แฟนเพจหลายคนโพสต์มาถามว่าเป็นฟรีแลนซ์ มีรายได้ขึ้นๆลงๆ จะออมเงินยังไง มีวิธีจัดการเงินแบบไหนบ้าง แล้วถ้ามีหนี้ด้วยจะทำอย่างไร อืมมมม เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ คิดว่าน่าจะมีหลายคนที่เป็นแบบนี้ เราขอตอบพร้อมกันในบทความ "3เรื่องที่ฟรีแลนซ์ควรรู้" ทีเดียวเลยนะจ๊ะ
จากประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำงานประจำและปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่ามันมีวิธีจัดการเรื่องเงินที่แตกต่างกัน สำหรับคนที่กำลังจะลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์และคนที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้วก็อาจจะนำไอเดียนี้ไปลองปรับใช้ดูนะจ๊ะ (บทความนี้จะเขียนวิธีการจัดการเงินของฟรีแลนซ์นะจ๊ะ ส่วนคนที่ทำงานประจำอ่านได้ที่ บทความนี้ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!! คลิกที่นี่)
รายได้ของฟรีแลนซ์
ฟรีแลนซ์หรือคนที่ทำงานอิสระ แม้ว่าได้ทำงานตามความฝันก็จริง แต่มันเป็นอาชีพที่มีรายได้แปรปรวนยิ่งกว่าคนวัยทอง บางเดือนมีเงินก้อนไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ให้เราบันเทิงเริงใจ บางเดือนเงินเข้ามาแบบกระปริบกระปรอยให้พอมีประทังชีวิตไปวันๆ ในขณะที่บางเดือนน้ำตาเล็ดเพราะไม่มีเงินกระเด็นเข้ากระเป๋ามาเลยสักบาท
ยัง!! ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ ถ้าคิดที่จะรักอิสระก็ต้องดูแตัวเอง ด้วยการจ่ายประกันสังคม ซื้อประกันชีวิต ซื้อประกันสุขภาพและเก็บเงินเกษียณเอง นี่แหละคือชีวิตจริงของฟรีแลนซ์ เมื่อมีเงินเข้ากระเป๋ามาแล้วก็จะต้องหาวิธีจัดการให้มันอยู่กับเรานานๆ เพื่อจะได้มีลมหายใจไปต่อยอดความฝันต่อไปนะจ๊ะ
3 เรื่องเงินที่ฟรีแลนซ์ควรรู้
เรื่องแรก รู้จักเงินในกระเป๋าของตัวเอง?
เราควรรู้ว่าปัจจุบันการเงินของตัวเองเป็นอย่างไร ทั้งฝั่งรายรับและฝั่งรายจ่าย เช่น มีรายได้จากทิศทางไหนบ้าง มีเงินเก็บไว้ที่ไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่ มีหนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือนเท่าไหร่ และมีรายจ่ายส่วนตัวอะไรบ้าง จะทำให้เราเห็นภาพรวมเงินของตัวเองมากขึ้น
แผนที่การเงินของเรา…

จุดนี้เองที่วิธีจัดการเงินของฟรีแลนซ์แตกต่างกับคนที่ทำงานประจำ เพราะเราจะให้ความสำคัญกับหนี้สินเป็นอันดับแรก เมื่อได้มีรายได้เข้ามาก็นำไปจ่ายหนี้สิน แบ่งไปออมเงิน แล้วค่อยนำไปใช้จ่ายกับเรื่องส่วนตัว เพราะอะไรถึงมองแบบนี้คำเฉลยอยู่ที่เนื้อหาถัดไปนะจ๊ะ
สมการเงินออมของฟรีแลนซ์
รายได้ – หนี้สิน – เงินออม = รายจ่ายส่วนตัว
เราแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ตามนี้นะจ๊ะ
ส่วนที่ 1 หนี้สิน
รายได้ไม่แน่นอน มาบ้าง ไม่มาบ้าง แต่หนี้สินนี่ซิ มันมาหาเราทุกเดือนแบบตรงเวลาเป๊ะ เราจะรู้ว่าแต่ละเดือนต้องจ่ายหนี้เท่าไหร่ ถ้าเราแกล้งลืมหรือจ่ายล่าช้าก็จะทำให้เสียเครดิต มีประวัติด่างพร้อยในเครดิตบูโร แล้วถ้าในอนาคตเราต้องการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (เช่น ซื้อบ้าน ลงทุนทำธุรกิจ) มันก็จะยากมากขึ้น หรือเสียดอกเบี้ยแพงกว่าคนอื่น อุต๊ะ!! มันส่งผลเสียยาวเป็นหางว่าวเลยนะจ๊ะ
สาเหตุนี้เองที่ฟรีแลนซ์ควรให้ความสำคัญกับหนี้สินเป็นอย่างแรก ถ้าพลาดแค่ครั้งเดียว อนาคตมืดมนกันเลยทีเดียว และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ เราจะรู้ตัวเองว่าสามารถสร้างหนี้ได้อีกเท่าไหร่ ที่จะทำให้ตัวเองไม่เดือดร้อน

ควรแบ่งหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ หนี้ระยะสั้น (บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ) และหนี้ระยาว (ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ) ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ ตอนนี้จ่ายรายเดือนเท่าไหร่ จะหมดหนี้ช่วงไหน ถ้าเขียนออกมาได้ชัดเจนก็จะรู้ว่า ตัวเองควรมีเงินขั้นต่ำที่เป็นเงินฉุกเฉินเก็บไว้ในบัญชีเท่าไหร่
ตัวอย่าง ใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% เดือนละ 1,000 บาท 6 เดือน และผ่อนบ้าน 20 ปี เดือนละ 15,000 บาท แสดงว่าเราจะต้องจ่ายหนี้เดือนละ 16,000 บาท (จำตัวเลขนี้ไว้เพราะจะนำมาคำนวณเงินฉุกเฉินในหัวข้อต่อไป)
ส่วนที่ 2 เงินออม
เขียนเป้าหมายชีวิตของตัวเองออกมาว่าในอนาคตต้องการอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อจะได้หาตัวช่วยเก็บเงินให้สำเร็จตามที่คิดไว้ เช่น วางแผนซื้อบ้าน ท่องเทียว เรียนต่อ เกษียณลั้นลา ฯลฯ เพราะวิธีการเก็บเงินแต่ละแบบนั้นเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน

แบ่งเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น กลางและยาว พร้อมกับจับคู่กับวิธีการเก็บเงิน
ตัวอย่าง ถ้าเราต้องการเก็บเงินไว้ใช้ตอนช่วงที่เกษียณอายุ แต่เอาไปไว้ที่ฝากออมทรัพย์ เพราะมันง่าย รู้ว่าฝากเงินแล้วก็ได้รับดอกเบี้ย ไม่ชอบการลงทุนแบบอื่นๆที่มีหลายขั้นตอนและใช้เอกสารเยอะ
เราควรมองอีกมุมหนึ่งนะจ๊ะ แม้ว่าการฝากออมทรัพย์มันง่ายกับเราก็จริง แต่เงินก้อนนี้อาจจะอยู่ไม่ถึงวันที่เราเกษียณก็ได้ เพราะเราอาจจะถอนออกมาใช้หมดก่อน
สิ่งสำคัญ คือ เงินของเรามันมีค่าลดลงทุกวันๆ ดูจากราคาข้าวราดแกง แต่ก่อนจานละ 15-20 บาท ตอนนี้ราคาจานละ 40-50 บาท ถ้าเรามีเงิน 100 บาทเก็บไว้ในออมทรัพย์เฉยๆก็จะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งการลงทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะรักษามูลค่าของเงินเอาไว้ได้ แต่จะลงทุนอะไรก็ต้องเหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา
ดังนั้น ควรหาวิธีเก็บเงินที่จะช่วยบังคับให้เราเก็บเงินเกษียณ โดยเก็บไว้ที่ที่ถอนออกยากๆ และถ้าให้ผลตอบแทนพอๆกับเงินเฟ้อหรือมากกว่าก็จะดีมากเพราะรักษามูลค่าของเงินได้อีกด้วย เช่น RMF กอช. ประกันชีวิตแบบบำนาญ ประกันสังคม
ส่วนที่ 3 รายจ่ายส่วนตัว

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง ควรรู้ว่าแต่ละเดือนเราใช้จ่ายเท่าไหร่กับสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้ชีวิตของเราอยู่รอดและสิ่งบันเทิงเริงใจที่จะทำให้ชีวิตสดชื่น การแบ่งรายจ่ายส่วนตัวมันมีประโยชน์ช่วงที่บางเดือนไม่มีรายได้เข้ามาหรือเข้ามาน้อย เราจะได้รู้&
ออมหุ้นแล้วขาดทุน ออมกองทุนดีกว่ามั้ย?
ออมหุ้นแล้วขาดทุน ออมกองทุนดีกว่ามั้ย? จะว่าไปแล้วในปัจจุบันการออมนั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ หลายคนตระหนักดีว่านำเงินออมที่เหลือในแต่ละเดือนไปฝากไว้กับธนาคารนั้น อาจจะไม่เพียงพอต่อชีวิตในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการสร้างครอบครัว ซื้อทรัพย์สิน ตลอดจนการสร้างไลฟ์สไตล์อย่างที่เราต้องการในยามเกษียณ อีกทั้งสมัยนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเองก็น้อยมาก จำนวนเงินที่เราฝากเอาไว้นั้นก็ไม่สามารถงอกเงยได้ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้นในแต่ละวันอย่างต่อเนื่องได้
ทางออกของคนรุ่นใหม่จึงมองหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเดิม และนำเงินออมที่ตัวเองจัดสรรมาลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งหรือผลกำไรที่มากขึ้น เช่น การออมหุ้นด้วยการซื้ออย่างเป็นประจำ หรือการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพดีตามจัดหว่ะของราคาที่น่าสนใจ แต่ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในแนวไหนก็ตาม หุ้นคือเครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูง หากเราใช้อย่างไม่เข้าใจ แทนที่เราจะสร้างความมั่งคั่งได้กลับกลายเป็นการนำเงินมาสูญเสียความมั่งคั่งและทำให้สถานะทางการเงินเราแย่กว่าเดิม
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเรามองว่าหุ้นนั้นมีความเสี่ยงและอยากหาใครซักคนมาช่วยสร้างความมั่งคั่ง การออมในกองทุนรวมนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถซื้อหุ้นได้โดยที่เราไม่ต้องมาลงทุนเองแต่มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยจัดการให้
มาดูข้อดีของการออมในกองทุนรวมกันว่ามีอะไรบ้าง?
1. มีผู้เชี่ยวชาญช่วยในการสร้างความมั่งคั่ง
ถ้าเป็นหุ้นแล้วเราจะต้องดำเนินการเองทุกอย่าง ตั้งแต่การวิเคราะห์ตั้งแต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม จนถึงภาพพื้นฐานของบริษัททั้งในแง่คุณภาพของกิจการ ตัวเลขการเติบโตและสร้างผลกำไร รวมทั้งการประเมินมูลค่าที่ควรซื้อ หรือการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆเพื่อให้สามารถซื้อหุ้นได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่ในส่วนของกองทุนรวมนั้น หน้าที่ดังกล่าวจะเป็นของ ผู้จัดการกองทุน ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีประสบการณ์ในการลงทุน เราจึงสามารถไว้วางใจได้ ซึ่งการออมในกองทุนนี้เหมาะสมกับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนแต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มอย่างไร
2. เลือกออมได้ตามความเสี่ยงที่เหมาะสม
สิ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือนักลงทุนแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน บางคนรับการขาดทุนได้มาก บางคนรับการขาดทุนไม่ได้เลย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนั้นจึงสร้างทางเลือกในการลงทุนหลายๆแบบเพื่อนักลงทุนทุกคน โดยก่อนที่เราจะซื้อกองทุน เจ้าหน้าที่จะให้เรากรอกแบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งผลประเมินนั้นจะทำให้เราทราบว่า เราเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับใด เพื่อเป็นส่วนประกอบในการให้คำแนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
3. สามารถสร้างวินัยในการออมได้ด้วยเงินไม่มาก
การลงทุนจะประสบความสำเร็จได้ ปัจจัยที่สำคัญที่จะไปสู่เป้าหมายทางการเงินนั้นก็คือเรื่องของวินัยทางการเงิน การออมในกองทุนรวมนั้นมีระบบการซื้อแบบอัตโนมัติ ซึ่งนักลงทุนสามารถหักเงินในบัญชีธนาคารไปซื้อหน่วยลงทุนได้ทุกเดือนเรียกว่าการลงทุนแบบ DCA โดยในแต่ละครั้งในการซื้อสามารถเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก บางกองทุนไม่มีจำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุน บางกองทุนเริ่มต้นที่ 1,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ทุกคนสามารถออมได้อย่างไม่ยากในแต่ละเดือนและสามารถปรับเปลี่ยนเงินให้เพิ่มขึ้นตามความสามารถในการออม การออมแบบนี้จะเป็นการสร้างวินัยในการออมให้กับตัวเอง
4. กองทุนรวม RMF และ LTF สามารถลดหย่อนภาษีได้
ข้อดีของการออมในกองทุนรวมนั้นคือในกองทุนประเภท RMF และ LTF นั้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ซึ่งหากเราเป็นผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นย่อมได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากการจ่ายภาษีที่น้อยลงแล้ว การออมในกองทุนลักษณะนี้ยังสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาวได้อีกด้วย ในขณะเดียวกันการออมในหุ้นจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
จะเห็นได้ว่า การออมในกองทุนรวมนั้นนอกจากจะมีผู้จัดการกองทุนมาช่วยบริหารเงินทองของเราให้เกิดความมั่งคังโดยที่เราไม่ต้องเลือกหุ้นให้ปวดหัวด้วยตัวเองแล้ว กองทุนรวมยังมีข้อดีอีกหลายอย่างไม่ว่าจะมีความหลากหลายให้เราได้เลือกลงทุนตามความเสี่ยงของเรา เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราออมอย่างมีวินัยไปจนถึงเป้าหมายและในกองทุนรวมประเภท RMF และ LTF ยังสามารถช่วยให้เราสร้างความมั่งคั่งพร้อมๆกับการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
“มือใหม่…วางแผนซื้อประกันยังไงดี?”
สำหรับการเลือกซื้อประกันชีวิตแล้ว สำหรับบางคนอาจดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเหมือนกับการเข็นครกขึ้นภูเขา โดยเฉพาะกับมือใหม่ (ที่อาจจะเริ่มชายตามามองหาประกันชีวิตเพื่อเอาไว้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี) เนื่องจากความรู้เรื่องประกันชีวิตนั้นหาศึกษาในแบบที่เข้าใจง่ายๆ ได้ยาก ถ้าอยากจะรู้รายละเอียดก็อาจจะต้องถามเอาจากตัวแทน แต่ส่วนใหญ่คนก็กลัวจะถูกเสนอขายทันที แถมเงื่อนไขต่างๆ และภาษาที่ใช้ ก็มักจะใช้ภาษาที่มีลักษณะเป็นทางการที่อาจจะเข้าใจยาก รายละเอียดก็เยอะแยะไปหมด
สุดท้ายบางคนก็ใช้วิธีถามเอาจากเพื่อนๆ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเอา ซึ่งถ้าโชคดีได้เจอคนรู้จริงก็ดีไป แต่ถ้าโชคร้ายเจอคนไม่รู้จริงก็จะยิ่งทำให้เราเข้าใจแบบผิดๆไปกันใหญ่จนอาจทำให้ตัดสินใจเลือกแบบประกันที่ ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของเราจริงๆ มารู้อีกทีก็ตอนทำประกันไปแล้ว
“ดังนั้น วันนี้ผมจะขอแนะนำ 3 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ในการวางแผนเลือกซื้อประกันชีวิตให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า อ่านจบ
สามารถเดินไปซื้อประกันชีวิตแบบที่คุ้มค่าที่สุดให้กับตัวเองได้เลยทีเดียว ดังนี้ครับ!”
1. เลือกประเภทให้สอดคล้องกับความต้องการ/ความจำเป็น
ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า ประกันชีวิตแบบพื้นฐานมีอยู่ 4 ประเภท และแต่ละประเภท ก็เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกัน ดังนี้
แบบตลอดชีพ
เหมาะกับคนที่เน้นความคุ้มครองชีวิตระยะยาว ไม่เน้นผลตอบแทน เพื่อความมั่นคงในชีวิตของคนที่เราดูแล เช่น สำหรับคนที่มีลูกเล็ก หรือคนที่ต้องการวางแผนสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว
แบบชั่วระยะเวลา
เหมาะกับคนที่เน้นความคุ้มครองชีวิตระยะสั้น-ปานกลาง ช่วง 10-20 ปี ไม่มีผลตอบแทน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น เพื่อความมั่นคงในชีวิตของคนข้างหลังอีกเช่นกัน เช่น คนที่มีภาระหนี้บ้าน หรือต้องการคุ้มครองลูกในวัยเรียน
แบบสะสมทรัพย์
เหมาะกับคนที่ต้องการการันตีเงินออม ต้องการออมเงิน ไม่เน้นความคุ้มครองมากนัก มีทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว
แบบบำนาญ
เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณ สร้างรายได้ที่แน่นอนส่วนหนึ่ง และรับเงินบำนาญหลังเกษียณ
ซึ่งหากเราไม่เข้าใจเงื่อนไขและรายละเอียด ของแบบประกันชีวิตแต่ละแบบ ว่าเหมาะสมกับความต้องการหรือความจำเป็นแบบไหนเราก็อาจไปซื้อแบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือความจำเป็นของเราได้
เช่น เราเป็นหัวหน้าครอบครัว มีลูก มีภาระหนี้สิน ก็ควรเน้นคุ้มครองชีวิต ปกป้องครอบครัวก่อน แต่ดันไปซื้อแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นออมเงิน แทนที่จะไปซื้อแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ที่เน้นคุ้มครองชีวิต ถึงจะเหมาะสมกว่า เพราะให้ความคุ้มครองชีวิตที่สูงกว่า ในจำนวนเบี้ยเท่ากัน เป็นต้น ส่วนใครที่ไม่มีภาระ ก็อาจจะเลือกแบบเน้นออมเงิน อาจจะเหมาะสมกว่า
ดังนั้น ก่อนจะเลือกซื้อ ก็ควรสำรวจความจำเป็นจริงๆ ก่อน
ว่าเราควรเลือกซื้อแบบไหน เพราะอะไร
2. สำรวจงบประมาณจ่ายเบี้ยแต่ละปีให้พอเหมาะ
การซื้อประกันชีวิต สำคัญที่สุดคือ “เราควรจะต้องมีความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันจนครบกำหนดระยะเวลาชำระเบี้ยโดยไม่ต้องใช้สิทธิเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนดสัญญา” จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากแบบประกัน โดยทั่วไป คำนวณคร่าวๆ อาจจะไม่ควรเกินประมาณ 10% ของรายได้ทั้งปี (เช่น คนที่มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท หรือปีละ 360,000 บาท เบี้ยต่อปีที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่ประมาณปีละ 30,000-40,000 บาท เพราะหากสูงกว่านี้ อาจจะเริ่มรู้สึกเป็นภาระที่หนักเกินไป และจะทำให้ไม่อยากจ่ายเบี้ยปีต่อๆไปได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรระวัง)
3. เลือกแบบประกัน ที่มี feature ตรงใจ
แบบประกันบางแบบ จ่ายเบี้ยสั้น แต่เบี้ยประกันสูง บางแบบจ่ายยาวแต่เบี้ยต่อปีไม่แพง บางแบบคุ้มครองยาว หรือบางแบบไม่มีเงินจ่ายคืนเลย แต่ให้ความคุ้มครองสูง เป็นต้น เราก็เลือกดูว่า แบบไหนที่ตรงใจกว่า ก็ต้องลองเอาแต่ละแบบ ในลักษณะเดียวกัน มาเปรียบเทียบกัน แล้วดูว่าตัวไหนที่ตอบโจทย์เรามากที่สุด ก็จิ้มตัวนั้นได้เลย!
เพียงแค่หลักการเบื้องต้น 3 ข้อนี้ ก็อาจจะเพียงพอให้เราสามารถเลือกแบบประกันชีวิตที่ตรงตามความจำเป็น และตรงใจเราที่สุดได้แล้ว แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และยังไม่รู้จะไปหาข้อมูลแบบประกันได้จากไหน จะต้องจ่ายเบี้ยเท่าไหร่ยังไงบ้าง
ตอนนี้บริษัทประกันชีวิตหลายบริษัทก็เริ่มที่จะมีระบบมาช่วยเราวางแผนเลือกซื้อแบบประกันให้เราได้ ซึ่งผมก็อยากจะแนะนำ ตัวช่วยออนไลน์ที่ชื่อว่า “My Smile Plan”
มาช่วยเราวางแผนเลือกซื้อได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วสัมผัส เพียงแค่เราเข้าไปที่ www.muangthai.co.th/mysmileplan
จากนั้นทำตามขั้นตอนง่ายๆ
- ใส่ข้อมูลเบื้องต้น แล้วกด “เริ่มค้นหา”
- จากนั้น “เลือกความต้องการในการทำประกัน”
- เริ่ม “ทำแบบทดสอบ” สั้นๆ
เพียงแค่นี้ ระบบก็จะแนะนำประกันที่เหมาะสมกับเรา และตอบโจทย์ความต้องการของเราที่สุดมาให้ ซึ่งหากเราสนใจ ก็สามารถคลิกเลือกที่ประกัน และใส่ข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งเลือกความคุ้มครอง ระบบก็จะคำนวณเบี้ยประกันมาให้ พร้อมทั้งให้รายละเอียดของประกันแต่ละราย และสามารถ log in เพื่อกรอกใบสมัคร Online จ่ายเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตหรือRabbit LINE Payและทำประกัน ได้อย่างสะดวกสบาย
ยุคสมัยนี้ หลายวงการเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งวงการประกันก็เริ่มมีการนำเข้ามาใช้บ้างแล้ว เราในฐานะผู้บริโภค ก็ควรจะตามเทรนด์ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีก็มาช่วยให้เราตัดสินใจเลือกทำประกัน
สร้างระบบการเงินอย่างไรไม่ให้มีวันล้ม?
น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ น้องมานั่งคิดๆ ดูถึงอนาคตข้างหน้า มีเรื่องที่อยากทำเต็มไปหมด แต่ถ้าไม่มีเงินก็คงแย่ น้องเลยว่าจะวางแผนเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณตั้งแต่ตอนนี้ พี่มั่นคงคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดคะ?
พี่มั่นคง : คำถามนี้ดีมากๆเลยจ้ะน้องมั่งคั่ง โดยปกติคนส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องการเก็บเงินเป็นจำนวนมากๆ ลงทุนให้เยอะ แต่สิ่งที่อาจมองข้ามไป นั่นคือ การป้องกันความเสี่ยงและการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่องในระยะยาว อย่าง “บำนาญ” นี่เอง
น้องมั่งคั่ง : เอ๊ะ..แต่น้องไม่ได้รับราชการ แล้วจะมีบำนาญได้ยังไงคะ พี่มั่นคงช่วยอธิบายที
ถ้าใครสักคนพูดว่าอยากจะวางแผนเกษียณขึ้นมา ใครหลายคนก็คงจะคิดว่า จะเก็บเงินอย่างไรให้มากที่สุด จะลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่มากมาย เมื่อหลังจากที่เราไม่มีรายได้แล้ว เราจะได้มีเงินก้อนนี้ไว้อย่างอุ่นใจ
แต่อย่าลืมครับว่า ในทุกๆก้าวของชีวิตคนทุกคนนั้น ย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นอยู่เสมอ การเดินทางไปสู่วัยเกษียณก็ต้องพบกับความเสี่ยงมากมายในชีวิต ดังนั้นคำถามคือนอกจากที่เราจะเก็บเงิน และลงทุนแล้ว เราได้เรียนรู้ที่จะวางแผนป้องกันความเสี่ยงไปถึงวัยเกษียณแล้วหรือยัง
โดยเครื่องมือที่น่าสนใจในวันนี้ที่อยากจะแนะนำกัน คือ ประกันชีวิตแบบบำนาญครับ ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ได้ประโยชน์ถึงสองต่อ ต่อแรกคือความคุ้มครองจากการทำประกันชีวิต และอีกต่อหนึ่งคือเงินบำนาญที่ได้รับต่อเนื่องทุกๆ เดือนหลังจากอายุครบตามที่กำหนดไว้ แถมยังได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท อีกด้วย
และสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต ตามที่กฎหมายกำหนดให้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนของประกันแบบบำนาญ รวมกับในส่วนของประกันแบบทั่วไป รวมได้สูงสุดถึง 300,000 บาท ด้วยครับ
ในยุคนี้ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายและเศรษฐกิจที่ผันผวน การป้องกันความเสี่ยงอย่างเดียวคงไม่พอถ้าหากยังไม่มีเงินสำรองไว้ใช้หลังเกษียณอีกทางหนึ่ง ดังนั้นการใช้ประกันแบบบำนาญจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่น่าสนใจในการวางแผนเกษียณและป้องกันความเสี่ยงไปพร้อมๆกันครับ
ดังนั้น การวางแผนเกษียณที่ดี ไม่ใช่เริ่มต้นจากการออมและการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงควบคู่ไปด้วยกันในทุกๆทาง ตั้งแต่แนวคิดการเงินที่ดี การวางแผนการเงินที่ถูกต้อง และจบด้วยการป้องกันความเสี่ยงให้ปลอดภัย และที่สำคัญคือต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ อย่าลืมนะครับว่า ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้นเท่านั้น ถ้าใครทำได้ครบทั้ง 3 ข้อนี้ พี่มั่นคงเชื่อว่าความสุขในวัยเกษียณอยู่ไม่ไกลเกินจริงอย่างแน่นอนครับ
น้องมั่งคั่ง : แหม… ได้ฟังแบบนี้แล้ว มั่งคั่งคิดว่าตัวเองต้องเตรียมตัวอีกมากเลยล่ะค่ะ
พี่มั่นคง : จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องยากเลยนะจ๊ะน้องมั่งคั่ง พี่มั่นคงคิดว่าเราทุกคนทำได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจำเป็นต้องรู้ตัวก่อนว่า เราขาดอะไร ถ้าขาดการออมหรือการลงทุน เราก็ค่อยๆสร้างขึ้นมา แต่ถ้าหากสำหรับการป้องกันความเสี่ยงเพื่ออนาคตที่มั่นคง เราก็มอบให้เป็นหน้าที่ของประกันก็ได้จ้า
น้องมั่งคั่ง : เข้าใจแล้วค่ะ การวางแผนการเงินที่ดีก็ต้องทำให้รอบด้าน และก็เหมาะกับตัวเองใช่ไหมคะ ขอบคุณพี่มั่นคงมากๆ เลยนะคะ
“หาเงิน” แบบนักดนตรี คิดให้ดีก็รวยเวอร์
วันก่อนผมได้พูดคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่เป็น “นักดนตรี” ค่อนข้างติสท์และอินดี้ เห็นว่าช่วงหลังเขาเล่นดนตรีและสามารถทำรายได้ให้กับตัวเองได้อยู่พอดู ก็เลยมองว่าน่าสนใจว่านักดนตรีสมัยนี้เรามีวิธีการหารายได้อย่างไรบ้าง เพราะในช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ในสมัย ม.ต้น ม.ปลาย ก็มีคนอยู่ไม่น้อยหรอกที่อยากเป็นนักดนตรี แต่ในสมัยนั้นก็คงต้องไปสังกัดค่ายเพลงต่างๆถึงจะดังได้จนทำเงินเป็นกอบเป็นกำ บ้างก็เลยเล่นกันเป็นงานอดิเรก แต่ถ้ามีโอกาสก็จะจ่ายเงินเช่าห้องซ้อมและส่งผลงานไปประกวดวงดนตรีกัน
แต่ในสมัยนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้ใครหลายๆคนสามารถเข้าถึงทั้ง สื่อที่ประชาสัมพันธ์ของตัวที่ต้นทุนถูกมาก รวมถึงต้นทุนทางการผลิตที่เปลี่ยนไป มันถูกลงและทำให้ใครก็เข้าถึง “อาชีพนักดนตรี” ได้ โดย Key หลักๆที่ผมได้จับประเด็นมา มีดังนี้
ภาพที่ชัดเจนของวงดนตรี
เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากว่าเราจะทำดนตรีแนวไหน แนวที่ชัดเจนนั้นจะบอกเลยว่าผู้ฟังนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน เขามีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไรและต้องทำการตลาดกับผู้ฟังอย่างไรในการโปรโมท ไม่ใช่ว่าจะแต่งเพลงแนวสุนทราภรณ์แล้วไปโปรโมทให้กับเด็กมัธยมในสมัยนี้ ถึงแม้จะมีคนฟังบ้างแต่ไม่ใช่เทรนของเขา อาจจะแป๊กก็ได้
ช่องทางการทำเงินต้องคิดหลากหลาย
ถ้าเรามองถึงอาชีพนักดนตรีสมัยก่อนก็จะมีกิจกรรมในเรื่องของการเล่นดนตรีตามงานแล้วรับค่าจ้าง แต่ถ้าไปสังกัดค่ายใหญ่ๆก็จะได้ออกเทป แต่ในสมัยนี้ด้วยสื่อ Social Media ที่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ทำให้มีโอกาสจะมีรายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องมีสังเกตก็ได้ หากเรามีฐานแฟนๆมากพอก็สามารถจัดงาน Event ของตัวเองหรือไปร่วมจัดกับคนอื่น
ในส่วนของหาช่องทางรายได้ในทางอื่นก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนตัวเองเป็น Youtubers โดยการสร้างสรรค์ผลงานตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์และจะได้ผลตอบแทนกลับมาหากมีผู้ชมจำนวนมาก รวมถึงเราสามารถจะนำเสียงผลงานต่างๆไปขายทางอออนไลน์ได้ หรืออาจจะเป็นการรับจ้างงานเล็กๆจากต่างประเทศได้หากผลิตเสียงต่างๆเป็น
ต้นทุนไม่ต้องสูงก็มีผลงานที่ดีได้
เดิมทีการเล่นดนตรีจะใช้ต้นทุนสูงมากและไม่ได้รับประกันด้วยว่าที่ผลิตๆมานั้นจะมีค่ายใหญ่ๆสนใจ ต้องนัดกันซ้อมให้ดี แล้วไปเล่นในห้องอัด เล่นพลาดก็ต้องเริ่มกันใหม่ แต่เครื่องมือเครื่องไม้ในปัจจุบันสามารถซื้อมาเป็นเจ้าของได้ด้วยเงินจำนวนที่ถูกลง และมีวิธีการใช้งานทันสมัยมาก ไม่ว่าจะเป็นการ edit ได้โดยไม่ต้องเล่นใหม่ แยกกันเล่นเป็นส่วนๆได้ ใครไม่ว่างก็มาเติมเนื้อหาที่หลัง ในตรงนี้หากเราบริหารดีก็จะทำให้ลดต้นทุนต่างๆรวมถึงทำให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงานได้
และแน่นอนว่านักดนตรีสมัยนี้นอกจากที่จะรู้ในเรื่องของการทำการตลาด การหารายได้และบริหารต้นทุนต่างๆที่มีประสิทธิภาพแล้ว หลายๆคนก็ทราบดีว่าเมื่อได้เงินจากผลงานต่างๆก็ย่อมต้องเก็บเอาไว้ในยามฉุกเฉิน อย่าลืมว่าอาชีพนักดนตรีนั้นเป็นอาชีพที่แข่งขันกันสูง ผลงานที่ออกมาอาจจะโด่งดังแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็เลยต้องผลิตผลงานมาเรื่อยๆ รวมถึงหารายได้ที่ไม่ได้มาจากการเล่นดนตรีเพิ่มอีกด้วย
Financial Planning for Musician หรือการวางแผนการเงินของนักดนตรี ก็เป็นสิ่งที่นักดนตรีทุกท่านควรมี หลักการก็เหมือนการบริหารเงินแบบ Freelance นะครับ โดยผมมี Step คร่าวๆ ดังนี้
1. ตั้งเป้าหมายทางการเงิน
โดยเราอาจจะดูว่าในปีนี้เรามีเป้าหมายในการทำ Project อะไรบ้างและมีเป้าหมายของรายได้จำนวนเท่าไหร่ เพราะต้องอย่าลืมว่าการเป็นนักดนตรีแบบอิสระรายได้จะไม่สม่ำเสมอ เราจึงต้อง Set เป้าหมายรายได้ให้ครอบคุมรายจ่ายที่มีได้ รวมถึงสร้างเงินออมให้เกิดขึ้นในแต่ละเดือน
2. ตรวจดูประเภทของรายได้และภาษีที่ต้องจ่าย
รายได้ของนักดนตรีอาจจะมีทั้งส่วนที่เสียภาษีและไม่เสียภาษี เราอาจจะต้องแจกแจงประเภทรายได้ของเราออกมาเป็นส่วนๆว่ามาจากที่ไหนบ้าง ถ้าสามารถทำ List ตารางบน Excel ได้ก็สามารถทำให้การจัดเก็บข้อมูลดีขึ้นและนำข้อมูลไปวางแผนภาษีได้ โดยเฉพาะในส่วนที่เสียภาษีอย่าลืมเก็บ ใบ หัก ณ ที่จ่ายเอาไว้ให้ดี
3. จัดสรรเงินสดและจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม
การทำอาชีพอิสระอาจจะต้องกันเงินสำรองไว้มากหน่อยเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีงานและมีเงินเข้ามาวันไหน ในขณะที่มีรายจ่ายเกิดขึ้นทุกวันๆ แน่นอนว่าเมื่อเราได้รับเงินมาก็ควรจะจัดแจงให้เหมาะสม ส่วนไหนจะเก็บสำรองไว้เผื่อไว้เดือนต่อๆไป ส่วนไหนจะนำไปลงทุนเพิ่มเติม ส่วนไหนจะนำไปซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง
4. คอยวัดผลทางการเงินอยู่เสมอ
การวางแผนการเงินนั้นอย่าลืมว่าไม่มีความตายตัว ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะจัดสรรให้ดีอย่างไร เราจึงควรประเมินแผนการจัดการเงินของเราอยู่เสมอว่าดีหรือไม่และควรปรับปรุงแผนให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร
การวางแผนการเป็นนักดนตรีที่แสนอินดี้ก็รวยได้นะครับ อย่างแรกเลยคือการสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดรายได้จากการคิดหาช่องทางการทำเงิน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการลดต้นทุนจนเกิดเป็นรายได้ของเรา แต่อย่างไรก็ตามการมีสุขภาพทางการเงินที่ดีก้ต้องวางแผนด้วยนะครับ
มีเงินแล้วก็ต้องดูว่าจะจัดสรรอย่างไรให้เหมาะสมอย่างไร เมื่อสุขภาพทางการเงินดี คุณก็จะสร้างสรรค์ผลงานได้ดีด้วยเช่นกัน จริงไหม?
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 มีนาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]
[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 มีนาคม 2560
สวัสดีครับ ยังคงเจอกันประจำแบบนี้ทุกสัปดาห์กับผม “อัศวินกองทุน” และ Weekly Outlook ในตอนที่ 6 ที่จะมาอัพเดททิศทางลงทุนให้กับทุกๆ คน เหมือนอย่างเช่นเคยครับ
สำหรับสัปดาห์นี้ จะเห็นว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวลงตามทิศทางของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรง แถมด้วยความกังวลจากธนาคารกลางสหรัฐฯที่ขึ้นดอกเบี้ยหลังจากตัวเลขการจ้างงานออกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แน่ละครับ ถ้าหากเป็นแบบนี้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าเราควรจะวางแผนการลงทุนกันอย่างไรครับผม
ภาพรวมของตลาด
อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาตามทิศทางราคาน้ำมันและความกังวลในการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม มีตลาดหุ้นอินเดีย ที่อินดี้ปรับตัวขึ้นสวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นมาครับ หลังจากผลสำรวจชี้ว่าพรรคการเมืองของนายก Modi มีคะแนนนำในการเลือกตั้งรัฐ Uttar Pradesh ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายยกเลิกธนบัตรเพื่อลด corruption เอาล่ะครับ ตลาดอินเดียอาจจะกำลังกลับมาหรือเปล่า ต้องดูกันต่อไปครับ
ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติหลังจากความกังวลที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันและการขึ้นดอกเบี้ยครับผม เรายังคงต้องจับตาดูกลยุทธ์กันต่อไปครับ
ทีนี้ทางฝั่งของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรงนั้น เกิดจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าการคาดการณ์ เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ปรับตัวลงโดยถูกกดดันจากอัตราดอกเบี้ยโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อืม… ดูท่าอะไรหลายๆอย่างอาจจะไม่เป็นไปตามทีเราคาดการณ์ไว้ มาดูกลยุทธ์การลงทุนกันต่อเลยดีกว่าครับ
กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์นี้ คำแนะนำยังคงเป็นทยอยสะสมในหุ้นสหรัฐฯเหมือนเช่นเคยครับ หลังจากเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดี สนับสนุนโดยการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูงและค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทิศทางดีต่อตลาดหุ้น ดังนั้นควรสะสมและลุ้นกันต่อไปครับผม
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ขอแนะนำให้เริ่มสะสมหุ้นญี่ปุ่นได้แล้วครับ เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ
- ตลาดหุ้นจีน ยังคงทยอยสะสมตลาดหุ้นจีน A-SHARE อยู่นะครับแต่สำหรับสัปดาห์นี้อยากให้เพิ่มการสะสมในหุ้น H-SHARE ไปด้วยครับ เนื่องจากภาพปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิตที่ขยายตัวในระดับสูงหลายเดือนติดต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้น นอกจากนี้จากข้อมูลผมมองว่า NPL ในระบบธนาคารจีนมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีสัญญาณของการผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ควรค่าและถึงเวลาแก่การลงทุนครับ
- ตลาดหุ้นเกาหลี ตอนนี้เริ่มแนะนำให้ทยอยเข้าซื้อสะสมตลาดหุ้นเกาหลีได้แล้วครับ ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีนที่ออกมาดี และทางตลาดหุ้นเกาหลีเองก็ได้สะท้อนมูลค่าการคาดการณ์ในการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐไว้มากแล้ว
- ตลาดหุ้นไทย คำแนะนำของผม คือ “ซื้อหุ้นไทย” ครับ เนื่องจากตลาดมีการปรับฐานอยู่ ในขณะที่ภาพปัจจัยพื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง เช่น รายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากราคาข้าวและยางพาราที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยหนุนการบริโภคครัวเรือนอยู่ครับ ดังนั้นแนะนำว่าซื้อต่อไปครับผม
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
แนะนำทยอยเข้าสะสมตลาดหุ้นสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีส่วนตัวอื่นๆนั้นชะลอและดูท่าทีกันต่อไปครับผม
กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้
- พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากข้อมูลทำให้ผมมองว่าโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 15 มี.ค. ที่จะถึงนี้สูงถึงระดับ 100% และผลตอบแทนของตราสารหนี้สหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะผันผวนขึ้นจาก การปรับขึ้นค่ากลางของการคาดการณ์ดอกเบี้ยของเฟด (Dot Plot) และ การส่งสัญญาณเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม ครับบ
- พันธบัตรรัฐบาลไทย สำหรับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นตามความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ในขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่ความผันผวนจะต่อเนื่องจนถึงการประชุมเฟด
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
จากภาวะที่ยังดูไม่แน่นอน สับสนมึนงงแบบนี้ ผมขอแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนเหมือนเดิมครับ
กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
- ทองคำ แม้ว่าจะปรับตัวลง แต่ยังคงแนะนำให้สะสมทองคำไปก่อนครับ เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยไว้มากแล้ว ทำให้ upside ของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างจำกัด ลดแรงกดดันต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ ทองคำยังคงมีความน่าสนใจในเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปอยู่ดี สะสมไว้ส่วนหนึ่งของพอร์ท ถือว่าไม่เสียหายครับ
- น้ำมัน สำหรับน้ำมันนั้น ขอบอกเลยครัว่า ไม่แนะนำให้เข้าลงทุน เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนแท่นขุดเจาะ ราคาน้ำมันจึงยังมีความเสี่ยงขาลงสูงครับ
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
คงเป็นเหมือนเดิมเช่นสัปดาห์ก่อนๆครับ คือ แนะนำสะสมลงทุนทองคำต่อไป และให้ชะลอการลงทุนในในน้ำมัน ครับผม
7 ข้อ เรื่องวางแผนการเงินที่ทุกคนต้องใส่ใจ
ผมมักจะเจอคำถามเรื่อง จะลงทุนยังไงดี? กองทุนนี้ดีมั้ย? ซึ่งผมเองในฐานะที่ทำงานในเชิงวางแผนการเงินทั้งระบบให้กับผู้รับคำปรึกษามาหลายปี ก็เลยได้มีโอกาสอธิบายการวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทาง
“การวางแผนการเงิน” ก็คือการจัดสำรับทางการเงินให้เหมาะสมกับทุก ๆ เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิต โดยต้องจัดการตั้งแต่ฐานรากที่มั่นคงก่อนคือ การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การจัดการความเสี่ยง เรียงต่อไปเป็นการจัดการเรื่องการออมเพื่อเกษียณ แล้วมีเงินเหลือก็ไปลงทุน แล้วสุดท้ายคือการจัดการส่งมอบทรัพย์สินให้กับทายาทรุ่นต่อไปตามที่ต้องการ
ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะเริ่ม “วางแผนการเงิน” หรือคิดว่าเราได้วางแผนการเงินการลงทุนบ้างแล้ว เห็นเป็นแนวทางของตัวเองว่าถ้าต้องการแผนการเงินที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควรจะต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง โดยผมได้รวบรวมมาได้ 7 ข้อ ดังนี้นะครับ
1. รู้จักตัวเองก่อน
โดยข้อแรกนี้ก็คือ การที่เรารู้สถานะการเงินของเราเองว่าวันนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับดีมาก ดี พอใช้ หรือ ยังต้องปรับปรุง ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับชีวิตคนเราก็เหมือนเราไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าหลายคนก็คงไปตรวจแบบคิดว่าเราน่าจะยังแข็งแรงดี เพราะ ก็ไม่ป่วย ไม่เหนื่อยง่าย หายใจก็ปกติ ไม่ปวดท้องอะไร แต่พอตรวจสุขภาพเสร็จก็มีจำนวนไม่น้อยเพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วย บางคนป่วยหนักเลยก็มี เช่น ตรวจเสร็จก็รู้เลยว่าความดันสูง หรืออาจพบเจอเซลล์ผิดปกติก็เป็นได้ หรือบางคนก็อาจจะป่วยแบบเบา ๆ หรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ความดันเริ่มสูงพอดีเกณฑ์ หรือคลอเรสเตอรอลเกินมาตรฐาน ซึ่งลักษณะนี้ก็เรียกว่าสุขภาพเราเริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ตรวจแล้วสุขภาพดีก็ดีไป แต่คนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วยก็คงต้องกลับไปรักษาหรือปรับปรุง ให้ร่างกายดีขึ้น
เรื่องการเงินก็เช่นเดียวกันที่เราทุกคนควรต้องรู้ถึงสถานะการเงินของตัวเองก่อนว่าตอนนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับใด ซึ่งก็เรียกว่า “การตรวจสุขภาพทางการเงิน (Financial Check Up)”หลาย ๆ คนอาจคิดเหมือนกันว่า ก็วันนี้ยังไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ยังมีเงินใช้สบาย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สุขภาพการเงินของเราจะดีตลอดไป
ดังนั้นการตรวจสุขภาพทางการเงินก็คือการตรวจสอบว่าเรามีรายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร มีรายจ่ายรายการไหนที่ต้องจ่ายประจำมั้ย หรือมีรายจ่ายรายการใดเป็นรายจ่ายแบบทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบกับรายรับแล้ว เรามีรายเหลือเท่าไหร่ แล้วเรามีการไปลงทุนอะไรบ้าง
ซึ่งเราก็ควรตรวจสอบถึงสินทรัพย์และหนี้สินของเราด้วยว่า ตอนนี้เรามีแหล่งเงินของเราในส่วนไหนบ้าง เช่น มีในเงินฝากเท่าไหร่ หรืออยู่ในกองทุนบ้างมั้ย หรือ มีสินทรัพย์ประเภทส่วนตัวของเรามั้ย ซึ่งจะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ตอนนี้เรามีสินทรัพย์ทั้งหมดเลย มูลค่าเท่าไหร่แล้ว รวมถึงมีหนี้สินบ้างหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยเราก็ควรมีมูลค่าของสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน เพราะ ไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องมีภาระเรื่องการจัดการหนี้สินที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่อันตรายมากทีเดียว
2. มองเห็นอนาคต
ข้อนี้คือ การตั้งเป้าหมายทางการเงินของตัวเราเองในอนาคต นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่มักจะผิดพลาดในเรื่องนี้ เช่น ไม่เคยรู้เลยว่าตอนเกษียณเราควรต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือ ถ้าจะส่งลูกเรียนเราควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ ก็อยากให้ทุก ๆ ท่านจัดลำดับเป้าหมายตามความสำคัญ และ ตามระยะเวลาด้วย เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวเกินกว่า 10 ปีนี้ เรามีเรื่องอะไรที่กังวล อาจจะเป็นเรื่องการเกษียณอายุ หรือการเก็บเงินให้ลูก เป็นต้น หรือถ้าเป้าหมายระยะกลาง ๆ ได้แก่ ต้องการแต่งงานในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ อยากซื้อบ้านใหม่ใน 3 ปี ควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ดี เป็นต้น
นอกจากนั้นการมองอนาคตอาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องเป้าหมายการเงินเรื่องสำคัญเท่านั้น ควรจะมีเป้าหมายในเรื่องที่สำคัญน้อย ๆ บ้าง แต่ก็ถือว่าจำเป็นในชีวิต เช่น เป้าหมายว่าอยากไปเที่ยวกับครอบครัวในที่ ๆ เราอยากไป หรือ อยากได้มีโอกาสพาคุณพ่อคุณแม่ไปแสวงบุญที่อินเดีย เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่สำคัญ แต่ก็ต้องมีเงินเช่นกัน
3. ถามตัวเองว่าวันนี้เรามีวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง?
ข้อนี้เป็นการตรวจสอบตัวเองว่าที่เราใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือการออมที่ทำอยู่นั้น มันสามารถ นำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการหรือไม่ ซึ่งถ้ามั่นใจว่าได้ ก็ขอแสดงความยินดีว่าคุณเริ่มเข้าใจคำว่าวางแผนการเงินดีขึ้นแล้วครับ แต่ถ้าใครยังตอบไม่ได้หรือไม่มั่นใจ ก็ควรต้องรีบกลับไปตรวจสอบแผนการเงินของตัวเองแล้วว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เราต้องไปลงทุนตรงไหนเพิ่ม หรือ เราต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนไหนหรือไม่
4. ถ้าวันนี้ใครมีรายได้มากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็ควรต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินที่มากพอด้วย
ข้อนี้คือพื้นฐานลำดับแรกของการวางแผนการเงิน เราต้อง มีเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Cash) เป็นบัญชีแรกซึ่งควรต้องมีตามหลักการสากลอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ( ซึ่งคิดเฉพาะค่าใช้จ่าย ประจำและค่าใช้จ่ายผันแปร ) และควรต้องมีสภาพคล่องสูงพร้อมถอนได้ทันที รวมถึงต้องมีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในธนาคาร หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) หมายความว่าถ้าจะต้องถอนวันนี้ ก็จะสามารถได้เงินออกมาได้ทันที และจะต้องไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าเงินก็ควรต้องไม่ลดลงเสมอ
ข้อนี้บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่อยากให้ทุกท่านลองมองในมุมของการเจอวิกฤติบ้าง เช่น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้บริษัทที่เราทำงานต้องปิดตัวลงกะทันหัน หรือ ร้านขายของของเราเกิดถูกปิดกะทันหัน ไม่สามารถขายได้เนื่องด้วยอยู่ในอาคารที่ถูกไฟไหม้ ทำให้รายได้หยุดลงทันที หากไม่มีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนก็เท่ากับว่าท่านจะต้องเอาสินทรัพย์อื่นขายออกไป เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย แม้ว่าสินทรัพย์นั้นอาจจะเป็นหุ้นหรือทองคำที่ยังขาดทุนอยู่ก็ต้องขาย รวมไปถึงอาจต้องขายรถก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการประมาทจึงควรให้มีเงินส่วนนี้อย่างเพียงพอ อาจจะมากกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายก็ได้ และจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สบายใจอีกด้วย ซึ่งถ้ามีเพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เกินค่อยไปหาวิธีการลงทุนต่อไป
5. ถ้ามีหนี้สิน เราได้จัดการอย่างเหมาะสมมั้ย?
ข้อนี้คือข้อที่มาเตือนคนที่ยังมีหนี้สินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินบ้าน รถ หรือบัตรเครดิต รวมไปถึงหนี้สินนอกระบบเราได้จัดการมันอย่างเหมาะสมมั้ย เช่น หนี้สินบ้าน นั้นเราผ่อนมาครบ 3 ปีหรือยัง ถ้าครบแล้วเราได้ลองหาวิธี Refinance มั้ย ซึ่งก็ทำได้ไม่ยาก แค่ลองไปติดต่อกับทางธนาคารต่าง ๆ ดู แล้วก็ดูว่าเงื่อนไขที่ไหนดีที่สุด
แต่ที่น่าจะเป็นห่วงก็คือการเป็นหนี้นอกระบบกับหนี้บัตรเครดิตเพราะ หนี้ประเภทนี้ดอกเบี้ยสูงมาก ๆ เช่น หนี้บัตรเครดิตจะอยู่ที่ประมาณ 18-20% ต่อปี ดังนั้นถ้าเราชำระขั้นต่ำตลอดก็เท่ากับว่า เรากำลังจะเพิ่มยอดหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากใครที่มีหนี้สินประเภทนี้ สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือปิดยอดหนี้ให้หมดเร็วที่สุด โดยอาจจะลองหาแหล่งเงินรอบ ๆ ตัวว่าพอมีบ้างมั้ย รวมไปถึงอาจจะรีบวางแผนผ่อนหนี้ในยอดที่ต่ำที่สุดก่อนก็ได้ครับ เพื่อเป็นกำลังใจในการผ่อนหนี้ของส่วนอื่น ๆ ต่อไป ดังนั้นข้อนี้ก็แค่ย้ำว่า ถ้าใครมีหนี้นอกระบบหรือหนี้บัตรเครดิตก็ควรต้องรีบจัดการด่วนที่สุด แม้ว่าอาจจะต้องขายสินทรัพย์บางอย่างที่อาจจะไม่สำคัญออกไปก็ควรต้องทำเพื่อลดอัตราการเติบโตของยอดหนี้ในอนาคตครับ
6. จัดการความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สิน ชีวิต และ สุขภาพ ดีพอหรือยัง?
ข้อนี้คือส่วนสำคัญมาก ๆ ของแผนการเงินแบบองค์รวมเช่นกันเพราะในชีวิตของคนเราทุก ๆ คนอาจจะต้อง ประสบกับเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งอาจจะใหญ่บ้าง รุนแรงบ้าง เช่น ไฟไหม้โรงงาน รถชน รถหาย เป็นโรคร้ายแรง หรือ กลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ หรือ อาจจะเล็กน้อยบ้าง เช่น หกล้ม รถเฉี่ยว ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนั้น ถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้วไม่มีผลกับสถานะการเงินของเรา ก็แสดงว่าเราวางแผนดีแล้ว แต่ถ้ามันเกิดกับเราแล้วมีผลทำให้การเงินของเราเสียหาย ก็แสดงว่าแผนการเงินของเราน่าจะยังจัดการเรื่องนี้ไม่ดี
ซึ่งเรื่องนี้สำคัญเพราะเป็นเรื่องที่ถ้าเกิดความเสียหายแล้ว เราไม่สามารถจะกลับไปแก้ได้ทัน เช่น ถ้าต้องเป็นมะเร็งแล้วเรากลับไม่มีประกันคุ้มครอง แถมต้องเสียเงินค่ารักษามากมาย รวมถึงอาจจะมีผลทำให้ทำงานได้ลดลง ก็อาจจะทำให้การเงินมีปัญหาได้ แถมเราจะกลับไปเริ่มทำประกันคุ้มครองใหม่ก็คงไม่สามารถทำได้แล้ว ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวมีปัญหาทางการเงินแบบล้มทั้งยืน
ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประกันรถ ประกันไฟไหม้บ้าน ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ซึ่งก็ควรจัดให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของเราด้วย ไม่ทำมากเกินไปจนจ่ายเบี้ยไม่ไหว หรือ ทำน้อยเกินไปจนไม่สามารถช่วยอะไรได้หากต้องเจอเหตุการณ์ร้ายแรงจริง ๆ
7. ต้องมีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมกับทุกเป้าหมายของเรา
ข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่หลาย ๆ คน อาจจะคิดเป็นเรื่องแรก ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เช่น เงินเหลือจะเอาไปทำไรดีที่ผลตอบแทนมากกว่าธนาคาร เป็นต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วอยากให้ทุก ๆ คนควรต้องจัดการใน 6 ข้อแรกอย่างดีพอก่อน ซึ่งข้อนี้ก็อยากให้ตรวจสอบการออมการลงทุนของตัวเองว่า มีอัตราส่วนการออมการลงทุนคิดเป็นกี่ % ของรายได้ น้อยไปหรือไม่ รวมถึงการลงทุนของเรานั้นมันไปตอบโจทย์เป้าหมายอะไรของเราบ้าง เช่น บางคนอาจจะมีรายได้ปีละ 1,000,000 บาท ก็อาจจะลงทุนในกองทุน RMF หรือ LTF หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งอาจจะได้ทั้งการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ และยังสามารถเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนั้นการออมและการลงทุนกับอะไรจึงต้องมีความรู้จริงในสิ่งนั้นด้วย อย่าลงทุนตามข่าวลือหรือตามกระแสเพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวก็ได้ สรุปข้อนี้ก็คือ ถ้ามีเงินเหลือจากทุกข้อข้างต้นแล้ว ควรนำไปลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเราก่อน เท่านั้น
ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลทั้ง 7 ข้อนี้ จะเป็นประตูให้กับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเงิน ได้เริ่มลงมือวางแผนการเงินของตัวเองอย่างถูกต้อง และสามารถก้าวไปอย่างมั่นคงได้แน่นอนครับ
5 วิธีจัดการเงินของ “หนุ่มสาวนักช้อป” ให้มีเงินออม

บทความนี้แอดมินเพจอภินิหารเงินออมตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อขาช้อป ทุกท่านที่จะเกิดอาการคันไม้คันมือทุกครั้งที่ถึงวันเงินเดือนออก ในวันนั้น "หนุ่มสาวนักช้อป" มักจะมีแววตาเป็นประกายวิ้งๆ อารมณ์พลุ่งพล่าน เลือดลมในร่างกายสูบฉีดเพราะต่อมช้อปปิ้งเต้นรัวเป็นจังหวะร็อคดุดันที่พร้อมใช้จ่ายกับทุกอย่างที่ขวางหน้า ในขณะที่บางคนหัวใจเต้นเป็นจังหวะแจ็สที่ฟังเบาๆ ใช้จ่ายสบายๆ แต่จ่ายเรื่อยๆ
หลายคนอาจจะถึงขั้นงุนงงว่าได้เงินเดือนมาแล้วจะเอาไปซื้ออะไรก่อนดี อันนี้ก็ดี อันนั้นก็อยากได้ อันโน้นก็จำเป็น ดูแล้วสิ่งของรอบตัวมันน่าโดนไปหมดทุกอย่าง #เงินหมด งงเด้ งงเด้!! #ชีวิตพังยับเยิน ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากล้มละลายเพราะการช้อปปิ้ง อ่านแนวคิดในบทความนี้แล้วลองนำไปปรับใช้กันได้เลย จะได้กลายเป็นนักช้อปที่มีเงินออมกันนะจ๊ะ

5 วิธีจัดการเงินของ “หนุ่มสาวนักช้อป” ให้มีเงินออม
ข้อแรก คือ จัดลำดับว่าอะไรจำเป็นที่สุด
ความจำเป็นของแต่ละคนมีมากน้อยแตกต่างกัน ถ้าเรามีเงินที่จำกัด แต่ไม่สามารถซื้อของทุกอย่างพร้อมกันได้ วิธีที่จะจัดการกับเรื่องจำเป็นได้ง่ายที่สุด คือ จัดลำดับความสำคัญ เริ่มจากเขียนสิ่งของทุกอย่างที่เราคิดว่าจำเป็นลงในกระดาษ พร้อมกับราคาของแต่ละชิ้น แล้วดูว่าตอนนี้เรามีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ สุดท้ายเลือกว่าจะต้องซื้ออะไรก่อนหลัง
วิธีการนี้จะทำให้รู้ว่าตอนนี้เงินในกระเป๋าของเราพร้อมที่จะจ่ายมั๊ย ถ้าเงินไม่พอก็รอซื้อครั้งต่อไปที่มีรายได้เข้ามา หรือเปลี่ยนมาใช้ของที่มีคุณภาพใก้ลเคียงกัน แต่ราคาต่ำกว่าจะได้ประหยัดเงิน รวมทั้งวางแผนเงินในอนาคตได้อีกด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายกับอะไรและเท่าไหร่บ้าง
ข้อสอง คือ ออมเงินก่อนช้อปปิ้ง
ก่อนที่เราจะเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างสุขสำราญบานใจ แต่ไม่อยากกระเป๋าฉีกและบาดเจ็บจากพายุหนี้สินที่ถล่มใส่เรานั้น ควรแบ่งเงินไปออมก่อนอย่างน้อย 10% ของรายได้ เช่น รายได้ 20,000 บาท เราควรตัดเงิน 2,000 บาทไปออมทันที เหลือเงินเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น
ถ้าใครได้รับเงินเป็นรายวันไม่เท่ากันก็ใช้วิธีนี้ได้เหมือนกัน เช่น สมมติได้เงินวันละ 200 – 400 บาท แต่ละวันให้เรานำเงิน 20 – 40 บาทไปหยอดกระปุกออมสิน พอครบเดือนก็นำไปฝากธนาคารนะจ๊ะ
ทางเลือกในการเก็บเงินออม เช่น ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ฝากประจำปลอดภาษี กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับคนพึ่งเริ่มต้นออมเงิน พร้อมกับศึกษาเรื่องการลงทุนอื่นๆที่มีความเสี่ยงสูงด้วย เพื่อจะได้รู้วิธีในการนำเงินออมไปต่อยอดให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนะจ๊ะ
ข้อสาม คือ ออมเงิน 50% ของเงินที่ช้อปปิ้ง
บางคนเห็นเงินในกระเป๋าของตัวเองทีไร จะต้องหยิบออกไปใช้จ่ายหมดทุกที วิธีออมจากเงินช้อปปิ้งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เราจะได้บังคับใจตัวเองไม่ให้ซื้อของพร่่ำเพรื่อ ตัวอย่าง เราซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางหมดเงินไป 2,000 บาท เราจะต้องนำเงิน 1,000 บาทมาหยอดกระปุกออมสินไว้ ทำแบบนี้ทุกครั้งที่ช้อปปิ้ง
เมื่อเราเห็นเงินในกระเป๋าน้อยลง ก็จะช้อปปิ้งน้อยลง พอออมเงินครบ 1 เดือนหรือ 1 ปี เปิดกระปุกออมสิน ออกมานับแล้วรีบนำไปเก็บไว้ที่ธนาคารทันที จะได้ไม่เผลอใจหยิบออกมาใช้จ่ายนะจ๊ะ แบบนี้เราก็จะมีเงินออมจากการช้อปปิ้งแบบง่ายๆแล้วจ้า
ข้อสี่ คือ ตั้งงบช้อปปิ้งลั้นลา
เราอยากได้ของโน้นนี่นั่นเต็มไปหมด แต่อย่าลืมว่าเงินในกระเป๋าของเรามี “จำกัด” ถ้าใช้ช้อปปิ้งหมดแล้ว ตอนนั้นเราอาจจะต้องกินกระเป๋าแทนข้าวเลยก็ได้ ถ้าเราไม่อยากใช้เงินเกินตัว ควรแบ่งเงินมาเลยว่าจะใช้เงินช้อปปิ้งเท่าไหร่ ถ้าใช้หมดแล้วก็หยุดช้อปปิ้งทันที
ตัวอย่าง เราตั้งใจจะช้อปปิ้งเดือนละ 3,000 บาท ถ้าเราอยากซื้อกระเป๋าใบหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเกินงบที่ตั้งไว้แล้ว เราควรเปลี่ยนไปซื้อในเดือนต่อไปแทน แต่ถ้าเราใช้งบไม่หมด เช่น ช้อปปิ้งไป 2,500 บาท เหลือเงินอีก 500 บาท ควรนำไปออมเงินนะจ๊ะ ไม่ใช่นำเงิน 500 ไปใช้จ่ายในเดือนต่อไป
ข้อที่ห้า คือ อย่าช้อปปิ้งก่อนนอน
ช่วงเวลาก่อนนอนเราจะรู้สึกสบายตัวมากๆ ตวัดหน้าจอมือถือไปมา พร้อมกับนอนกลิ้งบนเตียง ตอนนั้นสติของเราค่อยๆหายไปเพราะเตียงนอนดูดพลังไปเกือบหมด จังหวะนี้แหละที่จะทำให้เราเสียเงินมากที่สุด เพราะเคลิบเคลิ้มไปกับโปรโมชั่นของถูก สุดท้ายคลิกซื้อ ตัดบัตรเครดิตจบปุ๊บ เราหลับทันที คร๊อกฟี่ๆๆๆ
ตื่นเช้ามาก็รู้สึกมึนงงๆว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น แต่จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง มารู้ตัวและตื่นตัวอีกทีตอนของมาส่งที่บ้านแล้วเห็นตัวเลขอันน่าสะพรึงของบิลบัตรเครดิตที่จะต้องจ่ายในรอบต่อไป #จบกันเงินออมที่เก็บสะสมมา
อย่าช้อปปิ้งก่อนนอน เพราะความง่วงทำให้สติของเราหายไป ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงดูแอพหรือเว็ปช้อปปิ้งก่อนนอน ถ้าเลิกดูไม่ได้ก็ควรตั้งงบช้อปปิ้งไว้จะได้รู้ว่าตัวเองใช้เกินงบรึยัง แต่ถ้าสุดท้ายใช้ทุกวิธีแล้วยังหยุดช้อปปิ้งไม่ได้ก็ลบแอพช้อปปิ้งทิ้งซะ ถ้าถึงเวลานอนก็หลับเลย โดยที่ไม่หยิบมือถือมาจิ้มเล่นนะจ๊ะ
สรุปว่า…
ตอนนี้เรารู้วิธีช้อปปิ้งแล้วมีเงินออมว่าจะต้องจัดลำดับความสำคัญ ออมเงินก่อนช้อปปิ้ง ออมเงิน 50% ของเงินที่ช้อปปิ้ง ตั้งงบช้อปปิ้งลั้นลาและไม่ช้อปก่อนนอน ต่อไปก็จะต้องลงมือทำจริงๆแล้วนะจ๊ะ ซึ่งวิธีข้างต้นไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวที่จะต้องทำตามเป๊ะ เพราะแต่ละคนมีสไตล์แตกต่างกัน ควรเลือกนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง วิธีส่วนตัวของผู้เขียนจะใช้การตั้งงบช้อปปิ้ง เพราะมันง่าย ส่วนคนอื่นๆใช้วิธีไหน ได้ผลยังไงส่งข่าวมาบอกกันบ้างนะจ๊ะ ^^
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6-10 มีนาคม 2560 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]
[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 6 – 10 มีนาคม 2560
เข้าสู่เดือนใหม่กันแล้วครับผมกับเดือนมีนา เฮ้อออ…เมื่อไรจะมีสินทรัพย์ดีๆ มาให้ลงทุนกันบ้าง ใครหลายคนคงกำลังบ่นแบบนี้อยู่ใช่ไหมล่ะครับ ฮ่าๆ “อัศวินกองทุน” คนเดิมยังคงทำหน้าที่เช่นเคยครับผม
สำหรับ Weekly Outlook ช่วงวันที่ 6 – 10 มีนาคม 2560 นั้น ยังมีอะไรมาอัพเดทให้ทุกคนติดตามกันอย่างเช่นเคยครับ สำหรับสถานการณ์ลงทุนและแนวโน้มในเดือนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยครับ!!
ภาพรวมของตลาด
สำหรับภาพรวมของตลาดนั้น ตลาดหุ้นโลกยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ อยู่ครับ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลายท่านออกมาสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น
โดยทางฝั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากทางประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวย้ำถึงการลดภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นจากการอ่อนค่าเงินเยน และตัวเลขเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมที่แสดงการขยายตัวต่อเนื่องครับ
ส่วนทางตลาดหุ้นไทยก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกันครับ ยังคงปรับตัวขึ้นหลังจากตัวเลขส่งออกยังคงแนวโน้มการขยายตัวในระดับสูงตามการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
มาดูสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้างครับ ทางฝั่งของราคาน้ำมันปรับตัวลงจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ตามจำนวนแท่นขุดเจาะที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ปรับตัวลงจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์
ในเมื่อภาพรวมของตลาดเป็นแบบนี้ เราควรลงทุนอย่างไรดี ลองมาดูกันต่อเลยครับ
กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปครับ หลังจากเศรษฐกิจและรายได้บริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดี ประกอบกับการสนับสนุนโดยการจ้างงานที่อยู่ในระดับสูงและค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แบบนี้ทิศทางน่าจะไปต่อครับ ใครมีแล้วก็ถือต่อไป ใครอยากเพิ่มแล้วคิดว่าไหวก็จัดตามมาครับ
- ตลาดหุ้นยุโรป สำหรับทางฝั่งยุโรป ถึงแม้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ผมขอแนะนำว่าควรชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปก่อนครับ เนื่องจากมีความเสี่ยงก่อนรัฐบาลอังกฤษจะประกาศใช้ Article 50 ซึ่งจะทำให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป แบบนี้สถานการณ์ไม่ค่อยน่าจะไว้ใจเท่าไร จับตาดูกันต่อไปก่อนครับ
- ตลาดหุ้นไทย คำแนะนำของผม คือ “ซื้อหุ้นไทย” ครับ เนื่องจากตลาดมีการปรับฐานอยู่ ในขณะที่ภาพปัจจัยพื้นฐานของไทยยังแข็งแกร่ง เช่น รายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากราคาข้าวและยางพาราที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยหนุนการบริโภคครัวเรือนอยู่ครับ ดังนั้นแนะนำว่าซื้อต่อไปครับผม
- ตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย ทางฝั่งตลาดหุ้นจีน แนะนำเหมือนเช่นเคยครับ คือ เพิ่มการลงทุนในหุ้นจีน A-SHARE เท่านั้น ซึ่งมีเหตุผลจากภาพปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิตที่ขยายตัวในระดับสูงหลายเดือนติดต่อกัน ตรงนี้จะนำไปสู่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้นครับ อ้อ นอกจากนี้ NPL ในระบบธนาคารจีนมีแนวโน้มดีขึ้นอีกด้วย น่าจะเกื้อหนุนกันได้ต่อไป แต่ทางฝั่งตลาด H-SHARE ผมขอให้ชะลอการเข้าลงทุน เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปีมาแล้วครับ ยังไงพักกันไปก่อนนะครับผม
- ตลาดหุ้นไทย ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อไปครับ จากผลของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวดีจากการเร่งตัวของการบริโภคครัวเรือน การลงทุนภาครัฐและการส่งออก เอาล่ะครับ เราไปกันต่อยาวๆ กับหุ้นไทย ถ้าตั้งใจไม่แพ้หุ้นใดในโลกครับผม(ว่าไปนั่น ขำๆนะครับ)
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
แนะนำทยอยเข้าสะสมตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้น A-SHARE ส่วนตัวอื่นชะลอกันไปก่อนครับผม
กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้
- พันธบัตรรัฐบาลไทย ภาพรวมคือประเทศไทยยังคงมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่แสดงการเร่งตัวจนน่ากังวล ทำให้นักลงทุนยังไม่กังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อสะสมตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความเสี่ยงถูกเทขายในช่วงการประชุม FED หากนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุนออกครับ
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
ยังไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมยังคงแนะนำให้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และไปเน้นลงทุนในตลาดเงินแทนครับ
กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
- ทองคำ ยังไปต่อได้ครับ ผมขอแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำไปเรื่อยๆ ก่อนครับ เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไว้มากแล้ว ทำให้ upside ของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ ทองคำมีความน่าสนใจในเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในยุโรปอีกด้วยครับผม
- น้ำมัน ผมยังคงไม่ไว้ใจเท่าไร ดังนั้นยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในน้ำมันเหมือนเดิมครับ โดยแม้ประเทศกลุ่ม OPEC จะลดการผลิตและการส่งออกตามข้อตกลง แต่ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำการผลิต
สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้
ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากเก่าครับ ผมแนะนำลงทุนทองคำและให้ชะลอการลงทุนในน้ำมันเหมือนเดิมครับ
เอาล่ะครับ… ภาพรวมการลงทุนในเดือนมีนาคมนี้
[Review] จะเลือกกองทุนให้ดี ลักษณะหุ้นในกองทุนก็สำคัญ !!
สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน คำถามที่ผมได้รับบ่อย ๆ และยังคงมีเข้ามาเรื่อย ๆ ที่ คลินิกกองทุน แห่งนี้ ส่วนมากก็จะถามว่า เราจะลงทุนในกองทุนไหนดี ? …. เรียกได้ว่าเป็นทางลัด ตัดตรงไปที่กองทุนเลย เหมือนกับกำลังจะขอเลขเด็ดแบบทีเดียวรวยซะอย่างนั้น
ซึ่งผมคงต้องบอกว่า การลงทุนในกองทุนนั้น ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างง่ายและไม่ซับซ้อนเสียเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้ง่ายจนถึงขนาดที่จะสามารถเลือก และแนะนำเป็นกองทุนรายกองได้อย่างถูกต้องแม่นยำครับ ประกอบกับว่ากองทุนที่เราเลือกนั้น ก็มีโอกาสไม่มากที่จะไปได้ดีแบบตลอดรอดฝั่งครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น สภาพเศรษฐกิจ หรือว่าภาวะตลาดการลงทุนที่ผันผวนครับ
แต่สิ่งที่จำเป็นของนักลงทุนในกองทุนรวมต้องคิดไว้เสมอนั่นก็คือ ต้องรู้จักกองทุนของตนเองที่กำลังถืออยู่ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน แบบไหน มีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ซึ่งกลยุทธ์การลงทุน และแนวทางการลงทุนนี่แหละครับ ที่บางครั้งจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของการลงทุนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และถ้าสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้น ๆ ดีมากขึ้นไปด้วยครับ
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าบางครั้ง ถ้าหากกองทุนเองมีกลยุทธ์ และแนวทางการลงทุนที่ดีมากก็จริง แต่สุดท้ายสภาพตลาดหรือว่า สภาพแวดล้อมนั้นไม่เอื้ออำนวย ก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนผิดเพี๊ยนไปได้เหมือนกัน เช่น ถ้ากองทุนถือหุ้นเล็กอยู่ แต่สภาพเศรษฐกิจ และตลาดการลงทุนเริ่มฟื้นตัวอย่างร้อนแรง อาจจะทำให้หุ้นใหญ่ หรือหุ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นปรับตัวขึ้นไปก่อน แล้วค่อยตามด้วยหุ้นที่มีขนากลาง หรือขนาดเล็กก็เป็นไปได้ครับ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่เราถืออยู่นั้น ทำผลตอบแทนได้ดีไม่เท่า
ซึ่งในทางกลับกันแล้ว กองทุนที่ถือหุ้นใหญ่ ๆ ก็อาจจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า เช่นในปีที่แล้ว หุ้นในกลุ่มพลังงาน และหุ้นขนาดกลาง – ใหญ่ นั้นปรับตัวขึ้นตามภาวะราคาน้ำมันที่สูงมากขึ้น การท่องเที่ยวที่ดีขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้หุ้นในกลุ่มก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นไปด้วย และมากกว่าในกลุ่มหุ้นเล็กครับ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงราคา/ผลตอบแทนในอนาคต
เห็นไหมครับว่าการที่เราจะลงทุนในกองทุนประเภทไหน มีกลยุทธ์อะไรก็มีความสำคัญ และมีผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับอย่างชัดเจน
พอถึงตรงนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่า แล้วเราจะลงทุนกับกองทุนหุ้นแบบไหนดี จะหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นขนาดใหญ่ หรือว่าจะลงทุนในหุ้นที่มีปันผลสูง หรือว่าเน้นว่ามีการเติบโตสูง ผมเองก็คงตอบทุกท่านไม่ได้เหมือนกันครับ ว่าหุ้นกลุ่มไหนจะดี เพราะว่าต้องใช้การคาดการณ์ และมีความชำนาญสูงในการมองภาพรวม ซึ่งหลาย ๆ คนก็พยายามที่จะพยากรณ์ หรือคาดเดาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ และตลาดการลงทุนแต่ก็ยังมีโอกาสผิดพลาดอยู่เหมือนกันครับ
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ เราก็พอที่จะแก้ไขได้อยู่บ้าง และผมคิดว่าจะทำให้การลงทุนของเราไม่สะดุดลง นั่นก็คือการลงทุนในกองทุนที่มีความแตกต่างกันของกลยุทธ์ และ ประเภทของหุ้นที่ลงทุน เช่น เราอาจจะเลือกกองทุนหุ้นเล็ก กับกองทุนหุ้นใหญ่ มาผสมกันในพอร์ตการลงทุนครับ
ซึ่งความยุ่งยากจะบังเกิดก็ตอนนี้ ตอนที่เรามีหลาย ๆ กองทุนผสม ๆ กันอยู่ในพอร์ตการลงทุน บางคนอาจจะมีมากเกินไปทำให้บริหารได้อย่างยากลำบาก
ถ้ารู้สึกว่าเราเองไม่ได้มีเวลาในการบริหารพอร์ตการลงทุนแล้ว เราอาจจะใช้อีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนก็ได้นั่นก็คือ การเลือกกองทุนที่มีหุ้นหลากหลายในพอร์ตการลงทุน หรือ Unconstrained (เพราะเราไม่ได้จำกัดแค่ขนาด (Cap) ของหุ้น แต่รวมไปถึงทุกสไตล์ด้วย หุ้นปันผล หุ้นเติบโต)
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับผู้จัดการกองทุนแล้วละครับว่า จะเลือกหุ้นกลุ่มไหน ขนาดไหนเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจครับ
คราวนี้เรามาดูตัวอย่างกองทุนที่เป็นแบบ Unconstrained กันบ้างครับ นั่นก็คือ กองทุน KFTSTAR-D ที่กำลังจะ IPO ครับ เรามาดูกันว่ากองทุนมีแนวทางการลงทุนแบบไหน และมีการคัดเลือกหุ้นอย่างไรกันครับ
กองทุนเปิดกรุงศรีไทยออลสตาร์ปันผล หรือว่า KFTSTAR-D นั้น จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดี ในแต่ละภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงถูกมองข้ามจากนักลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่หุ้นเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่ดี และสูงมาก โดย บลจ.กรุงศรี เอง ก็จะยังมีนโยบาย และแนวทางการลงทุนแบบ Bottom-up หรือว่าดูหุ้นเป็นรายตัวจากพื้นฐานที่ดีจริง ๆ ไม่ได้เน้นการเก็งกำไรในระยะสั้น
ซึ่งที่ บลจ.กรุงศรี ออกกองทุนนี้จะออกมาเพื่อเติมเต็ม กองทุนที่ยังขาดหายไปครับ เพราะว่ากองทุนที่เป็นโมเดลแบบ ผสมหุ้นปันผลกับ หุ้นเติบโตนั้นยังไม่มีที่เป็น Multi-Cap มีแต่ส่วนที่เป็นหุ้นเล็ก และ เน้นลงทุนในหุ้นเพียง 15-20 ตัวอย่าง KFDNM-D และ KFDYNAMIC ส่วนกองทุนอื่นอย่าง KFSDIV ก็เน้นหุ้นปันผลดี หรือ KFSEQ กับ KFSEQ-D ก็จะเน้นหุ้นเติบโตสูงไปเลย ซึ่งเรียกได้ว่ากองทุนนี้เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้จัดการกองทุนในการเฟ้นหาหลักทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้อย่างเต็มที่เลยล่ะครับ
ส่วนกระบวนการคัดเลือกหุ้น ก็เริ่มจากการที่หาหุ้นที่น่าสนใจ และเข้าไปดูถึงงบการเงินของบริษัท ฯ นั้น ๆ ก่อนที่จะวิเคราะห์ในฝั่งของคุณภาพด้วย เช่นบริษัท ฯ มีการบริหารงานที่ดีหรือไม่อย่างไร มีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหน จากนั้นก็นำหุ้นไปผ่านที่ประชุม หรือ Investment Committee ว่าที่ประชุมชอบหุ้นที่เลือกมาหรือไม่ จนได้หุ้นประมาณ 70-90 ตัว จากหุ้นไทยประมาณ 600 กว่าตัวครับ
แต่ก็ไม่ได้ลงทุนทั้งหมด 70-90 ตัว แต่จะดูถึง สภาพคล่องของหุ้นแต่ละตัว และราคาหุ้นว่าเหมาะสมในการลงทุนหรือไม่อย่างไร โดยมีมุมมองการลงทุนประมาณ 6 เดือน – 1 ปี เพื่อให้ทันต่อสภาวะแวดล้อมทางเ
