กองทุนไหนดี EP.4 – รีวิว KT-China และ ข้อสรุป กองทุน IPO VS กองทุนเก่า

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติมในการสรุปประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น และเหมาะสำหรับคุณครับผม 

สำหรับในกองทุนไหนดีตอนที่ 4 นี้ เรามาดูรีวิวกองทุน IPO ใหม่กับ KT-China และประเด็นที่ว่า “กองทุน IPO กับ กองทุนเก่า” แบบไหนดีกว่ากัน? 

เริ่มกันที่รีวิวกองทุน IPO กันก่อนครับ กับ KT-China หรือ กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า อิคิวตี้ ฟันด์ ของ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) นั่นเองครับ ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) ประเภทรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ กองทุนนี้จะรวบรวมเงินของเราไปลงที่กองทุนหลักในต่างประเทศ (Master Fund) นั่นเองครับ

โดยสำหรับ KT-China นี้จะลงทุนในกอง BGF China Fund Class D (ISIN : LU0359204475) ซึ่งมีนโยบายลงทุนแบบเลือกหุ้นพื้นฐานดีในตลาดหุ้นจีนที่เป็นกลุ่ม Greater China (จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง) โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีครับ แถมยังบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนชื่อดังในต่างประเทศ

สิ่งทีควรรู้ในการลงทุนกองทุนประเทศนี้ คือ ผลตอบแทนจะมีเรื่องของค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 2 ต่อ (จากกองหลักในต่างประเทศและกองทุนในประเทศที่รวบรวมเงินด้วยครับ) ส่วนเรื่องการป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับกองทุน  KT-China จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนครับ

โอเคครับ เรามาดูในส่วนของผลตอบแทนกันบ้าง ผลตอบแทนของกองทุนหลักอย่าง  BGF China Fund Class D นั่นให้ผลตอบแทนย้อนหลังที่ค่อนข้างดีครับ โดยถ้าดูเปรียบเทียบผลตอบแทนระยะยาวจะเห็นว่าค่อนข้างผันผวนในช่วงหนึ่ง ดังนั้นจึงเหมาะกับการลงทุนยาว ๆ ครับ โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 15% ครับ

จากตารางผลตอบแทนจะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลังค่อนข้างดีครับ โดยดูอันดับในกลุ่ม Quartile (จัดอันดับกองทุน) ถือว่ากองทุนนี้อยู่ในกลุ่มแรก ๆ ตลอดครับ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มดี และกองทุน Master Fund กองนี้ยังไม่มีกองทุนในประเทศไทยเข้าไปลงทุนนะครับ

ในแง่ของการลงทุนในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีเยอะนั้น ถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจครับ เพราะเนื่องจากในจีนมีธุรกิจเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น ย่อมต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของธนาคารครับ

ส่วนทางด้านเทคโนโลยี ทางฝั่งจีนเองมีเป้าหมายเป็น Silicon Valley ทางด้าน Hardware ซึ่งน่าสนใจตรงที่ว่าอนาคตของเทคโนโลยีต่าง ๆ ของจีนจะเริ่มเติบโตไปอย่างต่อเนื่องครับ รวมถึงมีบริษัทด้านเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจอย่าง Alibaba หรือ Tencent ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มยักษ์ใหญ่ในจีนครับ

สำหรับค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ และจำนวนเงินการซื้อขั้นต่ำเป็นตามนี้ครับ ทำให้สามารถซื้อได้แม้ว่าจะมีเงินไม่มากนัก มีขั้นต่ำในการซื้อ 1,000 บาทครับผม

สำหรับคนที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนนี้เพิ่มเติมได้ที่ กองทุนเปิดเคแทม ไชน่า อิคิวตี้ ฟันด์ : KT-CHINA ครับผม

ดูคลิปได้ที่นี่ :

https://www.youtube.com/watch?v=WwDDxqYP6V4

กองทุนไหนดี? [SS2] Ep.4 : รีวิว KT-China พร้อมแนวคิดว่ากองทุนออกใหม่ หรือออกมานาน แบบไหนดีกว่ากัน

กองทุน IPO vs กองทุนเก่า เอาไงดี?

จากตารางจะเห็นว่าสิ่งที่น่าสนใจของกองทุนใหม่ หรือ IPO นั้น มักจะเป็นกองทุนที่เริ่มเป็นกระแส หรือมักจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศที่มีผลงานดีในอดีต แต่ก็ต้องระวังว่าความน่าสนใจนั้นมาจากการโปรโมทอย่างหนักหรือเปล่า? แถมค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่มักจะแพงกว่า รวมถึงมีความซับซ้อนในการลงทุนที่มากกว่าจากเครื่องมือการเงินต่าง ๆ ที่มากกว่า

แต่สำหรับกองทุนเก่าก็ถือว่ามีข้อมูลเก่าอยู่แล้ว ค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่จะถูกกว่า ความซับซ้อนน้อยกว่าและเข้าใจได้ง่ายกว่าครับ สำหรับมือใหม่ กองทุนแบบนี้อาจจะเหมาะกับเรามากกว่า ตรงนี้ก็ต้องประเมินดูกันครับว่าจะเอาแบบไหนดี

แต่ไม่ว่าจะกองทุนใหม่หรือกองทุนเก่า สิ่งที่เราทุกคนต้องทำคือการศึกษาเรื่องนโยบายการลงทุนให้ชัดเจน และมีความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนครับ

อย่าลืมนะครับว่า ของใหม่นั้นอาจจะไม่ได้ดีเสมอไปครับ…

และทั้งหมดนี้ คือ ความรู้ที่ผมรวบรวมมาให้ในตอนที่ 4 นี้ อย่าลืมกดติดตามพวกเราได้ที่ aomMONEY หรือกดจอยน์กรุ๊ป กองทุนไหนดี ? ห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกองทุนรวมจาก aomMONEY เพื่อไม่ให้พลาดทุกบทความและความรู้จากเรานะครับ ตอนต่อไปมีอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ ในเรื่องของกองทุนเด่นที่เราจะมาแนะนำ และคำถามที่ถามเข้ามาประจำว่า ลงทุนในกองทุนแล้วขาดทุนต้องทำยังไงดี? อย่าลืม!! รอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี?” ในวันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงคร้าบบบบ

ค่าใช้จ่ายวัยเกษียณ 4 ด้านที่คนทำงานต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้

ในการวางแผนเกษียณ หลายคนอาจจะมีโอกาสศึกษามาบ้างแล้ว ว่ามีวิธีการคำนวณยังไง เพื่อให้เราทราบว่า เราควรเตรียมเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอสำหรับเอาไว้ใช้ในช่วงเวลาหลังเกษียณ แต่การคำนวณโดยทั่วไปเท่าที่ผมเห็น มักจะเป็นการคำนวณแบบคร่าวๆง่ายๆ โดยการแค่นึกขึ้นมาว่า หลังเกษียณอยากใช้เงินเท่าไหร่ พอคิดตัวเลขขึ้นมาได้ก็จิ้มเครื่องคิดเลขคำนวณ ออกมาเป็นเงินที่ต้องเตรียมเลย แล้วก็คำนวณต่อว่า ควรจะเก็บเงินเพิ่มเท่าไหร่ แค่นั้น จบแล้ว

แต่ในความเป็นจริง การประเมินตัวเลขเงินที่จะใช้แบบคร่าวๆ อาจจะไม่เพียงพอที่จะช่วยให้มีเงินเพียงพอในการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้จริงๆ เพราะพอถึงเวลาเกษียณ อาจจะมีค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ที่เราไม่ทันได้คำนึงถึงในตอนวางแผน ดังนั้น เพื่อที่จะสามารถวางแผนเตรียมเงินเกษียณได้อย่างครอบคลุม นี่คือ รายจ่าย 4 ด้าน ที่ผมขอแนะนำให้คำนึงถึง และวางแผนเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แผนเตรียมเงินเกษียณของเรารัดกุม และครอบคลุมมากขึ้นครับ

1. ค่ากินอยู่ทั่วไป

เป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานสำหรับการวางแผนเกษียณที่อย่างน้อยที่สุดต้องมี “ไม่มีไม่ได้” ได้แก่

– ค่าอาหาร
– ค่าเดินทาง
– ค่าเสื้อผ้า / ข้าวของเครื่องใช้
– ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ตามไลฟ์สไตล์)

ซึ่งการจะประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ก่อนอื่น เราจำเป็นต้องสำรวจ “ไลฟ์สไตล์” ของเราก่อน ด้วยการลองวางแผนชีวิตว่า หลังเกษียณแล้ว เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน? จะอยู่ที่ไหน? จะกินอะไร? จะซื้อจะใช้อะไร? กิจกรรมที่ทำในแต่วัน / สัปดาห์ / เดือน / ปี มีอะไรบ้าง? แล้วตีราคา หรือต้นทุนของการใช้ชีวิตแบบนั้น ออกมาเป็นตัวเงิน ว่าเดือนเดือนหนึ่ง หรือปีหนึ่งๆ เราจะมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตแบบนั้น เท่าไหร่? นั่นถึงจะสะท้อนค่าใช้จ่ายจริงๆหลังเกษียณ มากกว่าแค่นึกขึ้นมาว่า เดือนหนึ่งอยากใช้เท่านั้น เท่านี้ ซึ่งไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นักครับ

2. ค่าบำรุงรักษาและคุ้มครองทรัพย์สินหรือวัสดุอุปกรณ์

มักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่คนทั่วไปไม่ค่อยนึกถึงเท่าไหร่ แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอเป็นระยะ เมื่อเรามีการใช้งานทรัพย์สิน หรือข้าวของเครื่องใช้มาระยะหนึ่ง ก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพ ทำให้เราต้องเสียค่าซ่อม หรือซื้อมาเปลี่ยนใหม่ ตามอายุการใช้งาน เช่น ค่าซ่อมหรือบำรุงรักษารถรายปี, เปลี่ยนรถคันใหม่ทุกๆ 5 หรือ 10 ปี, ค่าซ่อมแซมหรือปรับปรุงบ้าน, ค่าซื้อทีวี / ตู้เย็น / หม้อหุงข้าว เครื่องใหม่, ค่าอัพเกรดคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเราอาจจะต้องประเมินว่า ทรัพย์สิน หรือของใช้เหล่านี้ มีอายุการใช้งานประมาณกี่ปี? และต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่? เมื่อปีไหน? โดยเฉพาะทรัพย์สินที่มีราคาสูง เช่น บ้าน หรือรถยนต์ แต่สำหรับทรัพย์สินที่ไม่แพงมาก หรือข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เราอาจจะกำหนดเป็นงบประมาณ สำหรับค่าซ่อมแซมหรือซื้อสิ่งของเหล่านี้ ล่วงหน้า เป็นรายปี เช่น กำหนดไว้ปีละ 50,000 บาท แบบนี้เลยก็ได้

นอกจากนี้ ก็อย่าลืมพวก ค่าคุ้มครองหรือค่าทำประกันทรัพย์สิน ต่างๆ เช่น ประกันรถยนต์ หรือ ประกันบ้าน เป็นต้น เอาไว้ด้วย เพื่อเป็นการปกป้องความเสี่ยงของทรัพย์สินเหล่านี้ ทำให้เราไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายหรือค่าซ่อมแซมจำนวนมาก หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทำให้ทรัพย์สินของเราเสียหายนั่นเองครับ

3. ค่าท่องเที่ยว

สำหรับบางคน (หรืออาจจะหลายคน) ช่วงวัยเกษียณคือช่วงพักผ่อน จากการทำงานมาอย่างหนักหลายสิบปี เลยอยากจะขอเที่ยว หรือไปในที่ไม่เคยไปบ้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ก็มีตั้งแต่ถูก ไปจนถึงแพง ขึ้นอยู่กับว่า เราจะไปเที่ยวที่ไหน จังหวัดใกล้ๆ หรือจังหวัดไกลๆ ในประเทศ ไปเที่ยวต่างประเทศที่ประเทศใกล้ๆ หรือไปไกลๆ แถบยุโรปหรืออเมริกา ดังนั้นเราจึงควรกำหนดงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวไว้ สำหรับการท่องเที่ยวที่ใช้เงินไม่สูงมาก เช่น ทริปละไม่กี่พัน หรือขอเที่ยวต่างประเทศ ประเทศใกล้ๆ ปีละครั้ง โดยอาจจะกำหนดเป็นรายปี เช่น วางไว้ปีละ 50,000 บาท แต่สำหรับการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เช่น ครั้งละเกือบแสน หรือแสนขึ้นไป แบบนี้อาจจะต้องวางแผนเตรียมเงินแยกต่างหาก เช่น หลังเกษียณ ขอเดินทางทริปแพงๆ พร้อมครอบครัว ประมาณ 5 ครั้ง ครั้งละ 1 แสนบาท เป็นต้น

4. ค่าดูแลสุขภาพ

ถือเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าค่ากินใช้ทั่วไป เนื่องจากหลังเกษียณ คือช่วงที่เราอายุมากขึ้น สุขภาพก็เริ่มจะถดถอย โอกาสที่จะเจ็บป่วย หรือเป็นโรคต่างๆ ก็มีสูงขึ้น ดังนั้น เราจึงควรวางแผนเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านนี้เอาไว้ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก (ยังไงเสีย ช่วงสุดท้ายของชีวิต เราก็คงต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่แล้ว) โดยมีวิธีให้เราเตรียมเงินดังนี้

1) ใช้วิธีทำประกันสุขภาพ

วิธีนี้ ข้อดี คือ ทำให้เราหมดห่วง ว่าจะต้องจ่ายค่ารักษาแพงๆ หากต้องเข้าโรงพยาบาล หรือป่วยบ่อย / ป่วยนาน เพราะบริษัทประกันจะมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เรา ทำให้เราอุ่นใจและสบายใจได้เลย ถ้าเราต้องเจ็บป่วย แต่ ข้อเสีย ก็คือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพตอนที่เราอายุมากๆ โดยเฉพาะหลัง 60 ปีขึ้นไป จะค่อนข้างแพง (ประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป สำหรับแพคเกจต่ำสุด ของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา) และจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยจะเป็นเบี้ยแบบจ่ายทิ้ง ทำให้หากปีไหนเราไม่ได้เข้าโรงพยาบาล ก็จะต้องเสียเงินจำนวนมาก

ถ้าใครอยากใช้วิธีนี้ โดยที่ไม่เดือดร้อนมาก ก็ควรวางแผนเตรียมเงินตั้งแต่เนิ่นๆล่วงหน้าก่อนเกษียณหลายสิบปี โดยการคำนวณโดยรวมค่าเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมดที่ต้องจ่าย หลังเกษียณ ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้วจึงวางแผนเก็บเงิน / ลงทุน สำหรับเงินก้อนนี้ ก็จะไม่เป็นภาระในการเตรียมเงินมาก แต่ยังไงก็ตาม แม้จะวางแผนเตรียมทำประกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็ยังอาจไม่เพียงพอสำหรับค่ารักษาอยู่ดี เพราะผลประโยชน์ที่บริษัทประกันจ่ายเงินค่ารักษายังคงเท่าเ

SMEs 101: เริ่มต้นธุรกิจ ง่ายๆด้วย 6 ขั้นตอน

SMEs

 

SMEs 101: เริ่มต้นธุรกิจ ง่ายๆด้วย 6 ขั้นตอน

พอพูดถึง SMEs ใครๆก็คิดว่าเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว ตอนนี้ใครๆก็หันมาให้ความสนใจกับ Startup กันหมด ซึ่งความจริงแล้วหลายๆคนยังเข้าใจคอนเซปท์ของ Startup คลาดเคลื่อนไป เพราะทุกคนคิดว่า SMEs คือร่างแปลงของ Startup นั่นแหละ!!! แต่ที่จริงแล้ว SMEs กับ Startup มีความแตกต่างกันพอสมควร เริ่มที่ขนาดกันก่อน ขนาดของธุรกิจนั้นถ้าให้เปรียบเทียบกันขนาดของธุรกิจ SMEs จะมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของธุรกิจ Startup ที่อาจจะเริ่มต้นจากกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ข้อแตกต่างต่อมาก็คือแนวคิด ธุรกิจ SMEs จะมีแนวคิดเกี่ยวการพัฒนาหรือต่อยอดจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม ในขณะที่ Startup นั้นจะเน้นที่การสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Grab, Uber เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาต่างๆที่มีอยู่ ข้อแตกต่างสุดท้ายคือ SMEs นั้นใช้เทคโนโลยีเดิมที่มีเพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ Startup นั้นเน้นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีใครทำมาก่อนเพื่อสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์

และเมื่อเหล่ามนุษย์เงินเดือนอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ก็น่าจะเลือกทำธุรกิจที่เราเองมีความถนัดและยิ่งถ้าเราไม่ใช่สายเทคโนโลยีล่ะก็ ธุรกิจ SMEs คือคำตอบสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆให้มีโอกาสที่เริ่มต้นทำธุรกิจในแบบของเราเอง

 

  1. เริ่มต้นหาไอเดียสร้าง Product
    แน่นอนว่าถ้าเราต้องการขายผลิตภัณฑ์ (Product) สักอย่าง เราก็ต้องรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราคืออะไร หรือมีบริการอะไรที่คนต้องการ อาจจะหาไอเดียจากสิ่งที่เรามีความรู้มาก่อนหรือว่าลองเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราอยากทำมาตลอดก็ได้ แม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะยังไม่เคยมีคนทำมาก่อนเพราะไม่มีคนประดิษฐ์ขึ้นมา

    สิ่งต่อมาที่เราควรคิดก็คือชื่อของบริษัท ซึ่งชื่ออาจจะเป็นชื่อที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก เพราะยิ่งธุรกิจเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ ชื่อบริษัทก็สามารถเปลี่ยนให้ชัดเจนและสื่อถึงผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เราควรคิดถึงเวลาตั้งชื่อบริษัทมีวิธีการจำคือ ชื่อบริษัทควรมี ‘2 ง่าย’ นั่นคือ จำง่าย และ เข้าใจง่าย

  2. วาดแผนการตลาด
    ขั้นตอนหลังจากที่เราตัดสินใจเกี่ยวกับไอเดียสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แล้ว ต่อมาเรื่องที่ต้องทำให้เรียบร้อยคือเรื่องของการเขียนแผนธุรกิจ เพราะการเขียนแผนธุรกิจจะช่วยให้เรารู้ว่าขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำเพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินต่อไปได้คืออะไร การเขียนแผนธุรกิจนั้นยิ่งเขียนรายละเอียดมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อธุรกิจของคุณมากขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่ลักษณะของธุรกิจ, ลักษณะของบริษัท ไปจนถึงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ของคุณ รวมทั้งข้อดีและข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์นั้นๆเพื่อใช้เปรียบเทียบกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของคุณ

    เมื่อได้แผนและมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือหา feedback เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเรา เริ่มจากคนใกล้ตัวอย่างญาติหรือเพื่อนๆก็ได้ เพราะคนเหล่านี้จะให้ความเห็นได้อย่างเร็วที่สุดและเมื่อเราได้ feedback กลับมาก็นำไปใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นแล้วก็ออกหา feedback วนกลับไปมาจนกว่าจะได้ผลงานที่ดีที่สุด

  3. วางแผนเรื่องการเงิน
    ขอให้คิดอยู่เสมอว่าเงินสำหรับการทำธุรกิจก็เหมือนกระแสเลือดสายสำคัญในร่างกายของเรา ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่างบที่เราใช้สร้างธุรกิจนั้นควรมีเราเท่าไหร่ หากเงินที่นำมาใช้ทำธุรกิจนั้นคือเงินที่มาจากการเก็บออม เราไม่ควรนำเงินออมทั้งหมดมาใช้ลงทุน เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง หากนำเงินที่มีทั้งหมดมาลงทุน แล้วผลตอบแทนธุรกิจไม่ได้ตามที่หวังอาจจะทำให้สูญเสียเงินทั้งหมดไปได้

  4. หา Partner ที่วางใจได้
    เพราะการทำธุรกิจการมีหุ้นส่วนนั้นช่วยแบ่งเบาภาระที่เราต้องลงทุนไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบต่างๆหรือทรัพยากรอื่นๆ นั่นทำให้การคัดเลือกหุ้นส่วนสำคัญมาก เพราะคนที่จะมาร่วมทำธุรกิจนั้นต้องเห็นภาพรวมของธุรกิจที่ทำอยู่ในแบบเดียวกับที่เราเห็น คือแผนในการดำเนินธุรกิจควรจะเป็นภาพเดียวกัน หากเห็นภาพต่างกันหรือขัดแย้งกันย่อมไม่อาจทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้

  5. ศึกษาเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับ SMEs แบบรอบด้าน
    หาที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับคอยให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจหรือแม้แต่กฎหมายด้านภาษีเองก็ตาม เรื่องเหล่านี้หากเราได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยก็จะทำให้การดำเนินงานทำได้ง่ายขึ้น และอีก 1 เรื่องที่ควรทำคือ การเปิดบัญชีสำหรับเงินที่เป็นผลประกอบการเท่านั้น เราไม่ควรนำเงินมาใส่บัญชีส่วนตัวเพราะนั่นทำให้การจัดระบบบัญชีไม่แบ่งแยกชัดเจนและนั่นเป็นสาเหตุที่หลายบริษัท SMEs ต้องปิดตัวลงเพราะการไม่แบ่งแยกบัญชีให้ชัดเจน ไม่แบ่งว่าบัญชีไหนคือผลประกอบการทำให้เราไม่รู้ว่าเงินผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่

  6. เปิดตัวผลิตภัณฑ์ของคุณ
    แน่นอนว่าการวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์นั้น เริ่มต้นจากการหาพื้นที่สำหรับจัดวางขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ คุณควรแบ่งส่วนพื้นที่ให้ชัดเจนว่าส่วนในคือสำนักงาน  และส่วนไหนคือส่วนที่ใช้เก็บผลิตภัณฑ์ และส่วนไหนสำหรับการพักผ่อน อย่าลืมตรวจสอบกฎหมายให้ดีด้วยเพราะธุรกิจบางประเภทไม่อนุญาตให้ดำเนินการภายในที่อยู่อาศัยได้ และตรวจสอบการติดต่อต่างๆภายในสำนักงานว่าสามารถใช้ได้ตามปกติ เพราะนั่นช่วยให้เราสามารถติดต่อกับลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของเราโดยตรงได้

SMEs เริ่มต้นง่ายๆ

 

วิธีการสร้างธุรกิจ SMEs แม้ว่าจะเริ่มต้นไม่ยากแต่ศิลปะในการบริหารงานนั้นเป็นเรื่องของประสบการณ์และศิลปะในการบริหารของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน ซึ่งหากคุณสนใจเรื่องราวของการทำ SMEs ยังไงให้ประสบความสำเร็จทาง Money Ideas ขอนำเสนองานสัมนาดีๆที่งาน “New Gen SME จับจุดค้าปลีก 4.0″ งานดีๆ ที่จัดขึ้นโดย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เซเว่น อีเลฟเว่น สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย งานนี้มีทั้ง SMEs ตัวจริงที่ขายสินค้าผ่านร้านเซเว่นฯ และสสว. มาอยู่ในงานเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีการบรรยายพิเศษเรื่อง “กลยุทธ์การตลาดดิจิตอลสำหรับ SME” ที่ได้ Digital Agency ชื่อดังมาแชร์เทคนิคให้ฟังกัน บอกได้คำเดียวว่า SMEs ห้ามพลาด!

พบกันวันพฤหัสบดีที่ 27 เม.ย. นี้  ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เวลา 13.00-17.00น. งานนี้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ 091-0047651 หรือลงทะเบียนออนไลน์ที่เว็บ http://www.cpall.co.th/inform/new-gen-sme/  งานนี้ ฟรี ฟรี ฟรี!

 

บทความนี้เป็น Advertorial

Streaming App สั่งซื้อหุ้นแบบ DCA ได้แล้ว รู้ยัง!!!

ในที่สุดก็มาแล้ว หลังจากพี่ต้าร์เองก็รอมานานแสนนาน เดี๋ยวนี้เราสามารถออมหุ้นแบบ DCA ผ่านแอป Streaming ได้แล้วนะ รู้ยัง! นี่คือความฝันที่เป็นจริงของพี่ต้าร์เลยนะเนี่ย เพราะงานนี้เราไม่ต้องไปเปิดบัญชีอออมหุ้นแยกออกมาจากบัญชีหลักแล้วก็ได้ สามารถเริ่มได้เลย หากโบรกเกอร์ของเพื่อนๆ มีบริการให้ใช้นะครับ มา Review หน้าตาของ Function ตัวใหม่กันดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นผมก็อยากจะให้ทุกท่านที่ยังไม่มี Streaming ทำการ Download App กันก่อนครับ เมื่อเราเปิดเข้ามา หน้าตาจะเป็นอย่างงี้

การเข้าใช้ครั้งแรกเราจะต้องกดสมัคร Open New Account เพื่อเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก่อน แต่หากใครมี Username อยู่แล้วก็สามารถ Login เข้าใช้งานได้เลยครับ

เห็นไหมครับว่าจะมีรายการให้เราเลือกเลยว่า DCA Order เมื่อกดเข้าไปข้างในครับ จะเป็นหน้าส่งคำสั่ง ที่เราสามารถกดตามขั้นตอนได้เลย ดังนี้

          1. เลือกหุ้นอะไร (Add or Edit Symbol) และใส่จำนวนเงินลงทุน

          2. เลือกความถี่ในการซื้อว่าจะเป็นแบบ รายเดือน หรือ รายสัปดาห์

          3. เลือกวันที่ต้องการลงทุน กรณีลงเป็นรายเดือน ระบบจะตั้งได้ 4 วันนะครับคือวันที่ 1, 5, 15 และ 25 แต่ถ้าเราเลือกรายสัปดาห์ ก็จะเลือกได้วันจันทร์-ศุกร์

          4. เลือกว่าจะซื้อเวลาเปิดตลาดเช้าหรือเปิดตลาดบ่าย

          5. และซื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ โดยหากเลือกลงทุนรายสัปดาห์ ก็จะเลือกได้นานถึง 16 สัปดาห์ แต่ถ้าเลือกรายเดือน ก็จะยาวไปได้ถึง 12 เดือนหรือปีนึงเลยครับ

ในการเลือกหุ้นนั้น เขาจะให้เราเลือกแค่หุ้นในกลุ่มของ SET100 หรือหุ้นที่โบรกเกอร์อนุญาตนะครับ และตั้งได้เพียง 5 ตัวเท่านั้น จริงๆ 5 ตัวก็เหลือเฟือแล้วนะ โดยปกติพี่ต้าร์เองก็ไม่ได้กระจายความเสี่ยงมากจนเกินไปหรอก ส่วนการเลือกซื้อหุ้นเราสามารถคลิกที่รายชื่อหุ้นที่เราต้องการได้เลย ตัวไหนที่เราเลือกก็จะมีเครื่องหมายถูกอยู่ข้างหน้าชื่อหุ้นครับ

ผมจะลองเลือก KKP นะครับ (แค่ตัวอย่างในการใช้คำสั่งเพื่อ Review นะครับ ไม่ใช่ใบ้หุ้นนะเธอ)

เมื่อเลือกหุ้นแล้วก็กำหนดเงื่อนไขในการซื้อแบบ DCA นะครับ ผมทดสอบด้วยการกรอกข้อมูลในการซื้อหุ้นดังนี้ครับ

          1. ผมเลือกหุ้น KKP

          2. ผมซื้อเดือนละ 10,000 บาท

          3. ซื้อแบบรายเดือน

          4. ทุกวันที่ 25 (เงินเดือนออก)

          5. ซื้อในช่วงเช้า

          6. ซื้อต่อเนื่องเป็นเวลา 12 เดือน

ข้อมูลที่ผมใส่ลงไปนั้นจะมีการแสดงตัวอย่างอยู่ในรูปข้างล่างนะครับ เสร็จแล้วอย่าลืมใส่ PIN ที่เป็นรหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยของเรา ใส่ให้ถูกต้องนะครับ ไม่งั้นซื้อไม่ได้นะ

จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้แตกต่างจากการซื้อหุ้นแบบปกติ จากเดิมเราจะซื้อเป็นจำนวนหุ้น ซึ่งแต่ละครั้งราคาหุ้นที่ซื้อจะไม่เท่ากัน ทำให้เราจะต้องเตรียมเงินที่จะซื้อแตกต่างกันในแต่ละครั้ง

ในขณะที่ Function ใหม่ เราสามารถกำหนดการซื้อเป็นจำนวนเงินได้ ทำให้เราวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น แค่ตั้งเป้าหมายว่าจะนำเงินมาลงทุนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เช่น 5,000 บาท 10,000 บาท ก็ตัดจากเงินออมแต่ละเดือนมาเป็นตัวเลขได้เลยครับ และเดี๋ยวระบบจะเป็นผู้จัดการให้เราสะสมหุ้นได้อย่างมีวินัยครับ

แต่อย่างไรก็ตามที่ผมสังเกตคือ การซื้อผ่านแอป Streaming จะแตกต่างจากบัญชีออมหุ้นอยู่จุดหนึ่งคือเป็นการซื้อแบบ Board lot หรือขั้นต่ำที่ 100 หุ้นและเพิ่มทีละ 100 นะครับ ถ้าบัญชีออมหุ้นเขาจะซื้อเศษหุ้นมาให้เราด้วย ดังนั้น หากเราเลือกซื้อหุ้นที่ราคาสูง ก็ต้องมีเงินลงทุนที่เพียงพอด้วยนะครับ

เงื่อนไขการตั้งเวลาซื้อขายนั้นจะส่งคำซื้อในช่วงเปิดตลาดแบบ MP-MTL คือซื้อในราคาตลาด (Market Price) ช่วงนั้นและถ้าซื้อได้ไม่ครบจะมีการตั้งรอในราคาเดิม

เมื่อเราส่งคำสั่งไปแล้วระบบก็จะสรุปข้อมูลและเราก็กด Confirm ไป หลังจากนั้น เราสามารถเข้าไปเช็คได้ใน Order Status นะครับ จะเห็นรายการที่เราส่งคำสั่งไปแล้ว

เรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ อยากให้ทุกคนคอยตรวจสอบก็คือ ในแต่ละเดือนเราควรเข้ามาเช็คด้วยนะครับว่าคำสั่งของเรานั้นสำเร็จหรือเปล่า ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่คำสั่งไม่ถูกส่งไปเพราะเงินที่เราเตรียมซื้อหุ้นไม่พอครับ

เด็ดกว่านั้น!!! App นี้เราสามารถทำ Backtest (ทดสอบราคาย้อนหลัง) ได้ ว่าหากเราลงทุนในหุ้นที่กำหนดและจำนวนเงินลงทุนตามเงื่อนไขในแต่ละเวลา จะได้ผลตอบแทนยังไงบ้าง ผมชอบข้อมูลตรงนี้มาก เพราะมันช่วยเราประกอบการตัดสินใจได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อเราเลือกหุ้นที่เราชอบได้แล้วก็ลองมาดูเพิ่มได้ว่า หากเราลงทุนหุ้นตัวนี้แบบ DCA ในอดีต ตอนนี้จะกำไรหรือขาดทุน ดูได้แบบย้อนหลังจากต้นปีมาถึงปัจจุบัน (YTD) หรือดูย้อนหลังเป็นระยะเวลา 1 ปี, 3 ปี, หรือ 5 ปี ก็ได้ พอใส่ข้อมูลลงไปก็กดดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นครับ อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ขอเปลี่ยนไปทดลองหุ้นอีกตัวหนึ่ง คราวนี้ผมจะลองซื้อ AOT 10,000 บาท ทุกเดือน ย้อนหลัง 5 ปี แล้วก็คลิก View Result

กองทุนไหนดี Ep.7 : กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ Feat. พี่วิน พรหมแพทย์

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติม ในการสรุปประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้เลือกกองทุนได้เหมาะสำหรับตัวคุณมากที่สุดครับผม

สำหรับในกองทุนไหนดี ? ตอนที่ 7 นี้ เรามีแขกรับเชิญพิเศษมาพูดคุยและแนะนำการลงทุนครับ นั่นคือ พี่วิน หรือ คุณวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด และเจ้าของเพจ Invest Like A Pro ที่ให้เกียรติมาร่วมพูดคุยในรายการกับเราในตอนที่ 7 นี้ครับ ขอบพระคุณพี่วินอย่างสูงอีกทีครับ #กราบ

รู้จักกับ CIMB-Principal

เมื่อพูดถึง บลจ. ซีไอเอ็มบี พรี่หนอมคิดว่าหลายคนคงคิดถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่าง iPROP หรือ iPROPRMF แต่จริง ๆ แล้วพี่วินแกบอกมาครับว่าไม่ได้มีแค่กองอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว แต่ยังมีกองมากมายอีกหลายกองเลย และรูปนี้เป็นตัวอย่างกองเรือธงของทาง บลจ.ครับ

แหม่… ผลดำเนินการไม่ใช่เล่น ๆ นะครับเนี่ย

แล้วมุมมองการลงทุนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

มุมมองการลงทุนของ CIMB จะมองไปที่ 4 กลุ่มหลัก ๆ ด้วยกันครับ นั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานนำหน้า อสังหาฯ สร้างรายได้ หุ้นไทยปันผลดี และเกาะกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก นั่นเองครับ แหม่ ชื่อมันช่างคล้องจองกันเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเวลาของรายการมีจำกัด วันนี้พี่วินเลยมาแบ่งปันมุมมองการลงทุนให้รายการกองทุนไหนดี? ในเรื่องของการลงทุนในกลุ่ม “อสังหาฯ” ตามมุมมองของ “อสังหาฯ สร้างรายได้” โดยมีกองทุนมาแนะนำ 2 กองทุน นั่นคือ กองทุน CIMB-Principal GREITs กับ กองทุน CIMB-Principal iPROP และ iPROPRMF นั่นเองครับ ซึ่งนโยบายการลงทุนของกองทุนใน 2 กลุ่มนี้แตกต่างกันดังนี้ครับ

จากรูปจะเห็นว่า สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกคือกลุ่มประเทศที่ลงทุน โดย GREITs จะเน้นลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ส่วน iPROP จะเน้นลงทุนในกลุ่มประเทศไทย สิงคโปร์ และ ออสเตรเลียนั่นเองครับ

โดยกลุ่มของประเทศที่เลือกลงทุนนั้น จะคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่แตกต่างกันครับ โดยทาง GREITs นั้นจะเน้นผลตอบแทนจากการค่าเช่าประมาณ 3-5% และเน้นผลตอบแทนจากการเติบโตของค่าเช่าอยู่ที่ 4-5% ในขณะที่ทาง iPROP จะเน้นผลตอบแทนจากการเช่าประมาณ 5-6% และเน้นผลตอบแทนจากการเติบโตของค่าเช่าอยู่ที่ 2-3% ครับ

มาดูกันต่อที่กลุ่มของสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนบ้างครับ ในฝั่งของ iPROP จะเน้นหนักไปที่ไทยและสิงคโปร์ (ในอัตราส่วน 50/50) ซึ่งสินทรัพย์ในฝั่งของสิงคโปร์จะเน้นลงทุนในกลุ่ม Data Center (พื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ)  ส่วนทางไทยจะเน้นไปที่ห้างสรรพสินค้ากลุ่มค้าปลีกครับ ซึ่งตรงนี้มองว่าเป็นกลุ่มอสังหาฯ ทีค่อนข้างบูมและได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศนี้ครับ (รายละเอียดตามสไลด์ด้านล่างครับ)

ส่วนทางฝั่งของ GREITs นั้นจะเน้นลงทุนในกลุ่มที่เก็บสินค้าและขนส่งสินค้า (Logistics) และที่พักอาศัย (Apartment) เป็นหลัก เนื่องจากผลของการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce ทำให้กลุ่มของการจัดเก็บและขนส่งสินค้ากลายเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นเพิ่มขึ้น ส่วนทางด้านที่พักอาศัยนั้นค่อนข้างจำเป็นต่อการทำงานครับ เพราะคนส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศนี้มักจะทำงานในพื้นที่ที่ไม่ใช่ภูมิลำเนาตัวเอง จึงต้องมีการเช่าค่อนข้างเยอะ นอกจากนั้นยังมีการลงทุนในกลุ่ม Mall & Outlet ที่มองว่าน่าสนใจเพราะมีการใช้จ่ายค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันครับ

โดยสรุปนั้น ผมได้ถามว่าแล้วควรลงกองไหนอย่างไรดี พี่วินให้ข้อคิดว่าควรลงทั้งสองกองครับ (ฮา) เพราะว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงและลงทุนในคนละกลุ่มประเทศ และที่สำคัญที่พี่วินเน้นมาอีกอย่างคือ ในการจัดพอร์ทการลงทุนนั้นควรจะมีการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย 10-20% ของพอร์ทการลงทุนครับ

แล้วมุมมองของพี่วินเอง ลงทุนอย่างไรล่ะ?

ไหน ๆ แขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ให้เกียรติเราทั้งที พี่วินเลยแบ่งปันแนวคิดการลงทุนของตัวเองให้ฟังครับ ซึ่งพรี่หนอมก็จับประเด็นสำคัญ ๆ ได้ 2 ข้อเลยคิดว่าจะเขียนสรุปไว้ตรงนี้สักเล็กน้อยครับ

  1. ลงทุนทันทีตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงาน โดยการเฉลี่ยสะสมไปเรื่อย ๆ พี่วินเน้นเรื่องการลงทุนอย่างสม่ำเสมอครับ โดยไม่ได้เน้นเงินก้อน แต่เน้นสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสามารถในการหารายได้ และมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของตัวเองครับ เงินในตอนแรกอาจจะไม่มาก แต่พอเวลาผ่านไปจะรู้ว่าวินัยนี่แหละคือสิ่งสำคัญในการลงทุน
  2. จัดพอร์ทลงทุนตามเป้าหมายที่ต้องการ จากการพูดคุย พี่วินให้ข้อคิดเรื่องการจัดพอร์ทลงทุนของตัวเองแบบเรียบง่ายครับ คือ หุ้น 70% อสังหาริมทรัพย์ 20% และอีก 10% เป็นสินทรัพย์อื่น ๆ (ตราสารหนี้ ตลาดเงิน ฯลฯ) ซึงดูแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายครับ เมื่อรวมกับวินัยในข้อ 1 ก็จะเห็นว่าสำเร็จได้ไม่ยากเลยล่ะครับ

สุดท้าย สิ่งที่พรี่หนอมชอบที่สุดสำหรับคำตอบของพี่วินนั่นคือ เรื่องของการเอาชนะตลาดครับ กับแนวคิดที่ว่า “เราไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ง่าย ๆ หรอก” ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการสร้างพอร์ทที่ดีและมีวินัยในการลงทุนนี่แหละ จะช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายได้ง่ายที่สุดแล้วครับ

คลิปรายการย้อนหลัง ดูได้ที่นี่ครับ

https://youtu.be/lHno0h0dVzs

กองทุนไหนดี  Ep.7 : กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ Feat. พี่วิน พรหมแพทย์

ทั้งหมดนี้คือที่อยากฝากไว้ในตอนนี้ครับผม เอาล่ะครับ สำหรับตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ขออุบไว้ก่อนนะครับ เอาไว้รอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี ?” ในวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงคร้าบ&#

จัดพอร์ตลงทุน Asset Allocation อย่างปลอดภัย ด้วยสูตรลับ “CONDOM”

พูดถึงเรื่องการจัดพอร์ต , Asset Allocation หรือ การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน เรามักจะนึกถึงเรื่องของการกระจายความเสี่ยงเป็นอันดับแรก เพราะการจัดสรรสินทรัพย์ จะช่วยลดความผันผวนของ “พอร์ตการลงทุน” ได้ และช่วยให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน แนวคิดในการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลงทุนเป็นหลัก บางคนลงทุนเพื่อรักษาเงินต้น ไม่ได้อยากเสี่ยงมาก แค่ชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวก็พอ บางคนต้องการผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสด ทั้งเงินปันผลจากกองทุนรวม หุ้น หรือดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้ หรือบางคนก็อยากเห็น NAV ของพอร์ตลงทุนเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าใครจะชอบแบบไหน ทุกๆการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นนักลงทุน ควรมองหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด ในระดับความเสี่ยงที่ตนสามารถรับได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุน

ครั้งนี้ “นายปั้นเงิน” นำแนวคิดและแนวทางการปฏิบัติในการจัดพอร์ตลงทุนแบบสร้างสรรค์ มาฝากเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่าน ขอขนานนามสูตรลับนี้ว่า “CONDOM” ถึงชื่อจะฟังดูพิลึก (ดูบ้ากามแปลกๆ) แต่เมื่อพูดถึง “CONDOM” ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม รับรองเรื่องความปลอดภัยได้แน่นอน

แล้วเกี่ยวกับ Asset Allocation ยังไง? ไปดูพร้อมกันทีละตัว

C: Conservative

C ตัวแรกมาจาก Conservative ที่หมายถึง “ความระมัดระวัง” ในโลกแห่งการลงทุน เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึง คือ “การจำกัดความเสี่ยง” ภายใต้ “หลักของความระมัดระวัง” เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน หากนักลงทุนเลือกนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว โดยไม่มีการศึกษาถึงความเสี่ยงมาก่อน หรือไม่มีความรู้เลย จนเกิดความเสียหายอย่างหนัก นั่นแปลว่านักลงทุนคนนั้น “ไม่มีความระมัดระวังในการลงทุน”

เราควรจะรู้จักสินทรัพย์ที่จะนำเงินไปลงทุน หรือมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดีก่อนการลงทุน ต่อให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน นักวิเคราะห์ ที่ปรึกษาทางการเงิน โค้ช เซียน เทรนเนอร์ หรือกูรูคนไหน มาชี้เป้าให้นำเงินไปลงทุนตามที่บอกก็ตาม สุดท้ายเงินลงทุนทั้งหมดก็เป็นของคุณอยู่ดี ไม่ควรนำข้อมูลที่ได้มาเพื่อใช้ตัดสินใจ 100% ควรใช้ข้อมูลต่างๆประกอบการตัดสินใจของตัวเองภายใต้ความระมัดระวังด้วย

ดังนั้นเรื่องสำคัญเรื่องแรกคือ ต้องระมัดระวังเงินลงทุนของคุณให้ดี ไม่ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยเพียงใด ทุกคนก็ควรมีระดับความระมัดระวังเหมือนกัน ขนาดนักลงทุนในหุ้นชื่อดังหลายๆคน ที่ศึกษาข้อมูลในการลงทุนมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังต้องมี Margin Of Safety เป็น “ส่วนเผื่อความปลอดภัย”  เพื่อลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด ในทุกครั้งที่เข้าซื้อหุ้น

ดังนั้นนักลงทุนอย่างเรา ก็ควรมีความระมัดระวังก่อนที่จะลงทุนเหมือนกันนะ

O: Objective

“เป้าหมายในการลงทุน” เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนต้องมีเป้าหมายในการลงทุน เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่ต่างกัน จริงอยู่ที่ผลตอบแทนที่เยอะที่สุด อาจจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลองมองเป้าหมายประกอบไปด้วย การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไป

เพราะการลงทุนที่ดีที่สุด คือ การลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายในการลงทุนได้ดีที่สุด และเหมาะกับระยะเวลาของเป้าหมาย เข้ากับไลฟ์สไตล์มากที่สุด เพื่อให้ตัวเองมีความสุขกับการลงทุน

ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่า คุณเป็นผู้ชายอายุ 35 ปีแล้วอยากซื้อบ้านพร้อมเก็บเงินแต่งงานในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้เงินที่เก็บไว้ในออมทรัพย์มาตลอดมันมีไม่พอ ขาดอีกเกือบครึ่ง คุณกล้าที่จะนำเงินทั้งหมดมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดมั๊ยล่ะครับ?

ถ้ากล้าพอ ก็คงลุ้นกันตัวโก่ง เฝ้าตามดูการลงทุนนั้นอยู่ตลอดเวลา วันไหนมันขาดทุนก็คงจะกระวนกระวายไม่น้อย ถูกมั๊ยครับ? ถ้าผลตอบแทนที่ได้ มันเป็นไปตามที่คาดก็คงจะดีไม่น้อย

แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิด เงินก้อนนั้นขาดทุนจนไม่สามารถแต่งงานได้ตามเป้าหมาย คงโดนว่าที่เมียตบกบาล แล้วไปโพสพันทิปด่าแน่นอน

ทุกครั้งที่จัดพอร์ตจึงต้องแยกแยะเป้าหมายของการลงทุนเสมอ เช่น Portfolio A มีไว้สำหรับการเกษียณฯ ต้องการผลตอบแทนที่ 7% ต่อปี จะเกษียณฯใน 25 ปีข้างหน้า ด้วยเงินก้อน 40 ล้านบาท ส่วน Portfolio B มีไว้สำหรับการแต่งงาน ซื้อเรือนหอ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เป้าหมาย 8 ล้านบาท ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก คาดหวังผลตอบแทนที่ 2-3% ก็เพียงพอ Portfolio C สำหรับ… เป็นต้น

เพราะเป้าหมายของเราไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว จึงต้องดูว่าแต่ละเป้าหมายนั้น ต้องลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนแบบไหน ซึ่งในงาน SET ที่ผ่านมา ผมแบ่งตัวอย่างผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน ออกเป็น 7 รูปแบบ แต่ขอพูดถึง 4 รูปแบบในที่นี้นะครับ

  1. Defensive Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการรักษาเงินต้นไม่อยากทำให้เงินต้นเสียหาย
  2. Income Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุน
  3. Income & Growth Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการทั้งกระแสเงินสดและการเติบโตของ NAV
  4. Growth Portfolio: สำหรับคนที่ต้องการให้เงินลงทุนเติบโตเป็นเงินก้อนเพียงอย่างเดียว

อย่างที่บอกมา เป้าหมายของการลงทุนคือสิ่งสำคัญ ก่อนจะเริ่มจัดพอร์ตลงทุนต้องมีเป้าหมายการลงทุนนั้นก่อนนะ!

N: Non-Correlation

เนื่องจากการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) เป็นการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ในสัดส่วนที่ต่างกัน ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมายที่วางไว้ เวลาวางนโยบายการลงทุน หรือการจัดสัดส่วนพื้นฐานของพอร์ต (Strategic Asset Allocation) ก็ควรเลือกลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ความเสี่ยงเกิดการกระจายตัว

สมมติ ใน Portfolio ของเรามีสินทรัพย์อยู่ 2 ชนิด คือ A และ B หากค่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ใน Portfolio เป็นบวก นั่นแปลว่าสินทรัพย์ทั้งสองชนิดมีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเหตุการณ์ หรือปัจจัยที่มากระทบให้ผลตอบแทนของ A ลดลง ผลตอบแทนของ B ก็จะลดลงไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าค่าความสัมพันธ์เป็นลบ แสดงว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งสองจะเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกัน หากสินทรัพย์ A ให้ผลตอบแทนที่ดี สินทรัพย์ B จะให้ผลตอบแทนในทางตรงข้าม ทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนหักล้างกัน

ซึ่งการเลือกสินทรัพย์แบบ Non-Correlation จะช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และสามารถลดความผันผวนของผลตอบแทนได้เป็นอย่างดีด้วย

D- Diversification

ต่อเนื่องจากการเลือกสินทรัพย์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เรื่องสำคัญในการลงทุนเรื่องหนึ่ง คือ “การกระจายการลงทุน” เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุน และไม่เป็นการแบกรับความเสี่ยงของสินทรัพย์ตัวหนึ่งมากจนเกินไป นโยบายการวางไข่ไว้ในตระกร้าหลายๆใบจึงเกิดขึ้น

เราไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในสินทรัพย์เพียงตัวเดียวแบบหมดหน้าตัก เว้นแต่ว่าเรามีความเชี่ยวชาญ ชื่นชอบเข้าใจในสินทรัพย์ประเภทนั้นเป็นอย่างดี และสามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดของมันได้

แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมแนะนำให้กระจายการลงทุนใน Asset class ที่แตกต่างกัน

เช่น หุ้น เป็นสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว แต่ความเสี่ยงจากหุ้นคือความผันผวนของราคาหุ้น และความเสี่ยงจากการล้มเลิกบริษัท หรือตราสารหนี้แม้จะได้ผลตอบแทนคงที่ และดูมีความเสี่ยงน้อย แต่มันเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว คือเรื่องเครดิตความน่าเชื่อถือ ช่วงที่ผ่านมามีข่าวบริษัทเอกชน ไอ้ๆอีๆ หลายแห่งเบี้ยว ไม่ยอมจ่ายเงินคืนนักลงทุน เงินทั้งก้อนเรียกได้ว่าอาจจะหายไปกับความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้น

ดังนั้นเมื่อเราเลือกกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาคือ การเลือกสินทรัพย์รายตัวให้ต่างกัน เช่น ถ้าเราเลือกลงทุนในเป้าหมายที่ต้องใช้หุ้นเป็นสัดส่วนใหญ่ ให้เราเลือกลงทุนหุ้น ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ขนาดต่างกัน หรือ เลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศกระจายตัวกันหน่อยก็ได้

ถ้าเลือกหุ้นเองไม่เป็นก็ใช้กองทุนรวมในการกระจายความเสี่ยงแทนได้นะครับ เพราะกองทุนเค้านำเงินไปกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายๆตัวให้แล้ว แต่เราไม่ต้องไปกระจายการลงทุนในกองทุนชนิดเดียวกันอีกแล้ว ถ้าเลือกกองทุนคนละกองแต่นโยบายใกล้เคียงกัน มันก็ยังเป็น Positively Correlation อยู่ดี

ถ้าอยากจะใช้กองทุนรวมในการลงทุน ต้องเลือกดูนโยบายให้ไม่มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการ กระจายลงในกองทุนต่างประเภท ไปเลย เช่น กองทุนรวมในหุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% Property Fund 20%

หรือ ถ้าเป้าหมายเราต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 80% ใน 80% นั้น ลงในกองทุนที่เลือกถือหุ้นที่มีไส้ในต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจจะเป็นกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ กับ หุ้นไทย อย่างละครึ่งก็ได้

และไม่ว่าจะกระจายการลงทุนอย่างไร สุดท้ายผลตอบแทนมันมักจะออกมา ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ดีที่สุด และก็ไม่แย่ที่สุดเหมือนกัน  แต่อย่างน้อยผลตอบแทนจะออกมาสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ในตอนแรก นั่นคือสิ่งที่ดีสุด ไม่ใช่หรอครับ?

O- Opportunity

โอกาสในการลงทุน มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ สำหรับคนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องการลงทุนอยู่เป็นประจำ เรื่องการโยกย้ายสัดส่วนเงินลงทุนชั่วคราว (Tactical Asset Allocation) จะสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นให้กับพอร์ตการลงทุนได้

เมื่อนักลงทุนมองสภาพตลาด และความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจออก ประเมินแล้วว่ามีโอกาสชนะในการปรับสัดส่วนลงทุน นักลงทุนสามารถโยกย้ายสัดส่วนที่เคยจัดสรรไว้ในตอนแรก ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ชั่วคราว

เช่น เดิมทีจัดสัดส่วน Portfolio ไว้ตามนี้ เงินสด 10% ตราสารหนี้ 20% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 40% หากมองว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำ จึงลดสัดส่วนหุ้นมาเหลือ 10% เพื่อรักษาผลตอบแทนจึงนำไปใส่ใน กองทุนรวมตราสารหนี้และเงินสด สัดส่วนชั่วคราวจะเป็น เงินสด 20% ตราสารหนี้ 40% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 10%

และเมื่อเศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ กลับเข้ามาสู่ช่วงฟื้นตัว ตลาดหุ้นกลับมาสู่ช่วงขาขึ้น เราสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนเป็นเหมือนเดิมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนก็ได้ หรือจะนำเงินสดมาเน้นน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ให้สัดส่วนทั้งหมดเป็น เงินสด 5% ตราสารหนี้ 10% Property Fund 30% และ หุ้นไทย 55% จนกว่าเศรษฐกิจจะคงตัว  แล้วค่อยปรับให้เป็นสัดส่วนเดิมที่จัดสรรไว้แต่แรก

ในโลกของการลงทุนโอกาสในการลงทุนจะปรากฏต่อหน้าคนที่หมั่นศึกษาหาข้อมูล ดังนั้นยิ่งคุณอ่านหนังสือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร ยิ่งเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนให้กับตัวเอง

M- Monitor

เงินลงทุนของคุณไม่ควรปล่อยมันไว้อย่างทิ้งขว้าง เป็นความจริงที่ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาด หรือติดตามพอร์ตการลงทุนอยู่ตลอดเวลา แต่ควรมีการติดตามผลตอบแทน มูลค่าในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตบ้าง อย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี (ทำได้ไตรมาสละครั้งยิ่งดี)

เราควรติดตาม เพื่อประเมินว่ามันยังได้ผลตอบแทนตามที่เราต้องการอยู่หรือไม่ ถ้าเกิดมันย่ำแย่อย่างสม่ำเสมอ ก็ต้องรู้ว่าข้อผิดพลาดในการลงทุนมันเกิดขึ้นตรงไหน ควบคุมให้ผลตอบแทนยังคงสอดคล้องกับความเป็นไปได้ของเป้าหมายที่วางไว้

หรือถ้าลงทุนมาได้ระยะหนึ่ง ความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเกิดน้อยลง ก็ถึงเวลาที่จะปรับพอร์ต เพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงลง ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ผันผวนจนเกินไป จะได้มีความสุขกับการลงทุนในอนาคตไงล่ะครับ

และทั้งหมดคือสูตรลับ “CONDOM” ที่ตอนนี้ไม่ลับอีกต่อไป เพราะผมเปิดให้ทุกคนดูหมดแล้ว (เขินจัง) ถ้าอยากจะจัดพอร์ตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการ สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็นำสูตรนี้ไปใช้กันได้เลย หาซื้อตามเซเว่นก็ไม่มีขาย!!!

หากทำได้ตามที่บอก..เชื่อผมเถอะ “CONDOM” จะมอบความสุข (ในการลงทุน) ให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน >//<

“รวย” กับ “มั่งคั่ง” ต่างกันที่ตรงไหน?

คงเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปนะครับ ที่ใครก็อยากรวย เหตุผลก็คือ อยากมีชีวิตที่สุขสบาย มีกินมีใช้ไม่ขัดสน เกิดปัญหาใช้เงินแก้ได้ไม่เดือดร้อน และเผื่อไว้ใช้ยามแก่ชราหรือเมื่อใดก็ตามที่เราหยุดทำงาน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นว่า ระยะหลังๆ คำว่า “มั่งคั่ง” เริ่มถูกนำมาใช้กันกว้างขวางจนเราคุ้นหูมากขึ้น บางที่ก็เห็นใช้เรียกทับศัพท์ แทนคำว่า รวย ไปเลย แต่บางที่ก็ให้ความหมายที่แตกต่างกัน

เอ๊ะ! ตกลงแล้ว “ความร่ำรวย (Richness)” กับ “ความมั่งคั่ง (Wealth)” นี่มันเหมือนกันรึเปล่า? หรือว่ามั่งคั่ง ก็มีความหมายไม่ต่างจาก รวย แต่เรียกให้ฟังดูดีขึ้น? หรือจริงๆแล้ว มันมีความหมายที่แท้จริงแตกต่างกันอย่างลึกซึ้งกันแน่? วันนี้ aomMONEY จะมาเล่าให้ฟัง

ซึ่งถ้าเราลองค้นหาความหมายจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะให้ความหมายของคำว่า “รวย” หรือ ร่ำรวย และ “มั่งคั่ง” ไว้ดังนี้

“รวย” (ก.) ได้มาก เช่น วันนี้รวยปลา, มีมาก เช่น รวยทรัพย์ รวยที่ดิน
(ส่วน ร่ำรวย แปลว่า รวยมาก 555)

“มั่งคั่ง” (ว.) มีทรัพย์มากมาย, มีทรัพย์ล้นเหลือ, มีทรัพย์มาก

จะเห็นได้ว่า พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะให้ความหมายของคำว่า รวย ไว้อย่างกว้างๆ และเป็นคำกริยา เทียบเท่ากับคำว่าได้มาก หรือมีมาก ซึ่งจะเป็นในเรื่องอะไรก็ได้ (เช่น ฉันรวยเพื่อน = ฉันมีเพื่อนมาก) ขณะที่คำว่า มั่งคั่ง จะเฉพาะเจาะกับเรื่องของทรัพย์สินมากกว่า และเป็นคำวิเศษณ์ (ขยายคำนาม) (เช่น ฉันเป็นคนมั่งคั่ง = ฉันเป็นคนที่มีทรัพย์มาก : คำว่า มั่งคั่ง ขยายลักษณะของคำว่า คน)

ถ้าเรายึดตามนี้ ก็แปลว่า ถ้าเราใช้คำว่า รวย หรือร่ำรวย กับทรัพย์สิน ก็จะมีความหมายไม่ต่างจากคำว่า มั่งคั่ง เลย คือ ฉันรวยทรัพย์สิน = ฉันเป็นคนมั่งคั่ง (แปลว่า ฉันมีทรัพย์สินมากนั่นแหละ)

ความ มั่งคั่ง ในมุมมองทางการเงิน: Net Worth สำคัญแค่ไหน?

ขณะเดียวกัน จากหลักสูตรของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ก็จะมีการใช้คำอีกคำหนึ่ง นั่นก็คือคำว่า “ความมั่งคั่งสุทธิ” (Net Worth) เข้ามาพิจารณาความมั่งคั่งที่แท้จริงของคนเราด้วย เพราะมาจากแนวคิดที่ว่า เราจะตัดสินว่าคนคนนี้รวย หรือมั่งคั่ง โดยดูแค่ว่าเขามีทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาก (เช่น รถแพงๆ บ้านหรูๆ) อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะบางที บ้านหรือรถแพงๆ ที่เห็นนั่น เบื้องหลังเขาอาจจะยืมเงินคนอื่นมาซื้อ (ด้วยการกู้ หรือยอมเป็นหนี้มา) ก็ได้ ดังนั้น ถ้าอยากรู้ว่ารวยจริงไหม ก็ต้องวัดจาก “ความมั่งคั่งสุทธิ” โดยเอา มูลค่าทรัพย์สินที่มี หักด้วย มูลค่าหนี้สินทั้งหมด ซะก่อน ถึงจะเห็นว่า มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นของเราจริงๆ นั้นมีอยู่เท่าไหร่ นั่นต่างหาก คือความมั่งคั่ง หรือร่ำรวย ของจริง

อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ก็ยังถือว่า ใช้คำว่า มั่งคั่ง กับ ร่ำรวย ในความหมายเดียวกันอยู่ แต่ถ้าพิจารณาความหมายในเชิงที่ลึกซึ้งกว่านั้น ไม่ได้แปลความหมายอย่างตรงตัว อย่างที่พจนานุกรม หรือการวางแผนการเงินใช้ เราอาจจะได้เห็นว่า คำว่า รวย นั้น มีความหมายที่แตกต่างจากคำว่า มั่งคั่ง พอสมควร

ซึ่งจากการที่ผมศึกษามาจากหลายๆที่ ทั้งจากในหนังสือ และจากผู้คนที่คิดว่าตัวเองมั่งคั่ง หรือร่ำรวย รวมถึงเมื่อได้ลงมือทำเอง จนได้เรียนรู้มากขึ้น ผมก็ขอสรุปจุดสำคัญ ที่ทำให้ความหมายของคำว่า รวย กับคำว่า มั่งคั่ง แตกต่างกัน ในความเห็นของผมเอง (แบบที่อาจจะไม่ตรงกับสำนักไหน) ไว้ดังนี้

คำว่า “รวย” หรือ “ร่ำรวย” นั้น โดยทั่วไปจากความรู้สึกของเรา เรามักจะใช้กับทรัพย์สิน เป็นหลัก และเรามักจะรู้สึกว่า คนรวย คือคนที่มีทรัพย์สินมาก หรือต่อให้หักหนี้สินแล้ว ก็ยังมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เป็นของเขามากอยู่ดี หรือพูดง่ายๆก็คือ รวย = มีเงิน / มีทรัพย์สินเยอะ (แต่เท่าไหร่ ถึงจะเยอะ ก็แล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคน)

ความมั่งคั่ง = สุขภาพดี ความสัมพันธ์ดี และมีอิสระในชีวิต

ขณะที่ “มั่งคั่ง” นั้น อาจจะมองภาพที่กว้างกว่า และไกลกว่าแค่เรื่องของทรัพย์สินเงินทอง มันอาจจะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องของ ทรัพย์สิน, สุขภาพ, ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือกับครอบครัว, คุณค่าของตัวเรา, เวลา และ ความสุข ที่มี ว่าคนที่มั่งคั่งนั้น คือ คนที่มีทั้งทรัพย์สินมากพอที่จะใช้ได้อย่างไม่ขัดสน มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นคนที่มีมูลค่าในตัวเองสูง เพราะได้ทำในสิ่งที่สร้างคุณค่าที่มีประโยชน์ให้กับผู้อื่น และมีเวลาเหลือมากพอที่จะไปทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งทั้งหมดจะเป็นภาพรวมของชีวิตที่มีความสุข

ถ้าจะให้สรุปความหมายทั้งหมดของคำว่า มั่งคั่ง มาเหลือแค่ 1 คำ ผมคิดว่ามันคงเป็นคำว่า “อิสรภาพ” ซึ่งหมายถึง การที่เรา “มีความสามารถที่จะเลือก” ได้อย่างที่เราต้องการ คนที่มั่งคั่ง จึงคือ คนที่มีความสามารถที่จะเลือกได้อย่างอิสระ ว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน กินอยู่ยังไง ทำ หรือไม่ต้องทำอะไรในแต่ละวัน จะใช้เวลาอยู่ที่ไหน กับใคร ก็เลือกได้อย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องถูกผูกมัดกับภาระทางการงาน เงิน หรือเวลา ใกล้เคียงกับคำว่า “มีอิสรภาพทางการเงิน” (แต่อาจจะต่างกันตรงที่ อิสรภาพทางการเงิน คือมองเรื่องของการปลดล็อคพันธะทางการเงินเป็นหลัก แต่ความมั่งคั่ง จะมองบริบทอื่นๆด้วย) ซึ่งอาจจะต่างจาก คนที่ร่ำรวย เพราะถึงแม้จะมีเงินมาก แต่ก็อาจจะต้องทำงานหนักไปตลอด มีความรับผิดชอบในหน้าที่บางอย่าง ไม่สามารถเลือกที่จะหยุดได้ง่ายๆ เหมือนคนที่ขี่หลังเสือแล้วก็มักจะลงยาก ผลที่ตามมาก็คือ ไม่มีเวลาพักผ่อน เครียด สุขภาพร่างกายก็แย่ ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ความสัมพันธ์ก็แย่ ทำให้แม้จะมีเงินมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ก็อาจจะไม่มีชีวิตที่มีความสุขมากนัก

สรุป: ความร่ำรวยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง

ดังนั้น ความร่ำรวย จึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่ง เท่านั้น และผมก็เชื่อว่า ถ้าเลือกได้ เราทุกคนคงอยากเป็นคนมั่งคั่ง มากกว่าแค่เป็นคนร่ำรวย ในความหมายนี้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะให้นิยามคำว่า “มั่งคั่ง” หรือ “ร่ำรวย” อย่างไร หากเราสามารถออกแบบชีวิตให้มีทั้งทรัพย์สินและความสุขอย่างยั่งยืน นั่นแหละคือความมั่งคั่งในความหมายที่แท้จริง — และเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรมุ่งไปให้ถึง

สรุปรายการค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2560 + UPDATE ตลอดทั้งปี!!!

สวัสดีครับ ผม “พรี่หนอม” TAXBugnoms คนดีคนเดิม กลับมาเพิ่มเติมบทความให้กับ #aomMONEY เหมือนอย่างเช่นเคยครับผม กับหัวข้อในวันนี้ “สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2560 พร้อม UPDATE เรื่องภาษีที่ควรรู้ตลอดทั้งปี” นั่นเองครับ

โดยปกติแล้วบทความนี้จะเขียนขึ้นในตอนใกล้ๆสิ้นปี ซึ่งถ้าใครติดตามผมมาสักพักจะเห็นบทความแนวๆนี้ออกมา 2 ปีติดๆครับ นั่นคือ บทความ 18 รายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2558 พร้อมเทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้  และบทความ สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559 พร้อม UPDATE เทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้!!

แต่สำหรับปี 2560 นี้ ผมตั้งใจเขียนสรุปรายการค่าลดหย่อนภาษีออกมาตั้งแต่ต้นปีครับ และต้องการจะแก้ไขเพื่ออัพเดทข้อมูลนี้ให้อ่านกันตลอดทั้งปีครับ

อ๊ะ! หลายคนอาจจะคิดว่าทำเพื่ออะไร ตอบให้เลยก็ได้ครับว่า ทำเพื่อให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนได้อัพเดทข้อมูลอย่างทันเวลา เพื่อจะได้ วางแผนภาษี และ ลดหย่อนภาษี ได้อย่างถูกต้องกันทุกคนครับผม #จะหล่อไปไหม

ถ้าพร้อมแล้ว… อย่าเสียเวลานานกว่านี้อีกเลยดีกว่า เรามาเริ่มกันเลยครับ

มาทำความเข้าใจก่อนว่า ค่าลดหย่อนคืออะไร?

ทบทวนกันอีกทีครับว่า ความหมายของ “ค่าลดหย่อน” หรือ “ค่าลดหย่อนภาษี” คือ “รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว” ซึ่งมาจากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้ครับ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

โดยเราจะเรียกการคำนวณในวงเล็บนี้ว่า “เงินได้สุทธิ” ซึ่งวิธีการวางแผนประหยัดภาษีที่เรานิยมกันที่สุด คือ การเพิ่ม “ค่าลดหย่อน” ให้มากที่สุด เพื่อให้เงินได้สุทธิของเราต่ำที่สุด และเสียภาษีน้อยๆนั่นเองครับ

สำหรับในปี 2560 นั้น มีการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่นะครับ โดยเปลี่ยนแปลงในส่วนของเงินได้สุทธิที่เกิน 4,000,000 บาท เป็น 5,000,000 บาท ในการเสียภาษีที่อัตรา 35% แทนครับ ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

จากสมการและตารางข้างบน แสดงให้เราเห็นว่า การมีค่าลดหย่อนภาษีที่มากขึ้นจะทำให้เสียภาษีน้อยลง เพราะทำให้เงินได้สุทธิน้อยลงนั่นเองครับ ซึ่งในปี 2560 นี้ มีรายการค่าลดหย่อนที่เปลี่ยนแปลงไปหลายตัวครับ แต่พรี่หนอมยังคงแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเหมือนเดิม เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นตามนี้ครับ

กลุ่มที่ 1
ค่าลดหย่อนส่วนตัว + ครอบครัวและการเป็นคนดีศรีสังคม

สำหรับค่าลดหย่อนภาษีในกลุ่มแรกนี้ จะเป็นภาระต่างๆรอบตัวเราครับ ซึ่งเป็นรากฐานที่ติดตัวมาเรื่อยๆ เพียงแค่เรามีคุณสมบัติเหล่านี้ เราก็สามารถใช้สิทธิ์ได้ฟรีๆเลยล่ะครับ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 60,000 บาท (ปรับปรุงใหม่จากเดิม 30,000 บาท) คือ ค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เลยครับ

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 60,000 บาท (ปรับปรุงใหม่จากเดิม 30,000 บาท) คือ ค่าลดหย่อนของคู่สมรส (ตามกฎหมาย) กรณีที่คู่สมรส (สามีหรือภรรยา) ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มเติมจากส่วนนี้ทันทีครับ

3. ค่าลดหย่อนบุตรจำนวน 30,000 บาท (ปรับปรุงจากเดิม 15,000 บาทและ 17,000 บาท) โดยคำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท ซึ่งในกรณีที่เป็นบุตรโดยกฎหมายสามารถหักได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม หรือ มีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรชอบด้วยกฎหมายจะหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะทีมีชีวิต) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
  • ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
  • บุตรต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป (ยกเว้นเงินปันผล)

4. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่จำนวน 15,000 บาท ตรงนี้เน้นว่า ต้องเป็น เบี้ยประกันสุขภาพคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นครับ ซึ่งสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี้สามารถหารแบ่งกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ

5. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส คนละ 30,000 บาท ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราเลี้ยงดูถึง 4 คนก็จะได้รับสิทธิสูงสุดถึง 120,000 บาทครับ

แต่มีเงื่อนไขนิดนึงในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสที่จะนำมาลดหย่อนนั้น เราจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ใน กรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้เท่านั้นนะครับ

สำหรับเรื่องเอกสารหลักฐานนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง (แบบ ลย.03) ว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และสิทธิในการเลี้ยงดูนั้นจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงครั้งเดียวครับ เช่น พี่น้องสองคน คนโตใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อ คนเล็กก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแล้วครับ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะแม่ หรือถ้าคนโตใช้สิทธิทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกคนเล็กก็ไม่มีสิทธิแล้วครับ

สำหรับรายละเอียดในข้อ 4 และ 5 สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ 2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู! ครับผม เพื่อจะได้ไม่ตกหล่นในรายละเอียดครับ

6. ค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพจำนวน 60,000 บาท ถ้าหากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือคนทุพพลภาพที่มีใบรับรองแพทย์ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่นำมาลดหย่อนนั้นต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีด้วยนะครับ

และในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพเป็น พ่อแม่ – บุตร – คู่สมรส ของเรา เราสามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองส่วนครับ เช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และพิการ ก็จะสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาท (60,000 + 60,000)

กลุ่มที่ 2 ค่าลดหย่อนจากสินทรัพย์
และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ

สำหรับกลุ่มที่ 2 นี้เป็นค่าลดหย่อนที่เกิดขึ้นจากการมีสินทรัพย์ต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงสิทธิลดหย่อนที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งเราสามารถนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เช่นเดียวกันครับ มาดูกันต่อเลยดีกว่าครับว่าในปี 2560 นั้นมีเหลือรายการค่าลดหย่อนอะไรบ้างครับ

7. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย จำนวน 100,000 บาท ที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย โดยสามารถหักได้ตามที่จ่ายไปจริง และในกรณีที่เป็นการกู้ร่วมกันหลายคน ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่าๆกัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น หากมีการกู้ร่วมกัน 2 คน จะถือว่าดอกเบี้ยที่สามารถใช้สิทธิได้คือ 100,000 และแต่ละคนจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้สูงสุดคนละ 50,000 บาทครับ

อย่าลืมนะครับว่า!! การใช้สิทธิสำหรับกรณีนี้จะบ้านกี่หลังก็ได้ครับ แต่สูงสุดรวมกันแล้วจำนวนเงินต้องไม่เกิน 100,000 บาทครับ ผมใช้สรุปง่ายๆว่า มองภาพรวมต่อบ้าน แล้วค่อยหารต่อคนครับ นั่นคือ บ้าน 1 หลังใช้สิทธิ์ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตัวนี้ได้ไม่เกิน 100,000 บาท และคน 1 คนก็ใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 100,000 บาทเช่นเดียวกันครับ

สำหรับเรื่องบ้าน ผมเคยเขียนบทความยาวๆ ให้อ่านกันที่บทความนี้ครับ “ครบทุกเรื่องภาษีที่ต้องรู้.. สำหรับคนมีบ้าน!” เริ่มตั้งแต่ซื้อบ้านไปจนถึงขายกันเลยทีเดียว

8. ค่าลดหย่อนจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สูงสุด 120,000 บาท (เน้นว่า…ค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นสิทธิต่อเนื่องจากการซื้อบ้านหลังแรกภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่านั้นนะครับ) เป็นค่าลดหย่อนสำหรับผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท ให้สิทธิพิเศษสามารถนำเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปลดภาษีได้โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  • ต้องเป็นบ้านหลังแรกที่ มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องซื้อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559
  • ใช้สิทธิตั้งแต่ปีภาษี 2559 เป็นต้นไป ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี
  • ห้ามโอนหรือขายต่อภายในเวลา 5 ปี และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในบ้านหลังนั้นด้วย

สำหรับเรื่องบ้านหลังแรกนี้ ถ้าหากใครอยากเช็ครายละเอียด ผมมีบทความยาวๆ มาฝากกันอีกแล้วครับ กับ สรุปจบ! ครบทุกเงื่อนไข “บ้านหลังแรก” อ่านครั้งเดียว.. รู้เรื่อง!

9. ค่าลดหย่อนกรณีซ่อมแซมบ้านและรถที่เสียหายจากน้ำท่วม บ้าน 100,000 บาท รถ 30,000 บาท สำหรับตัวนี้เป็นค่าลดหย่อนที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นครับ โดยหลักการลดหย่อนแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ครับ

กรณีน้ำท่วมภาคใต้ตอนต้นปี 2560

  • กรณีซ่อมบ้าน ต้องเป็นบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึง 31พฤษภาคม 2560 ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท และต้องจ่ายค่าซ่อมภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560
  • กรณีซ่อมรถ ต้องเป็นรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึง 31 พฤษภาคม 2560 ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท และต้องจ่ายค่าซ่อมภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 เช่นกันครับ และต้องเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกครับ

กรณีน้ำท่วมภาคอีสานตอนกลางปี 2560 (ยังไม่ประกาศเป็นกฎหมาย ณ เดือนสิงหาคม)

  • กรณีซ่อมบ้าน ต้องเป็นบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท
  • กรณีซ่อมรถ ต้องเป็นรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท และต้องเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกครับ

10. ค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยเป็นการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศไทยจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อที่น่าสนใจตามนี้ครับ

1. จำนวนเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด คือ 15,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2. ระยะเวลาการใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560
3. หลักฐานคือ “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป”

กลุ่มที่ 3 ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินและลงทุน

สำหรับกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ลดหย่อนภาษีแล้วได้ประโยชน์ 2 ส่วนครับ คือ ส่วนของการออมเงิน หรือ ลงทุน เพื่อสร้างวินัยและผลตอบแทนในการลงทุนให้กับเราส่วนหนึ่ง และใช้สิทธิประโยชน์ในการวางแผนภาษีอีกส่วนหนึ่งครับ ซึ่งการเลือกออมหรือลงทุนในตัวไหนก็ตาม

โดยส่วนตัวผมขอแนะนำให้ดูวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราเป็นอันดับแรกก่อน แล้วค่อยคำนึงถึงเรื่องสิทธิประโยชน์การวางแผนภาษีนะครับ เอาล่ะ มาดูกันกับค่าลดหย่อนในกลุ่มที่ 3 กันเลยดีกว่าครับ

10. ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท

11. เบี้ยประกันชีวิต มี 2 ประเภท คือ

  • ประกันชีวิต (แบบทั่วไป) ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันชีวิต (แบบบำนาญ) ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

โดยประกันชีวิตแบบทั่วไปนั้นในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ ผมแนะนำให้สอบถามจากตัวแทนประกันได้เลยครับ หรือจะดูจากใบเสร็จรับเงินค่าประกันที่เราจ่ายไปก็ได้ครับว่าเรามี “เบี้ยประกันชีวิต” ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จำนวนเท่าไหร่ครับ หรืออ่านบทความนี้เพิ่มเติมได้ครับ เจาะลึกทุกเงื่อนไข!! ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี แบบไหนให้ไม่มีปัญหา

พิเศษ สำหรับปี 2560 นั้น ยังมีค่าลดหย่อนสุขภาพอีกตัวหนึ่งครับ ที่เพิ่งประกาศมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยคำว่า ประกันสุขภาพ หมายความถึง 

• ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนืองจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
• ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
• การประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses)
• การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

ใช้สิทธิลดหย่อนได้ ในส่วนที่จ่ายเป็นค่าประกันสุขภาพให้กับบริษัทประกันในประเทศสูงสุด 15,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าลดหย่อนประกันชีวิตที่กฎหมายเดิมกำหนดไว้แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทครับ

12. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ลงทุนไว้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในการวางแผนเกษียณของเราครับ นำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF มีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามนี้ครับ

  • ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)
  • ต้องซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท
  • ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุครบ 55 ปี จึงจะสามารถขายได้

13. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยกองทุนรวม LTF นั้นมีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทินด้วยครับ สำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562 ครับ

14. กองทุนการออมแห่งชาติ กำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในการคำนวณภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทครับ

15. เงินสะสมกองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

สำหรับกลุ่มนี้… จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นการวางแผนเกษียณครับ คือ ยอดรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับ

กลุ่มที่ 4 เงินบริจาค

สำหรับกลุ่มสุดท้ายนี้ คือ เรื่องของการให้ครับ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ดีสำหรับผู้ที่มีจิตเป็นกุศล อยากจะส่งผ่านเรื่องราวดีๆไปให้กับคนอื่นที่ขาดแคลน และการที่เราเป็นคนดีแบบนี้ ภาครัฐเลยให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมครับ

โดยเงินบริจาคในกลุ่มที่ 4 นี้จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่นำมาหักหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆแล้วครับ ซึ่งจะได้สิทธิหักได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆแล้วครับ

จากสมการ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

จะกลายเป็น

[(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี

ในปัจจุบันเงินบริจาคจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

16. เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและช่วยเหลือสังคม สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายไป แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว

โดยการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคมนอกจากการศึกษา ยังมีอีกหลายตัวครับ เช่น เรื่องของกีฬา คนพิการ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไว้มีโอกาสจะเขียนเล่าเรื่องนี้อีกทีนะครับ (ติดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วล่ะครับ ฮ่าๆ)

17. เงินบริจาคทั่วไป สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนและเงินบริจาคในกลุ่มที่เป็นสองเท่าแล้วครับ

แต่เดี๋ยวก่อน!!! ในปี 2560 จะมีเงินบริจาคอีกตัวหนึ่งครับ นั่นคือ…

18. เงินบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้และภาคอีสาน สำหรับการ บริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 และ บริจาคระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ครับ โดยเราสามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ครับ ใครที่มีการบริจาคในระหว่างนี้อย่าลืมเก็บหลักฐานเอกสารต่างๆไว้ด้วยนะครับ

เอาล่ะครับ… ทั้งหมดนี้ คือ Checklist ที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมา และตั้งใจว่าจะอัพเดทอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี หากว่ามีรายการค่าลดหย่อนภาษีตัวใหม่ๆเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อจะได้ช่วยแนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนตรวจสอบก่อนที่จะคำนวณภาษีหรือยืนแบบแสดงรายการภาษี และช่วยในการวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องครับ

สำหรับคนที่สนใจเรื่องแนวคิดการวางแผนภาษีในปี 2560 เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด ผมกำลังจะเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้แบบยาวๆให้อ่านกันครับ เพราะภาษีไม่ใช่มีแค่รายการค่าลดหย่อนภาษีเท่านั้น จริงไหมครับ…

ยังไงฝากกดติดตามได้ที่แฟนเพจ TAXBugnoms เพื่อไม่ให้พลาดทุกบทความใหม่ๆของผมด้วยนะคร้าบบบ

“ของลับของคุณ” ทำเงินได้แบบของลับจักรพรรดินโปเลียนหรือเปล่า?

จักรพรรดินโปเลียนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส เขาโด่งดังมากหลังจากยุคปฏิวัติพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมาเรียนแองตัวเน็ต หากใครเคยอ่านประวัติศาสตร์ยุโรปชื่อของพระเจ้านโปเลียนก็คงต้องได้ยินทุกคนอยู่แล้วนะครับ แต่ในท้ายสุดหลังจากการทำสงครามแล้วพบกับความพ่ายแพ้ นโปเลียนถูกจับไปขังบนเกาะเล็กๆ ทางใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกแล้วตายลงที่นั่นในปี 1821 ศพของเขาถูกส่งกลับมาฝั่งไว้ที่ปารีส ฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

เรื่องราวที่น่าสนใจก็คืออยู่ๆในปี 1916 ทรัพย์สินต่างๆของนโปเลียนก็โผล่ขึ้นมาในตลาดการประมูล นั่นรวมถึง “อวัยวะเพศ” ด้วยเช่นกัน ผู้ที่เอาทรัพย์สินขึ้นมาโชว์ก็คือลูกหลานของบาทหลวงที่นโปเลียนเชิญมาให้ทำพิธีกรรมต่างๆในช่วงบั้นปลายของชีวิตเขา ซึ่งของสะสมเหล่านี้เรียกว่า Vignali Collection มีการซื้อขายกันต่อระหว่างนักสะสมในอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา

ในปี 1924 ดร. อับราฮัม ไซม่อน วูฟ โรเซ็นบาค (Rosenbach) นักสะสมของและหนังสือเก่า เป็นผู้ประมูลอวัยวะเพศของนโปเลียนไปได้ในราคา 400 ปอนด์และได้มีการนำไปจัดแสดงในงานศิลปะของ Museum of French Arts ในนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งชุดของสะสมดังกล่าวที่ทางบริษัท เดอะ โรเซ็นบาค ได้ออกเอกสารมารายละเอียดมาให้อ่านนั้น ก็มีหลายประเภทนะครับ ผมขอสรุปแยกเป็นประเภทดังนี้

  1. ของที่ระลึกประเภทเครื่องเงินได้แก่ มีด ช้อน ซ้อม แก้วน้ำ ซึ่งมีตราราชวงศ์อยู่
  2. ผม ขน และแน่นอนว่ารวมถึงอวัยวะเพศ ซึ่งได้มาช่วงการชันสูตรศพ
  3. เสื้อผ้า ชุดโค้ช ผ้าเช็ดหน้า
  4. เอกสารต่างๆ จดหมายที่เขียนไปมา ร่างเอกสาร สมุด ลายมือ บันทึกบันชี สมุดบัญชีต่างๆ
  5. หน้ากากแห่งความตายที่เป็นรูปหน้านโปเลียน (Death Mask)

ต่อมามีการประมูลอวัยวะเพศในลอนดอนและปารีส หลังจากนั้นได้ขายให้กับ ดร.จอห์น เค ลัตติเมอร์ (Lattimer) ท่านนี้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบปัสสาวะที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1977 ในราคา 13,000 ฟรัง หรือประมาณ 2,900 เหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้ก็กลายเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานและมีคนนำเสนอซื้อในราคามากกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องราวนี้คืออะไรบ้าง?

  1. ของสะสมมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ : โดยเฉพาะของสะสมที่มาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ในตลาดมีความต้องการที่จะซื้อ ไม่ว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อมีความเก่าแก่ที่มากขึ้น มูลค่าก็จะเพิ่มตามไปเพราะหาไม่ได้อีกแล้ว แต่ในเรื่องสภาพคล่องก็อีกเรื่องนะครับ บางทีคนไม่สนใจก็ขายกันไม่ออกก็มี ที่สำคัญก็คือความนิยมถ้าหมดไปก็อาจจะไม่มีใครอยากได้ก็ได้  
  2. อวัยวะในส่วนต่างๆ มีค่าเช่นกัน : ในสมัยก่อนนั้นในเรื่องทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้าขนาดนี้ อวัยวะของบุคคลที่สำคัญก็กลายเป็นสินค้าของสะสมได้ (ส่วนตัวคิดว่าเมืองไทยคงไม่มีใครทำกัน) แต่ในปัจจุบันเมื่อการแพทย์ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น อวัยวะของคนที่พึ่งตายไปก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนที่ยังมีชีวิตน์ต่อเช่นกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ใต ไส้ พุง ก็สามารถนำไปปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในประเทศได้อีกต่อหนึ่ง  
  3. ประวัติศาสตร์ของตัวเองทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง : บันทึกต่างๆที่เรามีกันและเป็นองค์ความรู้นั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมายในอนาคตได้ ไม่ใช่แค่มูลค่าที่เพิ่มขึ้น แต่ทำให้คนกลับมาศึกษาเรื่องราวในอดีตและมีผลต่อการพัฒนาทางความคิดต่อยอดในอนาคตได้เช่นกันนะครับ

เมื่อรู้อย่างงี้แล้วอย่าลืมรักษาของเก่าๆทั้งในแง่ของวัตถุและความคิดที่ได้รับมาจากคนรุ่นก่อนๆนะครับ และอย่าลืมสร้างสิ่งต่างๆในปัจจุบันเพื่อส่งมอบให้กับลูกหลานในอนาคตด้วย เชื่อได้ว่าทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอนครับ

*เอกสารอ้างอิง

Ishaan Tharoor. 2560. The strange journey of Napoleon’s penis. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : https://www.washingtonpost.com/news/worldviews/wp/2015/06/19/the-strange-journey-of-napoleons-penis/?utm_term=.af0cecc25939. 20 เมษายน 2560.

Seymour de Ricci. 2560. Description of the Vignali Collection of Relics of Napoleon Brought from Saint-Helena by Napoleon’s Chaplain Abbé Ange Paul Vignali. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.historyofscience.com/pdf/Vignali-Napoleon.pdf.  20 เมษายน 2560.

กองทุนไหนดี Ep.6 – กองทุน Passive Fund ดีอย่างไร?

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติม กับประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี ? Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดี กองทุนไหนเด่น เพื่อให้เลือกกองทุนได้เหมาะสำหรับตัวคุณมากที่สุดครับผม

สำหรับรายการกองทุนไหนดี ? ตอนที่ 6 นี้ เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องลงทุนในกองทุน Passive Fund ว่ามันดีอย่างไร เหมาะกับใคร และคุ้มค่ากับการลงทุนไหมครับผม

ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนครับว่า สำหรับประเภทกองทุนรวมหุ้นนั้น จะมีอยู่  2 ประเภท นั่นคือกองทุนแบบ Active และ Passive ซึ่งความแตกต่างกันเป็นดังนี้ครับ

  • กองทุนรวมแบบ Active เป็นกองทุนรวมที่ผู้จัดการพยายามจะทำผลตอบแทนให้ชนะค่ามาตรฐาน เช่น SET TR และยังต้องเอาชนะคู่แข่งคือกองทุนประเภทเดียวกันในตลาดอีกด้วย
  • กองทุนรวมแบบ Passive เป็นกองทุนรวมที่ไม่ได้อาศัยการบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุน แต่เน้นผลตอบแทนจากการลงทุนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด เช่น ดัชนี SET50 หรือดัชนี SET100

โดยกองทุน Passive จะมีความเชื่อว่าในระยะยาวเราจะสามารถหากองทุนที่เอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการลงทุนโดยให้ผลตอบแทนเป็นไปตามตลาดนั่นเองครับ

ข้อดีที่ชัดเจนของกองทุน Passive คือ มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ากองทุนแบบ Active ตามแนวคิดที่ว่าไม่ต้องใช้ความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการบริหารนั่นเองครับ โดยค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณนี้ครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนครับ ส่วนของกองทุน Active จะวัดผลจากค่าต่างๆ ว่าดีหรือไม่ ทั้ง Sharp Ration, Information Ratio และ Alpha ซึ่งถ้าให้จำง่ายๆคือค่าเหล่านี้ยิ่งมากจะยิ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นกองทุน Active ที่ดีครับ (รายละเอียดแต่ละอันนั้นฟังในวีดีโอดีกว่าครับ)

ในขณะที่กองทุน Passive จะวัดผลจากการเป็นไปตามตลาดครับ ค่า Tracking Error จะบอกว่าผลตอบแทนของกองนั้นๆ เป็นไปตามผลตอบแทนของตลาดหรือไม่ มีการเบี่ยงเบนจากตลาดกี่ % ดังนั้นกอง Passive ที่ดีควรจะมีค่า Tracking Error น้อยๆครับ

โดยหลักการการดู Tracking Error นั้นมันดูง่ายๆ จากค่าธรรมเนียมก็ได้ครับ เพราะค่าธรรมเนียมยิ่งมากจะทำให้ค่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้นเบียงเบนมากกว่าครับ ดังนั้นเลือกกองทุน Passive จากค่าธรรมเนียมน้อยสุดน่าจะดีที่สุดนั่นเองครับ

ซึ่งกองทุนแบบไหนจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรานั้น เราต้องดูว่าเรามีความเชื่อแนวไหนและต้องการอะไรในชีวิตเราครับ ถ้าหากเราเชื่อว่าตลาดหุ้นไม่มีประสิทธิภาพ ผู้จัดการกองทุนยังสามารถหาหุ้นดีๆ ได้อยู่ ดังนั้น การเลือกกองทุน Active อาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าครับ แต่ถ้าหากคิดว่าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพแล้ว ในระยะยาวไม่สามารถหาหุ้นดีๆ ได้แล้ว การเลือกกองทุน Passive น่าจะเหมาะสมกว่าครับ

ตารางข้างบนเป็นตัวอย่างของกองทุนรวมหุ้นแบบ Passive ในประเทศไทยครับ ถ้าหากใครสนใจกองทุนแบบไหน จะเป็นกองทุนรวมหุ้นธรรมดา หรือ กองทุนรวม LTF ก็สามารถเลือกจากรายชื่อกองทุนเหล่านี้ได้ครับ

แต่อย่างไรก็ตามต้องระวังด้วยว่า กองทุนที่มีลงท้ายด้วย SET50 นั้น อาจจะไม่ใช่กองทุนที่เป็น Passive แต่ต้องดูด้วยว่านโยบายในการลงทุนนั้นเป็นแบบไหนด้วยครับ

สรุปสำหรับ กองทุนแบบ Passive นั้นจะเหมาะกับคนที่คาดว่าตลาดหุ้นจะเติบโตในระยะยาว หรือมองว่าเป็นเทรนด์ขาขึ้น และชอบค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างต่ำครับ หรือคนอีกกลุ่มที่ชอบเก็งกำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเองครับ

ใครที่อยากดูแบบละเอียด อย่าลืมรับชมรายละเอียดทั้งหมดแบบเต็มๆได้ที่คลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับผม

ดูคลิปวิดีโอที่ : 

https://www.youtube.com/watch?v=gn8Y-GriCjE

กองทุนไหนดี Ep.6 – กองทุน Passive Fund ดีอย่างไร?

สำหรับตอนต่อไป จะเป็นเรื่องของการรีวิวกองทุนรวมทีน่าสนใจอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับตอบคำถามคาใจกันครับ เอาเป็นว่าอย่าลืม!! รอติดตามชมกันกับ “รายการกองทุนไหนดี ?” ในวันอังคารที่ 18 เมษายน 2560 เวลาหนึ่งทุ่มตรงคร้าบบบบ

อย่าลืมกดติดตามพวกเราได้ที่ aomMONEY หรือกดเข้าร่วมกรุ๊ป กองทุนไหนดี ? ห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกองทุนรวมจาก aomMONEY เพื่อไม่ให้พลาดทุกบทความและความรู้จากพวกเรานะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save