดฮ็อต คุณชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี จาก บลจ. กรุงไทยกันครับผม เพื่อที่จะมาพูดคุยเรื่องแนวคิดการลงทุนและการบริหารจัดการกองทุนในสไตล์ของผู้จัดการกองทุนกันบ้างครับ

จริง ๆ แล้วการที่จะดูว่ากองทุนรวมนั้นดีหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยในการได้รับผลตอบแทนคือฝีมือของผู้จัดการกองทุนนั่นเองครับ ซึ่งผลตอบแทนที่ตัวผู้จัดการกองทุนได้รับจากการบริหารจัดการกองทุนนั้น มันมาจากค่าธรรมเนียมที่เราจ่ายไปให้กับกองทุนรวมครับผม

โดยส่วนตัวของคุณชาญณรงค์เองก่อนจะมาเป็นผู้จัดการกองทุนนั้น ได้เริ่มต้นจากสายงานวิศวกรรมก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนสายงานมาเป็นสายการเงินครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นสายงานด้านนี้ประสบความสำเร็จหรือมีความเชี่ยวชาญในด้านการเงินอยู่เรื่อย ๆ ครับ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นผลพวงของการเรียนทางด้านวิศวกรรมนี่แหละครับผม

ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เริ่มต้นในการทำงานทางด้านนักวิเคราะห์ และการจัดการต่าง ๆ เกี่ยวกับด้านการลงทุนแล้ว คุณชาญก็ได้เข้าสู่สายงานผู้จัดการกองทุน ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) นั้นมีหลายอย่างครับ พรี่หนอมขอสรุปออกมาเป็นข้อ ๆ ให้อ่านกันครับ

  • การลงทุนไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป แต่มันต้องมองภาพรวม หรือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจลงทุนของเราด้วย เพราะเงินนั้นเป็นก้อนใหญ่จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน
  • ส่วนเงื่อนไขในการลงทุน ควรเป็นไปตามนโยบายในการลงทุนของกองทุนรวม ให้สอดคล้องกับต้องการของคนที่มาลงทุนเป็นหลัก
  • จับจังหวะในการซื้อขาย หาโอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อให้ผลตอบแทนที่ยอมรับได้
  • นอกจากนั้นยังต้องไปตรวจสอบข้อมูลบริษัทโดยการเยี่ยมชม (Company visit) อีกด้วย เพื่อให้เรารู้ว่าธุรกิจแต่ละธุรกิจนั้นมุ่งมั่นขนาดไหน มองอะไรยังไงบ้าง ความสม่ำเสมอในการทำงาน มีความเชี่ยวชาญมากแค่ไหน พร้อมกับตรวจสอบคำพูดว่าสอดคล้องไปกับการทำงานจริงหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและมุมมองของผู้จัดการกองทุนครับ

โดยสรุปแล้ว ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่ในการเลือกหลักทรัพย์ทีดีที่สุด เพื่อผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนที่ตัดสินใจในการลงทุนครับ

แหม่.. ถือว่าเป็นงานที่เครียดกันเลยทีเดียวครับ เพราะเขามีหน้าที่รับฝากความหวังของนักลงทุนไว้ครับ (โอววว สรุปได้หล่อมากครับ)

อายุเท่านี้ ควรมีเงินเท่าไร? และควรลงทุนแบบไหนยังไงดี ?

สำหรับประเด็นในการให้ความรู้ตอนนี้จะเป็นเรื่องของการออมเงินเก็บเงินครับ โดยส่วนใหญ่เราจะเจอคำถามกันบ่อย ๆครับว่า อายุเท่านี้ ควรมีเงินเท่าไรดี ซึ่งแนวคิดที่ได้จากการพูดคุยกับคุณชาญณรงค์ร่วมกับหมอนัทและพรี่หนอม จะมองตรงกันครับว่า

  • การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญ มองรวมในแง่ของเรื่องการบริหารจัดการป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย เช่น เรื่องของประกันสุขภาพ
  • รู้ว่าตัวเองต้องใช้เงินในแต่ละเดือนเท่าไรบ้าง รวมถึงต้องวางแผนเกษียณไว้ตามไลฟ์สไตล์ที่เราชื่นชอบ อยากได้เท่าไหนยังไงดี เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการในอนาคตครับ

โดยวิธีการคำนวณเงินที่ควรเก็บนั้นมีมากมายหลายวิธีครับ แต่อย่างที่บอกครับว่า ต่อให้เราคำนวณแล้วเก็บไม่ได้ก็อย่าเพิ่งท้อใจครับ เรามีหน้าที่เก็บไป และวางแผนการเงินต่อไปเรื่อย ๆ ครับ

ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมว่าเริ่มต้นที่บัญชีรายรับรายจ่ายก็ไม่เลวนะครับผม ฮ่า ๆ

อายุกับการลงทุนมีความสัมพันธ์กันนะ!

ในข้อมูลจากทาง กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) จะบอกว่า อายุเท่าไรควรจะลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทตามสัดส่วนเท่าไร (ตามแผนสมดุลตามอายุ) ครับ ลองดูตามรูปประกอบด้านล่างนี้ครับ

สิ่งหนึ่งที่อยากให้สนใจในการวางแผนลงทุนนั้น อยากให้ดูตารางด้านล่างนี้ครับ

ความสัมพันธ์ตรงนี้จะเห็นว่า ยิ่งอายุน้อย สิ่งที่ควรลงทุนคือความเสี่ยงเยอะหน่อย โดยคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่มากหน่อย เช่นถ้าลงทุนเดือนละ 1,000 บาทในอัตราผลตอบแทน 12% เป็นระยะเวลา 30 ปี จะเห็นว่าจะได้เงินสูงถึง 2,895,992 บาทเลยครับ

โดยสิ่งทีต้องดูและพิจารณานั้น คือ ระยะเวลาคงเหลือครับ ถ้าหากเราเหลือเวลาน้อย ๆ ไม่ควรจะลงทุนในอัตราผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงสูงครับ เพราะจะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างผันผวนหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือเราไม่ควรหยุดการลงทุนครับผม

มาถึงตรงนี้ถ้าใครสนใจถามว่า เฮ้ย % ในการลงทุนมาจากไหน จะจัดพอร์ทยังไง แนะนำให้ดูตารางด้านล่างนี้ครับ

เอาล่ะครับ สรุปสั้น ๆ สำหรับแนวคิดการลงทุนเพื่ออายุที่ดีนั้น สิ่งที่ต้องมีคือเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้คำนวณเงินลงทุนออกมา แล้วเลือกลงทุนในพอร์ทความเสี่ยงที่รับได้ซึ่งต้องเริ่มจากความเข้าใจการลงทุนที่ถูกต้องครับ

ดูคลิปวิดีโอย้อนหลังได้ที่ : กองทุนไหนดี? [SS2] Ep.11 : คุยกับผู้จัดการกองทุน + ลงทุนอย่างไรให้เหมาะกับอายุ

ทั้งหมดนี้คือที่อยากฝากไว้ในตอนนี้ครับผม อย่าลืมรอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี ?” ในวันอังคารที่ 23 พฤษภาคม 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงเหมือนเช่นเคยคร้าบบบบ แอบก

กองทุนไหนดี Ep.12 : เรื่องมันส์ ๆ ของภาษี กับการวางแผนลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม

สวัสดีกันอย่างเช่นเคยครับ ในทุกสัปดาห์กับสรุปประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” ที่จะมาพบกันกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมด้วยคำตอบที่จะทำให้คุณรู้ว่า กองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกเฟ้นกองทุนได้เหมาะสมกับตัวคุณที่สุดครับ

สำหรับ กองทุนไหนดี ? ตอนที่ 12 นี้ หมอนัทคู่หูขาประจำติดภารกิจเร่งด่วนครั้งสำคัญครับ ตอนแรกว่าจะยกเลิกรายการแล้ว แต่เพื่อคุณผู้อ่านและคุณผู้ชมทุกท่านทำให้เราต้องเดินกันต่อครับ กับประเด็นเรื่องของภาษีกับการวางแผนลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งก็มีคนถามเข้ามาไม่น้อยเลยล่ะครับ พรี่หนอมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเลยขอเอามาทำเทปพิเศษวันนี้แทนครับผม

แต่ก่อนจะชวนคุย มีเรื่อง Update นิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ครับ ซึ่งประเด็นนี้ค่อนข้างน่าติดตามเหมือนกันครับ พรี่หนอมเคยสรุปไว้ในเพจแล้วครับ เลยเอามาแชร์ให้อ่านกันอีกครั้งตรงนี้ละกันครับ

กองทุนตราสารหนี้ ทำไมต้องเก็บภาษี

ใครที่เป็นนักลงทุน คงรู้กันดีว่า “กำไรจากการลงทุนในกองทุนรวม” นั้นได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าจะให้พรี่หนอมพูดแบบกฎหมายก็ต้องบอกว่า ยกเว้นตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (32) นั่นแหละฮะ #เอาเป็นว่าจำง่ายๆว่ายกเว้น

แต่ทีนี้มีประเด็นเรื่องของการจัดเก็บภาษีของกองทุนตราสารหนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่าจะมีการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เหมือนเงินฝากประจำ ของกองทุนประเภท Term Fund ทำให้ใครหลายคนใจสั่นกันขึ้นมา

สาเหตุที่จะเก็บก็เพราะว่า กองทุน Term Fund นั้นที่มีอายุโครงการชัดเจนเหมือนกันกับเงินฝากธนาคารประเภทฝากประจำ ซึ่งถ้าหากเก็บเงินฝากแล้ว ไหนเล่าไม่เก็บจากกองทุนประเภทนี้บ้าง มันไม่ยุติธรรมกับคนฝากเงินนี่หว่า

ในแง่ของการเก็บแบบนี้ มองในแง่ดีมาก ๆ ก็คงต้องบอกว่ามันจะช่วยให้คนลงทุนระยะยาวมากขึ้น (ถ้าเก็บเฉพาะ Term Fund แล้วไม่เก็บกองทุนประเภทอื่นๆนะ) และถ้าดีแบบสุด ๆ คนอาจจะขยายไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้น หรือประเภทอื่นแทน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น (เว่อไปไหม ฮ่าๆ)

ถ้าถามพรี่หนอมว่าเห็นด้วยไหมกับการเก็บภาษีตรงนี้ คงต้องบอกว่าถ้ามองในแง่ความเท่าเทียมก็คงใช่ เพราะเงินฝากประจำกับ Term Fund ผลตอบแทนใกล้กัน แต่ Term Fund ชนะขาดที่ภาษีแน่ ๆ อยู่แล้ว

แต่ถ้ามองในแง่ของโอกาสที่คนจะมาเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวม อาจจะสับสน งงงวยและไม่กล้าหรือเปล่า (อะไรมันดูแปลก ๆ ฝากเงินเหมือนเดิมละกันตรู) ส่วนในแง่ของ บลจ. จัดการกองทุน ก็ต้องแสดงผลงานและฝีมือในการบริหารเพื่อดึงดูดให้คนมาลงทุนกันต่อไป

สรุปสั้น ๆ คือ มองในแง่ภาพรวมมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงหลังจากการเก็บภาษีนั้น เราต้องดูกันต่อไปแหละฮะ ท่านผู้ชม

ฝากเคล็ดลับนิดๆ สำหรับคนที่มีภาษีเสียในอัตราไม่ถึง 15% นั้นอาจจะไม่ต้องกังวลอะไรเพราะสามารถนำมายื่นแบบแสดงรายการภาษีรวม แล้วขอคืนภาษีส่วนเกินที่ถูกหักไว้ได้เหมือนเดิมครับ

ลงทุนในกองทุน ลงทุนในหุ้น มีปันผล ควรทำไงดี?

เอาล่ะครับ กลับมาที่ประเด็นกันต่อครับ สำหรับคนที่ลงทุนนั้น มักจะมีรายได้หลายทาง แล้วเกิดความสงสัยว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี พรี่หนอมอยากให้ดูตัวอย่างนี้ประกอบครับผม

ถ้าในปี 2560 นายบักหนอมมีเงินเดือน ปีละ 1,100,000 บาท (ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นๆ) ได้รับเงินปันผลกองทุนรวม 100,000 บาท และยังมีเงินปันผลจากหุ้น 80,000 บาท (ซึ่งเสียภาษี 20% แล้ว) คำถามคือทำยังไงนายบักหนอมจะประหยัดภาษีที่สุด

สำหรับคนที่ต้องการคำตอบไวๆ ไม่อยากเสียเวลาคำนวณภาษีอะไรเลย คำแนะนำของพรี่หนอมมีสั้นๆ 2 ข้อครับ นั่นคือ

  1. ถ้าเสียภาษีเกินฐาน 10% เมื่อไร ไม่ต้องเอาเงินปันผลจากกองทุนรวมมารวมคำนวณทุกกรณี
  2. ถ้ามีเงินปันผลจากหุ้นให้นำมารวมคำนวณทุกกรณี

จำไว้แค่นี้สั้น ๆ ครับ เพราะว่ากรณีของเงินปันผลนั้น เราสามารถเลือกใช้สิทธิที่เรียกว่า Final TAX หรือเสียภาษีครั้งเดียวจบได้เลยโดยการถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ที่ 10% และไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี ครับ แต่เหตุผลที่พรี่หนอมบอกว่ามีเงินปันผลจากหุ้นให้นำมารวมคำนวณทุกกรณีนั้น เพราะมันมีเรื่องของเครดิตภาษีเงินปันผลอยู่ นั่นคือ จะไม่มีการเสียภาษีเงินได้ซ้ำซ้อนกันถึงสองรอบครับ เพราะเงินปันผลก้อนนี้เสียภาษีเงินได้จากบริษัทมาแล้ว

อ่านเรื่องนี้ได้แบบเต็มๆที่นี่ครับ ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี โดยพี่ TAXBugnoms

กลับมาที่ตัวอย่างกันก่อนครับ … จะเห็นว่ากรณีที่เป็นมนุษย์เงินเดือนนั้น หากไม่นำเงินปันผลทั้งคู่มารวมคำนวณภาษี เราจะเสียภาษีที่ 103,000 บาทซึ่งมาจากเงินได้สุทธิจำนวน 940,000 บาท ซึ่งคำนวณแบบนี้ครับ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน)  = 1,100,000 – 100,000 – 60,000  = 940,000 บาท

หมายเหตุ : ที่มาของตัวเลขรายได้คือเงินเดือนทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นกฎหมายกำหนดไว้ให้หักได้ 50% ของรายได้แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนค่าลดหย่อนส่วนตัวคือ 60,000 บาทครับ

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาลองดูกันบ้างว่าควรจะทำยังไงต่อมาดูรูปด้านล่างเลยครับ

จะเห็นว่าตอนนี้เงินได้สุทธิของนายบักหนอมก่อนรวมคำนวณภาษี เสียอยู่ในฐาน 20% แต่เงินปันผลกองทุนรวมถูกหักภาษีไว้ที่ 10% นั่นแปลว่า ยิ่งเอามายื่นรวมคำนวณยื่งจะเสียภาษีเพิ่ม เพราะเงินปันผลนั้นมันหักค่าใช้จ่ายไม่ได้เลยครับ ดังนั้นจึงเข้ากับทฤษฏีที่ผมบอกว่า “ถ้าฐานภาษีเกิน 10% แล้ว ไม่ต้องเอาเงินปันผลจากกองทุนรวมมารวมคำนวณภาษีครับ”

แต่สำหรับหุ้น มีเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผล ซึ่งคำนวณออกมาเพื่อย้อนกลับ

เซอร์ไอแซก นิวตัน ยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ติดดอยหุ้น

วันนี้จะมาแอบเม้าท์เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังคนหนึ่งที่ชื่อเซอร์ ไอแซก นิวตั้นให้ฟังนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงรู้จักนิวตันดีจากเรื่องราวแสนคลาสสิ๊ก คลาสสิก ที่วันหนึ่งคุณท่านไปนั่งที่ใต้ต้นแอปเปิล แล้วแอปเปิลก็ตกใส่หัวขึ้นมา เขาก็เลยปิ๊งปั๊งว่า “เฮ้ยยย โลกมันมีแรงดึงดูดและแรงโน้มถ่วงนะเว้ยยยยยยยย” และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความคิดของนิวตันนั้นมีอีกเยอะมากโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักฟิสิกส์

แต่เรื่องของการลงทุนนั้นอย่าไปเลียนแบบนิวตันนะจ๊ะ

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า ในช่วงระหว่างศตวรรที่ 17-18 อังกฤษเป็นประเทศที่มีเรื่องโน้นนี่หลายสิ่ง สงครามกลางเมือง สงครามระหว่างประเทศ และในสงครามแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินกันเป็นมหาศาล จนเงินในคลังนั้นมีน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สินที่จ่อคอยหอยรัฐบาล ต้องใช้หนี้กันซักประมาณ 300 ปีล่ะมั้ง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสมัยนั้นก็คงไม่ต่างจากสมัยนี้ที่พอจะขยับอะไรหน่อยอย่างการเก็บภาษีเพิ่มก็จะเกิดการต่อต้านไปทั่ว รัฐบาลสมัยนั้นก็เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาใหม่ก็คือการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อโอนหนี้รัฐบาลไปเป็นการลงทุนในบริษัทการค้าและนั่นก็เป็นที่มาของบริษัท “South Sea Company”

ตอนนั้นใครที่ก็เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลมาเป็นการลงทุนในบริษัทการค้า โดยที่รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับ SSC ที่ 6% และผู้ถือหุ้นก็จะได้รับเงินปันผลไป พร้อมกับให้สัมปทานของบริษัทนี้ในการผูกขาดในการค้าระหว่างอังกฤษกับทางอเมริกาใต้ด้วย พอนักลงทุนฟังดูแล้วก็คงจะอินไม่ได้ คือ ได้รายได้จากดอกเบี้ยรัฐบาลพร้อมๆไปกับการเติบโตในการค้าที่ผูกขาดด้วย ผู้ถือหุ้นก็หน้าตาดีๆทั้งนั้น เรียกได้ว่าครบถ้วนในเรื่องรายได้ที่มาอย่างสม่ำเสมอพร้อมๆกับ Competitive Advantage ที่มโนแล้วรวยกันได้เลยทีเดียว

ถ้าใครฟังแผนที่ดูหรูหราของบริษัทนี้แล้วก็คงอยากจะลงเงินอยู่เนอะ เพราะถ้าเกิดบริษัทไปได้ดี ผลตอบแทนก็จะสูงมาก แต่ในความเป็นจริงของเหตุบ้านการเมืองระหว่างประเทศในตอนนั้นคือ อเมริกาใต้นั้นเป็นอาณานิคมของสเปนซึ่งไม่ถูกกับอังกฤษเอาซะเลยแถมยังทำสงครามกันอีก บริษัทสามารถส่งเรือไปค้าขายได้ปีละ 1 ลำเท่านั้นเอง ทำให้บริษัทเองก็ไม่สามารถสร้างผลกำไรจากการผูกคาดทางการค้าอย่างที่รัฐบาลให้สัมปทานได้ นอกจากนี้แล้วการสร้าง Story มากมายในบริษัท South Sea Company มีการนำบุคคลสำคัญๆ หรือเป็น Celebrity ในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นสมาชิกราชวงศ์ ชนชั้นนำ เข้ามาอยู่ในกลุ่มการลงทุนด้วย พอเห็นแบบนี้ก็เดาต่อได้แล้วว่าต้องมีขบวนการ Insider ในการสร้างราคาหุ้นอยู่แล้ว

เรื่องราวต่างๆก็ทำให้หุ้นปรับตัวให้มีราคาขึ้นได้แม้พื้นฐานการดำเนินกิจการจะไม่ดีเลย ซึ่งท้ายสุดแล้วก็เหมือนกับทุกๆหุ้นปั่นที่ราคาจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“เซอร์ไอแซก นิวตันก็เป็นหนึ่งในคนที่ขาดทุนในเวลานั้น”

ตัวเลขที่มีการพูดคุยกันก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่ คือ £20,000 หรือถ้าเทียบเป็นเงินในสมัยนี้ก็ประมาณ 120 – 150 ล้านบาทในสมัยนี้ ลองคิดดูว่าถ้าอยู่ๆเราลงทุนแล้วเงินหายไป 120 ล้านบาทจะขนาดไหน คงเสียดายมากๆเลยนะครับ มันเป็นจำนวนเงินที่คนทุกสมัยนำไปใช้จ่ายแล้วอยู่ได้ทั้งชีวิตโดยไม่ต้องทำงานก็ได้เลยนะครับ

มีการอธิบายในเรื่องของอารมณ์ในการลงทุนของไอแซก นิวตันผ่านกราฟโดยมาร์ค ฟาเบอร์และเจรามี่ เกรนเทม ซึ่งผมมองว่าก็คงไม่ต่างจากคนในสมัยนี้นะครับ เขาอธิบายว่านิวตันเริ่มลงทุนในช่วงที่หุ้นบริษัทนี้เริ่มขึ้น ในช่วงต้นปี 1792 และก็ขายทำกำไรไปช่วงที่หุ้นปรับราคาขึ้นไป 100% ในช่วงเวลาต่อมา ในภาพยังแสดงต่ออีกว่าหลังจากนั้นเมื่อเห็นเพื่อนได้กำไรหุ้นหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็ทำให้กลับเข้าไปซื้อใหม่เพราะคิดว่าหุ้นจะขึ้นไปอีก (และคนจำนวนไม่น้อยก็ทุ่มสุดตัวในเวลานั้นแบบ All in ก็มี) แน่นอนว่าเมื่อหุ้นปั่นนั้นถูกตลาดมองว่ามีความเสี่ยงและอันตรายมาก กำไรตามไปไม่ทันก็จะถูกเทขายอย่างแรงและไม่มีพื้นฐานรองรับใดๆเลย

ราคาหุ้น SSC ที่ขึ้นและลงถล่มทลายนั้น เกิดในช่วงเวลาอันสั้นมากๆ ถึงแม้ในช่วงแรกๆเขาจะขายทำกำไรไปแล้วแต่ถ้าพอเนื่องด้วยที่มีการกลับไปลงทุนอีกครั้งในสภาวะกระทิงที่กำลังเปลี่ยนเป็นหมีก็ทำให้เกิดการขาดทุนอย่างรุนแรง ก็เลยเกิดประโยคอมตะของนิวตันเกี่ยวกับการลงทุนขึ้นมาดังนี้ครับ

“I can calculate the motions of heavenly bodies, but not the madness of people.” หรือ “ฉันสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวได้ แต่ไม่รวมถึงความบ้าคลั่งของมนุษย์”

บทเรียนที่เราได้จากเรื่องการลงทุนของเซอร์ไอแซก นิวตันและบริษัท South Sea คืออะไร?

1. วิสัยทัศน์ของกิจการจะดีขนาดไหนแต่เราก็ต้องอยู่บนโลกแห่งความจริง

ธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันนั้น เราอาจจะมองว่ามันดูดี น่าจะเติบโตในอนาคตได้ แต่นั่นคือการคาดการและมโนของเราเท่านั้น เราเองก็ต้องดูความเป็นจริงในการประกอบกิจการและสภาวะการแข่งขันและมุมมองความเป็นจริงต่างๆว่ามีความเสี่ยงอย่างไรและมีความเป็นไปได้ในการลงทุนตามที่เขาบอกหรือไม่ พื้นฐานกิจการที่ดีจะต้องมีการทำกำไรได้จริงและสะท้อนออกมาจากงบการเงินของบริษัท ไม่ใช่ความต้องการของนักลงทุนที่จะดันราคาให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

2. ผลการดำเนินงานนั้นสำคัญไม่แพ้กับข่าวและความน่าเชื่อถือของบริษัท

บริษัท South Sea ในสมัยนั้นเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มากๆและสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนมั่นใจในการลงทุนก็คือ การที่มีบุคคลสำคัญๆเข้ามาร่วมถือหุ้นและบริหารกิจการ เช่น สมาชิกของราชวงศ์ ชนชั้นนำ ซึ่งทำให้บริษัทนี้มีความน่าเชื่อถือสูงมาก และก็คงไม่ต่างจากคนสมัยนี้ที่เวลาเห็นนักลงทุนชื่อดังเข้าไปซื้อหุ้นก็จะแห่ซื้อตามบนความเชื่อที่ว่า “เขาคงไม่พลาดหรอก” โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลกิจการให้ดีและอาจจะทำให้ขาดทุนได้

3. อารมณ์ตลาดทำให้คนที่เกิดความโลภขาดทุนได้เสมอ

“พอร์ต 7 สีฯ” คัมภีร์จัดพอร์ต วิถีปีศาจแห่งการลงทุน

ในงาน SET in the city 2017 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปนั่งพูดคุยกับนักลงทุนและคนที่สนใจเรื่องการลงทุน มีหลายคนเข้ามาคุยกันเรื่องเป้าหมายทางการเงิน อยากเริ่มต้นลงทุน วิธีการจัดพอร์ตฯลงทุน ถือเป็นประสบการณ์ดีๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้

และผมได้แจกกระดาษใบหนึ่งที่ผมตั้งใจทำไปให้กับทุกคน เป็นโมเดลการจัดพอร์ตในรูปแบบต่างๆ โดยใช้วิธีการกระจายความเสี่ยงแบบ Asset Allocation ลงไปในสินค้าทางการเงิน 7 แบบ ซึ่งมีทั้งหมด 7 โมเดล ผมก็เลยตั้งชื่อกระดาษแผ่นนั้นว่า “พอร์ต 7 สีมณี 7 แสง” (สงสัยตอนเด็กดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ มากเกินไป)

ซึ่งใครที่พลาดงานนั้นไปไม่ต้องเสียดายไป เพราะผมทำเป็นไฟล์แบบ PDF ไว้ให้เพื่อนๆทุกคนได้ดาวน์โหลดกันที่ Facebook page (Click ที่นี่ เพื่อไปที่หน้าดาวน์โหลด)

ชำแหละ “พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง”

ในส่วนแรก จะมีกราฟเปรียบเทียบผลตอบแทน และแสดงความผันผวนของสินทรัพย์ 6 ชนิดอยู่

กราฟนี้บอกอะไรกับนักลงทุน?

ผมนั่งเก็บสถิติของผลตอบแทนของสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2007 จนถึงเดือนมีนาคม 2017 (ระยะเวลา 10 ปี) จาก Benchmark ที่ผมสามารถหาข้อมูลมาได้ และพบว่า หากนักลงทุนนำเงิน “1 ล้านบาท” วางไว้ในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ โดยไม่มีการถอนหรือฝากเพิ่ม (เหมือนลืมเงินก้อนนี้ไปเลย) ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนเมื่อผ่านไป 10 ปี (2007-2017) พบว่า เงิน 1,000,000 บาทที่อยู่ใน…

บัญชีฝากประจำ 12 เดือน จะกลายเป็น….1,235,095 บาท
พันธบัตรรัฐบาล จะกลายเป็น……………….1,294,313 บาท
หุ้นกู้ภาคเอกชน จะกลายเป็น………………1,624,309 บาท
ทองคำ จะกลายเป็น…………………………..1,774,740 บาท
หุ้นขนาดใหญ่ 100 ตัว จะกลายเป็น……..3,133,315 บาท
หุ้นขนาดกลางเล็ก จะกลายเป็น…………..4,729,884 บาท

จำเป็นหรอ? ที่ต้องลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทเดียวเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ

จะเห็นว่าผลตอบแทนจากหุ้นขนาดเล็กที่อยู่ในตลาด mai ได้ผลตอบแทนมากที่สุด (ประมาณ 37.30% ต่อปี) แต่ความผันผวนในผลตอบแทนก็สูงที่สุดเช่นกัน หมายความว่าเราไม่อาจโชคดีได้ผลตอบแทนมากเท่านี้เสมอไป ลองนึกดูว่าถ้าเราเริ่มลงทุนเฉพาะหุ้นตัวเล็กตอนต้นปี 2015 จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้เงินต้นคืนเลยด้วยซ้ำ ความเสี่ยงของมันจึงสูงที่สุด (ช่วงปี 2014 หุ้นตัวเล็กหลายตัวได้รับความคาดหวังจากตลาดสูง ทำให้ราคาวิ่งไปเกินกำไรที่สามารถทำได้ PE ของหุ้นขนาดเล็กสูงมาก สุดท้ายเมื่อบริษัททำตามที่ตลาดคาดหวังไม่ไหว ราคาจึงตกลงมาอย่างรุนแรง)

หุ้นตัวใหญ่ๆ ใน SET แม้พวกมันจะมีความผันผวนหรือความเสี่ยงน้อยกว่า แต่ผลตอบแทนของมันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้น้อยหน้า เมื่อรวมทั้งเงินปันผลและ Capital gain แล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 21.33% (ที่เยอะก็เพราะว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้เจอวิกฤตหนักๆ เหมือนตอนต้มยำกุ้งปี 1997 แม้จะเจอซับไพรม์ในปี 2008 แต่ผลเสียหายไม่รุนแรงเท่า บรรยากาศการเมืองไทยในช่วง 10 ปีก็ไม่ได้ทำให้ตลาดลงรุนแรงซักเท่าไหร่)

ต่างกับ “ทองคำ” (ที่ดูร้อนระอุเหมือนบรรยากาศในช่วงนี้) จากกราฟจะเห็นได้ชัดว่าความผันผวนของทองคำมีสูง และในช่วง 5-6 ปีแรกของการลงทุน ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเลยด้วยซ้ำ แต่…สินค้าโภคภัณฑ์มันมีช่วงเวลาร้อนแรงของมัน ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ผลตอบแทนจากทองคำจึงไม่ใช่ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.75% ต่อปี

ขณะที่เรากำลังหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดอยู่นั้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีผู้ที่แสวงหาความมั่นคงอยู่ด้วย ผลตอบแทนจากหุ้นกู้ภาคเอกชน พันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากประจำ ให้ผลตอบแทนเป็น Fixed Income ที่มั่นคง สม่ำเสมอ แม้จะไม่มากมาย แต่มันก็ช่วยตอบโจทย์เรื่อง “ความมั่นคงของเงินต้น” ได้อย่างดี เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่าสินทรัพย์ทั้ง 3 ชนิดนี้ แทบจะเป็นเส้นตรงก็ว่าได้ มีเพียงหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีความผันผวนตาม “อัตราดอกเบี้ย” ในแต่ละช่วง

ซึ่งคำตอบของผม สำหรับการลงทุนที่ดี คือ “การลงทุนนั้นไม่จำเป็นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่ควรจะเป็นการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนมีความสุข และตอบโจทย์เป้าหมายในการลงทุน”

เพราะนักลงทุนทุกคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน และการลงทุนแบบ “High Risk – High Return” ไม่ใช่คำตอบของทุกเป้าหมายทางการเงิน

กำเนิด Asset Allocation Models – “พอร์ต 7 สี มณี 7 แสง”

เมื่อสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละชนิดมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่หลายๆคนมักจะเรียกว่า “การจัดพอร์ตฯ” จึงเกิดขึ้น แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า Portfolio แบบไหนถึงจะเหมาะสมกับเป้าหมาย และความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน

ผมค้นหาข้อมูลจากทุกที่เพื่อดูว่า โมเดลในการลงทุนการลงทุนที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในระยะยาว (Strategic Asset Allocation) อย่างไรบ้าง? ลองนำมาเปรียบเทียบและปรับใช้เพื่อการจัดพอร์ตฯส่วนบุคคล

จนได้โมเดลของการจัดสรรสินทรัพย์มา 7 แบบ (พอร์ต 7 สี) คือ Defensive, Conservative, Income, Income & Growth, Equity income, Growth และ Aggressive Growth

โดยใช้สินทรัพย์ทางการเงิน 7 ชนิด (มณี 7 แสง) ประกอบไปด้วย เงินสด/Money Market Fund, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้ภาคเอกชน, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, หุ้นขนาดใหญ่/กองทุนรวมในหุ้นที่มีนโยบายตั้งรับ, หุ้นขนาดกลางเล็ก/หุ้นเติบโต และ ทองคำ

เมื่อนำสินทรัพย์ทั้ง 7 ชนิดมาจัดสัดส่วน เพื่อดูผลตอบแทนที่คาดหวังและความผันผวนของ Portfolio แล้ว

จะได้ Base Case คือผลตอบแทนที่คาดหวังโดยทั่วไปของ Portfolio

Best Case คือ มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังสูงที่สุดที่ร้อยละ…ต่อปี

และ Worst Case คือ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังต่ำที่สุดที่ร้อยละ…ต่อปี

จะเห็นได้ว่าแต่ละ Model จะมีขนาดของกรอบความผันผวนไม่เท่ากัน ยิ่ง Model ไหนมีสัดส่วน

กองทุนไหนดี ep 10: รีวิว BTP และหุ้นกับกองทุน ควรลงทุนในอะไรดี ?

สวัสดีครับบบบ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม และประเด็นที่น่าสนใจจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” ที่จะทำให้คุณรู้ว่า กองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกเฟ้นกองทุนได้เหมาะสมกับตัวคุณที่สุดครับ

สำหรับ กองทุนไหนดี ? ตอนที่ 10 นี้ กลับมารีวิวกันอีกครั้งกับกองทุนยอดฮิตติดชาร์ตอย่าง บัวหลวงทศพล หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ BTP นั่นเองครับ

กองทุนบัวหลวงทศพล ของบลจ. บัวหลวงนั้น เรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่ค่อนข้างจะลงทุนแบบเน้น ๆ เนื่องจากเลือกลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น ตามนโยบายและตีมการลงทุนของทางบลจ. ซึ่งถ้าหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง จะเห็นว่าเป็นดังนี้ครับ

จะเห็นว่าในช่วง 5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีทีเดียวเลยล่ะครับ ถ้าหากใครซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หรือทยอยซื้อเฉลี่ยแบบ DCA ผลตอบแทนที่ได้ก็น่าจะเป็นทีพอใจเลยล่ะครับ

เมื่อเทียบกับเปอรเซนต์ไทล์จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นอยู่ในกลุ่ม 5 อันดับแรกมาโดยตลอดซึ่งมั่นใจได้เลยครับว่าในเรื่องของผลตอบแทนนั้น กองนี้เขามากันแบบแน่นอนจริง ๆ

ส่วนของความเสี่ยงความผันผวน จะเห็นว่าในระยะทำได้ดีขึ้นครับ โดยใน 1 ปีที่ผ่านมาถือว่าความผันผวนน้อยลงครับ ซึ่งเป็นที่น่าพึงพอใจอีกแล้วครับผม

ส่วนเรื่องของการถือหุ้น อย่างที่ทราบกันดีว่ากองนี้จะมีการถือหุ้นเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงหุ้นถือว่าค่อนข้างเยอะครับ จะเห็นว่าอยู่ที่ 257.75% ซึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนค่อนข้างเยอะเหมือนกัน (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100-300) สังเกตได้ว่าหุ้นที่ลงทุนก็จะเป็นหุ้นใหญ่เป็นหลักนะครับ

โดยปกติบลจ.บัวหลวงจะมีการลงทุนเป็นตีม (theme) ในแต่ละปีอยู่แล้วครับ แล้วแต่ว่าปีไหนจะมองว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอะไรดี ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของทีมบริหารจัดการในการพิจารณามุมมองในการลงทุนแต่ละปีครับ

ตัวค่าธรรมเนียมก็อยู่ในอัตราที่ไม่สูงเกินไปครับ 1.71% ซึ่งถือว่าไม่ได้แพงมากเท่าไร แต่สิ่งที่ต้องดูคือ ค่าธรรมเนียมในการขาย (รับซื้อคืน) อยู่ที่ 1% ซึ่งตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาครับ แต่ข้อดีก็คือ กองทุนนี้สามารถซื้อได้ในจำนวนเงินที่ต่ำมากกก เพียง 500 บาทเท่านั้นเองครับ

ลงทุนหุ้น VS กองทุน เลือกลงทุนแบบไหนดี?

สรุปประเด็นคำถามโลกแตกประจำสัปดาห์ ที่เราหยิบมาพูดคุยกันอย่าง หุ้น VS กองทุนนั้น ลงทุนอันไหนดี สิ่งทีต้องดูนั้นมีจากปัจจัยต่อไปนี้ครับ

  1. เวลา : ถ้ามีเวลาดูแลจัดการบริหารการลงทุนเอง การเลือกลงทุนในหุ้นนั้นจะดีกว่า เพราะเราจะได้มีเวลาซื้อขาย หรือดูแลจัดการได้ตลอดเวลาที่เราต้องการครับ แต่ถ้าหากไม่มีเวลา การซื้อกองทุนรวมแล้วให้ผู้จัดกการกองทุนดูแลอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  2. เงิน : การซื้อหุ้นโดยปกติต้องซื้อ 100 หุ้น ดังนั้นถ้าหากเงินน้อย หรือเงินไม่พอ บางครั้งอาจจะซื้อหุ้นที่มีมูลค่าสูงไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นกองทุนแล้ว สามารถซื้อได้ด้วยเงินข้ันต่่ำเพียงไม่กี่ร้อยบาท (หรืออาจจะต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินขั้นต่ำที่แต่ละกองทุนกำหนดไว้)
  3. ความเสี่ยง : สิ่งที่ตามมาจากผลของเงิน หากมีจำนวนจำกัด การลงทุนหุ้น 1 ตัว กับ กองทุน 1 กองนั้น ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าในการลงทุน ดังนั้นกองทุนจะมีการกระจายความเสี่ยงมากกว่าครับ
  4. ประเภท : หุ้นคือหุ้น แต่กองทุนนั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายประเภทตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ตลาดเงิน ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมัน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกองทุนจะมีข้อดีกว่าตรงที่สามารถจัดพอร์ทการลงทุนได้มากกว่าหุ้นครับ
  5. ตัวเรา : ประเด็นสุดท้ายคือเรืองของตัวเราด้วยครับ เรื่องของความเหมาะสมในการเรียนรู้ ความเข้าใจในการลงทุน เป้าหมาย ระยะเวลา และที่สำคัญคือการบริหารจัดการเงินสดให้ดีเพื่อที่จะได้จัดการลงทุนได้อย่างมีประโยชน์ที่สุดครับ  

หวังว่าคงจะได้รับคำตอบกันถ้วนหน้านะครับ เอาล่ะครับและทั้งหมดนี้คือที่อยากฝากไว้ในตอนนี้ครับผม อย่าลืมรอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี ?” ในวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงเหมือนเช่นเคยคร้าบบบบ

สุดท้ายเหมือนอย่างเช่นเคยครับ ฝากกันไว้สักนิด อย่าลืมกดติดตามพวกเราได้ที่เพจ aomMONEY หรือกดเข้าร่วมกรุ๊ป กองทุนไหนดี ? ห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกองทุนรวมจาก aomMONEY เพื่อไม่ให้พลาดทุกบทความและความรู้จากพวกเราคร้าบบบ

คลิปย้อนหลังดูได้ที่ : 

https://www.youtube.com/watch?v=WBXA–AOzLM&t=34s

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save