อยากเริ่มซื้อกองทุน ต้องรู้ทัน 5 อย่างนี้

ใกล้สิ้นปีหลายคนอยากเอาเงินไปเก็บไปลงทุนและประหยัดภาษี

แต่หลายคนก็ยังรู้อะไรน้อยมากเกี่ยวกับกองทุน วันนี้มาดามจะอธิบายให้เข้าใจ

แบบง่ายที่สุดใน 3 โลก มาดูกัน!

1) รู้ว่ากองทุนรวมคืออะไร? เค้าเอาเงินเราไปไหน?

กองทุนรวม คือ การที่คนหลายคนเอาเงินมากองรวมกัน

แล้วมอบให้ผู้เชี่ยวชาญเค้าเอาเงินกองนี้ไปลงทุนให้ค่ะ กองทุนรวมจึงเหมาะสำหรับคนที่

  • ไม่มีเวลาไปเลือกสิ่งที่จะลงทุนเอง ผู้เชี่ยวชาญเลือกให้ว่าลงทุนในอะไร
  • ไม่มีความรู้ในเรื่องการเงินมากนักเพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้

เค้าเอาเงินเราไปลงทุนในหลายอย่าง เธอต้องอ่านสิ่งนี้ “หนังสือชี้ชวน”

มันจะบอกว่าเค้าเอาเงินเราไปลงทุนในอะไร ซึ่งมีทั้งหุ้น (บางกองก็ระบุประเภทธุรกิจได้ด้วย) ไหนจะตราสารหนี้, พันธบัตร, อสังหาริมทรัพย์ก็มี

ผู้เชี่ยวชาญเค้าจะเลือกลงทุนในสิ่งที่เค้าเขียนบอกไว้ในเจ้าหนังสือชี้ชวนนั้นแหละ เพราะเป็นความตั้งใจของกองทุนนั้นๆ 

ดังนั้น เธอต้องเลือกก่อนว่า ปลายทางอยากให้เขาเอาเงินเธอไปลงทุนในอะไร

เลือกปลายทางคือประเภทของสิ่งที่เอาไปลงทุนก่อน แล้วค่อยไปเลือกกองทุนที่ดูดีที่สุดในประเภทเดียวกัน ไม่ใช่เอากองทุนหุ้นไปเทียบกองทุนอสังหาฯ มันเหมือนเอากล้วยไปเทียบกับแอ๊ปเปิ้ล!

2) รู้ว่าที่ซื้อนี่คือเธออยากประหยัดภาษีด้วยใช่ไหม?

ถ้าใช่ มันก็ต้องเป็น LTF, RMF

ซึ่งทั้งสองแบบมีข้อกำหนดในเรื่องเวลา ว่าต้องถือนานแค่ไหน ขายได้เมื่อไหร่

ถ้าตุกติกขายก่อน เธอจะโดนปรับย้อนหลัง เอาเงินที่ประหยัดภาษีได้คืนพร้อมเบี้ยปรับ!!!

แต่ถ้าไม่คิดประหยัดภาษี ก็ไม่ต้องเป็น LTF, RMF

ก็ซื้อกองทุนอะไรก็ได้ จะขายเมื่อไหร่ก็แล้วแต่เธอ แล้วแต่ข้อกำหนดกองทุน

แนะนำให้อ่านอันนี้..

สรุปเทคนิคลงทุน LTF RMF ง่ายๆ ในบทความเดียว

3) รู้ว่าผลประโยชน์ที่เธอจะได้คืออะไร?

หลักๆ คือ “มูลค่าของเงินที่เธอเอาไปกองจะเพิ่มขึ้น”

คือตอนซื้อ เธอซื้อเป็นหน่วยลงทุน เช่น

ซื้อกองทุน 10,000 บาท ตอนซื้อราคาหน่วยละ 10 บาท เธอก็ได้มา 1,000 หน่วย

(1,000 หน่วย x 10 บาท = 10,000)

เมื่อเวลาผ่านไปสมมติผลประกอบการเจริญงอกงาม

มูลค่าของหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นค่ะ จาก 10 บาท สมมติเป็น 12 บาท

ดังนั้นมูลค่าเงินลงทุนในมือเธอก็จะกลายเป็น 1,000 หน่วยเท่าเดิม

แต่คูณด้วย 12   บาท เท่ากับ 12,000 บาท

ผลตอบแทนก็คือส่วนต่างตรงนี้ 12,000 – 10,000 = 2,000 บาทไง

แต่ถ้าเป็นการลงทุนที่ขึ้นได้ลงได้อย่างกองทุนหุ้น มันก็เป็นไปได้เช่นกันว่ามูลค่ากองทุนจะลด ถ้าหุ้นตก เข้าใจยัง?

ผลตอบแทนอีกส่วนนึง คือ บางกองเค้าจะจ่ายเงินปันผล อันนั้นก็ได้เป็นครั้งคราวตามที่เค้าประกาศ จ่ายเฉพาะดอกผลออกมา

4) รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่เค้าช่วยจัดการเงินเรา เค้าได้อะไรตอบแทน?

กองทุนเค้าต้องจ้างคน ต้องจ่ายเงินเดือน ซึ่งเค้าก็จ่ายจากกองเงินที่เอามารวมๆกันนั่นแหละ โดยกำหนดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเงินลงทุนกองนั้น

ไม่ว่าการลงทุนจะกำไรหรือขาดทุนก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารจัดการนะจ๊ะ

ดังนั้น มาดามบอกเลยว่าเธอ อย่าโฟกัสเฉพาะผลตอบแทน

จงสังเกตค่าธรรมเนียมบริหารจัดการกองทุนด้วย! มันมีข้อมูลอยู่ในหนังสือชี้ชวนนั่นแหละ

ถ้าผลตอบแทนสูงแต่ค่าธรรมเนียมสูงกว่า สรุปว่าเธออาจขาดทุนในระยะยาวก็ได้ เพราะผลตอบแทนจะออกหัวออกก้อยก็ได้ แต่ค่าธรรมเนียมนั้น ค่อนข้างแน่นอน

5) รู้ว่าจะเลือกกองไหน ดูที่อะไรคะมาดาม?

มาดามก็แนะนำให้ดูเจ้าปลายทางที่ไปของเงิน

กับว่าผลตอบแทนย้อนหลัง ผลงานของกองทุนแต่ละอันนั้นเป็นยังไง

ซึ่งเธอดูได้ทั้งระยะยาวกลางสั้น เอาให้เหมาะกับระยะเวลาที่เธอจะเอาเงินไปกอง

แล้วก็อย่าลืมค่าธรรมเนียมบริหารจัดการที่บอกไป

แต่..อย่าลืมว่า

สถิติผลการดำเนินงานทั้งหมดเป็นผลของอดีต เราไม่มีวันรู้อนาคต

ทำได้แค่คาดการณ์

ดังนั้นมาดามอยากให้ดูปลายทางของเงินที่เค้าเอาไปลงทุนเป็นหลัก ว่ามันใช่สิ่งที่เธอต้องการมั้ย แล้วเธอก็คอยส่องดูผลประกอบการเป็นระยะ

สุดท้ายมาดามขอฝากไว้ ประโยคคลาสสิค

“ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง” แต่ความเสี่ยงจัดการได้ด้วยความรู้

มาดามแนะนำให้เธอคอยดูคอยอ่านบทความใน Aommoney นี่แหละ

ที่สำคัญ วันจันทร์หน้า 28 พฤศจิกายน มี Live เรื่องกองทุนโดยเฉพาะ

รายการ “กองทุนไหนดี?” มาดามแนะนำเลย เพราะคนที่มาคุยให้ฟัง มีทั้ง

หมอนัทกูรูกองทุนโดยเฉพาะ กับพี่หนอม กูรูด้านภาษี

ผนึกกำลังกันให้ความรู้เธอแบบเน้นๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด มาดามก็จะรอดู

กดไปดูที่เพจนี้ กดไลค์ติดดาว เกาะติดไว้นะ

เพจกองทุนไหนดี?

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

“Mudman IPO น้องใหม่กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลกและไลฟ์สไตล์สุดคูล”

ในช่วงที่ผ่านมานี้จะเห็นได้ว่ามีหุ้นเข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้นักลงทุนเข้ามาจับจองเป็นหุ้นส่วนกันเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเลยนะครับ แต่ละบริษัทนั้นก็เป็นธุรกิจยุคใหม่ ทันสมัยและเป็นที่รู้จักกันดี ในวันนี้ผมก็จะมานำเสนออีกหนึ่งบริษัท ที่จะเป็นหุ้นน้องใหม่ นั่นคือ “บริษัท มัดแมน จำกัด (มหาชน”)

ถ้าพูดว่า “Mudman (มัดแมน) “ เพื่อนๆ หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูว่าเป็นหุ้นอะไร  แต่ถ้าบอกว่าเป็นหุ้นบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นผู้ได้รับสิทธิแฟรนไชส์ของ Dunkin’ Donuts, Au Bon Pain, Baskin Robbins และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารสุดเท่อย่าง Greyhound Café และสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Greyhound Original และ Smileyhound ทุกคนก็คงจะร้อง อ๋อ! รู้จักแล้ว เพราะเป็นสินค้าที่เราเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวันเวลาไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าครับ

ในบทความนี้ผมจะนำเสนอใน 5 แง่มุม ได้แก่

  1. ธุรกิจในเครือและสินค้าบริการ
  2. โครงสร้างรายได้และการทำกำไร
  3. โครงสร้างธุรกิจของ Mudman จากการระดมทุน
  4. โอกาสในการเติบโตของกิจการ
  5. ความเสี่ยงของกิจการ

เรามาเริ่มดูกันทีละหัวข้อกันเลยนะครับ

1) ธุรกิจในเครือและสินค้าบริการ

กลุ่มธุรกิจของ “Mudman (มัดแมน) นั้นประกอบด้วยสินค้าและบริการ 2 ประเภทนะครับ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์

ในส่วนอาหารและเครื่องดื่ม จากที่เกริ่นให้ฟังในช่วงแรกนั้นนอกเหนือจาก Dunkin’ Donuts และ Baskin Robbins แล้ว บริษัทฯ ยังมีแบรนด์สินค้าที่ให้บริการคือ Au Bon Pain, Greyhound Café และ M Kitchen ด้วยนะครับ เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงมีประสบการณ์ใช้บริการแบรนด์เหล่านี้อยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ขนม เบเกอรี่ ไอศครีม ก็มีให้เห็นโดยทั่วไป

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี เชื่อได้เลยว่าแฟนเพจหลายๆ ท่านก็ชื่นชอบเสื้อผ้าแบรนด์นี้อยู่ไม่น้อย คือแบรนด์ที่ชื่อว่า Greyhound Original ซึ่งผมสรุปเป็นตารางข้างล่างนี้ให้เห็นภาพกันง่ายๆ นะครับ ว่าสินค้าบริการของมัดแมนมีอะไรบ้าง

2) โครงสร้างรายได้และการทำกำไร

เมื่อเราเป็นนักลงทุน สิ่งที่เราควรจะต้องดูเพิ่มเพื่อรู้จักบริษัทให้ดีขึ้นก็คือ ผลประกอบการและการทำกำไรของบริษัทนะครับ มาดูโครงสร้างรายได้ล่าสุด ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2559 จะเห็นได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่นั้นมาจาก Dunkin’ Donuts ถึง 39.6% ตามมาด้วยร้านอาหาร Greyhound Café ถึง 25.6% และร้านกาแฟที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่าง Au Bon Pain ถึง 24.4% ครับ

ที่นี้ ผมเอางบการเงินย้อนหลังจาก Filing ที่ยื่นกับทาง กลต. มาให้ดูนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลยนะครับ

หมายเหตุ: ปรับปรุงผลกระทบของขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ และค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ได้มาจากการรวมธุรกิจ

หากเรามองย้อนหลัง 4 ปีแล้วจะเห็นได้ว่ารายได้รวมของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น จากการขยายสาขาและยอดขายที่สูงขึ้นของแต่ละสาขา หากเรามองในส่วนของกำไรนั้นในช่วงที่ผ่านมามีการขาดทุนอยู่ ซึ่งเกิดจากค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

ซึ่งเกิดจากการเข้าซื้อธุรกิจ Dunkin’ Donuts , Au Bon Pain , Greyhound Café และ Greyhound Original และการด้อยค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของ Greyhound Original โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี เช่นเวลาที่เราจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของแบรนด์มาใช้ประโยชน์ ก็จะต้องมีการตัดค่าใช้จ่ายทางบัญชีทุกปีๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี ซึ่งเกิดจากการลงทุนในอดีต จะตัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดไปนะครับ

คราวนี้หากเรามามองในเชิงของการดำเนินงานจริงๆ ว่าธุรกิจมีเงินสดเข้ามาหรือไม่ โดยไม่ได้คิดต้นทุนทางบัญชีส่วนนี้ จะเห็นได้ว่าบริษัทยังมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเงินสดที่เข้ามาจากการทำธุรกิจอย่างแข็งแกร่งครับ

3) โครงสร้างธุรกิจของ Mudman จากการระดมทุน

บริษัท มัดแมน จำกัด (มหาชน) นั้นมีผู้ถือหุ้นใหญ่หลักๆ อยู่ 2 กลุ่มคือ บมจ. ทรัพย์ศรีไทย 80.33% และ บมจ. น้ำตาลขอนแก่น 9.33% นอกนั้นจะเป็นผู้ถือหุ้นท่านอื่นๆ อีก 10.34% ครับ

การเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะมีการระดมทุนเพิ่ม 210,980,750 หุ้น คิดเป็น 20% ของหุ้นที่ออกทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน

  • ในส่วนแรก จำนวน 41,437,135 หุ้น หรือ 20% ของหุ้นที่เสนอขายจะเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นกลุ่ม บมจ. ทรัพย์ศรีไทย (“SST”) ที่มีสิทธิในการจองซื้อ (Pre-emptive Rights) ในอัตราส่วน 10 หุ้นของ SST ต่อ 1 หุ้นของบริษัท โดย SST จะขึ้นเครื่องหมาย XB ในวันที่ 14 มีนาคม 2560 ซึ่งหมายความว่านักลงทุนที่ถือหุ้น SST จนกระทั่งตลาดปิดในวันที่ 13 มีนาคม 2560 จะได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นของบริษัท ดังนั้นหากนักลงทุนซื้อหุ้น SST ก่อนวันที่ 13 มีนาคม 2560 แต่ขายหุ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2560 หรือซื้อหุ้น SST ในวันที่ 14 มีนาคม 2560 ก็จะไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นของบริษัท
  • ในส่วนที่ 2 อีก 169,543,615 หุ้น หรือ 80% รวมกับส่วนที่เหลือในส่วนแรก จะเสนอขายให้กับประชาชน

จากภาพจะเห็นได้ว่า หลังจากมีการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ประชาชนก็สามารถเป็นเจ้าของได้นะครับ โดยผู้ถือหุ้นหลักๆ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อออกจากธุรกิจไป แต่เป็นการนำเงินมาขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ชำระเงินกู้ยืม และไปลงทุนในต่างประเทศครับ

4) โอกาสในการเติบโตของกิจการ

ถ้าเราศึกษาประวัติของบริษัทแห่งนี้ก็จะพบว่าเขาก็พัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่องนะครับ มีการนำธุรกิจเข้ามาอยู่ในพอร์ตอย่างต่อเนื่องรวมถึงการหาโอกาสขยายสาขาเพื่อต่อยอดทã

“BluPhere Pattaya รูปแบบใหม่ของการซื้อคอนโดเพื่อตอบโจทย์ทุกอย่างของครอบครัว”

สมัยก่อนคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็จะยึดหลักของการทำงานหนักเพื่อจะทำให้ได้เงินเยอะๆ ลูกๆจะได้สบาย เรื่องการไปพักผ่อนก็มีบ้างตามโอกาสที่เหมาะสม ถ้าสรุปง่ายๆ คือ คนสมัยก่อนเน้นหาเงินก่อน เรื่องเที่ยวไว้ทีหลังถ้าได้ก็ดี

แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ยุคใหม่ก็จะมีแนวคิดเรื่องสมดุลย์ชีวิตมากขึ้น คือ ต้องทำงานที่มีรายได้ที่ดีด้วย แต่ก็ต้องมีเวลารีแลกซ์พักผ่อนกับครอบครัวได้บ่อยๆ ด้วย ทำให้หัวหน้าครอบครัวในยุคนี้จึงต้องศึกษาหาความรู้มากกว่าสมัยก่อน เช่น จะทำยังไงให้ธุรกิจเติบโต หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเอาเวลาของตัวเองไปใช้ทั้งหมด ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการหาความรู้เรื่องการลงทุนให้เงินทำงานให้เราด้วย

พ่อแม่ยุคใหม่จึงมีรูปแบบของการที่จะทำงานหรือทำธุรกิจไปด้วย แล้วก็เอาเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยไปด้วยเพราะเดี๋ยวนี้จะพึ่งพาการได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้อีกแล้ว เลยทำให้ต้องมองหาวิธีการเพิ่มรายได้ จึงอาจมีการลงทุนกับกิจการอื่นๆบ้าง เช่น เปิดธุรกิจเฟรนไชส์บ้าง ร้านกาแฟ ร้านอาหารบ้าง ซึ่งอาจต้องมีเงินลงทุนสูง และต้องมีเวลาไปติดตามและบริหารด้วย ทำให้บางคนอาจไม่ได้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิต

ดังนั้นจึงเริ่มเห็นคนในยุคนี้หันมาสนใจในการลงทุนในสินค้าการเงิน

ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และไม่ต้องเสียเวลาติดตามมากเกินไป

เช่น เอาเงินมาลงทุนในหุ้นบ้าง ทองคำบ้าง กองทุนรวมบ้าง แต่การลงทุนเหล่านี้ก็ต้องมีความรู้และต้องยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนด้วย ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะไปลงทุนประเภทที่เห็นเป็นสินทรัพย์จริงๆเลย เช่น การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร หรือ การซื้อคอนโดมาแล้วปล่อยเช่า หรือเก็งกำไรตอนขายต่อ เป็นต้น

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การลงทุนซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ก่อนที่จะลงทุนกับคอนโดเราก็ควรต้องศึกษาข้อดี ข้อเสียก่อนว่าเราเหมาะสมกับการลงทุนประเภทนี้หรือไม่ ซึ่งผมเลยอยากสรุปข้อดี ข้อเสียของการลงทุนกับคอนโดได้ดังนี้

ข้อดีของการลงทุนกับการซื้อคอนโด

1.มีโอกาสสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนี่อง จากค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายทุกๆเดือน

2.มีการจัดการดูแลง่ายไม่ซับซ้อน เพราะเมื่อมีคนมาเช่าแล้วก็ เจ้าของก็แทบไม่ต้องทำอะไรมาก แค่รอรับค่าเช่าทุกๆเดือน

3.มีโอกาสได้กำไรจากการขายต่อ ถ้าทำเลดีและเป็นที่ต้องการสูง หรืออาจเก็บไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการลงทุนคอนโด

1.อาจจะกลายเป็นรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถหาผู้เช่าได้ เพราะต้องเสียค่าส่วนกลางแทน

2.เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำมากๆ คือ ถ้าต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสด ก็อาจทำไม่ได้ง่ายๆ บางทีอาจต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

และเหตุที่ว่าราคาคอนโดที่ทำเลดีๆ นั้น มีแนวโน้มที่จะราคาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ใจกลางเมืองเช่น สาทรหรือสีลมแบบที่ติดรถไฟฟ้า หลายแห่งราคาก็ไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 200,000 บาท แล้ว ดังนั้นจะซื้อคอนโดสักห้องนึงเอาแค่ 1 ห้องนอน สัก 40 ตารางเมตร ก็ราคาเกือบ 10 ล้านบาทแล้ว

ดังนั้นจึงทำให้การจะลงทุนซื้อคอนโดทำเลดีๆในเมืองเพื่อปล่อยเช่า

จึงทำได้ยากขึ้นกับคนที่อาจจะมีรายได้ไม่สูงมาก

บางครอบครัวยุคใหม่หลายๆ คนจึงเริ่มเปลี่ยนไปมองทำเลอื่นๆ เช่น การไปซื้อบ้านพักหรือคอนโดต่างจังหวัด เพื่อเอาไว้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัวช่วงวันหยุด และหากในอนาคตราคาที่ดินสูงขึ้น ก็สามารถขายต่อทำไรหรือเอาไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานต่อได้ แต่ปัญหาที่ตามมาบ่อยๆ เสมอ ก็คือ พอปีนึงเราไปใช้พักผ่อนแค่  20-30 วัน ก็กลายเป็นว่าเวลาที่เหลือกลายเป็นรายจ่าย เช่น ต้องเสียค่าดูแลส่วนกลาง ค่าทำความสะอาดเวลาจะไปพัก ซึ่งพอบ้านหรือห้องที่ไม่มีคนอื่นนานๆ ก็จะดูเก่าและทรุดโทรมเร็ว สุดท้ายก็ต้องมาเสียค่า Renovate ใหม่อีก แถมปัญหาคือถ้าทำเลไม่ดีก็ขายยาก อาจจะต้องขายขาดทุนก็ได้

ดังนั้นถ้าวันนี้เราสามารถลงทุนซื้อคอนโดหรือบ้านแล้วสามารถใช้เป็นที่พักให้เราสามารถเอาไว้พักผ่อนกับครอบครัวได้ ไม่ต้องเสียเวลาหรือมีค่าใช้จ่ายในการดูแลมาก ถ้ามีคนดูแลให้ยิ่งดี แถมได้ทำเลดีที่ไม่แพงเกินไป และมีแนวโน้มเติบโต รวมถึงถ้าสามารถสร้างเป็นรายได้ให้เราแบบต่อเนื่องได้ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆครับ

ซึ่งตัวผมเองที่เพิ่งมีครอบครัวเหมือนกันก็มองๆหา โอกาสในการลงทุนที่จะตอบโจทย์ให้กับตัวผมเองและครอบครัวทั้งเรื่องการเงิน เรื่องผลตอบแทน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่อยากมีที่พักผ่อนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ก็ไปเจอว่าโครงการBluPhere Pattaya” นั้นมันตอบโจทย์ได้แทบจะครบทุกอย่างเลยทีเดียว

ดังนี้เลยครับ

1.การมีโอกาสได้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องระยะยาว

เพราะ BluPhere Pattaya” โครงการฯ จะเข้ามาบริหารการจัดการในเรื่องการปล่อยเช่าแทนเจ้าของห้อง แถมมีการรับประกันผลตอบแทน 7 % ต่อปีนาน 5 ปีซึ่งทำให้เราปิดเสียโอกาสที่จะกลายเป็นห้องว่างๆ ที่ไม่มีผลตอบแทนอีกด้วย สรุปคือมีผลตอบแทนชัดเจนและแน่นอน

2.ได้ที่พักผ่อนตากอากาศที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ แถมได้รับการบริการระดับโรงแรม

เพราะจากกรุงเทพไปพัทยา เราขับรถเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว แถมมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนมีครอบครัว เช่

มีรายได้ประจำ อยากลดหย่อนภาษีด้วยประกัน ต้องดูอะไรบ้าง?

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือเทคนิคการวางแผนภาษี สำหรับบทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับชีวิตของ มนุษย์เงินเดือน ผู้ที่มีรายได้ประจำ และอยากลดหย่อนภาษี เรามาดูกันครับว่า สำหรับคนกลุ่มนี้ ควรจะวางแผนภาษีอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่น ผมขอเล่าให้ฟังเบาๆก่อนครับว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนั้น มักจะบ่นและมีปัญหาเบาๆกับการวางแผนภาษีอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากค่าใช้จ่ายนั้นสามารถใช้สิทธิได้เพียง 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนที่เหลือเลยต้องมาพยายามกันที่ค่าลดหย่อนแทน ซึ่งค่าลดหย่อนยอดฮิตทั้งหลายนั้น ก็มีอยู่ 3 ตัวคือ LTF , RMF และ ประกันชีวิตครับ

แต่เท่าที่สังเกตดูนั้น ผมมักจะเห็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ มักจะเลือกลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ครับ นั่นคือ ความต้องการเก็บสะสมเงินระยะยาว เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋า และรับความเสี่ยงได้ต่ำ

เริ่มต้นจากคำว่า “เก็บสะสมเงินระยะยาว” ผมมองว่าประกันชีวิตเป็นการเก็บสะสมเงินในรูปแบบหนึ่ง เหมือนกันกับ LTF และ RMF เพียงแต่ว่าประกันชีวิตจะมีเงื่อนไขอยู่ตรงกลางระหว่าง LTF และ RMF ตรงที่ เมื่อซื้อแล้วจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ยาวนานเท่ากับ RMF ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างวินัยในการเก็บเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการป้องกันความเสี่ยง และผลตอบแทนกลับมาครับ

ต่อมา “เพิ่มเงินในกระเป๋า” นอกจากผลตอบแทนที่ได้รับจากประกันชีวิตแล้ว จะได้รับผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีด้วย โดยสำหรับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ก็ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าได้เยอะเหมือนกันนะครับ

สุดท้าย “รับความเสี่ยงได้ต่ำ” แม้ว่าประกันชีวิตนั้นจะได้รับผลตอบแทนอาจไม่สูงมากนัก แต่สิ่งที่ได้รับพ่วงด้วยความคุ้มครองอย่างที่ว่ามา ร่วมกับความเสี่ยงที่ต่ำเมื่อเทียบกับ LTF และ RMF (บางประเภท) ก็ทำให้มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่นั้นตัดสินใจเลือกซื้อได้ไม่ยากสักเท่าไร

ทีนี้มาถึงคำถามต่อมาครับ เมื่อเรารู้เหตุผลที่เลือกซื้อประกันชีวิตแล้ว สิ่งที่เราต้องดูต่อไปคือ แล้วจะซื้อประกันชีวิตออมทรัพย์ตัวไหนดี ที่จะให้สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขตามที่เราต้องการ เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยดีกว่า

1. เรามีกระแสเงินสดแบบไหน คือ การหมุนเวียนเงินของเรานั้น ต้องเพียงพอในการซื้อประกันชีวิตด้วย เนื่องจากรายได้ประจำของเรานั้นถือเป็นรายได้ที่คงที่ ดังนั้นต้องจัดการหมุนเวียนและจัดสรรเงินตรงนี้ให้ดีด้วยครับ เช่นถ้าอีก 10 ปีจะเกษียณ ก็ควรเลือกประกันที่มีระยะการจ่ายเบี้ยไม่เกิน 10 ปี เพื่อให้เราไม่ต้องกลุ้มใจภาระนี้หลังเกษียณ เป็นต้น

2. แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่เราควรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งผลตอบแทนแบบการันตีก็จะตอบโจทย์เรื่องความเสี่ยงไปตามที่เราพอเข้าใจกัน ส่วนโอกาสในการรับเงินปันผล ก็ถือเป็นอีกตัวหนึ่งในการช่วยเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งควรเอามาพิจารณาเช่นเดียวกันครับ

โดยเงินปันผลที่ว่านี้ มันคือการที่ประกันเค้าเอาเงินค่าเบี้ยของเราแบ่งส่วนไปลงทุนและจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลออกมา ตามผลประกอบการและรูปแบบประกันในแต่ละปี มองง่ายๆ คล้ายการลงทุนในกองทุนหรือการเลือกซื้อหุ้นนั่นเองครับ เพียงแต่ต่างกันตรงที่อาจจะไม่กำไรหวือหวา สักเท่าไรนัก หากการลงทุนไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีนัก เราก็อาจไม่ได้เงินปันผลเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นและกองทุน แต่ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนอยู่ครับ

3. ช่วงระยะเวลาสัญญาหรือความคุ้มครอง สิ่งนี้จะสัมพันธ์กับกระแสเงินสดเหมือนกัน  เช่นถ้าเราอายุ 40 ปี อยากให้เงินคืนทั้งหมดไม่เกินอายุ 60 ปี ก็เลือกที่อายุสัญญาไม่เกิน 20 ปีครับ ตรงนี้ดูด้วยว่าต้องใช้ตอนไหนและอย่างไรนะครับ ยังไงอย่าลืมคำนวณให้รอบคอบด้วยนะครับ

4. สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ตัวสุดท้ายคือรู้จักสิทธิ์ของตัวเอง โดยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์นั้นเราสามารถใช้ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ยกเว้นแต่อยากซื้อมากกว่านี้เพื่อความคุ้มครอง การออม ลงทุน ก็ว่ากันตามเหตุผลของแต่ละคนกันไปครับ

เงื่อนไข 4 ข้อที่ผมให้นั้น เป็นหลักในการพิจารณาคร่าวๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนครับ บางคนอาจจะอยากได้ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยน้อย คุ้มครองนาน บางคนอาจจะอยากได้ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยนานๆ ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ความต้องการแต่ละคนไปครับผม

เอาล่ะ… ทีนี้ถึงเวลาที่จะแนะนำสินค้าแล้วครับ ทาง อลิอันซ์ อยุธยา เองได้ออกประกันชีวิตตัวใหม่มา ชื่อว่า “โครงการออมไว ได้คืนเยอะ 17/7” โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

  • จ่ายเพียงแค่ 7 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองถึง 17 ปี
  • รับเงินคืนการันตีทุกปี ณ สิ้นปีกรมธรรม์ ปีที่ 2 – ปีที่ 15
  • เพิ่มเติมด้วยโอกาสรับเงินปันผลรายปี ณ สิ้นปีกรมธรรม์ปีที่ 7 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นแบบประกันเดียวที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลรายปี เมื่อเทียบกับแบบประกันตัวอื่นที่ใกล้เคียงกัน
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระเพราะเริ่มต้นเพียง 25 บาทต่อวัน
  • ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
  • เลือกจ่ายได้สบายๆ แบบรายเดือน สามเดือน ครึ่งปี หรือรายปี โดยเบี้ยประกันคงที่ตลอดอายุสัญญา
  • สมัครง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล โดยขอเน้นนะครั

LTF/RMF กองทุนใหม่แกะกล่องแบบไหนที่โดนใจคุณ?

ทยอยกันออกมาอีกเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง กับกองทุน LTF/RMF ในปีนี้ที่แต่ละ บลจ. ทุ่มทุนสร้างกันเต็มที่ วันนี้ผมเลยจะเอากองทุนที่น่าสนใจ 4 กองทุน จาก บลจ. กรุงศรี มาคุยให้ฟังกันครับ

ซึ่งถ้าใครติดตามเพจผมมาเรื่อย ๆ ก็จะทราบดีครับว่า ถ้าเป้าหมายของนักลงทุนเป็นเรื่องการเก็บเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณแล้วละก็ส่วนใหญ่ผมจะเน้นให้นักลงทุนนั้น ซื้อกองทุน RMF ก่อน LTF เนื่องจากว่า กองทุน RMF นั้นมีหลากหลาย นโยบายมากกว่าครับ มีทั้งความเสี่ยงต่ำ จนไปถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากเลยทีเดียว

โดยผมจะแนะนำให้นักลงทุน ลงทุนในกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำ-กลาง  ก่อนในสัดส่วนที่พอเหมาะ และจากนั้นค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนในกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงสูงครับ เพราะว่าถ้านักลงทุนเอง รับความเสี่ยงสูงจาก LTF ไม่ได้แล้วละก็ ถ้าซื้อแต่กองทุน LTF ที่มีสัดส่วนหุ้นสูง ๆ ก็อาจจะมีความผันผวนสูง บางครั้งลงทุนไปแล้วอาจจะเกิดความไม่สบายใจได้ครับ

แต่ถ้านักลงทุนเองไม่ได้ต้องการลงทุนระยะยาวจนถึงเกษียณ แต่อยากลดหย่อนภาษี และเก็บเงินก้อนไว้ในระยะ 5 ปีขึ้นไปแล้วละก็ อาจจะเลือกกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงลดต่ำลงมา คือ กองทุนประเภทที่มีสัดส่วนสินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามาผสมด้วย (LTF ต้องลงทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน)

ดังนั้น ถ้าใครที่คิดว่า อยากได้กองทุนที่ความเสี่ยงไม่สูงมากจนเกินไป ลองมาดูกองทุนที่เป็นพระเอกกองทุนแรกในวันนี้กันนะครับ นั่นก็คือ

กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวออลสตาร์ปันผล (Krungsri All Stars Dividend LTF) ผมขอเรียกชื่อย่อตามที่กองทุนเรียกกันว่า KFLTFAST-D

กองทุนนี้ไม่ได้ลงทุนหุ้นไทยล้วน ๆ อย่างกองทุน LTF กองทุนอื่น ๆ ทั่วไปครับ แต่จะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยอยู่ประมาณ 65-70% ขึ้นไปตามกฎของ LTF และนอกจากนี้ก็จะมีหุ้นต่างประเทศ กองทุนอีทีเอฟ (ETF)

โดยกองทุนนี้มีระบุไว้ด้วยครับว่า จะมีการลงทุนใน MSCI World หรือดัชนีที่ขึ้นลงตามผลตอบแทนของหุ้นทั่วโลกได้ในสัดส่วน 30-35% ที่เหลืออีกด้วยครับ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงครับ

จะเห็นว่าบางปี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง แต่ว่าในทางกลับกันตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ได้ปรับตัวลดลงตามไปด้วย แต่วิ่งสวนทางขึ้นมาครับ ดังนั้น พอร์ตโดยรวมของกองทุนนี้ก็จะไม่ผันผวนมากจนนักลงทุนเองรับไม่ได้ และบางครั้งก็อาจจะให้ผลตอบแทนทีดีมากขึ้นก็เป็นไปได้ครับ

นอกจากนี้ กองทุนจะมีการจ่ายเงินปันผลให้ด้วยครับ ซึ่งเป็นสไตล์ของกองทุนจาก บลจ. กรุงศรี อยู่แล้ว ที่อยากจะให้มีเงินกลับคืนไปที่นักลงทุน และส่วนใหญ่ก็จะเน้นการจ่ายที่สม่ำเสมอ เหมือนกับกองทุนที่เคยออกไปก่อนหน้านี้

ส่วนสไตล์การลงทุนในหุ้น ของกองทุนกรุงศรี โดยปกตินั้นก็จะเน้นไปที่ หุ้นใหญ่ พื้นฐานดี มีเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือ ความผันผวนต่ำ และมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ แต่คงไม่ได้มีการเติบโตของผลตอบแทนสูงเท่าไหร่นัก

แต่ในครั้งนี้ มีการปรับรูปแบบการลงทุนเป็นแบบไม่จำกัดขอบข่ายการลงทุนว่าต้องเป็นหุ้นประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นเล็ก กลาง หรือ หุ้นใหญ่ ก็สามารถลงทุนได้ นอกจากนี้ ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาการถือครองนานว่าต้องนานเท่าไหร่ จึงทำให้มีความคล่องตัว โดยหุ้นแต่ละตัวที่เลือกมาก็จะเลือกหุ้นที่มีการเติบโตได้ดี และเติบโตได้มากกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งทาง บลจ. ก็จะดูจากทั้งเชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพครับ จากนั้นพอได้หุ้นที่ดีแล้ว ก็จะมีดูว่ามีราคาที่เหมาะสมกับการซื้อหรือไม่ต่อไปครับ

แต่ถ้านักลงทุนเอง อยากลงทุนกองทุนหุ้นแบบที่ความเสี่ยงสูงหน่อย เน้นถือหุ้นไทยเกือบจะ 100% ของพอร์ตการลงทุนของกองทุน และรับได้กับความผันผวนที่เกิดขึ้น อาจจะพิจารณาทางเลือกเพิ่มเติม อย่างกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวไทยสมอล-มิดแคปปันผล (Krungsri Thai Small-Mid Cap Dividend LTF) (ชื่อย่อ: KFLTFTSM-D) ที่เน้นไปลงทุนในหุ้นเล็กที่มีการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งผลตอบแทนจากหุ้นเล็กในปีนี้ ที่ตลาดหุ้นผันผวนแต่ก็ต้องบอกว่าทำได้ดีทีเดียวครับ โดยที่กองทุนที่มีแนวทางการลงทุนแบบเดียวกันอย่าง KFTHAISM ใน 6 เดือนที่ผ่านมานั้น ทำผลตอบแทนได้ประมาณ 17% เลยทีเดียวครับ ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่า คุ้มค่าความเสี่ยงที่ต้องลงทุนไปครับ แต่อย่างไรก็ตามผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีอนาคตนะครับ คงต้องลุ้นกันต่อว่ากองทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องหรือไม่ครับ

หลังจากเราได้กองทุน LTF ในแบบที่ความเสี่ยงไม่สูงไปแล้ว คราวนี้ถ้าเราอยากจะกระจายการลงทุนให้มากขึ้นแล้วละก็ ลองมาดูกองทุน RMF เพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพราะว่า กองทุน RMF นั้นไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องลงทุนในหุ้นของประเทศไทยเท่านั้นเหมือนกับกองทุน LTF

ซึ่งอาจจะเป็นกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลกก็ได้ แต่นักลงทุนเองก็ควรที่จะมีความรู้ในสิ่งที่กำลังจะลงทุนด้วย เช่น ประเทศไหนมีจุดเด่นอะไร และจะมีแนวโน้มระยะยาวอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะว่าหากไม่เข้าสิ่งที่ลงทุนอยู่แล้วละก็ อาจจะทำให้เราขาดทุน หรือได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ครับ

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และต้องใช้ความรู้ค่อนข้างมาก แต่จริง ๆ แล้วการลงทุนที่ดีอาจจะเริ่มจากการสังเกตสินค้ารอบ ๆ ตัวที่เราชื่นชอบก็ได้ ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ นักลงทุนชื่อดังหลาย ๆ คน ชอบใช้ อย่างเช่น วอเร็น บัฟเฟตต์ หรือ แม้แต่ สุดยอดผู้จัดการกองทุนตลอดกาลอย่าง ปีเตอร์ ลินซ์ ซึ่งทั้ง 2 คน สามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 20% ต่อปี ติดต่อกันหลายปีอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ

สินค้าใกล้ตัวก็ได้แก่ ของใช้ต่าง ๆ ซึ่งเราอาจจะเคยสังเกตเห็นอยู่แล้ว เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือ แม้แต่ยารักษาโรค 

ลงทุนกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ อย่างไรให้ Happy !

หลายวันมานี้ผมได้รับคำถามมากขึ้นกับหุ้นกู้ตัวใหม่ที่กำลังออกมาเพื่อให้นักลงทุนได้จับจอง ได้ลงทุนกัน นั่นก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ออกโดย บริษัท ค่าปลีกอันดับหนึ่งของไทยอย่าง CPALL นั่นเองครับ

ที่หุ้นกู้ตัวนี้ได้รับการกล่าวงถึง และ มีคำถามค่อนข้างมาก นั่นก็เพราะว่าเป็นหุ้นกู้ที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนพอสมควร และมีข้อกำหนดหลาย ๆ อย่าง ที่นักลงทุนเห็นแล้วอาจจะตกใจกลัว ซึ่งวันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่า หุ้นกู้ตัวนี้เป็นอย่างไร และ ถ้าเราจะลงทุนกับหุ้นกู้ตัวนี้ ควรจะคิดอย่างไร และลงทุนอย่างไรให้มีความสุขตลอดการลงทุนครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จัก หุ้นกันเสียก่อนครับ ว่าหุ้นกู้คืออะไร และ เราจะต้องรู้อะไรที่เกี่ยวกับหุ้นกู้บ้าง หุ้นกู้ เป็นชื่อเรียกหนึ่งของตราสารหนี้ครับ งั้นเรามารู้จักตราสารหนี้กันก่อนเลยนะครับ ในผู้อ่านลองนึกภาพนะครับว่า ถ้าผมต้องการเปิดธุรกิจ หรือขยายกิจการ แหล่งเงินทุนนั้นจะหาได้จากที่ไหน ? แน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงตอบว่าก็ที่ ธนาคาร ไง

จริง ๆ แล้วการกู้เงินธนาคารก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ดอกเบี้ยค่อนข้างจะแพงทีเดียว ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ก็อาจจะใช้วิธีการกู้เงินมาจากนักลงทุนโดยตรงแทนครับ ซึ่งแน่นอนว่า นักลงทุนย่อมมีสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทครับ

ดังนั้นเราจึงเรียก ตราสารรับรองความเป็นเจ้าหนี้ที่ออกโดยบริษัท ฯ ที่มาขอกู้ว่า “หุ้นกู้” นั่นเองครับ ในทางกลับกัน ถ้าผู้กู้เป็นรัฐบาลละก็ จะเรียกว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ครับ

ชื่อ ตราสารหนี้อายุของตราสารผู้ออก
พันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 1 ปีรัฐบาล
ตั๋วเงินคลังน้อยกว่า 1 ปีรัฐบาล
หุ้นกู้มากกว่า 1 ปีเอกชน
ตั๋วเงิน (BE/PN)น้อยกว่า 1 ปีเอกชน

โดยหุ้นกู้ก็จะมีการกำหนด อัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายว่าจะจ่ายให้ปีละกี่ % และ ได้เงินต้นคืนเท่าไหร่ ราคาตอนเริ่มซื้อเท่าไหร่ รวมถึงหุ้นกู้นี้ มี “Rating” อยู่ในเกณฑ์ที่ลงทุนได้หรือไม่ โดยหุ้นกู้ที่อยู่ในเกรด ที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ที่ความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป จะเริ่มต้นที่ “BBB” เป็นต้นไปครับ ถ้าต่ำกว่านั้น นักลงทุนเองก็จะมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระดอกเบี้ย และเงินต้นมากขึ้นครับ

อันดับของ Rating ตั้งแต่ AAA จนถึง D

เมื่อเราทราบแล้วว่า หุ้นกู้คืออะไร คราวนี้เรามาดูกันต่อครับว่า หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนคืออะไรกันแน่ มันต่างหรือว่าเหมือนหุ้นกู้ธรรมดาอย่างไร

หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ก็คือ หุ้นกู้ที่จะได้รับการชำระหนี้ต่อจากหุ้นกู้ธรรมดา หากบริษัท ฯ มีความจำเป็นที่ต้องปิดกิจการไปครับ จากนั้น ถ้ายังมีสินทรัพย์หรือว่า เงินเหลือ จึงจะจ่ายเงินให้กับ ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนต่ออีกที แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินก่อน ผู้ถือหุ้นทั่วไป ส่วนที่มีลักษณะคล้ายทุนก็ตรงที่ว่า สิทธิ์ในการไถ่ถอนของหุ้นกู้ตัวนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อยกเลิกกิจการไป (เราเรียกว่า Hybrid Bond)

โดยหุ้นกู้ที่จะออกมาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ก็คือ เอาเงินที่ได้มาจ่าย หุ้นกู้ตัวเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วครับ ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุนด้านดอกเบี้ยของบริษัท ฯ ให้ดีขึ้น และ เพื่อเอามาหมุนเวียนใช้ภายในกิจการต่าง ๆ ของบริษัท ฯ ครับ

แล้วทำไมบริษัทต้องออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิประเภทนี้ออกมาด้วย นั่นก็เพราะว่า บริษัท ฯ ต้องการรักษาสัดส่วนระหว่างทุน และ หนี้สินให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะครับ เพราะตราสารชนิดนี้ จะถือว่า เป็นส่วนของทุนของบริษัทได้ทั้งหมดตลอดอายุหุ้นกู้นั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดู รายละเอียดกันดีกว่าครับ ว่าหุ้นกู้ตัวนี้ มีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างไร

ส่วนดอกเบี้ยนั้นจะมีการจ่ายทุก ๆ 6 เดือน โดยใน

5 ปีแรกจะจ่ายแบบอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 1.87% + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.13% รวมกันเป็น 5% 

ส่วนปีที่ 5-10 ก็จะมีการจ่ายดังนี้คือ จ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น(3.13%) + อัตราเพิ่ม 0.50% ครับ

ส่วนในปีที่ 10-50 ก็จะมีอัตราส่วนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.00%

และในปีที่ 51 เป็นต้นไป ก็จะมีอัตราเพิ่มเป็น 2.00%

ประมาณว่ายิ่งถือยาวก็ยิ่งได้ดอกเบี้ยที่สูงมากขึ้นไปด้วย

ประเด็นสำคัญคือ ผู้ออกหุ้นเองก็มีสิทธิ์ในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ครับ แต่ก็จะต้องสะสมไว้เอามาจ่ายให้กับนักลงทุนในครั้งถัดไป ตัวอย่างเช่นถ้าหากคิดตามระยะเวลา 5 ปีแรก โดยที่สะสมมาจ่ายให้กับนักลงทุนในปีที่ 5 เลย ผลตอบแทนจะประมาณ 4.56% ต่อปี (ลดลงนิดหน่อย ตามหลักมูลค่าเงินตามเวลาครับ)

แต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าบริษัท ฯ ไม่จ่ายดอกเบี้ยให้ละก็ บริษัท ฯ เองก็ห้ามจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นนั่นเองครับ บริษัท ฯ คงจะไม่ยอมให้เกิดผลกระทบแบบนั้นครับ

หุ้นกู้ตัวนี้ บริษัท ฯ ผู้ออกสามารถที่ไถ่ถอนได้ในปีที่ 5 และ ทุกงวดของดอกเบี้ยที่จะจ่ายหลังจากปีที่ 5 เป็นตันไป นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดอีกประการในเรื่องการไถ่ถอนดังนี้ครับ

ดังนั้น “หุ้นกู้” แบบนี้ น่าจะเหมาะกับคนอยากลงทุนเพื่อไม่ให้มูลค่าเงินลดลงไปตามเงินเฟ้อครับ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ถือว่าใช้ได้ อยู่ที่ประมาณ 4.56 – 5.00% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาการลงทุน และแนวโน้มการจ่ายดอกเบี้ยของทางบริษัท ฯ

นอกจากนี้ ผมคิดว่าคนจะลงทุนกับหุ้นกู้แบบนี้ ต้องเป็นคนที่สามารถลงทุนได้ในระยะยาว ๆ และต้องการดอกเบี้ยออกมาใช้ หรือ ต้องการกระแสเงินสดที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ หรื

ผัวไม่มีแต่วางแผนการเงินดีๆชีวิตก็เกร๋ได้

เชื่อได้ว่าชีวิตของตุ๊ดชะนีหลายๆคนก็คงคล้ายๆกันที่จะถอนหายใจ เห้อออ ชีวิตฉันเกิดมาเพื่อไม่มีผัวแล้วตายไปแน่ๆเลย แล้วก็มานั่งคิดกันว่าถ้าชีวิตตอนบั้นปลายจะต้องอยู่คนเดียวจะต้องทำยังไง๊!!! รายได้ที่เรามีไม่ต้องแบ่งใครมากมายไม่ต้องเลี้ยงลูกจะใช้ๆไปให้กับความสุขของเราเลยดีไหม?

คำถามตรงนี้เราได้มีการสรุปกันออกมาจาก Live ทาง aomMONEY ระหว่าง @TarKawin และ @มาดามฟินนี่ ลองมาดูกันว่าวิธีที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้แบบไม่มีผัวจะต้องคิดต้องทำอย่างไรให้เรามีชีวิตทางการเงินเราดีและมีความสุขได้

1. โสดไม่มีภาระไม่มีพันธะ ไม่ใช่ว่าจะไม่อนาคตที่ต้องนึกถึง

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ในสังคมก็คือ คนโสดนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่วางแผนการเงินของตัวเอง หลายคนเป็นสายเปย์ เปย์โน้นนี่กับเรื่องต่างๆเต็มไปหมดเพราะไม่มีภาระไม่มีพันธะเหมือนคนที่แต่งงานมีครอบครัวที่ต้องวางแผนอยู่ตลอดเวลาในเรื่องลูกเรื่องผัว การวางแผนทางการเงินนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะละเลยไม่ได้ เนื่องจากจะเป็นก้าวสำคัญให้เราไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกับสภาพทางการเงินในอนาคต และต้องอย่าลืมนะครับว่า แม้เราจะไม่มีลูก เราอาจจะยังต้องดูแลพ่อแม่ด้วยอีกนะ

2. วางแผนทางการเงินนั้นเริ่มจาก Lifestyle แล้วจำนวนเงินจะมาเอง

การวางแผนที่เราจะอยู่เป็นโสดอย่างเกร๋ๆ มีวิธีที่น่าสนใจโดยเริ่มจากการกำหนด Lifestyle ของตัวเองตั้งแต่ตื่นยันนอน ลองถามตัวเองว่าอยากเป็นอย่างไรแล้วจะทำให้เราคำนวณได้ว่าอนาคตเราจะต้องหาเงินเท่าไหร่ ถ้าเราจะเป็นโสดไฮโซอยู่วังพระเจ้าหลุยส์ นอนบนเตียงมารี อ็องตัวแน็ต ก็จะต้องวางแผนทางการเงินเพื่อให้ได้เป้าหมายแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราจะชิวๆ เรียบง่ายก็อีกเรื่อง แน่นอนว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันและความสุขหลายๆอย่างไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินก็ได้

3. ไม่มีคู่ครองแต่สามารถหาเพื่อนอยู่ดูแลกันได้

สมัยนี้คนโสดก็มีเยอะแยะมากมาย มองๆไปก็จะเห็นว่าเพื่อนของเราก็มีโสดเต็มไปหมด ลองคุยๆกันดูว่าเราจะหาทางวางแผนที่จะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ แต่ก็ควรเป็นเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรและเป็นเพื่อนที่มีแผนและเป้าหมายทางการเงินเหมือนๆกับเรานะจะได้ร่วมชายคากันได้ตลอดรอดฝั่ง ที่สำคัญก็คือเราควรหาที่ๆอยู่แล้วสบาย การคมนาคมสะดวก ใกล้โรงพยาบาลเพื่อไปหาหมอในยามเจ็บป่วยและไม่ไกลวัดที่เราจะมีกิจกรรมงานบุญงานกุศลกันได้ด้วย หรืออาจจะเก็บเงินไว้เพื่อไปอยู่ในสังคมของที่พักคนชราได้

4. คิดเสมอว่าการโสดนั้นไม่ได้ทำให้คุณค่าเราลดลง

หลายคนอาจจะรู้สึกแย่ได้เวลาที่เห็นคนอื่นแต่งงานมีชีวิตคู่แล้วมองตัวเองว่าทำไมไม่มีคนเอา่ซักที หรืออาจจะถูกถามว่าทำไมไม่แต่งงานก็ทำให้คิดมาก ต้องอย่าลืมว่าการมีคู่นั้นใครๆก็อยากมีแต่ถ้าเราไม่มีมันก็ไม่ได้หมายถึงคุณค่าของชีวิตเราลดลงซะหน่อย ยังมีอีกหลายๆวิธีที่ทำให้เราชีวิตของเรานั้นมีคุณค่าและมีความสุขก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรดีๆให้กับสังคม ทั้งนี้หากเราวางแผนการเงินที่ดีและแบ่งเงินที่เหลือใช้ให้กับคนที่ไม่มีโอกาสได้นั่นก็เป็นการสร้างคุณค่าของทั้งตัวเราและสังคมที่น่าภูมิใจและมีความสุขมากๆได้เลยทีเดียว

Tip ที่น่าสนใจนำไปใช้ได้เลย

เทคนิคในการวางแผนการเงินด้วยกลยุทธ์โอ่งมังกร 6 ตุ่ม (Six Jars) หากเรามีรายได้แล้วอย่าลืมวางแผนรายจ่ายและเงินออมด้วย เทคนิคง่ายๆมีดังนี้ ลองไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองกันดูนะครับ

  1. 50% ไว้ใช้จ่ายในแต่ละวัน เอาไว้ทานข้าว เดินทาง ใช้จ่ายตามภาระของตัวเองเวลาไปทำงาน
  2. 10% ออมสำรองแบบไม่แตะ เก็บไว้ในยามฉุกเฉิน หรือเอาไว้ใช้ในยามเกษียณได้
  3. 10% ออมเพื่อพัฒนาตัวเอง เรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อทำให้ชีวิตของเราก้าวหน้าได้มากขึ้น
  4. 10% ออมเพื่อเม็กกะโปรเจค ซื้อรถ ซื้อบ้าน ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ
  5. 10% ออมเพื่อความสุข เอาไว้ใช้ในเรื่องบันเทิงเริงใจ ทานข้าว ปาร์ตี้ ดูหนัง เก๋ๆ
  6. 10% ออมเพื่อการให้ ไว้แบ่งปันและสร้างสิ่งดีๆให้กับสังคมได้ด้วยเช่นกัน

และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นมาประการนี้ ก่อนจบรายการท้ายสุดก็อยากจะปิดท้ายว่า “ไม่มีผัวดีกว่าไม่มีเงินนะจ๊ะ” อย่าลืมวางแผนทางการเงินของตัวเองให้ดี มองอนาคตว่าเราจะมีชีวิตที่เก๋ๆอย่างไรและเชื่อได้ว่าทุกคนจะเป็นชะนีเก้งกวางที่ไม่มีผัวแต่อยู่ได้อย่างมีความสุขและสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ทุกคนเลยจร้า หากใครอยากดู Clip ขำขำของการ Live ของพวกเราแล้ว ติดตามชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/aommoneyth/videos/1080248102028329/

ลดความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยการบริหารเงินเดือน

จากบทความที่แล้ว ผมได้แนะนำแนวทางในการเริ่มต้นลงทุนไปพร้อมทั้งเกริ่นในเรื่องของการจัดการเงินเพื่อการลงทุนไปเรียบร้อยแล้ว (อ่านบทความย้อนหลังได้ที่นี่) ต่อไป เราจะมาขยายความวิธีการจัดการเงินที่ดีในแบบของผมนะครับ ซึ่งผมมองว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุน ยิ่งถ้ามีความเสี่ยงสูง โอกาสที่เงินต้นเราจะหายไปก็ยิ่งมีสูง และยิ่งเราลงเงินไปกับการลงทุนเยอะจนเกินไป หากเงินต้นที่เราลงมันลดลงเพราะความเสี่ยงจากการลงทุนล่ะ เท่ากับว่าเราก็จะมีเงินน้อยลงกว่าเดิมใช่ไหมล่ะครับ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราเป็นคนใช้เงินเดือนเยอะๆ แล้วลดรายจ่ายได้ไม่มาก เราอาจมีปัญหาในการใช้เงินในแต่ละเดือน

เอาล่ะครับ เกริ่นมาพอสมควรแล้ว เรามาดูขั้นตอนที่ผมใช้ เวลาจะลงทุนกันดีกว่าครับ มาเริ่มกันเลยยย

ขั้นที่ 1 นึกถึงหรือเขียนจำนวนเงินที่เราได้มาในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะมาจากพ่อแม่ หรือมาจากรายได้ในช่องทางอื่นๆ (ถ้าใช้เงินเดือนชนเดือน ลองดูขั้นที่ 2 และ 3 แต่ถ้าเหลือเงินเก็บ ให้ดูขั้นที่ 4 ได้เลยครับ ^^)

ขั้นที่ 2 List รายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเราลงบนกระดาษ จากนั้น เขียนจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายทั้งหมด

ขั้นที่ 3 ลอง +,- ตัวเลขว่าเรามีเงินเหลือเท่าไหร่ หากติดลบหรือเป็น 0 ให้ลองดูค่าใช้จ่ายทั้งหมดในขั้นตอนที่ 2 ว่าเรามีค่าใช้จ่ายอะไรที่เราสามารถลดหรือตัดออกไปได้บ้าง ถ้าตัดได้ ก็จะเหลือเงินเก็บเพื่อการลงทุน

ขั้นที่ 4 วางสัดส่วนการใช้เงิน โดยเริ่มต้นแบ่งเงินซัก 5% จากเงินเดือนเพื่อการลงทุน สำหรับคนที่เริ่มต้นออมเงินเพื่อเป็นการฝึกวินัยในการลงทุน และค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 – 20% สำหรับคนที่มีเงินเหลือจากเงินเดือนมากขึ้น เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการลงทุนต่อไป (แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคล)

4 ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงของนักลงทุนและเป็นการเริ่มต้นออมเงินที่ผมมองว่าทุกคนสามารถทำได้อย่างแน่นอนน มาแบ่งเงินเพื่อการลงทุนกันดีกว่าครับ 🙂

หากสนใจเรื่องราวการลงทุน หรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุยเกี่ยวกับการลงทุน สามารถติดตามได้ที่ Facebook Page : PunPort ได้เลยครับ และพบกันใหม่ในบทความหน้า สำหรับวันนี้ ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ */* 

[Review] ผู้นำการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วย WHART

รีวิวกอง WHART กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท

หลังจากเศรษฐกิจทั่วโลกมีความผันผวนมากขึ้น มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมากมาย ในตลาดการลงทุน โดยเฉพาะกับการลงทุนในหุ้นที่ 3 วันดี 4 วันไข้ นักลงทุนต้องปรับตัวได้ไวพอสมควร ส่วนตลาดตราสารหนี้ก็ผันผวน เนื่องจากบางประเทศอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ แต่ก็มีบางประเทศที่กำลังจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้การลงทุนในช่วงนี้ ทำได้ยากมากครับ ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับอะไรดี และได้ผลตอบแทนไม่ค่อยคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องรับเสียเท่าไหร่

แต่มีสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรเพื่อหาส่วนต่างของราคาสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้รับจะเกิดจากค่าเช่า และ การจ่ายค่าบริการ ในการใช้บริการของสถานที่นั้น ๆ เท่านี้ หลาย ๆ ท่านก็คงพอจะทราบแล้วใช่ไหมครับว่า คือ สินทรัพย์ประเภทไหน

สินทรัพย์ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหา ​ฯ และสิทธิการเช่า หรือ กอง REIT นั่นเองครับ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีเสน่ห์อย่างมากในการลงทุนระยะยาว ๆ เพราะ นอกจากจะทำผลตอบแทนได้ดี ได้สูงแล้ว ยังได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมออีกด้วยครับ เบื้องหลัง เศรษฐี เกือบทั่วทุกมุมโลก ก็ล้วนแล้วแต่มั่งคั่งด้วย อสังหาริมทรัพย์ด้วยกันทั้งสิ้นครับ

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มสนใจการลงทุนแบบนี้แล้วละก็ เรามาทราบกันครับว่าการลงทุนกับ REIT นั้น ต้องรู้อะไรบ้าง

1. ต้องทราบลักษณะธรรมชาติของกอง REIT ในบ้านเราเสียก่อนครับ ซึ่งจะมีความแตกต่างจาก REIT ในต่างประเทศพอสมควรเลย เนื่องจาก REIT ในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่นักลงทุนจะชอบลงทุนแบบ ซื้อเพื่อเอาเงินปันผลมากกว่าการลงทุนเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นหลังจากการ เปิดกอง(IPO) ทำให้มีสภาพคล่องต่ำครับ(ยกเว้นกองทุนที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ) แต่ในทางกลับกัน ในต่างประเทศกอง REIT นั้น จะมีสภาพคล่องที่สูงกว่า เนื่องจากขนาดของทรัพย์สินค่อนข้างใหญ่ และกอง REIT เองก็มีการซื้อทรัพย์สินจากทั้งในกลุ่มเจ้าของ และนอกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีลักษณะคล้ายหุ้นทุนมากกว่า

ส่วนอัตราผลตอบแทนของ REIT ในบ้านเราเองก็มีแนวโน้มที่สูงกว่า REIT ในประเทศที่พัฒนาแล้วอีกด้วย ทั้งนี้อาจจะเพราะว่าต้องให้ผลตอบแทนที่จูงใจเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่น  อีกทั้งเป็นลักษณะ “ภาพจำ” ด้วยครับ ว่ากองทุน REIT ในบ้านเราส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ดี 6-8% คนที่จะออกกกองทุน IPO กองใหม่ ก็ไม่กล้าที่จะให้ผลตอบแทนน้อยกว่านั้น เดี๋ยวจะน้อยหน้ากองทุนที่ออกมาก่อนหน้านี้ครับ

ดังนั้น ถ้าเราจะลงทุน ก็ควรจะรู้ถึงข้อจำกัดในเรื่องของผลตอบแทน และสภาพคล่องก่อนที่จะลงทุนด้วย

2. ส่วนวิธีการลงทุนกับกอง REIT ที่ดี อย่างน้อย ๆ นักลงทุนเองก็ควรที่จะ ทราบว่า กอง REIT ที่เราจะไปลงทุนนั้น ทำธุรกิจอะไร ได้ผลตอบแทนจากไหน มีแนวโน้มการปรับราคา หรือ ขึ้นค่าเช่าได้หรือไม่อย่างไร รวมถึงความเสี่ยงหลัก ๆ ที่จะต้องพบเจอ เช่น การกู้ยืมเงิน และการที่ผู้เช่าจะไม่ต่อสัญญาการเช่า

3. ควรมีการกระจายการลงทุนไปยัง REIT หลาย ๆ ประเภท เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะชอบลงทุนในกอง REIT กองเดี่ยว ๆ ซึ่งถ้าเราคาดการผิด อาจจะทำให้เราขาดทุนกับกอง REIT ที่ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลกลับเข้ามาได้ หรือ ไม่สามารถที่จะเก็บค่าเช่าได้ตามที่คาดคิดไว้ ดังนั้นการกระจายไปหลาย ๆ กอง น่าจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น โดยนักลงทุนอาจจะลงทุนใน ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศเช่า สำนักงานเช่า สนามบิน รวมถึงส่วนโครงสร้างอย่าง โรงไฟฟ้า เสาสัญญาณ และ โกดังให้เช่า ถ้ากระจายได้แบบนี้ ความเสี่ยงที่ต้องเจอก็จะลดลงไปด้วย เพราะคงไม่มีอสังหา ฯ ใดที่จะดีไปได้ตลอด การที่เราได้กระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกอง REIT อื่น ๆ ด้วยก็จะทำให้เราได้รายได้ไม่สะดุดครับ

4. และเมื่อกำหนดสัดส่วนของประเภทได้แล้ว จากนั้น เราก็ค่อยไปเลือกสินทรัพย์ด้วยการเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมครับว่า กอง REIT ที่เราจะเลือกลงทุนเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้นักลงทุนได้ เข้าไปเห็นสินทรัพย์นั้น ๆ ด้วยตา ของตนเอง เพราะว่า คุณภาพของสินทรัพย์ หรือ ของอสังหา ฯ จะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอหรือไม่ครับ

5. ผู้จัดการสินทรัพย์ มีความสามารถ แน่นอนว่าถ้าสินทรัพย์ที่เราลงทุนไป ได้รับการบริหารไม่ดี ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาจจะเพิ่มมากขึ้น คนมาเช่าน้อยลง แน่นอนว่าก็จะกระทบต่อรายได้ของเราได้เช่นกันครับ อย่างน้อย ๆ คนที่มาบริหารก็ควรที่จะ บริหารงานได้อย่างไม่แย่มากนัก

คราวนี้เรามาถึงกอง REIT ที่จะหยิบขึ้นมา พูดคุยกันในคราวนี้ครับ ว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง และทำไมถึงน่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยครับ

หากพูดถึง ธุรกิจโลจิสติกส์ และ การเช่าพื้นที่โกดัง คลังสินค้า รวมถึง นิคมอุตสาหกรรม บริษัทที่จะนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้น WHA Group อย่างแน่นอนครับ ซึ่งถือเป็นผู้นำในตลาดที่ให้บริการแบบครบวงจร และยังมีระบบดิจิตอลแพลตฟอร์มคอยส่งเสริมให้ดีกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มาลงทุนในประเทศไทยนี้ ยิ่งต่อไปการกำเนิดขึ้นของ AEC ก็น่าจะทำให้ WHA ใหญ่ขึ้นไปอีกครับ

ซึ่งกอง REIT ที่จะพูดถึงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ

ภาพรวมทั่วไป

ชื่อกอง : WHART
กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท

โดยจะไปลงทุนกับ กรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าในที่ดิน และกรรมสิทธิ์ในอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า นอกจากนี้ ยังรวมถึงสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นๆ อันเป็นส่วนควบของที่ดินและอาคาร เครื่องมือ อุปกรณ์ งานระบบในอาคารและทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

โดยก่อนหน้านี้ WHA Group ได้มีการระดมทุนผ่าน REIT ไปก่อนหน้านี้แล้วครับ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ทาง WHA ได้ทำกา

รู้แล้วรวย!! สินทรัพย์คืออะไร ทำไมคนรวยชอบสะสม?

ใกล้จะสิ้นปี การเดินทางในปีนี้ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว บางคนก็ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ บางคนก็ยังเดินไม่ถึง และทุกคนก็คงจะมีเป้าหมายใหม่สำหรับปีหน้ากัน

เป้าหมายส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นเรื่องงาน สุขภาพ หรือความรัก เป็นหลัก แต่เรื่องนึงที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กันก็คือเรื่องของเงิน!! บางคนตั้งเป้าให้ตัวเองมีเงินเก็บเยอะๆ มีพอร์ตหุ้น หรือกองทุนรวมที่โตขึ้น แน่นอนครับว่าเรื่องที่หวังกันตามนี้คือเรื่องดี เพราะมันคือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงิน แต่จะดีมากเลยถ้าทุกคนโฟกัสให้สินทรัพย์ที่มีเติบโตขึ้นตามความเหมาะสมของไลฟ์สไตล์

แล้วจะให้อะไรมันเติบโตบ้างล่ะ เราควรโฟกัสในสินทรัพย์แบบไหนดี? วันนี้เรามีมาฝาก

สินทรัพย์ที่ทุกคนต้องรู้จักมีอะไรบ้างนะ!?

หลังจากที่เคยเขียนเรื่อง “การวัดความมั่งคั่ง” ของคนๆหนึ่งไปแล้วในหน้าเพจ Facebook ยังจำสมการความมั่งคั่งกันได้มั๊ยเนี่ยย??  งั้นมาทวนกันอีกรอบ

Wealth = Assets – Liabilities 

ซึ่งตอนนั้นแอบติดค้างกันอยู่ในเรื่องของความหมายของแต่ละรายการไว้ มาคราวนี้เราขอพูดถึง Asset หรือ สินทรัพย์ ก่อนละกันเนาะ

— “สินทรัพย์” คืออะไร?

ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือ ทรัพยากรที่เรามีอยู่ในความครอบครอง ซึ่งได้รับมาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม โดยที่ในอนาคต เรามีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนจากการครอบครองสินทรัพย์นั้นๆ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดกระแสเงินสดทั้งทางตรง และทางอ้อม

ซึ่งสินทรัพย์ทั้งหมดจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้ เช่น ที่ดิน คอนโด เงินลงทุน สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เป็นต้น

หมายความว่ายิ่งเราสะสมสินทรัพย์ หรือสร้างสินทรัพย์ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสิทธิ์ที่สินทรัพย์จะสร้างกระแสเงินสดไหลเข้ากระเป๋าให้กับเรามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการได้มาของสินทรัพย์นั้นมีหลายวิธี ทั้งสร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง นำเงินไปลงทุนซื้อมันมา สะสมให้มันเติบโตขึ้นจนมันเรียกพวกมามาช่วย ฮ่าๆ

สินทรัพย์ยิ่งมีมาก ยิ่งดี!!! คนรวยจึงเน้นการสะสมสินทรัพย์เป็นหลัก บางคนชอบสะสมที่ดินเพราะมูลค่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางคนชอบลงทุนในหุ้นเพราะได้ทั้งสิทธิ์ในบริษัทที่ดี และเงินปันผลจะช่วยทำให้นักลงทุนมีกระแสเงินไหลเข้าทุกปีๆ ยิ่งมีหุ้นเยอะ เงินปันผลก็ยิ่งเยอะตาม หรือบางคนซื้อคอนโดให้เช่าไว้หลายแห่ง เพราะจะได้ค่าเช่าทุกเดือนๆ เป็นต้น

เห็นมั้ยว่าสินทรัพย์ยิ่งมีเยอะ ยิ่งได้เยอะ !!

— ประเภทของสินทรัพย์ มีอะไรบ้าง? —

การแบ่งประเภทของสินทรัพย์มีหลายวิธีนะ แต่สำหรับคนทั่วไป จะแบ่งสินทรัพย์ออกเป็น 3 ประเภท

  1. สินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด บัญชีเงินฝากต่างๆ ตั๋วแลกเงิน
  2. สินทรัพย์เพื่อการลงทุน เช่น หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม คอนโดให้เช่า บ้านเช่า ที่ดิน
  3. สินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน รถ นาฬิกา กระเป๋า เครื่องประดับ

— Asset Allocation เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้มั้ย? —

เกี่ยวสิเกี่ยวเต็มๆเลย! เราควรจะจัดสรรสินทรัพย์ในส่วนที่เราสามารถควบคุมมันได้ เพื่อให้กลุ่มสินทรัพย์เหล่านั้น สร้างกระแสเงินสด หรือผลตอบแทนให้เราได้ตามที่ต้องการ  

โดยที่เราต้องมีความสบายใจในการครอบครองมันด้วย เพราะบางคนถือหุ้นมากเกินระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหว พอตลาดหุ้นผันผวนแรงๆ ก็มีสิทธิ์นอนไม่หลับ ตาค้างไปหลายคืนก็ได้นะ

สังเกตดีๆว่า ในตลาดจะมีสินทรัพย์การเงินอยู่ 4 ชนิด ซึ่งเป็นที่นิยมนำมาจัดพอร์ตลงทุน เพราะพวกมันมีสภาพคล่องมากกว่าสินทรัพย์การลงทุนชนิดอื่นๆ มีตลาดซื้อขายเป็นของตัวเอง และมีกฏหมายบังคับเฉพาะตัว

ทางวิชา Asset Allocation จะเรียกสินทรัพย์กลุ่มนี้ว่า Asset Class ประกอบไปด้วย

  • เงินสดหรือสินทรัพย์ที่เทียบเท่าเงินสด
  • หุ้นกู้
  • หุ้นสามัญ
  • และบางตำราก็มี Commodity หรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนทางเลือก เข้ามารวมอยู่ด้วย

อย่างที่บอกไปว่า Asset class เหล่านี้ มีสภาพคล่องที่มากกว่าชนิดอื่นๆ เพราะมีตลาดรองรับอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินได้ยาก สามารถโยกย้ายเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองได้ง่าย เหมาะกับการหยิบมาทำ Asset Allocation มากที่สุด

สำหรับนักลงทุนในหุ้นเต็มตัว ก็ต้องมีการจัด Asset Class เหล่านี้เหมือนกัน เพราะในการลงทุนทุกช่วงทุกเวลาก็ควรจะมีเงินสดติดอยู่ในพอร์ตการลงทุน เอาไว้สำหรับซัดหุ้นเวลาที่ราคาลงมาถึงจุดที่เราต้องการยังไงล่ะ เฮาะๆ

แล้วแต่ว่าจะให้ความสำคัญกับสัดส่วนของเงินสดก้อนนั้นมากน้อยแค่ไหน จะเลือกถือเงินสดกับหุ้นแบบ 50:50 หรือ 30:70 อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน

เงินสดเหล่านั้นอาจจะอยู่ในรูปกองทุนรวมต่างๆที่มีสภาพคล่องสูงก็ได้

สำหรับคนที่ยังไม่มีความชำนาญในการบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ ผมแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมแทน เพราะมีนโยบายลงทุนใน Asset class ที่ครบถ้วน และมีทางเลือกที่หลากหลาย

แถมยังมีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารสินทรัพย์ให้ด้วย แต่ต้องทำความเข้าใจในข้อมูลและความเสี่ยงของกองทุนผ่าน Fund Fact Sheet ด้วยนะครับ ที่เหลือก็แค่เลือกกองทุนมาลงทุนตามสัดส่วนที่เราจัดไว้ก็พอ 

สำหรับคนที่กำลังบริหารเงินภาษีอยู่ แล้วปีนี้ต้องเสียภาษีเยอะ ก็ซื้อ LTF สะสมไปเถอะครับ ได้กำไรทางภาษีและอาจจะได้กำไรทางการลงทุนด้วยนะ นโยบายของ LTF คือลงทุนในหุ้นสามัญเป็นหลักอยู่แล้ว คิดให้เหมือนกับการซื้อหุ้น หรือกองทุนรวมในหุ้นนั่นแหละครับ 

ส่วนคนที่มองหาสินทรัพย์อื่นๆนอกจากหุ้นแล้วอยากได้สิทธิ์ทางภาษีด้วย RMF ก็มีกองทุนให้เลือกหลากหลายอยู่เหมือนกัน ทั้งตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารต่างประเทศก็มีเหมือนกันนะ

แฮร่! ง่ายเลยใช่มั้ยล่ะ ส่วนหนี้สิน(Liabilities) ขออนุญาตยกไปบทความต่อไปเนาะ เขียนเยอะไปเดี๋ยวเพื่อนๆมึนกันซะก่อน

ถ้าเกิดใครทราบเรื่องนี้แล้วสนใจ อยากศึกษาเรื่อง Asset Allocation สามารถติดตามบทความสนุกๆแบบนี้กันได้ที่เพจ

นายปั้นเงิน-ปีศาจแห่งการลงทุน

หรือถ้าอยากพูดคุย มีข้อสงสัยในการบริหาร

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save