จัดการเงินถูกทิศ ชีวิตดี๊ดี!

เราคงได้ยินกันจนคุ้นหู…

“มีเงินแล้วต้องเก็บนะ”

“ออมเงินไว้บ้าง…ชีวิตจะดี”

แต่ชีวิตทุกวันนี้…แค่จะทำให้ผ่านไปได้เดือนต่อเดือนก็จะแย่แล้ว เพราะรายจ่ายเยอะมาก!! ไหนจะไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันที่เราก็ต้องการใช้ชีวิตอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น ทำให้หลายคนมองไม่ออกว่า ออมเงินสำคัญยังไง แล้วจะทำได้ยังไงในขณะที่ชีวิตปัจจุบันก็วุ่นวายจะแย่อยู่แล้ว

ก่อนอื่น…มาดามขอเริ่มตรงนี้ค่ะ

ทำไมต้องออมเงิน?

คนเรามีเวลาทำงานหาเงินได้จริงๆ กี่ปีกัน กว่าจะเรียนจบ เริ่มทำงาน บางจบตรีแล้วต่อโทเลย สมมติเริ่มที่อายุ 20 ทำงานถึงอายุ 55 เท่ากับเรามีเวลา 35 ปีในการ “หาเงิน”

หลังจากเกษียณอายุ 55 ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ปัจจุบันเทรนด์การให้คนเกษียณเร็วมาแรง (ทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ) นั่นแปลว่า…เวลาในการหาเงินของเราจะน้อยลงไปอีก!

หลังเกษียณ เท่ากับว่าเราหมดเวลาหาเงินแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ คือเวลา “ใช้ชีวิต” และแน่นอนว่า…ต้อง “ใช้เงิน”

อายุเฉลี่ยคนสมัยนี้สูงขึ้นทุกวันค่ะ สมมติเราอายุยืน มีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุ 85 นั่นคือเรามีเวลาใช้เงินอีก 30 ปี…

คิดดีๆ นั่นพอๆ กับเวลาที่เราใช้หาเงินเลยนะ!!

จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าในระหว่างเส้นทางที่เราทำงานหาเงิน…เราหาไปใช้ไป…ไม่ได้เก็บออม????

เราจะทำอย่างไรกับตัวเองในอีก 30 ปีหลังจากที่เราหมดเวลาหาเงิน? แต่ยังต้องใช้เงิน…และอาจจะเยอะกว่าตอนอายุน้อยๆ ด้วยซ้ำ !?!

หากเวลาที่เรามีในการ “หา” พอๆ กับเวลาที่เราต้อง “ใช้”

คิดง่ายๆ นั่นแปลว่า…เงินที่ทำมาหาได้ในวันนี้ เราต้องแบ่งครึ่งนึง…ไว้ให้ตัวเองในอนาคต ด้วยการ “ออม”

เริ่มออมวันนี้…ชีวิตง่าย

หากวันนี้เรารู้แล้วว่าการออมสำคัญ…เราคือคนที่โชคดี เพราะคนจำนวนมาก…ไม่รู้!

หลายคนกว่าจะรู้ตัว…ก็เริ่มเก็บออมช้า ไม่ทันการณ์ บางคนรู้ตัวช้าเกินไป เหลือเวลาแค่ 5 ปีก่อนเกษียณ แล้วเพิ่งจะมาเก็บออมเพื่ออีก 20-30 ปีของชีวิตที่เหลือ

ชีวิตเราจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ…ถ้าเราเริ่มออมวันนี้ เดี๋ยวนี้ ด้วยวิธีง่ายๆ ตามที่คนโบราณเค้าทำกันมา

1. เก็บก่อนใช้ เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเงินออม

ทำมาหาได้มาเท่าไร…เก็บก่อนเลย 10-20% โดยเฉพาะคนที่บอกว่าเก็บเงินไม่เก่ง ดวงเก็บเงินไม่อยู่ ต้องใช้วิธีนี้เลยค่ะ เก็บก่อน เอาเงินไว้ให้ไกลจากตัว ให้พ้นหูพ้นตา

ทางเลือกในการออมเงิน

  • เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบหักบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือน
  • เลือกอัตราเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดถ้านายจ้างมีสวัสดิการนี้ให้
  • เปิดบัญชีซื้อกองทุน โดยตั้งซื้ออัตโนมัติ หักจากบัญชีเงินดือน เลือกได้ตามใจชอบ หากต้องการประหยัดภาษีก็เก็บสะสมใน LTF, RMF
  • ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือบำนาญ เลือกจ่ายเป็นรายเดือนได้ โดยหักจากบัญชีบัตรเครดิต
  • ออมในหุ้น โดยเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี ถ้าชอบปันผลก็เลือกที่มีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งซื้อหุ้นตัวที่เลือกเป็นประจำ

2. มีหนี้…ให้รีบใช้

อย่าเห็นว่าการมีหนี้เป็นเรื่องดี เป็น “สิทธิพิเศษ” ที่คนอย่างเรามีเยอะ…แล้วถือว่าเรามีเกียรติสูง การแบกหนี้ไว้จนถึงตอนที่เราอายุมากๆ มีแต่จะเพิ่มความกดดัน ความเครียดให้ชีวิต เพราะระยะเวลาในการหาเงินได้ของเราจะสั้นลงเรื่อยๆ ทุกปี หากไม่รีบใช้หนี้ ชีวิตจะรู้สึกหนักและเต็มไปด้วยความกังวล

ทางเลือกในการรีบใช้หนี้

  • เมื่อรายได้เพิ่ม, มีรายได้พิเศษ, มีโบนัส เราควรจะแบ่งเงินส่วนนึงมาเพื่อ “โปะหนี้” ลดเงินต้น ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อเดือนลดลงด้วย เมื่อรายจ่ายลด เงินออมก็เพิ่มขึ้นได้ค่ะ
  • พิจารณารีไฟแนนซ์หนี้บ้านเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เงื่อนไขของเงินกู้บ้าน จะอนุญาตให้เราปิดสัญญาโปะหนี้ได้โดยไม่มีค่าปรับเมื่อผ่อนไปแล้วประมาณ 3 ปี ดังนั้น กาปฏิทินไว้เลย พิจารณาทุก 3 ปี ว่ามีข้อเสนอจากธนาคาอื่นในการลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ ดูควบคู่กับค่าธรรมเนียมในการประเมินและการโอนชื่อเปลี่ยนสัญญาให้รอบด้าน ถ้าพิจารณาแล้วคุ้ม ให้ทำ เพราะจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยไปได้มากโข เอาเงินมาออมเพิ่มได้อีก

3. ไม่มีเงิน…ไม่ต้องใช้ ถ้าอยากได้..ให้เก็บเงินซื้อ

คำนี้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราใช้กันมาแล้วทำให้เค้าไม่มีปัญหา “หนี้ท่วมหัว” ค่ะ แต่คนสมัยนี้มีอาการ “อยากได้อะไร…ต้องได้” แล้วก็เลยใช้ไปก่อน โดยไม่สนใจเงินในกระเป๋าว่ายังเหลืออยู่หรือไม่ รูดบัตรเครดิตจ่ายไป เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน

ทางเลือกในการตั้งสติควบคุมตัวเอง

  • พกบัตรเครดิตแค่ 1 ใบ ที่มีจำนวนวงเงินจำกัดเท่าที่เราควรจะใช้จ่ายในแต่ละเดือน
  • แบ่งเงินใส่ถุงหรือกระปุก ตามวัตถุประสงค์ ตามงบประมาณ ถ้าใช้ส่วนไหนหมดแล้วจะได้เห็นชัดๆ
  • ทำงบประมาณ จดรายจ่ายประจำวัน ทบทวนทุกสัปดาห์ หัดเรื่องนี้ให้เป็นนิสัย แล้วการใช้จ่ายของเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
  • อยากได้อะไร ให้ตั้งเป้าหมายแล้วเก็บเงินซื้อค่ะ งด “รูดก่อนผ่อน 0%” เพราะนั่นคือการฝึกนิสัยตัวเองให้ตามใจกิเลส แทนที่จะเป็นคนที่มีเป้าหมายแล้วมุมานะ

4. อดเปรี้ยว..ไว้กินหวาน

คำนี้ยังคงคลาสสิกและจริงเสมอ หากวันนี้เราตามใจตัวเองในทุกสิ่งอย่างที่คิดอยากได้

วันข้างหน้า… “คนที่หน้าเหมือนเราแต่มีผมสีขาว” จะอยู่ยังไงคะ?

วันนี้เราเลือกได้ค่ะ ว่าตัวเราในวัยสูงอายุจะอยู่แบบสุขสบาย
หรือกลุ้มใจวันต่อวันว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้?

คำตอบ ปลายทางนั้น…ขึ้นอยู่กับ “ตัวเราในวันนี้” ล้วน ๆ หักห้ามใจในวันนี้…เพื่อความสุขสบายในวันหน้าเสียบ้าง

ทางเลือกฝึกตัวเองเป็นคน “คิดไกล”

  • จินตนาการถึง “ไลฟ์สไตล์” ตัวเองในวัย 60 คนอย่างเราตั้งแต่ตื่นจนหลับ ใช้ชีวิตย

DCA เจาะลึกกลยุทธ์การออมหุ้นที่ได้ทั้งรุกและรับในทุกราคา

หลายคนอาจจะยังไม่เคยลงทุนโดยการใช้วิธีการออมหุ้นแบบ DCA หรือในทางเทคนิคเราเรียกว่าการซื้อเฉลี่ยต้นทุน ก็เลยแอบสงสัยกันว่า แนวทางการลงทุนแบบนี้มันดีแน่หรือ คนที่ชอบซื้อหุ้นขาขึ้นก็ย่อมไม่ชอบเวลาหุ้นลงหนักๆ ซึ่ง DCA ก็ยังซื้อแม้จะเป็นขาลง ในทางกลับกันคนที่ชอบซื้อหุ้นช่วงราคาลงหนักๆ เพราะได้ของถูก ก็อาจจะไม่ชอบ DCA ก็ได้ ที่ขาขึ้นก็ยังซื้อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือลงการซื้อเฉลี่ยก็จะถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอน

บทความนี้ผมก็เลยอยากจะนำเสนอหลักการและการสร้างวิธีคิดในการลงทุนแบบ DCA ให้ทุกท่านได้เห็นกันนะครับ ถือว่าเป็นการแชร์ความคิดจากประสบการณ์ของผมก็แล้วกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนได้ มาดูวิธีคิดในการใช้เครื่องมือนี้กันในแต่ละข้อนะครับ

“DCA นั้นจะต้องเลือกหุ้นที่มีการเติบโตในระยะยาว”

สำหรับตัวผมแล้วเชื่อว่า DCA มันจะดีได้ในการลงทุนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น และมันก็ไม่สามารถใช้ซื้อได้ทุกตัวซะด้วยสิ ในมุมมองผมแน่นอนว่าเราจะต้องเลือกหุ้นประเภท Growth Stock เป็นหลัก ไม่ใช่หุ้นรอเด้ง Turnaround หรือบรรดาหุ้นวัฏจักรทั้งหลายรวมถึงพวกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ที่เอาแน่เอานอนกับผลประกอบการไม่ได้ หากใครที่ลงทุนในกองทุนรวม ผมว่าวิธีง่ายที่สุดก็คือการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี (Passive Fund) หากเราเชื่อว่าประเทศไทยจะโตต่อไปจากการค้าการลงทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทที่อยู่ในตลาดได้รับการเติบโตไปด้วย

ถ้าให้เราลงลึกเข้าไปก็สามารถดูได้ในเชิงของการเติบโตของธุรกิจ ยอดขายสินค้าบริการและกำไรที่เกิดขึ้น ข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญในงบการเงิน ความเป็นไปได้ในวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ตลอดจนความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว การวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้อยู่ที่ประสบการณ์ของแต่ละคนนะครับ แต่อย่างตัวผมเองจะเลือกธุรกิจที่มองง่ายๆ และน่าจะอยู่เติบโตในระยะยาวได้ สามารถจินตนาการได้ว่า ลงทุนและยังนอนหลับได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของลักษณะหุ้น ผมจะเน้นหุ้นที่มีสภาพคล่องดีๆ มีกองทุนและฝรั่งลงทุน เช่น หุ้นในกลุ่มของ SET50 จะได้มีสภาพคล่องในการซื้อด้วย เพราะถ้าหากไปซื้อหุ้นดีแต่ไม่มีสภาพคล่อง กลัวว่าบางเดือนจะได้ซื้อ บางเดือนจะไม่ได้ซื้อ แต่อันนี้แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ บางคนอาจจะชอบหุ้นเล็กก็ได้

“DCA จะทำให้ต้นทุนในการลงทุนเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”

การลงทุนสไตล์นี้เราจะใช้ “วินัย” เป็นตัวขับเคลื่อนนะครับ เราสนใจแค่ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นเติบโตที่ดี ส่วนราคาหรือความถูกแพงของราคานั้นเราจะใช้การเฉลี่ยต้นทุนจัดการไปครับ วิธีการลงทุนก็คือให้เรากำหนดจำนวนเงินลงทุนคงที่มาลงทุนในแต่ละเดือน เช่น เดือนละ 5,000 บาท เดือนละ 20,000 บาท ในแต่ละเดือนเราจะซื้อหุ้นได้ไม่เท่ากัน ตัวอย่างภาพข้างล่างนี้จะเป็นการซื้อในจังหวะที่ราคาขึ้นครับ

จากภาพจะเห็นได้ว่า ในจังหวะที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินจำนวนเท่าเดิมที่เรานำมาซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมนั้นจะทำให้เราซื้อได้น้อยลงเรื่อยๆ เช่น

เดือนที่ 1 DCA 5,000 บาท ซื้อหุ้นราคา 5 บาทได้ 1,000 หุ้น

เดือนที่ 2 DCA 5,000 บาท ซื้อหุ้นราคา 7 บาทได้ 714 หุ้น

เดือนที่ 3 DCA 5,000 บาท ซื้อหุ้นราคา 10 บาทได้ 500  หุ้น

เงินลงทุนทั้งหมด 15,000 บาท

จำนวนหุ้นที่ได้รับ 2,214 หุ้น

ราคาเฉลี่ย 6.78 บาท

(ตัวอย่างจะไม่รวมค่าใช้จ่าย เช่น commission และ vat ครับ)

ซึ่งนั่นก็มีข้อดีจากการใช้วิธีนี้นะครับ การซื้อได้น้อยลงก็ถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการติดดอยมากขึ้นเรื่อยๆ (ยิ่งแพงยิ่งซื้อน้อยลง) กรณีที่เรามองว่าหุ้นแพง แต่ถ้าเราหยุดซื้อไปก็อาจจะทำให้เราเสียโอกาสได้ถ้ากำไรมันดันวิ่งทันและพื้นฐานถูกยกขึ้นไปอีก ถ้ามองในมุมนี้ก็จะเห็นว่ามันเป็นการลงทุนที่มีเชิงรุกและรับในตัวเองได้ ในมุมมองผมนะ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหุ้นขึ้นไม่ต้องน้อยใจที่ซื้อหุ้นได้น้อยลงนะครับ  การปรับตัวของราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่สะสมมาแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก มันก็คือกำไรจากการลงทุนที่มากขึ้นนั่นเอง (หุ้นขึ้นไม่ชอบหรออ ชอบสิ)

ในทางกลับกันหากเป็นช่วงการลงของราคา มันก็จะทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้มากขึ้นนะครับ จากรูปจะเห็นได้ว่า หากจำนวนเงินที่ลงทุนในแต่ละเดือนมันไม่เปลี่ยนไป จำนวนหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ได้รับจะได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเราอาจจะขาดทุนหรือกำไรลดลงก็ตามแต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการสะสมหุ้นดีๆ เพื่อรอภาวะตลาดฟื้นให้โตไปในระยะยาวได้ อย่างที่ผมบอกในตอนต้นล่ะ การสะสมหุ้นนั้นจะต้องเลือกตัวพื้นฐานดีตั้งแต่แรก การที่ราคาลงมันลงแค่ราคา (ซื้อหุ้นพื้นฐานดีได้เยอะๆในช่วงราคาถูก ไม่ชอบหราาาา?)

ผมลองเอาราคาหุ้นตัวหนึ่งที่เป็นหุ้นเติบโต มีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง สถานะทางการเงินดี มา Back Test ย้อนหลังดูนะครับว่าหากเราลงทุนมานานแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าที่เราเห็นสีแดงๆ คือราคาเฉลี่ยๆ ที่เกิดขึ้นจากการซื้อด้วยเงินเท่าๆ ในแต่ละเดือน จะมีบางช่วงที่เราอาจจะเห็นการตกลงของราคา เส้นค่าเฉลี่ยก็ถ่วงน้ำหนักลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามพอระยะยาว หุ้นที่เติบโต มีคนสนใจลงทุนหุ้นตัวนี้เพิ่ม ตลาดก็จะปรับราคาให้มันแพงขึ้นได้ แน่นอนว่าหากเราสะสมมาอย่างยาวนาน แรกๆ เราอาจจะพบว่า หุ้นมันดีแต่ราคาไม่ไปไหนเลย ก็อาจจะน้อยใจถอดใจไปบ้าง แต่ถ้า Business Model และพื้นฐานดี คนเริ่มมาเห็น ก็จะทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนเราโตขึ้นได้ครับ

ในหลักการเหล่านี้ทำให้หลายๆ คนสามารถกล้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่มีความคาดหวังสูง (P/E เยอะ) ได้

นวัตกรรมเลือกตั้งด้วย ‘เทคโนโลยี Blockchain’ สะดวก ปลอดภัย และโปร่งใส 100%!

ช่วงนี้มีการลงประชามติกันอยู่หลายประเทศ ตั้งแต่ Brexit ที่อังกฤษ ถึงการโหวตร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ซึ่งผลเป็นอย่างไรทุกคนก็คงจะได้ทราบกันแล้ว แต่วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆในการลงคะแนนเสียงรวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกันนะครับ

ถ้าพูดถึงการโหวตครั้งล่าสุดทุกคนต้องนึกถึงประชามติ รู้กันมั้ยครับการลงประชามติครั้งนี้ใช้งบประมาณ 37.3 ล้านบาท  เพื่อจัดทำอุปกรณ์ต่างๆอย่างบัตรเลือกตั้ง หีบบัตรพลาสติก สายรัดหีบบัตร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเงินจำนวนเอาไปใช้ในการพัฒนาประเทศได้เยอะแยะมากมาย ซึ่งตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุค Paperless การเลือกตั้งที่ต้องใช้กระดาษจำนวนมหาศาลนั้นจะหายไป หากเราสามารถโหวตออนไลน์ได้ นอกจากประหยัดงบประมาณรัฐแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ไม่ต้องเสียเวลาขับรถข้ามจังหวัดเพื่อไปเลือกตั้ง หรือแม้แต่กระทั่งคนที่อยู่ต่างประเทศก็จะสามารถเลือกตั้งได้ซึ่งจริงๆตอนนี้ก็มีประเทศที่ใช้ระบบการเลือกตั้งออนไลน์แล้ว เอสโตเนียเองเป็นประเทศเล็กๆในฝั่งยุโรปที่ประชาชนของเขาสามารถนั่งโหวตผ่านหน้าจออยู่บ้านได้สบายๆ ไม่เปลืองงบประมาณแผ่นดินเลย โดยคนเอสโทเนีย 24% ใช้ระบบโหวตผ่านช่องทางออนไลน์ หรือประเทศ  ออสเตรเรียเองในปี 2011 ก็ทดลองโหวตผ่านระบบออนไลน์ในรัฐ New South Wales และวางแผนให้การโหวตผ่านช่องทางออนไลน์เป็นนโยบายระดับชาติ โดยประเทศไทยเองจริงๆแล้วเราสร้างเครื่องลงเสียงเลือกตั้งออนไลน์เองได้ และพยายามจะผลักดันให้เกิดการโหวตออนไลน์ในปี 2546 แต่โครงการนี้ก็ล้มพับไป

การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการเลือกตั้ง

ถ้าพูดถึงวิธีการที่ดั่งเดิมของการโหวตนั้นก็เป็นวิธีการที่ใช้กันมายาวนานแล้ว นั่นก็คือการใช้วิธีการเดินเข้าคูหากาตัวเลือกในกระดาษแล้วก็เดินออกมาใส่กล่อง หลังจากนั้นเมื่อหมดเวลาการลงประชามติหรือการเลือกตั้ง ทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำการปิดหีบและนับคะแนนเสียง อาจจะนับที่คูหาเลยก็ได้หรือส่งไปนับคะแนนที่ส่วนกลางนี่ แน่นอนว่าวิธีการนี้มีความเสี่ยงหลายประการ ที่อาจจะส่งผลต่อคะแนนการโหวต ไม่ว่าจะเป็น

  • หีบใส่ใบเกิดชำรุดหรือหายระหว่างทาง: หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็มีโอกาสทำให้ต้องมานั่งเสียเวลาโหวตกันใหม่ในพื้นที่นั้นๆ ทางหน่วยงานที่กำกับการเลือกตั้งเลยมักจะต้องสาธิตโยนกล่องให้ชมว่ามันแข็งแรงเพียงพอ ไม่ใช้สะกิดนิดเดียวกล่อมพังเพล๊งงงงง หน้าแตกกันไปตามๆ กัน
  • การเกิดความผิดพลาดในการนับคะแนน: อะไรก็ตามที่ใช้คนทำงาน ก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ เช่นในช่วงการนับคะแนน ผู้นับอาจจะตาลาย เมื่อยล้า นับไปนับมาเกิดบอกคะแนนผิด คนจดก็จดผิด คนกรอกคะแนนก็กรอกผิด ทำให้เกิดผลที่เปลี่ยนแปลงไปเลยก็มี
  • การทุจริตในการนับคะแนน: มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ถ้าคณะกรรมการไม่มีความเที่ยงตรงและฝักใฝ่ฝ่ายที่ตัวเองต้องการ ก็จะมีโอกาสที่เขาจะหาช่องว่างเพื่อให้ฝ่ายนั้นๆ ได้ประโยชน์

ความเสี่ยงพวกนี้หลายคนอาจจะมองออก แต่หลายคนเลือกตั้งไปแล้วก็ถือว่าจบหน้าที่ตัวเอง เพราะเราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ รอฟังผลอย่างเดียว หากเกิดข้อผิดพลาดก็ไม่ได้มีการท้วงติงขึ้นมา แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาก็คิดพัฒนานวัตกรรมใหม่เรื่อยๆ แม้กระทั่งเรื่องทางการเมืองก็มีการเอาเทคโนโลยีมาใช้

การ Vote ทาง Internet ก็มีการนำมาใช้อยู่หลายปีแล้ว เช่น ในประเทศแคนาดา  เอสโตเนีย ซึ่งก็ถือว่าเป็นก้าวใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากที่มนุษย์เราได้นำวิธัการโหวตทางออนไลน์มาใช้ ซึ่งก็เป็นการโหวตในรูปแบบใหม่โดยที่เราไม่ต้องไปคูหาเลือกตั้งแต่ใช้การลงทะเบียนออนไลน์ได้ ซึ่งเรื่องระบบการนับคะแนนต่างๆเมื่อเป็นคอมพิวเตอร์ทำแล้วก็จะเกิดความแม่นยำมากขึ้น

การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนากระบวนการทางการเมือง

อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการมันไม่ได้จบแค่นี้จากการเปลี่ยนวิธีการดั่งเดิมในการเลือกตั้งตามคูหาไปเลือกตั้งทางออนไลน์ แต่มันมีเรื่องของกระบวนการพัฒนาทางการเมืองด้วย ปัจจุบันนี้มีบางประเทศเขาได้เสนอความคิดในการใช้ Blockchain เข้ามาให้คนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าเดิมอีก เนื่องจากการเลือกตั้งในระบบเดิม ประชาชนจะเลือกผู้แทนของตัวเองเข้ามาแล้วเขาก็ไปทำหน้าที่ในสภา ซึ่งการทำหน้าที่ของเขานั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนักการเมืองเอง รวมถึงนโยบายของพรรคการเมือง ทำให้หลายๆครั้งอาจจะไม่ได้ทำตามฉันทามติของประชาชนที่ต้องการเท่าไหร่

แต่ด้วย Blockchain นั้นเป็นระบบแบบ P2P ที่เราสามารถนำมาขึ้นมือถือด้วยต้นทุนที่ต่ำมากและสามารถเอาประเด็นที่กำลังอยู่ในสภามาให้ประชาชนทำการแสดงความเห็นและโหวตในแต่ละเรื่องผ่านมือถือ รวมถึงมีการเอาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมถึงขัดแย้งกันในแต่ละกลุ่มประชากรมาวิเคราะห์ได้ด้วยว่าอะไรคือความเกี่ยวโยงและปัญหาอะไรที่สำคัญจะต้องแก้ตามลำดับ

แน่นอนว่าหากระบบ P2P ถูกนำมาใช้ให้ประชาชนโหวตก่อนหน้านักการเมืองจะทำหน้าที่ในสภา นักการเมืองก็ต้องฟังประชาชนที่เป็นเจ้าของเสียงโดยตรง ไม่ใช่ลักไก่อยากยกมือให้คะแนนกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองเหมือนเดิม เอ่ะ! แต่ก็ไม่แน่นะครับ หากระบบ P2P มาจริง มันอาจจะรื้อระบบประชาธิปไตยให้ไปอยู่ในรูปแบบใหม่โดยไม่ต้องมีนักการเมืองเลยก็ได้ (พูดแบบนี้คงจะถูกใจใครหลายๆคนแน่ๆ ฮาๆ) และเหลือแค่

1) ตัวรัฐบาลที่บริหารงาน

2) เทคโนโลยีที่อำนวยต่อประชาธิปไตยทางตรง และ

3) ประชาชนที่จะใช้เสียงผ่านเทคโนโลยีไปถึงรัฐบาล ตรงนี้จะเป็นระบบที่ปลอดภัย ตรงใจ และแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

บางทีการแก้ปัญหาทางการเมืองอาจจะไม่ใช่ความต้องการในรัฐบาลใหม่ แต่อาจจะเป็นเรื่องการสร้างระบบใหม่ให้การเมืองนั้นโปร่งใสและประชาชนออกเสียงที่แท้จริงไปสู่รัฐบาลได้ จริงไหมครับ? ก็ต้องมาติดตามดูกันว่าอนาคต เทคโนโลยีต่างๆ จะเข้ามาช่วยทำให้กิจกรรมทางการเมืองพัฒนาไปในแนวทางไหนได้บ้าง

http://www2.ect.go.th/about.php?Province=sukhothai&SiteMenuID=10256

http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378512155/

Personal Shopper อาชีพเสริมสุดชิคของหนุ่ม-สาวนักช็อป!

Personal Shopper

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (22 เมษายน 2560) ได้มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Personal Shopper กำกับโดย ดอลิเวียร์ แอซสาแยส รอบแรกในไทย ภาพยนตร์ได้นักแสดงสาว คริสเตน สจ๊วจ มาสวมบทบทเป็น มอรีน หญิงสาวผู้ทำอาชีพเป็น Personal Shopper ให้กับเซเลบริตี้ชื่อดังในปารีส เธอมีพี่ชายฝาแฝดคนหนึ่ง แต่เขาได้เสียชีวิตลงเนื่องด้วยปัญหาโรคหัวใจ ก่อนที่เขาจะตายทั้งคู่ได้สาบานกันไว้ว่า หากใครใครที่ตายก่อน คนนั้นจะต้องติดต่อหรือส่งสัญญาณมาหาอีกคนเรื่อยๆ ด้วย

 

 

Personal Shopper Trailer

 

 

สิ่งน่าสนใจที่ MONEY IDEAS อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้คืออาชีพของมอรีนตัวเอกของเรื่องนั่นเองค่ะ เธอประกอบอาชีพเป็น Personal Shopper ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ให้สอดคลอดกับอาชีพและรสนิยม รวมถึงการเลือกซื้อเสื้อผ้าแทนลูกค้า รู้อย่างนี้แล้วหนุ่ม-สาวนักช็อปคงพอมองเห็นช่องทางในการหารายได้เพิ่มแล้วใช่มั้ยล่ะ? 😀

 

 

แต่นอกเหนือจากความรักในเรื่องแฟชั่นและการแต่งตัวแล้ว การที่จะเป็น Personal Shopper ได้นั้นยังต้องอาศัยทักษะด้านอื่นๆ มาเสริมอีกด้วย หากใครสนใจที่จะทำอาชีพนี้ มาเช็คตัวเองกันเลยว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนรึเปล่า!

 

1. ทักษะการสื่อสาร ทำไมทักษะนี้จึงจำเป็นกับการเป็น Personal Shopper น่ะเหรอคะ เพราะการทำงานในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำด้านแฟชั่นนั้น การพูดคุยกับลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่เพียงแต่เป็นการพูดเพื่อให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสอบถามลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบและแนะนำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ ตัวอย่างคำถาม เช่น ชอบหรือไม่ชอบอะไร, ประกอบอาชีพอะไร, สไตล์เสื้อผ้าที่อยากสวมใส่, ชื่นชอบไสตล์ในการแต่งตัวของดารา นักแสดงคนไหนเป็นพิเศษมั้ย หรือมองใครเป็นไอดอลด้านการแต่งตัวรึเปล่า, ต้องการชุดลำลอง ทางการ หรือออกงานสังคม, งบประมาณ ฯลฯ

 

2. ความรู้ด้านแฟชั่น นี่เป็นทักษะที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านแฟชั่นกับผู้อื่น ตัวคุณเองต้องมีความรู้ด้านนี้อย่างดีเสียก่อน รู้ทริกว่าคนผอมควรใส่เสื้อแบบไหนเพื่อให้ออกมาดูดี หรือคนอวบสามารถพรางร่างกายได้ด้วยเสื้อผ้าชิ้นไหน หรือแม้กระทั่งคู่สีที่จับมาแมทช์กันแล้วเข้ากันดี๊ดี เป็นต้น และที่สำคัญต้องชอบอัพเดตเทรนด์เสื้อผ้าใหม่ๆ เป็นนิสัย เพื่อให้การแต่งกายของลูกค้าที่คุณคอยให้คำปรึกษาไม่เอ้าท์

 

3. ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ข้อนี้จะละเลยหรือมองข้ามไม่ได้เลย เพราะคนเรามีความปัจเจกบุคคล ในด้านของความชื่นชอบ วัฒนธรรม สังคม และขนบธรรมเนียบที่แตกต่างกัน การที่ผู้ให้คำปรึกษาเข้าใจถึงความแตกต่างเหล่านี้ในแต่ละบุคคล ก็จะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับลูกค้าได้ง่ายและตอบโจทย์มากขึ้น

 

4. ทักษะด้านการจัดการและตัดสินใจ การทำงานในฐานะ Personal Shopper นั้น ในบางครั้งคุณอาจจะต้องตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าแทนลูกค้า หากคุณมีทักษะด้านการจัดการและตัดสินใจที่ดีเลิศ งานแค่นี้สบายจิ๊บจ๊อย!

 

5. รู้จักเลือก ในที่นี้เราไม่ได้หมายความถึงแค่เรื่องการแนะนำหรือเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ถูกใจลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเลือกแหล่งซื้อ-ขายสินค้าแฟชั่นที่ดี ราคาเหมาะสม และเหนือไปกว่านั้นคือหูตาไวเรื่องของลดของเซลล์ area ไหนตั้งป้ายส่วนลด คุณจะรู้ก่อนใครเค้า! เพื่อนำสินค้าที่ดีแต่ราคาย่อมเยาว์มาเสิร์ฟแก่คุณลูกค้าที่รัก

 

 

จบไปแล้วกับทักษะ 5 ข้อที่เราลิสต์มาให้ ลองตรวจเช็คกันอยู่นะคะว่าคุณมีทักษะเหล่านี้อยู่รึเปล่า ถ้ามีแต่ยังไม่ครบถ้วน ก็ลองฝึกปรือทักษะที่ยังขาดให้ดีและโดดเด่นขึ้น เมื่อทักษะของคุณครบถ้วนเมื่อไหร่ อาชีพ Personal Shopper ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ!

 

อย่ามองข้ามสิ่งที่คุณชอบและรักที่จะทำนะคะ ถ้าหากคุณพัฒนามันให้ถูกทางและถูกวิธี มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้คุณในอนาคตก็ได้

 

 

ด้วยรัก, MONEY IDEAS

 

 

 

 

 

*เอกสารอ้างอิง

Barbara Farfan. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://www.thebalance.com/personal-shopper-job-description-2892473. 24 เมษายน 2560.

National Careers Service. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://nationalcareersservice.direct.gov.uk/job-profiles/personal-shopper. 24 เมษายน 2560.

Spoiler8. 2560. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.spoiler8.com/personal-shopper-2016/. 24 เมษายน 2560.

นุ่น (senseonfilms). (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.senseonfilms.com/personal-shopper-standing-ovation/. 24 เมษายน 2560.

10 ข้อ “คิดแล้วรวย” เพื่อชีวิตมนุษย์เงินเดือน

ผมเชื่อเสมอว่า คนเราเกิดมาแตกต่างกันมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน แต่ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จ เราสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตได้ดีกว่าหวังพึ่งโชคชะตา การเลือกเส้นทางที่ใช่มีความสำคัญนำพาให้เราพบกับความสำเร็จ อาชีพ “มนุษย์เงินเดือน” หลายคนบอกว่ามีความมั่นคงแต่รวยยาก เพราะรายได้ถูกกำหนดโดยคนอื่นและแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลย ประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมบอกได้เลยครับว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็รวยได้ถ้ารู้จักวางแผนชีวิตให้ดี

ก่อนอื่นขออธิบาย นิยามคำว่ารวยของคนเราแตกต่างกัน บางคนบอกว่ามีรายรับมากกว่ารายจ่ายก็รวยแล้ว บางคนบอกว่าต้องมีบ้านมีรถปราศจากหนี้ด้วย บางคนบอกว่าต้องมีเงินพอใช้ไปตลอดชีวิต และบางคนบอกว่าต้องมีเงินไหลเข้ามาแบบอัตโนมัติ (Passive Income) ใช้เท่าไหร่ก็ได้แบบไม่ต้องกังวลเลย

สำหรับผมเป็นคนใช้เงินไม่เก่งแต่ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท จึงเลือกใช้นิยามคำว่ารวยแบบต้องมีเงินพอใช้ไปตลอดชีวิตครับ ซึ่งมูลค่าเงินตามนิยามนี้แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระดับการใช้จ่ายและอายุขัยหลังเกษียณตอนที่เลิกทำงานแล้ว ผมเองมีครอบครัวมีลูก 2 คนคำนวณอิสรภาพทางการเงินต้องมีความมั่นคั่งเป็นตัวเลขหลายหลักสิบล้านบาท ผมทำงานประจำในแวดวงการเงินมา 10 กว่าปี ทุกวันนี้เดินทางมาถึงครึ่งทางฝันตามที่วางแผนไว้ เลยอยากมายืนยันว่ามนุษย์เงินเดือนก็รวยได้แน่นอนครับ

การวางแผนชีวิตเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน เพื่อเป็นเข็มทิศนำพาเราไปให้ถึงฝัน และทำบันทึกการเงินเป็นประจำทุกปีเพื่อให้เห็นว่าเรายังเดินตามความฝันอยู่หรือไม่ มีอะไรที่ต้องปรับปรุง ผมมักเขียนสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีถัดไปมาเป็นข้อๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมยังคงเดินตามเส้นทางฝันถึงทุกวันนี้ แล้วยังกระตุ้นให้ผมหลุดกรอบจากมนุษย์เงินเดือนกล้าลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งลุกขึ้นมาทำอาชีพ Blogger ซึ่งเป็นสิ่งใหม่เกิดมาพร้อมกับโลกโซเชียลเป็นองค์ความรู้ที่ยิ่งให้ยิ่งได้ครับ

ผมขอสรุปข้อคิดการทำงานจากประสบการณ์ของผมให้คุณลองไปปรับใช้ดูนะครับ

  1. จงหางานในธุรกิจที่เติบโตในอนาคตและมีผลกำไรที่ดี
  2. จงเลือกงานในตำแหน่งที่ตรงกับความถนัดและมีโอกาสก้าวหน้า
  3. จงเร่งเรียนรู้และทำผลงานให้เห็นว่าคุณเป็นทรัพยากรที่มีค่าขององค์กร
  4. จงรู้จักมองโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งเปรียบเทียบกับการย้ายงาน
  5. จงหาหัวหน้าที่เก่งส่งเสริมให้เราก้าวหน้า
  6. จงไว้ใจลูกน้องให้โอกาสเขาได้ลองผิดลองถูกแสดงฝีมือ
  7. จงฝึกฝนทักษะผู้นำ การวิเคราะห์ การนำเสนอ และการแก้ปัญหา
  8. จงหัดเก็บออมเงินจากการทำงานเอาไปลงทุนให้เงินงอกเงย
  9. จงแบ่งเวลางาน เวลาส่วนตัว กับเวลาครอบครัวให้ลงตัว
  10. จงอย่าเครียดจนเกินไป งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

ผมอยากบอกว่าทุกอาชีพมีคุณค่าทั้งสิ้น แต่ต้องยอมรับความจริงว่าแต่ละอาชีพผลตอบแทนไม่เท่ากัน โอกาสก้าวหน้าไม่เหมือนกัน และใช้พลังงานชีวิตของเราแตกต่างกัน เราจึงควรเลือกงานที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายชีวิตของเราครับ คนอายุน้อยมีเวลาค้นหาตัวเองว่าเหมาะกับอาชีพอะไร คนอายุเยอะควรหาเจอได้แล้วต่อยอดไปให้ถึงฝัน

ขอให้โชคดีประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ

ถ้าจะลงทุนอย่างยั่งยืน จะเลือก “กองทุนหุ้น”ประเภทไหนดี ?

มีหลาย ๆ คนชอบเข้ามาถามผมเสมอ ๆ ครับ ว่าถ้าหากต้องการลงทุนกับกองทุนรวมหุ้น ที่มีความเสี่ยงสูง ๆ ผมจะเลือกกองทุนประเภทไหนที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ดี ไม่เจ๊งง่าย ๆ แน่นอนครับว่า ไม่มีใครที่จะรู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร (แหม่ ถ้ารู้ผมเองก็คงรวยกว่านี้แล้วละครับ) 

ที่เป็นแบบนี้ ผมเชื่อว่าบางครั้งนักลงทุนเองก็คงจะกังวลว่า ถ้าจะลงทุนระยะยาวแล้วไปเลือกกองทุนหุ้นที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มาเร็ว ไปเร็ว แล้วจะทำให้การลงทุนระยะยาวไม่ประสบความสำเร็จนั่นเองครับ ซึ่งวันนี้ผมมีคำตอบให้ว่า กองทุนหุ้นกลุ่มไหนที่เราพอจะลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจกันบ้างครับ 

ซึ่งถ้าหากเราต้องการลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีความยั่งยืนแล้วละก็ สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูก็คือหุ้นในกองทุนนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่ ส่วนความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนเองก็สามารถมองทางอ้อมได้อย่างง่าย ๆ ว่า กิจการของบริษัทฯ นั้น ๆ มีความจำเป็น และเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่มานานแค่ไหนครับ 

แน่นอนว่า สินค้าจำเป็นก็คือขาดไม่ได้ ขาดแล้วไม่สามารถดำรงชีพได้ เช่น “ปัจจัยสี่ – ที่อยู่อาศัย, อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรค” นั่นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เองส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่มานานมากแล้วครับ เช่น ที่อยู่ = กลุ่มอสังหาฯ และพวกโรงแรม-อาคารเช่า, อาหาร เครื่องนุ่งห่ม = กลุ่มค้าปลีก สุดท้าย ยารักษาโรค = โรงพยาบาล และสินค้าสุขภาพ ความงาม 

ยิ่งในโลกที่กำลังอยู่เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เป็น “เมกะเทรนด์” สำคัญ ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางประชากร ที่กลุ่มคนชั้นกลางกำลังเติบโตขยายตัว และสัดส่วนผู้สูงวัยกำลังเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสที่ประชากรจะใช้บริการด้านสุขภาพก็มากขึ้น และด้วยโอกาสจาก “เมกะเทรนด์” ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ที่ส่งสัญญาณว่าจะเกิดพลังอุปโภคบริโภคอย่างมหาศาล จากคนจำนวนมากในกระแสความเปลี่ยนแปลง พวกเขาจำเป็นต้องจับจ่ายสิ่งของหรือบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งก็หนีไม่พ้นปัจจัยสี่อีกแล้วครับ 

แต่ความต้องการของมนุษย์นั้น สูงเกินกว่าความต้องการพื้นฐาน แต่กลายเป็นต่างคนต่างมีรสนิยมต่างกัน ทำให้คนที่มีรายได้และมั่งคั่งสูง ก็ยิ่งปรารถนาปรุงแต่งชีวิตให้เป็นไปตามรสนิยมของตัวเอง เพราะทุกคนล้วนแต่อยาก “อยู่ดี กินดี ดูดี สุขภาพดี” 

คนจะอยู่ดี นอกจากมีบ้านที่มั่นคงแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านก็ต้องครบครันทันสมัย คนจะกินดี ตามวิถีสังคมเมืองก็ต้องมีร้านอาหารที่สะอาด อร่อย สะดวกสบาย รวมถึงอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ คนจะดูดี ก็มิใช่แค่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา แต่ต้องเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบตัดเย็บอย่างดีมีสไตล์ รวมไปถึงเครื่องสำอางหรือบำรุงผิวพรรณด้วย คนจะสุขภาพดี ก็ต้องรู้จักเฟ้นหาอาหารเสริม หรืออาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงเข้าฟิตเนสเพื่อดูแลร่างกาย ก่อนจะเจ็บป่วย 

และเมื่อมีความต้องการมากกว่าเดิม ราคาก็มีสิทธิ์ที่จะเพิ่มสูงขึ้นได้ ดังนั้นผลตอบแทนที่เราได้รับก็จะใกล้เคียง หรือว่าบางครั้งอาจจะชนะเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นในอนาคตได้อีกด้วยครับ 

จึงเป็นเหตุให้ถ้านักลงทุนต้องการจะลงทุนกับกองทุนที่มีความยั่งยืนในระยะยาว ๆ แล้ว ผมคิดว่ากองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในปัจจัยสี่ หรือว่าสินค้าจำเป็นนั้น น่าจะได้เปรียบ หลาย ๆ บลจ. เองก็ได้ออกกองทุนประเภทนี้ออกมาเช่น กองทุน BBASIC / BBASICDLTF / BBASICRMF ของ บลจ. บัวหลวง ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค นอกจากนี้ กองทุน BBASIC และ BBASICDLTF ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้งอีกด้วยครับ 

สินทรัพย์อีกประเภทที่น่าลงทุน และผมคิดว่าน่าจะยั่งยืน รวมถึงให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอมาก ๆ ก็คือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานนั้น ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไร แต่เกิดจากการใช้บริการของโครงสร้างพื้นฐานนั้น ๆ เช่น ค่าทางด่วน ค่าเช่าเสาสัญญาณโทรศัพท์ ค่ารถไฟฟ้า การใช้บริการจากโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะได้ใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ครับ อย่างกองทุนที่น่าสนใจ ก็อาจจะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น CIMB-GIF และ TMBGINFRA นั่นเองครับ

เห็นไหมครับว่า ยังมีกองทุนอีกมากที่เราสามารถลงทุนระยะยาว ๆ ได้อย่างสบายใจมากขึ้น หากเราพิจารณาความจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันของกิจการได้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อกองทุนนะครับ

วันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้ากับคลินิกกองทุนแห่งนี้นะครับ สวัสดีครับ

[Review] กองทุนรวมผสม ผสมอย่างไรให้ใช่กับตัวตน

กองทุนรวมผสม ในประเทศไทยรูปแบบหนึ่งที่เราคุ้นหูกันดีในช่วงนี้ คือ “Multi Asset Income” ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลงทุนศาสตร์เองก็ติดตามผลงานกองทุนรวมประเภทนี้อยู่บ่อยๆ เพราะชอบลักษณะนโยบายของกองทุนประเภทนี้มากๆ

ว่าแต่ “กองทุนรวมผสม รูปแบบ Multi Asset Income” คืออะไร?

กองทุนรวมผสม คือ กองทุนรวมแบบที่ผู้จัดการกองทุนสามารถกำหนดนโยบายได้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ โดยสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตราสารอนุพันธ์

ข้อดีของกองทุนรวมผสม คือ ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับกลยุทธ์ได้ตามสภาวะตลาดโดยอิสระ ยกตัวอย่างเช่น ช่วงนี้ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ผู้จัดการกองทุนก็สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ ในขณะที่ช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลง ผู้จัดการกองทุนอาจเปลี่ยนมาถือตราสารหนี้เป็นจำนวนมากแทน โดยความยืดหยุ่นนี้จะมีข้อดีเหนือกว่ากองทุนรวมที่เฉพาะเจาะจงอย่างกองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จำเป็นต้องคงการถือสินทรัพย์ตามประเภทของกองทุนไว้ตามที่กฎเกณฑ์กำหนด

ในขณะที่ข้อสังเกตก็มีเช่นกัน อย่างที่เล่าว่า ‘กองทุนรวมผสม’ คือการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทผสมกัน ดังนั้นผลตอบแทนโดยทั่วไปมักจะเกาะค่าเฉลี่ยกลางของสินทรัพย์โดยภาพรวม เช่น กองทุนรวมผสมที่ลงทุนทั้งในตราสารหนี้และหุ้นก็มักจะได้ผลตอบแทนของกองทุนรวมอยู่ตรงกลางระหว่างกองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมหุ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของการลงทุนเป็นหลัก

ทีนี้นักลงทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมผสมได้อย่างไร? เพราะ ‘กองทุนรวมผสม’ ชื่อก็บอกว่าเป็นการลงทุนแบบผสม แล้วผสมแบบไหนถึงจะเหมาะกับนักลงทุนแต่ละประเภท? ผสมแบบไหนถึงจะเหมาะกับนักลงทุนแต่ละคน?

คำตอบคือ “พิจารณาจากสินทรัพย์ที่กองทุนเลือกลงทุนเป็นหลัก” 

เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนรวมผสม แต่ละกองทุนก็มีสินทรัพย์ที่มุ่งเน้นเลือกจะลงทุนแตกต่างกันออกไป โดยขออนุญาตยกตัวอย่างกองทุนผสมทั้ง 3 กองของบลจ.ไทยพาณิชย์ อันได้แก่ SCBMPLUS, SCBGIN และ SCBGMT มาอธิบาย เพราะถึงแม้จะเป็นกองทุนรวมผสมเหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดการลงทุนที่แตกต่างกันอยู่มาก

SCBMPLUS : นักลงทุนที่ต้องการเสี่ยงน้อยหน่อยเลือกกองทุนที่เน้น “ตราสารหนี้และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” 

SCBMPLUS หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ มัลติ อินคัมพลัส เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย ดูจากพอร์ตการลงทุนจะเห็นว่าเน้นการลงทุนเงินฝากและตราสารหนี้ ในขณะที่บางส่วนถือลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจัสมิน ภาพรวมจึงออกมาเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย โดยกองทุนรวมจะเป็นแบบสะสมมูลค่า คือมูลค่าหน่วยลงทุนจะโตไปเรื่อยๆ ตามเวลา หากนักลงทุนต้องการเงินสดเมื่อไหร่ก็สามารถแบ่งขายหรือขายหน่วยลงทุนทั้งหมดได้ตามความเหมาะสม

เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวน ปล่อยให้หน่วยลงทุนค่อยๆ โต ไม่เน้นสินทรัพย์เสี่ยงมากนัก

สามารถดูหนังสือชี้ชวน(FUND FACT SHEET) ได้ที่ goo.gl/tF7XHx

SCBGIN : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่มีกระแสเงินสดระหว่างลงทุน

SCBGIN หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลอินคัม เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้น รวมไปถึงตราสารอนุพันธ์ ดูจากพอร์ตการลงทุนจะเห็นว่าเน้นลงทุนในกองทุนรวมอย่าง DWSMOII:LX และ DIMOURD:LX ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ก็เน้นการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นจากทั่วโลก สังเกตว่า SCBGIN จะเน้นการสร้างผลตอบแทนจากหลายประเทศซึ่งลดความเสี่ยงจากการกระจายการลงทุนไปในภูมิภาคที่กว้างขึ้น มุมมองของ SCBGIN จึงมีลักษณะเป็นการบริหารทรัพย์สินแบบ absolute return โดยมีความผันผวนคาดการณ์ 5 – 8% ต่อปี จากการบริหารสินทรัพย์ที่หลากหลาย

โดยกองทุนรวม SCBGIN เป็นลักษณะรับซื้อคืนอัตโนมัติ คือผู้จัดการกองทุนจะมองภาพจังหวะเวลาและซื้อคืนหน่วยลงทุนตามความเหมาะสม เพื่อให้นักลงทุนมีกระแสเงินสดไปใช้ระหว่างที่ถือหน่วยลงทุน ซึ่งจะมีการซื้อคืนอัตโนมัติปีละไม่เกิน 12 ครั้ง และการซื้อคืนอัตโนมัติแบบนี้มีข้อดีกว่าการปันผลคือเงินที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี 

เหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ ต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น  และมีรายได้เป็นกระแสเงินสดตลอดการลงทุน

สามารถดูหนังสือชี้ชวน(FUND FACT SHEET) ได้ที่ goo.gl/Mm2Bjt

SCBGMT : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและเน้นการเติบโตแบบทบต้น

SCBGMT หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลมัลติสตราทิจีส์ เพื่อผู้ลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อย เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ได้แก่ ตราสารหนี้ หุ้น รวมไปถึงตราสารอนุพันธ์ สังเกตว่ากองทุนรวมแบบนี้จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการบริหารกองทุนที่มุ่งเน้นผลตอบแทนที่มากขึ้น และต้องการความเข้าใจในการลงทุน SCBGMT มีนโยบายการลงทุนที่กว้างและหลากหลาย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกลงทุนได้จากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ลักษณะการลงทุนน่าสนใจมาก แต่ด้วยความเสี่ยงที่สูงจากการลงทุน SCBGMT จะจำกัดการลงทุนเฉพาะผู้ลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อย (มีข้อกำหนดว่าต้องมีสินทรัพย์หรือรายได้ไม่ต่ำกว่าเท่าไหร่ หากสนใจสามารถสอบถามได้โดยตรงที่บลจ.ไทยพาณิชย์) รวมไปถึงกำหนดระยะเวลาการซื้อขายหน่วยลงทุนไว้ถี่น้อยกว่าปรกติ เพราะจะให้ซื้อขายเป็นรายเดือนเท่านั้น สังเกตได้ว่าสินทรัพย์ในขอบเขตที่ SCBGMT ลงทุนได้นั้นจะกว้างมาก ไล่ตั้งแต่ตราสารความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ไปจนถึงตราสารความเสี่ยงสูงอย่างตราสารอนุพันธ์ นักลงทุนที่สนใจการลงทุนที่หลากหลายและตื่นเต้นมากขึ้น กองทุนรวมผสมแบบนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดี เพราะปรกติจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นกองทุนรวมที่สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้กว้างขนาดนี้เลย 

โดยภาพรวม SCBGMT มีลักษณะคล้าย SCBGIN แต่จะเน้นบริหารเชิงรุกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยมีเป้าหมายประมาณผลตอบแทนที่ 6 % ต่อปี นอกจากนี้ SCBGMT ยังเป็นกองทุนรวมชนิดสะสมมูลค่า นักลงทุนสามารถปล่อยให้มูลค่าหน่วยลงทุนโตไปเรื่อยๆ เพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวได้ หรือหากต้องการกระแสเงินสดมาใช้ นักลงทุนก็สามารถทยอยขายออกมาบ้างได้ตามความต้องการ

เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจมองหาผลตอบแทนที่สูงจากสินทรัพย์ที่หลากหลาย และต้องการให้ผลตอบแทนทบต้นต่อไป SCBGMT ก็เป็นตัวเลือกที่น่าเก็บไปพิจารณามากทีเดียว

สามารถดูหนังสือชี้ชวน(FUND FACT SHEET) ได้ที่ goo.gl/B8NeGA

เล่ากันมายาวสิ่งที่จะสรุปคือ กองทุนรวมประเภทเดียวกันก็ใช่ว่าจะเหมาะกับนักลงทุนประเภทเดียวกัน

ยิ่ง กองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายการลงทุนที่กว้างมากอาจจะมีความเสี่ยงสูง กลาง หรือต่ำก็เป็นได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้และความเข้าใจในการลงทุนที่นักลงทุนต้องศึกษาก่อนเลือกกองทุนรวมทุกครั้ง

อย่าลืมอ่านหนังสือชี้ชวน อย่าลืมอ่านหนังสือชี้ชวน อย่าลืมอ่านหนังสือชี้ชวน มันสำคัญมากจริงๆ นะ !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้วกับ “อัศวินกองทุน” และคอลัมน์ Weekly Outlook ในตอนที่ 13 ของปี 2560 กันอีกแล้วครับ ตอนนี้ เราจะมาดูความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกสำหรับคุณผู้อ่านทุกท่านเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

ก่อนอื่น เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนเลยครับ มาดูกันว่าสัปดาห์นี้มีอะไรใหม่ๆกันบ้าง

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

สัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรงจากความกังวลต่ออุปทานที่ล้นตลาด เนื่องจากสต๊อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาดการณ์ และปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ

มาดูทางฝั่งของตลาดหุ้นทั่วโลกกันบ้าง โดยรวมแล้วยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นยกเว้นตลาดหุ้นจีน ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เริ่มประกาศออกมาทั้งหลายนั้น ดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่ดีกว่าคาดการณ์ หรือแม้แต่ตัวเลข PMI ในทวีปยุโรปที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ผมมองว่าที่ตลาดหุ้นจีน A-Share และ H-Share ปรับตัวลดลงนั้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับตัวเลข PMI ของเดือนเมษายนที่ประกาศออกมาต่ำกว่าเดือนที่ผ่านมา โดยความกังวลเรื่องมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในภาคการลงทุน ส่งผลให้เกิดความกังวลให้กับนักลงทุนครับ

ส่วนทางตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากตัวเลขการส่งออกในเดือนเมษายนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาดคาดการณ์ และเป็นไปตามสภาวะของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกครับ

สุดท้ายมาจบที่ราคาทองคำที่ทยอยปรับตัวลงหลังจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีครับ

จะเห็นว่าสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มที่แตกต่างไปจากสัปดาห์ก่อนครับ เรามาดูกันต่อว่ากลยุทธ์การลงทุนนั้นต้องทำอย่างไรกันต่อเลยครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งสนับสนุนต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มากขึ้นครับ
  • ตลาดหุ้นยุโรป ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนในหุ้นยุโรป เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า นายมาครอง จะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าหากนายมาครองชนะจริงๆ หุ้นยุโรปอาจไม่มีการตอบสนองด้านบวกเท่าไรนัก ขณะที่ตลาดไม่ได้คาดไว้ว่า นางเลอเปน จะชนะ ส่งผลให้ความเสี่ยงขาลงของตลาดมีสูงหากนางเลอเปนสามารถพลิกผลโพลล์และชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นควรจะรอดูท่าทีกันไปสักระยะครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย ทางฝั่งเอเชียผมแนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่ จากภาพปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชียที่ขยายตัวดี สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับลดลง มีความกังวลน้อยลง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. ไว้มากแล้ว ทำให้โอกาสที่ดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญลดลงครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนหุ้นยุโรป ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ และทยอยสะสมตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทางฝั่งตราสารหนี้ระยะยาวสหรัฐฯนั้น  มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ผมคาดว่าในระยะกลางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอยู่ครับ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย ก็ไม่น้อยหน้าครับ ผลตอบแทนระยะยาวมีแนวโน้มปรับขึ้นเช่นเดียวกันกับสหรัฐฯ ขณะที่เงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าชั่วคราวตามการจ่ายเงินปันผลที่มักจะมีการโอนย้ายเงินลงทุนออกจากประเทศครับ ตรงนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปครับผม

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

จากสถานการณ์ค่าเงินที่ไม่แน่นอนตอนนี้ ผมแนะนำให้ระมัดระวังการเพิ่มอายุการลงทุนของตราสารหนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผลจากที่ราคาทองคำปรับตัวลงหลังจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนสักเท่าไร อะไรก็ยังเกิดขึ้นได้ครับ ดังนั้นผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครับ
  • น้ำมัน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และคาดว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะตกลงต่ออายุการลดกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ครับ จึงถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะสะสมน้ำมันไปก่อนครับ 

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และทยอยซื้อสะสมในน้ำมันควบคู่กันไปครับ

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

จะเห็นว่าสถานการณ์โดยรวม สามารถสะสมได้เกือบทั้งหมดครับ ยังไงก็เน้นที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย  กับสหรัฐไปก่อนครับ ส่วนยุโรปพักไปก่อนนะครับ ฮ่าๆ

สำหรับฝั่งตราสารหนี้ก็ให้ดูสถานการณ์ค่าเงินไปสักระยะและระวังเรื่องการเพิ่มอายุการลงทุนด้วยครับ แต่สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกยังคงสะสมน้ำมันและทองคำไปได้เรื่อยๆอยู่ครับ

และที่สำคัญที่ย้ำกันทุกๆครั้ง อย่าลืมการจัดพอร์ทลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับกลยุทธ์และจุดประสงค์ในการลงทุน

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 เมษายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 24-28 เมษายน 2560

สวัสดีครับบบบบ หลังจากที่วันหยุดยาวผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงเวลาของผม “อัศวินกองทุน” และคอลัมน์ Weekly Outlook ในตอนที่ 11 ที่จะกลับให้ความรู้กันอีกครั้งตามคำเรียกร้องแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ มาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนครับว่า แนวโน้มจะเป็นอย่างไรบ้าง

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

เริ่มที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ ‘นายสตีเวน มนูชิน’ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการเปิดเผยนโยบายทางด้านภาษีในไม่ช้านี้ เอาล่ะครับ ดูท่าว่าจะเป็นข่าวดีหรือเปล่า ส่วนทางฝั่งของตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง จากความกังวลของผลการเลือกตั้งรอบแรกออกมาตามโพลล์โดย ‘นายมาครอน’ และ ‘นางเลอแปง’ ชนะ และจะแข่งขันกันรอบสองในวันที่ 7 พ.ค. 2560 นี้ ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนกลับมากังวลหากนางเลอแปง ชนะการเลือกตั้งอันนี้ก็ต้องจับตาดูให้ดีครับ

มาดูทางฝั่งของเอเชียกันบ้างครับ ตลาดหุ้นจีน H-Share ปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่องมาตรการการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในภาคการลงทุน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมการเงิน ส่วนทางตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง หลังจากการประกาศผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มธนาคารที่แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากตัวเลข NPL ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่

สถานการณ์ตลาดหุ้นรวมๆแล้วเริ่มจะต้องระวังกันมากขึ้นแล้วครับ! มาดูสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้าง เริ่มต้นจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากความกังวลของนักลงทุนต่ออุปทานของน้ำมันที่สูงกว่าตลาดคาดการณ์  แต่ในขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี สงครามในซีเรีย และความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปที่เกิดขึ้น

เอาล่ะครับ เมื่อภาพรวมมันเป็นเสียแบบนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผม อัศวินกองทุน อีกเช่นเคยครับ เรามาดูกลยุทธ์ประจำสัปดาห์ที่ผมจะแนะนำกันดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมมองว่าตอนนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร อยากแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มออกมาต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ และความไม่แน่นอนของการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจของ ‘โดนัล ทรัมป์’ ที่ผ่านๆมา อาจจะทำให้เราต้องถอยมาตั้งหลักกันก่อนครับ
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ในขณะที่ภาพรวมกลุ่มเอเชียจะดูเหมือนไม่ค่อยจะดีนัก แต่สำหรับญีปุ่นแล้ว ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นครับ เนื่องจากนายคุโรดะผู้ว่าการ BOJ ได้ออกมาพูดว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนครับผม
  • ตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกันครับ ถึงแม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะดูเหมือนว่าปรับตัวลดลง แต่ผมมองว่าเป็นโอกาสทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย เนื่องจากตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว เช่น ตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ และการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปียังอยู่ในระดับต่ำอยู่ ดังนั้นวางแผนลงทุนดีๆ ดูกันยาวๆครับผม
  • ตลาดหุ้นอินเดียและเกาหลี ตอนนี้จังหวะไม่ค่อยดีเท่าไร ผมแนะนำให้ชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากตลาดมีระดับราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐาน ส่วนตลาดหุ้นเกาหลียังคงมีความกังวลเรื่องของโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้นกับเกาหลีเหนือ และยังมีความเสี่ยงในด้านการเมืองในประเทศ ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมอีกด้วยครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย กับญี่ปุ่นเป็นหลักก็พอครับ ส่วนใครที่ชอบตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ขอให้ดูสถานการณ์ไปก่อนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตอนนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงจากความกังวลต่อนักลงทุนต่อความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และซีเรีย การก่อการร้ายในรัสเซีย และท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย เช่นเดียวกันครับ อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตามความผ่อนคลายของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ตการลงทุนไว้ก่อนครับ หรือลองมองหากองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน เป็นหลักครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ
  • น้ำมัน มองว่ายังเป็นโอกาสทยอยซื้อสะสมน้ำมันอยู่นะครับ จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศสนับสนุนให้ยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิต

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สะสมกันทั้งคู่ต่อไปอีกสักนิด ชีวิตจะได้ปลอดภัยครับผม

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้

จะเน้นหนักไปที่ตลาดหุ้นไทย ญี่ปุ่น เป็นหลักครับ (เอาจริงๆ ยุโรปก็น่าจะพอไหวนะครับ) ส่วนตลาดอื่นๆแนะนำให้ชะลอการลงทุนดูท่าทีกันไปก่อนครับ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลก็ยังคงอายุต่อไปเหมือนเช่นเคยครับผม และสุดท้ายที่มาแรงคือน้ำมันและทองคำครั

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน

เรื่องเงินที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว วันหนึ่งมันอาจจะกลายร่างเป็นปัญหาส่วนรวมก็ได้นะจ๊ะ ถ้าพนักงานหลายๆคนมีปัญหาเรื่องเงิน ใช้เงินเกินตัวจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ชักชวนเพื่อนไปลงทุนจนเกิดความเสียหาย ทั้งหมดนี้มันอาจจะฉุดรั้งให้องค์กรสะดุดล้มได้เลยน๊า บทความ “3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน” มีเป้าหมายต้องการให้หน่วยงานรัฐและเอกชน เพิ่มสวัสดิการความรู้ทางการเงินในที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานรู้จักวิธีจัดการเงิน รู้วิธีการลงทุนที่เหมาะสม ก่อหนี้ดีที่สร้างรายได้ พร้อมทั้งมีสมาธิในการทำงานสร้างรายได้ให้ตนเองและองค์กรต่อไป

 

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน

 

จากภาพนี้เราจะเห็นว่าถ้าพนักงานมีปัญหาการเงิน เช่น ใช้เงินเกินตัวจนเกิดหนี้สิน เล่นการพนัน ติดเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ นอกจากตัวของพนักงานเองจะทำงานได้ไม่เต็มที่แล้วเพราะกังวลเรื่องเงิน ยังทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน และส่งผลเสียถึงบริษัทได้ด้วย

ลองคิดดูว่าถ้าพนักงานคนนั้นทำงานเก่ง มีผลงานดี แต่มีปัญหาการเงิน จนต้องหนีเจ้าหนี้ด้วยการลาออกจากงาน ทำให้บริษัทสูญเสียพนักงานที่เก่งๆไปอย่างน่าเสียดาย กว่าจะหาคนอื่นมาทำงานแทนได้ก็จะต้องเสียเงินและเสียเวลากว่าจะฝึกฝนจนชำนาญ 

เอาล่ะ ถ้าไม่อยากให้เรื่องการเงินทำให้ที่ทำงานของเราปั่นป่วน วุ่นวายไปมากกว่านี้ (แค่เรื่องงานก็เยอะล่ะ) ควรระมัดระวังการทำพฤติกรรมแบบนี้ในที่ทำงานนะจ๊ะ

 

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน

 

เรื่องที่ 1 การยืมเงิน

 

ถ้าเรามากินข้าวกลางวันกับเพือนร่วมงาน ตอนกลับแวะซื้อของ แต่เงินไม่พอก็อาจจะยืมเงินเพื่อนมาจ่ายก่อน พอถึงที่ทำงานก็รีบคืนเงิน เพื่อนแบบนี้ทำตัวน่ารักได้ไปต่อ แตกต่างกับอีกบางคนที่ยืมเงินของเราแล้วทำเป็นลืม พอไปทวงแล้วพูดให้เรารู้สึกผิดซะงั้น ทำตัวแบบนี้ไม่น่ารักเลย เพื่อนแบบนี้รู้จักแบบห่างๆก็พอ ถ้าสนิทมากๆอาจจะทำให้เราหมดตัวได้เลยนะจ๊ะ

รู้มั๊ยว่าการยืมเงินมีผลต่อการสั่งงานด้วยนะจ๊ะ บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงแต่ชอบยืมเงินลูกน้อง ถึงเวลาที่จะต้องสั่งให้ลูกน้องทำอะไรก็สั่งได้ไม่เต็มที่ พูดได้ไม่เต็มปากเพราะยังติดหนี้ลูกน้องอยู่ บางครั้งทำให้ลูกน้องเสื่อมศรัทธาไม่นับถือหัวหน้าได้เลยนะจ๊ะ

ส่วนตัวคิดว่า “หัวหน้า” ควรรู้จักวิธีการจัดการเงินที่ถูกต้องและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกน้อง ถ้าใครมีปัญหาเรื่องเงินก็ให้คำปรึกษาได้

 

 

เรื่องที่ 2 การค้ำประกัน

 

การค้ำประกันไม่ต่างกับการเอามือไปซุกหีบ เราจะเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเราไปค้ำประกันให้กับลูกหนี้ที่ดีจ่ายหนี้ครบ เราก็เบาใจไม่เดือดร้อน แต่ถ้าลูกหนี้ที่เราไปค้ำประกันให้นั้น มันเกิดเบี้ยวหนี้แกล้งทำตัวล่องหน ล่องลอยหายเข้ากลีบเมฆไป ขอบอกว่าซวยม๊าก เพราะคนค้ำประกันจะได้รับมรดกหนี้(ที่ไม่ได้ก่อ)มาเต็มๆ มีหนี้แบบไม่ทันตั้งตัวซะงั้น ทำใจแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตาหาเงินมาชดใช้หนี้ของคนอื่นต่อไป

แต่ถ้าจำเป็นจะต้องไปค้ำประกันให้คนอื่นจริงๆ ควรดูนิสัยใจคอและพฤติกรรมการใช้เงินของเขาให้ดีว่าน่าไว้วางใจได้มั๊ย ในขณะที่หลายองค์กรพยายามช่วยเหลือพนักงานเรื่องหนี้สิน แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่ต้องการความรวดเร็ว ด้วยการปล่อยเงินกู้ให้พนักงานในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพื่อไปชำระหนี้เดิมที่ดอกเบี้ยสูงปรี๊ด แต่ว่าแทนที่ปัญหาหนี้สินจะจบลง กลับงอกปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน เช่น

  • พนักงานสร้างหนี้ก้อนใหม่มาเรื่อยๆเพราะรู้ว่ายังไงองค์กรก็ยังช่วยเหลือ
  • ค้ำประกันให้เพื่อนแล้วเพื่อนเบี้ยวหนี้ ทำให้คนค้ำประกันเดือดร้อนเพราะต้องไปชำระหนี้แทน
  • พนักงานที่ค้ำประกันให้เพื่อนที่เบี้ยวหนี้ลาออกเพราะไม่อยากชำระหนี้แทนเพื่อน

ผลลัพธ์ทั้งหมดก็วนกลับมาที่องค์กร แทนที่งานจะเดินก้าวหน้า กลับต้องมาสะดุดขาตัวเองเพราะต้องเสียเวลาค้นหาและฝึกพนักงานใหม่ทดแทนคนเดิมที่ลาออกไป

 

ตัวอย่างความเสียหายจากการค้ำประกัน เสียเวลาไปขึ้นศาลแบบนี้มันไม่สนุกเลยนะจ๊ะ T T

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วน

ที่มา : https://pantip.com/topic/32511311

 

อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การให้ความรู้ทางการเงินกับพนักงาน ตั้งแต่เข้างานวันแรกเพื่อให้พนักงานมีภูมิคุ้มกันทางด้านการเงิน รวมถึงให้ความรู้วิธีจัดการหนี้พร้อมกับการปล่อยกู้ เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ซ้ำอีกครั้ง แม้ว่าวิธีนี้จะเห็นผลช้ากว่าการปล่อยกู้เพื่อให้พนักงานแบบตรงๆ แต่มันทำให้บริษัทยั่งยืนมากกว่า

 

ความรู้เพิ่มเติม

จากเรื่องการค้ำประกันนี้ส่งผลถึงสภาพเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ถ้าคนมีความรู้ทางด้านการเงินมากขึ้น รู้จักวิธีจัดการเงินของตัวเองโดยการก่อหนี้ดีที่สร้างรายได้ให้มากขึ้น มีการค้ำประกันให้คนอื่นมากขึ้น (เพราะไม่เบี้ยวหนี้) รวมถึงมีกฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน สุดท้ายก็จะมีเงินหมุนเวียนในระบบทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น

3 เรื่องการเงินที่ทำให้ที่ทำงานปั่นป่วนที่มา : กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันเริ่มใช้วันแรก 11 ก.พ. 2558 คลิกที่นี่

 

เรื่องที่ 3 การชักชวนกันไปลงทุน(ที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ)

 

“รวยง่าย รวยเร็ว มันไม่มีจริง”

 

หลายคนเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาหลายปี หาวิธีรวยทางลัด รวยเร็วๆแล้วจะได้ลาออกไปใช้ชีวิตอิสระสักที เห็นเพื่อนที่ทำงานส่วนใหญ่ไปลงทุนแล้วได้เงินกลับมาเร็วก็อยากได้บ้าง เพื่อนบอกอะไรก็เชื่อทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบความจริง #โลภ ทุ่มเทเงินเก็บที่มีทั้งหมดเพื่อการลงทุนครั้งนี้ บางคนไม่มีเงินก็ไปกู้ยืมเงินมาลงทุน

ช่วงแรกๆก็ได้เงินกลับมาจริงตามที&#

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save