ถ้ามีเงินเก็บไว้หลายที่จะจัดการยังไง

ความเดิมตอนที่แล้วจากบทความแรก “ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดีน๊า” มันเป็นคำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยๆตอนที่ไปให้คำปรึกษาทางการเงิน ที่บูธ Aommoney ในงานมหกรรมการเงิน SET in the City ที่พารากอน วันนั้นทีมงานไปโปรโมท www.aommoney.com พร้อมกับนักเขียนมาให้คำปรึกษาทางด้านการเงินฟรีและบทความนี้ “ถ้ามีเงินเก็บไว้หลายที่จะจัดการยังไง“เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจนะจ๊ะ

 

ในอดีตหลายคนเก็บเงินไว้ที่ฝากประจำ ออมทอง กองทุนรวม (กองทุนรวมทั่วไปและกองทุนรวมที่ใช้ลดหย่อนภาษี) หุ้น ประกันชีวิต สินทรัพย์ให้เช่า ฯลฯ บางคนมีหลายที่เยอะมากจนจำไม่ได้ว่าตนเองมีอะไรบ้าง ตอนนี้มีเงินก้อนใหม่เข้ามาก็อยากจะทำให้เติบโต แต่ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี ลองอ่านแนวทางนี้ไปปรับใช้นะจ๊ะ

 

2 ขั้นตอนที่ทำให้รู้ว่าเงินไปอยู่ที่ไหนบ้าง

 

ก่อนที่เราจะวางแผนการใช้เงินก้อนนนี้เพื่ออนาคต ควรอัพเดทการลงทุนแบบเก่าๆก่อนน่าจะดีกว่าไหมว่าเป็นยังไงบ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าจะนำเงินก้อนใหม่นี้ไปเก็บไว้ที่ไหนที่จะตรงกับเป้าหมายของเรามากที่สุดนะจ๊ะ

 

ขั้นตอนที่ 1 เขียนสรุปในกระดาษหรือ Excel

 

เขียนเป้าหมายทางการเงินและข้อมูลที่เก็บเงินทั้งหมดของเราให้อยู่ในกระดาษแผ่นเดียวกัน เพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่าตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของเป้าหมายแล้ว อยู่ที่จุดเริ่มต้นหรือว่าใกล้จะสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น เราต้องการสร้างเป้าหมายเกษียณ แต่พอสรุปข้อมูลการเงินของตัวเองออกมา กลับมาเงินเพื่อเกษียณน้อยกว่าที่คิดไว้ แสดงว่าเราจะต้องเพิ่มการเก็บเงินเกษียณมากขึ้น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น

 

เราเห็นภาพรวมว่าเงินทั้งหมดไปกองรวมกันอยู่ที่ไหน ในระยะสั้น กลางและยาวเท่าไหร่ มีหนี้ิสินระยะสั้นและยาวเท่าไหร่ สามารถสร้างหนี้เพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ เมื่อเราเห็นภาพใหญ่แล้วจะได้รู้ว่าควรนำเงินก้อนที่มีอยู่นี้ไปทำอะไรต่อไป

 

อาจจะใช้แนวทางของ “แผนที่การเงิน” (ภาพข้างล่างนี้) มาสรุปเส้นทางการเงินของตัวเองนะจ๊ะ

ถ้ามีเงินเก็บไว้หลายที่จะจัดการยังไง

ขั้นตอนที่ 2 รู้ว่าจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไร

 

กองทุนรวม

 

ปัญหา :

  • บางคนชอบซื้อกองทุนรวม มีเยอะมากจนจำไม่ได้
  • ไม่เคยติดตามผลงานเลยว่ากองทุนที่ซื้อไปนั้น ให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง
  • 4-5 กองทุนที่ซื้อไปมีนโยบายการลงทุนคล้ายๆกัน แต่กลับให้ผลตอบแทนแตกต่างกันสุดขั้ว ถ้าลงทุนเป็นเบี้ยหัวแตกแบบนี้เงินก็เติบโตได้ไม่เต็มที่ซิจ๊ะ

 

ทางแก้ไข :

  • สรุปกองทุนรวมทั้งหมดให้อยู่ในกระดาษแผ่นเดียวกัน เช่น
    • นโยบายการลงทุน
    • ผลตอบแทนเท่าไหร่
    • จำนวนเงินลงทุน
    • LTF กองนี้ขายได้ปีอะไร (เผื่อฉุกเฉินต้องใช้เงินจะขายได้แบบไม่ผิดกฎ) เป็นต้น
  • ควรติดตามการลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อจะได้ดูว่าผลตอบแทนเป็นเท่าไหร่และควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร
  • กองทุนรวมทั่วไป : ลดหย่อนภาษีไม่ได้
    • ยุบกองทุน สมมติว่าเรามีทั้งหมด 5 กองทุนและมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันมาก แต่ผลตอบแทนแตกต่างกันสุดขั้ว  ควรรวมให้เหลือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด 1-2 กองทุน จะได้รับผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำมากกว่าการลงทุนแบบเบี้ยหัวแตก
  • กองทุนรวมลดหย่อนภาษี : ถ้าเสียภาษีถึงจะซื้อ LTF , RMF
    • สับเปลี่ยนกองทุน LTF ครบ 7 ปีถึงจะขายได้และ RMF ขายได้ตอนอายุ 55 ปี เราจะเห็นแล้วว่าใช้เวลานานกว่าจะขายได้  ถ้าเราซื้อหลายกองทุนที่มีทั้งผลตอบแทนสูงต่ำสลับกันไป มันค่อนข้างจะเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทน มันน่าจะดีกว่าถ้าเราลดหย่อนภาษีและได้รับผลตอบแทนที่สูงๆไปพร้อมกันด้วย โดยใช้วิธีการสับเปลี่ยนกองทุนรวมให้มาอยู่รวมกันในที่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด (อ่านวิธีการได้ที่ สับเปลี่ยนกองทุน LTF และ RMF เพื่อไม่ให้มีปัญหาภาษี พร้อมวิธีทำhttp://tax.bugnoms.com/ltf-rmf-switching/)
  • ถ้ามีเงินก้อนใหม่เข้ามา เราเลือกได้ว่าจะสะสมเข้าไปที่กองทุนรวมแบบเดิม หรือกระจายความเสี่ยงไปที่กองทุนรวมอื่นๆที่มีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างจากเดิม

 

ประกันชีวิต 

 

ปัญหา :

  • บางคนทำทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีหลายกรมธรรม์จนจำไม่ได้ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าว่าเกษียณไปมีเงินใช้สบายๆแน่นอน โดยลืมดูสภาพคล่องในระยะสั้น ถ้าช๊อตเงินตอนนี้มีแต่จะกู้ยืมอย่างเดียว
  • หลายคนไม่เคยบอกคนในครอบครัวว่าตัวเองทำประกันชีวิต กว่าบริษัทประกันจะรู้และจ่ายเงินประกันมาให้ก็ใช้เวลานาน บางครั้งถ้าผู้รับผลประโยชน์ไม่ไปแจ้งบริษัทก็จะไม่ได้รับเงินเพราะบริษัทไม่รู้ว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

 

ทางแก้ไข:

  • การทำประกันชีวิตเพื่อชีวิตเกษียณลั้นลานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมุ่งเก็บเงินเพื่ออนาคตมากเกินไป จนลืมสภาพคล่องในระยะสั้น อย่างการเก็บเงินฉุกเฉิน ดังนั้น ถ้ามีเงินก้อนใหม่เข้ามาควรแบ่งเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉินให้ครบก่อนที่จะนำไปใช้อย่างอื่นนะจ๊ะ ( อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ 3 ทางเลือกสร้างเงินฉุกเฉินขั้นเทพ คลิกที่นี่)
  • ควรบอกคนใกล้ชิดว่าตนเองทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพไว้ พร้อมทั้งบอกเบอร์โทรติดต่อตัวแทน call center ของบริษัท เผื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับเรา(คนทำประกันชีวิต) จะได้มีคนไปแจ้งตัวแทนหรือบริษัทให้จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและนำเงินประกันที่ทำไว้มาให้คนในครอบครัวของเราได้ (สอบถามปัญหาหรือขอข้อมูลการทำประกันชีวิตได้ที่ https://www.facebook.com/easyfinplanning/?fref=ts)

 

สรุปว่า…

 

จากปัญหาที่เจอตอนให้คำปรึกษามีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของกองทุนรวมกับประกันชีวิตนี่แหละที่หลายๆคนมักจะมองข้ามไป เรามาสรุปลงในบทความนี้เพื่อให้คนอื่นๆที่เจอคล้ายๆกันนำไปประยุกต์ใช้ได้

ดังนั้น ก่อนที่จะวางแผนนำเงินก้อนใหม่ไปทำอะไรดีนั้น เราควรดูว่าตอนนี้เราลงทุนอะไร เก็บเงินแบบไหนบ้าง จากนั้นก็ปรับปรุงให้มันดีก่อน แล้วค่อยนำเงินก้อนใหม่ไปใส่ไว้ในเรื่องที่เราขาดหายไป เช่น เก็บเงินระยะยาวมากเกินไป ควรแบ่งเงินมาสร้างสภาพคล่องในระยะสั้นด้วย ซึ่งในภาพของ “แผนที่การเงิน” น่าจะเป็นแนวทางให้หลายๆคนนำไปปรับใช้ได้นะจ๊ะ

 

 

 

 

 

 

 

[Preview] X2 Pattaya Oceanphere Pool Villa หรูตากอากาศ การันตีผลตอบแทน 7% นาน 5 ปี

วันนี้ผมมีโครงการใหม่มาแนะนำชื่อว่า X2 Pattaya Oceanphere (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) ทำเลตั้ง อยู่ชายหาดบางเสร่ไม่ไกลจากพัทยาใต้มากนัก

เป็นโครงการบ้านพักตากอากาศสไตล์ Pool Villa Resort

เน้นความเป็นส่วนตัวมีเพียง 59 หลังเท่านั้น!!!

การออกแบบแนวเรียบหรูใส่ใจในรายละเอียดเป็นที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง การดูแลภายในโครงการแบบโรงแรม 5 ดาวโดย X2 Resorts และบริหารการลงทุนให้ด้วยเพื่อให้การปล่อยเช่ามีประสิทธิภาพได้รับผลตอบแทนอย่างที่หวังไว้  โครงการจะเป็นอย่างไรดูข้อมูลต่อได้เลยครับ

เริ่มจากทำเลโครงการอยู่ในจังหวัดชลบุรีมี เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาที่แห่งนี้นับล้านคน ซึ่งนอกจากกรุงเทพและปริมณฑลแล้วพัทยาเป็นหัวเมืองท่องเที่ยวที่น่าลงทุนมากที่สุด ด้วยเหตุผลว่าระยะทางใกล้กรุงเทพมากขับรถแป๊บเดียวถึง ชายหาดทอดยาวสวยงามมีหาดบางช่วงมีสีสันยามค่ำคืนและหาดบางช่วงเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน

ปี 2559 มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy rate) เฉลี่ยเดือนละ 75% เป็นระดับที่ถือว่าดี มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และท่าเรือขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ที่สำคัญในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถราง เรือ และเครื่องบิน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าอสังหารายรอบพัทยาให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยโครงการขนส่งมวลชนอนาคต ได้แก่

  • โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงจาก กรุงเทพ – พัทยา ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางเหลือเพียง 45 นาที
  • โครงการขยายสนามบินอู่ตะเภาและเปิดเที่ยวบินต่างประเทศ ช่วยให้นักท่องเที่ยวบินตรงมาได้
  • โครงการขยายถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ – พัทยา โดยตัดถนนเลี่ยงเมืองพัทยาให้มีทางมานาจอมเทียนและสัตหีบง่ายขึ้น
  • โครงการเรือไฮสปีดเฟอร์รี่ระหว่าง พัทยา – หัวหิน – บางปู ข้ามอ่าวไทยในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง

ใครที่ชื่นชอบพัทยาและมองหาโครงการน่าลงทุน ที่ตั้งของโครงการ X2 Pattaya Oceanphere ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งขาออกมุ่งหน้าจากพัทยาไปสัตหีบ

โครงการอยู่ในซอยตัดใหม่เชื่อมจากถนนสุขุมวิทไปชายหาดบางเสร่ได้ โดยขับรถเข้ามาในซอย 200 เมตรจากถนนสุขุมวิทจะเจอโครงการและขับต่อไปชาดหาดบางเสร่ได้ด้วยระยะทาง 500 เมตร ซึ่งพิกัดโครงการใกล้ซอยนาจอมเทียน 56 และห่างจากพัทยาใต้ประมาณ 17 ก.ม.

โซนที่โครงการตั้งอยู่เป็นพื้นที่พัฒนาใหม่โดยรอบยังเป็นที่ดินเปล่ารอการพัฒนา

แต่ขยับไปไม่ไกลก็จะเจอร้านค้าร้านอาหาร ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอยู่ใกล้โครงการ ได้แก่ สวนนํ้า Cartoon Network และสวนนํ้า Ramayana ซึ่งนับเป็นสวนนํ้ามาตรฐานระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้มี มิโมซ่า พัทยา ตลาดนํ้าสี่ภาค สวนนงนุช ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค พระพุทธรูปเขาชีจรรย์ ทำให้ทำเลแห่งนี้คนนิยมมาท่องเที่ยวมาทานอาหารทะเล มาดูรายละเอียดโครงการกันต่อดีกว่าครับ


ข้อมูลรายละเอียดโครงการ

Master Plan

เนื้อที่โครงการ : 9-3-03 ไร่

จำนวนยูนิต : 59 หลัง

ประเภทบ้าน :

Pool Villa แบบ 1 ห้องนอนขนาด 137.68 – 193.40 ตรม.จำนวน 12 หลัง

Pool Villa แบบ 2 ห้องนอนขนาด 193.91 – 275.71 ตรม.จำนวน 47 หลัง

ที่จอดรถ : 100%

ส่วนกลาง : Clubhouse, 4K Restaurant, YAN Spa by X2 resorts,

Fitness Centre, Housekeeping Centre, Reception and Roof Top Pool

โครงการเริ่มก่อสร้าง : Q3/2016
โครงการคาดว่าเสร็จ : Q4/2018

Plan Pool Villa แบบ 1

ห้องนอนขนาด 137.68 – 193.40 ตรม.

จำนวน 12 หลัง

Plan Pool Villa แบบ 2

ห้องนอนขนาด 193.91 – 275.71 ตรม.
จำนวน 47 หลัง

โครงการ X2 Pattaya Oceanphere บนพื้นที่ 9 ไร่เศษ มีการปรับระดับถมที่ดินขึ้นมาสูงกว่าถนนหน้าทางเข้าโครงการพอสมควรเพื่อป้องกันปัญหานํ้าท่วมและวางสายไฟลงใต้ดินหมดเพื่อความสบายตา ผังโครงการออกแบบคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวโดยแยกพื้นที่จอดรถกับตัวบ้านออกจากกัน รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่พักอาศัยได้ต้องจอดไว้ที่ลานจอดรถแล้วใช้บริการรถรับส่งไปยังบ้านแต่ละหลังแทน ยกเว้นซอยแรกที่อยู่ด้านนอกสุดสามารถนำรถจอดบริเวณหน้าบ้านได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีคนที่อยากจอดรถหน้าบ้านก็เลือกซอยแรก ส่วนคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็เลือกซอยถัดเข้าไป

ถนนภายในโครงการกว้าง 6 เมตรพาเด็กๆ เดินเล่นสบายไม่ต้องคอยหลบรถ

โครงการออกแบบให้มีจุดเข้าออกเพียงจุดเดียวเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย

หลังจากจอดรถเดินเข้ามาจะเจอจุด Drop Off สำหรับจอดรถรับส่ง จากนั้นจะเป็นส่วนของ Lobby ที่มีพนั กงานต้อนรับ Reception คอยให้บริการ เดินต่อไปจะมีทางขึ้นไป Clubhouse ซึ่งมีสระว่ายนํ้า Roof Top Pool แบบ Infinity-edge Pool, Jacuzzi / Hydrotherapy features (HG), Gym and YEN SPA โดย X2, ห้องนํ้าแยกชาย-หญิง และ 4K Restaurant and Bar โดย X2 Resorts ไว้ให้บริการ พร้อมทัศนียภาพมุมสูงมองเห็นรอบโครงการเลย ด้านล่างของ Clubhouse เป็นจุดบริการรถรับส่งเข้าไปที่บ้านแต่ละหลังครับ

บ้านมีให้เลือก 2 ประเภทหลักๆ คือ

Pool Villa ชั้นเดียว 1 ห้องนอน

และ Pool Villa สองชั้น 2 ห้องนอน

ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดี

ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดี” มันเป็นคำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยๆตอนที่ไปให้คำปรึกษาทางการเงิน ที่บูธ Aommoney ในงานมหกรรมการเงิน SET in the City ที่พารากอน วันนั้นทีมงานไปโปรโมท www.aommoney.com พร้อมกับนักเขียนมาให้คำปรึกษาทางด้านการเงินฟรี ซึ่งแต่ละคนมีความชำนาญเฉพาะทาง เช่น การออม กองทุนรวม การจัดพอร์ตลงทุน ประกันชีวิต ภาษี ฯลฯ ก็จะให้คำปรึกษาที่แตกต่างกัน

 

ภาพนี้เป็นหน้าตาบูธของเรานะจ๊ะ ^^

ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดี

 

หลังจากได้พูดคุยเรื่องการเงินไปเรื่อยๆ ก็พบว่าแต่ละคนมีปัญหาคล้ายๆกัน เราคิดว่าน่าจะทำสรุปไว้ในบทความเพื่อให้คนอื่นๆได้อ่านเป็นแนวทางไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของตัวเอง จากคำถามแรกที่ถูกถามบ่อย คือ  “มีเงินก้อนหนึ่งเอาไปทำอะไรดี” กันก่อนนะจ๊ะ

 

ทุกครั้งที่เราเจอคำถามนี้ก็จะถามกลับไปว่า ตอนนี้เขาเก็บเงินแบบไหนบ้าง ส่วนใหญ่ที่เจอจะมี 2 คำตอบ คือ

คำตอบแรก : เก็บไว้ที่ฝากออมทรัพย์ไว้เฉยๆ ยังไม่รู้จะจัดการยังไง

คำตอบที่สอง : เก็บเงินไว้หลายที่ จนเกือบจำไม่ได้ว่ามีอะไรเท่าไหร่บ้าง เช่น ซื้อกองทุนรวมไว้หลายกอง มีประกันชีวิตหลายกรมธรรม์ เป็นต้น

 

เอาล่ะ ลองตอบคำถามตัวเองว่าตอนนี้เงินของเราเก็บแบบไหนบ้างแล้วค่อยอ่านวิธีเอาไปใช้ แนวคิดทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะๆ เพราะแต่ละคนแตกต่างกัน ควรปรับวิธีการให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อให้บทความไม่ยาวจนเกินไป เราจะเขียนแยกออกเป็น 2 บทความ คือ

 

เริ่มเลยยยย…

 ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดี

เราจะใช้ภาพ “แผนที่การเงิน” นี้ในการอธิบายที่มาที่ไปเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเรา ถ้าวาดภาพตามได้จะดีมากๆเพราะจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น แล้วเราจะรู้ว่า…

  • เงินออมอยู่ที่ไหนมีเท่าไหร่บ้าง : ระยะสั้น กลาง ยาว 
  • เรามีหนี้สินระยะสั้นและระยะยาวเท่าไหร่ : ถ้ารวมกันแล้วเกิน 40% ของรายได้ ก็อาจจะต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ก้อนต่อไปมากขึ้น
  • รายจ่ายส่วนตัวมีเท่าไหร่ : ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

 

คำถาม : มีเงินก้อนหนึ่งเอาไปทำอะไรดี?  

ถ้าเราวาดเสร็จแล้วมาดูคำตอบกันได้เลยจ้า

 

3 ทางเลือกของการใช้เงินก้อน

 

ถ้าเรามีเงินก้อนใหม่เข้ามา ในขณะที่เราฝากออมทรัพย์ไว้เฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนดี ลองมาดู 3 ทางเลือกนี้เป็นแนวทางนะจ๊ะ

 

ทางเลือกที่ 1  เก็บเงินฉุกเฉิน!!

 

เราซ้อมหนีไฟทุกปีทั้งที่ไม่เคยเกิดไฟไหม้จริงๆ แต่มันจำเป็นที่จะต้องซ้อมไว้ เผื่อเกิดเหตุขึ้นจริงๆจะได้รู้ว่าตนเองต้องทำตัวอย่างไร เพื่อจะได้รอดพ้นจากไฟไหม้ออกมาได้อย่างปลอดภัย

 

เรื่องการเงินก็เหมือนกัน เราจะต้องมีแผนหนีไฟเป็นของตัวเอง โดยเก็บเงินฉุกเฉินไว้ใช้จ่ายช่วงวิกฤต เช่น ตกงาน เจ็บป่วย อุบัติเหตุ รถเสีย ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วม ฯลฯ ซึ่งเงินฉุกเฉินจะช่วยต่อลมหายใจให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตออกมาได้

 

สมมติว่าถ้ารายได้จากงานประจำหรือฟรีแลนซ์หายวับไป (เช่น ตกงานหรือลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า) ในขณะที่เรามีรายจ่ายเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ รวมถึงหนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือน

 

เมื่อเงินไม่เข้ากระเป๋า มันมีแต่จ่ายออกทุกวันๆ แล้วถ้าไม่มีเงินออมเก็บไว้เลย นอกจากจะเครียดเพราะงานหายากและได้รับเงินล่าช้าแล้ว ยังจะเหนื่อยใจซ้ำซ้อนเพราะไม่มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกด้วย บางคนหาทางออกไม่ได้ก็ไปกู้เพื่อยืมเงินมาใช้จ่าย สุดท้ายก็มีหนี้สินรุงรังตามมาอีกด้วย บรื๊ยยย!!

 

ถ้าเราไม่อยากไปถึงจุดที่หนี้สินผูกพันติดตามไปถึงภพหน้า ควรกลับไปดูภาพที่เราวาดเสร็จไปเมื่อกี้นี้ ว่าแต่ละเดือนเรามีรายจ่าย “หนี้สินและรายจ่ายส่วนตัว” เท่าไหร่ เอามาคูณ 3 หรือ 6 ก็จะเป็นจำนวนเงินฉุกเฉินที่เราควรเก็บไว้ มีทางเลือกเก็บเงินฉุกเฉินแบบไหนบ้าง อ่านได้ที่บทความใต้รูปนี้นะจ๊ะ

 

ตัวอย่าง เรามีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 30,000 – 60,000  บาท  ถ้าเกิดเหตุเร่งด่วนที่ต้องรีบใช้เงิน จะได้หยิบเงินก้อนนี้มาใช้ก่อนได้ ที่สำคัญ คือ ไม่เสียดอกเบี้ยด้วยนะจ๊ะ

 

ถ้ามีเงินก้อนจะเอาไปทำอะไรดี

3 ทางเลือกสร้างเงินฉุกเฉินขั้นเทพ คลิกที่นี่

 

 

ทางเลือกที่ 2 คือ เก็บเงินตามความฝัน

 

อยากเรียนต่อ

อยากเก็บเงินดาวน์บ้าน

อยากเก็บเงินดาวน์รถ

อยากมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเอง

อยาก….

 

ถ้าเรารู้ว่าตัวเองมีความฝันหรือเป้าหมายว่าอยากจะทำอะไรแล้ว ก็จะรู้ว่าเราควรจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไร จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่าสิ่งที่เราอยากได้นั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก เมื่อเรามีเงินไม่พอก็จำเป็นจะต้องสร้างหนี้ สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรสร้างหนี้ก้อนใหญ่หลายๆก้อนพร้อมกันและควรควบคุมหนี้ไม่ให้เกิน 40% ของรายได้ เพราะถ้าเกินกว่านี้หนี้สินมันจะกลายเป็นภาระหนักมาก

 

ถ้าในอนาคตเราจำเป็นจะต้องมีหนี้สินจริงๆและอยากรู้ว่าตัวเองจะผ่อนไหวมั๊ย  ทางที่ดีเราควรซ้อมเป็นหนี้ปลอมตั้งแต่ตอนนี้กันดีมั๊ย ด้วยการทดลองออมเงิน 1 ปี เราจะได้เคยชินและปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้เข้ากับเงินที่เหลืออยู่ เมื่อเกิดความมั่นใจว่าจะสร้างหนี้ได้แล้ว จึงตัดสินใจซื้อและเป็นหนี้จริงๆ

 

ควรซ้อมออมเงินก่อนสร้างหนี้จริงในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะเงินต้นของเราจะได้อยู่รอดปลอดภัย เช่น ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง  ฝากประจำ กองทุนรวมตลาดเงิน แล้วเงินที่เราซ้อมเป็นหนี้นี้จะกลายเป็นเงินตั้งต้นทำตามความฝันของเราต่อไป เช่น เงินเริ่มต้นเรียนต่อหรือทำธุรกิจ เงินดาวน์บ้าน เงินดาวน์รถ

 

ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ในที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ซื้อหุ้นรายตัว เก็งกำไรอนุพันธ์ แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง แต่ถ้าช่วงที่เราจะใช้เงินนั้นขาดทุนพอดี เงินต้นของเราก็จะลดลงหรือหายไปหมดได้เลยนะจ๊ะ สุดท้ายเป้าหมายที่คิดไว้ก็จะหายไปด้วย

 

 

ทางเลือกที่ 3 จัดการหนี้สิน 

 

หลายคนกำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือว่าเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ก็จะมีหนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือนๆ เมื่อได้รับเงินก้อนใหม่เข้ามาควรแบ่งไปชำระหนี้ เพื่อให้หนี้ิสินเบาลง แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน การเกิด แก่ เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา

 

อยากให้ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่จะต้องหาเลี้ยงทุกคนในบ้าน แต่กลับต้องเสียชีวิตหรือพิการขาดรายได้ ใคร!! จะมาดูแลรายจ่ายและชำระหนี้สินที่เหลืออยู่แทนเรา

 

ถ้าไม่มี….ภาระหนี้สินทั้งหมดจะตกอยู่กับคนที่เรารัก!!

 

“การทำประกันชีวิต” นั้นเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้หนี้สินไม่ตกเป็นภาระให้กับคนที่เรารัก  สมมติว่าเราผ่อนบ้านมาหลายปีและซื้อประกันชีวิตไว้ด้วย

  • ถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็จะจ่ายหนี้บ้านได้ครบถ้วน และยังได้รับเงินก้อนจากประกันชีวิตอีกด้วย
  • ถ้าเสียชีวิตกระทันหัน แม้ว่าเรายังผ่อนบ้านไม่หมด ก็ยังมีเงินที่เราซื้อประกันชีวิตไว้มาช่วยปลดหนี้ได้

 

สรุปว่า…

 

คำแนะนำบางส่วนในวันที่ให้คำปรึกษาเราได้สรุปลงในบทความนี้แล้ว สำหรับคนที่ฝากออมทรัพย์อย่างเดียว มีทางเลือกของการใช้เงินก้อน เช่น เก็บเป็นเงินฉุกเฉิน เก็บเงินตามความฝันและจัดการหนี้สินไม่ควรทิ้งภาระหนี้ิสินให้คนที่เรารักเดือดร้อน ซึ่งเป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น เพราะยังมีทางเลือกใช้เงินอีกมากมายที่ทำให้เงินก้อนเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้น กองทุนรวม บ้านให้เช่า ฯลฯ ที่เราจะต้องค่อยๆศึกษารายละเอียดให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนนะจ๊ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

สูตรการเงินที่สุดยอดในวัย Sandwich Generation

ผมเคยเขียนเรื่อง Sandwich Generation ให้เพื่อนๆได้อ่านไปแล้วอยู่ครั้งหนึ่ง คิดว่าคงจำกันได้นะครับ วัยที่เราจะพบกับความเป็น Sandwich Generation นั้นก็อยู่ที่ประมาณ 30 ต้นๆ ถึงประมาณ 40-50 ปี จากการที่เราจะต้องมีเป้าหมายทางการเงินและดูแลคนทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่

  • รุ่นตัวเรา : มีรายได้ ต้องสร้างฐานะ ซื้อทรัพย์สิน วางแผนเกษียณ
  • รุ่นพ่อแม่ : ไม่มีรายได้ ที่อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ อาจจะต้องพึ่งพาเรา
  • รุ่นลูก : ไม่มีรายได้ ที่กำลังเติบโต ต้องเรียนหนังสือและมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

ประเด็นที่น่าคิดก็คือ หากเรามีเงินเดือนอยู่อย่างจำกัดและจะต้องดูแลครอบครัวทั้ง 3 รุ่นภายใต้เงินที่จำกัดนั้นจะทำอย่างไร บางคนก็มองว่าจะต้องหาเงินให้มากขึ้นหรือให้ทำให้เงินมันงอกเงยให้เร็วที่สุด จนวันที่ผมได้ Live ออกอากาศกับนักวางแผนการเงิน CFP Kevin Daddy ก็ได้เห็นมุมองผู้เชี่ยวชาญว่าจะต้องมีวิธีคิดอย่างไรบ้าง ก็น่าสนใจดีนะครับ โดยหลักการของการวางแผนการเงินนั้นสามารถทำได้ดังนี้

เริ่มวางแผนป้องกันความเสี่ยงที่ตัวเราก่อน

ในมุมมองนักวางแผนการเงินนั้นเขามองว่า หากเรามีชีวิตอยู่ได้และมีเงินเก็บอย่างไรก็ตามแต่ เราก็จะสามารถหาเงินมาดูแลครอบครัวได้อยู่แล้ว อุปสรรคเดียวที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงก็คือ หากตัวเราป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือเกิดการสูญเสียต่างๆที่ทำให้เราไม่สามารถหาเงินได้แบบเดิม อันนี้จะมีปัญหาแน่นอนนะครับ การป้องกันความเสี่ยงด้วยการโอนย้ายความเสี่ยงไปในเรื่องของประกันชีวิตจึงเป็นเรื่องแรกที่ควรจะต้องทำ โดยคำนวณว่าหากตัวเราไม่สามารถหารายได้ได้อีกต่อไปคนอีก 2 รุ่นจะต้องใช้เงินเท่าไหร่เป็นเวลานานขนาดไหนและคำนวณออกมาเพื่อทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงในจุดนั้นครับ

ยกตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือนอยู่ 35,000 บาท โดยปกติเราจะต้องให้เงินพ่อแม่เดือนละ 10,000 บาท และต้องมีค่าใช้จ่ายให้กับลูกจำนวน 10,000 บาท ใช้เอง 15,000 บาท หากเราเกิดเสียชีวิตขึ้นมา เงินตรงนี้จะไม่ได้มาให้ครบครัวแล้ว ความเสี่ยงทางการเงินจะตกอยู่ที่ลูกและพ่อแม่ต่อทั่นที แน่นอนว่าเราอาจจะมีเงินเก็บมาช่วยให้เขาดำรงชีวิตได้บ้าง แต่นอกเหนือจากเงินเก็บที่เรามีแล้ว ก็อาจจะพิจารณาทำประกันเพิ่มเติม หากต้องการให้เขาอยู่ได้อีก 10 ปี ด้วยเงินเดือนละ 20,000 บาท ก็ต้องมีทุนประกันไว้ 2.4 ล้าน แต่จะเพิ่มทุนประกันมากขึ้นตามเงินเฟ้อก็คำนวณกันดูนะครับ

ดูแลตัวเองเสมอๆ ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นเราก็ยังได้ดูแลเขาต่อ

“แล้วถ้าเราทำประกันไปเรื่อยๆโดยที่เราไม่ได้เป็นอะไร แล้วเราจะทำไปทำไม เสียเบี้ยประกันปีหนึ่งๆไม่ใช้น้อย สู้เอามาลงทุนดีไม่ดีกว่าหรือ?” คำถามนี้เป็นคำถาม Classic ของหลายๆคน แต่ผมมองว่าอย่างไรก็ตามแต่ เราไม่มีทางทราบได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นโนะ แหม.. ถ้ารู้ล่วงหน้าคงซื้อหวยถูกทุกงวดรวยไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องการดำรงชีวิตในโลกนี้มันก็มีความเสี่ยงอยู่เสมอ

สำหรับผมแล้วมองว่าการที่เรานำเงินไปซื้อประกันเพื่อโอนย้ายความเสี่ยงนั้นก็เป็นขั้นต้นของการป้องกันปัญหา แต่สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มเติมนั้นก็คือการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีอย่างสม่ำเสมอรวมถึงไม่ดำรงชีวิตอยู่บนความประมาท หากเรามีชีวิตอยู่ได้ ถึงแม้ไม่ได้ใช้บริการของประกันที่ทำไว้ ก็ดีแล้ววววว แสดงว่าเราก็ยังช่วยดูแลพ่อแม่ได้ ส่งลูกเรียนได้ปกติ

ข้อแนะนำของผมก็คือหากเรามีครอบครัวที่ต้องดูแล นอกเหนือจากการทำงานแล้วเราก็ต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกายให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการขับรถหวาดเสียว การกินดื่มน้ำล้างสติหรือทานสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรือเรื่องอื่นๆที่ทำให้เราเกิดความเสี่ยงที่ทำให้ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้

เมื่อป้องกันความเสี่ยงแล้วมีเงินเหลือก็มาลงทุนได้

ก็ไม่ได้บอกว่าจะประกันอย่างเดียวน้า เรานำเงินที่เหลือเก็บมาลงทุนได้เหมือนกัน เมื่อเราทำประกันที่ป้องกันความเสี่ยงอย่างครบวงจรแล้ว เงินที่เหลือเราก็สามารถนำมาจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อการสร้างฐานะที่ดีและ Lifestyle ที่ดีของครอบครัวเราได้ เหมือนเดิมล่ะก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนจากเหตุผลที่ว่าหากตัวเรารอดเราก็ย่อมพาครอบครัวเรารอดได้เช่นกัน อารมณ์เหมือนสวมหน้ากากอ็อกซิเจนให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยสวมให้เด็กบนเครื่องบินละครับ ฮาๆ

เมื่อเราสามารถวางแผนการลงทุนของเราเองให้อยู่รอดได้ เช่น มีหลักประกันเพิ่มเติมจากการลงทุนเมื่อตกงาน มี Passive income จากเงินปันผลหุ้นหรือกองทุนรวมให้เราสบายมากขึ้น เราก็สามารถวางแผนเพื่อคนอื่นๆในครอบครัวได้ หไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี ลงทุนเอาไว้ให้ได้เรียนในต่างประเทศได้ก็มีใน อย่างน้อยก็ในระดับปริญญาโท

รวมถึงเราอาจจะวางแผนเก็บเงินลงทุนแล้วพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อแม่วัยเกษียณอาจจะอยากไปเที่ยวอินเดีย เนปาล ตามรอยพระพุทธเจ้า ไหว้พระทำบุญที่เจดีย์เชวดากอง หรือบางทีก็อยากจะ Shopping ที่ลอนดอน แพรีสสสสส ก็แล้วแต่ Lifestyle ที่เราจะจัดให้เลย

เห็นไหมครับว่า แม้ว่าเราจะต้องดูแลครอบครัวทั้ง 3 รุ่นในรูปแบบ Sanwaich Generation หากเรารู้วิธีการบริหารจัดการเงินทองและความเสี่ยงต่างๆให้ดี เราก็สามารถพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งได้อย่างมีความสุขเช่นกันนะครับ หากอยากรับชมเรื่องราวที่เราเคยพูดคุยกันสามารถดูเพิ่มเติมจากการ Live ระหว่าง Kevin Daddy และ Tarkawin ได้ที่นี่นี้นะครับ https://www.facebook.com/aommoneyth/videos/1074114525975020/

3 ข้อแตกต่างแบบเน้นๆ ระหว่างออมหุ้นแบบ DCA และการถัวหุ้น

มีคำถามที่น่าสนใจจากนักลงทุนมือใหม่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการลงทุนก็คือ การออมหุ้นแบบ DCA แตกต่างจากการถัวหุ้นหรือไม่? เพราะหลายๆ ครั้งเวลาที่ลงทุนมันก็จะมีการสั่นสะเทือนของพอร์ตยามที่ตลาดหุ้นแกว่งโครงเครงรวมไปถึงเจอการแห่ขายทำกำไรจนกลายเป็นราคาขาลงไปซะงั้น ในช่วงขาขึ้นก็ไม่มีใครพูดอะไรมากหรอกเพราะทุกดีใจที่ได้กำไร แต่พอหุ้นลงเท่านั้นแหละมักจะเกิดการตั้งคำถามในแนวทางที่ทำอยู่ การแก้ปัญหา การตัดสินใจต่างๆ

ในช่วงที่หุ้นลงเรื่อยๆ ก็จะมีหลายคนแนะนำว่าอย่าถัวหุ้น ถือเงินสดดีกว่าแล้วรอจังหวะเป็นขาขึ้นค่อยกลับไปลงทุน แต่สำหรับตัวผมเองมักจะตอบสวนทางคนอื่นว่าในกรณีที่ซื้อเฉลี่ยขาลงแบบ DCA นั้นสามารถทำได้และมันเป็นเรื่องที่ควรทำด้วย

เอ๊ะ! พอฟังแบบนี้แล้วก็คงสงสัยว่าข้อแตกต่างมันคืออะไร? ผมมีมุมมองให้ดังนี้นะ

1. DCA เน้นการสร้างวินัย การถัวหุ้นต้องการต้นทุนที่ลดลง

การออมหุ้นแบบ DCA เนี่ย มันจะมีเป้าหมายในเรื่องของการลงทุนในระยะยาวโดยไม่ได้สนใจราคาซื้อขายในแต่ละครั้ง ขอเพียงแค่เราศึกษาธุรกิจให้เป็นอย่างดี และทยอยลงทุนอย่างมีวินัยไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง การสะสมในแต่ละครั้งเรามีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต เราก็ทยอยลงเรื่อยๆ ตามแผนของเราเกร๋ๆ

ในขณะที่การถัวหุ้นนั้นจะมองว่า เห้ยยยย ราคามันลด น่ากลัวจัง กว่ามันจะขึ้นมาในราคาเดิมที่เราถืออยู่คงอีกยาว ถ้าเราซื้อเพื่อให้ต้นทุนลดลงแล้ว ถ้ามันเกิดการกลับตัวของราคาขึ้นมาเราก็สามารถขายให้พ้นดอยได้ ซึ่งตรงนี้ Mindset จะต่างกันล่ะ คนหนึ่งไม่ดูราคาซื้อแต่ดูพื้นฐาน คนหนึ่งดูราคาเพื่อจะหาทางให้เราลงทุนชนะราคาที่ถือไว้ได้

2. DCA มีความจูงใจในเรื่องพื้นฐานหุ้น แต่การถัวหุ้นถูกจูงใจโดยราคาตลาด

ถ้าผมถามนักลงทุนแนว DCA ว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในอนาคตอยากได้ไหม? แน่นอนทุกคนอยากได้อยากเป็นเจ้าของ แต่ในระหว่างทางการซื้อแบบเฉลี่ยในช่วงขาลงของราคา (ไม่ใช่ขาลงของธุรกิจ) ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาถูกลง และแน่นอนด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมแล้วมันจะได้หุ้นมากขึ้น ตรงนี้เป็นช่วงที่น่าสนใจมากและผมก็บอกทุกคนเสมอว่าทำตามวินัยต่อไป และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนในแบบฉบับที่ผมจะเน้นย้ำเสมอก็คือ “ต้องเลือกหุ้นให้ดีก่อน”

แต่ถ้าเป็นในเรื่องของการถัวหุ้นแล้วจิตใจของเราจะไปมองที่ราคาหุ้นเป็นหลัก และ Mindset จะเปลี่ยนเป็นตั้งคำถามว่า “ทำยังไงให้พ้นดอย” วิธีที่หลายคนตัดสินใจทำก็คือ พอลงแล้วซื้อจะได้รอเด้ง แต่เด้งเปล่าก็ไม่รู้นะครับ เห็นติดดอยยาวเพราะเงินหมดก็มีเยอะ พอเป็นแบบนี้จะรู้ว่าความซวยนั้นกำลังจะเกิดขึ้น สุดท้ายก็จะกลับมาตั้งคำถามกันว่าที่ลงๆ กันไปเนี่ยเป็นหุ้นพื้นฐานดีหรือเปล่า? แต่โดยส่วนใหญ่ถ้าจะเก็งกำไรราคากันก็ไม่ค่อยได้จะสนใจพื้นฐานหรอกครับ ลองสำรวจหุ้นที่เคยถัวกันดูสิ!

3. DCA เริ่มจากวางแผนการเงินในชีวิต แต่การถัวหุ้นทำตามสถานการณ์

สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนเวลาเราเจอหุ้นขาลงก็คือ “ไม่รู้มันจะลงไปขนาดไหน” และ “ไม่รู้มันจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกลับตัวเป็นราคาขาขึ้น” ในกรณีของ DCA นั้น เรามีนิยามว่าจะต้องมีการวางแผนการเงินมาก่อน แล้วนำเงินออมในแต่ละเดือนมาทยอยซื้อหุ้นที่เราคัดเอาไว้แล้ว นั่นก็หมายความว่า ตราบใดที่เรายังมีกระแสเงินสดจากการทำงาน มีรายได้และมีเงินออม เราก็สามารถซื้อได้เรื่อยๆ ต่อให้หุ้นตกก็ยังมีเงินใช้ในส่วนที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

การถัวหุ้นจะแตกต่างกันเพราะ บางคนอาจจะถัวตามอารมณ์ ถ้ามันลงอีกฉันจะซื้อเพิ่มให้ต้นทุนมันต่ำลง หรือหลายๆ ครั้งแต่จะกำหนดเป็นไม้ๆ ว่าลงแค่ไหน แล้วจะต้องซื้อเพิ่มขนาดไหน แต่อย่างที่ผมบอกล่ะ เราไม่รู้ว่ามันจะลงขนาดไหนและลงนานมั้ย! หลายๆ คนจึงขุดเงินออมมาซื้อเรื่อยๆ บางคนซื้อจนเงินหมดก็มีแต่ราคาหุ้นก็ยังลงไปอีก สร้างความปั่นป่วนทางจิตใจสุดๆเลย และจะไปสู่คำถามสุดท้ายว่า “คัทลอสดีมะ?” แต่ถ้าใครถัวแล้วสามารถทำกำไรได้ ผมก็ยินดีด้วยนะครับ

สุดท้ายแล้วเราจะเห็นได้ว่า การซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาเป็นขาลง มันก็อยู่ที่ Mindset และกลยุทธ์ของเรานะครับ ไม่ใช่ว่าลงทุนไม่ได้ แต่เราต้องศึกษามาอย่างดีว่า เรากำลังลงทุนอะไร ด้วยวิธีไหน เหมาะสมต่อความเสี่ยงของเราหรือเปล่า เมื่อเราเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เข้าใจความเสี่ยง มันก็ทำให้เราลงทุนได้อย่างมีความสุขแม้จะขาดทุนอยู่ในบางช่วงก็ได้ ถูกไหม?

Tar Kawin

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3 – 7 เมษายน 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3 – 7 เมษายน 2560

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วกับผม “อัศวินกองทุน” และ Weekly Outlook ในตอนที่ 9 เหมือนเช่นเคยครับ ในเดือนเมษายนที่ใคร ๆ เค้าว่าเป็นหน้าร้อนแบบนี้ ลองมาดูกันดีกว่าครับว่าทิศทางการลงทุนในช่วงต้นเดือนนี้จะร้อนแรงเหมือนกันหรือเปล่านะ เอาล่ะ นายอัศวินกองทุนจัดให้คร้าบบบ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพรวมของตลาด

ตอนนี้มุมมองยังเป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ครับ จากภาพรวมของตัวเลขเศรษฐกิจกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ที่แสดงการขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งสัญญาณรีบขึ้นดอกเบี้ยตามที่เคยเล่าให้ฟัง ทำให้ความเสี่ยง downside ของตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างจำกัดจากประเด็นเงินทุนไหลออก

ส่วนการที่หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงนั้น ผมมองว่ามาจากความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลต่อการผลักดันนโยบายทางด้านภาษีในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังออกมาดีต่อเนื่องอยู่ครับ จึงทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถดีดกลับได้สวย ๆ ครับผม

หลังจากที่พูดภาพรวมกันไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มาดูกลยุทธ์การลงทุนกันดีกว่าครับ

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นยุโรป ผมยังแนะนำให้เริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นยุโรปครับ หลังจากสหราชอาณาจักรประกาศใช้ Article 50 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาในการที่อังกฤษจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และส่งผลให้ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นนั้นลดลงไปด้วยครับ
  • ตลาดหุ้นไทย สำหรับทางฝั่งไทยเรา ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมต่อไปอยู่ครับ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพทำให้ความเสี่ยง downside ของตลาดหุ้นจำกัดอยู่ และในขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทยังมีแนวโน้มขยายตัวดี ซึ่งทาง กนง. ปรับประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.4% ครับ ดังนั้นตลาดหุ้นไทยยังดูน่าสนใจอยู่ครับ
  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่อไปครับ จากภาพปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และจีนที่ออกมาดีต่อเนื่อง และการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นกลุ่มนี้แน่นอนครับ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

ผมแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย และกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ในกลุ่มเอเชีย ส่วนใครที่ชอบตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ขอให้เน้นหนักไปที่หุ้นยุโรปครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวลดลง หลังจากที่ทางทรัมป์ยังไม่สามารถผลักดันร่างประกันสุขภาพใหม่ของสหรัฐฯ ได้ ทำให้โอกาสการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ เช่น การลดภาษี และการลงทุนภาครัฐ มีโอกาสผ่านสภาลดลงไปด้วย
  • พันธบัตรรัฐบาลไทย อัตราผลตอบแทนลดลงตามความผ่อนคลายของนักลงทุนที่มีต่อแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

แนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ทการลงทุนไว้ก่อนครับ และเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทย เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับผม

กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

  • ทองคำ สัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงครับ โดยผมขอให้เริ่มชะลอการลงทุนในทองคำ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดอย่างต่อเนื่อง เงินดอลลาร์จึงอาจแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น ๆ ทำให้ราคาทองคำขาดปัจจัยหนุน นอกจากนี้ การที่ทองคำมีการปรับตัวขึ้นกว่า 8% จากต้นปี ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไรได้ครับ ตรงนี้เลยแนะนำให้ชะลอกันไปก่อนครับ
  • น้ำมัน ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมน้ำมันต่อไปอีกสักระยะครับ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัวทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศสนับสนุนให้ยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิตลง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับนักลงทุนในตลาดน้ำมันนี่แหละครับ เอาล่ะ จัดได้ครับผม ฮ่า ๆ

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้

สั้น ๆ คือ ทยอยสะสมน้ำมันต่อไป แต่ให้ชะลอการลงทุนในทองคำลงครับผม

ช่วงเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่ควรทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปแล้วล่ะครับ เนื่องจากภาพเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนที่แสดงการฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนทองคำนั้น อยากให้ชะลอการลงทุนไปสักระยะหนึ่ง เนื่องจากความเสี่ยงเงินดอลลาร์แข็งค่าและการขายทำกำไรของนักลงทุนครับ

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้ ผมคิดว่าช่วงเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่ควรทยอยซื้อสะสมหุ้นยุโรปแล้วล่ะครับ เนื่องจากภาพเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนที่แสดงการฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนทองคำนั้น อยากให้ชะลอการลงทุนไปสักระยะหนึ่ง เนื่องจากความเสี่ยงเงินดอลลาร์แข็งค่าและการขายทำกำไรของนักลงทุนครับ และสำหรับตลาดเกิดใหม่ต่าง ๆ ก็ยังคงน่าสนใจอยู่ ใครที่กำลังดู ๆ ก็เริ่มสะสมได้เลยครับ

เห็นไหมครับว่า… โลกการลงทุนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ซึ่งหน้าที่ของนักลงทุนทุกคนคือติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ และใช้การจัดพอร์ทลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับกลยุทธ์และเป้าหมายการลงทุนของเรา เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด และสบายใจที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนลงทุนอย่างมีความสุขกันนะครับ

5 กุญแจสำคัญที่ต้องรู้ ไขประตูอิสรภาพในวัยเกษียณฯ (ภาคจบ)

ในตอนที่แล้ว “5 กุญแจสำคัญที่ต้องรู้ ไขประตูอิสรภาพในวัยเกษียณฯ (ภาคแรก)” ผมได้พูดถึงกุณแจสองดอกแรกที่มีผลต่อแผนการเกษียณฯมากที่สุด นั่นก็คือ “เวลา” และ “เงินเฟ้อ” (ใครยังไม่ได้อ่านคลิกที่ภาคแรก ไปอ่านได้เลยนะครับ) และนั่นพอจะทำให้หลายๆคนตระหนักถึงแผนการเกษียณของตัวเองกันไปบ้างแล้ว

และในบทความสุดท้ายของซีรีส์นี้ (มีแค่สองตอน พูดเหมือนเยอะ) ผมขอกล่าวถึงปัจจัยที่จะทำให้แผนของทุกคนนั้นเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย !! 

กุญแจสำคัญดอกที่ 3: วางแผนเกษียณฯนะคุณ ต้องมีเงินลงทุนนะครับ!!

อย่างที่ได้บอกไปว่า”เงินเฟ้อ”จะทำให้มูลค่าในอนาคตของเงินจำนวนเท่ากันในปัจจุบันมีค่าน้อยลง

จริงอยู่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่เงินลงทุนเริ่มต้นอาจจะหายไปบางส่วน แต่ถ้าลองคิดดู จะฝากเงินทั้งชีวิตไว้ในออมทรัพย์เพื่อกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว มันดีแล้วหรอ!? เพราะผลตอบแทนสุทธิหลังจากหักเงินเฟ้อจะติดลบนะครับ !!!

กลายเป็นว่า การไม่ลงทุน มีความเสี่ยงยิ่งกว่า หากมองภาพในระยะยาว

ดังนั้นใครที่ยังไม่เริ่มลงทุน ผมขอร้องเหอะ ลองศึกษา แล้วลงทุน “ให้เร็วที่สุด” ถ้ารีรอหรือยังกล้าๆกลัวๆ เท่ากับคุณมีสิทธิ์เสียโอกาสที่จะได้รับเงินจำนวนมากในอนาคตก็ได้นะ

ถ้ายังไม่เห็นภาพ ผมมีตัวอย่างเรื่องการเสียโอกาสในการลงทุนของปู่วอเรนต์ บัฟเฟตต์ นักลงทุนเบอร์หนึ่งของโลก มาเล่าให้ฟัง

ในปี 2003 ปู่ได้เปิดเผยให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฟัง เมื่อถูกถามถึงเคสการลงทุนที่แย่ที่สุดในหลายปีที่ผ่านมา ว่า…”การลงทุนที่แย่ที่สุดงั้นหรอ? อืมม…ปู่เคยคิดว่าจะซื้อหุ้น Walmart (หุ้นค้าปลีกชื่อดังของอเมริกา) ซัก 100 ล้านเหรียญฯ ตอนนั้นราคาหุ้นอยู่ที่ 23 เหรียญฯ ปู่เลยซื้อไปนิดๆหน่อยๆ พอซื้อปุ๊ปราคามันก็ขยับขึ้น!! ปู่ก็เสียดายไง รู้สึกว่าถ้าซื้ออีกเดี๋ยวจะซื้อแพง..อยากให้ราคาหุ้นมันลงมาต่ำกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยซื้ออีกรอบ..

สรุป..ราคามันวิ่งขึ้นไปและไม่กลับลงมาให้ปู่ได้ซื้ออีกเลย..อดไปดิ ปู่พลาด ไม่ลงทุนไปตามแผนที่วางไว้ คิดดูแล้วมูลค่าความเสียหายเหล่านั้น ถ้าเทียบเป็นเงินในปัจจุบันก็ราวๆ 10,000ล้านเหรียญฯได้ !!!”

ขนาดนักลงทุนระดับโลกยังพลาดกันได้..แล้วโอกาสการลงทุนของคุณล่ะ? ถ้ายังไม่คิดจะเริ่ม เท่ากับคุณทิ้งเงินที่จะได้รับจากการลงทุนไปเท่าไหร่? คำตอบนี้ต้องลองหามันด้วยตัวเองแล้วแหละ!!!

ในการวางแผน เงินที่จะใช้ภายหลังเกษียณฯของแต่ละคนต่างกัน มูลค่ารวมของเงินที่ต้องใช้นั่นแหละ คือ “เป้าหมายของแผนการเงิน” (ของใคร มีมูลค่าเท่าไหร่ ก็ลองกรอกตัวเลขลงในตารางที่ผมเคยแจกไปดูนะ)

เมื่อได้เป้าหมายแล้ว สิ่งต่อมาคือ “วางแผนการลงทุน” เงินที่ควรจะใช้เริ่มต้นลงทุน (ในปัจจุบัน หรือ ปีที่ 0) ควรจะมีเท่าไหร่? หลังจากนี้ควรจะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยปีละเท่าไหร่? หรือ จะใส่เงินลงทุนเข้าพอร์ตสำหรับการเกษียณฯเท่าไหร่ และเมื่อไหร่บ้าง? สิ่งเหล่านี้เราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง

กุญแจสำคัญดอกที่ 4: อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญต่อการวางแผนการเกษียณฯ คือ “อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งปัจจัยนี้มันไม่ค่อยแน่นอน เป็นเรื่องที่เรากำหนดได้ยาก เพราะเราไม่รู้ว่าเงินที่เราลงทุนไปจะได้ผลตอบแทนหรือขาดทุน อย่างมากก็ทำได้แค่ประมาณการผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีเท่านั้น

ผลตอบแทนจากการลงทุน จะช่วยให้เงินลงทุนเติบโตยิ่งขึ้น บางครั้งผลตอบแทนก็มาในรูปแบบ Fixed Income คือ ดอกเบี้ย หรือเงินปันผลจากกองทุนรวมบางประเภท

ยิ่งได้ผลตอบแทนทบต้นที่สูง เงินลงทุนก็เติบโตได้ไว เหมือนกับปุ๋ย ที่เป็นตัวเร่งให้เงินลงทุนเจริญงอกงาม

งั้นลองมาดูผลตอบแทนที่คาดหวังจากสินทรัพย์ชนิดต่างๆกัน ผมเก็บข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2007-2017) พบว่า…

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 2.35% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาล 1-3 ปี เฉลี่ยได้ผลตอบแทน 2.94% ต่อปี

หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6.24% ต่อปี

ทองคำ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.75% ต่อปี

ตลาดหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 17% ต่อปี

จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์แต่ละชนิดให้ผลตอบแทนที่ต่างกัน และมีความเสี่ยงที่ต่างกันด้วย ซึ่งความเสี่ยงนั้นมาจากความผันผวนของสินทรัพย์แต่ละชนิด

เช่น ในปี 2008 ในช่วงที่อเมริกาเกิด Hamburger Crisis ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นไทย (SET) ได้รับอานิสงค์ ผลตอบแทนในปีนั้น ติดลบ 40% กว่า และปีต่อมาก็กลับมาทำกำไรให้นักลงทุนได้ถึง 60% แต่ในขณะเดียวกัน หุ้นกู้ภาคเอกชนกลับมีความผันผวนน้อยกว่า หุ้นกู้ทำผลตอบแทนให้นักลงทุนเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ขาดทุน แต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้เยอะเท่ากับตลาดหุ้น ในช่วงที่เป็นขาขึ้น

ถือเป็นเรื่องยาก ในการกำหนดผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนมากๆ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ แล้ว..ถ้าอยากกำหนดผลตอบแทนโดยเฉลี่ยให้ใกล้เคียงกับแผนที่วางไว้ล่ะ พอจะมีวิธีไหนบ้าง?

การลงทุนโดยจัดสัดส่วนสินทรัพย์ หรือ Asset Allocation เป็นวิธีลดความผันผวนในการลงทุน ด้วยการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ เพราะความเสี่ยงที่ต่างกัน เมื่อสินทรัพย์ชนิดหนึ่งให้ผลตอบแทนติดลบ แต่อีกชนิดหนึ่งจะสร้างผลกำไรให้ ทำให้พอร์ตฯการลงทุนไม่ติดลบมากจนเกินไป

เหมือนการวางไข่ไว้ในตระกร้าหลายๆใบ หากตระกร้าใบหนึ่งหล่น ไข่แตกเสียหาย เราก็ยังมีไข่จากตระกร้าใบอื่นๆเหลืออยู่ เพียงแต่ว่าเราเลือกที่จะวางไข่ลงในตระกร้าแต่ละใบด้วยสัดส่วนเท่าไหร่?

ถ้าไม่สามารถรับความเสี่ยงได้เยอะ ก็ให้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Fixed Income อย่าง พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นสัดส่วนใหญ่ แต่ถ้าชอบผลตอบแทนเยอะๆ รับความเสี่ยงได้สูง ก็จัดสัดส่วนเงินลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็น ซื้อกองทุนรวมในหุ้น หรือ ซื้อหุ้นเป็นรายตัวก็ได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

อัตราผลตอบแทนของเงินลงทุน ควรจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความสามารถในการรับความเสี่ยง อย่างที่บอกไปในตอนแรก ฉะนั้น จัดพอร์ตฯให้เหมาะสมกับปัจจัยอื่นๆด้วยนะครับ

กุญแจสำคัญดอกสุดท้าย: ป้องกันความเสี่ยงในยามฉุกเฉิน ด้วยประกันสุขภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด แต่ถ้าเงินก้อนนั้นมีโอกาสที่จะถูกรบกวนด้วยปัจจัยอื่นๆล่ะ !?

จากตัวอย่างในข้อแรก 

นายทุเรียนอายุ 40 ปี มีเงินลงทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เงินออมเดือนละ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อเดือน และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกจนถึง 90 ปี ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 7% ต่อปี อัตราเงินเฟ้อ 2.10% ต่อปี อยากจะออกจากงาน ตอนอายุ 50 ปี 

หากนายทุเรียน ตั้งใจจะเกษียณฯตามแผนนั้น จะต้องใช้เงินภายหลังเกษียณฯทั้งหมด 240,000 x 40 = 9,600,000 บาท เมื่อคิดอัตราเงินเฟ้อที่ 2.10% ต่อปีเงินที่ต้องมีจะกลายเป็น 19 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว !!!

ซึ่งวิธีเตรียมเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ยาก! หากเริ่มลงทุนก้อนแรก 1 ล้านบาท ออมเงินได้ปีละ 240,000 บาท และจัดพอร์ตลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 7% ตามแผนที่วางไว้

เงินทั้งหมดที่เตรียมไว้ ก็จะเพียงพอต่อการเกษียณฯ โดยมีวินัยในการใช้จ่ายตามแผนที่วางไว้ และต้องไม่มี”ค่าใช้จ่ายพิเศษ” อื่นๆมารบกวนเงินก้อนนี้อีกด้วย

หากวันข้างหน้า มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วเรา “พอจะคาดเดาได้” อย่างเช่น ซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถคันใหม่ ให้ญาติกู้ยืม ให้เราลองประมาณการค่าใช้จ่ายเหล่านี้คร่าวๆแล้วเตรียมเพิ่มจากเงินก้อนเดิมอีกทีก็ได้

แต่อย่าลืมว่า ยังมีค่าใช้จ่ายที่เรา “คาดไม่ถึง” เช่น อุบัติเหตุ หรือ โรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง มักจะมาหาเราโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผลกระทบด้านการเงินจากเหตุการณ์เหล่านี้ค่อนข้างรุนแรง

เมื่อดูข้อมูลจากโรงพยาบาลเอกชนระดับกลาง พบว่า

ค่ารักษาโรคกระดูกพรุน 1 แสนบาท ค่าผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โรคหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน 2.5 แสนบาท

ผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ 6 แสนบาท และโรคมะเร็งมากกว่า 1 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งยังไม่รวมค่าห้อง ค่าแพทย์ ที่ใช้ในการรักษาตัวเฉลี่ยคืนละ 7,000-10,000 บาทอีกต่างหาก

คงไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับการรักษาตัวแพงขนาดนี้ และคงไม่มีใครอยากใช้บริการสถานพยาบาลของรัฐที่มีคนไข้รอต่อคิวเยอะมาก ไม่ว่าใครก็อยากเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

ทางที่จะป้องกันเรื่องนี้ได้ คือการทำ “ประกันสุขภาพ” ซึ่งเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้กับบริษัทประกันภัย โดยใช้เงินก้อนเล็ก (เบี้ยประกัน) แลกกับเงินก้อนใหญ่ (ค่ารักษาพยาบาล) เป็น การสร้างเกราะคุ้มกันเงินสำหรับใช้ในยามเกษียณ อีกที แบบที่หลายคนพูดกันว่า

“ประกันสุขภาพทำไป แม้จะไม่ได้ใช้ แต่มีไว้อุ่นใจกว่า!”

และทั้งหมดคือกุญแจสำคัญของ การวางแผนเกษียณฯ ที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ อย่าลืมว่า ทุกวันนี้เรายังทำงาน เพื่อหาเลี้ยงปากท้องของเราและคนในครอบครัวอยู่ เมื่อถึงวันที่เราหยุดทุกอย่างแล้ว เราควรจะมีเงินสะสมไว้ใช้เอง จะได้ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน หรือถ้าเป็นโสด ก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในยามแก่ได้อย่างสบาย

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องสำคัญของคนไทยทุกคน

“อยากเป็น 3% ของคนไทยที่มีความสุขในยามชราภาพ หรืออยากเป็น 97% ที่ล้มเหลวในการวางแผน ก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะครับ”

[Review] Biz-Saving บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ย 1.4% สำหรับคนทำธุรกิจ

สำหรับแฟนเพจพี่ต้าร์ที่กำลังทำคิดจะเปิดธุรกิจใหม่หรือทำธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะธุรกิจ SME ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการหาบัญชีเงินฝากดีๆสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินใช่ไหมครับ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วที่ผมสังเกตมาก็คือ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มันไม่ค่อยเยอะ ก็เลยมองว่าใช้บริการธนาคารไหนก็ได้ ก็เลยเลือกใช้บริการธนาคารที่มีสาขาเยอะๆ จะได้สะดวกสบายเวลาไปทำธุรกรรม

แต่ถ้าเราลองสำรวจพฤติกรรมของคนยุคใหม่จะเห็นได้ว่า สมัยนี้เราเองก็ไม่ได้ไปธนาคารกันบ่อยเพราะเสียเวลาในการรอคิวกันมาก เวลาจะโอนเงิน รับเงินหรือจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆก็ใช้ระบบ Online กันมากขึ้น แค่เพียงเปิดมือถือหรือคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ Internet ก็ทำธุรกรรมทางการเงินได้แล้ว และเมื่อพฤติกรรมการใช้บริการทางธนาคารเราเปลี่ยนไป แสดงว่าจำนวนสาขาธนาคารอาจจะไม่ใช่ประเด็นในการเลือกใช้บริการอีกแล้ว และเราอาจจะกลับมาดูว่าฝากเงินไว้กับที่ไหนจะได้ประโยชน์สูงสุดมากกว่า

คำถามคือ “ถ้าเช่นนั้น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนิติบุคคลที่ไหนให้ดอกเบี้ยเยอะล่ะ?”

คราวนี้ผมก็พบว่าทางธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เขามีโครงการบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นิติบุคคลที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.40% โดยมีเงื่อนไขก็คือการเปิดบัญชีครั้งแรกอยู่ที่ 1 ล้านบาท ผมก็เลยไปหาข้อมูลดูว่าถ้าเทียบกับออมทรัพย์ปกติและธนาคารทั่วไปนั้นมีความแตกต่างอย่างไรบ้าง ตารางข้างล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างบัญชีประเภทต่างๆครับ

จะเห็นได้ว่าตอนนี้บัญชีเงินฝากนิติบุคคลแบบ Biz-Saving เมื่อเทียบกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปของธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์เองและบัญชีของธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆนั้นมีความแตกต่างในแง่ประโยชน์ต่างๆดังนี้ครับ

1. ให้ประโยชน์กับกลุ่มลูกค้าในทุกขนาดธุรกิจ

หากเราไปสำรวจดูอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากออมทรัพย์สำหรับนิติบุคคลของธนาคารขนาดใหญ่ทั่วไป เขาจะคิดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสุดสำหรับวงเงินต่ำกว่า 50 ล้านบาท ถ้าอยากจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมก็ต้องฝากมากกว่านั้น ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคนที่ทำธุรกิจประเภท SME ก็อาจจะไม่ได้ฝากมากขนาดนั้น เราอาจจะเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่มีเงินฝากเพียงแค่ 1-2 ล้านบาทในบริษัทเท่านั้น นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถถอนเงินได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แถมชำระบิลได้ไม่อั้น บัญชีเงินฝากประเภท Biz-Saving นี้ก็จะตอบโจทย์ให้กับเราค่อนข้างมากในเรื่องผลประโยชน์ให้กับลูกค้าในทุกขนาดธุรกิจนะครับ

2. ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีอื่น

อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากนิติบุคคลของธนาคารขนาดใหญ่ทั่วไปนั้นจะอยู่ที่ 0.10% – 0.375% ขึ้นอยู่กับธนาคารนะครับ แต่สำหรับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่สูง โดยบัญชีประเภท Biz-Saving จะให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ 1.40%

3. ให้ดอกเบี้ยโดยมองจากยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยในแต่ละเดือน

ข้อดีของบัญชีนี้คือจะคิดดอกเบี้ยและจ่ายให้เป็นรายเดือนนะครับ ซึ่งแตกต่างจากบัญชีทั่วๆไปที่จะจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โดยการให้ดอกเบี้ยนั้นจะคิดจากยอดเงินฝากเฉลี่ยในเดือนนั้นๆ เช่น บางเดือนเราอาจจะมียอดคงเหลือแค่ 8 แสนบาท แต่ในระหว่างเดือนมีบางวันมีเงินฝาก 2-3 ล้านบาท ทางธนาคารก็จะถัวเฉลี่ยกันไป ซึ่งถ้าหากออกมาแล้วมากกว่า 1 ล้านบาท ธนาคารก็จะมอบดอกเบี้ยให้ที่อัตรา 1.40% นะครับ แต่ถ้าไม่ถึงก็จะให้ 0.875% ซึ่งก็ยังมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากนิติบุคคลของธนาคารทั่วไปอีกด้วย

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการทำธุรกรรมอย่างทันสมัย

โดยปกติแล้วการทำธุรกิจนั้นย่อมมีการโอนเงินระหว่างเรากับคู่ค้าอยู่เสมอและหลายๆครั้งลูกค้าก็จะสอบถามเราว่าเราใช้บริการธนาคารอะไร ซึ่งเขาจะชอบใจมากหากเราใช้ธนาคารเดียวกับเขาเพราะเวลาโอนเงินหากันก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียม ลูกค้านิติบุคคลหลายๆเจ้าก็เลยเปิดบัญชีรองรับไว้หลายๆแห่งเพื่อทำธุรกิจ ซึ่งบางทีมันซ้ำซ้อนและกลายเป็นต้นทุนการจัดการของบริษัทเราเองค่อนข้างมาก

สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือในสมัยนี้เราสามารถใช้บริการรับเงินโอนได้โดยที่คู่ค้าเราเสียค่าธรรมเนียมในการโอนในราคาที่ถูกลงทั่วประเทศผ่านระบบพร้อมเพย์ ตรงนี้จะเหมาะกับพ่อค้าแม่ค้ายุคใหม่ที่ขายของ Online และลูกค้าอยู่ทั่วประเทศไทยเป็นอย่างมาก จากเดิมที่โอนเงินเสียค่าธรรมเนียมถึง 25-35 บาท กลายเป็นไม่ต้องเสียเลยหรือเสียอย่างมากสุดแค่ 10 บาท

วิธีการก็คือเราต้องผูกบัญชีออมทรัพย์กับหมายเลขนิติบุคคลของบริษัท โดยการยื่นเรื่องผูกบัญชีที่ธนาคาร เพียงแค่เตรียมเอกสารดังนี้ครับ

  1.   ใบคำขอสมัคร Business PromptPay > Download
  2.   สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / passport กรรมการบริษัท / ผู้กระทำการแทน
  3.   สำเนาสมุดบัญชีออมทรัพย์ / สำเนาเช็ค
  4.   หนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคล ที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน 3 เดือน
  5.   สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)
  6.   หนังสือมอบอำนาจ (กรณีผู้มีอำนาจไม่ได้มาลงทะเบียนด้วยตนเอง) > Download

และอย่าลืมเวลาส่ง Invoice ให้ลูกค้าอาจจะแจ้งทั้งหมายเลขบัญชี และ หมายเลขนิติบุคคลบริษัทหากลูกค้าต้องการโอนผ่านพร้อมเพย์นะครับ

ข้อสรุปจากการ Review

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Biz-Saving ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นั้น เหมาะสำหรับลูกค้าธุรกิจในทุกขนาดธุรกิจ เปิดบัญชีครั้งแรกด้วยยอดเงิน 1 ล้านบาท และมียอดเงินฝากถัวเฉลี่ยในแต่ละเดือนเพียง 1 ล้านบาท ก็จะได้รับดอกเบี้ยถึง 1.40% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเมื่อเทียบกับเงินฝากออมทรัพย์นิติบุคคลของธนาคารอื่นๆโดยทั่วไ

เคลียร์ให้ชัดทุกข้อสงสัยกับประกันชีวิตผู้สูงอายุ

“ซื้อประกันผู้สูงอายุไป สุดท้ายพอเสียชีวิต บริษัทก็ไม่จ่าย”
“หลอกว่าไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ แต่พอถึงเวลาเบิก กลับเบิกไม่ได้”
“โฆษณาซะสวยหรูดูดี หว่านล้อมสารพัด แต่พอเบิก กลับบิดพลิ้ว หาเหตุผลมาไม่จ่ายเราจนได้”
“ข้อมูลสำคัญที่ต้องบอก กลับตุกติก ไม่บอก แล้วก็กลายเป็นทำให้เราผิดเงื่อนไข”
“บริษัทประกันมันโกง! อย่าไปถูกหลอกทำประกันผู้สูงอายุ!!”

นั่นคือเสียงสะท้อนจากใครหลายๆคน เมื่อพูดถึงการทำประกันผู้สูงอายุที่เราเห็นกันบ่อยๆในโฆษณาทางทีวี จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวดราม่า ทั้งแชร์ทั้งแฉกันทั้งบนเฟสบุ๊คและเว็บบอร์ดสาธารณะ ทำให้คนทั่วไปเข็ดขยาดกับการทำประกันเป็นแถบๆ

ทำไมมันจึงเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น? ความผิดพลาดหรือความบกพร่องจริงๆมันอยู่ตรงไหน? บริษัทประกันโกงเราจริงไหม? ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเราได้? เราควรจะเตรียมตัวรับมือป้องกันตัวเองยังไง? เราจะมีวิธีแก้ไขยังไงบ้าง?

วันนี้ผมจะมาช่วยทุกคนหาคำตอบของคำถามดังกล่าว เพื่อให้เรื่องประเด็นดราม่าประกันผู้สูงอายุนี้มันถูกเคลียร์คัตชัดเจน ต่อจากนี้จะได้ไม่มีคนเสียหายจากการทำประกันผู้สูงอายุกันนะครับ!

แต่ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ประกันที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพของคนเรา มีอยู่หลายแบบ ถ้าเป็นประกันชีวิตก็มีทั้งแบบเน้นความคุ้มครอง ที่จะจ่ายเงินเฉพาะกรณีเสียชีวิต, แบบสะสมทรัพย์ ที่การันตีเงินคืนรายงวดและเงินคืนเมื่อครบสัญญา, แบบบำนาญ ที่การันตีเงินคืนหลังเกษียณทุกๆปี หรือแบบควบการลงทุน ที่ได้ทั้งเรื่องความคุ้มครองและเหมือนซื้อหุ้นคู่ไปด้วยมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ถ้าอยากได้ความคุ้มครอง หรือเงินชดเชยเวลาต้องเข้าโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ก็จะมีประกันสุขภาพ (ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติม) หรือประกันอุบัติเหตุครับ

ดังนั้น ประกันชีวิตผู้สูงอายุ จึงเป็นประกันประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นประกันชีวิต (มักจ่ายเงินเฉพาะกรณีเสียชีวิต) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนที่มีอายุมาก มีแนวโน้มที่จะมีโรคประจำตัว มากกว่ากลุ่มอื่นครับ

ถาม 1 : ตกลงแล้วเงื่อนไขจริงๆทั้งหมดของการสมัครทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ และการจ่ายเงินผลประโยชน์มีอะไรบ้าง?

ตอบ 1 : เงื่อนไขทั้งหมดของการสมัครทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ มีดังนี้ครับ

  • ทำได้เฉพาะคนอายุ 50-70 ปี
  • ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ

ส่วนเงื่อนไขการจ่ายเงินผลประโยชน์ของประกันผู้สูงอายุ มีดังนี้ครับ

  • จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (ถ้าพิการ ป่วย เข้าโรงพยาบาลรักษา ไม่จ่ายนะครับ เพราะไม่ใช่ประกันสุขภาพ ยกเว้นจะไปซื้อแบบที่เค้าขายสัญญาเพิ่มเติมพ่วงด้วย หรือบางทีอาจขายเป็นแพ็คเกจก็พอมีครับ แต่เงื่อนไขของการสมัครทำประกันก็อาจแตกต่างจากที่บอกไปนะครับ)
  • ถ้าเสียชีวิตภายใน 2 ปีนับตั้งแต่วันที่อนุมัติในกรมธรรม์ จะจ่ายต่างกันจาก 2 สาเหตุดังนี้
    ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ = จะจ่ายเท่ากับจำนวนเงินเอาประกันเต็มจำนวน  แล้วยังได้รับเบี้ยที่ เราจ่ายไปทั้งหมดคืน + เงินอีก 2-5% ของเบี้ยนั้น
    ถ้าเสียชีวิตจากกรณีเป็นโรค จะไม่จ่ายเท่ากับจำนวนเงินประกัน แต่จะจ่ายเบี้ยที่เราจ่ายไปทั้งหมดคืน + เงินอีก 2-5% (ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท)
  • ถ้าเสียชีวิตหลัง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์เริ่ม บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันเต็มจำนวน ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคก็ตาม

ข้อมูลเพิ่มเติม : ประกันชีวิตผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะโฆษณาทางทีวี และเราสามารถสมัครทำประกันผ่านทางโทรศัพท์ได้เลยไม่ต้องผ่านตัวแทนนะครับ (อาจจะมีประกันชีวิตผู้สูงอายุบางตัว หรือบางบริษัทที่ขายผ่านตัวแทน)

ทั้งหมดนี้ คือลักษณะของการทำประกันชีวิตผู้สูงอายุนะครับ ถ้าผิดไปจากนี้ ขอให้รู้เลยว่า นั่นไม่ใช่ประกันชีวิตผู้สูงอายุ เป็นประกันแบบอื่นครับ

*note

เงินเอาประกัน ก็หมายถึง จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เราเลือกไว้ ให้บริษัทประกันจ่ายตามที่ระบุในกรมธรรม์ ถ้าเราตาย
– เบี้ยประกัน ก็หมายถึง เงินที่เราจ่ายทุกๆปี หรือทุกเดือน เพื่อเป็นค่าทำประกัน นั่นแหละครับ

ถาม 2 : ไม่ต้องตรวจสุขภาพและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ไม่ต้องรายงานสุขภาพตัวเองให้บริษัทรู้ จริงๆเหรอ? ถ้าเป็นโรคมาก่อน ก็สามารถทำได้จริงๆใช่ไหม? ทำไมบริษัทยอมให้ทำ? ถ้าตายเพราะโรคที่เป็นมาก่อนบริษัทจะจ่ายเงินแน่นะ?

ตอบ 2 : ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพจริงๆครับ เพราะแบบประกันชีวิตผู้สูงอายุถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีอายุค่อนข้างมาก มีโอกาสเป็นโรคหรืออาจไม่แข็งแรงนัก ทางบริษัทเลยต้องออกแบบประกันชีวิตอีกแบบ แยกออกมาจากประกันชีวิตแบบอื่นๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ มีโอกาสทำประกันชีวิตได้ (ประกันชีวิตแบบอื่นอาจจะทำไม่ได้ เพราะบริษัทประกันปฏิเสธ หรือต้องเพิ่มเบี้ย) แต่ก็ต้องแลกกับเงื่อนไขที่ว่า ถ้าเสียชีวิตภายใน 2 ปีแรก จากการเป็นโรค ไม่ว่าโรคอะไรก็ตาม บริษัทจะไม่จ่ายเงินเอาประกันให้ (แต่จะจ่ายคืนเบี้ยที่จ่ายมา + เงินอีก 2-5% ของเบี้ยแทน) เพราะบริษัทประกันเขาก็ต้องระวังว่าจะเจ๊งได้ ถ้าเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป หากมีใครมาเคลมเพราะเสียชีวิตจากโรคประจำตัวพร้อมกันเยอะๆเหมือนกันครับ แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุเค้าไม่มีเงื่อนไขนี้ครับ

ถาม 3 : แล้วถ้าทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ โดยที่ไม่เคยเป็นโรคอะไรมาก่อน แต่พอทำแล้ว เสียชีวิตเพราะโรคที่เพิ่งเคยเป็น ภายใน 2 ปี แบบนี้จะได้เงินไหม?

ตอบ 3 : ภายใน2ปีแรกถ้าเสียชีวิตจากโรคที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ถือว่าเสียชีวิตเพราะโรคเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บริษัทจะไม่จ่ายเงินเอาประกันครับ แต่คืนเบี้ยที่จ่ายมาให้+เงินอีก 2-5% (อันนี้ก็แล้วแต่ละบริษัท) ถือเป็นเงื่อนไขที่คนทำประกันชีวิตผู้สูงอายุต้องเข้าใจและยอมรับตรงจุดนี้ครับ (ซึ่งกรณีแบบนี้ ถ้ามั่นใจว่า ตัวเองไม่เคยเป็นโรคมาก่อนแน่ๆ ปัจจุบันไม่มีปัญหาสุข

THG ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป: IPO ใหม่ เครือข่ายการดูแลสุขภาพของทุกช่วงชีวิต

สำหรับเพื่อนๆ ที่เป็นแฟนคลับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเหมือนผม คงจะติดตามข่าวสารของธุรกิจกลุ่มนี้กันอยู่ตลอดใช่ไหมครับ เพราะเป็นธุรกิจที่ใครๆ ก็มองว่าจะตอบโจทย์ ‘Mega Trend’ ในอนาคต จากการที่สังคมไทยใกล้จะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ แห่ง รวมทั้งสมัยนี้หลายคนก็หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพ หุ้นของบริษัทที่ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพก็เลยเนื้อหอมไม่น้อย และในวันนี้ก็มีหุ้น IPO น้องใหม่ที่จะมาเล่าให้ฟังอีกแห่งหนึ่งคือ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือตัวย่อที่เราเรียกว่า THG นะครับ

สำหรับบทความนี้ เดี๋ยวผมจะพาไปดูบริษัทฯ นี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของธุรกิจและการให้บริการ ผลการดำเนินงาน โครงสร้างผู้ถือหุ้น ตลอดจนความเสี่ยงต่างๆ เผื่อเพื่อนๆ สามารถนำไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนครับ โดยมาเริ่มดูกันทีละหัวข้อเลย

ข้อมูลธุรกิจและบริการ

1) ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์

โรงพยาบาลของบริษัทฯ และที่อยู่ในเครือของ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วนะครับ โดยมีโรงพยาบาลที่อยู่ในกรุงเทพฯ 2 แห่ง และต่างจังหวัด 3 แห่ง ปัจจุบันมีการขยายไปร่วมทุนเพื่อให้บริการในประเทศจีนแล้ว 1 แห่ง นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ก็กำลังดำเนินการสร้างโรงพยาบาลกับพันธมิตรในประเทศเมียนมาร์ด้วยนะครับ ซึ่งตลาดเมียนมาร์นั้นเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ในอนาคต เนื่องจากยังไม่ค่อยมีบริการด้านสุขภาพที่ทันสมัยมากเท่าไหร่นัก

ตารางข้างล่างนี้จะสรุปให้ดูข้อมูลว่า เครือโรงพยาบาลของบริษัทฯ ที่ให้บริการในปัจจุบันนั้นมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง (เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ในโรงพยาบาลต่างๆ ได้จาก Filing เพิ่มเติมนะครับ)

หมายเหตุ: ประมาณการจำนวนเตียงให้บริการหลังจากปรับปรุงเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2560 เท่ากับ 190 เตียง

นอกจากธุรกิจโรงพยาบาลแล้ว ทางบริษัทฯ มีธุรกิจรับจ้างเหมาบริหารจัดการโรงพยาบาล โดยปัจจุบันได้รับบริหารโรงพยาบาลเมืองพัทยา จำนวน 110 เตียง โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขนาด 129 เตียง และศูนย์แพทย์ชุมชนนานาชาติเกาะล้าน อีกทั้งกำลังเจรจาเพื่อบริหารโรงพยาบาลในประเทศจีน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีธุรกิจศูนย์แพทย์เฉพาะทางด้วยนะครับ โดยเป็นโครงการความร่วมมือของบริษัท ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลธนบุรี จำกัด และโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการบริการที่โรงพยาบาลภัทร ธนบุรี จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

2) ธุรกิจ Healthcare Solution Provider

ในกลุ่มนี้ประกอบด้วยธุรกิจ Home Healthcare ซึ่งทางโรงพยาบาลจะส่งบุคลากรทางการแพทย์มาให้บริการถึงบ้าน ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางมาที่โรงพยาบาล เช่น คุณแม่หลังคลอด ผู้ป่วยหลังผ่าตัด บริการกายภาพ ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนสร้างศูนย์พักฟื้นผู้ป่วย (Step-Down Care) เพื่อให้บริการผู้ป่วยที่ไม่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยครับ

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทันตกรรม เครื่องเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจรในลักษณะ One-Stop Service รวมถึงร้านขายยา Apex Health Care ซึ่งมีสาขาตามห้างสรรพสินค้า 10 แห่งนะครับ

3) ธุรกิจอื่นๆ

บริษัทฯ มีธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารโรงพยาบาล เพื่อช่วยในการจัดการข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลทางการแพทย์ สิทธิ์การรักษา การบริหารจัดการการเงิน การบัญชี และต้นทุน ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน รวมถึงธุรกิจพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการแพทย์และสุขภาพในอนาคต

จากธุรกิจทั้ง 3 ประเภทนั้น เราก็คงพอเห็นภาพคร่าวๆ นะครับว่า บริษัทฯ ทำธุรกิจอะไรบ้าง หลักๆ แล้วคือการให้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล การรับจ้างเหมาบริหารโรงพยาบาล และศูนย์แพทย์เฉพาะทาง โดยในส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็จะเป็นการสนับสนุนทางการแพทย์และสุขภาพ

ทีนี้เรามาดูโครงสร้างรายได้กันนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ

งวดปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559

จะเห็นได้ว่า โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ นั้นอยู่ที่ ‘ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์’ ถึง 93.36% ซึ่งผมได้ดูข้อมูลแยกย่อยมาครับว่า ในส่วนนี้ถ้าแบ่งย่อยลงไปอีก จะเป็นรายได้จากธุรกิจรักษาพยาบาลและธุรกิจรับจ้างบริหารโรงพยาบาล ดังนี้ครับ

ทีนี้ เรามาดูว่าบริษัทฯ มีงบการเงินเป็นอย่างไรบ้าง ผมเลยลองดูข้อมูลจาก Filing ที่ทางบริษัทฯ ยื่นกับ ก.ล.ต. มีรายละเอียดดังนี้ครับ

จะเห็นได้ว่า รายได้รวมของบริษัทฯ มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยล่าสุดมีรายได้รวมอยู่ที่ 6,228.67 ล้านบาท ส่วนกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิมีการปรับลดลงมาบ้าง จากต้นทุนสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น

หากเราอ่านข้อมูล Filing เพิ่มเติมในส่วนของโครงการในอนาคต สิ่งที่จะเข้ามาช่วยบริษัทฯ มีกำไรเพิ่มเติมก็คือการขยายกิจการใหม่ๆ ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลธนบุรีก็มีแผนการขยายอาคาร ขยายกำลังการให้บริการผู้ป่วย และการลงทุนในธุรกิจ Healthcare Solution Provider ซึ่งจะทำให้ผลกำไรของบริษัทฯ มีมากขึ้นครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save