Update ผลตอบแทน 6 กองทุนอ้างอิงดัชนี SET50 ปี 2559

ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงกองทุนรวมหุ้นประเภท Passive Fund นะครับ โดยเฉพาะกองทุนรวมดัชนีที่อ้างอิงดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ว่าผลตอบแทนของแต่ละที่จะเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่า กองทุนเหล่านี้เหมาะกับมือใหม่ด้วยนะ ขนาด Warren Buffett  ปรมาจารย์การลงทุนยังแนะนำนักลงทุนให้ซื้อกองทุนเหล่านี้เลย

กองทุนดัชนีนั้นเป็นกองทุนที่ลงทุนบนความเชื่อว่า “ดัชนีของตลาดนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว การบริหารกองทุนรวมนั้นก็เลยมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงดัชนีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ไม่ต้องเจาะหุ้นรายตัวในตลาดว่าต้องอะไรกับตัวไหน ผู้จัดการกองทุนไม่ต้องยุ่งยากในการวิเคราะห์เพื่อซื้อหุ้นนั้นทีขายหุ้นนี้ที พูดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องพึ่งความสามารถและรับความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุนมาก  เพราะฉะนั้นแล้วค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมหุ้นประเภทนี้โดยทั่วไปก็น่าจะถูกกว่าพวก Active Fund นะครับ

ทีนี้ผมเองก็เลยอยากเอาข้อมูลของกองทุนรวมดัชนีมาลองศึกษาดูนะครับ ก็เลยไปดูๆว่ามีธนาคารไหนที่มีกองทุนลักษณะนี้บ้าง โดยผมคัดเลือกกองทุนรวมที่หน้าตาใกล้ๆกันที่อ้างอิงดัชนี SET50 นะครับ ทีนี้ผมก็เลยเอาข้อมูลให้ดูธนาคาร/บลจ.ละ 1 กองทุนนะครับ สำหรับข้อมูลความเสี่ยงและข้อกำหนดเงินลงทุน ใช้ข้อมูลอ้างอิงจาก www.wealthmagik.com นะครับ

ก่อนอื่นจะขอบอกว่า ในการศึกษานี้ผมกำหนดไว้ดังนี้นะครับ

  • ไม่เอากองทุนดัชนีที่อ้างอิง SET50 แต่เป็นนโยบายแบบ Active Fund
  • ไม่เอากองทุนดัชนีที่อ้างอิง SET50 แต่ไปลงทุนในตลาดอื่นๆ เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • บางกองทุนจะเป็นส่วนผสมเช่น Passive 80% Active 20% ผมจะถือว่าเป็น Passive นะครับ
  • กองทุนอ้างอิงดัชนีอื่นๆ เช่น SET SET100 หรือ S&P และไม่รวม TDEX นะครับ

จะเห็นได้ว่ากองทุนดัชนี SET50 นั้นจะถูกจัดอยู่ในความเสี่ยงระดับ 6 เหมือนกันหมด นั่นคือความเสี่ยงสูงครับ ส่วนเนื้อหารายละเอียดปลีกย่อยนั้นจะเป็นอย่างไรในเชิงนโยบาย ลองอ่านในหนังสือชี้ชวนกันดูนะครับ

ทีนี้ผมเองก็อยากจะลองทำข้อมูล Back Test ดูเหมือนกันว่ากองไหนจะเป็นอย่างไรบ้าง มีความใกล้เคียงกันไหม เพราะถ้าผลตอบแทนไม่ได้ต่างกันมาก ก็สามารถเลือกซื้อได้ตามสะดวกเลยนะครับ โดยการ Back Test ของผมจะทำในระดับระยะสั้น 1 ปี และระยาว 5 ปี ซึ่งเอาข้อมูลมาจาก www.thaimutualfund.com นะครับ

ผลที่ได้ออกมา ดังตารางนี้ครับ

*หมายเหตุ : ข้อมูลของ T-SET50 นั้นมีไม่ถึงที่กำหนดเราจะ Back Test กันนะครับ เนื่องจากกองทุนนี้เปิดหลัง 4 มค 2555 นะครับ

จากตารางการทำ Back Test จะเห็นได้ว่า ในปี 2559 ทั้งปีนั้นเป็นขาขึ้น กองทุน Passive Fund ก็ให้ผลตอบแทนไม่น้อยนะครับ โดยเฉลี่ยๆแล้วจะเกิน 20% ทุกกองหากลงทุนต้นปีและถือถึงปลายปี แต่ถ้าเราไปดูในระยะยาวกว่านั้นเช่น 5 ปี จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนจะอยู่แถวๆ 50% เลยนะ คิดแบบง่ายๆไม่ซับซ้อนก็ตกปีละ 10% ได้เลย

ในกรณีที่ทำ DCA อาจจะมีการซื้อรายเดือน ผลตอบแทนคิดเป็น % อาจจะน้อยกว่าแต่มีการเติมเงินในพอร์ตเข้ามาเรื่อยๆทำให้พอร์ตใหญ่ขึ้นได้นะครับ แต่บทความนี้เราไม่ได้ทำ DCA ให้ดู ใครอยากลองต้องลองวิเคราะห์เพิ่มเติมนะครับ (หรือถือพี่ต้าร์ว่างๆ จะเอา DCA Simulation มาเพิ่มเติมให้ดูอีกที)

ข้างล่างนี้จะเป็นกราฟความเคลื่อนไหวของ NAV ของแต่ละกองนะครับ สังเกตได้ว่า Passive Fund นั้นโดยปกติแล้วมันจะเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในเรื่องผลตอบแทนนะครับ ถ้าใครอยากรู้ว่าดัชนีเคลื่อนยังไงลองเอา SET total return index มาเทียบได้เลยนะ

ตกลงซื้อกองไหนดี? ฮ่าๆ เอาเป็นว่ามุมมองของแต่ละคนคงต่างกันนะครับ บางคนมองที่ผลตอบแทนระยะยาว บางคนอาจจะอยากลงสั้นๆเลยมองระยะสั้น บางคนอาจจะบอกว่าเทียบกับ index ดีกว่า สูงเกิน index ก็ไม่ดี ขอแบบใกล้เคียงจริงๆ บางคนอาจจะบอกว่าต้องผลตอบแทนสูงกว่าชาวบ้านสิ

ก็เอาเป็นว่าเป็นข้อมูลอีกทางให้ได้เห็นนะครับ จะซื้อกองไหนแล้วแต่เลย แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าเรื่องนี้เป็นการทดสอบราคาย้อนหลังเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าผลตอบแทนจะเป็นแบบนี้เสมอไป ถ้าเรามองส่วนผลตอบแทนกองที่ผลตอบแทนน้อยกว่าอาจจะกลับมาชนะในปีต่อๆไปก็ได้นะครับ และการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ยิ่งกองทุนหุ้นยิ่งความเสี่ยงสูงเลย อย่าลืมประโยคที่ผมพูดเสมอว่า การลงทุนจะดีได้ก็ต้องวางแผนการเงินให้ดีก่อน ลองจัดสัดส่วนบริหารเงิน วางแผนจัดพอร์ตการลงทุนก่อนนะครับ

หากสนใจที่จะลงกองทุนหุ้นแล้วก็ไปติดต่อที่ธนาคารที่กองทุนนั้นขาย หรืออาจจะติดต่อเพื่อนที่ขายกองทุนรวมพร้อมเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้เขาช่วยแนะนำได้นะครับ

*ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่เป็นการนำมาใช้ในกรณีศึกษาในเวปไซต์ aomMONEY เท่านั้น ทางผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบหากนำไปใช้อ้างอิงใดๆแล้วเกิดความเสียหาย หากผู้อ่านต้องการเช็คข้อมูลโปรดสอบถามเพิ่มเติมกับทาง บลจ.

สู้ๆ ขอให้ร่ำรวย

ลงทุนอย่างมีระดับกับ GLANDRT ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ในภาวะที่ตลาดหุ้นและตลาดการลงทุนดูเหมือนว่าจะกลับมาสดใสมากขึ้น แต่ดูแล้วก็มีความผันผวนอยู่ไม่น้อยเนื่องจากราคาของบางสินทรัพย์สูงขึ้น ทำให้ความเสี่ยงเองก็จะมากขึ้นตามไปด้วยครับ

แต่ว่ามีสินทรัพย์อย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเราสามารถลงทุนได้ในทุกสภาวะและยังคงให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นภาวะใดก็ตาม ซึ่งหลายๆ คนคงกำลังคิดว่าเป็นการลงทุนในหุ้นปันผลหรือกองทุนตราสารหนี้

แต่คำตอบที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง นั่นก็คือ กอง “REIT” นั่นเองครับ

“REIT” ย่อมาจาก Real Estate Investment Trust

มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาฯ นั้น เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีเสน่ห์และไม่ค่อยทำให้นักลงทุนผิดหวังเสียเท่าไหร่ เนื่องจากให้รายได้ที่เป็นกระแสเงินสดที่ดี หรือถ้าอยากจะขายต่อก็สามารถทำกำไรได้สูงอีกด้วยครับ ซึ่งเจ้าอสังหาฯ นี่แหละที่เป็นเบื้องหลังความร่ำรวยและมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในเมืองไทยหลายๆ คน หรือไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีทั่วโลก ส่วนใหญ่ก็มีที่มาจากการเป็นเจ้าของอสังหาฯ นั่นเอง ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างทรัมป์ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนทีเดียว

เจ้ากอง REIT ที่ว่านี้มีแนวคิดที่เรียบง่ายคือ การลงทุนในอสังหาฯ เพื่อเก็บค่าเช่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะได้ผลตอบแทนดีและไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการรวมเงินกันของนักลงทุนรายใหญ่บ้าง รายย่อยบ้าง เพื่อนำไปซื้อหรือเช่าอสังหาฯ ที่มีประสิทธิภาพและพร้อมในการปล่อยเช่าตามทำเลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีมืออาชีพมาช่วยบริหารทรัพย์สินอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าเช่า ซ่อมแซมดูแล ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น ไม่ต้องไปดูแลสิ่งเหล่านี้เอง

แต่ก็ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีคนหอบเอาค่าเช่าที่ได้รับมาหนีไปนะครับ เนื่องจาก REIT จะมีหน่วยงานที่เป็นเหมือนตัวแทนผู้ลงทุน คอยกำกับดูแลและตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้จัดการ REIT อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเราจะเรียกหน่วยงานนี้ว่า ทรัสตี” (Trustee) ที่จะเป็นผู้ดูแลเรื่องการเก็บเงินให้เรา

กอง REIT นั้นมีมากมายหลายประเภทครับ ไม่ว่าเป็นโรงแรม โกดังสินค้า โรงงาน ห้างสรรพสินค้า และออฟฟิศให้เช่า ซึ่งในมุมมองของผมเอง กอง REIT ที่มีเสน่ห์และน่าจะมีเก็บไว้ในพอร์ตการลงทุนก็คือ ห้างสรรพสินค้าและออฟฟิศให้เช่า เนื่องจากอสังหาฯ 2 ประเภทนี้มักให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอนั่นเองครับ

โดยเฉพาะถ้าเป็นสินทรัพย์ประเภทออฟฟิศที่มีทำเลใกล้กับรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ถือว่าเป็นอสังหาฯ ที่น่าลงทุนอย่างมาก เพราะเดินทางสะดวก แล้วถ้ามีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้ๆ แล้วนั้น ยิ่งเอื้อให้มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกครับ

ซึ่งผมต้องบอกว่ากอง REIT ประเภทออฟฟิศให้เช่าที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็มักจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเลยทีเดียว

แต่นักลงทุนเองก็ควรศึกษารายละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าอสังหาฯ ที่สนใจจะลงทุนนั้นสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้หรือไม่ โดยส่วนตัวผมจะพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ครับ

1. ทำเลที่ดี

เป็นประเด็นแรกและประเด็นสำคัญที่ผมเอาไว้พิจารณาว่าอสังหาฯ ที่จะลงทุนนั้นดีหรือไม่ดี มีความต้องการเช่ามากน้อยอย่างไร และจุดสำคัญคือถ้าเกิดเศรษฐกิจไม่ดีหรือมีเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ จะส่งกระทบต่อความต้องการใช้งานทรัพย์สินนั้นๆ หรือไม่

2. อัตราการเช่าที่สูง

แน่นอนว่าเราต้องการรายได้ที่สม่ำเสมอจากการลงทุนในอสังหาฯ ซึ่งมีรายได้หลักมาจากค่าเช่า ถ้าหากไม่มีผู้เช่าหรือมีผู้เช่าน้อยรายก็จะทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ที่จะเข้ามาในอนาคตได้ครับ

3. เพิ่มค่าเช่าได้

อย่าลืมนะครับว่าในแต่ละปีอัตราเงินเฟ้อกำลังกัดกินเงินของเราไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราลงทุนกับอสังหาฯ ที่มีอำนาจในการต่อรองและเพิ่มค่าเช่าได้แล้วละก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีและชนะเงินเฟ้อได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าได้ค่าเช่าเท่าเดิม ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแซงหน้าผลตอบแทนจากการลงทุนของเรา

4.สภาพคล่องและขนาดของกอง REIT

แน่นอนว่าถ้าเป็นกองขนาดใหญ่ มีผู้ถือครองมาก ก็มีแนวโน้มว่าหลังจากกอง REIT เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายแล้ว เราจะมั่นใจได้ว่าถ้าหากเกิดกรณีฉุกเฉินต้องใช้เงินที่ลงทุนไป เราจะสามารถขายเพื่อนำเงินออกมาใช้ได้อย่างไม่ติดขัด

คราวนี้เรามาถึงพระเอกของเราในคราวนี้ครับว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้างและทำไมถึงน่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยครับ

GLANDRT หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ ลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่สำนักงาน เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์

โดยจุดเด่นของกองนี้คือ โครงการที่เข้าลงทุนออฟฟิศมีอัตราการเช่าสูงมากและมีทำเลที่ดีคืออยู่ในโครงการ The Grand Rama 9 ใกล้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9 และรถไฟฟ้า MRT แถมพื้นที่ใกล้เคียงก็ถือว่าเป็นย่านธุรกิจอีกด้วยครับ

นอกจากนี้ยังมีออฟฟิศ ร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมของความสะดวกสบายต่างๆ เลยครับ

7 ข้อคิดพลิกชีวิตให้เป็น “เศรษฐี”

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักบ่นว่าไม่มีเงินบ่อยๆ หรือคิดว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินเหมือนเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน แล้วคุณเคยสงสัยบ้างรึเปล่าว่าอะไรคือ “เคล็ดลับ” หรืออะไรคือสิ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อให้คุณร่ำรวยมากกว่านี้? ลองเปลี่ยนวิธีคิดสิ แล้วคุณจะรู้ว่าเรื่องการเป็นคนรวยง่ายเพียงแค่เปลี่ยนความคิดเท่านั้น

 

ข้อคิด No.1 ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งร่ำรวย

    ข้อคิดแรกที่คุณต้องคิดไว้เสมอก็คือ ถ้าอยากสร้างรายได้หรือความมั่งคั่ง หนทางแรกคือการสร้างการศึกษาให้กับตัวคุณเอง ยิ่งเฉพาะถ้าคุณจบการศึกษาในระดับวิทยาลัย การศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยก็ช่วยสร้างประตูแห่งความมั่งคั่งให้คุณได้ และจำไว้เสมอว่า การศึกษาเรียนรู้นั้นไม่ได้จบเมื่อคุณจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย! เพราะในโลกความเป็นจริงยัมีหลายสิ่งให้คุณได้เรียนรู้อีกมาก ลองเริ่มเรียนสิ่งที่ชอบและยังไม่เคยทำมาก่อน เรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่คุณทำได้ นึกไว้เสมอว่า ยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งได้มาก!

 

ข้อคิด No.2 ยิ่งรู้จัก ยิ่งกว้างขวาง

การสร้างเครือข่ายหรือการสร้างคอนเน็คชั่นกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณจะสร้างโอกาสความร่ำรวยให้กับคุณอีกนับไม่ถ้วน ไม่เฉพาะกับคนในที่ทำงานเท่านั้น แต่การสร้างคอนเน็คชั่นกับคนอื่นๆที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงเองก็เช่นกัน คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่าการติดต่อกับคนที่เราไม่คิดว่าจะได้ทำงานร่วมกันสามารถช่วยให้เราเรียนรู้การทำงานในแบบที่เราไม่ต้องลงมือทำเอง และอย่าลืมว่า คอนเน็คชั่นที่แท้จริงนั้นคือการสร้างคอนเน็คชั่นที่มีความหมายด้วยการพูดคุยที่ก่อให้เกิดประโยชน์

 

ข้อคิด No.3 ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งเพิ่มพูน

แบ่งปันสิ่งที่คุณรู้ให้กับผู้อื่นบ้าง ไม่ว่าจะทำเป็นวีดีโอ, Powerpoint, e-book, หรือจะเขียนลง Blog ก็ตาม ลองแบ่งปันความรู้ของคุณกับคนอื่นแบบให้เปล่า เพราะนั่นหมายถึงการที่คุณมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเองด้วย เป็นการช่วยให้คุณยิ่งเชี่ยวชาญมากขึ้นในสิ่งที่คุณรู้ และเมื่อหลายคนเชื่อว่าคุณยิ่งเชี่ยวชาญในงานของคุณมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งใกล้ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพของคุณมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งคุณเจอกับบทบาทและหน้าที่ๆหนักขึ้น คุณก็จะยิ่งผลักดันให้ตัวเองเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น

 

ข้อคิด No.4 ยิ่งขัดเกลา ยิ่งส่งเสริม

เมื่อคุณต้องการสร้างความมั่งคั่ง การศึกษาเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันอีก 1  สิ่ง คือการขัดเกลาตนเอง คุณต้องเข้าใจว่า ไม่ว่างานของคุณจะหนักเพียงใด หรือคุณจะอยากมั่งคั่งแค่ไหน สิ่งที่คุณต้องทำ การทำงานหนักและต้องมีความมุ่งมั่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน คนจำนวนมากรู้ว่าต้องใช้ความอดทนมาก แต่พวกเขาก็ไม่ขัดเกลาตัวเองแต่ใช้การทำงานหนักเพราะคิดว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว หากคุณสามารถขัดเกลาตนเองให้มีความมุ่งมั่น คุณถึงจะประสบความสำเร็จทั้งในด้านการงานและการเงิน

 

ข้อคิด No.5 ยิ่งถาม ยิ่งได้มาก

ระหว่างทางการก้าวสู่ความมั่งคั่ง คุณจะประสบปัญหาและข้อสงสัยมากมาย แต่อย่าได้กลัวที่จะถามหาความช่วยเหลือ อย่าได้กลัวที่จะถามคำถาม ไม่ว่าคำถามนั้นจะดูง่ายขนาดไหนก็ตาม! หากคุณได้รับความช่วยเหลือนตอนนี้น่าจะดีกว่าต้องมาลำบากหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย คุณไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งโดยปราศจากความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นจงมองหาคำแนะนำเดี๋ยวนี้! จริงอยู่ที่คุณไม่ควรทำตามทุกคำแนะนำแต่คุณต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าคำแแนะนำไหนควรทำตามและคำแนะนำไหนไม่ควรทำเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ

 

ข้อคิด No.6 ยิ่งทำตาม ยิ่งได้ผล

จงเรียนรู้จากเรื่องราวในอดีตของคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะอ่านบทความ, หนังสือ หรือสารคดีทางการเงินของกลุ่มคนเหล่านี้ เรียนรู้ว่าเขาทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ และเรียนรู้วิธีที่คุณจะต้องทำเพื่อที่จะประสบความสำเร็จให้ได้เหมือนพวกเขา เมื่อเรียนรู้จากคนเหล่านี้แล้วก็กำหนดเส้นทางที่คุณจะก้าวเดินต่อไปเพื่อที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จบ้าง นี่คือวิธีที่ดีที่สุดเพื่อสะสมไอเดียเจ๋งๆที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จทางด้านการเงินในชีวิต

 

ข้อคิด No.7 ยิ่งผิดพลาด ยิ่งใกล้เป้าหมาย

การให้ความสนใจแต่วิธีการทำอย่างไรจึงจะมั่งคั่งนั้นเป็นการปิดตาตัวเองจากสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งคือ การเรียนรู้จากความล้มเหลวและผิดพลาดของตัวเองเพื่อที่จะได้ไม่ทำผิดซ้ำสอง จงเรียนรู้วิธีการค้นหาความผิดพลาดและเรียนรู้วิธีการที่จะไม่ทำพลาดอีก หากคุณต้องการร่ำรวยก็ถามตัวเองว่า “ฉันทำอะไรผิดไปถึงทำให้ตัวเองไม่ร่ำรวย และฉันต้องทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ได้?” หากคุณสามารถเรียนรู้จากข้อผืดพลาดและเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้คุณไม่ร่ำรวยได้ นั่นก็ทำให้คุณก้าวเข้าใกล้คำว่าเศรษฐีไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นหลักการสร้างความร่ำรวยใดๆก็ตามที่คุณอ่าน จะไม่ได้ผลเลยหากคุณไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ความคิดของตนเอง การเปลี่ยนความคิดคือการยอมรับ และการยอมรับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้คุณสามารถประสบความเร็จได้ทั้งเรื่องการงานและเรื่องการเงิน

 

“7 หลุมพราง” ดึงชีวิตพลาดของวัยเริ่มต้นทำงาน

วัยเริ่มทำงาน..ฮอร์โมนกำลังพุ่งพล่าน เพราะทำงานมีเงินใช้เองแล้ว มาดามจะมาแฉ “7 หลุมพราง” ดึงชีวิตพลาดของวัยเริ่มต้นทำงาน ที่พบเห็นได้บ่อยๆ ให้ฟังกันค่ะ เห็นมาเยอะ..ตัวเองเจ็บมาก็เยอะ ลองเช็คตัวเองกันนะ จะได้ไม่เสียโอกาสสร้างฐานะ

1. ไม่ต้องเก็บเงิน เพราะเงินเดือนน้อย

“ลำพังแค่จะใช้ยังไม่พอ จะมาเก็บออมอะไร?”

ความจริง – ไม่สำคัญว่าหาได้เท่าไร สำคัญกว่าคือ..เหลือเท่าไร การบริหารจัดการและการควบคุมตัวเองให้ใช้เงินน้อยกว่ารายได้คือคุณสมบัติของคนจะรวยทุกคน

ควรทำ – ออมก่อนใช้ อย่างน้อย 10% ของรายได้ที่เข้ากระเป๋า เหลือเท่าไร..ค่อยใช้เท่านั้น

2. ไม่ต้องสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  

“จะทำงานที่นี่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ อย่าผูกมัดตัวเองจะดีกว่า”

ความจริง – ไม่ว่าอยู่นานแค่ไหน ก็ไม่ใช่ประเด็น ควรสมัคร!! ถึงอยู่ไม่นานอย่างน้อยก็ได้เงินส่วนที่ตัวเองโดนหักไว้ออมคืนกลับมา การสมัครเข้ากองทุนแบบนี้จึงเหมาะมาก กับคนที่เก็บเงินเองไม่ได้ ถ้าบังเอิญทำงานที่นี่นาน ก็จะได้ส่วนที่นายจ้างออมสมทบมาให้ด้วย กำไรอีกเด้งนึงคือเงินที่เราหักไปใสกองทุนนี้ เอามาลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ควรทำ – เดินไปสมัครด่วน ติดต่อฝ่ายบุคคล ขอรายละเอียด

3. ไม่คิดเยอะเรื่องไปเที่ยว

“เพื่อนชวนไปไหน ตั๋วโปรออกใหม่ แป๊บเดียว..กดซื้อ ตอบตกลง”

ความจริง – การไปเที่ยวหาประสบการณ์เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเที่ยวจนไม่มีเงินเก็บนั้น..ไม่ดีแน่ เพราะเงินเก็บนี่แหละจะคุ้มครองตัวเราในอนาคต คิดให้ดี เงินทุกบาทที่ใช้ไป คือเงินที่อาจกลายเป็นเงินสะสมของเราก้อนใหญ่ในอนาคต อดเปรี้ยวไว้กินหวานบ้าง

ควรทำ  – เที่ยวแต่พอดี ภายใต้งบประมาณเอนเตอร์เทนตัวเอง 10% ของรายได้ (เท่ากับ % เงินออม)

4. ไม่ดูแลโบนัส

“ทำงานเหนื่อยมาทั้งปี เงินก้อนนี้ได้มาแล้ว..ต้องใช้ไป ให้รางวัลชีวิตตัวเอง”

ความจริง – มันก็คือรายได้ก้อนนึง ไม่ต่างจากเงินเดือน แค่จ่ายเพิ่มมาปีละครั้ง และเงินก้อนนี้เอาไปทำประโยชน์ได้ตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ซื้อความสุขชั่วคราว

ควรทำ – จัดสรรแบ่งเงินโบนัสออกเป็นส่วนๆ คล้ายเวลาเราได้เงินเดือน ควรเก็บออมมากหน่อย 20-30% ถ้ามีหนี้ก็เอามาใช้หนี้ ที่เหลือแบ่งให้พ่อแม่ พัฒนาตัวเอง แล้วค่อยช้อป

5. ไม่มีลิมิตในการใช้บัตรเครดิต  

“มีกี่ใบก็สมัคร รูดได้รูดไปรูดให้เต็มวงเงิน”

ความจริง – มีบัตรเครดิตไว้เป็นเรื่องดีเพราะเป็นการสร้างประวัติเรื่องเครดิต แต่เพราะมีประวัติแล้ว เราต้องระวังรักษาเครดิตนี้ให้ดี ใช้แล้วไม่จ่าย ใช้เกินตัว จะทำประวัติหมองมัว ต่อไปซื้อบ้าน,กู้เงินทำธุรกิจส่วนตัวจะไม่ผ่านเอา

ควรทำ – ไม่ต้องรับความหวังดีและข้อเสนอจากทุกบัตร สมัครและมีไว้ใช้แต่พอควร รูดเท่าไรมีสติกันเงินไว้ สิ้นเดือนจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา

6. ไม่คิดเยอะ..เรื่องลงทุน

“ซื้อหุ้น ซื้ออสังหา ตามกระแส”

ความจริง – คนเราควรมี “กองทุนเพื่ออิสระและความปลอดภัย” ส่วนตัว นั่นคือเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เดือนของรายได้ไว้ให้อุ่นใจ เงินก้อนนี้ขอให้ถือเป็นลำดับความสำคัญแรกที่ต้องมี ลองคิดดูว่า..หากมีอะไรเกิดขึ้น เช่น ตกงาน เจ็บป่วย เราจะต้องเร่งรีบขายสิ่งที่เราลงทุนแบบด่วนๆ แม้ขาดทุนก็ต้องยอม

ควรทำ – ให้ความสำคัญกับ “เงินสำรอง” แบ่งมาออมเป็นก้อนนี้ก่อน แล้วแบ่งส่วนนึงไปลงทุนตามใจ

7. ไม่สนใจลงทุนในกองทุน

“ภาษียังไม่ต้องเสีย เสียไม่เยอะ ไม่ต้องสนเหอะ LTF, RMF น่ะ”

ความจริง – ถึงไม่ต้องเสียภาษี ก็ลงทุนในกองทุนได้ ลดหย่อนทางภาษีน่ะแค่ของแถม ถ้าสามารถแบ่งเงินมาลงทุนแต่เนิ่นๆ ได้ นั่นเท่ากับเรากำลังใช้ความเยาว์วัยให้เป็นประโยชน์ “เริ่มก่อน รวยเร็วกว่า” นี่คือเรื่องจริง เพราะยิ่งนานวัน ผลประโยชน์ทบไปทบมา เงินยิ่งทวีค่าทวีคูณ เริ่มศึกษาเริ่มหัดลงทุน เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ทักษะในการลงทุนจะยิ่งเติบโตไปเร็วกว่าคนเริ่มช้า

ควรทำ – ศึกษาข้อมูล เริ่มลงทุนในกองทุน ยังไม่ต้องเป็นกองที่เป็น LTF,RMF ก็ได้ กองทุนเปิดทั่วไปก็มี

7 ข้อที่ว่ามานี้สำคัญนะ.. คนที่คิดเรื่องพวกนี้..กับคนไม่คิด ในเวลาสั้นๆ ยังไม่เห็นความแตกต่างหรอก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี ลองดูสิ..ชีวิตต่างกัน คนที่คิดจะมีเงินมากกว่าคนไม่คิดหลายเท่าตัวได้เลยนะ

ถ้าไม่เชื่อ..ก็ลอง ถามรุ่นพี่ รุ่นพ่อรุ่นแม่ดูสิ

แล้วจะได้ยินคำว่า.. “รู้งี้..ไม่น่า…” แน่ๆเลย ลองดู

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

[Review] ออมทรัพย์จัดให้พร้อมเพย์ ทางเลือกดีๆที่เราจะโอนเงินฟรีๆได้ทั่วไทย

จำได้ว่าเมื่อก่อนเนี่ย เวลาจะโอนเงินให้เพื่อนแต่ละที มันต้องถามข้อมูลผู้โอนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ชื่อธนาคาร หมายเลขบัญชี ประเภทบัญชี ชื่อ-นามสกุล และโดยส่วนตัวผมเองก็ตั้งคำถามมานานมากว่า มันไม่มีวิธีการที่โอนง่ายกว่านี้แล้วหรอ ใครจะมานั่งจำเลขบัญชีธนาคารเพื่อนกันล่ะ จะโอนทีก็ต้องโทรไปถามทุกที

พอกระแส Fintech ออกมาแล้วรัฐบาลก็เปิดตัวโครงการ PromptPay ในเวลาต่อมา รู้สึกได้เลยว่าชีวิตง่ายมากในการโอนเงินระหว่างกัน หากใครเปิดบัญชีผูกไว้กับ PromptPay ด้วยเบอร์โทรศัพท์ เราก็ไม่ต้องไปถามอะไรเขามากเลย จะโอนเงินเมื่อไหร่ใส่แค่เบอร์โทรศัพท์เพื่อนเราที่เมมไว้กันอยู่แล้วในโทรศัพท์ ก็โอนได้ทันทีครับ

ยิ่งตอนนี้นอกจากจะโอนกันง่ายๆ แล้ว ยังโอนฟรีอีกต่างหาก เพราะธนาคารกรุงศรีก็มีโครงการ “ออมทรัพย์จัดให้พร้อมเพย์” เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าอยู่เหมือนกันนะครับ โดยเราจะต้องเปิดบัญชีจัดให้ และเปิดบัตรเดบิตจัดให้แล้วนำบัญชีไปลงทะเบียนผูกกับ PromptPay หรือหากใครมีบัญชีอยู่แล้วก็ลงทะเบียนได้เลยนะครับ ซึ่งทางธนาคารก็ได้มอบสิทธิพิเศษให้กับเราด้วย

สิทธิประโยชน์เรื่องค่าธรรมเนียมในการโอนเข้าบัญชี PromptPay

ข้อดีของการใช้ PromptPay นั้นคือค่าธรรมเนียมการโอนที่ถูกกว่าการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารโดยปกติอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าใช้บริการของออมทรัพย์จัดให้พร้อมเพย์จะฟรีค่าธรรมเนียมการโอนแบบไม่จำกัดวงเงินตลอดชีพ ไม่ว่าจะโอนต่างธนาคาร โอนข้ามเขตหรืออะไรก็ตามฟรีหมดเลย มีบางธนาคารก็ได้ทำ Promotion ที่แตกต่างกันไปนะครับ ตารางข้างล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบโปรโมชั่น เฉพาะการโอนเงินผ่านระบบ Online ไปสู่บัญชี PromptPay ของธนาคารต่างๆ ครับ

เท่าที่ผมสอบถามกับทางธนาคารกรุงศรีและธนาคารอื่นๆ เห็นว่ากรุงศรียกเว้นค่าธรรมเนียมให้ฟรีตลอดชีพนะครับ แต่ธนาคารอื่นก็มีเงื่อนไขที่ต่างกัน และบางทีอาจจะฟรีในช่วงนี้แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของทางธนาคารในอนาคตหรือไม่นะครับ

สิทธิประโยชน์ของบัตรเดบิของบัญชีธนาคารที่ผูกกับ PromptPay

ธนาคารกรุงศรีมีโปรโมชั่นให้กับลูกค้า Promptpay ที่ผูกกับบัญชีออมทรัพย์จัดให้พร้อมทำบัตรเดบิตจัดให้ ถ้าใช้บัญชีอื่นๆของธนาคารกรุงศรีผูกพร้อมเพย์ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์นะครับ มาดูสิทธิพิเศษที่จะได้รับจากตารางข้างล่างครับ

จะเห็นได้ว่าบริการบัญชีออมทรัพย์จัดให้จะให้ฟรีเกือบทุกอย่างเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นในกรณีของการถอนเงินต่างตู้ธนาคารหรือต่างพื้นที่ก็ฟรี ซึ่งปกติจะต้องเสียค่าธรรมเนียมนะครับยิ่งต่างธนาคารและต่างพื้นที่ยิ่งเสียเงินแพงเข้าไปใหญ่ ก็ลองดูนะครับว่านอกจากโอนเงินผ่านพร้อมเพย์อยู่บ่อยๆ และต้องการสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่พ่วงกัน ที่ไหนจะให้ประโยชน์สูงสุดกับเราครับ

ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการบัตรเดบิ

ในส่วนของ PromptPay นั้นทุกธนาคารสมัครฟรีอยู่แล้ว แต่บัญชีธนาคารและบัตรเดบิตนั้นจะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานทุกธนาคาร ก่อนที่จะนำมาผูกกับ Promptpay เรามาดูกันนะครับว่า บัญชีออมทรัพย์จัดให้กับบัตรเดบิตนั้นมีค่าธรรมเนียมอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารอื่นๆตามตารางข้างล่างนี้ครับ

จากตารางจะเห็นได้ว่า หากเราเดินไปเปิดบัญชีธนาคารเพราะทำบัตรเดบิตจะมีค่าใช้จ่ายแรกเข้า แต่ออมทรัพย์จัดของธนาคารกรุงศรีนั้นไม่มี มีแค่ค่าธรรมเนียมรายปีเท่านั้นครับ

มาสรุปผลการ Review กันเถอะ

จากที่ได้ Review มาทั้งหมด หากเราใช้ PromptPay จะมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการโอนผ่านระบบปกติ แต่ถ้าเราใช้บริการออมทรัพย์จัดให้พร้อมเพย์ของธนาคารกรุงศรี การโอนเงินผ่านระบบ PromptPay ด้วยช่องทางออนไลน์ก็จะไม่มีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการโอนเลย  

ทั้งนี้นอกเหนือจากเรื่องการโอนฟรีผ่านระบบ PromptPay แล้ว ถ้าเราผูกเข้ากับบัญชีออมทรัพย์จัดให้ การใช้บัตรเดบิตที่มาคู่กับบัญชีนี้ยังสามารถกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็มได้ฟรีทุกตู้ทั่วประเทศ ชำระบิลได้ฟรีอีก 5 รายการต่อเดือนด้วย หากใครเปิดบัญชีพร้อมบัตรเดบิตก็ไม่เสียค่าแรกเข้าด้วยนะครับ ส่วนตัวคิดว่าโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกท่านครับ

แต่ท่านใดที่มีบัญชีจัดให้อยู่แล้ว สามารถสมัครในส่วนของ PromptPay ได้เลยนะครับ โดยสามารถสมัครได้ถึง 5 ช่องทางได้แก่

  1. ATM
  2. Krungsri Online
  3. Krungsri Biz Online
  4. Krungsri Mobile App
  5. สาขาธนาคาร

และหากท่านใดสนใจใช้บริการ ก็สามารถสมัครได้ที่ธนาคารกรุงศรีทุกสาขา หรือโทร 1572 เพื่อสอบถามรายละเอียดกับทางเจ้าหน้าที่ของธนาคารครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

กองทุนไหนดี EP.3 – เคล็ดลับลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม กับหน้าที่เพิ่มเติมในการสรุปประเด็นเด็ดจากรายการกองทุนไหนดี Weekly รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดีและเหมาะสมกับตัวคุณครับผม

สำหรับ กองทุนไหนดี ตอนที่ 3 นี้ เรายกกองกันมาถ่ายทำที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่สละเวลามาแชร์เคล็ดลับในการบริหารจัดการการเงิน ของตัวเองในฐานะมนุษย์เงินเดือนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เอ่อ และเพื่อความเป็นกันเองของบทความนี้ ผมขออนุญาตเรียกว่า “พี่เล็ก” แทนนะครับ

เอาล่ะครับ ผมขอสรุปเคล็ดลับในการบริหารจัดการเงิน และเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้จากรายการในตอนเมื่อวานเป็นประเด็นสั้น ๆ 10 ข้อให้ฟังกันเหมือนเช่นเคย มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างครับ

  • ออมเงินควรเริ่มให้ไว ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เมื่อพี่เล็กได้รับเงินแต๊ะเอียมาจะเอามาฝากในสลากออมสิน ไม่เล่นหวย ไม่ซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือถูกรางวัลบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้คือเงินต้นยังอยู่ครบถ้วน (รักษาเงินต้นไว้ได้)
  • เริ่มมีรายได้ – เริ่มวางแผนการเงิน ทันทีที่มีรายได้ สิ่งที่รีบทำคือเริ่มวางแผนการเงิน ตามตัวอย่างที่เห็นจากพี่สาว คือ ใช้วิธีเก็บเงินไว้สำหรับเป้าหมายนั้น ๆ เช่น การเก็บเงินเพื่อส่งลูกเรียน โดยสะสมไว้ในพันธบัตรรัฐบาล ประกอบกับที่เรียนจบมาด้านการเงิน และทำงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ทำให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ
  • เริ่มจากเงินน้อย ไปสู่เงินมาก ในตอนแรกเมื่อเงินเดือนยังไม่มาก พี่เล็กจะเริ่มต้นจากการทยอยฝากเงินออมไปก่อนในทุก ๆ เดือน เช่น เงินฝากที่ไม่เสียภาษี แล้วค่อยขยายต่อยอดมาเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ ที่ผลตอบแทนสูงและไม่เสียภาษี หลังจากนั้นค่อย ๆ มาเป็นการทยอยออมหุ้น DCA กองทุนรวม LTF / RMF และแบ่งปันไปทำบุญให้คนอื่นบ้าง ส่วนที่เหลือค่อยใช้
  • วินัยสร้างได้  พี่เล็กให้ข้อคิดอย่างนึงที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ ครับ นั่นคือ ในตอนแรกแม้ว่าจะมีรายได้ไม่มาก แต่เราควรเริ่มสร้างวินัยในการออมเงินก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ตัดบัญชีอัตโนมัติในแต่ละเดือน
  • ความมั่งคั่งเริ่มที่การใช้จ่าย จากที่ได้พูดคุยกับพี่เล็ก สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ เรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายครับ ในฐานะที่เป็นผู้หญิง ธรรมชาติจะมีสิ่งล่อตาล่อใจจำนวนมาก ทั้งแฟชั่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือ ใช้ของให้สมกับราคาและไม่ให้คุณค่ากับสิ่งภายนอกมากเกินไปนัก

แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่พี่เล็กบอกว่า ซื้อของจริงและของแท้ นั่นคือ เครื่องประดับครับ เพราะว่าในอนาคตมักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น (แหม่ สมแล้วที่ทำงานด้านการเงินจริงๆ)

  • อย่าประมาท! เก็บเท่าไรก็ (อาจจะ) ไม่พอ เงินส่วนใหญ่ของพี่เล็กนั้นจะมุ่งเป้าหมายไปที่การวางแผนเกษียณเป็นหลัก ซึ่งแนวคิดนั้นมาจากการ “เผื่อไว้” เพราะว่า ณ วันที่เกษียณจริงแล้ว เงินที่เรามีนั้นอาจจะไม่พอก็ได้ ทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้านการรักษาสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น วิทยาการในการรักษาที่ดีขึ้น ย่อมทำให้เราต้องเตรียมเงินเผื่อไว้ให้มากที่สุด
  • อยากรวย อยู่ที่เพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่าย ถ้าหากวันนี้รายได้น้อย สิ่งที่เราควรรีบทำคือลดรายจ่าย ลดไลฟ์สไตล์ลง พี่เล็กยกตัวอย่างเรื่องของการกินกาแฟแก้วละ 100 บาท ถ้าหากปกติกิน 20 แก้วต่อเดือน ก็ให้ลดสักครึ่งหนึ่ง (ไม่ต้องอด) แล้วนำเงิน 1,000 บาทที่ประหยัดได้ไปลงทุน อาจจะลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ประมาณ 20 ปีก็สามารถมีเงินล้านได้เช่นกัน

ส่วนการเพิ่มรายได้ คือ การเพิ่มความสามารถของตัวเองในการทำงาน ซึ่งถ้าหากทำได้ทั้งสองทาง เราก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะรวยได้ง่ายขึ้นครับ – TaxBugnoms เพิ่มเติม

  • ค้นหาสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง ก่อนจะลงทุน ให้เข้าใจตัวเองก่อน ความเสี่ยงของตัวเองว่ารับได้แค่ไหน และต้องการอะไรบ้าง (พี่เล็กเน้นคำว่า ตรงกับจริต – ไปที่ชอบที่ชอบ)

ยกตัวอย่างถ้าจะลงทุนในหุ้นก็ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน ดูผลการดำเนินงานที่ผ่านมา อย่างพี่เล็กเองเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ซื้อหุ้นที่ไม่คิดจะขาย เน้นเรื่องการเติบโต โดยเฉพาะกิจการที่มีนวัตกรรมใหม่ มีการสร้างสรรค์อะไรในอนาคต รวมถึงกิจการที่เราชอบ

  • ไม่ขาย ไม่ใช่แค่ไม่ขาดทุน แต่ยิ่งกำไร! อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆในการสัมภาษณ์วันนี้ คือ พี่เล็กเป็นคนที่ซื้อ LTF และ RMF ตั้งแต่เริ่มเปิดให้ซื้อขาย (ประมาณปี 2549) โดยที่ไม่เคยขายออกมา (แม้ว่าจะครบกำหนด)

สำหรับเป้าหมายในการซื้อคือ ต้องการใช้กองทุนทั้งสองประเภทนี้ในการวางแผนเกษียณส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่เอาแบบอย่างมากครับ ซึ่งวิธีข่มใจ “ไม่ขาย” นั้น แกใช้เทคนิคง่าย ๆ คือ ไม่เปิดดูพอร์ทนั่นเองครับ (ฮา)

  • 3 เคล็ดลับการเลือกกองทุนรวม พี่เล็กให้เคล็ดลับสั้น ๆ มา 2 ข้อ นั่นคือ มีเงิน และ มีวินัย เพิ่มพูนเงินจากการประหยัดและสร้างรายได้ มีวินัยในการลงทุนด้วยการตัดบัญชี ซึ่งฟังดูแล้วเรียบง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เราเห็นได้นั่นคือ “การทำได้จริง” จากประสบการณ์ชีวิตของพี่เล็กครับ

ส่วนอีกข้อแนะนำ คือ ไปดูงาน SET in The City ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 23 – 26 มีนาคมนี้ ที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่มครับ หากใครสนใจงานดี ๆ แบบนี้ก็อย่าลืมไปเพิ่มเติม และหาความรู้การลงทุนกันด้วยนะคร้าบบบ

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 เคล็ดลับเคล็ดลับลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่นำมาแบ่งปันและทำได้จริงครับ อย่าลืมกดติดตาม

ไม่เอาไม่เหวี่ยง!! จัดพอร์ตให้รวยด้วยเคล็ดวิชาผสาน AA กับ RP

หากมีคำถามว่าการลงทุนแบบไหนได้ผลตอบแทนดีๆ บ้าง?

ถ้าจะให้ผมตอบ ก็ต้องไปลงทุนในที่ๆ มันมีความเสี่ยงสิครับ ผลตอบแทนจะได้เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยง ยิ่งเสี่ยงสูงยิ่งได้ผลตอบแทนสูงนะเอออ!!

แต่ปัจจุบันทางเลือกของการลงทุนมีเยอะมาก บางครั้งที่ๆ มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ไม่ได้แย่เสมอไป (แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ผ่านการรับรองด้วยนะครับ)

การลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียวก็มีความเสี่ยงในตัวมันเองเหมือนกัน ผมเคยเขียนเรื่องจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation (AA) เป็นไอเดียให้นักลงทุนไปบ้างแล้ว เพราะผมเชื่อว่าทั้งชีวิตของคนหนึ่งคน จะต้องมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลายอยู่แล้ว

ในการลงทุนจึงจำเป็นจะต้องมองเรื่องของการจัดสรรพอร์ตการลงทุน หยิบสินค้าทางการเงินมาอยู่ในพอร์ตตามสัดส่วนความเสี่ยงที่รับได้ และที่สำคัญต้องได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการด้วย!!! ซึ่งเรื่องนี้ไม่ยากถ้าเข้าใจนิสัยด้านการลงทุนของตัวเองดีพอ

นอกจากนี้ยังมีเคล็ดวิชา Rebalancing Portfolio (RP) เพื่อช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีความสมดุลในตัวอีกด้วย ซึ่งทั้งสองเรื่องที่พูดถึง ต้องนำมาใช้ร่วมกัน เป็นการผสานเคล็ดวิชา Asset Allocation และ Rebalancing Portfolio ที่เห็นผลลัพธ์ที่ดีบนความไม่มั่นคงในตลาดทุน

เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดชัดขึ้น ในครั้งนี้ ผมมีตัวอย่างพอร์ตโฟลิโอจำลองที่สมมติขึ้นมา โดยแบ่งวิธีการลงทุนเป็น 2 พอร์ต 3 แบบ (ลงทุนเป็นเงิน 100$ ก้อนแรกครั้งเดียวไม่มีการเติมเงินเข้าพอร์ตนะฮะ)

แบบที่ 1 เงินลงทุนทั้งหมด ลงทุนในหุ้น 100%

แบบที่ 2 จัดพอร์ตแบบ Asset Allocation ลงทุนในหุ้น 60% และลงทุนในตราสารหนี้ 40%

แบบที่ 3 จัดพอร์ตแบบ Asset Allocation ลงทุนในหุ้น 60% และลงทุนในตราสารหนี้ 40% + มีการทำ Rebalancing Portfolio ทุกๆ 12 เดือน

สมมติ ตลาดหุ้นมีการเหวี่ยงขึ้นลง 50% ตลอด 5 ปี และหุ้นที่ลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับตลาด และผลตอบแทนของตราสารหนี้เป็น 0% ลองมาดูผลลัพธ์ของการลงทุนจำลองนี้กันครับ

จะเห็นได้ว่าการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงที่สูงที่สุด พอร์ตโฟลิโอที่ไม่กระจายความเสี่ยงจะทำให้เกิดผลเสียได้ ต่างกับพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นโดยใช้ตราสารหนี้

จึงทำให้พอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation มีผลตอบแทนที่ดีกว่าในสภาวะตลาดแบบจำลองนี้ และถ้ามีการใส่วิชา Rebalancing Portfolio เข้าไปล่ะ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นยังไง มาดูกัน..

ทุกๆ 12 เดือน จะมีการทำ Rebalancing เสมอ เมื่อไหร่ที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นดี ก็จะตัดผลตอบแทนนั้นมาใส่ในตราสารหนี้ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้คือ 60/40 พอร์ตการลงทุนนี้จึงมีความสมดุลได้ผลตอบแทนดีกว่าการไม่ทำ Rebalancing

สรุปว่า ถ้าสภาพตลาดที่เหวี่ยงรุนแรงแบบตลาดจำลองนี้ การทำ Asset Allocation + Rebalancing จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ชนะเลิศไปเล้ยยย!!! ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ การกระจายสินทรัพย์ไปอยู่ในที่ต่างๆ ที่มีอัตราผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนมั่นคงมากขึ้น ทั้งนี้การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตต้องเข้าใจในเรื่องของ Diversified Portfolio อีกด้วย (ขอเล่าให้ฟังในครั้งต่อๆ ไปนะฮะ)

สุดท้ายนี้นักลงทุนอยากจะลงทุนแบบไหน ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนแล้วล่ะครับ ถ้ามั่นใจว่าตลาดหุ้นยังเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดี และเชื่อมั่นใน Timing การลงทุน และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของตัวเอง จะลงทุนในหุ้น 100% ก็ไม่ผิดอะไร ดีด้วยซ้ำไป ถ้ารู้ว่าสไตล์การลงทุนที่ชอบคือแบบนี้

แต่สำหรับคนที่ต้องการความมั่นคง ปลอดภัยในสภาพตลาดที่ผันผวน การใช้กลยุทธ์ทั้งสองที่ผลเล่าให้ฟัง ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและอยากให้ลองพิจารณาดูครับ

หากท่านผู้อ่านสนใจการลงทุนแบบ Asset Allocation ที่บริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการลงทุนกว่า 10 ปี มีใบอนุญาตในการจัดการกองทุนถูกต้องตามเกณฑ์ของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ติดต่อมาคุยกันได้ที่หน้าเพจ นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” ได้เลยครับบบบ

ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ 😀

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน

ค่าเสื่อมราคา… ค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนต้องรู้จัก

ค่าเสื่อมราคา… คุ้นเคยกับคำนี้บ้างไหม

เชื่อมั่นว่านักลงทุนหุ้นแนวพื้นฐานทุกคนต้องเคยได้ยินคำนี้แน่ เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของกิจการ (หรือหุ้น) ที่สำคัญมาก เพราะมักเป็นค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่ามาก และมีผลต่อกำไรของกิจการสูง

ว่าแต่ “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หรือ Depreciation คือ ค่าใช้จ่ายที่ตัดจากมูลค่าของสินทรัพย์ที่กิจการใช้ประโยชน์ประจำงวดบัญชี อธิบายง่ายๆ อย่างนี้ สมมติเราซื้อรถเข็นมาสำหรับขายลูกชิ้นราคา 10,000 บาทคันหนึ่ง เราก็จำเป็นต้องคิดค่ารถเข็นนี้เป็นต้นทุนของสินค้าด้วย เพราะเราเองต้องเสียเงินสำหรับใช้รถเข็น แต่ถ้าเราคิดค่ารถเข็นในวันแรกที่ซื้อมาวันเดียว 10,000 บาท ต้นทุนก็จะไม่สมจริง เนื่องจาก 10,000 บาทที่เสียไปไม่ได้ใช้ประโยชน์หมดภายในวันเดียว แต่สามารถใช้ได้เป็นเวลานานกว่านั้น

ดังนั้น วิธีการทางบัญชีจึงทำการตัดค่าใช้จ่ายออกเป็นงวดให้สมจริงที่สุด เช่น รถเข็นมีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ก็แบ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 1,000 บาท หรือตกวันละไม่กี่บาทเท่านั้น แบบนี้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในแต่ละวันจะสมเหตุสมผลมากกว่า และสามารถคิดกำไรในแต่วันงวดได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น

เช่นเดียวกับกิจการ สมมติว่าบริษัทเปิดสาขาใหม่ใช้เงินลงทุน 3,000,000 บาท โดยใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 10 ปี และเมื่อผ่านเวลาไป 10 ปีแล้วสาขานี้จะมีมูลค่าเหลือเพียง 50,000 บาท ซึ่งในทางปฏิบัติ กิจการต้องประเมินมูลค่าซากของกิจการขึ้นมาให้สมเหตุสมผลที่สุด

แบบนี้เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี มูลค่าของสาขานี้จะหายไป 2,950,000 บาท โดยค่านี้เรียกว่าค่าเสื่อมราคา หากจะนำมาหาค่าเสื่อมราคาต่อปี จะคิดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 295,000 บาทต่อปี ซึ่งจะถูกบันทึกบัญชีเพื่อแสดงเป็นค่าใช้จ่ายประจำแต่ละงวดปี 

สังเกตได้ว่า ค่าเสื่อมราคา นั้นจะคิดมูลค่ามาจากเงินลงทุนที่ซื้อสินทรัพย์นั้นมาเริ่มต้น เทียบกับมูลค่าซากกับจำนวนปีที่ใช้งานได้ โดยจะทำการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการใช้สินทรัพย์แบ่งเป็นรายปีให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อทำให้บัญชีกำไรขาดทุนมีความน่าเชื่อถือ และได้กำไรในแต่ละงวดอย่างสมเหตุสมผล

ในทางบัญชี การตัดค่าเสื่อมราคามีหลายวิธี ซึ่งโดยทั่วไปนิยมวิธีเส้นตรง หรือที่แสดงตัวอย่างให้ดูในบทความนี้ (บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็นิยมวิธีเส้นตรงเช่นกัน) ในขณะที่ในโลกบัญชียังมีวิธีการตัดค่าเสื่อมราคาอีกหลายแบบที่สามารถทำได้ เช่น การตัดแบบเร่ง หรือการตัดค่าเสื่อมราคาในช่วงแรกมากและในช่วงหลังน้อยลงแบบไม่เป็นเส้นตรง การตัดแบบตามการใช้ หรือการตัดค่าเสื่อมราคาตามจำนวนการใช้งานสินทรัพย์ เป็นต้น

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การตัดค่าเสื่อมราคาแบบนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นในแต่ละงวด หมายถึง มีค่าใช้จ่ายในบัญชี แต่ไม่เกิดรายจ่ายเป็นเงินสดที่เกิดขึ้นจริง ทำให้กิจการเหลือเงินสดหรือทรัพย์สินเพื่อไปลงทุนต่อไปได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในแง่ของการสำรองเงินไว้เพื่อการปรับปรุงและพัฒนากิจการ

โดยทั่วไป “ค่าเสื่อมราคา” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสินทรัพย์นั้นมีประโยชน์การใช้เกินกว่า 1 รอบบัญชี (หรือ 1 ปีนั่นเอง) ดังนั้น สินทรัพย์ที่กิจการซื้อมาแต่ใช้ประโยชน์จนหมดภายใน 1 ปี แบบนี้จะไม่เกิดค่าเสื่อมราคา แต่จะนับเป็นค่าใช้จ่ายไปเลย เช่น อุปกรณ์สำนักงานที่มีอายุการใช้งานต่ำ เป็นต้น

ถึงแม้ว่าสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 1 ปีจะต้องมีการคิดค่าเสื่อมราคา แต่ก็มีสินทรัพย์บางชนิดที่ไม่คิดค่าเสื่อมราคา ได้แก่ “ที่ดิน” เนื่องมาจากโดยปรกติแล้ว ที่ดินมักมีมูลค่าซากที่สูงขึ้นหรือไม่ลดลง (นัยว่ามูลค่าที่ดินจะสูงขึ้นในอนาคตค่อนข้างแน่นอน ตามหลักของเงินเฟ้อ) ดังนั้น ที่ดินจะไม่ถูกตัดค่าเสื่อมราคา 

ยกเว้นในบางกรณีที่พิสูจน์ได้จริงว่ามีการใช้ประโยชน์จากที่ดินจนทำให้เกิดการเสื่อมแน่นอน เช่น กิจการเผาขยะที่อาศัยการเผาขยะจนหน้าดินเสื่อมสภาพและไม่สามารถกู้คืนมาในสภาพเดิมได้ กิจการที่ใช้เนื้อดินจากที่ดินไปถมหรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นจำนวนมาก แบบนี้นักบัญชีอาจพิจารณาตัดค่าเสื่อมราคาตามความเหมาะสม เพื่อสะท้อนให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงออกมาได้

การวิเคราะห์ค่าเสื่อมราคา ถือเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนแนวพื้นฐาน เนื่องจากค่าเสื่อมราคามักเป็นค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อกำไรทางบัญชีค่อนข้างมาก

การวิเคราะห์ค่าเสื่อมราคานั้น ถือเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนแนวพื้นฐาน เนื่องจากค่าเสื่อมราคามักเป็นค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อกำไรทางบัญชีค่อนข้างมาก หากนักลงทุนสามารถเข้าใจของการตัดค่าเสื่อมราคาอย่างแท้จริง ก็จะสามารถหากิจการที่มูลค่าผิดเพี้ยนไปจากการตัดค่าเสื่อมราคาที่นักลงทุนผู้อื่นไม่เข้าใจได้

ค่าเสื่อมราคานั้นยังมีรายละเอียดอีกมากให้ศึกษา นักลงทุนสามารถอ่านงบการเงินกิจการต่างๆ เพื่อศึกษาเพิ่มเติม หรือหาหนังสือทางบัญชีมาขยายความเข้าใจต่อไป

การรู้บัญชีทำให้นักลงทุนได้เปรียบขึ้นมากจริงๆ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

มนุษย์เงินเดือนลงทุนอย่างไรไม่ให้ตกเทรนด์ยุค Thailand 4.0

อยู่ๆ ผมก็มองย้อนอดีตไปในสมัยก่อนว่าเขาลงทุนกันอย่างไรแล้วมาเปรียบเทียบกับตอนนี้ ผมว่าหลายอย่างมันมีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะครับ จากเดิมโน้นใครที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นอาจจะต้องไปเคาะซื้อขายหุ้นกันที่ตลาดหลักทรัพย์เลย และการวิเคราะห์หุ้นหรือกองทุนรวมทั้งหลายข้อมูลก็มีน้อยกว่าสมัยนี้ สมัยเริ่มแรกผมก็เปิดแค่ Settrade กับ Set.or.th เท่านั้นนะครับ แต่ตอนนี้เครื่องมือเยอะมากด้วย ผมก็เลยอยากจะมานำเสนอว่าเดี๋ยวนี้ยุค Thailand 4.0 เราสามารถลงทุนอย่างไรไม่ให้ตกเทรนกันได้บ้าง

1. ศึกษาผ่านระบบออนไลน์และมือถือ

เมื่อก่อนถ้าเราจะศึกษาหุ้นกันซักทีนึง ผมก็จะเดินเข้าไปยังร้านหนังสือเพื่อดูว่าเล่มไหนที่น่าสนใจ น่าอ่านและทำให้เราเข้าใจในเรื่องการลงทุนได้ตามสไตล์ของเรา สมัยนี้พอเทคโนโลยีมันเปลี่ยนและมีผู้แนะนำการลงทุนมากขึ้น เราสามารถอ่านได้ทั้งหนังสือ eBook  เวปไซต์ต่างๆ รวมไปถึงการเรียนคอร์สสัมมนาออนไลน์ผ่านทาง Youtube ติดตามนักลงทุนหลายๆที่ Live ให้ความรู้ผ่านทาง Facebook และติดตามกูรูผ่านทาง LINE ได้เช่นกันครับ

วิธีการที่ผมจะเลือกศึกษาก็คือ ใครที่เป็นต้นแบบของการลงทุนที่น่าสนใจ หรือ หน่วยงานไหนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนและคอยอัพเดทไว้บ้าง เราก็ไปกดติดตามเขากันตามช่องทางที่เขานำเสนอครับ เมื่อมี update ใหม่ๆ ก็จะไม่พลาดข่าวสารและข้อแนะนำ เทคนิค ข้อมูลการสอนในทุกโอกาสครับ ที่สำคัญก็คือเดี๋ยวนี้เรียนรู้ที่ไหนก็ได้แล้วผ่านทางมือถือเครื่องเดียว สะดวกสบายมาก

2. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนได้ผ่าน Application

เชื่อไหมครับว่าเมื่อก่อนเราอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น ก็มีแค่ทางตลาดหลักทรัพย์นี่ล่ะที่เราจะได้ข้อมูลมาอย่างง่ายที่สุด เราก็เอาข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนกระดาษบ้าง ใส่ Excel บ้าง เพื่อดูว่าเราจะตัดสินใจในการลงทุนอย่างไรต่อ แต่สมัยนี้ผมเห็นมี Application ออกมาให้ใช้เยอะแยะมากมายเลยนะครับ

ก็เคยลองเล่นอยู่หลายเจ้าพบว่า เขาก็เอาบรรดาข้อมูลเข้ามาไว้ทางหน้าจอมือถือให้เรา ซึ่งเราสามารถสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่จะกรองหุ้นในแบบลักษณะที่เราต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นในมุมพื้นฐาน ที่เราสามารถค้นหุ้นที่เติบโตต่อเนื่อง กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมูลค่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือจะเป็นในรูปแบบเทคนิคอลที่มีเส้น Indicator แสดงให้ดูว่าแนวโน้มต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีพวกระบบเตือน Notification และแจ้งข่าวสารให้เราด้วยนะครับ พอลงทุนเรียบร้อยแล้วก็มานั่งติดตามกันทางระบบกันเลยครับ

ที่สำคัญก็คือในอนาคตของยุค Thailand 4.0 นั้น ก็คงมีการพัฒนาเป็นระบบ Robo Advisor, Machine Learning และใช้ AI ในการให้ข้อแนะนำกับนักลงทุนจากที่ระบบได้ศึกษาตลาดและพฤติกรรมของตัวเราที่เป็นนักลงทุนด้วยนะครับ ซึ่งการมีเทคโนโลยีเข้ามาก็จะทำให้เราลงทุนได้ง่ายขึ้นมาก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องเข้าใจนิยามต่างๆของเครื่องมือที่เรากำลังใช้ง่ายด้วยนะครับ ไม่งั้นอาจจะผิดพลาดได้

วิธีการของผมที่จะใช้เครื่องมือก็คือ ลองสำรวจตัวเองก่อนว่าเป็นนักลงทุน Style ไหน เครื่องมืออะไรที่มีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับเราบ้าง และมี Feature อะไรให้ลองศึกษาเพิ่มเติมได้ ก็ลองโหลดมาใช้ดูนะครับ พอมีเครื่องมือที่ช่วยเราแล้วก็ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นด้วย

3. ลงทุนง่ายๆ จากผ่านรูปแบบอัตโนมัติและสัมผัสเพียงปลายนิ้ว

อย่างที่เกริ่นในตอนต้นนะครับว่าเมื่อก่อนการศึกหุ้นนั้นเริ่มจากการเคาะกระดาน แต่สมัยต่อมาก็เริ่มซื้อขายผ่านทางเวปไซต์ได้และปัจจุบันนี้ทุกอย่างก็สามารถกดดูได้ผ่านทาง Application มือถือ คนในยุค Thailand 4.0 นั้นก็สามารถซื้อขายหุ้นกันง่ายขึ้น เพียงแค่เปิดมือถือก็จิ้มซื้อขายได้ทันทีครับ ถ้าเปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นแล้วก็ถูกกว่าการโทรหามาร์เก็ตติ้งด้วย หรือแม้แต่การซื้อกองทุนเองก็ซื้อผ่านระบบกันแล้ว ไม่ต้องไปต่อคิวตามสาขาธนาคาร

และถ้าหากเราเป็นนักลงทุนระยะยาว เดี๋ยวนี้ก็มีระบบการซื้อหุ้นแบบ DCA บริการหลายรูปแบบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผ่านระบบ Streaming การใช้บัญชีออมหุ้น หรือการตั้งค่ากันไปเลยว่าจะให้มีการซื้อกองทุนรวมแบบอัตโนมัติด้วยเป้าหมายที่เราต้องการอย่างไร

วิธีการของผมในการลงทุนคือ ผมจะตั้งเป้าหมายในการลงทุนก่อนนะครับเมื่อคัดเลือกหุ้นหรือกองทุนรวมที่ต้องการได้ จะซื้อแบบ DCA ไปเลยผ่านระบบ ซึ่งเราสามารถเข้ามาดูได้ตลอดเวลาว่าหุ้นที่ลงทุนในระยะยาวเป็นอย่างไร และผมก็จะเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นในจังหวะดีๆ ไว้ด้วย พอถึงเวลาที่เหมาะสมก็แค่หยิบมือถือเข้ามา Login และซื้อขายหลักทรัพย์ตามที่ต้องการได้

จะเห็นได้ว่าสมัยนี้เราสามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นตามยุค Thailand 4.0 ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการศึกษาเรื่องการลงทุน การใช้เครื่องมือเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขาย รวมถึงมีเครื่องมือที่จะซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดแค่เรามีมือถือเครื่องเดียวครับ อย่าลืมว่ามาถึงยุคนี้แล้วเราเองในฐานะนักลงทุนก็ควรจะนำสิ่งต่างๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพื่อนำมาใช้สร้าง Lifestyle ในการลงทุนที่ง่ายขึ้นครับ

TarKawin

ผลตอบแทนกองทุนรวม… ศึกษาไว้ไม่ผิดหวัง

“ผลตอบแทน” เป็นชื่อหนึ่งของกำไร/ขาดทุน ผลตอบแทนเป็นบวกก็หมายถึงการลงทุนได้กำไร ผลตอบแทนเป็นลบก็หมายถึงการลงทุนนั้นขาดทุน

แล้วผลตอบแทนของกองทุนรวมมีมาจากไหนบ้าง?

ผลตอบแทนของกองทุนรวมประกอบด้วยผลตอบแทนทางตรง คือ กำไร/ขาดทุนจากผลต่างราคาหน่วยลงทุน เงินปันผล และผลตอบแทนทางอ้อม คือ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

1. กำไร/ขาดทุนจากผลต่างราคาหน่วยลงทุน

ก่อนอื่นต้องเล่าว่าเวลาเราซื้อกองทุนรวม เราจะซื้อมาเป็นหน่วยเรียกว่าหน่วยลงทุน ซึ่งราคาหน่วยลงทุนก็จะคำนวณมาจากสินทรัพย์รวมของกองทุนรวมที่มาเฉลี่ยกัน ผลตอบแทนของกองทุนรวมจะมาจากส่วนต่างของราคาซื้อและขายหน่วยลงทุนนั่นเอง หากซื้อถูกไปขายแพงก็กำไร หากซื้อแพงไปขายถูกก็ขาดทุน (ในแง่ผลต่างราคา)

ดังนั้น เวลาที่เราซื้อกองทุนรวม เราจะมีความคาดหวังว่าสินทรัพย์ในกองทุนรวมนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่ม จนเรามีกำไรนั่นเอง เช่น การลงทุนในหุ้นที่คาดว่ามูลค่าจะปรับตัวขึ้นในอนาคต ตราสารหนี้ที่จะสะสมดอกเบี้ยจนมูลค่าปรับตัวขึ้นในอนาคต ในขณะที่สินทรัพย์บางอย่าง หากไม่เห็นภาพการเพิ่มขึ้นที่ชัดเจนอาจจะชะลอการลงทุนไปจนกว่าจะเห็นภาพการเพิ่มขึ้นของมูลค่าได้ เช่น กองทุนรวมน้ำมัน กองทุนรวมสินค้าทางการเกษตร

2. เงินปันผล

กองทุนรวมสามารถแบ่งตามประเภทการจ่ายเงินปันผลได้ 2 แบบ คือ กองทุนรวมแบบจ่ายปันผล และกองทุนรวมแบบไม่จ่ายปันผล โดยกองทุนรวมที่จ่ายปันผลจะเน้นการสร้างกระแสเงินสดให้ผู้ถือหน่วยลงทุน ในขณะที่กองทุนรวมแบบไม่จ่ายปันผลจะนำผลกำไรไปลงทุนซ้ำเพื่อให้นักลงทุนได้ส่วนต่างของหน่วยลงทุนในระยะยาว

การจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมนั้นส่วนใหญ่ก็มีที่มาเดียวกันกับส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนซึ่งก็คือกำไรจากการที่กองทุนเอาเงินไปลงทุนต่อนั่นเอง โดยที่กองทุนปันผลเลือกที่จะจ่ายปันผล แต่กองทุนปันผลนำเงินดังกล่าวไปลงทุนซ้ำ ดังนั้น การจะวิเคราะห์ว่ากองทุนรวมนั้นจะสามารถปันผลออกมาได้หรือไม่ก็มีหลักคิดเช่นเดียวกับการมองหาส่วนต่างราคาของหน่วยการลงทุน นั่นคือ กองทุนรวมต้องมีกำไรก่อนถึงจะจ่ายปันผลออกมาได้

ส่วนใหญ่นักลงทุนที่เน้นการสร้างกระแสเงินสดเป็นหลักจะเหมาะกับกองทุนรวมที่ค่อนข้างมีรายได้เข้ามาแน่นอน และค่อนข้างสามารถเชื่อมั่นได้ว่าสามารถจ่ายเงินปันผลออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกองทุนเหล่านี้มักมีรายได้มาจากค่าเช่าใช้สินทรัพย์ซึ่งค่อนข้างประมาณได้แน่นอนกว่า ดังนั้น หากนักลงทุนคาดหวังกระแสเงินสดจากการลงทุนเป็นหลักควรพิจารณากองทุนรวมในกลุ่มเหล่านี้เป็นอันดับต้นๆ

3. สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

การลงทนในกองทุนรวม LTF (Long Term Equity Fund) และ RMF (Retirement Mutual Fund) นั้นสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย (รายละเอียดการลดหย่อนมีเนื้อหาค่อนข้างมาก ศึกษาให้ดีก่อนลงทุน หากผิดพลาดอาจเจออภินิหารเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากคุณพ่อสรรพากรได้) ดังนั้น นักลงทุนควรนำสิทธิประโยชน์ตรงนี้มาคำนวณในผลตอบแทนด้วย เนื่องจากเงินคืนภาษีหรือส่วนลดหย่อนภาษีนั้นก็เป็นเงินเช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น ฐานภาษีเราอยู่ที่ 20% แปลว่าการที่เราซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษี 100,000 บาท เราเองได้ผลตอบแทนแล้วแน่นอน 20% เลย แถมยังไม่นับรวมผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหน่วยลงทุนกับเงินปันผลอีก ดังนั้น นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยตรงนี้เสมอ เช่นปรกติลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอยู่แล้วได้ผลตอบแทนปีละ 10% แต่ถ้าเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนรวม LTF ที่มีนโยบายใกล้เคียงเดิม ผลตอบแทนที่ได้อาจจะเป็นผลตอบแทนจากส่วนต่างหน่วยลงทุน 10% และผลตอบแทนจากการประหยัดภาษีอีก 20% แบบนี้เรียกว่าคุ้มกว่ามาก และนักลงทุนควรพิจารณาเปลี่ยนการลงทุนมาที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าในความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ทั้ง 3 อย่างคือผลตอบแทนจากกองทุนรวมที่นักลงทุนมองหา

ดังนั้น เวลาจะพิจารณาลงทุนควรประเมินให้รอบคอบทั้ง 3 ด้าน หากขาดด้านใดด้านหนึ่งไป เราอาจจะลงทุนโดยมีค่าเสียโอกาสราคาแพงอย่างไม่รู้ตัว

ติดตามลงทุนศาสตร์ทางไลน์ได้แล้วนะรู้ยัง? กดที่รูป หรือแอดไลน์ไอดี @fiftytwohurtz ได้เลย

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save