สมัครงานกับบริษัทที่ปรึกษาการเงินดีไหม เข้าไปแล้วจะเจออะไร?

(*หมายเหตุ : บทความนี่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจอยากจะทำงานเป็นที่ปรึกษาหรือนักวางแผนทางการเงินใน บริษัทที่ปรึกษาการเงินอิสระ และข้อมูลที่ปรากฏ เป็นเพียงข้อมูลที่เกิดจากประสบการณ์และความคิดเห็นของตัวผู้เขียนเองเท่านั้น อาจมิใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเหมือนกันกับ บริษัทที่ปรึกษาการเงิน ทุกๆบริษัท โดยที่ผู้เขียนมิได้มีเจตนาโจมตี หรือเจาะจงไปที่บริษัทใดๆทั้งสิ้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

“พี่ครับ ผมอยากเป็นนักวางแผนการเงิน จะไปสมัครงานที่ไหนดีครับ?”

“พี่ครับ ผมเห็นบริษัท xxx เขารับสมัครที่ปรึกษาการเงิน บริษัทนี้เป็นไงบ้างครับพี่ ผมสมัครดีไหม?”

“พี่คะ ถ้าหนูจะเป็นนักวางแผนการเงิน ต้องไปเริ่มต้นที่ไหน?”

เหล่านี้คือคำถามที่มีคนส่งมาถามผมหลังไมค์ในเพจอยู่เป็นระยะ แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบัน เริ่มมีคนสนใจในอาชีพนักวางแผนการเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (ศึกษาข้อมูลของอาชีพนักวางแผนการเงินได้ที่ 2 บทความนี้ “ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? (ตอนที่ 1) และ “ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? (ตอนที่ 2)) ผมจึงเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจ และอยากรู้ และที่สำคัญคือ ไม่เคยมีที่ไหนบอก และเอาข้อมูลข้างในมาตีแผ่ให้คนข้างนอกได้รับรู้จริงๆซักที ว่าการทำงานใน บริษัทที่ปรึกษาการเงิน เหล่านี้เป็นอย่างไร ทั้งๆที่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทำอาชีพนี้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากสิ่งที่ทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดหาให้ มีแต่เพียงสถาบันที่ให้ความรู้ จัดสอบ และมอบคุณวุฒิอย่าง ตลาดหลักทรัพย์ (SET) หรือสมาคมนักวาวแผนทางการเงินไทย (TFPA) เท่านั้น แต่ไม่ได้ชี้แนะแนวทาง หรือจัดหาลู่ทางให้ว่า หลังจากมีความรู้ หรือได้รับวุฒิบัตรในด้านการวางแผนการเงินแล้ว ควรจะทำยังไงต่อ? เพื่อให้ปฏิบัติงานตามแนวทางการวางแผนการเงินจริงๆได้ ในสายอาชีพนี้ (ปัจจุบันเรียนจบแล้ว ก็ต้องไปหาวิธีการกันเอาเอง)

ดังนั้น วันนี้ผมจะขอพาใครก็ตามที่สนใจในอาชีพนี้ มาทำความรู้จัก บริษัทที่ปรึกษาการเงิน ต่างๆเหล่านี้กัน เพื่อดูว่า หากสนใจเข้าไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาการเงินเหล่านี้ เพื่อสานต่อเส้นทางเป็นนักวางแผนการเงินของแล้ว เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

1. โครงสร้างภายนอกของบริษัท

เพื่อให้เห็นภาพ บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เหล่านี้ โดยมากมักจะอยู่ในรูปแบบของ “ออฟฟิศ” ขนาดเล็ก โดยจะมีการเช่าพื้นที่อยู่ในอาคารสำนักงานต่างๆ ที่เปิดให้เช่าพื้นที่ ร่วมกับบริษัทอื่นๆ ภายในอาคารเดียวกัน โดยอาจจะมีขนาดของออฟฟิศไม่ได้กว้างขวางมากนัก อาจจะเป็นแค่ห้องเพียงห้องเดียว หรือหลายห้อง ในหลายชั้นก็ได้ แล้วแต่ขนาดของบริษัท

2. โครงสร้างการดำเนินงานภายในของบริษัท

เนื่องจากในการวางแผนการเงินจะมีการแนะนำสินค้าทางการเงินให้กับลูกค้าด้วย ซึ่งโดยมากก็จะหนีไม่พ้น “กองทุนรวม” กับ “ประกัน” (ชีวิต / สุขภาพ / อุบัติเหตุ / วินาศภัยอื่นๆ) เป็นหลัก ดังนั้น คนที่จะเป็นที่ปรึกษาหรือนักวางแผนการเงินของ บริษัทที่ปรึกษาการเงิน จึงจำเป็นต้องถือใบอนุญาตในการแนะนำสินค้าดังกล่าวด้วย สำหรับประกันชีวิต ก็คือ “ใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต” และสำหรับการแนะนำสินค้าการลงทุน เช่น กองทุนรวม ก็จำเป็นต้องมี “ใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน” ด้วย

รายได้ของที่ปรึกษาการเงินเหล่านี้จึงมาจากค่าคอมมิชชั่นของประกัน โดยเฉพาะประกันชีวิต เป็นหลัก เนื่องจากเป็นสินค้าที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงที่สุด (ประมาณ 25-40% ของเบี้ยประกันปีแรก) ส่วนรายได้จากค่าคอมมิชชั่นของการแนะนำกองทุนรวมจะค่อนข้างน้อย (ประมาณ 0.15% ของมูลค่าเงินลงทุนต่อปี แต่จะได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ ตามฐานของมูลค่าเงินลงทุนที่สูงขึ้นทุกๆปี หากมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ)

เมื่อต้องทำงานโดยถือใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตเช่นนี้ ก็ทำให้โครงสร้างภายในของบริษัทจริงๆ มีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการทำงานของบริษัทประกันชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ ภายในบริษัท จะมี “หน่วยงานประกันชีวิต” อยู่ภายใน อาจจะมีเพียงหน่วยเดียว หรือหลายหน่วยก็ได้ ซึ่งแต่ละหน่วยก็จะมี “หัวหน้าหน่วย” ที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตอาวุโส เป็นผู้ดูแลบริหารหน่วยอยู่ และหากมีการรับคนใหม่ๆเข้ามาเป็นที่ปรึกษาฯ ก็จะอยู่ในรูปของ “ตัวแทนประกันชีวิต” หน้าใหม่ ที่ต้องสังกัดเป็น “ลูกหน่วย” ของหัวหน้าหน่วยต่างๆเหล่านี้ด้วย การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ปรึกษาการเงินเหล่านี้จึงถูก “ยึดโยง” กับบริษัทประกันชีวิตอย่างแยกไม่ออก (เพราะยังต้องรับผลตอบแทนโดยตรงจากบริษัทประกันชีวิตนั้นอยู่ ได้เพียงที่เดียว)

แต่นอกเหนือจากความเกี่ยวพันกับบริษัทประกันชีวิตแล้ว ผู้บริหารของ บริษัทที่ปรึกษาการเงิน เหล่านี้ ก็อาจจะมีการไปเจรจาธุรกิจกับธุรกิจการเงินอื่นๆ เพื่อเป็นตัวแทนขาย หรือเป็นผู้แนะนำสินค้าทางการเงินอื่นๆอีก นอกเหนือจากประกันชีวิต เช่น กองทุนรวมในไทย โดยผ่าน บริษัทหลักทรัพย์(บล.) หรือที่เรียกว่า “โบรคเกอร์” หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อให้ที่ปรึกษาไปขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนขายกองทุนรวมของบล.หรือบลจ.เหล่านี้ นอกจากนี้อาจจะยังมีสินค้าการอื่นๆ จากต่างประเทศ เช่น ประกันสุขภาพ, ตั๋วสัญญาใช้เงินต่างๆ หรือ การลงทุนในรูปแบบของกรมธรรม์ประกันชีวิต (Investment Link) ที่เป็นของบริษัทต่างประเทศ ที่บริษัทได้ไปเจรจามา เพื่อรับมาขายอีกด้วย

หรือในบางบริษัท ก็อาจมีการไปเจรจาร่วมธุรกิจกับธุรกิจ หรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ทำการตลาด หรือประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างแบรนด์ ให้กับของบริษัทตัวเองอีกด้วย เช่น การไปออกบูธงานเอ็กซโปทางการเงิน การออกสื่อ รายการทีวี หนังสือพิมพ์ หรือไปร่วมลงทุนในธุรกิจการเงินอื่น เป็นต้น

วางแผนภาษีแบบมืออาชีพ

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ ใกล้สิ้นปีแบบนี้ใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่องวางแผนลดหย่อนภาษี น้องเคยซื้อแต่กองทุน ไม่รู้ว่าจะต้องวางแผนยังไงถึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด พี่มั่นคงช่วยแนะนำทีนะคะ

 

พี่มั่นคง : ได้เลยจ้ะ อันที่จริงหลายๆ คนอาจมีการทำเรื่องลดหย่อนภาษีกันบ้างอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้มีการวางแผนแบบรอบด้านที่เหมาะสมกับตัวเอง และได้สิทธิประโยชน์สูงสุด ส่วนใครที่ยังไม่เคยเริ่มวางแผน บอกเลยครับว่าไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นเรื่องยาก วันนี้พี่มั่นคงมีวิธีวางแผนภาษีแบบมืออาชีพมาฝากกันจ้ะ

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะนึกสงสัยว่าการวางแผนภาษีแบบมืออาชีพที่ว่านี้คืออะไร และจำเป็นต้องทำด้วยเหรอ พี่มั่นคงอยากจะแนะนำว่าการวางแผนภาษีนั้นนอกจากจะได้ประโยชน์ในหลายๆ ด้านแล้ว ยังช่วยเราประหยัดเงินได้อีกเยอะ ซึ่งเงินที่ประหยัดได้จากการวางแผนภาษีนี้ เราสามารถนำไปใช้ลงทุนเพิ่ม ออม ทำตามเป้าหมายที่ต้องการ หรือแม้แต่ให้รางวัลกับตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำได้

 

เห็นไหมครับว่าการวางแผนภาษีนั้นดีอย่างไร ทีนี้สิ่งต่อมาคือการเริ่มต้นวางแผนอย่าง “ถูกต้อง” ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งหลักการวางแผนภาษีนั้น พี่มั่นคงขอสรุปออกมาเป็นแนวทางสั้นๆ 3 ข้อตามนี้ครับ

BLA2 (2)-01

  1. คำนวณได้ เริ่มต้นจากการคำนวณภาษีของเราให้ถูกต้อง เพื่อที่จะดูว่าทุกวันนี้เราเสียภาษีในจำนวนเท่าไร และเลือกวิธีที่เหมาะสมและคุ้มค่าในการวางแผนประหยัดภาษี

 

  1. ใช้ค่าลดหย่อนครบ อันดับแรก ดูว่าเราสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนอะไรได้บ้างจากรายการที่มี เช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรส ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (บ้าน) ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดูคนพิการ อันดับต่อมา คือกองทุนต่างๆ ที่เป็นสวัสดิการ เช่น เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมกบข.สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการ เป็นต้น จากนั้นจึงจัดหาค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินและลงทุนระยะยาวไปด้วยในตัว โดยเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเรา เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมถึงประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิต เป็นเงินออม สามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษี ส่วนเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก็แตกต่างกันไปดังนี้ครับ

Screen Shot 2015-11-27 at 15.49.51

  1. นำเงินภาษีไปลงทุนต่อ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อยอดให้เงินนั้นงอกเงยต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ หรือนำไปลงทุนในค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเพื่อประหยัดภาษีในปีต่อๆ ไป ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ

 

สุดท้ายนี้ การวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพนั้น ต้องไม่ลืมหลักการพื้นฐานทั้ง 3 ข้อนี้ เห็นไหมครับว่า การวางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าอยากหาตัวช่วย พี่มั่นคงขอแนะนำอีกหนึ่งทางลัดคือ “ที่ปรึกษาการเงิน” มืออาชีพ หรือเรียกย่อๆ ว่า FA ซึ่งมาจาก Financial Advisor นั่นเอง ที่ปรึกษาการเงินสามารถช่วยวิเคราะห์พื้นฐานของเรา พิจารณาสถานะทางการเงินในปัจจุบัน และช่วยวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน รวมไปถึงแผนภาษี ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละคน ทั้งเสริมสร้างฐานะ และสร้างหลักประกัน เพื่อให้ตรงกับความต้องการและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในชีวิตได้อย่างราบลื่นและมั่นคงครับ

 

น้องมั่งคั่ง : ขอบคุณมากค่ะ พี่มั่นคง พอรู้แบบนี้แล้วน้องขอตัวไปวางแผนภาษีเพิ่มเติมก่อนนะคะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจน้องจะมารบกวนถามพี่ใหม่นะคะ

 

พี่มั่นคง : ยินดีครับน้องมั่งคั่ง ยังไงอย่าลืมหลักการสามข้อนี้นะครับ (ยิ้ม)

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการวางแผนการเงิน หรือวางแผนภาษี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กรุงเทพประกันชีวิต http://www.bangkoklife.com/th หรือโทร 02-777-8888

พร้อมเพย์ พร้อมใช้ ธุรกรรมการเงินยุคใหม่ ไม่ต้องจ่ายเงินสด

ถึงวันนี้หลายคนคงรู้เรื่องระบบ “พร้อมเพย์” กันแล้วว่าเป็นบริการโอนเงินและรับเงินรูปแบบใหม่ สนองนโยบายรัฐบาลภายใต้แผนยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ในการรณรงค์ให้เกิดการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดผ่านระบบพร้อมเพย์ ที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนคนทั่วไปหรือองค์กรธุรกิจในการโอนเงิน รับโอน รวมถึงการรับเงินสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐ เช่น เงินคืนภาษี เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือต่างๆ

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ชัดๆ ว่าระบบนี้คืออะไร ใช้ทำอะไร สมัครแบบไหน และดียังไงบ้าง วันนี้มาดามฟินนี่จะมาคุยให้ฟังค่ะว่าการผูกบัญชี “พร้อมเพย์” นั้นง่ายและมีดียังไง ไปดูกันค่ะ

ทำไมต้อง “พร้อมเพย์” มันดียังไง?

  1. หนึ่งคนหนึ่งเลขบัตรประชาชนผูกได้บัญชีเดียว หนึ่งเบอร์มือถือก็ผูกได้บัญชีเดียว ทีนี้ทุกอย่างก็ง่าย ไม่ต้องจำแล้วเลขที่บัญชีหลายหลัก จำให้ได้แค่เบอร์มือถือกับหมายเลขบัตรประชาชน จบ!
  2. เริ่มใช้ก็ง่าย แค่ไป “ผูกบัญชีเงินฝาก” ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบออมทรัพย์ หรือกระแสรายวันของธนาคารใดก็ได้ที่มีอยู่ ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่เข้ากับเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือ
  3. สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยเพราะไม่ต้องพกเงินสดเยอะๆ  ไม่ว่าเธอจะอยากโอนเงินให้คนอื่นหรือรับเงินโอนจากใคร แค่คนโอนรู้เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือผู้รับโอน แค่นี้การโอนเงินก็ทำได้ง่ายๆ ผ่าน Mobile Banking, Internet Banking และตู้ ATM โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคารด้วยซ้ำ
  4. รัฐบาลอยากเห็นความโปร่งใสในธุรกรรมทางการเงินค่ะ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบเรื่องรับ-จ่ายจะง่ายแต่ยังโยงไปถึงเรื่องความปลอดภัยด้วย เมื่อโปร่งใสตรวจสอบง่าย โอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะแอบมาใช้บัญชีของเราไปทำธุรกรรมทางการเงินก็จะลดลง
  5. รับเงินจากรัฐบาลได้ไวขึ้น ไม่ว่าจะสวัสดิการต่างๆ หรือเงินคืนภาษี ลดระยะเวลาเรื่องทำจ่ายเช็ค แล้วไหนจะต้องส่งไปรษณีย์ เอาเช็คมาเข้าบัญชีอีก
  6. ตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ การโอน การรับ การจ่าย ทุกอย่างถูกเก็บเป็นประวัติในระบบ เรียกดูได้ตลอด
  7. ค่าธรรมเนียมการโอนผ่านระบบ “พร้อมเพย์” ถูกกว่าค่าธรรมเนียมการโอนเงินปกติ เพราะค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 10 บาท / รายการ (โอนน้อยกว่า 5,000 บาท โอนฟรี)

มีอะไรต้องกลัว มีอะไรต้องระวัง ในการใช้ “พร้อมเพย์” มั้ย?

คนอื่นรู้เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์มือถือของเราแล้ว ไม่อันตรายเหรอ?

ไม่ค่ะ เพราะการรู้เลขพวกนั้น ก็เหมือนที่คนอื่นเค้าเคยรู้เลขที่บัญชีเรา รู้ไว้เพื่อโอนเงินเข้า ไม่ใช่ถอนเงินออก การถอนเงินโอนเงินออกก็เหมือนกับการถอนและโอนเงินจากบัญชีปกติ ที่ต้องใช้สมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม หรือรหัสอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งนะ

อยู่ดีๆ รัฐบาลสามารถมาหักเงินของเราไปจากบัญชีได้มั้ย?

ไม่ได้ค่ะ เหตุผลเดียวกับข้อ 1 การถอนเงินต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของบัญชี

ถ้าโอนเงินไปให้คนอื่นผิดบัญชีล่ะ?

ปัญหานี้จะเกิดได้ยากนะ เพราะก่อนยืนยันการโอน ระบบของธนาคารจะต้องแสดง ชื่อ นามสกุล ของผู้รับเงินบนหน้าจอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อน ถ้าบังเอิญโชคร้ายผิดจริงๆ ขั้นตอนแก้ปัญหาก็จะเหมือนๆ กับการโอนเงินผิดจากบัญชีเงินฝากนั่นแหละ

ถ้าไม่เคยแจ้งเลยหรือมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือให้ธนาคารที่ใช้อยู่รู้ล่ะ?

ไม่มีปัญหาค่ะ เราสามารถถือบัญชีสมุดเงินฝากกับบัตรประชาชน เดินไปที่ธนาคารที่เลือกผูกบัญชีสาขาไหนก็ได้ แล้วแจ้งเบอร์มือถือที่ต้องการผูกบัญชีได้เลย

ข้อดีเยอะแยะมากมายขนาดนี้…คงทำให้เธออุ่นใจ และอยากใช้ระบบ “พร้อมเพย์” กันแล้วสินะ

ส่วนจะผูกบัญชี “พร้อมเพย์” กับธนาคารไหนดีนั้น วันนี้มาดามอยากพูดถึงระบบ “พร้อมเพย์” ของธนาคารไทยพาณิชย์ “SCB พร้อมเพย์” ให้ฟังค่ะ

แล้ว “SCB พร้อมเพย์” ดียังไง?

เธออาจจะคิดว่า เลือกธนาคารใดก็ได้ที่มีบัญชีออมทรัพย์อยู่ แต่มาดามอยากให้เธอคำนึงถึงหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะ “ความสะดวก” และ “บริการ” ของธนาคารที่เธอจะใช้เป็นหลักในการเลือกค่ะ

หลังจากที่มาดามได้ดูข้อมูล “SCB พร้อมเพย์” ของธนาคารไทยพาณิชย์ แล้วพบว่า…

  1. ความประทับใจแรกคือ ข้อมูลในเว็บไซต์ https://promptpay.scb/ อ่านเข้าใจง่ายมาก! มีการตอบคำถามที่คนสงสัยและกลัวไว้ครอบคลุมและชัดเจน #ดีงามมาดามชอบ และรู้สึกปลอดภัยขึ้นไปอีกเมื่อสมัครพร้อมเพย์ผ่านเว็บแบบนี้ที่เรียกว่า “Top Level Domain name” เพราะระบบความปลอดภัยสูง!
  2. แนวทางของ “SCB พร้อมเพย์” นั้น เค้าวางตัวเองให้เป็น “Lifestyle Payment” คือไม่ใช่แค่ระบบโอนเงินจ่ายเงินธรรมดา แต่ยังใส่ใจและขยายบริการให้ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างเราๆ ให้ใช้งานจริงอย่างสะดวกสบายด้วย! #ดีงามมาดามชอบ อีกแล้ว ตัวอย่างแคมเปญล่าสุด “SCB พร้อมเพย์ แท็กซี่เดลิเวอรี่พร้อมรับ” ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ไปดึง 4 พันธมิตรเครือข่ายแท็กชี่และเดลิเวอรี่เซอร์วิส ได้แก่ แกร็บแท็กซี่ (Grab), ออลไทย แท็กซี่ (All Thai Taxi), สกู๊ตตาร์ (Skootar) และอีทเรนเจอร์ (Eat Ranger)  ที่ผู้ใช้ “SCB พร้อมเพย์” สามารถชำระค่าบริการนั่งรถแท็กซี่ผ่าน “SCB พร้อมเพย์” ได้เลย ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดเยอะๆ บริการนี้ใช้ได้แล้วในเขตกรุงเทพฯ ค่ะ

เริ่มต้นลงทุนเร็ว…ถึงมีเงินน้อยก็รวยได้

ความฝันกับความเป็นจริงนั้น ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันอย่างมาก เรื่องเงินก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่คนเรามักจะมีความฝันว่าอยากร่ำรวย มีเงินล้าน และน่าจะเป็นเรื่องแรก ๆ ที่ทุกคนฝันเสียด้วย ซึ่งจากผลสำรวจของโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม พบว่า ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีการลงทุนแล้วกว่า 50% และมีความคิดว่าจะมีเงินล้านภายใน 10 ปีข้างหน้า สูงถึง 90% เลยทีเดียวครับ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีเลยทีเดียวครับที่หลาย ๆ คนคิดแบบนี้ แต่ก็ยังคงมีคนที่สะดุดกับความเป็นจริงและไปไม่ถึงฝั่งเสมอ เพราะการที่เราจะไปถึงจุดนั้นน้อยคนที่จะทำงานเก็บเงินอย่างเดียวเพื่อจะมีเงินล้าน 

ผมเชื่อว่า เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่าการเก็บเงินในออมทรัพย์ธรรมดานั้น ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้องเสียเท่าไหร่ และต้องใช้เวลานานมาก กว่าจะมีเงินล้าน ซึ่งเราต้องการให้เงินออมทำงานแทนเราบางส่วนเพื่อที่จะสามารถที่จะมีเงินล้านได้เร็วขึ้น เว้นเสียแต่คนที่มีรายได้ที่มากพอ เช่น มีเงินเดือน 1-2 แสนบาทต่อเดือน

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่มีเงินเก็บไม่มาก และอยากที่จะมีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น ก็แน่นอนว่า ต้องเข้าใจเรื่องเงินมากขึ้น และต้องให้การลงทุนมาช่วย

ก่อนอื่น คงต้องมาสำรวจตนเองก่อนว่า เราสามารถที่จะหารายได้ ได้เท่าไหร่ต่อเดือน เหลือกิน เหลือเก็บเท่าไหร่  และเรามาเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่าจริง ๆ แล้ว การเก็บเงินล้านนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะมีเงินล้านได้ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี และต้องให้เวลาอย่างมาก รวมถึงต้องรับความเสี่ยงที่จะมากขึ้น จากการลงทุนให้ได้อีกด้วย

แน่นอนว่า ถ้ายังไม่มั่นใจในการลงทุนโดยตรงกับ สินทรัพย์เสี่ยงจากหุ้น นักลงทุนเองก็ควรจะเริ่มต้นจาก สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือ สินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงก่อน เช่น กองทุนหุ้น แล้วค่อย ๆ ขยับการลงทุนเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ว่า การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเองนักลงทุนก็ต้องใช้เวลาในการติดตามการลงทุนด้วย

ซึ่งจากผลโพลที่เกิดขึ้น ผมค่อนข้างรู้สึกดีที่ นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการลงทุนในกองทุนก่อนจึงขยับไปลงทุนในหุ้น ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่นักลงทุนหน้าใหม่จะเริ่มจากการลงทุนในหุ้นโดยตรงเลยซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ามากครับ

แต่จุดที่เป็นประเด็นคือ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ค่อยคิดจะเริ่มต้นลงทุนเสียเท่าไหร่ คือกำลังศึกษาข้อมูล ทั้ง ๆ ที่ศึกษาข้อมูลกันมากมาย แต่ไม่กล้าลงทุน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า ขาดความมั่นใจในตอนเริ่ม หรือ ไม่ได้มีคนมาแนะนำอย่างใกล้ชิดนั่นเอง แต่ผมอยากจะบอกว่า การเริ่มต้นนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากเงินลงทุนเริ่มต้นกับกองทุนนั้น ไม่ได้ใช้เงินที่มากมายแต่อย่างใด เริ่มต้นลงทุนได้ตั้งแต่ 1 บาท เลยครับ (มีบางกองทุนเขียนขั้นต่ำไว้ว่า “ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน” เสียด้วยซ้ำครับ

แต่การเริ่มต้นที่ดีคือ การจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนมากกว่าครับ เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญเกือบจะที่สุดของการวางแผนการเงินเพื่อการลงทุน

ซึ่งส่วนวิธีการแบ่งเงินมาลงทุนที่เป็นเรื่องสำคัญนั้น จากผลสำรวจฯ ผมยังเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่า  40% ซึ่งก็ถือว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ยังคงมีการลงทุนในวิธีที่ไม่ดีเท่าที่ควร คือ มีเงินเหลือ หรือมีเงินก้อนก่อนแล้วค่อยลงทุนทีเดียว โดยเฉพาะ พนักงานเงินเดือน การที่จะมีเงินก้อนได้เราต้องรอโบนัส ถูกลอตเตอรี่ ได้เงินพิเศษจากบริษัท ฯลฯ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็ทำให้เราเสียงโอกาสที่จะทำให้เงินงอกเงยไปแล้วครับ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดของพนักงานเงินเดือนทั่วไป คือ วิธีการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะเป็นวิธีที่เหมาะแล้ว ก็ยังเป็นวิธีที่ช่วยเรื่องความเสี่ยงของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนหุ้น ให้ความเสี่ยงลดลงไปได้ในตัวอีกด้วยครับ

ยกตัวอย่างครับ หากเราต้องการเงินล้าน ด้วยการเก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท จากนั้นนำไปลงทุนในกองทุนหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ต่อปี บางปีอาจจะเห็นการขาดทุนได้ประมาณ -40% เลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน บางปีก็อาจจะได้ผลตอบแทนเป็น 100% เช่นกัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 10-12% ต่อปี หากเราลงทุนระยะยาวได้ (อย่างน้อย ๆ ก็ต้อง 5-7 ปีขึ้นไป) เพราะว่าระยะสั้น การลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากทีเดียวครับ

แต่ก็อย่าเพิ่งกลัวกันไปนะครับ ถ้าเราลงทุนกับกองทุนหุ้นได้ประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะลดลงมาก ๆ เลยครับ เนื่องจากว่าครบรอบวัฏจักรของเศรษฐกิจที่มีขึ้น มีลงไปแล้วนั่นเอง หากกองทุนที่เราเลือกนั้น ได้ทำการเลือกลงทุนกับบริษัทที่แข็งแรงแล้วละก็ รับรองว่า ผลตอบแทนหลังจากผ่านภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย จะให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอน

ผลตอบแทน 10% ต่อปี*

จากตาราง เราจะเห็นว่าเงินล้านนั้นจะได้มาในปีที่ 10 ที่เราลงทุนไปครับ เห็นไหมว่า ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เห็นอย่างนี้ก็อย่าเพิ่งหมดหวังกันนะครับ เพราะอย่าลืมว่า เงินเดือนเราคงไม่ได้อยู่เท่าเดิมตลอด ถ้าเราเป็นพนักงานที่ดีของบริษัทฯ ก็น่าจะได้โบนัส กับ ได้รายได้เพิ่มจากการขึ้นเงินเดือน (รึเปล่าหว่า ?) เอาเป็นว่า ตั้งใจทำงานให้ดี รับรองมีแต่สิงดี ๆ เข้ามาครับ

ถ้าเราลองปรับเงินลงทุนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แถมมีการลงทุนด้วยเงินโบนัสที่ได้มา ผมรับรองเลยว่า จะเก็บเงินล้านได้เร็วขึ้นกว่า

4 คำบ่นเรื่องการเงินของมนุษย์เงินเดือนวัยกลางคน

จากสถิติของผู้อ่าน Facebook และเว็ปออมมันนี่ของพี่ต้าร์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวันเริ่มต้นทำงานจนไปถึงวัยกลางคนในช่วงอายุประมาณ 35-50 ปี ที่กำลังนั่งคิดๆ  ว่าชีวิตของเรานั้นจะเป็นอย่างไรต่อ บางคนพบกับปัญหาในเรื่องที่การงานยังไม่มั่นคง บางคนเริ่มมีลูกแล้วค่าใช้จ่ายก็เริ่มเยอะ และบางคนก็นั่งนับปีว่าเราจะทำงานกันได้อีกนานแค่ไหน เวลามันผ่านไปเร็วนะแป๊ปๆ ก็ 40-50 แล้ว อีก 10 ปีก็เกษียณ ส่วนตัวแล้วผมเองก็มักจะได้ยินคำพูดขี้บ่นของวัยกลางคนค่อนข้างมากจากคนรอบข้างที่ยอดฮิตก็มีดังนี้ครับ

1. เมื่อไหร่จะเงินเดือนออก

คำบ่นนี้เบสิกที่สุดในชีวิตเลยนะครับ ต้นเดือนกินซูชิ ชาบู สเต็ก สนุกสนาน แต่ปลายเดือนอารมณ์แบบกินมาม่ากันแล้ว แล้วก็รอคอยวันที่เงินเดือนจะออกจนกระทั่งต้องโพสกันหน้าเฟสบ่นพรึมพรำ เมื่อไหร่เงินเดือนจะออก จะขาดใจตายให้ได้จริงๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาของหลายๆ คนนะครับ และสุดท้ายแล้วการแก้ปัญหาก็คือการจัดการในเรื่องการเงินในแต่ละเดือนแต่ละวันอย่างเป็นระบบ

Tip ของผม :

ลองวางแผนรายรับรายจ่ายดูนะครับ ดูว่าจริงๆ แล้วรายจ่ายในแต่ละเดือนเรามีอะไรบ้าง แล้วตั้งงบประมาณในการใช้จ่ายให้อย่างเหมาะสมทั้งในเรื่องรายจ่ายจำเป็น รายจ่ายลั่นล้า นอกจากนี้เราควรมีเป้าหมายในการเก็บเงินออมด้วย เผื่อเหลือเผื่อขาดให้มีใช้ในยามฉุกเฉิน

2. เมื่อไหร่ลูกหนี้จะโอนตังคืน

อย่าให้เม้าท์เลยขอบอก เรื่องการยืมตังนี่เป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องจัดการให้ได้เลย ทุกครั้งเวลาที่มีคนยืมตังเราเขาจะน่าสงสารมาก แต่พอให้ยืมตังไปแล้วถามว่าได้คืนไหม? ยากมากแทบกราบ แถมยังรู้สึกไม่ชอบใจเลยเวลาคนยืมตัง แล้วไปโพสใน Facebook ว่ากำลังใช้ชีวิตดี๊ดี ทวงมากๆ เราก็จะเจอปรากฎการณ์มนุษย์ล่องหน ทักไปไม่ตอบโทรไปไม่รับแล้วก็หายไปจากชีวิตเราเลย

Tip ของผม :

ผมว่าจริงๆ แล้วเราจะต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง ถ้าให้ความช่วยเหลือก็ให้ตามความเหมาะสมโดยที่เราไม่ได้เกิดความลำบากก็พอแล้ว อย่าไปบุญทุ่ม สายเปย์อะไรเกินไป และที่สำคัญคือหากเรามีความรู้ทางการเงินและจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเราได้ดีแล้ว อย่าลืมแนะนำให้เพื่อนนักยืมได้ตระหนักในเรื่องการเงินด้วย

3. เมื่อไหร่จะรวยจะมีธุรกิจของตัวเองซักที

เชื่อป่ะว่าทุกวันจะต้องมีคนตระโกนในใจว่า “เบื่อ… อยากลาออก” แล้วพอถามถึงงานใหม่ก็ยังไม่รู้จะไปทำที่ไหน งานสมัยนี้ก็ไม่ใช่จะหาง่าย ร่อนใบสมัครไปเป็นชาติแล้วก็ยังไม่มีใครเรียก แล้วก็มาจบที่คำบ่นที่ว่า “อยากมีธุรกิจ เมื่อไหร่จะมีธุรกิจ เป็นนายตัวเองซักที….” จากประสบการณ์ที่ผมทำงานประจำมาแล้ว ตามที่ได้คุยกับหลายๆ คนคิดว่าจริงๆ เราคงเบื่อกับงานที่ทำอยู่ อยากสบายมากขึ้นมีรายได้มากขึ้นละครับ

Tip ของผม :

ถ้ายังมีโอกาสที่จะค้นหาตัวเองได้ก็ต้องลองดูนะครับ แต่ถ้าคิดว่าเราไม่อยากรับความเสี่ยงในการเปลี่ยนงานหรือออกมาทำธุรกิจเอง เราก็สามารถทำงานที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการทำงานไม่ประจำที่ชอบไปด้วยกันก็ได้ และในอนาคตหากงานไม่ประจำนั้นกลายเป็นธุรกิจส่วนตัวที่มีรายได้ ก็มาทำเต็มตัวทีหลัง อย่างไรก็ตามสำหรับหลายๆ คนก็อาจจะใช้แนวทางในการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมเพื่อสะสมความมั่งคั่งและรับเงินปันผลจากการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้อีกทางที่ทำให้เราสบายขึ้นนะครับ

4. เมื่อไหร่จะมีแบบคนอื่นบ้าง

แน่นอนว่าหลายคนพอทำงานไปๆ พร้อมๆ กับเพื่อนรุ่นๆ เดียวกัน ก็อาจจะเห็นแต่ละคนมีชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ บางทีพอไปเห็นเพื่อนถอยมือถือใหม่ ซื้อรถยนต์คันใหม่ ซื้อบ้านหลังใหม่ หรือไปถ่ายรูปเซลฟี่ในต่างประเทศ ก็ได้แต่มองแล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่เราจะมีวันแบบนั้นบ้างวะ? โดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันมีหลายปัจจัยนะ บางคนเขาก็รวยจากพื้นฐานที่บ้าน อาชีพการงาน และหลายๆ คนที่มีชีวิตดี๊ดีอาจจะกำลังหาเงินใช้หนี้มหาศาลอยู่ก็ได้

Tip ของผม :

สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาถึงพื้นฐานความเป็นตัวเรานะครับ ต้องมีความพอเพียง มีแค่ไหนใช้ก็แค่นั้น ไม่แนะนำให้สร้างหนี้เยอะๆ เพียงเพราะต้องการมีเหมือนคนอื่น แต่ขอแนะนำให้สร้างความมั่งคั่งต่อยอดจากสิ่งที่เรามี คนที่เก็บหอมรอมริบ พัฒนาตัวเองและตั้งใจทำงานให้มีรายได้มากขึ้น สุดท้ายก็มีโอกาสทำให้เขารวยได้ ในขณะเดียวกันหากเราฟุ่มเฟือยก่อหนี้เรื่อยๆ เดี๋ยวชีวิตที่ดี๊ดีก็จะกลับมาสู่ชีวิตที่ต้องนั่งใช้หนี้ได้เช่นกันครับ

ที่เล่ามาก็มาจากการสังเกตบรรดาเพื่อนพ้องและบรรดารุ่นพี่วัยกลางคนนั่นล่ะ แต่ก็ไม่แน่ใจนะว่าสุดท้ายคำบ่นเหล่านี้ระบาดไปยังรุ่นน้องๆ แล้วยัง ฮ่าๆ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเรื่องคำบ่นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตการเงินนั้นมีคำตอบทั้งในแง่วิธีคิดและในแง่มุมในการปฏิบัตินะครับ วิธีการของผมก็เป็นแค่วิธีการหนึ่งที่อาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับเพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

Tar Kawin

กองทุนสินค้าไฮโซ โกอินเตอร์

กลับมาพบกับผม หมอนัทอีกครั้งครับ
วันนี้เสนอตอน “กองทุนสินค้าไฮโซ โกอินเตอร์”

เผอิญว่าวันก่อนผมได้เดินเข้าไปซื้อของที่ห้างดังแถวสยาม เห็นคุณผู้หญิงที่เดินช้อบปิ้ง แย่งซื้อสินค้าสินค้าแบรนด์เนม อย่างเอาเป็นเอาตาย

ทำให้ผมรู้สึกว่าผู้หญิงยอมอดตาย ดีกว่าไม่ได้ช้อป 555+ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ ที่สำคัญเคยมีงานวิจัยชิ้นนึง เคยทำการสำรวจว่า ผู้หญิง ที่เพิ่งเรียนจบใช้เงินเพื่อความสวย และ สินค้าเหล่านี้เป็นกี่ % ของรายได้ ซึ่งน่าตกใจมากครับ ผู้หญิง ใช้เงินถึง 80 % ของรายได้เป็นค่าความสวยงามด้วยสินค้า แบรนด์เนมเหล่านี้ครับ และที่น่าตกใจก็คือ พออายุ 30 ขึ้นไป อัตราการใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 120 % ของรายได้ (หา !!!)

ซึ่งคุณผู้ชายที่อยากจีบสาวอย่าเพิ่งคิดมาก และท้อซะก่อนนะครับ เพราะผมมีทางแก้ครับ โดยการเป็นเจ้าของ กิจการของสินค้า แบรนด์เนม ซะเองเลย ดีไหมครับ ?  55+ เพียงแต่ไม่ต้องไปลงทุนเองครับ เรามาลงทุนผ่านกองทุนรวมกันครับ เผื่อว่าจะได้เงินวนกลับมาบ้างครับ

วันนี้เลยขอพูดถึงกองทุน สินค้าแบรนด์เนม ซึ่งผมชอบที่จะเรียกว่ากองทุนไฮโซครับ
กองทุนที่ผมจะพูดถึงมีอยู่ 2 กองทุนครับคือ

1. T-Premium Brand
2. I-CHIC

กองทุนทั้งสองเป็นกองทุน FIF แบบ Feeder Fund ที่ไปลงทุนในกองทุนแม่กองทุนเดียว (Master Fund) ครับ
บทความเกี่ยวกับ FIF http://bit.ly/RCvHPP

กองทุนแม่ของ T-Premium Brand คือ Pictet Premium Brand Fund
กองทุนแม่ของ I_CHIC คือ Dominion CHIC Fund

ทั้งสองกองทุนนี้จะไปลงทุนในหุ้นของบริษัทสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ ครับ

ของ Pictet Premium Brand Fund จะลงทุนกับ หุ้นของบริษัทต่าง ๆ

จะเห็นได้ว่ามี สินค้าแบรนด์เนมที่น่าสนใจอยู่มาก ๆ ครับ

หลายท่านเห็นบางแบรนด์แล้วอาจจะไม่คุ้นเคย แต่ถ้าบอก Product ของแบรนด์เหล่านี้ก็ต้องร้อง อ๋อ !! กันแน่

อย่าง Diageo คือผู้ผลิต เหล้าอย่าง Johnnie Walker นั้นเองครับ

ส่วน Tiffany ไม่ใช่ โชว์ Tiffany แบบบ้านเรานะครับ (- -“) แต่มันคือ บริษัททำเครื่องประดับเพชร และ นาฬิกายี่ห้อดังครับ

ที่ผมชอบส่วนตัวคือ Nike ครับ เพราะเป็นผมเป็นลูกค้ารองเท้าบาสของบริษัทนี้อยู่ครับ

ส่วนบริษัทอื่น ๆคงไม่ต้องพูดถึงอย่าง Swatch Gr. , Christian Dior และ L’Ore’al ฯลฯ ก็เรียกได้ว่าเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ดังระดับโลกครับ

กองทุนนี้เรียกได้ว่าเป็นกองทุนสินค้าสุดยอดแบรนด์จริง ๆ ครับ เพียงแต่จะมีบางแบรนด์เราไม่คุ้นกันกับ บริษัทแม่เท่านั้นเอง

คราวนี้เรามาดูของ I-CHIC กันบ้าง แบรนด์ดังที่กองทุนนี้เลือกจะเป็นอย่างไรครับ

กองทุนนี้ถือหุ้นเป็นสัดส่วนดังนี้ครับ

จะเห็นได้ว่ามีแบรนด์ที่ซ้ำ ๆ กันอยุ่บ้างแต่ก็ไม่เยอะครับ

แบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คือ Adidas (รองเท้าและเสื้อกีฬา ชอบโดยส่วนตัวครับ )

ส่วน Burberry Gr. ก็เป็นบริษัทที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นผู้นำด้านสินค้าแฟชั่นที่โด่งดัง มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี
และ Dufry ที่เป็นมหาอำนาจ หรือเจ้าพ่อ Duty free shop ตามสนามบินทั่วโลก
ส่วน Estee Lauder สุภาพบุรุษหลายท่านคงเคยซื้อ night cream กระปุกละหลายพัน-หมื่นเป็นของขวัญภรรยาคงรู้จักดี(รูดปื๊ด ๆ แล้วสิ้นเดือนก็ต้มมาม่า) หรือหนุ่ม ๆ ซื้อเพื่อเอาใจคุณผู้หญิงที่เพิ่งจะเริ่มคบกัน (สิ้นเดือนก็ต้มมาม่าเช่นกัน…..)

ผมคาดว่า ทั้งสองกองทุนอาจจะเริ่มที่จะให้ผลตอบแทนได้ดี เพราะว่าเศรษฐกิจในต่างประเทศเช่นยุโรป และ สหรัฐเริ่มกลับมาดีขึ้นครับ

เนื่องจากเศรษฐกิจที่สหรัฐเริ่มฟื้นตัว และ อัตราส่วนคนรวยในประเทศสหรัฐซึ่งมีมากที่สุดในโลกจึงทำให้ผลประกอบการของกองทุน 2 กองนี้น่าติดตามมากขึ้นไปด้วย ส่วนในช่วงปีที่ผ่านมา นักช้อปชาวเอเชียก็เริ่มมีมากขึ้นครับ โดยเฉพาะชาวจีนที่มีรายได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน และชาวไทยที่ต่อคิวพรีออเดอร์กันอย่างเมามัน 55+

จะเห็นได้ว่ายามเศรษฐกิจตกต่ำ สินค้าเหล่านี้ก็อาจจะได้ผลกระทบบ้าง แต่ผู้หญิงทั่วโลกยอม อด แต่ไม่ยอมไม่สวย ดังนั้นสินค้าเหล่านี้ก็น่าสนใจในการลงทุนใช่ไหม ในทางกลับกัน พอช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว สินค้าเหล่านี้ก็จะยิ่งขายดีขึ้นมาก ๆ ๆ ครับ

ก่อนจะเริ่มดูรายละเอียดในกองทุน หากท่านไหนที่ไม่เคยได้อ่านบทความของผมมาก่อน แนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนนะครับ http://bit.ly/SAaw23

เพราะว่าจะได้ทราบถึงค่าสถิติต่าง ๆ รวมถึงการอ่านกราฟด้วยครับ

จากรูปแบบการถือครองหุ้นที่มีอยู่ในกองทุนจะเห็นได้ว่าเหมือนกันแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนกันครับ

คือเป็นแบบ หุ้นที่มีความใหญ่ และเป็นหุ้นที่มีความเติบโตสูงมาก เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงโรงแรม และ บริษัทที่ผลิตสินค้า ไฮโซเหล่านี้มีความต้องการมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่เช่น จีน ทำให้มีการเติบโตสูงครับ

คราวนี้เรามาดูถึงผลตอบแทนของทั้งสองกองทุนกันดีกว่าครับ

ในเรื่องของผลตอบแทน ดูเหมือนว่ากองทุน T-Premium Brand : นั้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าครับ
ที่มา : MorningStar Direct

แต่เราจะดูผลตอบแทนอย่างเดียวไม่ได้ครับ เราต้องดูถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนด้วยครับ

จากกราฟเราจะเห็นได้ว่ากองทุน I-CHIC เคยติดลบน้อยกว่านะครับ หรือความเสี่ยงที่จะติดลบมาก ๆ ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก(แต่ก็มีความเสี่ยงระดับเดียวกับกองทุนหุ้นครับ)

โดย I-CHIC เคยติดลบมากที่สุดประมาณ 13 % ส่วน T-Premium Brand เคยติดลบสูงสุดอยู่ที่ ประมาณ 24 % ครับ ลองดูว่าท่านผู้อ่านจะรับความเสี่ยงได้ไหมนะครับ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง สองกองทุนนี้ก็น่าสนใจครับ

อย่างที่ผมบอกเสมอคือ

ต้องดูด้วยว่ากองทุนที่เราเลือกนั้น ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอด้วยรึเปล่านะครับ

ส่วนความสม่ำเสมอของกองทุน น่าจะพอ ๆ กันครับ แต่การแกว่งของ I-CHIC จะน้อยกว่าของ T-Premium Brand เล็กน้อย

ส่วนของ T-Premium Brand ก็ทำผลงานได้ดีกว่า I-CHIC ตลอดทุกช่วงของ Rolling return ครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2560

สวัสดีครับบบบบ ผมนาย “อัศวินกองทุน” กับคอลัมน์ Weekly Outlook กลับมาประจำการอีกครั้งในตอนที่ 12 ฉลองวันหยุดยาว (นิดหน่อย) เพื่อที่จะให้ความรู้และมุมมองการลงทุนทั่วโลกกับคุณผู้อ่านทุกท่านเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมตลาดกันก่อนเลยครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

โดยรวมแล้วตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นรับข่าวดีผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลในเรื่องของความเสี่ยงการแยกตัวของฝรั่งเศสออกจากสหภาพยุโรปครับ

ทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น หุ้น A-Share ปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่องมาตรการและการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในภาคการลงทุน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมการเงินทั้งหมดครับ ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยที่อาจจะเข้ามามีผลกระทบต่อหุ้นจีนหรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ส่วนตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ให้นักลงทุนได้ลุ้นกันทุกวัน หลังจากการประกาศผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มธนาคารที่แย่กว่าตลาดคาดการณ์ไว้ สาเหตุนั้นมาจากตัวเลข NPL ที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง อืมม… เรื่องนี้ก็น่ากังวลเช่นเดียวกันครับ

มาดูทางสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้างครับ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดหลังจากบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ของลิเบียเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้ง ส่วนราคาทองคำปรับตัวลงหลังจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในฝรั่งเศส จึงทำให้มีการขายทำกำไรออกมามากครับ

เอาล่ะครับ ภาพรวมที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำแบบนี้ครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นเกาหลี สัปดาห์นี้ ผมแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเข้าซื้อตลาดหุ้นเกาหลี เนื่องจากผลการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจโลก แต่อย่างไรก็ตามต้องระวังไว้สักนิดครับ เพราะตลาดหุ้นเกาหลีที่อาจมีความผันผวนในช่วงนี้จากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือที่มีแนวโน้มความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธกันรัวๆ เฮ้อ เราก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเกิดเรื่องไม่ดีกันต่อไปครับ
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังคงแนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเหมือนเช่นเคยครับ เนื่องจากนายคุโรดะผู้ว่าการ BOJ ได้ออกมาพูดว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ซึ่งจากคำพูดนั้นน่าจะส่งผลให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมีโอกาสอ่อนค่าลงเพื่อสนับสนุนการส่งออกและผลประกอบการบริษัทครับผม เอาล่ะ ผมมองว่าญี่ปุ่นยังน่าสนใจอยู่ครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป จังหวะตอนนี้ ผมถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นยุโรปแล้วล่ะครับ หลังจากนายมานูเอล มาครอง ชนะการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก ซึ่งผลโพลชี้ว่า ‘นายมาครอง’ มีคะแนนความนิยมนำ ‘นางเลอเปน’ อยู่มาก ทำให้ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นลดลงตามความเสี่ยง FRXIT ที่ลดลงครับ ดังนั้นยุโรปกำลังจะกลับมาอย่างแน่นอนครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ในกลุ่มนี้ ผมแนะนำให้เข้าทยอยสะสมตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งจากภาพปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียอยู่ครับ เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ที่ออกมาดีต่อเนื่อง และการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว นอกจากนี้ valuation ของตลาดหุ้นเกิดใหม่ในภาพรวมยังต่ำกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอยู่ครับ ทำให้ upside ของตลาดมีความน่าสนใจอยู่ ดังนั้น ลองดูหุ้นกลุ่มเอเชียไว้ได้หมดเลยครับ เลือกเอาตามใจชอบ ตอบโจทย์ที่เราต้องการครับผม (อิอิ)

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นกับยุโรปในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วครับ ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผมแนะนำตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชียครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ จะเห็นว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลงในระยะสั้น จากปัจจัยความกังวลต่อปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และความล่าช้าของการผ่านนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ของตลาด ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังเคลื่อนไหวในกรอบในช่วงสั้น ถ้าหากมองในระยะกลาง ผมยังคงแนะนำให้เลี่ยงการเพิ่มอายุการลงทุนอยู่ครับเนื่องจาก แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะยังส่งผลให้ เฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน มิ.ย. ดังนั้นอย่าเพิ่งลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวครับ
  • ตราสารหนี้ไทย อัตราดอกเบี้ยไทยอายุ 1-3 ปี ยังเคลื่อนไหวในกรอบอยู่ จากความกังวลต่อความเสี่ยงจากภายนอก อีกอย่่างคือแนวโน้มค่าเงินบาทเริ่มเห็นสัญญาณกลับมาอ่อนค่า ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะลดการลงทุนในตราสารหนี้ไทยลงครับ คำแนะนำของผมคือให้ระมัดระวังการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอยู่เหมือนเคยครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ และระมัดระวังการเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำจากภาพรวมของตลาดที่บอกไว้ว่าราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับชัยชนะของนางเลอเปน ทำให้มีการขายทำกำไรออกมาครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำอยู่ครับเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่สงบต่างๆ เช่น การก่อการร้ายและความ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 7 – 11 พฤศจิกายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 7 – 11 พฤศจิกายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาแล้วครับกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 21 โดยผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมกับมุมมองการลงทุนประจำวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2559

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผมก็มีเรื่องมาฝากอีกแล้วครับ หลังจากสัปดาห์ที่แล้วแนะนำตลาดเอเชียแปซิฟิคไป ก็มีหลายคนถามเข้ามาครับว่า “ตรงไหนที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มอะไรที่น่าลงทุนบ้าง?” โอเคได้ครับ อัศวินกองทุนจัดให้ตามใจครับผม

ถ้าหากเราพิจารณาแนวโน้มการขยายตัวของเอเชียในอนาคต จะเห็นว่ามีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสังคมเมือง (Urbanization) มากขึ้น โดยในอีก 15 ปี ข้างหน้า คนเอเชียจะอาศัยอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นคิดเป็น 50-70% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2010 ที่คนเอเชียอาศัยอยู่ในสังคมเมืองเพียง 25-50% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น

จากข้อมูลพบว่าจำนวนประชากรจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 905 ล้านคนจาก 630 ล้านคน ขยายตัวเพิ่ม 44% ในขณะที่จำนวนประชากรอินเดียอาศัยในเขตเมือง 590 ล้านคน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 368 ล้านคน ขยายตัวเป็น 60% ทำให้เอเชียจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างมาก เพื่อรองรับการปรับตัวเข้าสู่สังคมเมืองในอนาคต ดังนั้นจับตาดูเรื่องนี้ไว้ให้ดีกันนะครับ เอาล่ะ… ทีนี้เรามาดูกันต่อกับภาพรวมประจำสัปดาห์ดีกว่าครับ!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“จับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงหลังจากคะแนนความนิยมของผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ’โดนัล ทรัมป์’ เพิ่มขึ้น แม้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสสามจะออกมาดีกว่าคาด ทำให้การขายทำกำไรของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา และการปรับตัวลงแบบนี้ถือว่าเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นสหรัฐฯ จังหวะดีแบบนี้ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันเลยดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของยุโรปในช่วงที่ผ่านมายังคงส่งสัญญาณเชิงบวก โดยที่ผ่านมาผมมองว่าผลของ Brexit กระทบเศรษฐกิจน้อยกว่าคาด และการประชุมล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษได้ปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้นนี่ก็เป็นอีกจังหวะในการปรับสัดส่วนเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปเหมือนกันครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

มาดูฝั่งจีนกันบ้างครับ ผมมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากตัวเลขภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แสดงการขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการปรับน้ำหนักประจำไตรมาสของดัชนี MSCI ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. โดยการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนมีโอกาสมากขึ้นหลังจากรัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการเชื่อมต่อตลาดหุ้น SZ-HK นี่ก็เป็นอีกโอกาสที่เราจะเพิ่มการลงทุนในตลาดจีนเหมือนกันครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น ผมมองว่าความผันผวนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีอยู่ ถึงแม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังมีโอกาสกลับไปแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน จากความคาดหวังว่า Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.อีกด้วยครับ แนะนำให้รักษาระดับการลงทุนเพื่อดูท่าทีไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ส่วนทางฝั่งเกาหลี มีผลประกอบการไตรมาสสามที่ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ ประกอบกับประเด็นทางการเมืองยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น ทำให้ GDP ไตรมาสสี่มีแนวโน้มชะลอตัว สถานการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าเราดูท่าทีกันไปต่อสักพักดีกว่าครับ แนะนำคงการลงทุนครับผม

ตลาดหุ้นไทย

เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการปรับตัวภาคการส่งออกที่ดีขึ้น และคาดว่าในช่วงปลายปีรัฐบาลมีโอกาสออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มเติม ประกอบกับเม็ดเงินลงทุน LTF และ RMF ที่มีแนวโน้มเข้าลงทุนในช่วงปลายปี จะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยให้เติบโตในช่วงต่อไป แบบนี้จัดไปครับ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันไปเลยดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผมมองว่าตัวเลขเศรษฐกิจอินเดียล่าสุดยังคงบ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการจ้างงานและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มเร่งตัว รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง จะเพิ่มโอกาสให้ธนาคารกลางอินเดียสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มเติม พูดง่ายๆก็คือโอกาสยังคงอยู่ที่อินเดียอยู่ครับ ผมแนะนำจัดเพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันต่อยาวๆไปครับผม

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมครับ ผมว่าหลายคนคงท่องกันได้แล้วล่ะว่า “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น” นั่นแหละครับ กระจายการลงทุนต่อไปกันยาวๆครับผม

น้ำมัน

ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตน้ำมันยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำมาเป็นเวลานานเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในกลุ่มประเทศ OPEC ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมือง ประกอบกับความไม่สงบในไนจีเรียจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบมีการชะงัก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน ถ้ามีโอกาสแล้วล่ะก็ ผมแนะนำปรับเพิ่มการลงทุนในน้ำมันก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงครับ

ทองคำ

หลังความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าตามความคาดหวัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นจะเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อราคาทองคำ แบบนี้ลดการลงทุนไปก่อนจะดีที่สุดครับผม แนะนำลดการลงทุนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังมีความน่าสนใ

เตรียมความพร้อมก่อนเลี้ยงหมาด้วย ‘Lola the Mutt’ AI ลูกหมาอัจฉริยะ

ถ้าหากวันหนึ่งครอบครัวของคุณอยากจะรับเลี้ยงหมาสักตัวเข้ามาในบ้าน แต่ในชีวิตนี้คุณไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อน ไม่ต้องห่วง เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่จะช่วยเตรียมพร้อมฝึกการเป็นเจ้านายให้คุณก่อนรับเจ้าตูบมาเลี้ยงจริง!

Lola คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของสุนัข ใช่ คุณฟังไม่ผิดหรอก มันคือ AI สุนัขที่สามารถพูดคุยโต้ตอบกับคุณได้

Victor Vetancourt ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์จากบริษัท Dieste สร้าง Lola ขึ้นมาจาก API.AI เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ Google เขาและหุ้นส่วน Leirum Rivas เป็นผู้ออกแบบลักษณะบทสนทนาแทบทั้งหมดในฐานข้อมูลของ Lola โดยใส่รายละเอียดของความเป็นสุนัขอย่างเสียงเห่า เสียงหอน และมุกตลกเพื่อเพิ่มความบันเทิงลงไปด้วย หน้าที่หลักของ AI อย่าง Lola คือการเตรียมตัวคุณให้พร้อมกับการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง ก่อนที่จะรับมันมาเลี้ยงจริง

หลักการทำงานของ Lola คือการจำลองตัวเองเป็นลูกสุนัข เพื่อให้คุณได้มีทักษะการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง มันจะโต้ตอบกับผู้เลี้ยงผ่านระบบเสียง แน่นอนว่าสุนัขจริง ๆ ไม่สามารถพูดได้ แต่ Lola จะให้ข้อมูลแก่คุณว่าตอนนี้มันกำลังทำอะไรอยู่ เช่น เดินวนไปรอบ ๆ เป็นวงกลม วิ่งไล่จับผีเสื้อ หรือแม้แต่ตอบคำถามง่าย ๆ ที่ถูกตั้งค่าไว้

“การมี AI ที่สามารถตอบโต้ผ่านระบบเสียงอย่าง Siri และ Alexa ทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติ และเข้าถึงง่ายมากกว่าการตอบโต้ผ่านข้อความอย่างปกติ และเพราะภารกิจของเราคือการช่วยเหลือสุนัข ระบบเสียง และการเชื่อมโยงทางอารมณ์จึงมีความสำคัญมาก เราได้ออกแบบอัลกอริทึมที่จะเพิ่มความสามารถในการโต้ตอบและประมวลผลจากการรับฟังเสียงผ่านอุปกรณ์เข้าไปด้วย” Victor Vetancourt กล่าว

ในตอนนี้ Lola ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพโดย Dallas Pets Alive (DPA) องค์กรอาสาสมัครพิทักษ์สัตว์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ได้จัดทำ TV Commercial Ad ชื่อ Lola the Mutt รณรงค์ให้ผู้คนหันมาสนใจการอุปการะสุนัขจรจัด เพื่อลดปัญหาการการุณยฆาต(ฉีดยาเพื่อปลิดชีวิต) ที่สุนัขจรจัดกว่าล้านตัวต้องประสบในทุก ๆ ปี  

ตัวแทนจาก Dieste ยังทิ้งท้ายว่า เขาเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยี Bots จะต้องถูกใช้ในสายงานที่มีความเฉพาะทางมากขึ้นอย่างแน่นอน อาจเป็นด้านการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพราะผู้คนมีแนวโน้มจะใช้งานแอพพลิเคชันซึ่งถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัวบนมือถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในแวดวงเทคโนโลยีตอนนี้ แม้ว่า Lola จะเป็น AI สุนัขเพียงตัวเดียว แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณจะได้เห็น Speaking bots อีกหลายรูปแบบตามมาในอนาคต

3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.

ถ้าพูดถึงหนี้เกี่ยวเนื่องกับการศึกษากับเด็กที่เพิ่งรับปริญญาไปหมาดๆ คงไม่ต่างอะไรกับการพูดถึงศัตรูตัวฉกาจในเกมออนไลน์ RoV ในขณะที่เรายังเป็นนิวฮีโร่ตัวกระจ้อย แม้ในใจนึกอยากลองต่อสู้กับมันดูสักตั้ง แต่พอเห็นยอดหนี้ที่ปรากฏในใบสัญญาก็ขยาดที่จะสู้ซะแล้ว อ๊ะ! แต่อย่าเพิ่งถอดใจไปค่ะ เพราะวันนี้ออมมันนี่ไอเดียมีไอเท็มที่จะช่วยคุณต่อกรกับหนี้ กยศ. อย่างไม่ต้องเครียดมาแนะนำกับ 3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.

 

LET’S START!!!

 

 

ไอเท็ม 1 เปลี่ยนความคิด

 

หลายคนพอถึงคราวที่ต้องชำระเงินคืนหนี้กองทุนเพื่อการศึกษา คุณรู้สึกว่ามันช่างเป็นภาระที่ใหญ่หลวงซะเหลือเกิน แต่แทนที่คุณจะคิดอย่างนั้น เราอยากให้คุณลองเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับมันค่ะ จากภาระที่ต้องแบกรับเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและการส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่น

 

คุณรู้ไหมคะ? ทุกครั้งที่คุณชำระเงินคืนหนี้ กยศ. มันคือการที่คุณได้ส่งมอบโอกาสให้กับผู้อื่น

 

เงินที่คุณชำระคืนนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะถูกนำไปส่งต่อให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ที่มีความต้องการใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

 

‘ถ้าคุณยังจำได้ พวกเขาก็เหมือนกับคุณเมื่อตอนยื่นสัญญาเงินกู้กับกองทุนเพื่อการศึกษา คุณอยากจะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ คุณอยากจะมีเงินจ่ายค่าเทอม คุณอยากมีหลักประกันในอนาคตว่าตัวเองจะสามารถมีเงินใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาจนเรียนจบ’

 

เมื่อคุณได้รับโอกาสนั้นแล้ว คิวต่อไปก็ถึงตาคุณบ้างที่จะส่งมอบมันให้กับผู้อื่น

 

เปลี่ยน ‘ภาระ’ เป็น ‘โอกาส’ เพียงแค่คิดแง่บวก คุณก็จะมีพลังที่จะต่อสู้กับสิ่งใดๆ ในโลกได้แล้ว กับอีแค่ชำระหนี้ กยศ. ไม่คณนามือคุณหร๊อก เชื่อสิ!

 

 

 

ไอเท็ม 2 Application คำนวณยอดหนี้ กยศ.

 

เมื่อตั้งใจจะต่อกรกับหนี้ กยศ. สิ่งที่แรกที่คุณควรทำคือศึกษาข้อมูล ตามด้วยวางแผนค่ะ

 

ใครหลายคนเมื่อถึงวาระที่ต้องจ่ายชำระหนี้ มักจะโอดครวญว่าไม่รู้จะต้องทำยังไง หรือเข้าถึงวิธีการในการชำระหนี้ยังไง เราอยากบอกกับคุณว่ามันง่ายนิดเดียวเอ๊ง! วิธีแรกคือให้คุณเดินเข้าไปที่ธนาคารที่เป็นคู่สัญญากับคุณ แล้วสอบถามเขาเกี่ยวกับระเบียบวิธีการต่างๆ ในการชำระหนี้คืนได้ที่พนักงาน แต่เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นค่ะะะ!!! คุณสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณ เพียงแค่ใช้ Application คำนวณยอดหนี้ กยศ.

 

3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.  3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ. 
(ภาพจาก: https://play.google.com/store/apps/details?id=studenloans.com.androiddev.studenloans&hl=en)

 

Application นี้จะช่วยคุณนวณยอดชำระหนี้ในแต่ละปีที่คุณต้องจ่าย รวมไปถึงแจ้งปีที่คุณต้องเริ่มจ่ายชำระหนี้หลังช่วงปลอดหนี้ 2 ปีด้วย โดยคุณแค่กรอก ยอดหนี้ ปีที่ต้องการผ่อนชำระ และปีที่จบการศึกษา แล้วคลิกปุ่ม OK

 

3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.  3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.(ภาพจาก: https://play.google.com/store/apps/details?id=studenloans.com.androiddev.studenloans&hl=en)

 

Application จะแจ้ง กำหนดหมายชำระหนี้แต่ละปี อัตตราชำระหนี้ต่อปี เงินต้นที่ต้องชำระ ดอกเบี้ยต่อปี และยอดชำระหนี้ในแต่ละปีให้คุณจะต้องจ่ายโดยคำนวนจากเงินต้นและดอกเบี้ย

 

ยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ Application นี้ยังมีส่วนของ คำถามที่พบบ่อย ซึ่งรวบรวมข้อสงสัยต่างๆ อาทิ ‘การชำระหนี้ ชำระอย่างไรได้บ้าง’, ‘กองทุนคิดดอกเบี้ย/ประโยชน์อื่นใดของเงินกู้ยืมอย่างไร’, และ ‘ผู้กู้ยืมครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้สามารถผ่อนผันได้หรือไม่’ ฯลฯ อีกด้วย

 

 

3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.  3 เคล็ด (ไม่) ลับช่วยปลดหนี้ กยศ.(ภาพจาก: https://play.google.com/store/apps/details?id=studenloans.com.androiddev.studenloans&hl=en)

 

เห็นรึยังว่าการเข้าถึงข้อมูลและคำนวณการชำระหนี้ กยศ. มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ

 

 

 

ไอเท็มที่ 3 เล่นเกมการเงิน

 

ความสนุกของการชำระหนี้จะเกิดขึ้นถ้าคุณมองส่วนของวิธีการชำระเป็นการเล่นเกมการเงิน วิธีการก็คือคุณต้องคิดหาช่องทางที่จะทำให้การชำระหนี้เสียเงินค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด และปิดหนี้เร็ว!

 

ช่องทางในการชำระหนี้ กยศ. สามารถทำได้ 3 ช่องทางด้วยกันค่ะ ได้แก่ การหักบัญชีอัตโนมัติ, เคาน์เตอร์ของธนาคาร และตู้ ATM ซึ่งทั้งสามช่องทางล้วนแล้วแต่การต้องเสียค่าธรรมเนียม ในส่วนของการชำระหนี้คืนคุณสามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือนได้ แต่นั่นก็เท่ากับว่าคุณจะเสียเงินค่าธรรมเนียมถึง 12 ครั้งต่อปี คิดเป็นเงินก็เท่ากับว่าคุณต้องเสียเงินถึง 120 บาทแน่ะ เราจึงแนะนำให้คุณชำระหนี้เป็นแบบรายปีจะดีกว่าค่ะ เพราะนั่นจะทำให้คุณเสียค่าธรรมเนียมในการชำระหนี้เพียงแค่ครั้งเดียวต่อปี

 

เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะชำระหนี้เป็นแบบรายปี วิธีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของคุณในการชำระหนี้เป็นก้อนคือการหักเงินเก็บไว้ทุกๆ เดือน โดยนำยอดชำระหนี้ในแต่ละปีมาหาร 12 (เดือน) คุณก็จะสามารถวางแผนได้ว่าในแต่ละเดือนคุณต้องหักเงินเดือนหรือรายได้ไว้เดือนละเท่าไหร่ ตัวอย่าง ยอดชำระหนี้ 4,384 บาท หาร 12 เดือน นั่นก็เท่ากับว่าในแต่ละเดือนคุณต้องเก็บเงินไว้สำหรับจ่ายชำระหนี้แค่เพียง 366 บาท เท่านั้นเอง!!!!

 

ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ

 

นอกจากนั้นเรายังมีช่องทางที่จะช่วยคุณชำระหนี้ กยศ. ให้หมดเร็วขึ้น ด้วยวิธีการซื้อกองทุนรวม ให้เงินช่วยเราทำงานในการชำระหนี้ คุณสามารถศึกษาแ&#xE1

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save