สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560

สวัสดีครับบบบบ กลับมาแล้วครับผม กับ “อัศวินกองทุน” ที่รับหน้าที่มาเพิ่มเติมความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกให้กับทุกคนเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ควรจะลงทุนแบบไหน จัดพอร์ทอย่างไร ติดตามกันไว้รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ

ผ่านมาแล้ว 5 เดือน เข้าสู่เดือนตรงกลางช่วงครึ่งปีแบบนี้ เรามาดูกันครับว่า ภาพรวมของตลาดและการลงทุนในสัปดาห์นี้ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังดีต่อเนื่อง โดยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนในเดือน พ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น และดัชนีภาคการผลิตก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันครับ ตามดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการที่ยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (อะไรๆก็ดูเหมือนจะดีไปหมด) ทางด้านนักลงทุนเองก็คลายความกังวลจากการชะลอของเงินทุนที่ไหลออก ซึ่งสะท้อนในค่าเงินหยวนที่เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น 

มาดูกันที่ปู่ SET กันบ้าง ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงครับ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ค. ที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนปัจจัยอื่นๆก็ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมครับ

สุดท้าย สินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากความกังวลต่อการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของประเทศลิเบียที่ยังคงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง จากกรณีที่เกาหลีเหนือยังคงทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องครับ

เอาล่ะครับ สถานการณ์โดยรวมเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อที่กลยุทธ์การลงทุนกันบ้างครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นจีน ผมแนะนำให้เริ่มขายทำกำไรตลาด H-Share ได้แล้วครับ หลังจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาแบบนี้ทำให้อาจเกิดความเสี่ยงที่นักลงทุนบางส่วนในตลาดจะทำการขายทำกำไรออกมา ซึ่งจะทำให้มีผลปรับตัวลดลงได้ ดังนั้นถ้าหากใครมี H- Share ควรทยอยขายทำกำไรครับผม
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย ผมมองว่าช่วงนี้เหมาะสมกับการทยอยสะสมหุ้นเกาหลีและไทยครับ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานโดยรวมที่ดีขึ้น และการส่งออกส่วนใหญ่ในประเทศเอเชียปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีครับ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดีครับ จังหวะนี้
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือว่าเป็นโอกาสอีกทางหนึ่งครับ ผมแนะนำว่าทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ดังที่เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ และผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจยังคงสร้างความผันผวนให้ตลาดได้บ้างครับ อาจจะมีการปรับตัวลงสั้นๆของตลาด ซึ่งผมก็มองว่าเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมครับ ส่วนใครที่กังวลเรื่องลุงทรัมป์นั้น ผมคิดว่าขั้นตอนการสอบสวนประธานาธิบดีค่อนข้างที่จะซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ได้สะท้อนถึงความกังวลในเรื่องการเมือง
  • ตลาดยุโรปนี่ก็อีกโอกาสครับ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปเช่นเดียวกันครับ เนืองจากการคลายความกังวลในทางการเมือง โดยดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปยังคงชี้ถึงการขยายตัวได้ดีทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องครับผม
  • ตลาดญี่ปุ่น เช่นเดียวกันครับ! ผมแนะนำให้สะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ประเทศพัฒนาเน้นสะสมตลาดสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้น ไทยกับเกาหลีครับ และถ้าหากใครมีหุ้นจีน H-Share แนะนำให้ขายทำกำไรครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังทรงตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมองว่าโอกาสที่Fedจะปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมวันที่ 14-15 มิ.ย.ใกล้เคียงระดับ 100% เลยล่ะครับ ทั้งนี้ ในระยะกลางคาดว่าผลตอบแทนตราสารหนี้ยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2017 
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยปรับตัวลดลง หลังธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสุ่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ คาดว่าในระยะถัดไป ผลตอบแทนมีโอกสปรับขึ้นตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เช่นเดียวกันครับ  

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีครับ เพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ทยอยสะสมต่อไปครับ อย่าเพิ่งเบื่อนะครับผม ซึ่งเหตุผลคือ ทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และผมมองว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างกำจัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้วครับ
  • น้ำมัน แนะนำให้ชะลอก

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

 

ใครที่กำลังคิดว่าการออมเงินเป็นเรื่องย๊ากยากเพราะตั้งใจออมเงินทีไรต้องมาพ่ายแพ้กับยิ่งยั่วยุรอบตัวจนทำให้เงินออมหมดไปทุกที ในขณะที่บางคนคิดว่าไม่ต้องออมเงินเพราะตัวเองมีงานมั่นคง เงินเข้ามาเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินก็ได้ ถ้าใช้ชีวิตประมาทแบบนี้ ช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตจะต้องลำบากแน่นอน

 

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่ามันลำบากมากอย่างไร เรามีวิธีทดสอบง่ายๆ ด้วยการออกไปทำงานหรือออกไปทำธุระนอกบ้านแล้วไม่ต้องพกเงินติดตัวไปด้วย ลองใช้ชีวิตนอกบ้านแบบไม่มีเงินสัก 1 วัน  เราทนได้หรือไม่ ถ้าต้องเดินไปทำงานเพราะไม่มีเงินค่ารถ กินน้ำเปล่าที่ออฟฟิศเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวทาน

 

ประสบการณ์ไม่พกเงินออกจากบ้านนี้เป็นการจำลองชีวิตจริงหลังเกษียณ ในวันที่ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินออมเก็บไว้เลย ชีวิตของเราจะอยู่อย่างแร้งแค้นมากๆ ถ้าไม่อยากให้อนาคตมืดมนเพราะไม่มีเงินใช้ เราควรเก็บออมเงินตั้งแต่ตอนนี้ ในวันที่ยังมีเรี่ยวแรงทำงานกันนะจ๊ะ

 

บทความ "อย่าหยุดอยู่แค่ออม แต่จงไปต่อด้วยการลงทุน" เป็นบันทึกการเดินทางเรื่องการออมเงินของแอดมินเพจอภินิหารเงินออม ตั้งแต่เริ่มหยอดกระปุกออมสินไปจนถึงการนำเงินไปลงทุนที่กองทุนรวม คิดว่าน่าจะเป็นแรงฮึดให้กับใครหลายๆคนให้เริ่มออมเงินได้นะจ๊ะ พร้อมแล้วลุยเลยยยยยย

 

 

จุดเริ่มต้นการออมเงินในกระปุกออมสิน

 

ถ้าเพจอภินิหารเงินออมแนะนำเรื่องการออมเงินเฉยๆ มันก็ธรรมดาไป เราคิดว่ามันต้องมีอะไรที่แปลกมากกว่านี้ ระหว่างนั้นก็มีแฟนเพจหลายคนพิมพ์มาบอกว่าเศร้าใจที่หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ออมเงินไม่ได้ อืม…..นั่นซิ แล้วจะทำยังไงให้แฟนเพจมีเพื่อนออมเงินล่ะ

 

เฮ้ย!! นี่ไงไอเดียใหม่  “ทำไมเราไม่ออมเงินไปพร้อมกับแฟนเพจล่ะ”  ทุกครั้งที่โพสต์ไอเดียเงิน เราก็ออมเงินไปด้วย พอถึงสิ้นเดือนเราจะมาเปิดนับเงินในกระปุกออมสินพร้อมกัน จากเงินออมหลักร้อยที่ได้เป็นกำลังใจเล็กๆที่อยากจะทำให้เราออมเงินได้มากขึ้น ส่วนเงินออมนั้นแฟนเพจจะเอาไปทำอะไรต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนเลยจ้า  

 

 

ไอเดียออมงิน

 

เราคิดว่าถ้าทำให้การออมเงินมันสนุก คนน่าจะหันมาเริ่มออมเงินกันมากขึ้น เริ่มจากแต่ละเดือนเราก็จะมีธีมการออมเงินหลายๆแบบมาให้ดู มีทั้งหยอดกระปุกออมสินหรือตัดเงินฝากอัตโนมัติ แฟนเพจจะทำตามทั้งหมดหรือว่าเลือกเฉพาะบางข้อมาไปปรับใช้ให้เหมาะกับสไตล์ตัวเองนะจ๊ะ

 

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

 

บอกแล้วว่าการออมเงินเป็นเรื่องสนุก ภาพนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีออมเงินที่แอดมินรวบรวมไว้เท่านั้น ยังมีให้เลือกอีกเยอะมากในบทความและอัลบั้มภาพต่างๆนี้ ชอบแบบไหนเลือกแบบนั้น ที่สำคัญ คือ คลิกอ่านแล้วต่อมอยากออมเงินพุ่งปรี๊ดเลยจ้า

 

 

ผลงานการออมเงิน

 

เศษเงินหลักร้อยที่เราเก็บสะสมในแต่ละเดือน เมื่อรวมกันเป็นปีก็เป็นหลักพัน หลักหมื่นได้เลยนะจ๊ะ แอดมินเริ่มออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจตั้งแต่เดือน มิ.ย. 58 ถึงตอนนี้ปี 60 ก็เป็นเวลาประมาณเกือบ 2 ปีแล้ว ขอสารภาพว่าแอดมินก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ยาวนานขนาดนี้ พอทำแล้วติดใจและสนุกที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ อ่อ!! เมื่อออมเงินได้แล้วก็ต้องไปให้สุดทาง ด้วยการนำเงินออมไปลงทุน เพราะอะไร เราไปดูต่อกันเลยจ้า ^^

 

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

ที่มา : อัลบั้มภาพ “ออมเงินง๊าย ง่าย” ปี 2559 คลิกที่นี่

 

แชร์ประสบการณ์ลงทุน

 

เกือบ 2 ปีที่หยอดเงินในกระปุกออมสิน เราเลือกที่จะทำให้เติบโตได้ด้วยกองทุนรวม (เรามีเป้าหมายลดหย่อนภาษีก็เลยซื้อกองทุนรวมที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้) ผลตอบแทนของกองทุนรวมนี้ย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 5% กว่าๆ ถ้าหักเงินเฟ้อ 3% เราจะได้รับผลตอบแทนจริงๆแค่ 2% เท่านั้น  มาดูกันว่าตั้งแต่วันที่ซื้อปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ราคาขึ้นลงอย่างไรบ้าง แล้วปีต่อๆไปเราจะคอยอัพเดทผลตอบแทนในบทความนี้เรื่อยๆนะจ๊ะ

 

  • ปี 2558 ระยะเวลา 7 เดือนตั้งแต่ มิ.ย. – ธ.ค. 58 เราหยอดกระปุกออมสินได้ 7,545 บาท ก็เติมเงินเข้าไปนิดหน่อยให้เป็นเลขกลมๆ 8,000 บาทไปซื้อ LTF เก็บไว้ลดหย่อนภาษี ก้อนนี้ซื้อปี 2558 อีก 5 ปี ขายได้คือปี 2562 (เมื่อถึงวันครบกำหนด ถ้าผลตอบแทนดีก็เก็บไว้ยาวๆก็ได้)

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

ภาพ : ซื้อ LTF ปี 2558

 

  • ปี 2559 แบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ ซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000 บาทและซื้อ LTF  จำนวน 11,000 บาท เพื่อลดหย่อนภาษี (ซื้อ LTF กองเดิม) ก้อนนี้ซื้อปี 2559 อีก 7 ปี ขายได้คือปี 2565 จากภาพนี้เราจะเห็นตัวเลขสีเขียวๆเป็นกำไร 2,385.27 บาท

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

ภาพ : ซื้อ LTF ปี 2559

 

  • ผลตอบแทนนั้นก็เหมือนมนุษย์เมนที่มีอารมณ์แปรปรวนตลอดเวลา บางครั้งได้กำไรหรือลดลงจนติดลบก็ได้ จากภาพข้างล่างนี้ ตอนที่เขียนบทความนี้กำไรลดลงจาก 2,385.27 บาทเหลือ 1,656.94 บาท อนาคตอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ นี่เองที่เรียกว่า “ความเสี่ยงสูง” เพราะราคาผันผวน ขึ้นๆลงๆตลอดเวลา

อย่าหยุดอยู่แค่ออม จงไปต่อด้วยการลงทุน

 

 

ทำไมต้องนำเงินออมไปลงทุน

 

หลังจากเปิดนับเงินในกระปุกออมสินแล้ว แฟนเพจจะนำเงินออมไปทำอะไรก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนเล&#

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา

 

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙

– ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา –

 

"ขาดทุน คือ กำไร" เป็นหนึ่งในพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราได้ยินกันบ่อยมากตามสื่อต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะตีความแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะมองในระดับประเทศว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของเราทุกคนที่จะช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นได้ได้ด้วยสองมือเล็กๆของเราเอง

 

เราตีความการขาดทุนคือกำไร ผ่านเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่คนธรรมดาทั่วไป องค์กรเอกชน ไปจนถึงหน่วยงานข้าราชการ โดยแบ่งการเขียนออกเป็นตอนๆเพื่อสรุปสิ่งที่แต่ละคนนำไปปรับใช้ต่อได้ ซึ่งบทความนี้เป็นตอนที่ 1 เริ่มต้นที่ตัวของเรา เป็นประสบการณ์ของคนธรรมดาที่สร้างแนวคิดและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนได้ ที่บางครั้งเราอาจจะมองว่าทำไปแล้วขาดทุน ทำไปก็ไม่ได้อะไร เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้รู้ว่าทุกอย่างที่ทุกคนทำลงไปนั้น ล้วนเป็นกำไร เป็นเรื่องราวดีๆที่วกกลับเข้ามาหาเราแบบทางอ้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะจ๊ะ

 

 

ที่มาของขาดทุนคือกำไร

 

เราอ่านเจอข้อความนี้จากหนังสือ ประทีปแห่งแผ่นดิน ผู้เขียน คือ คุณมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ เป็นผู้เขียน หน้า 63 – 65 เราคัดออกมาบางส่วนเท่านั้น ส่วนตัวอย่างเหตุการณ์จากการตีความของเราและการนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตนเองนั้นจะอยู่ในหัวข้อถัดไปนะจ๊ะ

 

 

“ประเทศต่างๆ ในโลกในระยะ ๓ ปีมานี้ คนที่ก่อตั้งประเทศที่มีหลักทฤษฎีในอุดมคติที่ใช้ในการปกครองประเทศ ล้วนแต่ล่มสลายลงไปแล้ว  เมืองไทยของเราจะสลายลงไปหรือ เมืองไทยนับว่าอยู่ได้มาอย่างดี เมื่อประมาณ ๑๐ วันก่อน มีชาวต่างประเทศมาขอพบ เพื่อขอโอวาทเกี่ยวกับการปกครองประเทศว่าจะทำอย่างไร

จึงได้แนะนำว่า ให้ปกครองแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีมีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอด ไม่เหมือนกับคนที่ทำตามวิชาการที่เวลาปิดตำราแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกเริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง ถ้าเราใช้ตำราแบบอะลุ้มอะล่วยกัน ในที่สุดก็เป็นการดี

ให้โอวาทเขาไปว่า “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” นักเศรษฐศาสตร์คงค้านว่าไม่ใช่ แต่เราอธิบายได้ว่า ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้น เป็นการได้ทางอ้อม

ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือ เงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ก็ต้องลงทุน ต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พัน หมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป

ถ้าราษฎรมีรายได้ รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้รักสามัคคี รู้เสียสละ คือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…”

 

พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่ได้เข้าเฝ้าฯถวายพระพรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าขาดทุน คือ กำไรนั้นมีที่มาอย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็จะตีความหมายแตกต่างกันออกไป ถ้าผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรสามารถแชร์กันได้นะจ๊ะ เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นการตีความของเราออกมาเป็นตัวอย่างจริงที่เห็นและทำตามได้ เป็นเรื่องราวของ “การให้ การเสียสละ” ที่บางคนอาจจะคิดว่าทำไปก็เสียเวลา (ขาดทุนเรื่องเวลา) เหน็ดเหนื่อย แต่จริงๆแล้ว  พวกเขาได้รับกำไรซึ่งเป็นสิ่งดีๆกลับมาทางอ้อม

 

 

ขาดทุนคือกำไร  ที่ยิ่งทำยิ่งได้กำไร

ตอนที่ 1 เริ่มที่ตัวของเรา

 

2 เรื่องเล่าต่อไปนี้เป็นข่าวการเสียสละเพื่อคนอื่นในช่วงน้ำท่วมกับคุณลุงที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการพลิกพื้นดินที่เรียกว่า “แห้งแล้งและยากจน” ที่สุดใน จ.ศรีสะเกษ ให้กลับมาเขียวขจีและเป็นแหล่งรายได้ให้กับทุกๆคนต่อไป

 

เรื่องแรก ขยะสร้างผู้เสียสละ

 

ครั้งหนึ่งเราเดินริมหาดแล้วเห็นขยะทั้งเศษจาน ถุงพลาสติก ขวดน้ำ รองเท้า ฯลฯ ดูรกหูรกตา เราก็เลยเดินเก็บขยะริมหาด จนเพื่อนที่ไปด้วยกันมองว่าเราเป็นคนแปลก เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บอยู่แล้ว และขยะพวกนั้นก็เป็นของคนอื่นไม่ต้องไปเก็บก็ได้ แต่เรากลับมองว่ามีอะไรช่วยกันได้ก็ทำกันไป สถานที่ท่องเที่ยวของเราจะได้สะอาดๆ สร้างรายได้ให้ประเทศต่อไป นี่แหละที่เรียกว่ากำไรทางอ้อมล่ะ  ^^

 

หลายคนอาจจะคิดว่าแค่เรื่องขยะไม่กี่ชิ้น มันไม่มีอะไรหรอก แหม!! ถ้าทิ้งไม่ถูกที่กันคนละชิ้นทุกวันๆ มันทำให้ชีวิตดร่าม่าได้เลยนะจ๊ะ จากภาพข่าวข้างล่างนี้ตั้งแต่ปี 58 (ภาพปี 60  ก็ยังเหมือนเดิม) ที่มีขยะอุดตันท่อ ทำให้ระบายน้ำได้ช้าม๊าก น้ำท่วมกรุงกันไป เราคิดว่าจะเพิ่มท่อระบายน้ำหรืออุโมงค์ยักษ์อีกกี่ที่ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าแต่ละคนยังมักง่ายทิ้งขยะไม่เป็นที่ เฮ้ออออ น้ำท่วมจะโทษใครได้ นอกจากต้องโทษตัวเองนะจ๊ะ

 

“ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา

ภาพจาก http://www.posttoday.com/local/scoop_bkk/370027

 

จากเรื่องน้ำท่วมในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คุณพี่คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างดีๆในเรื่องของการเสียสละ ด้วยการช้อนขยะขึ้นมาทีละชิ้นๆ เพื่อทำให้น้ำที่ท่วมขังอยู่นั้นระบายออกไปได้เร็วขึ้น  หลายคนอาจจะมองว่างานส่วนนี้เป็นของ กทม. ที่ต้องรับผิดชอบ (ทั้งที่เราจะต้องรับผิดชอบขยะของตัวเอง) คุณพี่ท่านนี้ทำให้เรารู้จักคำว่า ขาดทุน คือ กำไร ผ่านความเสียสละที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้คนรอบข้างและสังคมได้ประโยชน์ แล้วทั้งหมดนี้จะเป็นผลดีทางอ้อมที่ทำให้คุณพี่ได้รับรอยยิ้มและกำลังใจกลับไปด้วย    

 

Posted in pajareeLeave a Comment on “ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา” พระราชดำรัสของในหลวงร.๙ ตอนที่๑ เริ่มต้นที่ตัวของเรา

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2560

สวัสดีครับบบบบ กลับมาแล้วครับผมกับ “อัศวินกองทุน” ที่รับหน้าที่มาเพิ่มเติมความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกให้กับทุกคนเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถ้าอยากรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ควรจะลงทุนแบบไหน จัดการความเสี่ยงอย่างไร อย่าลืมกดติดตามกันไว้นะครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

เอาล่ะครับ ทักทายกันแล้ว ทีนี้เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้กันก่อนเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและได้รับปัจจัยหนุนจากแผนงบประมาณทางการคลังสหรัฐฯ วงเงิน 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตรงนี้ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถขยายตัวได้ 3% ต่อปีกันเลยล่ะครับผม

มาดูทางฝั่งเอเชียกันบ้างครับ เริ่มกันที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากธนาคารกลางจีนอัดฉีดเงินเข้า Inter-bank Market ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับลด Credit Rating จาก Moody’s ลง ซึ่งส่งผลให้เห็นเค้าลางของความสดใสในตลาดหุ้นจีนมาเป็นระยะ ๆ ครับ

ส่วนทางด้านตลาดหุ้นไทย ปู่ SET ของเราปรับตัวขึ้นมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคครับ เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และในขณะที่ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นดีกว่าคาด ช่วยให้หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวดีขึ้น ซึ่งถือว่าเด้งได้ใจกันเลยล่ะครับ แบบนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปครับผม

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก จะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 48.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่นักลงทุนขายทำกำไรจากผลการประชุมของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ที่เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ โดยผลของที่ประชุมมีมติขยายเวลาการลดกำลังการผลิตไปอีก 9 เดือนครับ

เอาล่ะครับ สถานการณ์โดยรวมเป็นแบบนี้ เรามาดูกันต่อที่กลยุทธ์การลงทุนกันบ้างครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ แหม่.. มาถึงขนาดนี้ปัจจัยมีครบครับ ตั้งแต่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนให้สดใส และความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทางลุงทรัมป์เองก็ดูไปได้ต่อ ถึงแม้ว่าจะความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้าง แต่ผมยังมองว่าหากมีปรับตัวลงของตลาดเมื่อไร ถือเป็นโอกาสให้ทยอยสะสมต่อไปครับ 
  • ตลาดหุ้นยุโรปสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรป จากความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองที่ลดลง โดยดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปยังคงชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวได้ดีทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทเอกชนครับ ซึ่งมองว่าน่าจะสดใสตามมาครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ผมแนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นเอเชียจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นครับ โดยการส่งออกส่วนใหญ่ในประเทศเอเชียปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีตามการขยายตัวเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียลดลง ดังนั้นทยอยสะสมกันต่อไปได้เลยครับ
  • ตลาดหุ้นอินเดียผมยังคงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในหุ้นอินเดียก่อนนะครับ เนื่องจาก มูลค่าของตลาดอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค ทำให้โอกาสที่ตลาดจะปรับขึ้นมีจำกัด ขณะที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงของตลาดมีสูง หากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมา ดังนั้น ตรงนี้รอดูสถานการณ์กันไปก่อนดีกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ตลาดสหรัฐและยุโรปน่าสนใจ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเป็นหลัก (ยกเว้นอินเดีย) ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตราสารหนี้สหรัฐฯ สถานการณ์ตอนนี้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบปี จากความผิดหวังต่อการออกนโยบายของทรัมป์  (อ้าววว) ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ในระยะถัดไป คาดว่าโอกาสที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นสูงกว่าการปรับตัวลง เนื่องจากเข้าใกล้การประชุมเฟดแล้วครับ 
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ตราสารหนี้ไทย ผมมองว่าตราสารหนี้ไทยอายุไม่เกิน 3 ปี มีโอกาสปรับตัวขึ้น เนื่องจากแรงเก็งกำไรในค่าเงินบาทน่าจะทยอยลดลงตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสกลับไปแข็งค่าจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มตึงตัวมากกว่าธนาคารกลางอื่นๆครับ อาจจะเปนโอกาสในการสะสมตราสารหนี้เช่นเดียวกันครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นไปก่อนครับ รอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไปก่อนน่าจะดีที่สุดสำหรับคอตราสารหนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผมคาดว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น ค่าเงินดอลลาร์ จะมีน้ำหนักน้อยลงครับ ดังนั้นมองเป็นโอกาสในการสะสมที่ดีอยู่ครับ
  • น้ำมัน สัปดาห์นี้ผมขอเปลี่ยนแล้วครับ เริ่มชะลอการลงทุนในน้ำมัน หลังจากผลการประชุมของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ ทำให้ราคาน้ำมันขาดปัจจัยหนุน

ไขกุญแจ เลือกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายยังไงให้คุ้มสุดๆ

สวัสดีครับ เมื่อพูดถึงเรื่องการทำประกันสุขภาพแล้ว ประเภทของประกันสุขภาพที่เป็นอนุสัญญา (Rider หรือ สัญญาเพิ่มเติมที่ทำเพิ่มพ่วงเข้าไปกับประกันชีวิต) ที่สำคัญที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ อนุสัญญาในกรณีของ “เงินค่ารักษาพยาบาล”  เนื่องจากเป็นประกันสุขภาพที่เราจะเอาไว้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพื่อชดเชยค่ารักษาพยาบาลต่างๆ เมื่อเราต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใดก็ตาม (เจ็บป่วย, เป็นโรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุ) เรียกได้ว่า ถ้าใครจะคิดจะเริ่มทำประกันสุขภาพ ยังไงก็ต้องมีประกันค่ารักษาพยาบาล ตัวนี้ก่อนเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว

ประกันสุขภาพเพื่อค่ารักษาพยาบาลนั้น ในช่วงก่อนหน้านี้ของบริษัทประกันชีวิตทุกที่จะเป็นแบบ “แยกประเภทค่าใช้จ่าย” คือ จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินวงเงินสูงสุดของค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการ (เช่น ค่าห้อง, ค่าผ่าตัด, ค่าตรวจรังสีหรือเอ็กซเรย์ เป็นต่อวันหรือต่อครั้ง) เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งก็เริ่มพัฒนาประกันสุขภาพค่ารักษาพยาบาลมาเป็นแบบ “เหมาจ่าย”  กันมากขึ้น

ซึ่งประกันสุขภาพตัวค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายนี่แหละครับ คือสิ่งที่เราจะมาไขกุญแจ กันวันนี้!

1. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ต่างจากแบบแยกประเภทยังไง?

อย่างที่บอกไปว่า ประกันสุขภาพตัวค่ารักษาพยาบาล แบบแยกประเภทค่าใช้จ่ายนั้น จะจ่ายค่ารักษาได้ไม่เกินวงเงินสูงสุดของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ แต่สำหรับแบบเหมาจ่ายนั้น จะมีบางรายการที่ยังเป็นแบบแยกประเภท และบางรายการที่เป็นแบบเหมาจ่าย ซึ่งคำว่า “เหมาจ่าย” นั้นหมายถึง การมีวงเงินคุ้มครองต่อปี ทำให้สามารถเบิกเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ได้เรื่อยๆ ตามที่ต้องจ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกินวงเงินที่กำหนด

ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนไหนคิดแบบแยกประเภท ส่วนไหนอยู่ในรายการแบบเหมาจ่าย ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

เมื่อเทียบระหว่างแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย กับ แบบเหมาจ่าย ก็จะพบว่า แบบเหมาจ่ายจะมีจุดเด่นที่เหนือกว่าตรงที่ :

1) ค่าใช้จ่ายบางรายการที่เคยอยู่ในแบบแยกประเภท เช่น ค่าผ่าตัด หรือค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ พอมาเป็นแบบเหมาจ่ายแล้ว ก็สามารถเบิกค่ารักษาได้สูงขึ้น สอดคล้องกับค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น

ลองดูตัวอย่าง ของความแตกต่างของการจ่ายเงิน ของแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย กับแบบเหมาจ่าย เช่น ถ้าค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ วงเงิน 2 ล้านบาทต่อปี ในกรณีที่ ถ้าเราต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วมีค่าผ่าตัด 100,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ 40,000 บาท กันดูครับ

จะเห็นได้ว่า แบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย เราต้องจ่ายเพิ่มรวม 60,000 บาท แต่แบบเหมาจ่าย เราไม่ต้องควักกระเป๋าตังค์เพิ่มเลย (นอกจากส่วนต่างของ ค่าแพทย์เยี่ยมไข้, ค่าห้อง, ค่ายากลับบ้าน หากมีส่วนเกิน)

ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้แหละ ที่เป็นค่าใช้จ่ายหลักๆเวลาที่เราต้องไปนอนโรงพยาบาล ไม่ใช่ค่าห้องพยาบาล หรือค่ายารักษา อย่างที่หลายคนเข้าใจ เปรียบแล้วก็เหมือนส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้ทะเล (ค่าผ่าตัดและค่ารักษาอื่นๆ) แต่เรามักจะเห็นเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือพื้นน้ำทะเล ซึ่งเป็นแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น  (เหมือนค่าห้อง) นั่นทำให้แบบเหมาจ่ายครอบคลุมค่ารักษาได้สูงกว่า อุ่นใจกว่าครับ

2) อาจมีรายการค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้เพิ่มขึ้นจากแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย เช่น ค่าล้างไต เคมีบำบัด และค่ารังสีบำบัด กรณีเป็นผู้ป่วยนอก ทำให้ครอบคลุมกรณีของค่าใช้จ่ายเวลาเป็นผู้ป่วยนอกได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ก็ย่อมจะแพงกว่าแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย (เมื่อดูแพคเกจที่ค่าห้องใกล้เคียงกัน) ทำให้อาจจะเหมาะกับคนที่มีศักยภาพในการทำประกันที่สูงกว่า และอย่าลืมว่า หากเกิดกรณีที่เจ็บป่วยหลายครั้งในปีนั้น (โดยอาจเกิดจากคนละสาเหตุหรือคนละโรค) แบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย ยังสามารถเบิกตามวงเงินใหม่ได้ทุกครั้ง แต่แบบเหมาจ่ายจะเบิกได้เฉพาะวงเงินที่เหลืออยู่ ทำให้หากเจ็บป่วยบ่อยๆ อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวม เกินวงเงินในปีนั้นก็ได้ ซึ่งในกรณีแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย อาจจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็ยากมากที่ภายในปีหนึ่งเราจะป่วยจากโรคหลายโรคต่อเนื่องกัน และวงเงินค่ารักษาเหมาจ่ายต่อปี ถ้าหากเลือกแพคเกจให้สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลของทางโรงพยาบาลแล้ว ก็ย่อมที่จะมีวงเงินค่ารักษามากพอ โอกาสที่วงเงินจะไม่พอก็น้อยลงครับ

2. ถ้ามีสวัสดิการรักษาพยาบาล/มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ควรจะต้องซื้อเพิ่มไหม? จะซื้อยังไง? แล้วถ้าไม่มีอะไรเลย ควรจะทำแบบเหมาจ่ายไหม?

สำหรับบางคนที่อาจจะมีประกันสุขภาพเพื่อค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว หรือมีสวัสดิการรักษาพยาบาลของที่ทำงานอยู่แล้ว (เช่น เบิกค่ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐได้ 100% กรณีทำงานราชการ หรือมีประกันกลุ่มของบริษัท) การพิจารณาว่าควรจะต้องทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาเพิ่มเติมหรือไม่ อาจจะพิจารณาได้จาก :

1) วงเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่ขาด

สำหรับคนที่อาจจะมีประกันสุขภาพแบบแยกประเภทค่าใช้จ่ายแบบเดิมที่เคยทำมาก่อนแล้ว ก็ให้เราลองกลับไปเปิดกรมธรรม์ของเราดูครับว่า วงเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการของเรา ที่เป็นแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย ในรายการที่สำคัญๆ อย่างเช่น ค่าผ่าตัด, ค่าตรวจรังสี หรือค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทã

การเงินในฤดูฝน เรื่องเศร้าที่ทำเราเปียกเพราะน้ำตา

สายฝนโปรยลงมาอีกแล้ว ลองมองดูเม็ดฝนที่เกาะพราวบนกระจกรถ, หน้าต่างบีทีเอส, หรือบริเวณผิวลื่นๆ ของร่มสิ มันให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำปนเปลี่ยวเหงาไม่น้อย ยิ่งถ้าได้เพลง เป็นเพราะฝน กับเบียะ… (น้ำเก๊กฮวย)  อ๊ะ! เดี๋ยวๆๆ นี่มันเกี่ยวกับเรื่องการเงินยังไงเนี่ย!?

 

Money Ideas ขอบอกค่ะ ว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน! ยังไงน่ะเหรอคะ ก็…

 

ทั้งฝนและเงินทำให้เรา ‘เศร้า’ ได้น่ะสิคะ :’(

 

 

ช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมอย่างนี้คงเป็นฤดูที่ใครหลายคนทั้งรักและทั้งยี๊ในเวลาเดียวกัน รักเพราะสายฝนช่วยปัดไล่ความร้อนระอุของเดือนเมษายนให้ทุเลาลง และเกลียดที่บางทีมันก็นำมาบรรยากาศเหงาๆ มาให้ทำให้หัวใจห่อเหี่ยวและเศร้าสร้อย

 

และยิ่งไปกว่านั้น! สายฝนยังทำให้เราต้องเสีย ‘เงิน’ โดยใช่เหตุด้วยค่ะ!!

 

หากคุณยังคิดไม่ออกว่าฤดูฝนทำร้ายเรามากมายแค่ไหน Money Ideas ขออนุญาติยกมือขึ้นสูงเหนือหัว ออกตัวเป็น volunteer นำเพื่อนๆ ไปรีเช็ครอยแผลที่สายฝนฝากไว้กับกระเป๋าตังค์ของเราให้ค่ะ

พร้อมแนะนำวิธีป้องกันง่ายๆ ให้กับเพื่อนๆ เพื่อจะได้ก้าวผ่านหน้าฤดูกาลอันโหดร้ายนี้ได้โดยไม่เลอะคราบมาสคาร่า มาเริ่มกันเลย!

 

 

 

1. ฝนตกคราใด ได้ร่มใหม่ตลอดเลยจ้ะ

 

อุ๊ย! ต้องมีคนสะดุ้งกันบ้างแหละ ออกบ้านทีไร เงยหน้ามองฟ้า ก็เห็นท้องฟ้าโปร่ง แจ่มใสดีนี่นา แต่ไหงพอตกบ่ายตกเย็นปุ๊บ มาแล้วจ้ะ สายฝนที่รัก จะรอให้กลับถึงบ้านก่อนก็ไม่ได้ เล่นเทลงมาหนักอย่างกับลงโทษที่เธอลืมพกร่มติดตัวมาแน่ะ เลยต้องแวะเข้าร้านค้าเพื่อซื้อร่มสักคันมาใช้แก้ขัด (ความไดโซะต่างๆ) เธออาจจะคิดว่าการลงทุนซื้อร่มในครั้งนี้มันคุ้มค่าเพราะร่มราคาไม่กี่บาทเอ๊งงง! แต่เธอลองนึกดีๆ นะ กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องเสียเงินกับการซื้อร่มฉุกเฉินแบบนี้ ถ้าคิดเป็นเงิน เธอเสียเงินไปกับมันเท่าไหร่แล้ว!

 

นี่ยังไม่รวมเสื้อกันฝนอีกนะ!!!

 

ถ้าเธอจะรวบรวมร่มและเสื้อกันฝนเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์วัตถุกันฝนในอนาคตล่ะก็ เราจะไม่ว่าอะไรเลย! แต่ส่วนใหญ่ซื้อแล้วมักเอาทิ้งไว้ที่บ้านให้รกเกะกะเฉยๆ น่ะสิ

 

วิธีป้องกันไม่ให้เงินในกระเป๋าหลุดลอยไปเพราะที่กันฝนรายวันพวกนี้ นั่นคือการมั่นตรวจเช็คสภาพอากาศ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราสามารถตรวจเช็คได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอทีวีรอ รายการฝนฝ้าอากาศ อีกต่อไปแล้ว แค่ทุกเช้าคุณยอมเสียเวลาเช็คซักนิด ถ้าสมมติมีเค้าว่าฝนจะตก (แอปพลิเคชั่นแจ้งว่ามีโอกาสที่ฝนจะตก 30-70 เปอร์เซ็นต์) ละก็ เธอควรหยิบร่มพับติดตัวไปด้วยก่อนออกจากบ้าน กันไว้ดีกว่าแก้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินจุ๊บจิ๊บ

 

 

 

2. กลับตัวก็ไม่ได้ ให้นั่ง (แท็กซี่) ต่อไปก็ไปไม่ถึง

 

เหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นควบคู่กับฤดูฝนที่มาถึงคือ… รถติดค่ะ! (น้ำตาตกในเล็กน้อยตอนได้ยิน) แค่วันธรรมดา ท้องฟ้าแจ่มใส การจารจรในกรุงเทพฯ ก็แย่มากพออยู่แล้ว ยิ่งฝนตก…คุณเอ้ยยย! อย่าให้ said ทั้งเศร้าทั้งหงุดหงิดค่ะ

 

ใครก็ตามที่ใช้บริการรถแท็กซี่ในช่วงเวลาฝนตก คงหงุดหงิดไม่น้อยที่รถแทบไม่เคลื่อนที่เลย แต่ตัวเลขบนจอมิเตอร์ดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเสียเงินค่าแท็กซี่กลับบ้าน (หรือไปยังสถานที่นัดหมายอื่นๆ) ไม่ถึงร้อยบาท ไม่ก็ร้อยต้นๆ กลายเป็นว่าพอฝนตก ค่าแท็กซี่อัพเป็น 250+ บาทเลยจ้าาา! แถมบางครั้งยังทำให้เราไปถึงที่นัดหมายสายอีกต่างหาก!!

 

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เราเสียเงินค่าแท็กซี่ในราคาเกินเหตุคือการเช็คเส้นทางบน Google Maps ให้ดีซะก่อนว่าถนนเส้นไหนมีแนวโน้มรถติดน้อยที่สุด ให้เราเลือกไปเส้นทางนั้นค่ะ ส่วนอีกวิธีที่จะช่วยประหยัดเงินและลดเวลาเดินทางได้มากขึ้นคือการเลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่าง BTS และ MRT แทน รับรองไม่มีภาวะรถไฟฟ้า (บนดิน-ใต้ดิน) ติดแน่นอนค่ะ!

 

 

 

3. ฝนเอยทำไมจึงตก จำเป็นต้องตกเพราะว่ารถเพิ่งล้าง

 

เลื่อนรถเข้าไปในคาร์แคร์แบบสวยๆ กะให้เขาล้างรถให้เงาวิ้ง ขัดแว๊กซ์ให้เงาวับ แต่ขับรถออกมาได้ไม่กี่ร้อยเมตร ฝนตกจ้าาา! ดั่งนรกชังสวรรค์แกล้ง ที่ล้างให้เงาวับเมื่อกี้คืออะร๊ายยย เจ็บปวดจริงๆ ค่ะ สายฝนทำกับเราได้เจ็บปวดจริงจริ๊งงง

 

ทางแก้ที่ดีที่สุดของการล้างรถในหน้าฝนคือเลือกวันดีๆ ค่ะ ปรึกษากรมอุตุจากแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์ก็ได้ค่ะว่าช่วงไหนพายุไม่เข้า แต่ถ้าหากรถของคุณสภาพไม่ไหวแล้ว จำเป็นต้องล้างแบบสุดๆ คุณอาจจะลองหาเวลาว่างออกแรงเพื่อล้างรถที่รักด้วยตัวเองดูค่ะ ประหยัดเงิน แถมได้ดูแลเค้า (รถของคุณ) ด้วยตัวเองอีกด้วย

 

 

 

4. คาเฟ่เรียกหาในวันฝนตก

 

อ้าาา ออกมาข้างนอก แล้วฝนดันตก จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ งั้นขอแวะเข้าคาเฟ่สักแห่งเพื่อหลบฝนสักชั่วโมงสองชั่วโมง สั่งกาแฟ ไม่ก็โกโก้ร้อนมาดื่มสักแก้ว กับครัวซองสักชิ้น… อุ๊ย ฝนยังไม่หยุดตก งั้นสั่งวาฟเฟิลร้อนๆ มากินต่อแล้วกัน เอ๊ะ เครื่องดื่มก็หมดแล้วนี่ ‘พี่คะ! ขอชาร้อนเพิ่มแก้วหนึ่งค่ะ’

 

เราไม่ได้ห้ามนะหากคุณจะเข้าไปร้านคาเฟ่เพื่อดื่มด่ำกับขนมนมเนยพร้อมกับมองดูเม็ดฝนที่ไหลลู่ตรงกระจกหน้าร้านน่ะ เพราะมันช่างเป็นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกฟินจริงๆ แต่!!! ไม่ควรทำบ่อยค่ะ กิจกรรมนี้นานๆ ทำทีจะดีต่อใจมากค่ะ แต่ถ้าทำบ่อยๆ ล่ะก็ ไม่ดีต่อกระเป๋าตังค์ของคุณแน่ๆ

 

วิธีป้องกันน่ะเหรอ หักห้ามใจค่ะ อาจจะเลือกเครื่องดื่มอุ่นๆ สักแก้วเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายระหว่างรอให้ฝนหยุดตก แต่อย่าให้ความหอมหวานของชิฟฟ่อนและเครปเค้กทำร้ายเราได้ค่ะ หากจะกิน ก็ควรกินอย่างพอเหมาะเพื่อเซฟเงินในกระเป๋า แถมยังไม่อ้วนแผละด้วยนะ!

 

 

 

5. กลางคืน… ฝนตก… ความเหงาก็เริ่มแทรกซึม

 

หลาย&#xE04

รู้จัก บี.กริม เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

หากใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อาจจะเคยได้ยินชื่อ บี.กริม กันอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ เพราะเป็นบริษัทที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 1 ศตวรรษ และมีบทบาทสำคัญที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้กับประเทศไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคลองรังสิต ระบบโทรศัพท์ โทรเลข จนมาถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นผู้ที่คอยจัดหาสินค้าและเครื่องจักรสำหรับธุรกิจขนส่งรถไฟฟ้าอย่าง BTS และ MRT ด้วยนะครับ ธุรกิจของกลุ่มบริษัทนี้มีมากมาย นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังทำอีกหลากหลายธุรกิจที่ตอกย้ำจุดยืนของบริษัทในการสร้างความศิวิไลซ์ให้กับประเทศไทยและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับ การขนส่ง ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และวันนี้ที่จะเล่าให้ฟังก็คือธุรกิจพลังงานครับ

บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์คือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในบทความนี้ผมจะเล่าให้ฟังในรายละเอียดดังนี้นะครับ

  • โรงไฟฟ้าแบบ SPP
  • ธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์
  • ภาพรวมงบการเงิน
  • วัตถุประสงค์ในการระดมทุน

มาดูกันเลยทีละหัวข้อนะครับ

1. โรงไฟฟ้าแบบ SPP

โรงผลิตไฟฟ้าแบบ SPP นั้นจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้รูปแบบการผลิตพลังงานความร้อนร่วม ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานชีวมวลอย่างพวกขยะและก๊าซชีวภาพ หรืออาจจะเป็นพลังงานสะอาดอย่างพลังงานลม น้ำ และแสงอาทิตย์ก็ได้นะครับ โดย SPP คือโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าระหว่าง 10-90 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่แล้วโรงไฟฟ้าประเภทนี้จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนะครับ  เพราะนอกจากจะจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. แล้ว SPP ยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ภาคเอกชนได้โดยตรง ซึ่งก็คือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย

และโรงไฟฟ้า SPP จะแตกต่างจากโรงไฟฟ้าอย่าง Independent Power Producer (IPP) ตรงที่ IPP จะจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. อย่างเดียว เพื่อนำไฟฟ้ามาจ่ายให้ภาคครัวเรือนใช้ในชีวิตประจำวัน

2. ธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์

บี.กริม เพาเวอร์  ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับทั้ง กฟผ. และลูกค้าอุตสาหกรรมโดยปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 200 ราย ใน 5 นิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทย ทั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี นิคมอุตสาหกรรมเหมราช และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

ซึ่งถือว่า บี.กริม เพาเวอร์ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของบ้านเราเลยนะครับ เนื่องจาก บี.กริม เพาเวอร์ มีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีระดับโลกและความเชี่ยวชาญของคณะผู้บริหารและวิศวกร ในการผลิตไฟฟ้าคุณภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการเสถียรภาพของไฟฟ้าที่สูงกว่าการใช้ในครัวเรือน เพื่อป้องกันความเสียหายและสร้างความต่อเนื่องในกระบวนการผลิต

ในปัจจุบันบริษัทฯ มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมด 43 โครงการ แบ่งเป็น

  • โครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 28 โครงการกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,626 เมกะวัตต์และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้ง 350 ตันต่อชั่วโมง
  • โครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง 5 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 419.1 เมกะวัตต์และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้ง 90 ตันต่อชั่วโมง
  • โครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 10 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 338.5 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้ง 60 ตันต่อชั่วโมง

ซึ่งในปี 2564 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 2,357  เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 2,111.1 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไอน้ำติดตั้งรวม 500.0 ตันต่อชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 114.2 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 102.6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 16.0 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง 13.0 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ “บี.กริม เพาเวอร์” ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าอีกหลายโครงการ ทั้งในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมาร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว เพื่อตอบสนองกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในระดับภูมิภาคด้วยครับ

จะเห็นได้ว่าทางบริษัทได้มีโครงการที่กำลังสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ แสดงว่ามีการเติบโตที่ดีเลยทีเดียว และสิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือผลประกอบการที่เราสามารถดูได้จากงบการเงินครับ

3. ภาพรวมงบการเงิน

ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2559 จะเห็นได้ว่ารายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดคิดเป็น 17% แม้แต่อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิเองก็มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ และมีการเติบโตของกำไรสุทธิปรับปรุงที่ 89%

จุดเด่นของบริษัทที่ทำให้งบการเงินเติบโตได้แบบนี้ก็คือทางบริษัทมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี และดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยมีการลงทุนและให้บริการลูกค้าอุตสาหกรรมที่มีความ

รู้หมือไร่? ทำไมเราเลือกซื้อขายประกันชีวิตหลายบริษัทในที่เดียวไม่ได้?

คำถามนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะรู้สึกแบบเดียวกันกับผม เพราะจากประสบการณ์ของตัวเอง ที่ผมเคยเป็นตัวแทนประกันชีวิตมา ปัญหาหนึ่งที่ผมมักพบเจออยู่บ่อยๆ คือเมื่อไปวางแผน แนะนำประกันชีวิตให้ใคร ก็มักจะเจอคนตอบกลับมาว่า “ขอเวลาไปตัดสินใจ เปรียบเทียบกับของเจ้าอื่นก่อน” อยู่เรื่อยๆ มันจึงเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผมพอสมควร เพราะหากเรารู้ข้อมูลว่า มีแบบประกันอื่นที่มีผลประโยชน์ดีกว่าแบบประกันของบริษัทเรา แล้วเราพยายามโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อของบริษัทเรา ทั้งๆที่เรารู้ว่า มีแบบอื่นที่มีผลประโยชน์ดีกว่า เราก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้เป็นนายหน้าประกันชีวิต (ถึงทำ แต่ถ้าลูกค้ารู้ เขาก็ไม่อยากซื้ออยู่ดี) หรือถ้าเราใจดี แนะนำให้ลูกค้าไปทำกับบริษัทอื่นที่ผลประโยชน์ดีกว่า ก็ถือว่าเราผิดจรรยาบรรณตัวแทนประกันชีวิตอีก เพราะไม่ซื่อสัตย์กับบริษัทที่สังกัดอยู่

ถ้ามองในมุมของคนซื้อ แน่นอน เราก็อยากมีตัวเลือกให้เราได้เลือกซื้อเยอะๆ ได้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง (อันเป็นสิทธิ์พื้นฐานของคนเรา) แล้วทำไมเราจะต้องถูกบังคับให้เลือกเฉพาะของบริษัทเดียวที่เขามาเสนอด้วยล่ะ? แถมถ้าอยากจะเปรียบเทียบ ก็ต้องไปหาข้อมูลเองของแต่ละที่ ไปเจอตัวแทนของแต่ละบริษัทเอง เอาข้อมูลมานั่งเปรียบเทียบเองแบบงงๆ ทำไมไม่มีใครสักคนที่เอาแบบประกันแนวๆที่เราต้องการ มาเปรียบเทียบให้เราดูสัก 3-4 แบบ แล้วบอกจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละตัวให้เราได้เลือกไปเลย? (เหมือนเวลาเราเลือกซื้อกองทุนรวม)

คนขายก็อยากให้ขายได้หลายที่ คนซื้อก็อยากเลือกซื้อได้หลายๆที่ ในที่เดียว แต่มันติดอะไร ทำไมถึงไม่มี?

ในที่สุด วันนี้ผมก็ได้คำตอบมาฝากทุกๆคน (ไม่ว่าจะคนอยากขายหรือคนอยากซื้อ) ได้แล้วว่า…

สาเหตุที่เราไม่สามารถเลือกซื้อ หรือขายประกันชีวิตหลายบริษัทในที่เดียว ผ่านผู้แนะนำที่เป็น “นายหน้าประกันชีวิต” (แทนซื้อจาก ตัวแทนประกันชีวิต ที่ขายได้แค่บริษัทเดียว) ก็เพราะ :

  • บริษัทประกันชีวิต ไม่มีนโยบายให้นายหน้าประกันชีวิต (ซึ่งเป็นคนกลาง ไม่ขึ้นตรงกับบริษัทไหน) สามารถเสนอขาย หรือแนะนำ แบบประกัน แบบเดียวกับที่ตัวแทนสามารถเสนอขาย หรือแนะนำได้ เนื่องจาก แบบที่ขายผ่านช่องทางตัวแทนนั้น โครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนให้คนขายเป็นโครงสร้างที่รองรับต้นทุนสำหรับตัวแทนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นที่สูง หรือค่าผลตอบแทนพิเศษ ที่เรียกว่า “ค่า overriding (ov)” (เหมือนเป็นค่าโบนัสพิเศษ สำหรับตัวแทนระดับสูง เช่น คนที่เป็นหัวหน้าหน่วย ที่สามารถทำยอดได้ถึงในระดับสูง) ดังนั้น ถ้าจะให้คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวแทนมาขายโปรดักแบบนี้ โครงสร้างของการจ่ายค่าตอบแทนก็จะต้องเปลี่ยน เพราะต้นทุนของนายหน้านั้นต่างจากตัวแทน
  • ถ้าโครงสร้างของการจ่ายค่าตอบแทนของแบบประกันเปลี่ยนไป อาจจะทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงหรือสูงขึ้น (แล้วแต่ต้นทุนของนายหน้าแต่ละราย) ซึ่งถ้าต้นทุนลด บริษัทประกันก็ต้องจ่ายผลประโยชน์แบบประกันสูงขึ้น หรือไม่ค่าเบี้ยประกันก็ต้องถูกลง ถ้าต้นทุนเพิ่ม บริษัทก็ต้องลดผลตอบแทน หรือคิดค่าเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทประกันไม่ต้องการแบบนั้น เพราะแบบประกันแบบเดียวกัน ค่าเบี้ยก็ควรเป็นมาตรฐานเท่ากัน
  • ดังนั้นถ้าอยากจะเอาไปขาย นายหน้าก็อาจจะต้องการันตียอดขายที่สูงมากพอ ถึงจะคุ้ม ในสายตาของบริษัทประกัน แต่ขณะเดียวกัน ถ้านายหน้ามียอดขายที่สูง ก็อาจจะทำให้ไปตีตลาดเดียวกันกับตลาดที่ตัวแทนของตัวเองเป็นคนขายอยู่ (แข่งกันขายสินค้าเดียวกัน) ซึ่งตัวแทนก็คงไม่ชอบใจ (อารมณ์ประมาณว่า บริษัทประกัน ต้องการให้ความสำคัญกับตัวแทนของตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนคนในบริษัทของตัวเองก่อน ไม่อยากให้นายหน้า ซึ่งเป็นคนนอก เข้ามาแข่งขันกันคนของบริษัทตัวเอง)
  • และด้วยความที่นายหน้าเป็นบุคคลอิสระ ที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับบริษัทประกัน ทำให้บริษัทประกันไม่สามารถฝึกอบรม หรือควบคุมการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปในแนวทางอย่างที่บริษัทประกันต้องการได้ (ต่างจากตัวแทน ที่บริษัทควบคุมและฝึกอบรมเอง) ทำให้บริษัทประกันกลัวว่า ถ้านายหน้าไปเสนอขาย หรือแนะนำ แล้วเกิดความเสียหายกับลูกค้า จนถูกลูกค้าร้องเรียน บริษัทประกันต้องมารับผิดชอบความเสียหาย จากคนนอกองค์กร ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมแนวทางการทำงานได้ ซึ่งบริษัทประกันมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ (ขนาดตัวแทนเป็นคนของบริษัทแท้ๆ ยังควบคุมยากเลย)
  • ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องยากมาก ที่คนที่เป็นบุคคลธรรมดา จะเป็นนายหน้าประกันชีวิต แล้วสามารถแนะนำประกันชีวิตแบบเดียวกับที่ตัวแทนขาย ได้หลายๆบริษัท
  • ที่พอจะมีโอกาสทำได้ ก็อาจจะเป็นนายหน้าประกันชีวิต ที่เป็นนิติบุคคล หรือที่เรามักจะรู้จักกันว่า “โบรคเกอร์ประกัน” มากกว่า เพราะมีอำนาจการต่อรองกับบริษัทประกันสูงกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป (เนื่องจากอาจสามารถทำยอดขายได้สูงในระดับที่บริษัทประกันเห็นว่าคุ้มค่าได้) อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดีที่บริษัทประกันชีวิตจะอนุญาตให้นายหน้า (ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา) ขายแบบประกันเดียวกันกับที่ตัวแทนขาย
  • ดังนั้น ส่วนใหญ่ที่เราเห็นโบรคเกอร์ประกันขายประกันชีวิต ก็มักจะเป็นแบบประกันที่ถูกออกแบบมาพิเศษ ขายเฉพาะช่องทางนายหน้าโดยเฉพาะอย่างเดียวมากกว่า ซึ่งจะเป็นคนละแบบกับที่ตัวแทนขาย (เช่น แบบประกันที่ตัวแทนของบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิต ขาย ก็จะแตกต่างจาก แบบประกันที่พนักงานธนาคารตามสาขาของธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งถือใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต ขาย นั่นเอง)

ทั้งหมดนั่น ก็เลยเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นคนหรือบริษัทที่เป็นโบรคเกอร์ประกันชีวิต สามารถเปรียบเทียบและแนะนำประกันชีวิตหลายๆบริษัทให้เราได้ ก็เพราะอุปสรรค และข้อจำกัดเรื่องของ “ผลประโยชน์” รวมถึงการบริหารจัดการของบริษัทประกัน ที่ไม่ต้องการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ในขณะที

ต้องมีเงินเกษียณแค่ไหน ถึงจะเรียกได้ว่าพอ?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวเรื่อง “เกษียณ” อยากจะวางแผนการเงิน และเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งสังเกตได้จากการลงทุนเริ่มคึกคัก หรือการพูดถึงเรื่องการเงินมากมายใน Social Network ต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าสนใจ

แต่คำถามที่ตามมาคือ “แล้วต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเรียกว่าพอ?” เพราะว่าเงินเกษียณ นั้นมันเป็นเรื่องของคนแต่ละคน ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายของเรานั้นมันเพียงพอแล้วจริงๆ

บทความในตอนนี้ไม่ได้มาแนะนำวิธีการคำนวณเงินเกษียณ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า
“หากเราจะวางแผนเกษียณจะต้องนึกถึงอะไรบ้าง และจะต้องเตรียมตัวอย่างไร”

โดยสิ่งที่ต้องวางแผนนั้นมีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่

  1. จำนวนเงินที่ออมต่อเดือน ทบทวนต่อด้วยว่า การวางแผนเกษียณในปัจจุบันนั้นพอหรือไม่ ถ้าหากเงินออมในแต่ละเดือนยังไม่พอ ต้องถามตัวเองว่าจะหาได้จากไหน จะสร้างจากอะไร หรือ เช็คดูว่าเราประมาทเกินไปกับการสะสมเงินในจำนวนที่น้อยไปหรือเปล่า  
  2. ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการเป็นอย่างไร? การวางแผนเกษียณของเรานั้น วางแผนบนพื้นฐานอะไร ความจริง ความฝัน หรือ สิ่งที่ควรจะเป็น หลายคนลืมตัววางแผนจากชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งบางครั้งอาจจะเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องการ เช่นเดียวกันบางคนก็อาจจะวางแผนจากชีวิตที่ลำบากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เงินเกษียณไม่เพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่ต้องถามเป็นลำดับแรก คือ เราต้องการอะไรในชีวิตหลังเกษียณ?  
  3. ผลตอบแทนที่ทำได้จริง โดยปกติแล้วผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสมมติฐานในการลงทุน และการยอมรับความเสียงของเราได้ ซึ่งรู้กันดีว่า ถ้าหาผลตอบแทนได้มาก ก็ใช้จำนวนเงินน้อยลงได้ แต่อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่า การสะสมเงินเพื่อการเกษียณที่ผ่านมานั้น มันทำได้จริงตามเป้าหมายหรือเปล่า เพราะถ้าหากทำไม่ได้เช่นนั้นจริง เราต้องปรับเปลี่ยนแผนระหว่างทางเพื่อให้เดินทางไปสู่เป้าหมายทีต้องการได้  
  4. อัตราเงินเฟ้อ สิ่งที่มีผลอย่างมากกับการเกษียณ นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึงทำให้มูลค่าของเงินของเราลดลง ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับควรจะมีการคำนวณเพิ่มในส่วนนี้ไว้ด้วย  
  5. อายุหลังเกษียณประมาณไว้เพียงพอหรือเปล่า เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวัง คือ จำนวนอายุที่ประมาณไว้นั้น เป็นไปตามความเป็นจริงหรือไม่ เหมือนที่ว่าไว้ คือ “สิ่งที่น่าสลดคือเงินหมดแล้วยังไม่ตาย” นั่นเอง

ดังนั้นสิ่งที่อยากให้ตรวจสอบแน่ๆ 5 ข้อหลังจากนี้ แล้วลองคำนวณใหม่ดูอีกสักที ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าหัลงจากที่เกษียณแล้วต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ และไม่รู้ว่าจะคำนวณที่ไหนนั้นให้มาลองคำนวณได้ที่ ออมเพื่อการเกษียณอายุ ของ Plan Your Money ดูได้เลย

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผลตอบแทนไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น โดยที่มีความเสียงลดลง คือ การจัดพอร์ทลงทุนให้เหมาะสมกับวัยเพื่อให้ได้เงินเกษียณตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัยดังนี้

  • วัยทำงาน (อายุ 21-30 ปี) ยังไม่มีภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่าย ควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น โดยสามารถลงทุนได้สูงสุดถึง 90% เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่เติบโตในอนาคต
  • วัยสร้างครอบครัว (อายุ 31-40 ปี) เป็นช่วงที่หน้าที่การงานเริ่มมั่นคง มีรายได้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นควรทยอยปรับระดับการลงทุนในหุ้นลดลงเหลือสัก 70% เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • วัยมั่งคั่ง (อายุ 41-55 ปี) เป็นช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่ มีฐานะมั่นคง บางคนเริ่มที่จะวางแผนเกษียณก่อนกำหนด และระยะเวลาการออมก่อนเกษียณก็เหลือน้อยลง ดังนั้นจึงต้องปรับลดการลงทุนในหุ้นเหลือ 30% เพื่อเตรียมวางแผนเกษียณ หรือวางแผนเกษียณก่อนกำหนด
  • วัยสุดท้ายใกล้เกษียณ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) หากมีการเก็บออมมาตั้งแต่เริ่มทำงาน เวลานี้ควรปรับสัดส่วนในการลงทุนในหุ้นเหลือ 10% เพื่อให้ความเสี่ยงน้อยที่สุด และเตรียมพร้อมการเกษียณ

คำแนะนำข้างต้นนี้ เป็นคำแนะนำในการจัดพอร์ทลงทุนอย่างคร่าวๆ ซึ่งผู้ลงทุนควรปรับปรุงให้เหมาะสมตามระดับช่วงวัยและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการด้วย

สุดท้ายสิ่งที่อยากจะฝากไว้เพิ่มเติมอีกสักนิด สำหรับเรื่องการออมเงินเพื่อการเกษียณนั้น คือ“การตรวจสอบเป้าหมายตัวเองให้ชัด วางแผนให้ดี และมีเงินที่เพียงพอในการลงทุน”

ถ้าหากตอบได้ครบทั้ง 3 ข้อนี้ รับรองว่าคุณจะเกษียณอย่างมีความสุขได้แน่นอน

แชร์หลัก 6 ข้อจบปัญหาบัตรเครดิตที่ใครๆ ก็ทำได้

เมื่อพูดถึงคำว่า “หนี้” ขึ้นมา เชื่อเลยว่าใครหลายคนต้องนึกถึงหนี้จากการใช้จ่ายอย่าง “หนี้บัตรเครดิต” ที่รูดไปอย่างเมามันไม่ทันคิด แถมหนี้อย่างเดียวยังไม่พอ ยังมี “ดอกเบี้ย” ตามมาคอยหลอกหลอนอีกทอดหนึ่ง พอรู้สึกตัวอีกที จ่ายหนี้ก็แทบจะไม่ไหว แล้วชีวิตจะทำยังไงต่อไปดีล่ะคร้าบ พี่น้องงง

ใจเย็นๆกันก่อนนะคร้าบ!! อย่าเพิ่งท้อใจจนน้ำตาไหลไปเสียก่อน เพราะบทความตอนนี้ ผมมีเรื่องเล่าดีๆ ของรุ่นน้องที่ชื่อว่า “สุชาติ” ผู้ที่สามารถปลดหนี้ 150,000 บาทด้วยตัวเองมาเล่าให้ฟังคร้าบบ

หนุ่มน้อยนาม สุชาติเริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยเงินเดือนเดือนแรกจำนวน 15,000 บาท #ค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อทำงานไปได้สักพัก สุชาติรู้ว่าตัวเองสามารถทำบัตรเครดิตได้ ด้วยความที่เขาอยากมีเครดิตเลยจัดการชีวิตให้เต็มลิมิต (วงเงิน) โดยการสมัครบัตรเครดิตไปทุกแห่งหน เพื่อต้องการใช้จ่ายแบบคนรุ่นใหม่ที่มีเครดิตนำทาง #ว่าเข้าไปนั่น

วันเวลาผ่านไป สุชาติทำงานจนมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท พร้อมด้วยภาระส่วนตัวต่างๆ ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ แต่ที่เพิ่มไวกว่านั้นก็คือหนี้บัตรเครดิต จากที่ใช้แทนเงินสดธรรมดา กลายเป็นหนี้มูลค่า 150,000 บาท ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายแบบไม่คิด ติดหนี้อย่างเมามันส์เพราะสุชาตินั้นจ่ายขั้นต่ำอยู่เสมอ ด้วยความเครียดปนน้อยใจในโชคชะตา น้องสุชาติจึงปลอมตัวไปโพสระบายปัญหาของตัวเองในเว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง เพื่อต้องการความเห็นใจและเผื่อจะได้ข้อคิดดีๆในการปลดหนี้ และก็ได้พบความจริงที่ว่า การใช้ “หนี้โปะหนี้” อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาในตอนนั้น เพื่อสร้างโอกาสที่สองให้กับชีวิตเขาได้ก้าวเดินต่อไป ผ่านวิธีการกู้สินเชื่อส่วนบุคคลมาจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิต

เมื่อได้ไปพูดคุยกับทางธนาคาร สุชาติก็ได้รู้ว่า การเป็นหนี้ส่วนบุคคลในจำนวนเงินที่เท่ากันนั้น ยิ่งผ่อนนานแค่ไหนก็ยิ่งจะเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเท่านั้น สุชาติจึงต้องผ่อนให้ได้เยอะที่สุดต่อเดือน ดังนั้นเขาต้องหาคำตอบเสียก่อนว่า ในแต่ละเดือนเขาจะมีความสามารถในการจ่ายหนี้เท่าไร คิดตัวเลขค่าใช้จ่ายไปมาผลปรากฎว่าอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้สุชาติต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดเป็นเวลา 2 ปี

ทุกวันนี้ สุชาติใช้ชีวิตด้วยความสุข แบบที่ไม่ต้องระแวงเรื่องหนี้อีกต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เอง ทำให้ตัวผมนั้นได้ข้อคิดสั้นๆกับตัวเองว่า

  1. ถ้ารักจะใช้ “บัตรเครดิต” ต้องมีวินัยในการใช้และควบคุมจิตใจของตัวเองให้ได้
  2. ถ้าเป็นหนี้ไปแล้ว สิ่งที่ควรทำคือรีบหาทางใช้หนี้ ไม่ใช่หนีปัญหา เพราะมันอาจจะยิ่งสร้างปัญหา
  3. การใช้วิธี “หนี้โปะหนี้” อย่าง สินเชื่อส่วนบุคคล อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้ที่สะสมมานานได้ แต่ถ้าหากเลือกใช้แล้ว เราต้องมั่นใจด้วยว่า ตัวเราจะมีวินัยในการจ่ายชำระ ไม่งั้นจะกลายเป็นปัญหาใหม่อย่างแน่นอน

สุดท้ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากสุชาติก็คือ การที่ใครสักคนหนึ่งต้องเป็นหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ชั่วร้าย แต่มันอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในช่วงหนึ่งของชีวิต และในทางกลับกัน การเป็นหนี้ยังช่วยสร้างโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนกับการมองต่างมุม เพียงแต่ว่าเราจะเลือกมองในมุมไหน และใช้ประโยชน์อย่างไรให้เหมาะสมที่สุดกับชีวิตของเราเอง

ถ้าหากใครเจอปัญหาหนี้ และต้องการคำนวณดอกเบี้ย สามารถทำได้ง่ายๆที่ http://bit.ly/1XOghoJ

หรือหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างสุชาติ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่สาขาซิตี้ใกล้บ้านคุณ สินเชื่อบุคคลซิตี้ เข้าใจ อนนุมัติไว ให้เยอะ หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/1Nqs3CC

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save