วิธีลาออกจากชีวิต “มนุษย์เงินเดือน”

วิธีลาออกจากชีวิต “มนุษย์เงินเดือน” ทำอย่างไร?

เขียนใบลาออกซิ… ม่ายใช่ล่ะ 555

ผมว่าประเด็นการถกเถียงเรื่องนี้มีมากมายในช่วงหลังนะครับ ยิ่งเด็กๆในยุคใหม่ ยิ่งไม่ต้องการทำงานประจำที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตเลย  ง่ายๆ ว่าไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ทุกคนพร้อมที่จะเสี่ยงและมีอิสระในการทำอะไรต่ออะไรมากกว่าการที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ไม่ต้องการตอกบัตรเข้าทำงาน การให้คนอื่นมาตัดสินเงินเดือนของตัวเอง การต้องทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบแต่ต้องทำเพื่อหารายได้ การอยู่ในสังคมที่บางครั้งอาจจะเจอการทำงานแบบเจ้าขุนมูลนาย ที่ต้องทำตามนายสั่งทุกอย่าง หรืออาจจะเจอแนวการทำงานแบบ ผู้ใหญ่คนนี้เอา อีกคนไม่เอา งานก็เสร็จไม่ทัน นัดประชุมก็ยาก กดดันเราอีก

หลายคนคงกำลังรู้สึกอยู่และหลายคน

กำลังต้องการหาทางออกไปทำอะไรของตัวเองบ้าง

อยากใช้ชีวิตชิวๆ ด้วยการมีอิสรภาพทางการเงินบ้าง

นอกจากการเบื่อแนวทางการทำงานประจำแล้วอีกปัจจัยหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะกังวล รวมทั้งผมด้วยคือ ชีวิตเรามันไม่ได้เป็นอมตะ เรามีชีวิตถึงวัยเกษียณเพียงแค่ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น เอาง่ายๆก็คือมีเลข ศูนย์เพียง 5 ครั้ง หากเราสบายใจในการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนไปเรื่อยๆก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเราจะหาทางกำหนดแนวทางชีวิตของเราเองนั้นมันก็ต้องเริ่มทำ

ส่วนตัวผมเองผมเริ่มคิดตั้งแต่ตอนทำงานใหม่ๆแล้วล่ะ แต่ความพร้อมของผมอายุที่ช่วงอายุ 20 ปลายๆ ตอนนั้นมองว่าตอนนั้นประสบการณ์ก็พอมีแล้ว ถือว่าโตในระดับหนึ่งและ ถ้าเราไม่เริ่มอะไรที่เป็นชีวิตของตัวเองภายในช่วงอายุ 30 นี้แล้ว ผมอาจจะต้องทำงานประจำต่อไปจนเกษียณเลยก็ได้

จากการที่เราจะพบเงื่อนไขต่างๆที่ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงหลายๆสิ่งหลายๆอย่างได้ยากขึ้น มีประสบการณ์และพลังที่จำกัด คุณอาจจะต้องมีภาระเรื่องครอบครัว พ่อแม่แก่แล้วต้อง อาจจะมีภรรยาสามีและลูกต้องดูแล คุณอาจจะต้องล้มเลิกความตั้งใจหลายๆอย่างที่เป็นความฝันไปเพราะแก่เกินจะทำ

 ผมไปดูละครเวทีเรื่อง ซูสีไทเฮา แล้วชอบเพลงมากๆเลยครับ

ชีวิตมันมีแค่ครั้งเดียวจะรีบทำอะไรก็ทำเลย

“ชีวิตคนเราล้วนเกิดมาแค่คราเดียว ย่อมมีครั้งเดียวที่จะไขว่คว้า….”

“ไม่มั่วร่ำรอ เฝ้าคอยวาสนา ไม่คอยชะตาลิขิตชีวิต…”

—– ซูสีไทเฮา เดอะ มิวสิคัล —–

มาถึงตรงนี้ หลายๆคนก็คงสงสัยว่า ผมไม่ได้ยกประเด็นเรื่องเงินเดือนเลยหรอ? การออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาทำงานอิสระนี่มันได้มากได้น้อยกว่ากันอย่างไร?

สำหรับผมแล้วจริงๆเงินมันไม่ได้เป็นประเด็นอะไรมากหรอกครับ มีเงินมากๆมันก็ดีอยู่หรอก ผมเองก็อยากมีเงินเยอะๆ แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นผมมองว่ามันอยู่ความสุขในการมีชีวิตอยู่ หลายๆคนมองว่าเงินมันสร้างความสุขได้ก็เลยพยายามหาเงินให้ได้เยอะๆ ต้องทำงานหนักๆ ต้องหาทางมีเงินเดือนสูงๆ ทำงานเอาเป็นเอาตาย เอาเงินมาซื้อบ้าน ซื้อรถ ไปเที่ยว หรือตอบสนองความต้องการของตัวเราเอง ก็ไม่ผิดหรอก ผมเองก็เคยเป็นอย่างนั้นนะ

แต่พอกลับมามองอีกที จริงๆแล้วความสุขมันไม่ได้เกี่ยวกับเงินทองมากขนาดนั้นหรอก ถ้าผมต้องซื้อบ้านใหญ่โตหรูหราแต่ต้องออกไปทำงานงกๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังสร้างความสุขจริงหรือเปล่า? หรือผมกำลังสร้างที่นอนให้ผมแต่สร้างที่อยู่ให้คนรับใช้และสุนัขเฝ้าบ้านก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ

หลายคนอาจจะคิดว่าต้องหาเงินให้มากๆเพื่อจะได้มีความสุขในภายหลัง

แต่จริงๆแล้วเราสามารถสร้างความสุขได้ในตอนนี้โดยไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นก็ได้


เล่าความหลังของตัวเองซะเยอะ ผมจะให้ดูภาพที่สำคัญในชีวิตที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนให้ดู ภาพนี้มันง่ายมากจนคุณอาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ว่ามันมีแค่นี้

นั่นก็คือ รายรับ รายจ่าย และ เงินออม

จุดเริ่มต้นมันมีแค่นี้เองล่ะ ถ้าคุณมีรายรับจากการทำงานข้างนอก

มากกว่ารายจ่าย คุณออกจากงานประจำได้เลย

อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับวิธีคิดของผมง่ายมากเลยว่าจะออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็คือ คิดเรื่องความสุขมากกว่าเงินที่คุณจะต้องหามา ถ้าคุณหาเงินได้มากและคุณใช้มาก ใช้เกินทำให้ติดหนี้สาระพัด ให้ตายชาตินี้คุณก็ออกจากงานประจำไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจะไปเริ่มอย่างไร

เมื่อคุณออกจากงานแล้ว แถมภาระหนี้สินยังจ่อคอหอย มันก็ไม่ต่างกับหนูที่วิ่งบนจักรที่มีดอกเบี้ยวิ่งไล่ล่าชีวิต ก็ต้องทำงานต่อไปเพื่อให้มีข้าวกิน ถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ก็เจ๊ง

คุณลองถามตัวเองดูก่อนว่า

ตอนนี้คุณมีภาพของการบริหารเงินเป็นแบบนี้หรือเปล่า?


รายจ่าย

ผมจะคำนวณตลอดเวลานะว่ารายจ่ายของผมมีอะไรบ้าง บางอย่างมันมีรอบในการจ่ายที่ไม่เหมือนกัน เช่นค่าใช้จ่ายทั่วไปคิดเป็นรายวัน ค่าโทรศัพท์ก็คิดรายเดือน จ่ายประกันก็จ่ายเป็นรายปี ผมพยายามควบคุมอยู่ตลอดเวลานะ วันๆเราใช้อะไรกันบ้างล่ะ?

สำหรับผมก็ไม่ได้อดข้าวอดน้ำจนอับจนหรอก ก็กินโน้นกินนี่กับเพื่อนเยอะแยะไป ขอให้แค่อยู่ใน Limit รายจ่ายของเราก็พอแล้ว ผมลองคิดเล่นๆนะว่ารายจ่ายของผมเวลาไปทำงานมีอะไรบ้าง

1.  ค่ารถ จ่ายแน่นอนวันละ 120 บาท ผมไม่ได้ขับรถหรอกแม้จะมีใบขับขี่ และผมไม่มีภาระในการผ่อนรถ ทำประกัน ซ่อมดูแล

2. ค่ากิน ขั้นต่ำก็ 120 บาท (กินมื้อละ 40 x 3 มื้อนอกบ้าน แต่บางทีก็ทำเอง) ถ้ากินหรูหราก็มือละ 300-500 บาท ก็กินมันแค่อาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้งก็พอแล้ว

3.  ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ขนม นม อ้วนแล้ว แต่ว่าก็อยากมีค&#

มีเงินเก็บนำมาออมในหุ้น-กองทุนรวมหรือลงทุนในคอนโดดี?

ในช่วงหลังนี้เวลาที่มีโอกาสได้คุยกับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่เจอค่อนข้างบ่อยก็คือจะเอาเงินไปออมหุ้น/กองทุนรวม (DCA) หรือ เลือกคอนโดที่เจ๋งๆซักที่เพื่อมาลงทุน (ผ่อนธนาคาร)?

จริงๆแล้วผมก็ตอบไม่ได้นะครับว่าอะไรดีกว่ากันเนอะ การลงทุนทั้ง 2 แบบนั้นมันก็ดีหมดนะครับหากเราเข้าใจในพื้นฐานและความเสี่ยง เพราะท้ายสุดแล้วหากเราประสบความสำเร็จในการลงทุนก็สามารถเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเราได้แบบชนะอัตราเงินเฟ้อด้วยครับ อีกทั้งทรัพย์สินเหล่านี้ก็สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้เช่นกัน ดังตารางนี้นะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการใช้เงินออมเพื่อให้ได้มาของทรัพย์สินนั้นกลับมาความแตกต่างกันในทางปฏิบัติ การออมหุ้น-กองทุนรวมนั้นเราจะต้องใช้เงินสดที่เรามีทยอยออมไป ในขณะที่คอนโดเราจะต้องใช้ออมของเราบางส่วนและการกู้เงินกับธนาคารในบางส่วน ซึ่งนักอสังหาหลายคนมองว่า นี่คือการลงทุนที่ใช้เงินน้อยแต่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงทันที ผมทำภาพข้างล่างให้ดูนะว่า ลักษณะของกระบวนการในการลงทุนมีความแตกต่างกันอย่างไร

1. ออมในหุ้น-กองทุนรวม (DCA)

การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมนั้น เราจะนำเงินออมของเราในแต่ละเดือนมาลงทุนและทยอยซื้อทรัพย์สินที่ดีและมีอนาคต ซึ่งข้อดีของการสะสมไปเรื่อยๆนั้นจะทำให้

  • พอร์ตการลงทุนในส่วนของเงินต้นของเราใหญ่ขึ้น
  • การเติบโตของหุ้นและกองทุนรวมจะสร้างมูลค่าที่ลงทุนไปเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนว่าธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาให้เราซื้อหุ้นและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอยู่แล้วเพราะเป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง เราเลยต้องเก็บออมด้วยตัวเอง รูปภาพข้างล่างนี้จะเป็นลักษณะของการลงทุนและการเติบโตของหุ้นและกองทุนรวมนะครับ แต่ผมไม่ได้ทำภาพที่แสดงให้เห็นความผันผวนนะครับเพราะกองทุนมีหลายรูปแบบเลยใช้ตัวอย่างที่เป็นเส้นตรง

2. ลงทุนในคอนโด (ผ่อนแบงค์)

รูปแบบจะมีความแตกต่างกันไปเพราะเราจะต้องมีการกู้เงินจากธนาคารซึ่งทำให้เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินเลยแม้ยังชำระไม่ครบก็ตาม ข้อดีของการลงทุนในคอนโดมีดังนี้ครับ

  • ใช้เงินคนอื่นในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นๆและทยอยผ่อนชำระที่หลัง
  • มูลค่าของคอนโดสามารถเพิ่มขึ้นได้จากความต้องการของอสังหานั้นๆ

จากรูปจะเห็นได้ว่าเมื่อเราทำการกู้เงินเพื่อมาซื้อคอนโดแล้ว และมีการโอนแล้วเราถือว่าเป็นเจ้าของทันที และจะถูกกำหนดให้ชำระตามสัญญาเงินกู้ตามที่ระบุไว้ ซึ่งนั่นเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในการได้มาของทรัพย์สิน เงินที่เราผ่อนไปจะสะสมไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่เป็นต้นทุนทั้งหมดหลังจากผ่อนหมดในขณะเดียวกันเราก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าคอนโด เทียบกับต้นทุนที่ได้เช่นกัน การเพิ่มของมูลค่าคอนโดนั้นจะมีบางช่วงเช่นช่วงสร้างเสร็จที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นแบบกระโดดได้

หลายๆคนก็คงจะเห็นภาพและเห็นความแตกต่างคร่าวๆแล้ว ต้องลองไปดูรายละเอียดปลีกย่อยของการลงทุนเพิ่มเติมนะครับ เพราะมีอีกหลายเรื่องที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะของการลงทุนในปัจจุบัน แนวโน้มอุตสาหกรรม สภาพคล่อง การจัดการพอร์ตการลงทุน การหาคนเช่าและ Renotave ในคอนโด เป็นต้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้เลยก็คือ การลงทุนนั้นเราจะต้องศึกษาให้ดีและต้องเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยนะครับ เพราะเราสามารถนำเงินออมที่สะสมมาใช้ได้มากกว่าตอนอายุเยอะ  การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงนั้นยิ่งเราแก่ลงการรับความเสี่ยงก็ทำได้ลดลง ซึ่งไม่ต่างกับการลงทุนในคอนโดเลยที่เราจะต้องสร้างเครดิตของตัวเองให้ธนาคารได้เห็นตั้งแต่ในช่วงที่เรามีความสามารถที่จะทำได้ หากเรามากู้ตอนอายุเยอะก็ยากที่ธนาคารจะปล่อยเงินกู้ให้ด้วยครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

0009 : เจาะลึกทุกการลงทุนที่ใช่ เลือกสไตล์การลงทุนที่ชอบ!!! พบกันที่งาน SET in the City 2017

เจาะลึกทุกการลงทุนที่ใช่ เลือกสไตล์การลงทุนที่ชอบ!!!

โลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วย Internet ทำให้เราเห็นทุกคนมีไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กิน เที่ยว หรือช้อปปิ้งก็ตาม แน่นอนว่าทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในของทุกช่วงชีวิตย่อมต้องใช้ ‘เงิน’ เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนทั้งสิ้น แต่เรื่องเงินทองนั้น หากไม่วางแผนให้ดี

นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังแล้วยังอาจจะล้มเหลว

ถ้าเราไม่รู้เท่าทันเกมการเงิน

ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้การลงทุนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นในทุกๆวัน

แม้หลายคนจะมีพื้นฐานการออมเงินอยู่แล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราประสบควมสำเร็จทางการเงินเท่านั้น จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2559 เกี่ยวกับการออมเงินของคนไทยพบว่า คนไทยมากกว่า 86% นั้นมีเงินฝากไม่ถึง 50,000 บาท และด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นอัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์จะได้เพียง 0.5-2% ต่อปี แต่ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณปีละประมาณ 3% นั่นทำให้การออมเงินไม่ใช่ทางออกสำหรับความมั่งคั่งหรือความร่ำรวยอีกต่อไป

และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มขึ้น

‘การลงทุน’ คำนี้ฟังแล้วอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆแล้วการลงทุนเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิด เพราะการลงทุนนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เราตื่นนอน หรือเดินทางไปทำงาน เพราะการลงทุนคือการเลือกใช้เงินที่เรามีเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดหรือก็คือการสร้างผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปให้เกิดผลตอบแทนมากที่สุดนั่นเอง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเราล้วนเป็นการลงทุนทั้งสิ้น

ดังนั้นเพื่อที่จะเรียนรู้และเข้าใจว่าการลงุทนมีอะไรบ้าง การศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก หากเราลงทุนโดยปราศจากความรู้ในเรื่องการลงทุนนั้นๆย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างที่สุดที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งกับการลงทุนใดๆก็ตาม

และเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรู้จักการลงทุนในมุมมองที่เปิดกว้างขึ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับพันธมิตรตลาดทุนจัดงานมหกรรมการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี ‘SET in the City 2017’ ซึ่งเป็นครั้งที่ 12 ด้วยแนวคิด ‘เห็นทุกโอกาส เข้าถึงทุกการลงทุน’ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยได้เข้าถึงทุกการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม อนุพันธ์ ทอง หรือประกันภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกลงทุนให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และหากเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเทินโปร ภายในงานก็มีผู้เชี่ยวชาญมาเพื่อให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องการจัดพอร์ต หรือปัญหาด้านการเงินหรือการลงทุนแบบอื่นๆได้

และสำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าการลงทุนไหนที่ใช่เรา ภายในงานจะมีการจัดสัมนาและ Workshop จากกูรูและผู้เชี่ยวชาญการเงินชื่อดังเพื่อเจาะลึกทุกด้านของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเงินหรือการลงทุนกว่า 50 เรื่องตลอดทุกวันที่จัดงานเช่น หัวข้อ ‘หุ้นโอกาสใหม่ กับ Thailand 4.0’ ‘เปิดแนวคิดการลงทุน กับ 3 เซียนหุ้นแห่งยุค’ ‘ลงทุนหลักพัน สร้างฝันหลักล้าน’ ‘จัดทัพรับเกษียณด้วย หุ้น กองทุน ประกันภัย’ ‘พอร์ตดี ชีวิตดี ด้วยเทคโนโลยีการลงทุน’

และยังมีหัวข้อที่น่าสนใจอื่นๆในเรื่องของภาษีอีกด้วย ซึ่งภายในงานจะมีการร่วมนำเสนอกว่า 100 องค์กรทั้งจากภาครัฐหรือเอกชน ผู้ให้การบริการเทคโนโลยีการลงทุน บริษัท Fin Tech และสมาคมด้านการเงินต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นงานที่รวมตัวทั้ง บล. บลจ. ธนาคารเพื่อแสดงนวัตกรรมทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศ

ภายในงาน  SET in the City 2017 นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญแล้วยังมีผลิตภัณฑ์การเงินแบบครบวงจรและยังนำเสนอความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนเฉพาะด้านเช่น การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมจะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับวินัยการลงทุนและผลตอบแทน เพราะยิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็ว ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและลงทุนในระยะยาว จึงจะเข้าใจเคล็ดลับความสำเร็จของการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม และยังมีเทคโนโลยีเพื่อการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ และการลงทุนในแบบอื่นๆเช่น ประกันภัย ยูนิตลิงค์ ก็สามารถเลือกลงทุนผ่านคำแนะนำของกูรูหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีทั้งนักวางแผนการเงินไทย นักวางแผนการลงทุนได้ในแบบตัวต่อตัว

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบพิเศษอื่นๆจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งความรู้ออนไลน์สำหรับมือใหม่นักลงทุน หรือโปรแกรม investnow starter ที่ถูกพัฒนาเพื่อช่วยค้นหาสไตล์การลงทุนที่ใช่สำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกคน ซึ่งโปรแกรมนี้จะช่วยทั้งวางแผนและคำนวณเงินเพื่อการลงทุนสำหรับอนาคตยามเกษียณ และการลงทุนในอนุพันธ์ก็จะมีการสอนเทคนิคการลงทุนและการบริหารพอร์ตด้วยอนุพันธ์ นอกจากความรู้แบบวิชาการแล้ว ยังมีการสร้างเกมจำลองโลกแห่งการลงทุนโดยใช้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และยังมีเกมส์จำลองการลงทุน Mobile Trading Stimulation อีกด้วย เรียกได้ว่าการลงทุนภายในงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนแบบ ‘Thailand 4.0’ ได้อย่างแท้จริง

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าปล่อยโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้ผ่านเลยไปพร้อมกับเวลาที่ล่วงเลยไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งเรามีเวลาลงทุนมากขึ้น เงินลงทุนของเราก็จะมีเวลาในการสร้างดอกออกผลให้งอกเงยมากขึ้นตามไปด้วย รู้อย่างนี้แล้วมาเริ่มต้นลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเรากันเถอะครับ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน SET in the City 2017

ได้ตั้งแต่วันที่ 23-26 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 – 20.00น.

เกมใหม่จาก Sony ที่จะทำให้คุณกลายเป็น Spider-Man ในพริบตา!!

Virtual Reality หรือ VR เทคโนโลยีสุดล้ำ ที่สามารถช่วยให้คุณกลายเป็นสิ่งที่คุณหรือทุกคนฝันถึงได้ และแน่นอนว่าในเร็ว ๆนี้ คุณกำลังจะกลายเป็นสุดยอด Spider-Man แบบที่คุณเองก็อาจคาดไม่ถึง!

Sony Pictures Virtual Reality หน่วย VR ของทีมซึ่งเปิดตัวเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาภายใต้การนำของ Jake Zim ผู้บริหารด้านการตลาดดิจิทัล ได้ประกาศเปิดตัว VR ใหม่สำหรับการกลับมาของหนัง Spider-Man: Homecoming ที่จะทำให้คุณได้สวมชุดฮีโร่แมงมุม และต่อสู้กับ The Vulture

ประสบการณ์เสมือนจริงนี้ ไม่ใช่แค่การสวมใส่ชุด Spider-Man ด้วยตัวคุณเองเท่านั้น แต่คุณจะได้สัมผัสเทคโนโลยีสุดล้ำที่โทนี่ สตาร์คมอบให้ Spider-Man อีกด้วย ฟินสุดกับการสัมผัสการต่อสู่ผ่านหน้ากาก ปล่อยใยแมงมุมได้เคลื่อนย้ายสิ่งของได้ตามต้องการ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดประสบการณ์ในฝันเลยก็ว่าได้!

ความสุดยอดของ “Spider-Man: Homecoming VR” จะมีให้บริการฟรีทั่วทุกแพลตฟอร์ม VR ยักษ์ใหญ่ เช่น PlayStation VR Oculus Rift และ HTC Vive ในวันที่ 30 มิถุนายน ก่อนภาพยนตร์จริงเข้าฉายในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ (ประเทศไทยฉายพร้อมกันในวันที่ 6 กรกฎาคม)

“Spider-Man คือฮีโร่ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ดังนั้น Spider-Man: Homecoming VR มันคือเรื่องราวสุดพิเศษ ที่แฟน ๆ จะได้สัมผัสการต่อสู้กลางอากาศกับ The Vulture ปล่อยใยแมงมุมได้ โลกในจินตนาการของทุกคนที่ตอนนี้กลายเป็นจริงแล้วใน VR”

– Jake Zim –

Spider-man: Homecoming คือการกลับคืนสู่บ้านที่แท้จริงเพื่อรวมตัวในอาณาจักรฮีโร่ยักษ์ใหญ่ของดิสนีย์อย่าง Marvel แบบเป็นทางการ ที่มีนักแสดงหน้าใหม่อย่าง Tom Holland มารับบท Spider-man ในศักราชใหม่นี้

เห็นแบบนี้แล้วมือมันก็สั่น อยากจะสัมผัสประสบการณ์การเป็นฮีโร่ดูสักครั้ง ลองคิดดูว่าถ้ามี VR อย่างกัปตันอเมริกา หรือไอร่อนแมนออกมา คงจะมันส์จนไม่อยากลุกไปไหนเลย!

Sources :

https://uploadvr.com/spiderman-vr-experience/

http://mashable.com/2017/06/16/optimus-prime-costume-squad/

http://www.denofgeek.com/us/movies/spider-man/265773/spider-man-homecoming-vr-trailer-puts-you-in-the-stark-suit 

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2560

สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้วกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน เหมือนเช่นเคยครับ

สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านเลยล่ะครับ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เอ้ย ไม่ใช่ครับ ทั้งสินทรัพย์หลากหลายประเภทต่างหาก เรามาดูกันเลยครับ

ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นที่พี่ใหญ่สุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ปรับตัวลดลง หลังจากตัวเลข ISM Manufacturing Index (ISM) ภาคบริการเดือน ก.ค. ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดีต่อเนื่องในไตรมาสที่สามหรือไม่ ผลที่ได้เลยเป็นเช่นนี้ครับ

กลับมาฝั่งเอเชียกันต่อ กับตลาดหุ้นจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารกลางจีนอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ แต่ในขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลี ปรับตัวลงแรงหลังจากรัฐบาลมีแผนขึ้นภาษีกับธุรกิจขนาดใหญ่ เอาล่ะครับ ทำไมมันขัดกันแบบนี้ล่ะ

ขอย้ายมาดูที่ ตลาดหุ้นอินเดียกันบ้างครับ ทางฝั่งอินเดียมีการปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากธนาคารกลางอินเดียลดดอกเบี้ยลง 0.25% ตามการคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรออกมา ตรงนี้จะเป็นจังหวะที่ดีหรือไม่ เดี๋ยวรอดูในช่วงกลยุทธ์การลงทุน

ปิดท้ายที่สินทรัพย์ทางเลือกเหมือนเช่นเคยครับ ราคาน้ำมัน ปรับตัวลงหลังจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงน้อยกว่าการคาดการณ์ และการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มโอเปค ทำให้นักลงทุนยังกังวลต่อภาวะน้ำมันล้นตลาดอยู่ครับ

ส่วน ราคาทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ

ภาพรวมสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายตลาดเลยล่ะครับ เรามาจับกลยุทธ์การลงทุนกันต่อเลยดีกว่าครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ตลาดหุ้นอินเดีย

สัปดาห์นี้ผมยังแนะนำให้สะสมหุ้นอินเดียกันต่อไปครับ เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานเมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้บริษัท ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ตลาดมีความน่าสนใจ นอกจากนี้ นโยบายปฏิรูปภาษีหรือ GST นั้นจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจจากต่างชาติ ซึ่งสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว ส่วนเราก็ลงทุนกันต่อไปครับ ถ้าจะดีขนาดนี้ ฮ่าๆ

ตลาดหุ้นเกิดใหม่

โดยรวมแล้วจะสังเกตว่า ผมแนะนำให้สะสมหุ้นประเทศเกิดใหม่เอเชียมาสักพักแล้ว ตอนนี้ก็ยังแนะนำแบบนั้นอยู่ครับ เพราะหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯไม่ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือลดขนาดงบดุลเร็วกว่าที่ตลาดคาด ในการประชุมรอบเดือน ก.ค. ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ประกอบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนที่มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย เอ้า ยัง ยังไม่ซื้อกันอีก

ตลาดหุ้นยุโรป

ไปต่อเช่นเดียวกันครับ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กหลังจากตลาดปรับตัวลงเนื่องจากความกังวลถึงการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป อย่างไรก็ตามคาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วตามคาดหรอกครับ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวลง โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ ที่อาจว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่า แบบนี้ก็เลยขอจัดกันต่อไปครับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ผมมองว่ายังไงก็ไปต่อ แนะนำให้สะสมหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทอยู่ครับ ยังจัดต่อไปได้สบายๆเลยครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ!! ขอปรับกลยุทธ์เป็นชะลอการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น นอกจากนี้ คะแนนความนิยมของนาย Shinzo Abe นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองญี่ปุ่นและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แบบนี้ไม่ดีกับเราเท่าไร ชะลอกันก่อนดีกว่าครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสม สหรัฐฯ กับ ยุโรป (หุ้นเล็ก)เหมือนเดิมครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียจัดไปได้เลยครับยาวๆ ยกเว้นที่เดียว ญี่ปุ่น ตอนนี้อย่าเพิ่งไปยุ่งกับเขาครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ตราสารหนี้สหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงหลังจากตัวเลข ISM ภาคบริการที่ปรับตัวลงต่ำที่สุดในรอบ 12 เดือน ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้นดูกันดีๆครับผม

ตราสารหนี้ไทย

ผมยังคงคำแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงรักษาดอกเบี้ยนโยบายในระดับเดิมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตราสารหนี้ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

ทองคำ

น่าจะย้ำมาหลายครั้งแล้ว แต่ขอย้ำอีกละกันนะครับว่าแนะนำให้นักลงทุนมีทองคำในพอร์ตไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้นครับ

น้ำมัน

ออกตัวล้อฟรีสำหรับสัปดาห์นี้ครับ แนะนำว่าให้ชะลอการลงทุนในน้ำมันเนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมาเร็ว สะท้อนว่าตลาดได้คาดการณ์ความต้

[Review] Supalai Mare Pattaya คอนโด High Rise 35 ชั้น ติดถนนใหญ่ใกล้หาดจอมเทียน”

วันนี้ผม Mr. Maibat พามาชมบรรยากาศจริง

ในคอนโดใหม่ที่มีชื่อว่า “Supalai Mare Pattaya (ศุภาลัย มาเรย์ พัทยา)” กันครับ

โครงการนี้เป็นคอนโด High Rise สูง 35 ชั้น ออกแบบจำลองบรรยากาศผจญภัยในท้องทะเล มีเรือขนาดใหญ่และประภาคารเป็นเอกลักษณ์ตั้งอยู่บนอาคารด้านหน้าโครงการ ส่วนทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนเทพประสิทธิ์ซึ่งเป็นถนนสายหลักมุ่งสู่หาดจอมเทียน เรียกว่าเดินทางไปง่ายไม่หลงทางแน่นอนครับ

การเดินทางจากกรุงเทพมาโครงการ อยู่เลยพัทยาใต้มาอีกหนึ่งไฟแดง จุดสังเกตตรงสี่แยกจะมีศูนย์การค้า Outlet Mall และห้างเทสโก้ โลตัส พอเห็นปุ๊บก็เลี้ยวขวามาตามทางประมาณ 2 กม. ก็จะเห็นโครงการอยู่ทางขวามือเลยครับ

ทำเลที่ตั้งไม่ได้อยู่ติดหาดแต่ห้องที่อยู่ชั้นกลางๆ ขึ้นไปจะสามารถมองเห็นทะเลและภูเขาได้ครับ ลักษณะพื้นที่โครงการเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าในลักษณะตั้งฉากกับถนนทำให้ห้องฝั่งหนึ่งมองเห็นวิวทะเล อีกฝั่งหนึ่งมองเห็นวิวสุขุมวิท

รายละเอียดตัวโครงการ

  • ด้านหน้า อาคาร Community Mall ร้านค้ากว่า 25 ยูนิต + Club House สูง 3 ชั้น 1 อาคาร
  • ตรงกลาง คอนโด High Rise 35 ชั้น 1 อาคาร 1,154 ยูนิต
  • ด้านท้าย อาคารจอดรถ สูง 6 ชั้น 1 อาคาร
  • ขนาดที่ดิน 7-1-93 ไร่
  • แบบสตูดิโอ (Pattaya Suite) 32 ตรม
  • แบบ 1 ห้องนอน (Mare Suite/Penthouse) 45.5 – 60.5 ตรม
  • แบบ 2 ห้องนอน (Ocean Suite) 72 ตรม
  • ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่ 100%
  • ส่วนกลาง Adventure park, Pocket garden, Sky Lounge, สระว่ายน้ำผู้ใหญ่, สระว่ายน้ำเด็ก, ฟิตเนส, ห้องแอโรบิค, ซาวน่า

ตัวโครงการออกแบบมาทันสมัยมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และยังมีเรือขนาดใหญ่กับประภาคารช่วยสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ขนาดห้องกว้างขวางเหมาะสมกับการพักตากอากาศ พื้นที่ตรงระเบียงมีขนาดใหญ่เพื่อให้รับลมชมวิวทะเลได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้โครงการภายใต้แบรนด์ศุภาลัยจะเน้นความคุ้มค่าเป็นพิเศษด้วยราคาต่อตารางเมตรที่ไม่แพงเหมาะสมกับการลงทุน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจซื้อไว้ปล่อยเช่า  

ผมลองรวบรวมประกาศให้เช่าในเน็ตดูพบว่าราคาหลากหลายขึ้นอยู่กับตำแหน่งเห็นวิวทะเลหรือไม่และแปรผันตามความสูงว่าอยู่ที่ชั้นสูงหรือไม่ สำหรับห้องสตูดิโอราคาอยู่ในช่วง 9,500 – 15,000 บาท และ 1 ห้องนอนอยู่ในช่วง 12,500 – 20,000 บาท ถือว่าเรทค่าเช่าต่อเดือนใกล้เคียงกับกรุงเทพ สมมุติซื้อห้องสตูดิโอเห็นวิวทะเลที่ราคา 1.59 ล้านบาท เก็บค่าเช่าได้เดือนละ 10,000 บาท ใช้เวลาหาคนเช่า 2 เดือน ผลตอบแทนจากค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งคุ้มกว่าการฝากเงินครับ

ทางศุภาลัยออกโปรโมชั่น One Price ราคาเดียวยกชั้น ราคาไม่ถึง 2 ล้าน ใครสนใจก็ต้องรีบหน่อยก่อนหมดโปรโมชั่นตามราคาด้านล่างเลยครับ  และเข้าไปดูรายละเอียดโครงการที่ https://goo.gl/zXcD5t

ราคา One Price วิวเมืองพัทยา

– แบบห้องสตูดิโอ ขนาด 32 ตร.ม. ชั้น 14-34 ราคา 1.46 ลบ.

– แบบห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 45.5 ตร.ม. ชั้น 7-18 ราคา 1.89 ลบ.

ราคา One Price วิวทะเล

– แบบห้องสตูดิโอ ขนาด 32 ตร.ม. ชั้น 33-34 ราคา 1.59 ลบ.

– แบบห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 45.5 ตร.ม. ชั้น 11-32 ราคา 1.99 ลบ.

*ตำแหน่งห้องราคา One Price เป็นไปตามที่บริษัท

บทความนี้เป็น Advertorial

3 ไลฟ์สไตล์ที่บอกว่าคุณกำลังติดหล่ม ‘หนี้’

‘การไม่มี หนี้  เป็นลาภอันประเสริฐ’

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินอะไรทำนองนี้กันมาบ้าง แต่ด้วยไลฟ์สไตล์คนยุค ‘Internet of Things’ ที่หนีไม่พ้นการ กิน-เที่ยว-ช็อป เรียกได้ว่า เป็นเทรนด์ที่ถ้าไม่ลองทำตามก็อาจจะกลายเป็นตามคนอื่นไม่ทันเอาได้ง่ายๆ

ซึ่งทั้ง 3 อย่างไม่ว่าจะทำอะไรล้วนต้องใช้ ‘เงิน’ ทั้งนั้น 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราเห็นเพื่อนโพสต์ต์รูปตามสื่อโซเชียล หลายครั้งเราเองก็อยากทำตามบ้าง จนบางครั้งไลฟ์สไตล์ที่เราอยาก (หรือฝัน) จะเป็นคงทำให้เราติดหล่มหนี้กันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยก็ว่าได้

คุณคิดว่าในยุคที่อะไรๆ ก็ต้องรวดเร็วเหมือน 4G ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน-เที่ยว-ช็อป ก็ต้องอาศัยความรวดเร็ว เริ่มไม่ต้องการ ‘รอคอย’ และไม่เห็นความจำเป็นของการอดทนรอ แม้กระทั่งในเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มีเพียงคนจำนวนไม่มากเท่านั้นที่ยอมเก็บออมเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการ กลับยอมที่จะ ‘ยืม’ เงินอนาคตมาใช้จ่ายก่อน และพาให้ชีวิตของตัวเองเข้าสู่วงจร ‘หนี้’ ในที่สุด

แต่จริงๆ แล้วการมีหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหากเราสามารถควบคุมหนี้ให้อยู่ในระดับที่สามารถจ่ายไหวและไม่กระทบกระเทือนกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน (และแน่นอนไม่กระทบกับครอบครัวของเรา) ก็คิดเสียว่าการมีหนี้ก็เหมือนกับการให้ยา กระตุ้นที่ทำให้เราต้องทำงานแทน

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าไลฟ์สไตล์ของเราเป็นแบบ ‘Born to be มีหนี้’ รึเปล่า? เราลองมาเช็คไลฟ์สไตล์ง่ายๆ กันว่าตัวคุณเองมีสัญญาณหนี้ต่อไปนี้รึเปล่า?

1. ใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิง ทั้งที่ในชีวิตจริงเป็นนางซิน

ข้อนี้เราสามารถเห็นได้จากชีวิตประจำวันจากสื่อโซเชียลของหลายๆ คน เคยสังเกตกันบ้างรึเปล่า? ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน ทุกครั้งที่โพสต์รูปลงทีไร ชีวิตของพวกเธอดี๊ดี~~~ แต่พอเจอหน้ากันในชีวิตจริงทีไร ยืมเงินทุกที (บางคนของเก่ายังไม่คืนพอไม่ให้ยืมก็ดราม่าใส่ด้วย)

คนสไตล์นี้มักมีหนี้จากการใช้เงินเกินตัว อาหารทุกมื้อจะต้องเป๊ะ ไปเที่ยวก็ต้องถ่ายรูปเสมอ ถ้าวันไหนไม่โพสต์เรื่องชีวิตดี๊ดีของตัวเองจะรู้สึกแปลกๆทันที คนสไตล์นี้การมีหนี้ก็เหมือนการเจอเพื่อนซะแล้ว

2. ของต้องได้ แม้จะต้องกินมาม่า!!!

เราทุกคนย่อมมีของที่เราอยากได้กันอยู่แล้ว สำหรับสาวๆก็คงจะเป็นเสื้อผ้า, accessories, เครื่องสำอางค์ ส่วนหนุ่มๆนอกจากเสื้อผ้าก็คงจะเป็นเหล่า gadget ทั้งหลาย ซึ่งของพวกนี้เป็นของที่สามารถหาซื้อได้ง่ายพอๆกับการเข้า 7-11 นั่นแหละ แต่สิ่งที่ทำให้ของพวกนี้กลายเป็นภัยสำหรับตัวเราได้นั่นก็เพราะ การที่ไม่อดทนรอคอยเก็บเงินจนตนเอง ‘พร้อม’ ที่จะซื้อและนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่เคยมีเงินออมเลยสักที บางรายหนักหน่อยก็มีหนี้เพราะต้องไปยืมเงินเพื่อนมาซื้อก่อน

ไลฟ์สไตล์แบบนี้แก้ไขได้โดยเริ่มต้นจากครอบครัว หากคนเป็นพ่อแม่เริ่มปลูกฝังให้กับเด็กๆว่า ถ้าอยากซื้ออะไรก็ให้เก็บเงินจนกว่าจะได้เงินครบแล้วค่อยไปซื้อของที่ต้องการ หรือถ้าเป็นของที่มีราคามากหน่อย

บางครอบครัวก็อาจจะตกลงว่าพ่อแม่จะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งส่วนตนเองก็จ่ายอีกครึ่งก็สามารถซื้อของได้ และนี่คือขั้นพื้นฐานของการสร้างวินัยทางการเงิน

3. เงินไม่มีเหรอ? ผ่อน 0% ก็ได้

บัตรเครดิตนั้นเกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ไม่ต้องการพกเงินสดเป็นจำนวนมากๆ หลักการง่ายๆก็คือยืมก่อนจ่ายทีหลัง แต่เรากลับใช้บัตรเครดิตมาอำนวยความสะดวกในแบบผิดๆ ในชีวิตจริงเราต้องมีบัตรเครดิตเพียงไม่กี่ใบก็สามารถครอบคลุมทุกรายจ่ายหมดแล้ว แต่การมีบัตรเครดิตเพราะโปรโมชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อน 0% ตลอด 10 เดือน, ลดต้นลดดอก หรือแม้แต่การคืนเงินทุกครั้งที่จ่ายผ่านบัตรเครดิต กลับเป็นหนทางที่ทำให้เราสามารถก่อ ‘หนี้’ ได้ง่ายๆ

อย่าลืมว่าดอกเบี้ยจากบัตรเครดิตนั้นคือ 20% ต่อปี เพราะฉะนั้นหากคุณจ่ายผ่านบัตรเครดิตแต่คุณไม่มีเงินชำระทั้งหมด หรือจ่ายเพียงขั้นต่ำเท่านั้น คุณก็ได้ปลูกต้น ‘ดอกเบี้ย’ เรียบร้อยแล้ว และขอบอกเลยว่าเจ้าต้นนี้โตง่าย ไม่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ดูแลก็โตเอาๆ จนกระทั่งคุณหาทางออกไม่เจอนั่นแหละ

แต่อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าการมีหนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย นั่นเพราะหากเราควบคุมหนี้ให้อยู่ในระดับที่เราสามารถจ่ายโดยไม่กระทบกับชีวิตของเรา การอยู่ร่วมกับหนี้ก็เป็นการผจญภัยแบบหนึ่งเท่านั้น แล้วเราควรจะมีหนี้เท่าไหร่ดีล่ะ?

คำตอบนี้ง่ายมากเลย ไม่ว่าเราจะมีหนี้สินใดๆก็ตามเราต้องมีหนี้ไม่เกิน 40%

จากเงินรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับ ยกตัวอย่างเช่น

นาย A มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาท
นาย A สามารถมีหนี้ได้ไม่เกิน 6,000 บาทโดยคิดจาก 
เงินเดือน x 40% = หนี้ที่ไม่ควรเกิน
15,000 x 40/100 = 6,000 บาท

หรือนาย B มีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท
นาย B สามารถมีหนี้ได้ไม่เกิน 12,000 บาทโดยคิดจาก 

เงินเดือน x 40% = หนี้ที่ไม่ควรเกิน
30,000 x 40/100 = 12,000 บาท

เราจะเห็นว่าจำนวนเงินที่สามารถจ่ายหนี้ของนาย A กับนาย B ไม่เท่ากันแต่การที่ นาย B สามารถจ่ายหนี้ได้มากขึ้นนั่นเพราะนาย B มีรายได้สูงกว่านาย A แต่ก็ไม่เกิน 40% ของรายได้ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สามารถจ่ายไหวอยู่

ดังนั้นทางออกของการมีหนี้อีกทางก็คือการเพิ่มรายได้นั่นเอง

ก่อนจากกันเราขอมอบคาถาปลอดหนี้ให้ทุกคนนำไปใช้ คาถานี้ใช้ง่ายๆแค่ก่อนซื้อทุกครั้งให้ท่องว่า ‘จำเป็นมั้ยหนอ?’ ขณะที่ท่องก็ต้องคิดไปพร้อมๆกันด้วยว่าสิ่งที่เราซื้อนั้นมาจากความอยากซื้อหรือเป็นของจำเป็นจริงๆ หากซื้อเพราะความอยากก็ให้ลด ละ เลิก ไป

ถ้าเราทำอย่างสม่ำเสมอเราก็จะสามารถลดหนี้

กองทุนไหนดี Ep2 : 10 ประเด็นเด็ด! ปี 2017 ลงทุนกองทุนกลุ่มไหนดี?

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม @TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม โดยในเดือนมีนาคมปี 2560 นี้ผมจะรับหน้าที่เพิ่มเติมสรุปประเด็นเด็ดจากรายการ “กองทุนไหนดี Weekly” รายการที่จะทำให้คุณรู้ว่ากองทุนไหนดีและเหมาะสมกับตัวคุณให้ฟังกันทุกๆสัปดาห์ครับผม

ใครที่สนใจพูดคุยกันเรื่องกองทุนไหนดี ติดตามข่าวสารและแนวทางการลงทุน พร้อมรายการประจำทุกสัปดาห์ ผมแนะนำให้เข้าร่วมกลุ่ม กองทุนไหนดี ? ห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกองทุนรวมจาก aomMONEY ไว้ล่วงหน้าเลยครับ รับรองปีนี้มีอะไรดีๆให้รับชมแน่นอนครับผม

เอาล่ะครับ… สำหรับวันนี้เป็นประเด็นเด็ดจากการไลฟ์ในตอนที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมขอสรุปออกเป็น 10 ประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายสำหรับการลงทุนใน “กองทุนไหนดี” สำหรับปี 2017 ดังนี้ครับ 

กองทุนที่น่าสนใจปีนี้เป็นยังไง ?

1. ตอนนี้ทุกคนจับจ้องไปที่สหรัฐอเมริกาเป็นหลักครับ ซึ่งผลกระทบทั้งทางด้านนโยบายและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนทั่วโลกครับ ซึ่งมีหลักๆ อยู่ 3 ประเด็น คือ

ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยอาจจะใช้วิธีการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าต่างๆ โดยมุมมองนี้อาจจะเป็นบวกบางส่วนต่อเศรษฐกิจไทย

กระตุ้นด้วยการลดภาษีในประเทศ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการบริโภคมากขึ้น บริษัทต่างๆมีผลประกอบการดีขึ้น

ผ่อนคลายกฎระเบียบในการทำธุรกิจบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นทะเบียนยา อาจจะมีการลดขั้นตอนบางอย่างลง เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆรวดเร็วขึ้น

2. การขึ้นดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าจะขึ้น แต่ต้องดูว่าจะขึ้นกี่ครั้งในปีนี้  ซึงผลของการขึ้นดอกเบียจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐเพิ่มขึ้นตาม เงินเฟ้อเล็กๆจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งคาดการณ์ว่าแนวโน้มของตลาดหุ้นไทย อาจจะไปในทิศทางเดียวกัน

3. สำหรับคนที่มีพอร์ทลงทุนในตราสารหนี้ โดยรวมควรมีติดพอร์ทไว้บ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง แนะนำว่ายังไม่ควรทิ้งตราสารหนี้ แต่ให้ดูเรื่อง Portfolio Duration ประกอบด้วยว่ากองทุนนั้นๆมีระยะเวลาการถือครองตราสารหนี้นานแค่ไหน เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในการลงทุนของเรา

4. จากผลวิจัยของ JP Morgan : Guide to the market ทำให้เรารู้แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน คือ Healthcare Technology และ REIT (อสังหาริมทรัพย์) ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจของทางฝั่งสหรัฐอเมริกา

Technology กับ Healthcare ยังน่าสนใจอยู่ไหม?

5. เริ่มจากที่ Healthcare ก่อน สิ่งที่ต้องรู้คือ Healthcare ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดโรงพยาบาล มีทั้งเครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ การวิจัยยา ฯลฯ

ถ้าหากใครที่ลงตลาด Healthcare ไว้ จะเห็นราคาค่อนข้างลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ถ้าหากลองมองไปที่หุ้นกลุ่มนี้จะเห็นว่ากำไรต่างๆ ยังดีอยู่รวมถึงอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ROA ROE ก็ยังดูไม่ได้แย่ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่สะท้อนในราคา ดังนั้นมองกลับกันอาจจะเป็นโอกาสในการลงทุนของตลาด Healthcare ก็ได้เช่นเดียวกันครับ

อย่าลืมว่า ถึงแม้ Healthcare จะเป็น Mega Trend ที่จะมาก็ตาม แต่ต้องใช้ระยะเวลานานเหมือนกัน ทั้งสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมา รวมถึงผลการวิจัยต่างๆ ที่กำลังตามมา อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุน ดังนั้นควรมองว่ามันเป็นการลงทุนระยะยาว

6. ส่วนทางฝั่ง Technology จะเห็นว่าผลประกอบการเริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ (เช่น Amazon, Alphabet, Tencent) ซึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เราในการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นมองว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตเช่นเดียวกัน

7. อีกฝั่งหนึ่งที่น่าสนใจนอกจาก Healthcare และ Technology คือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยมองว่าตลาดหุ้นนั้นยังมีมูลค่าที่ควรลงทุนอยู่ ซึ่งการบริโภคของคนในตลาดเกิดใหม่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงคนกลุ่มชนชั้นกลางที่มีฐานะมากขึ้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างเช่น จีน อินเดีย ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเติบโตที่ดีขึ้นคัรบ

8. อย่างไรก็ตามอย่าลืมเรื่องระยะเวลาว่าต้องเป็นการลงทุนระยะยาว รวมถึงถ้าสามารถดูข้อมูล FundFlow หรือกราฟต่างๆประกอบ อาจจะช่วยได้ให้ตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น

9. สำหรับตัวอย่างกองทุน Healthcare และ Technology ที่น่าสนใจของบลจ.ต่างๆ ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป ใน Master Fund  (ลงทุนในกองทุนหลักกองทุนเดียว) หรือ Fund of Funds (ลงทุนในกองทุนรวมหลายๆกองทุน) ซึ่งลองศึกษาข้อมูลได้จากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ 

ส่วนคำถามที่ชอบถามกันว่า กองทุนปันผล กับ ไม่ปันผล นั้นเอาแบบไหนดีกว่ากัน สิ่งที่ต้องดูคือ อยากได้กระแสเงินสดจากการลงทุนหรือเปล่า และรับได้ไหมกับการต้องเสียภาษี 10% จากเงินปันผล ซึ่งถ้าหากเหมาะสมควรจะเลือกกองทุนปันผล แต่ถ้าหากไม่ต้องการแล้วก็เลือกกองทุนไม่ปันผลก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า

ที่เหลือคือกองทุน REIT ที่น่าสนใจนั้น ขอยกยอดไปพูดในโอกาสหน้าจะดีกว่าครับ เนื่องจากคราวนี้เวลารายการไม่พอ ยังไงอย่าลืมรอติดตามชมได้ทุกวันอังคาร หนึ่งทุ่มตรงทุกสัปดาห์นะครับ

10. ถ้าหาก อยากได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น แต่ผันผวนน้อยลง สิ่งสำคัญที่ควรทำคือการจัดพอร์ทการลงทุนให้มีส่วนผสมที่เหมาะสมและลงทุนในกองทุนที่เรามีความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ซึ่งแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง Healthcare และ Technology ประมาณ 5-10% ของพอร์ท เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเหมาะสมครับ (เรื่องนี้จะมีการคุยอย่างละเอียดในเทปถัด ๆ ไปครับผม)

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 ข้อควรรู้สำหรับคำถามที่ว่า ปีนี้ควรลงทุนกองทุนกลุ่มไหนดี? หวังว่าจะมองเห็นภาพรวมและจัดการการลงทุนของตัวเองได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้นครับ

คิดจะ “ลงทุน” จะออมหุ้นหรือออมกองทุนหุ้นดีนะ?

หลายคนที่มีความคิดที่จะ “ลงทุน” เชื่อว่าคงมีคำถามค้างคาใจกันว่า เอ…เราจะ ออมหุ้น หรือออมกองทุนหุ้น ดีนะ? ช่วงนี้กระแส Investment Saving Plan กำลังมาแรงมาก เพราะหลายคนไปเห็นดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารที่น้อยจนไม่รู้จะน้อยยังไง คิดถึงว่าจะเก็บเงินไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีใช้ในยามเกษียณก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ของก็แพงขึ้นทุกวันๆ ก็เลยมองว่าการหาที่อยู่ให้เงินออมใหม่นั้นจะทำได้อย่างไร

ถ้าติดตามในเพจของ @TarKawin ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า 2 เครื่องมือที่พี่ต้าร์มักจะแนะนำก็คือ การออมหุ้นและการออมในกองทุนรวมหุ้น ซึ่งปัจจุบันง่ายมาก เริ่มต้นแค่ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนกันได้แล้ว

เอาล่ะ บทความนี้ก็เกิดมาจากบทสนทนาระหว่างผมและมาดามฟินนี่ที่ถกประเด็นข้อดีข้อเสียของการออมหุ้น และ การออมในกองทุนรวมหุ้น กันอย่างสนุกสนานเฮฮา หลายคนก็คงสงสัยละนะ ว่าแต่มันต่างกันอย่างไรนะ? มาดูกันเลย

1. ออมหุ้นกับออมกองทุนหุ้นมันต่างกันยังไง!

การซื้อหุ้นคือการซื้อกิจการ เราจะเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ผลกำไร เงินปันผล สามารถเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้น ลงคะแนนเสียงได้ ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนได้ แต่กองทุนรวมนั้นแตกต่างกันเนื่องจากเป็นการรวมเงินของนักลงทุนมากองรวมกันไว้และให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ตัดสินใจในการลงทุน ตามนโยบายที่กำหนดไว้ของกองทุนนั้นๆ เราจะเป็นสถานะเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน ในส่วนความเสี่ยงนั้นทุกคนก็คงทราบกันอยู่แล้ว โดยพื้นฐานหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมอยู่แล้ว โอกาสที่หุ้นจะได้รับผลตอบแทนก็ย่อมสูงกว่า (แต่ก็มีหลายครั้งที่กองทุนรวมให้ผลตอบแทนดีกว่านะ)

2. มีงบน้อยแค่ 1,000 บาท ซื้ออะไร! ได้อะไร!

การออมหุ้น 1 ตัว กับ การออมกองทุนรวมหุ้น 1 กอง นั้นมีความแตกต่างกัน การซื้อหุ้นเราจะเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่เราซื้อ ในขณะที่กองทุนรวมหุ้นผู้จัดการกองทุนจะนำเงินของกองทุนไปจัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นที่หลากหลายและกระจายความเสี่ยง หากเรานำเงินออมมา 1,000 บาทมาออมหุ้น ก็อาจจะซื้อได้เพียงแค่ตัวเดียว ในขณะที่การลงในกองทุนรวมดัชนี SET50 ก็หมายถึงว่าเราสามารถซื้อหุ้นผ่านกองทุนได้ถึง 50 บริษัทด้วยเงินที่เท่ากัน

3. วิธีการเลือกลงทุนมันต่างกันไหม?

การเลือกออมหุ้นนั้นเราจะต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ตลอดจนวิเคราะห์เชิงลึกของบริษัททั้งในด้านคุณภาพของบริษัท (ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ สินค้าบริการ กลยุทธ์) และในด้านปริมาณ (ผลการดำเนินงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความสามารถในการทำกำไร) ในส่วนของกองทุนรวมนั้น ผู้จัดการกองทุนเขาจะวิเคราะห์หุ้นให้เราตามที่ผมบอกนี่ล่ะ เราเพียงดูว่าผู้จัดการกองทุนนั้นเขามีผลการดำเนินงานที่ดีไหม

4. ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องล่ะ?

ในการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งเราจะต้องจ่ายค่า Commission ให้กับโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการอยู่ ซึ่งแต่ละที่จะมีการเก็บที่แตกต่างกัน บางที่มีขั้นต่ำต่อว่าว่าถ้าซื้อจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ ซื้อผ่านช่องทางไหน ในกรณีที่เราซื้อกองทุนรวมนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละกองทุนจะเก็บค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนรวม (กองทุนผู้จัดการกองทุนเขามีค่าจัดการ ส่วนซื้อหุ้นเราจัดการตัวเราเอง ไม่ต้องจ่ายให้ใคร)

5.ว่าแต่เรื่องภาษีมีสิทธิประโยชน์อะไรให้ไหม?

โดยปกติกองทุนรวมหุ้นทั่วไป ลดหย่อนภาษีไม่ได้ มีแค่เฉพาะกองทุนรวมหุ้นประเภท LTF RMF เราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของสรรพากรนะครับ ตรงนี้ต้องเช็ค Update กันเรื่อยๆนะเผื่อมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ในส่วนของหุ้นนั้นไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่อย่างไรก็ตามในการได้เงินปันผลจากหุ้นนั้น รัฐบาลจะเก็บภาษีบริษัทจดทะเบียนก่อนแล้วมาเก็บเราอีกทีหนึ่ง ซึ่งทำให้เราจ่ายภาษีเกินฐานที่เราได้รับ ก็ลองเอารายได้จากเงินปันผลมาคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลได้นะครับ เผื่อจะได้เงินคืน โดยเฉพาะคนที่ฐานภาษีน้อยๆ รายละเอียดเพิ่มเติมลองหาไปหาอ่านเรื่อง เครดิตภาษีเงินปันผล ดูนะครับ

6. จะเริ่มออมแล้วต้องทำยังไง!

การออมหุ้นและกองทุนรวมหุ้นด้วยลักษณะวิธีการก็ไม่ได้ต่างกันนะครับ เราจะต้องวางแผนด้วยการนำเงินออมในแต่ละเดือนมากำหนดไว้ว่าจะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นตัวไหน จำนวนเงินเท่าไหร่ ซื้อในวันที่เท่าไหร่ของเดือน และก็ทำการซื้ออัตโนมัติทุกๆเดือนครับ ปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าทุกกองทุนรวมมีบริการซื้ออย่างสม่ำเสมอให้ทุกท่านอยู่แล้ว แต่ในส่วนของการออมหุ้นนั้นปัจจุบันมีโบรกเกอร์ให้บริการอยู่ 5 ที่นะครับ รายละเอียดการให้บริการของแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป ต้องลองเช็คดูนะครับ

ถ้ามีเวลามากๆและชอบการวิเคราะห์ธุรกิจอยู่แล้วก็เลือกหุ้นมาออมดู แต่ถ้าไม่มีเวลามาก ต้องการผู้เชี่ยวชาญจัดการลงทุนให้ การออมในกองทุนรวมหุ้นก็เหมาะสมดีนะ

จะเห็นได้ว่าการออมหุ้นและการออมกองทุนรวมนั้น ในปรเภทของทรัพย์สิน การวิเคราะห์ ค่าธรรมเนียม ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร แต่ในวิธีการซื้อด้วยการออมแบบประจำนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย ตรงนี้เราจะต้องถามตัวเองนะครับว่าเราชอบลงทุนในรูปแบบไหนมากกว่ากัน สำหรับตัวผมเองนั้นอยากจะเสนอว่าถ้ามีเวลาก็ลองศึกษาทั้ง 2 แบบดูเลยก็ดีนะ แต่ถ้ามีเวลามากๆ และชอบการวิเคราะห์ธุรกิจอยู่แล้วก็เลือกหุ้นมาออมดู แต่ถ้าไม่มีเวลามาก ต้องการผู้เชี่ยวชาญจัดการลงทุนให้ การออมในกองทุนรวมหุ้นก็เหมาะสมดีนะครับ

ออม “กองทุน” LTF RMF ทั้งปี ได้ทั้งลดหย่อนภาษี ได้ทั้งความมั่งคั่ง

ในตอนนี้เราจะมาคุยกันว่าวิธีการวางแผนออม “กองทุน”  LTF และ RMF ตั้งแต่ต้นปีจะต้องทำอย่างไร ถ้าเราบริหารเงินดีๆ เราจะได้ประโยชน์ทั้งภาษีและเงินทองงอกเงยด้วยนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่าในช่วงเทศกาลยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาในปีนี้ ก็เป็นช่วงที่หลายๆคนมีความสุขในการได้รับเงินภาษีคืนกัน (เอ่ะ… หรือว่าต้องชำระเพิ่มกันนะ แฮร่…) เอาล่ะ ไม่ว่าเราจะได้ภาษีคืนหรือไม่ในปีนี้มันก็ผ่านมาแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำก็คือเริ่มวางแผนภาษีกันตั้งแต่ต้นปีดีกว่าเนอะ ซึ่งน่นอนว่าการวางแผนภาษีในแบบฉบับพี่ต้าร์โดยการซื้อ LTF และ RMF นั้นไม่ได้ยากเลย ใช้วิธีที่ธรรมดามากๆ มาดูขั้นตอนกันนะครับว่าจะเริ่มกันอย่างไรให้เราได้ออมในกองทุนอย่างเป็นประจำและเป็นระบบได้อย่างไรบ้างนะครับ

1. คำนวณภาษีที่ต้องจ่ายในปีนี้

การคำนวณภาษีนั้นเราจะต้องมองรายได้ 2 ประเภทนะครับ

รายได้ที่คาดการณ์ได้

สำหรับเพื่อนๆที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นสามารถจัดการตรงนี้ได้ไม่ยาก เพราะช่วงต้นปีเราจะทราบแล้วว่า หลังจากปีใหม่รายได้ต่อเดือนของเราขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ละเดือนจะมีรายได้เท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนในปีนี้ 30,000 บาท คำนวณคร่าวๆแล้วรายได้ที่คาดการได้คือ 360,000 บาท

รายได้ที่คาดการณ์ไม่ได้

เราอาจจะมีรายได้อื่นๆอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโบนัส งานเสริมที่เป็นรายได้ที่จะต้องเสียภาษี ซึ่งเราจะไม่รู้หรอกว่าจะได้เงินในส่วนนี้มาเท่าไร่ ตรงนี้รวมถึงรายได้แบบฟรีแลนซ์ด้วยนะครับ โดยปกติผมจะคำนวณในเบื้องต้นจากฐานของปีที่ผ่านมาว่าเงินในส่วนนี้น่าจะได้มากหรือน้อยกว่าปีที่แล้วและกะเป็นจำนวนเงินคร่าวๆเพื่อนำไปวางแผนภาษี เช่น ปีที่แล้วโบนัส 2 เดือน เงินเดือน 25,000 แต่ปีนี้งินเดือน 30,000 โบนัสน่าจะได้ไม่ต่างจากเดิมที่ 2 เดือน น่าจะได้เงินส่วนนี้มา 60,000 บาท

แล้วเราก็ลองประเมินรายได้คร่าวๆครับว่าประมาณเท่าไหร่ เช่น เงินเดือน 360,000 โบนัสน่าจะ 60,000 บาท รวมเป็น 420,000 บาท และภาษีที่เราจะประเมินได้คร่าวๆคือกี่บาท

2. ตั้งเป้าหมายในการออมและการลงทุน

การซื้อ LTF และ RMF มีกติกาอยู่แล้วว่าเราจะซื้อได้เท่าไหร่ตามกำหนดของสรรพากร แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องใช้สิทธิในการลดหย่อนเต็มจำนวนก็ได้ เพราะแต่ละคนเองก็มีภาระที่แตกต่างกันในการดำรงชีวิต บางคนมีเงินเดือนใช้คนเดียวก็ออมได้เยอะ บางคนต้องนำเงินไปใช้ดูแลครอบครัว ต้องให้เงินแม่ ต้องส่งน้องเรียน การออมก็จะทำได้น้อยกว่า

ข้อแนะนำของผมก็คือลองคำนวณค่าใช้จ่ายของเราดีๆ ว่าเท่าไหร่ถึงเหมาะสมกับเราในแต่ละเดือน ที่เหลือเป็นเงินออมที่จะนำมาลงทุนกี่บาท ซื้อ LTF และ RMF อย่างละกี่บาท พอเราคำนวณได้แล้วก็ตั้งเป็นเป้าหมายต่อเดือนเลยครับว่าจะต้องออมเท่าไหร่นะครับ

ทั้งนี้หลายคนก็อาจจะบอกว่าถ้ารายได้ที่มันคาดการไม่ได้ มันมีท้ายๆปีจะทำอย่างไร ตรงนี้ก็แล้วแต่วิธีการบริหารของแต่ละคนนะครับ อย่างผมเองจะออมเผื่อไปเลย (เผื่อซัก 20% ก็ยังดี) แต่บางคนอาจจะออมในส่วนที่คาดการได้ไปก่อน ส่วนที่คาดการไม่ได้ก็อาจจะรอดูความชัดเจนแล้วค่อยจัดการที่หลังนะครับ ตรงนี้อยู่ที่ศิลปะการจัดการเงินของแต่ละคนล่ะ

พอมาถึงขั้นนี้เราจะทราบแล้วว่า เราควรจะออมเท่าไหร่ในแต่ละเดือนเพื่อผลประโยชน์ทางภาษี เช่น ออมได้เดือนละ 8,000 บาท เอามาซื้อ LTF และ RMF รวมกัน 5,000 บาท

3. เลือกกองทุนรวมที่เยี่ยมยอดและซื้อเป็นประจำ

ขั้นตอนต่อมาเราจะต้องเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสมกับเรานะครับ โดยดูในเรื่องของนโยบายการลงทุนและความเสี่ยงกองทุนรวมว่าเหมาะสมกับตัวเราไหม ในส่วนของ RMF จะมีประเภทกองทุนให้เราเลือกหลากหลายความเสี่ยงกว่า แต่ใน LTF จะเน้นในการลงทุนหุ้นเป็นหลักนะครับ เมื่อดูความเสี่ยงแล้วอาจจะต้องดูในเรื่องของผลตอบแทนย้อนหลังว่าเป็นอย่างไร การบริหารพอร์ตการลงทุนมี Style อย่างไร เลือกลงทุนในทรัพย์สินแบบไหนบ้าง นอกจากนี้แล้วถ้าหากเรามีโอกาสได้ติดตามผลงานและวิสัยทัศน์ของผู้จัดการกองทุนรวมด้วยก็จะเป็นเรื่องดีนะครับ และที่สำคัญก็คืออย่าลืมเช็คเรื่องค่าธรรมเนียมด้วยนะครับว่าเทียบกับกองทุนอื่นๆแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อเราเลือกกองทุนรวมได้แล้ว ก็อย่าลืมใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบประจำ เรียกง่ายๆว่าออมกองทุนรวม (ใช้หลักการ Investment Saving Plan ด้วย Dollar Cost Average (DCA) นะครับ กำหนดเงินที่เราจะลงทุนในกองทุนรวมที่เราต้องการและให้ทางธนาคารตัดเงินซื้ออย่างเป็นประจำครับ แล้วปลายปีอาจจะมาดูอีกทีว่าเรามีรายได้ที่คาดการไม่ได้ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มอีกขนาดไหน ก็แบ่งเงินจากรายได้ตรงนี้มาลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มตามสะดวกนะครับ

การลงทุนในลักษณะนี้จะทำให้ทุกท่านสามารถผ่อนการลงทุนจากเดิมต้องหาเงินก้อนใหญ่ๆไปซื้อปีละครั้งมาเป็นทยอยซื้อในแต่ละเดือน คิดดูสิครับว่าเดิมทีเราจะต้องขุดเงินก้อนมา 60,000 บาทในปลาปี ถ้าตอนนั้นไม่มีเงินพอก็ช็อตซะงั้น แต่ถ้าเราทยอยทีละเดือน เดือนละ 5,000 บาทมันก็เหมือนกับการใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ไม่หนักมากเท่าครับ และอีกเหตุผลหนึ่งที่มันแสนดีเยี่ยมก็คือในระหว่างทางที่เราทะยอยออมไป แล้วกองทุนที่เราซื้อมีการปันผลด้วยในกลางปี เราก็จะได้รับปันผลกับเขาด้วยนะครับ ถ้าซื้อปลายปีอดนะ

เห็นไหมครับว่าการลงทุนแบบนี้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ใช้เงินน้อยลง ออมได้ให้ไปถึงเป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้วเราควรจะวางแผนกันตั้งแต่ต้นปีนะครับ ได้ทั้งผลประโยชน์ทางภาษีและได้ความมั่งคั่งเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save