5 สิ่งที่ควรทำ หากเริ่มต้นลงทุน

หลายๆคนคงอยากเริ่มต้นในการลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินใช่ไหมครับ แต่ก่อนที่เราจะลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน มีพฤติกรรม 5 อย่างที่ควรทำ หากจะเริ่มต้นในการลงทุน มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยดีกว่าครับผมม

1. ศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (เช่นกองทุน หุ้น) ที่เราจะลงทุน รวมถึงลองลงมือทำจริง

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

หลายๆคนคงเคยประโยคนี้กันใช่ไหมครับ การที่เราลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้น ทำให้เรามีผลตอบแทนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น มีโอกาสขาดทุนได้สูง ซึ่งถ้าเกิดเราศึกษาสินค้าทางการเงิน จะทำให้เราสามารถทำให้ผลตอบแทนนั้นสูงขึ้น หรือขาดมีการขาดทุนเกิดขึ้น เราจะได้ขาดน้อยกว่าคนอื่นอีกด้วยนั่นเองครับ นอกจากศึกษาแล้ว เราควรที่จะลองลงทุนจริงครับ เพราะจะทำให้เราได้เข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้นนั่นเองครับ

2. เริ่มต้นลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ไม่สูง

การเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย จะเป็นผลดีกับเราเพราะ หากเราขาดทุน เราจะขาดทุนจากการลงทุนได้ไม่เยอะ นอกจากขาดทุนได้ไม่เยอะแล้ว การลงทุนในจำนวนเงินที่ไม่สูงยังทำให้เราได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากการลงทุนและมีกำลังใจในการลงทุนต่อไปได้นั่นเองครับ

3. ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจในการลงทุน

ข้อนี้จะมีผลมากกับการลงทุนในหุ้นหรือสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้น ซึ่งจะมีผลในขณะที่เรากำลังจะซื้อหุ้นซักตัว เวลาที่เราเห็นมันกำลังจะบวก เรามักจะซื้อทันที โดยไม่สนว่ามันจะขึ้นไปเท่าไหร่ บวกจากเท่าไหร่ ซึ่งหากบวกได้อีกก็ดีไป แต่ถ้าเกิดมันบวกถึงจุดที่เราซื้อแล้วกลับมาลงหล่ะ แน่นอนเราก็จะหัวร้อนกับการขาดทุน และก็จะมีความหวังแบบไม่มีเหตุผลว่า เดี๋ยวหุ้นมันก็ขึ้นซักวัน และก็ทนขาดทุนไป ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่เรามีโอกาสที่จะทำกำไรได้ดีกว่านั่นเองครับ

4. กระจายเงินลงทุนไว้หลายๆช่องทาง

การที่เราลงเงินไว้เพียงที่เดียว อาจทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการหรืออาจทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนได้ จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเรากระจายการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น ลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ(กองทุนตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน)พร้อมกับลงทุนในหุ้น เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้มากกว่านั่นเองครับ

5. มีการจัดการเงินที่ดี

ข้อนี้สำคัญมากครับ หากต้องการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น เนื่องจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงจะมีโอกาสที่เงินที่เรานำมาลงทุนหาไป ดังนั้น เงินที่นำมาลงทุนควรจะเป็นเงินที่เราแบ่งมาจากเงินเดือนและเป็นเงินที่เราสามารถเสียได้ พูดง่ายๆก็คือเงินเย็นนั่นเองครับผม ส่วนวิธีการจัดการเงินเดือนทำอย่างไร โปรดติดตามในบทความหน้ากันได้เลยครับผม 😉

สนใจติดตาม ปันพอร์ตได้ที่ https://www.facebook.com/punport

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 14 – 18 พฤศจิกายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 14 – 18 พฤศจิกายน 2559

สวัสดีคร้าบบบบ กลับมากันอีกแล้วกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 22 โดย “อัศวินกองทุน” คนเดิมคนนี้ คนที่จะมาวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำวันที่ 14 – 18 พฤศจิกายน 2559 ให้ฟังเหมือนเช่นเคยคร้าบบ

อาทิตย์ที่แล้ว เราสดๆร้อนๆกันไปกับเรื่องผลการเลือกตั้งสหรัฐที่ออกมาแบบที่เรียกได้ว่า พลิกโผ โอ้โหไม่น่าเชื่อกันไปแล้วครับ ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก (แป่วววว) แต่ในทางกลับกันก็ถือว่าเป็นโอกาสให้เราทุกคนเพิ่มการลงทุนในตลาดที่มีการปรับฐานรุนแรง เนื่องจากมีการคาดการณ์กันไว้ครับว่า การปรับฐานในตลาดหุ้นนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากนโยบายต่างๆที่ Trump ใช้หาเสียงนั้น จะยังคงไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วงต้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายจากยุโรปและญี่ปุ่น จะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกด้วย

ได้ฟังแบบนี้ก็น่าจะสบายใจกันขึ้นใช่ไหมล่ะครับ ทีนี้เรามาดูกันต่อกับภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ดีกว่าครับ!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ตลาดหุ้นจีนและเกาหลีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากนโยบายกีดกันการค้าของ Donald Trump” 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นหลังผลการเลือกตั้ง และนโยบายของ Trump ที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลดภาษี ผมมองว่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แบบนี้ควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันต่อไปอีกสักหน่อยครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปนั้น ผมมองว่าทิศทางของผลประกอบการบริษัทปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะไม่ลดสภาพคล่องในระบบซึ่งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น ผมจึงอยากจะแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเช่นเดียวกันครับ 

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE) 

ผลการเลือกตั้งสหรัฐ ทำให้ตลาดหุ้นจีนอาจมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายกีดกันการค้าเสรีที่ทาง Trump ใช้ในการหาเสียง แต่ผมมองว่ามูลค่าปัจจัยพื้นฐานของทางด้าน A-SHARE ยังน่าสนใจอยู่ครับ จึงแนะนำให้ลงทุนใน A-SHARE และลดกรลงทุนใน H-SHARE ลง เพื่อรอดูสถานการณ์กันต่อไปอีกสักระยะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

มาดูทางฝั่งญี่ปุ่นกันบ้างครับ เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าเพราะคาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนั้น ส่งผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น รวมทั้งภาคการผลิตของญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณบวกมาแล้วครับ แบบนี้ทางฝั่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้เพิ่มการลงทุนครับ 

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตลาดหุ้นเกาหลีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากนโยบายกีดดันการค้าของ Trump อย่าง การยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสหรัฐฯและเกาหลี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์จะได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนั้นการค้าโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและรายได้บริษัทในต่อไป ยังไงผมว่าสัปดาห์นี้ควรลดสัดส่วนการลงทุนดีกว่าครับ 

ตลาดหุ้นไทย

ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดดันการค้าของ Trump มากนัก เพราะส่งออกโดยตรงไปสหรัฐฯเป็นสัดส่วนน้อย และในปลายปีคาดรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มเติม ประกอบกับเม็ดเงินลงทุน LTF และ RMF ที่มีแนวโน้มเข้าลงทุนในช่วงปลายปี น่าจะเป็นปัจจัยบวกและถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

จากสถาการณ์ในตอนนี้ ผมมองว่าตลาดหุ้นอินเดียมีความน่าสนใจ เพราะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาการส่งออก จึงไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากนโยบายของ Trump ประกอบกับราคาน้ำมันที่ยังแกว่งตัวอยู่ในระดับต่ำอยู่ นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียเช่นเดียวกันครับ 

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

สั้นๆ เหมือนเดิมครับ “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น” โอเคจบ 

น้ำมัน

ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะราคาน้ำมันที่ต่ำเป็นเวลานาน เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในกลุ่มประเทศ OPEC ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมือง ประกอบกับความไม่สงบในไนจีเรียจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบมีการชะงัก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันอีกครับ ดังนั้นปรับเพิ่มการลงทุนในน้ำมันก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการกระจายความเสี่ยงคร้าบ 

ทองคำ

ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของ Trump และการทำประชามติในอิตาลี น่าจะส่งผลให้ความต้องการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น แต่ผมมองว่าดูท่าทีโดยคงการลงทุนกันไปก่อนดีกว่าครับ 

ตราสารหนี้ไทย

การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังมีความน่าสนใจในแง่การกระจายความเสี่ยงครับ โดยดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆอยู่ ถึงแม้ว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จะมีความผันผวนสูงในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี

สรุปสำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ตลาดเอเชียผมอยากให้ระวัง ตลาดจีน และเกาหลีไว้ครับ โดยให้เน้นลงทุนไปที่ ไทย อินเดีย และตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมใจกันกลับมาอีกครั้งแล้วนะครับ

ดังนั้นก็อย่าลืมครับว่าการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมนั้นสำคัญที่สุดเหมือนเช่นเคยครับ

เอาล่ะครับ… สำหรับบทความ Weekly Outlook ในสัปดาห์นี้ คงต้องลากันไปก่อá

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

คนไทยคุ้นเคยกับทองคำมานานแสนนานนนนน

 

ตั้งแต่…

  • ซื้อไว้ใส่เองเพื่อความสวยงาม เช่น แหวนทอง สร้อยทอง กำไรทอง
  • ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ให้ของขวัญ สินสอดในงานแต่งงาน
  • สะสมทองคำเพื่อการลงทุน เช่น เหรียญทอง ทองคำแท่ง (ทองคำไม่มีเงินปันผล)
  • ช่วยเหลือเราในช่วงต้องการเงินเร่งด่วน
    • เช่น ช่วงเปิดเทอมผู้ปกครองช๊อตเงินกะทันหันมักจะนำทองคำไปจำนำ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียนของลูกหลาน
  • สะสมทองคำกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าเงินของเรา (มีคลิปทองคำท้ายบทความ)
    • เช่น ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เกิดจากการเก็งกำไรมากเกินไปจนทำให้ฟองสบู่แตก หุ้นดิ่งเหว ราคาอสังหาริมทรัพย์หล่นฮวบ แต่ราคาทองไม่ได้ร่วงตามไปด้วย แล้วยังมีราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ (ราคาทองปี 40 บาทละ 4 พันกว่าๆ แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี)

 

การขึ้นลงของราคาทองคำในประเทศไทยนั้น มาจากราคาทองคำในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทองคำก็เหมือนเครื่องมือการลงทุนทั่วๆที่หนีไม่พ้นการถูกเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงปี 54 ที่ราคาพุงไปแตะขอบฟ้าที่ 27,540 บาท หลังจากนั้นก็กลับมานิ่งๆที่ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท

จากช่วงที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่าทองคำไม่ใช่การลงทุนที่ได้กำไรเพียงอย่างเดียว มีการขาดทุนได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เงินที่เราซื้อทองสะสมไว้ควรเป็นเงินที่นิ่งพอสมควร ไม่ใช่เงินเร่งด่วนที่ต้องรีบใช้เร็วๆนี้ ที่สำคัญควรแบ่งเงินบางส่วนมาซื้อเก็บไว้ เช่น ทรัพย์สมบัติของเรา 100% ควรมีทองคำเก็บไว้ 5-10%  

 

เริ่มสะสมทองคำง่ายม๊าก!!

 

สำหรับคนเงินน้อย พึ่งเริ่มออมเงินก็รู้สึกว่าหนทางอีกยาวไกลกว่าจะได้ทองคำสักบาทมาครอบครอง เพราะคิดว่าจะต้องสะสมเงินให้ได้มากกว่านี้ก่อน แล้วค่อยเอาไปซื้อทองคำเก็บไว้ #เงินน้อยซื้อทองได้นะจ๊ะ

ส่วนคนที่เก็บเงินครบรอซื้อ แต่ก็ยังลังเลเพราะกลัว ก่อนหน้านี้เห็นราคาทองขึ้น ก็ไม่กล้าซื้อ กลัวซื้อของแพง รอให้ราคาลงมาแล้วค่อยซื้อ แต่พอราคาลงมาตามที่คิดไว้ ก็ไม่กล้าซื้อเพราะคิดว่าเดี๋ยวราคามันก็ลดลงมา สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อสักที #DCAทองคำซิจ๊ะ

ในอดีตเราจะรู้จักแต่ทองรูปพรรณกับทองคำแท่งที่ต้องเดินไปซื้อที่ร้านทอง แต่ว่าในปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ทองตู้แดงยังอยู่ แต่มีวิธีซื้อทองให้เลือกมากขึ้น เช่น

  • โปรแกรมออมทอง (เขียนในบทความนี้)
  • Gold ETF คือ กองทุนรวมทองคำที่ซื้อขายได้เหมือนหุ้น รู้ราคาซื้อขายทันที แต่มีสภาพคล่องต่ำ ตอนนี้เหลืออยู่ 2 ตัว คือ  GLD , TGOLDETF ถ้าใครสนใจซื้อก็ต้องเปิดบัญชีหุ้นถึงจะซื้อขายได้
  • กองทุนรวมทองคำ ถ้าต้องการซื้อขายก็จะต้องไปเปิดบัญชีกองทุนรวม เป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายได้ตลอดเวลา แต่กว่าจะรู้ว่าได้ราคาเท่าไหร่ก็จะต้องรอตลาดปิดช่วงสี่โมงกว่าๆ ปัจจุบันมี 32 กองทุน มีทั้งกองทุนแบบทั่วไปและ RMF ที่ลดหย่อนภาษีได้
  • Gold Futures ความเสี่ยงสูงปรี๊ด ผู้เล่นควรผ่านการบาดเจ็บในตลาดหุ้นมาอย่างน้อย 1 ปี ต้องมีวินัยในการลงทุนขั้นสูงม๊าก เพราะถ้าพลาดแค่คลิกเดียวก็หมดตัวได้เลยนะจ๊ะ บรื๊ยยยยย

 

ออมทอง คืออะไร? 

 

เป็นการทยอยสะสมเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่มีบริสุทธิ์ 96.5% ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคนเงินน้อยที่ต้องการสะสมทองคำจริงๆ หรือคนที่ไม่รู้จะซื้อทองคำช่วงไหน เพราะเห็นราคาขึ้นลงจนหวั่นไหวไม่กล้าซื้อ

การออมทองจะเป็นการทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging :DCA) เป็นการแบ่งซื้อเป็นงวดๆตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ทุกต้นเดือนซื้อทองคำเดือนละ 1,000 บาท ซื้อโดยไม่สนใจว่าราคาตอนนั้นจะเป็นเท่าไหร่ เน้นไปที่จำนวนเงินลงทุนเป็นหลัก

ปัจจุบันมีบริษัทที่ให้บริการโปรแกรมออมทอง 2 แบบ คือ ซื้อสะสมรายเดือนและซื้อเป็นรายวัน โดยทุกสิ้นเดือนบริษัททองจะมาตัดเงินในบัญชีธนาคารของเรา ไปซื้อทองคำและเก็บรักษาไว้ให้เรา เมื่อสะสมได้จำนวนมากพอแล้ว เราสามารถทำเป็นเหรียญทองหรือทำเป็นทองแท่งเก็บได้ สิ่งสำคัญ คือ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนซื้อทองคำได้

 

วิธีการซื้อทองของแต่ละบริษัท

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

 

ฮั่งเซ่งเฮง

  • การซื้อ : เดือนละ 1 ครั้งทุกต้นเดือน ตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติ 6 ธนาคาร
  • การขาย : ซื้อเกิน 3 เดือนแล้วสามารถขายออกได้

ออสสิริส

  • การซื้อ : แบ่งซื้อทุกวัน ตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติ 3 ธนาคาร
  • การขาย : เริ่มขายได้ตั้งแต่สะสมทองคำได้ 0.25 กรัมขึ้นไป

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

ตัวอย่างบริษัทที่ให้บริการโปรแกรมออมทอง

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

การรับทองของแต่ละบริษัทก็จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน ควรสอบถามกับเจ้าหน้าที่

 

ทำไมเราควรทยอยซื้อสะสม?

 

ถ้าอยากเข้าใจแนวคิดของการทยอยซื้อรายเดือนอย่างง่ายดูได้ที่ตัวอย่างนี้นะจ๊ะ แต่ถ้าใครชอบการคำนวณกดเครื่องคิดเลขรัวๆและอยากรู้แบบลึกซึ้งว่าเงิน 1,000 บาท ซื้อทองสะสมเดือนละ 1 ครั้งจะซื้อทองคำได้กี่กรัม ขออนุญาตเขียนอธิบายไว้ที่ท้ายบทความนะจ๊ะ

 

แนวคิดการทยอยซื้ออย่างง่าย

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

 

สมมติว่าเราต้องการลงทุน 3,000 บาท ซื้อของที่มีราคาแตกต่างกันในแต่ละเดือน เรามาดูกันว่า 4 วิธีนี้จะทำให้เรามีต้นทุนเท่าไหร่  

  • วิธีที่ 1 ซื้อทุกเดือน (DCA) : เราจะแบ่งเงินซื้อเดือนละ 1,000 บาท ครบ 3 เดือน เราซื้อของได้ทั้งหมด 366 ชิ้น ต้นทุน 8.19 บาท
  • วิธีที่ 2 เราซื้อครั้งเดียวในเดือนที่ 1: จากเงิน 3,000 บาท เราจะได้ของทั้งหมด 300 ชิ้น มีต้นทุน 10 บาท
  • วิธีที่ 3 เราซื้อครั้งเดียวในเดือนที่ 2 : จากเงิน 3,000 บาท เราจะได้ของทั้งหมด 200 ชิ้น มีต้นทุน 15 บาท
  • วิธีที่ 4 เราซื้อครั้งเดียวในเดือนที่ 3 : จากเงิน 3,000 บาท เราจะได้ของทั้งหมด 600 ชิ้น มีต้นทุน 5 บาท

 

เชื่อว่าหลายๆคนอยากรอซื้อได้ราคาต่ำๆที่ 5 บาทเพราะจะได้ซื้อได้ถึง 600 ชิ้น แต่ในเหตุการณ์จริงมันมีความไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้อนาคตว่าราคาจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาลงเหลือ 5 บาท จริงๆแล้วก็อาจจะกลัวไม่กล้าซื้อ รอไปก่อนเพราะคิดว่าเดี๋ยวราคาก็จะลดลงไปอีก

การที่ราคาของขึ้นๆลงๆแบบนี้ เราเรียกว่า “ความผันผวน” ทำให้เราไม่กล้าซื้อ แล้ววิธีที่จะลดความผันผวนตรงนี้ได้ คือ การทยอยซื้อทุกเดือนที่เป็นวิธีการซื้อวิธีที่ 1 เราจะได้ราคาเฉลี่ย

 

ทำคลิปเพิ่มเติมอธิบายแนวคิดออมทองไว้แล้วนะจ๊ะ ฟังได้ในคลิปนี้เลยจ้า

 

สรุปได้ว่า…

 

“ถ้าราคาทองเพิ่มขึ้น เราจะซื้อทองได้จำนวนน้อยลง 

ถ้าราคาทองลดลง เราจะซื้อทองได้จำนวนมากขึ้น”

 

อยากออมทองจะต้องทำอย่างไร?

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

 

เตรียมสิ่งเหล่านี้

  1. เอกสารการเปิดบัญชีออมทอง (ขอได้ที่สาขาหรือโหลดหน้าเว็บไซด์ของร้านทอง)
  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  3. สำเนาหน้าแรกสมุดบัญชีธนาคาร

 

วิธีการออมทองจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

 

1. การออมทองครั้งแรก : จ่ายเงินสด

  • สมัครที่สาขาของบริษัท หรือสมัครภายในงานการมหกรรมการเงินต่างๆ เรากรอกข้อมูลเอกสารการเปิดบัญชี แนบสำเนาบัตรประชาชนและหน้าแรกสมุดบัญชี พร้อมกับจ่ายเงินที่จะใช้ออมทอง แล้วเจ้าหน้าที่จะออกใบเสร็จรับเงินให้เราเก็บไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นจะได้รับเอกสารยืนยันเลขที่บัญชีออมทองของเรา จากบริษัทส่งให้ทางไปรษณีย์
  • สมัครทางไปรษณีย์ เราจะต้องส่ง “เอกสารที่ใช้เปิดบัญชี” (ข้อ 1-3) ไปยังบริษัทที่เราจะออมทอง ผ่านไป 2-3 วัน เราจะได้รับเลขที่บัญชีของตนเองแล้ว เจ้าหน้าที่จะบอกเลขที่บัญชีธนาคารของบริษัท เพื่อให้เราโอนเงินเข้าไปซื้อทอง
    • เมื่อเราโอนเงินเสร็จแล้วก็เก็บหลักฐานการโอนไว้ พร้อมกับโทรบอกเจ้าหน้าที่ให้รับรู้ว่าเราโอนเงินเรียบร้อยแล้ว (ทุกขั้นตอนจะถูกบันทึกเทปไว้เป็นหลักฐาน) และอีกไม่กี่วันใบเสร็จรับเงินจะส่งมาที่บ้านเราทางไปรษณีย์เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนรายละเอียดยิบย่อยของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน เราก็ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่เองนะจ๊ะ

 

2. การออมทองครั้งต่อไป : ตัดอัตโนมัติผ่านบัญชีธนาคาร

เดือนที่สอง บริษัททองก็จะตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีธนาคารของเราไปซื้อทองเก็บไว้ทุกเดือน มีค่าธรรมเนียมการตัดอัตโนมัติครั้งละ 8-10 บาท (แต่ละธนาคารคิดค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน) แล้วบริษัทจะส่งเอกสารยืนยันการซื้อขายมาให้เราทางอีเมล์หรือไปรษณีย์

ถ้าเดือนไหนเราต้องการเพิ่มเงินหรือลดจำนวนเงินซื้อทอง เช่น จากเดิมซื้อเดือนละ 4,000 บาท จะเพิ่มเป็นเดือนละ 5,000 บาท หรือซื้อลดลงเหลือเดือนละ 3,000 บาท เราก็โทรบอกเจ้าหน้าที่จัดการให้ได้ แต่จะต้องโทรบอกก่อนวันที่ระบบจะตัดเงินไปซื้อทองนะจ๊ะ

 

ตัวอย่างใบเสร็จรับเงินออมทอง

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

 

บางครั้งมิจฉาชีพจะใช้การลงทุนทองคำมาเป็นตัวล่อให้หลายๆคนไปลงทุน แต่จริงๆแล้วเป็นแชร์ลูกโซ่ จนทำให้เกิดความเสียหาย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนจริงหรืออันไหนหลอกลวง ส่วนตัวมองว่าถ้าบริษัทไหนเป็นของจริงจะต้องโปร่งใส มีหลักฐานและตรวจสอบได้

จากตัวอย่างภาพนี้เป็นใบเสร็จรับเงินของบริษัทออมทองแห่งหนึ่ง จะระบุรายละเอียดต่างๆ รวมถึงจำนวนทองคำที่เราสะสมไว้อย่างชัดเจน ส่งกลับมาทางไปรษณีย์ทุกเดือนเพื่อให้เราเก็บไว้เป็นหลักฐาน

 

ยัง ยัง ยังไม่จบ….

 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าซื้อทองคำเดือนละ 1,000 บาทจะได้ทองคำกี่กรัม

ในตัวอย่างนี้เราจะใช้ราคาขายออกทองคำแท่ง 96.5% เป็นใช้ราคาประกาศครั้งสุดท้ายของทุกต้นเดือนมาคำนวณ เราจะเห็นว่าราคาที่ซื้อแต่ละเดือนนั้นแตกต่างกัน ทำให้เราได้รับจำนวนทองที่แตกต่างกัน ถ้าเราซื้อราคาต่ำๆจะได้จำนวนทองมาก(ช่องขวาสุด)  แต่ถ้าเราซื้อทองราคาสูงก็จะได้จำนวนทองน้อยลง

 

1,000 บาท เริ่มต้นออมทอง

บทความนี้เขียน ณ เดือน พ.ย. 59 (ข้อมูลราคาทองย้อนหลัง คลิกที่นี่)

 

ทองคำสำคัญอย่างไร?

 

รักษามูลค่าของเงิน

 

เพิ่มเติมจากย่อหน้าแรกของบทความ เงินที่เราจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบันนี้ มันมีมูลค่าเพราะความเชื่อ ถ้าวันหนึ่งความเชื่อมันลดลงหรือหายไป เงินมันก็ไม่ต่างกับเศษกระดาษ แม่สอนเราบ่อยๆว่าให้เก็บทองไว้ใช้ตอนวิกฤต เผื่อเกิดสงครามจะได้หยิบทองไปใช้จ่ายแลกของกินได้ ตอนแรกก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดภาพสงครามโลกแบบโหดร้ายแบบอดีตอีก

แต่พอมานั่งคิดดีๆก็มองว่าอะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ เหตุการณ์ในอดีตมันจบไปแล้ว แต่มันก็ทิ้งบทเรียนหลายๆอย่างให้เราศึกษาจะได้ระมัดระวังตัว แล้วประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยเสมอ สงครามอาจจะเกิดในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ส่วนตัวมองว่ามันน่าจะดีกว่าถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงเราก็รอดหรือบาดเจ็บน้อยที่สุด แต่ถ้าไม่เกิดเรื่องร้าย ทองคำที่เราเตรียมไว้ก็เป็นหลักประกันความมั่งคั่งได้

อยากให้ดูคลิปหนึ่งเพราะจะทำให้รู้ว่าทำไมทองคำถึงมีความสำคัญ เป็นเหตุการณ์ “ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สกุลเงินดอยช์มาร์กของเยอรมันมีมูลค่าลดลง ในขณะที่ทองคำแสดงถึงความมั่งคั่ง ประเทศเยอรมันกำลังจะล้มละลาย ทำให้ฮิตเลอร์ต้องสะสมทองคำไว้หลายร้อยตัน” ถ้าดูให้จบคลิปจะทำให้เราเข้าใจภาพรวมได้ดี แต่ถ้าไม่มีเวลาให้ดูตั้งแต่นาทีที่ 25 นะจ๊ะ  

ชื่อคลิป : ปริศนาสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอน ทองคำที่หายไปของฮิตเลอร์ คลิกที่นี่

 

————————————————————-

หมายเหตุ : ตัวอย่างบริษัทที่เปิดให้บริการออมทอง

 

 

 

 

 

 

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ TAXBugnoms และคอลัมน์ภาษีธุรกิจกันอีกแล้วครับ หลังจากที่จบกันไปในตอนที่แล้วกับ จะจดบริษัททั้งที จะทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 1) ผมว่าเราได้รู้ข้อมูลเบื้องต้น หลังจากที่ตัดสินใจจดนิติบุคคล (บริษัทฯหรือห้างหุ้นส่วน) ทั้งในเรื่องของการวางแผนค่าใช้จ่ายก่อนจดบริษัทรวมถึงค่าทำบัญชีต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้มันก็มาที่ขั้นตอนต่อไปครับว่า หลังจากจดแล้วจะประหยัดภาษีได้ยังไงต่อล่ะเนี่ย?

 

หากใครคุ้นเคยกับบทความในคอลัมน์นี้ คงจะได้อ่านบทความต่างๆที่ผมพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! หรือ พี่ครับ! ผมเป็น SMEs แล้วมันประหยัดภาษีตรงไหนนนนน? คิดว่าคงจะเข้าใจว่าหลักการคำนวณภาษีของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร

 

ทีนี้ประเด็นสำคัญที่อยากจะเพิ่มเติมให้สำหรับการประหยัดภาษี นั่นคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางรายการที่น่าสนใจ ที่เป็นมาตรการกระตุ้นเรื่องการลงทุนหรือการใช้จ่ายจากทางภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจสามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีรายการสำคัญๆดังต่อไปนี้ครับ

 

1.รายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างให้ปฎิบัติงานด้านบัญชี (2 เท่า) หรือพูดสั้นๆง่ายคือ ค่าจ้างทำบัญชีที่จ่ายให้นักเรียนหรือนักศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ว่า ต้องเป็น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนตามกฎหมายไทยที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินซึ่งไม่เกิน 200 และค่าจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน และต้องจ่ายค่าจ้างในการทำงานให้กับนักเรียนหรือนักศึกษาที่อยู่ระหว่างศึกษาในแผนกหรือสาขาวิชาบัญชี จะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2561 ครับ

สรุปสั้นๆให้อีกที นั่นคือ จ่ายค่าทำบัญชีให้นักศึกษาหรือนักเรียนที่เรียนอยู่ในสาขาหรือวิชาบัญชีจะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าครับผม

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 607) พ.ศ. 2559

 

2.รายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (3 เท่า) กรณีจ่ายเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาสามารถลงเป็นรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3 เท่า โดยต้องเป็นการจ่ายในระหว่าง 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ครับ แต่ตรงนี้จะต้องตรวจสอบกับการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของเดิมก่อนด้วยนะครับ (ไว้ผมจะเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ให้อีกทีหนึ่งครับ ฝากติดตามกดไลค์ที่เพจ ภาษีธุรกิจ ด้วยครับ)

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559

 

3.รายจ่ายอบรมพนักงาน (2 เท่า) อีกหนึ่งรายจ่ายที่ควบคู่กับกิจการของเรา คือ รายจ่ายในการอบรมพนักงานครับ แต่ต้องเป็นการอบรม 2 ประเภทครับ คือ Public Training และ In House Training ซึ่งเงื่อนไขแต่ละอย่างจะเป็นดังต่อไปนี้ครับ

– Public Training คือ การอบรมภายนอกที่เป็นไปตามเงื่อนไขสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นหรือหน่วยงานที่กระทรวงการคลังกำหนด

– In House Training คือ การอบรมภายในที่กิจการจัดขึ้นมาเอง เพื่อพัฒนาฝีมือโดยได้รับอนุมัติจากกระทรวงแรงงานครับ ซึ่งตรงนี้รวมถึงรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่งต่างๆที่เกี่ยวกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่นายจ้าง รวมถึงค่านำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนาด้วยครับ

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548

 

4.รายจ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สิน เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน ต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก ทำให้ดีขึ้นของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกิจการ แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมคงสภาพเดิม สำหรับสินทรัพย์ซึ่งได้แก่ เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ และอาคารถาวรต่างๆ โดยต้องไม่เคยผ่านการใช้งาน ต้องหักค่าเสื่อมราคาได้ และไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านอื่นๆ ซึ่งต้องเกิดจากสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 – 31 ธันวาคม 2559 ครับ (สำหรับรายละเอียดพร้อมตัวอย่างนั้น ติดตามกันในบทความต่อไปครับ)

อ้างอิง : พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559

 

และทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่อยากแนะนำให้ใช้เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งตรงนี้สิ่งที่อยากจะเตือนให้ระวังไว้ คือ การใช้สิทธิประโยชน์นั้นต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ถูกต้องครับ มิฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่หักเกินไปแบบนี้ จะทำให้เรามีปัญหาได้ครับ

 

สุดท้ายนี้บทความในส่วนของการหารายจ่ายที่หักได้เพิ่มก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ในบทความต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายที่จะสรุปภาพรวมให้แล้วครับว่า จะทำอย่างไรให้ประหยัดภาษีมากที่สุด อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับว่าตอนสุดท้ายจะเป็นยังไง แล้วพบกันคร้าบ

 

%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b1

ถามตรงๆเถอะพี่! ผมควรซื้อ LTF เมื่อไร? กองไหน? และ ยังไงดี?

สวัสดีครับ เข้าสู่เดือนตุลาคมกันอีกแล้ว ปลายปีแบบนี้ คำถามที่เริ่มเข้ามาในเพจ TAXBugnoms นั้น เริ่มจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ LTF มากขึ้นแล้วล่ะครับ ตั้งแต่เรื่องนโยบายการลงทุนที่เปลี่ยนไป หรือกอง LTF ที่น่าสนใจ จังหวะในการซื้อ ไปจนถึงคำถามว่า LTF คืออะไร (แป่ววววว) วันนี้เลยถือโอกาสเขียนบทความมาตอบคำถามให้ฟังกันอีกครั้งครับ

ก่อนอื่น ผมขอสรุปเรื่องที่เปลี่ยนแปลงสั้นๆให้ฟังอีกครั้งนะครับว่า ในปีนี้เงื่อนไขการถือครอง LTF นั้นเปลี่ยนจาก 5 ปีปฎิทินเป็น 7 ปีปฎิทินสำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562 นั่นแปลว่า LTF ที่ซื้อในปี 2559 นี้เราจะต้องถือไปจนถึงปี 2565 เลยครับผม

ทีนี้เรามาเริ่มกันที่คำถามยอดฮิตคำถามแรกเลยดีกว่าครับว่า “ซื้อเมื่อไรดี?” คำตอบสำหรับคำถามนี้คงต้องดูก่อนว่า “กระแสเงินสด” และ “สไตล์การลงทุน” ของเราเป็นแบบไหน เพราะบางคนบอกว่า ซื้อเฉลี่ยก็ดี แต่ที่ผ่านมาบางปี ซื้อวันสุดท้ายกลับได้ราคาที่ดีกว่า ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรตอบได้ตั้งแต่วัตถุประสงค์การลงทุน (ที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี) ไปจนถึงการค้นหาสไตล์และกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองให้ได้ก่อนครับ

ส่วนคำถามว่า “ซื้อกองไหน?” คำตอบคงต้องถามไปว่า แล้ววันนี้เรารู้จักกอง LTF กองไหนบ้างล่ะ กองที่ผ่านมาเราซื้อเพราะอะไร และมีนโยบายในการลงทุนแบบไหน อยากได้ปันผลหรือเปล่า ค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร และผลตอบแทนที่ผ่านมาสม่ำเสมอเพียงพอไหม ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ เราจะรู้ครับว่า เราควรซื้อกองทุน LTF กองไหน และกองที่เราซื้อมานั้นมันโอเคอยู่หรือเปล่า เพื่อใช้ในการปรับพอร์ทการลงทุน หรือสับเปลี่ยนกองทุน LTF เดิมไปยังกองใหม่ได้อีกต่างหาก

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างจากกองทุน “Top 10 LTF” จากบริการ TMB Open Architecture ซึ่งเป็น Platform ที่ทำให้สามารถเลือกซื้อกองทุนจาก 7 บลจ.ชั้นนำได้ในที่เดียว ซึ่งวันนี้ผมได้ทำกองทุนที่ทาง TMB แนะนำ 3 กองมาเปรียบเทียบให้ดูครับ ซึ่งได้แก่ กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF), กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (Value-D LTF) และ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ คอร์ หุ้นระยะยาว (MS-CORE LTF) เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยดีกว่า

จากตารางข้างบน จะเห็นได้ว่ากองทุนแต่ละกองมีความแตกต่างกันครับ หน้าที่ของเรา คือ พิจารณาให้ดีว่าเราอยากได้การลงทุนแบบไหน เพราะการเลือกกองทุนที่ดีนั้น ทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นกำไรอีกต่อหนึ่งนอกเหนือจากสิทธิลดหย่อนทางภาษีที่เราได้รับอีกด้วยครับ

ตรงนี้มีเทคนิคเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ โดยปกติแล้ว หลายๆคนมักจะเลือกซื้อกองทุนโดยดูที่ผลตอบแทนเป็นหลัก แต่มักลืมนำค่าธรรมเนียมมาพิจารณาด้วยครับ ซึ่งค่าธรรมเนียมยกมาเปรียบเทียบให้ดูในตารางนี้ เป็นค่าธรรมเนียมส่วนที่เรียกว่า “Total Expense Ratio” หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายปี หลังจากที่เราได้ซื้อหน่วยลงทุนไปแล้ว  นั่นคือถ้าหากเราเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนถึงจะเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ครับ ซึ่งตัวเลขที่แตกต่างกันนั้นก็มีผลทำให้ผลตอบแทนของเราลดลงไปด้วยเหมือนกันนะครับ

ยกตัวอย่างจาก 3 กองข้างบนนี้ การลงทุนอาจจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เราเลือกลงทุนไป ถ้าสมมติผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการได้รับเงินปันผลจากการลงทุนก็คงจะเลือกกอง Value-D LTF แต่ถ้าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมในการลงทุนที่ต่ำก็ต้องเลือก MS-CORE LTF หรือถ้าหากสนใจแต่ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นหลัก กองทุน CG-LTF ก็อาจจะเป็นคำตอบครับ

หรือจะจะลองลงลึกไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องหุ้นใหญ่ๆ ที่แต่ละกองทุนนั้นได้ลงทุนจากหนังสือชี้ชวน เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างกันตามนี้ครับ

ตรงนี้เราต้องไปดูกันต่อครับว่า กองทุนที่เราสนใจลงทุนในหุ้นตัวไหน กลุ่มหลักทรัพย์อะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้จริงๆแล้วจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอครับ อย่าลืมตรวจสอบให้ดีด้วยครับ

ดังนั้น ถ้าใครมีคำถามที่ว่า “ซื้อกอง LTF กองไหนดี?” ผมขอตอบแบบตรงๆเลยครับว่า กอง LTF ที่เราเข้าใจมันครับ!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

และคำถามสุดท้ายที่ชอบถามกันบ่อยๆ คือ “ซื้อที่ไหนดี” คำตอบคือ ซื้อที่ๆ เค้าขายครับ (แป่ววว) ไม่ว่าจะเป็น บลจ.ต่างๆ ธนาคารทั้งหลาย ถูกใจแบบไหน สะดวกยังไง เลือกได้ตามอัธยาศัยเลยครับ แต่ถ้าหากใครไม่ค่อยมีเวลา อยากไปที่เดียวแล้วเลือกซื้อได้หลายๆ กอง หรือสนใจ 3 กองทุนจาก “Top 10 LTF” ที่ผมว่ามานี้ ก็สามารถหาซื้อได้ที่ธนาคาร TMB ซึ่งมีถึง 450 สาขาทั่วประเทศครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://goo.gl/0otNWY

บทความนี้เป็น Advertorial

เหตุผล 10 ข้อที่ทำให้ Steve Jobs และ Apple ประสบความสำเร็จระดับโลก

Steve Jobs นั้นเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับให้เป็น “Father of the Digital Revolution” เขามีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงโลกให้เข้าสู่ยุคดิจิตัลเต็มตัว ผลงานของเขานั้นนอกจากแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังบอกถึงความคิดที่ก้าวหน้าอย่างมากอีกด้วย แม้จะเสียชีวิตแล้วแต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังคงได้รับการยอมรับเสมอ

แต่สิ่งสำคัญคือ แนวทางการใช้ชีวิตของเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่นั้น 

เป็นแนวทางที่หลายคนให้ความสนใจและน่านำมาปรับใช้ให้เข้ากับเราทุกคนได้

1.อย่าใช้ชีวิตแบบอยู่ในกรอบ

Steve Jobs เชื่อว่าคนเรายิ่งโตขึ้นยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรอบมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราทำงานหรือเข้าสู่สังคม เราจะถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมายและพยายามมีชีวิตให้เหมือนๆกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เริ่มอยู่ในกรอบที่สะดวกสบาย แต่สิ่งที่เราลืมคิดไปก็คือ คนที่รายล้อมนั้นไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจกว่าคุณ หากเราตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ เราจะเริ่มที่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงตนเอง, เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมที่เราอยู่ ไปจนถึงเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

2.มีความมุ่งมั่น

Steve Jobs เองก็เชื่อว่า ‘คุณต้องมีความมุ่งมั่นเมื่อทำบางสิ่ง นั่นก็เพราะสิ่งที่คุณทำนั้นยากลำบาก หากคุณไม่รักในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าใครก็ต้องล้มเลิก’ เมื่อเราได้มองเห็นใครซักคนที่มีประสบความสำเร็จตามสื่อต่างๆ เราจะเห็นเพียงด้านที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เราไม่ได้เห็นด้านที่ยากลำบากของพวกเขา วิธีเดียวที่จะทำให้คุณผ่านทุกความยากลำบากไปได้นั่นก็คือ รักในสิ่งที่ทำ


3.ออกแบบเพื่อตัวของคุณ

Steve Jobs กล่าวว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าผู้คนจะสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไรตอนที่พวกเขาเริ่มต้นผลิตคอมพิวเตอร์ เรื่องของเรื่องคือคอมพิวเตอร์นี่ถูกออกแบมาเพื่อคนสองคนก็คือ Steve Jobs กับ Steve Wozniak นั่นเพราะพวกเขาไม่สามารถหาอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์บนท้องตลาดได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple

4.อย่าขายของห่วย

จากบทสัมภาษณ์ของ Mark Parker CEO ของบริษัทรองเท้ากีฬาชื่อดังอย่าง Nike เกี่ยวกับคำแนะนำที่เขาได้จาก Steve Jobs นั่นก็คือ บริษัท Nike นั้นเป็นบริษัที่ผลิตสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาตลอด แต่ Nike เองก็ผลิตสินค้าห่วยๆออกมามากเช่นกัน ดังนั้นคำแนะนำของเขาคือ ให้โละของห่วยๆทิ้งและพุ่งเป้าสร้างแต่สินค้าดีๆเท่านั้น

5.สร้างสุดยอดทีม

สำหรับ Steve Jobs คนที่ทำงานเก่งๆนั้นเป็นนักจัดการในตัวเอง พวกเขาไม่จำเป็นต้องถูกจัดการหรือบอกให้ทำงานต่างๆ เมื่อพวกเขารู้ว่าต้องทำอะไร พวกเขาก็จะพุ่งเป้าไปว่าต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้สำเร็จ และนั่นก็คือความเป็นผู้นำ แต่พวกเขาก็ยังต้องการความคิดเห็นที่ธรรมดา ต้องการเพื่อนร่วมทีมที่ทำในสิ่งที่ตนเองหลงใหลและทำได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่พวกเขาควรมีคือ เข้าใจว่าเทคโนโลยีคืออะไร, เราจะทำอะไรได้บ้างกับเทคโนโลยีเหล่านี้และใครจะเป็นคนนำพาสิ่งเหล่านี้ออกสู่สายตาผู้คน

6.อย่าสร้างผลงานเพื่อเงิน

Steve Jobs เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องเงินไว้ว่า ตัวเขาเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินมากนัก เพราะเขาไม่เคยทำงานเพื่อเงิน เขาคิดเงินนั้นเป็นสิ่งที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกเช่น ด้านการทำงานต่างๆ, ช่วยเราลงทุนกับไอเดียที่ไม่อาจให้ผลตอบแทนกลับในช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับเขานั่นก็คือสิ่งที่สำคัญเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ บริษัท, ผู้คน, ผลงานที่ร่วมกันสร้าง หรือสิ่งที่กำลังจะสร้างเพื่อคนอื่นๆต่อไป

7.ภูมิใจกับผลงานของตนเอง

“เป้าหมายของผลคือการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ดีที่สุดในโลก” Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ นอกจากนี้เขายังต้องการสร้างผลงานที่ภูมิใจจะขายและยินดีบอกต่อไปให้เพื่อนและครอบครัวของเราใช้ และนั่นยังต้องอยู่ในราคาที่ต่ำที่สุดด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผลงานหรือผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ขายนั้นที่เขาไม่อยากส่งขาย หรือไม่อยากบอกต่อให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆใช้ แต่เราก็ยังต้องการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ดีที่สุดภายในกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ดี ผลงานของบริษัทไม่ได้มีราคาแพงมากทุกชิ้น ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าอื่นที่คล้ายๆกันแต่ของเราคุณจะต้องติดตั้งสิ่งๆอื่นๆเพิ่มเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้บางครั้งสินค้านั้นมีราคาแพงกว่าสินค้าของเขาเสียอีก

8.สร้างจากความต้องการของลูกค้า

สิ่งที่ Steve Jobs ให้ความสำคัญเสมอคือ ความต้องการของลูกค้า เขาบอกว่าหากเริ่มต้นโดยการนำเทคโนโลยีที่มีมาปรับให้เข้ากับคน สิ่งนั้นมักไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่หากเรารู้ว่าอะไรคือความต้องการของคนแล้วนำเทคโนโลยีต่างๆมาเติมเต็มความต้องการนั้น ก็จะทำให้ผลงานได้รับความนิยมอย่างสูงและนั่นคือสิ่งที่ Apple ยึดถือมาตลอด

9.การตลาดคือเรื่องของคุณค่า

การตลาดนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเสนอสินค้า แต่สำหรับ Steve Jobs การตลาดคือการแสดงถึงมูลค่าของสินค้าและตัวตนของบริษัทด้วย Steve Jobs ได้ยกตัวอย่างบริษัทรองเท้าชื่อดังอย่าง Nike ว่า โฆษณาเกือบทุกตัวของ Nike นั้นแทบจะไม่ได้กล่าวถึงสินค้าเลย แล้วอะไรล่ะที่อยู่ภายในโฆษณา? ภายในโฆษณากลับพูดถึงแต่นักกีฬาชื่อดังตั้งแต่อดีตและเกมกีฬาต่างๆ Nike ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นและยกย่องสิ่งที่พวกเขาทำ ทำให้การตลาดของ Nike ประสบความสำเร็จอย่างมาก

และสำหรับ Apple เองก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน นั่นคือการสร้าง ‘แก่น’ ของบริษัท ซึ่งก็คือ ‘การเปลี่ยนแปลงโลก’ ทำให้เขาเริ่มต้นการคิดธีมทำแคมเปญโดยการนำบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เปลี่ยนแปลงโลก บางคนยังมีชีวิต บางคนจากโลกนี้ไป แต่สิ่งสำคัญคือคนเหล่านี้เปลี่ยนโลก และนั่นคือสิ่งที่ Apple จะทำ

10.จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ

สำหรับ Steve Jobs การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เกิดการเรียนรู้เสมอ ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม หากเราไม่ล้มเลิกและตั้งใจทำในสิ่งที่ตนเองรักต่อ ก็อาจจะเป็นประตูอีกบานที่ทำให้เราได้ค้นพบและพัฒนาสิ่งใหม่ๆได้เสมอ

หลายคนรู้ว่า Steve Jobs ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพราะคิดว่าอยากเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบมา&#xE01

“6 เป้าหมายทางการเงิน” ที่ทุกคนควรวางแผนและให้ความสำคัญ

มีเพลงของบอดี้แสลม ที่พี่ตูนร้องว่า

“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน?…”

นั่นสิ !! มันจะไปจบที่ตรงไหนล่ะ?

ไม่แปลกหรอกที่ทุกคนจะมีความฝัน แต่จุดสิ้นสุดของภาพที่วาดฝันไว้ จุดนั้นแหละคือ “เป้าหมาย”

ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง แต่ทุกๆ เป้าหมายนั้น จะเป็นจริงได้ มันต้องมีวิธีการ ถ้าไม่มีวิธีการ มันก็จะกลายเป็นเพียง “ความฝัน” แค่นั้นแหละ

และแน่นอนว่า “ชีวิตด้านการเงิน” ก็ต้องมีเป้าหมายเช่นกัน เราจะมีเงิน ออมเงิน ใช้เงิน ไปกับอะไรบ้าง? ถ้าไม่มี “เป้าหมายการเงิน” ไม่งั้นเราจะทำงานหาเงินมาเพื่ออะไรล่ะ? หรือไม่จริง

ถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ครั้งนี้“นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” มีไกด์ไลน์ง่ายๆ มาฝาก

เรามาดูกันว่า 6 เป้าหมายทางการเงินที่ทุกคนควรต้องวางแผนและให้ความสำคัญนั้น มีอะไรบ้าง

1. การวางแผนภาษี (Taxation Planning)

เป้าหมายแรกของทุกคนที่มีรายได้ ตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนดให้เสียภาษี คือ ต้องการหาวิธีลดรายจ่ายภาษีรายปีให้ได้มากที่สุด

เราสามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายที่ภาครัฐมีให้ เรื่องการออมและการลงทุน มาหักลดหย่อนภาษี เช่น  การซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ประกันชีวิต เป็นต้น

นอกจากจะลดรายจ่ายไปในตัวแล้ว ยังใช้ให้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนได้อีกด้วย

ทำไมถึงต้องเสียภาษีน้อยลงล่ะ?

คนที่สนใจเรื่องการเงินจะรู้ดีว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนๆนึงมั่งคั่งขึ้นมาได้ คือ “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย และใช้เงินทำงาน”

ภาษีเงินได้ ถือเป็นค่าใช้จ่ายรายปีที่เก็บเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่มากขึ้น ถือว่าเป็น “รอยรั่วเล็กๆทางการเงิน” ที่หลายคนอาจจะมองข้าม

ถ้าเราลดรายจ่ายในส่วนนี้ได้ กระแสเงินสดสุทธิรายปีก็เพิ่มขึ้น

วางแผนภาษีดีๆ แบบไม่บ้าคลั่งลดหย่อนเกินกำลังเราก็มีความสุข ได้กำไรทั้งทางภาษีและกำไรทางการลงทุนด้วย

เราจึงต้องวางแผนภาษี และให้ความสำคัญ เพื่ออุดรอยรั่วนี้ ไม่ให้เงินไหลออกจากกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว

2.วางแผนป้องกันความเสี่ยง (Risk Management)

บางคนซื้อประกัน เพราะอยากช่วยตัวแทนฯ
บางคนซื้อ เพราะเชื่อใจตัวแทนฯหรือที่ปรึกษา
บางคนซื้อ เพราะมีการวางแผนการเงินไว้อย่างดี

แต่เรารู้และเข้าใจในผลประโยชน์ของการทำประกันจริงๆมั๊ย?

ประกันเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับการป้องกันความเสี่ยง ความเสี่ยงที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุและความสูญเสีย

หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่มีแผนการป้องกันความเสี่ยง เงินที่จะต้องจ่ายออกไปก็คงเอามาจากเงินสำรองหรือไม่ก็เงินออม เงินลงทุนที่เก็บมาเลือดตาแทบกระเด็น

ตัวอย่างเช่น….

ค่ารักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8% ต่อปี นับว่าเป็น “รูรั่วขนาดใหญ่” ทางการเงิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเงินในกระเป๋าได้อย่างมหาศาล

ถึงโอกาสเกิดจะมีน้อย แต่เก็บเงินลงทุนมาแทบตาย
สุดท้ายเอามาจ่ายค่ารักษาพยาบาล จะเอางั้นหรอออ

เพราะฉะนั้น … การวางแผนทำประกันให้คุ้มค่าและดีที่สุด คือ การได้รับผลประโยชน์คุ้มครองเหมาะสมที่สุด ในขณะที่เราเสียเบี้ยประกันน้อยที่สุด

พูดง่ายๆ คือปรับโครงสร้างพอร์ตประกันต่างๆ ทำให้ต้นทุนต่ำสุด แต่ก็ได้รับความคุ้มครองตรงตามความต้องการ เพื่อนำเงินที่เหลือจากการทำประกันไปลงทุนต่อยอดแทนนั่นเอง

เมื่อวางแผนคุ้มครองความเสี่ยงเสร็จสมบูรณ์ ก็เหมือนมีเกราะคุ้มกันไม่ให้เงินก้อนโตไหลออกจากกระเป๋า ทำให้เราอุ่นใจและสามารถมองถึงแผนการเงินอื่นๆได้ในอนาคต

เรียกได้ว่า “มองไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องพะวงหลัง”

3. วางแผนการลงทุน (Investment Planning)

“ในระยะยาวแล้วการทำเงินได้มากเท่าใด ไม่ใช่ตัวกำหนดว่า คุณจะมั่งคั่งร่ำรวย หรือไม่ในอนาคต
แต่มันอยู่ที่ว่า คุณสามารถใช้เงินเหล่านั้นทำงานให้คุณได้อย่างไรจากการออมและลงทุน”

ผมว่าคำกล่าวของ Peter Lynch นี้เป็นจริงเสมอนะ

เพราะการลงทุนคือการวางเงินออมให้ถูกที่ ตามที่แต่ละคนสบายใจ เมื่อทุกอย่างลงตัว เงินจะเติบโตและทำงานได้อย่างเต็มที่

ว่าแต่ เพื่อนๆแต่ละคนวางเงินกันไว้ที่ไหนกันบ้างล่ะครับ?

ปัจจุบันเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี
กับสภาวะดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ “ต่ำเตี้ยติดดิน” ขนาดนี้
ทางเลือกทางเดียวที่นอกเหนือจากการออมก็คือ “ลงทุนสิคร้าบบ!!”

ทั้งนี้การวางแผนการลงทุน ต้องพิจารณาความเสี่ยง เป้าหมายทางการเงินระยะเวลา และโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี ควบคู่กันไป

จึงต้องมีการจัด portfolio ให้เหมาะสม และอ้างอิงกับเป้าหมายทางการเงินต่างๆ ที่ควบคู่กันไปด้วย การใช้ Asset Allocation จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการวางแผนลงทุน

เพราะ Asset Allocation จะช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้ดี จากการใช้สินค้าทางการเงินที่หลากหลาย

เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตรงตามที่ต้องการ ตามความเสี่ยงที่รับได้

หรือพูดง่ายๆว่าวิธีนี้จะช่วยให้ทุกคนลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนที่สูงที่สุดในระดับความเสี่ยงนั้นๆ

เพราะฉะนั้น .. เราก็เลยต้องบริหารจัดการ และติดตามแผนการลงทุนให้ดี

เมื่อแผนการลงทุนประสบความสำเร็จ ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าแผนการเงินอื่นๆจะสำเร็จตามมา !

4. วางแผนการศึกษาบุตร (Education Planning)

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนเป็นพ่อแม่หลายๆ ท่าน พบว่าโดยส่วนมาก สิ่งที่พ่อแม่หวังจะให้ลูกมากที่สุดไม่ใช่เงินทองหรืออะไร แต่สิ่งนั้นคือ “การศึกษา” ที่จะทำให้ลูกมีความรู้ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองได้ในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในด้านไหน พ่อแม่ทุกคนก็ยินดีจะส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ และได้เรียนในสถาบันที่ดีที่สุด

แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่หลายๆท่านทราบกันดีอยู่แล้ว คือเรื่อง “ค่าใช้จ่ายในการศึกษา” ของลูกแต่ละคน

เปิดพอร์ตกองทุนสุดฮิต “KFLTFDIV”

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การลงทุนในช่วงนี้ถือว่าไม่ง่ายเลย เนื่องจากว่ามีปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย การเลือกตั้งของสหรัฐ ฯ ทำให้เราเลือกสินทรัพย์เพื่อที่จะลงทุนได้ยากมากขึ้น แต่มีสินทรัพย์หนึ่งที่ไม่ว่าตลาดหุ้น ตลาดการลงทุนจะเป็นอย่างไร เราก็ควรจะลงทุน เพราะว่านอกจากจะได้ลงทุนระยะยาวแล้ว เมื่อลงทุนก็จะได้สิทธิในการลดภาษีไปด้วยนั่นก็คือ “LTF” นั่นเอง

ใกล้ ๆ ช่วงปลายปีแบบนี้ ผมมักจะได้รับคำถามเกี่ยวกับกองทุน LTF เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถามว่า ซื้อกองทุนได้หรือยัง หรือว่าจะรอให้ถึงปลายปี ซึ่งถ้าเคยอ่านบทความของผม หลาย ๆ ท่านก็พอจะทราบดีว่า ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะแนะนำให้ซื้อแบบถัวเฉลี่ยแบบทั้งปีไปเลยครับ ซึ่งส่วนใหญ่การซื้อแบบถัวเฉลี่ยทั้งปีนั้น (11 ปีใน 15 ปี) จะดีกว่าการซื้อกองทุนปลายปีครับ

ส่วนคำถามที่ผมได้รับบ่อยไม่แพ้กันก็คือ จะเลือกกองทุน LTF แบบปันผลดี หรือ ไม่ปันผลดีกว่ากัน อันนี้ก็ไม่ยากเลยครับ ถ้านักลงทุนท่านไหนต้องการลงทุนระยะยาว และต้องการให้เงินงอกเงยขึ้นแบบทบต้น และไม่ได้มีเหตุให้ต้องใช้เงิน ไม่ซีเรียสว่าจะได้ต้องได้เงินระหว่างการลงทุนแล้วละก็ “กองทุนแบบไม่ปันผล” จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นักลงทุนเป็นคนที่ชอบที่จะเห็นเงินจากที่เราลงทุนไปแล้ว ทยอยคืนกลับมา เหมือนได้น้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ และต้องการได้เงินกลับมาใช้จ่ายแล้วละก็ แน่นอนว่า “กองทุนปันผล” จะเป็นคำตอบสุดท้ายของท่านครับ

ถ้าใครที่ชื่นชอบกองทุนปันผลนั้น นักลงทุนเองก่อนที่จะลงทุนกับกองทุนแบบนี้ ก็ควรที่จะเข้าใจถึงวิธีการ และ แนวคิดที่ถูกต้องในการลงทุนกับกองทุนปันผลเสียก่อน รวมถึง แนวคิดของกองทุนที่ตนเองกำลังจะลงทุนด้วยครับ เพื่อที่ว่าเวลาที่ถือกองทุนปันผลไปแล้ว จะได้ไม่เกิดอาการไม่แน่ใจ หรือว่า อาการถือแล้วไม่มั่นใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือ เกิดคำถามขึ้นบ่อย ๆ

ก่อนอื่น เรามาดูวิธีคิด หรือ แนวคิดการลงทุนกับกองทุนปันผลกันก่อนนะครับ

ประการแรกเลย คือ หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า “ในกองทุนหุ้นปันผลมีแต่หุ้นปันผลอยู่ในกองทุน”

ในกองทุนหุ้นปันผลนั้นอาจจะมีหุ้นที่ไม่ได้มีการปันผลอยู่ก็เป็นไปได้ครับ แต่เงินปันผลที่เราได้รับจากกองทุนนั้น อาจจะมาจากการขายหุ้นที่มีกำไรออกมา จากนั้นจึงนำเงินที่ได้มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยครับ ดังนั้น ก็ไม่แปลกนะครับ ถ้าเราไปเห็นกองทุนปันผลแต่มีหุ้นที่เน้นการเติบโตของหุ้นอยู่ก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนอาจจะมองว่า ถ้าหุ้นเติบโตได้ในอีก 5 ปี หรือมากกว่านั้น กองทุนเองก็อาจจะเลือกหุ้นมาไว้ในกองทุนก็ได้ครับ เพื่อที่ในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อขายหุ้นตัวนั้นไปก็อาจจะได้ผลตอบแทนมาจ่ายให้กับนักลงทุนครับ

ประการที่สอง และผมคิดว่าคนมักจะเข้าใจบ่อย ๆ ก็คือ “กองทุนหุ้นปันผลมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า” กองทุนไม่ปันผล

ซึ่งผมคงต้องบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะว่า กองทุนทั้ง 2 แบบนั้น มีความเสี่ยงที่เท่า ๆ กัน เนื่องจากว่า เป็นกองทุนที่ลงทุนใน “หุ้น” เหมือนกันครับ เพียงแค่ความรู้สึกของการที่ได้เงินลงทุนกลับมาบ้างของกองทุนปันผล จะทำให้เรารู้สึกว่าได้ผลตอบแทน หรือว่าได้เงินกลับมาไว้ในมือก่อนนั่นเองครับ ดังนั้นในยามที่หุ้นผันผวนขึ้นลงบ่อย ๆ กองทุนปันผลจะทำให้เรารู้สึกว่า ปลอดภัยกว่านั่นเอง

แต่ในความเป็นจริง ถ้าในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือในภาวะที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น แนวโน้มของผลตอบแทนของกองทุนไม่ปันผลนั้นอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากเงิน หรือ ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในกองทุนนั้น จะสามารถทบต้นขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่า หากตลาดหุ้นเป็นขาลงแล้วละก็ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นที่ปันผลหรือไม่ปันผลก็คงเห็นมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงไม่ต่างกันครับ เพราะว่าถ้าหากกองทุนไม่สามารถที่จะสร้างผลงานที่ดี จนมีกำไรส่วนเกินแล้วละก็อาจจะไม่มีเงินปันผลออกมาได้เหมือนกันครับ อย่าคิดว่า เป็นกองทุนปันผลแล้วจะได้เงินปันผลเรื่อย ๆ นะครับ

ดังนั้นเราต้องคอยติดตามผลตอบแทนของกองทุน เข้าใจแนวทางการลงทุน สไตล์การลงทุนว่าเหมาะกับเราหรือไม่ และหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สม่ำเสมอด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่กองทุนจะจ่ายเงินปันผลให้กับเรานั่นเองครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนปันผลตัวอย่างกันครับ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจ และมีแนวคิดการลงทุนเป็นอย่างไร

กองทุนที่เป็นพระเอกวันนี้ ก็คือ กองทุนสุดฮิตอย่าง “กองทุน KFLTFDIV” นั่นเองครับ

เชื่อว่าใครที่ลงทุนกับกองทุน LTF เป็นประจำ หรือ ชอบกองทุน LTF ที่มีปันผลก็น่าจะคุ้นเคยกันดี เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะเคยซื้อติดไม้ติดมือกันแน่ ๆ กับ กองทุนของ บลจ. กรุงศรี กองทุนนี้ครับ

โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนสไตล์ Buy and Hold (โดยจะมีอัตราการปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ในกองทุนจะไม่เกิน 100%) ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีแบบ Bottom up หรือว่าเข้าไปดูกิจการของบริษัท ฯ ต่าง ๆ เป็นหลัก เพื่อหาราคาพื้นฐานของกิจการ จากนั้นก็จะหาจังหวะ เมื่ออยู่ในภาวะที่หุ้นมีราคาไม่แพงก็จะเข้าซื้อ รวมถึงดูว่าเงินปันผลที่ได้นั้นมีความสม่ำเสมอหรือไม่ นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในหลาย ๆ เรื่องครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ

จุดสนใจแรกก็คือ กองทุนนี้ จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอมาก ๆ คือ เป็นกองทุนจ่ายปันผลทุกปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุน !! เป็นเวลา 11 ปีกว่า ๆ แล้วครับ ทั้งนี้เนื่องจากแนวทางการลงทุนที่เน้นเลือกหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งในปีนี้ทางบลจ.กรุงศรี ได้กำหนดวันจ่าย

อีกครั้งกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เลือกอย่างไรให้ Happy !

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ แต่การกลับมาพบกันไม่ได้หมายถึงตัวผมแต่อย่างใด แต่เป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของ หุ้นกู้ตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ลงทุนกันครับ นั่นก็คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนจากบมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง CPALL เอง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซีพีเหมือนกัน ก็ได้ออกหุ้นกู้ลักษณะคล้าย ๆ กันออกมาก่อนหน้านี้ครับ

โดยในครั้งนี้ทาง บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กำลังจะเสนอขาย หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดและมีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ย ที่มีอันดับเครดิตของหุ้นกุ้ระดับ “A-“

ซึ่งก็ถือว่าบริษัทเรทติ้งได้ให้อันดับเครดิตที่ค่อนข้างดีครับ เนื่องจากบริษัท CPF นั้น ถือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังจดทะเบียนใน SET50 และ ยังมีจุดเด่น เช่น มีสินค้าที่หลากหลาย และตลาดที่หลากหลาย และกลยุทธ์การดำเนินงานที่ดีมาอย่างยาวนาน โดยธุรกิจของบริษัท ในทางกลุ่มปศุสัตว์เองก็ถือว่าครบวงจร มีทั้งกลุ่มที่เป็นสัตว์บกและกลุ่มสัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอาหาร ตลอดจนธุรกิจอาหารสัตว์ รวมถึงการส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วยครับ

และ เนื่องจากบริษัทต้องการปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทให้เหมาะสมเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคต  และเพื่อปรับสัดส่วนโครงสร้างของอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่ดี จึงเป็นที่มาของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนนั่นเองครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนนะครับว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิคืออะไร

หุ้นกู้ก็คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งครับ โดยการที่ บริษัทเอกชน ได้ทำการขอกู้ยืมเงิน จากนักลงทุนรายย่อยบ้าง สถาบันบ้าง เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน หรือนำมาใช้เกิดประโยชน์กับบริษัทส่วนผู้ที่มาเป็นเจ้าหนี้อย่างนักลงทุน ก็จะได้ผลตอบแทนที่เราเรียกว่าดอกเบี้ย

“พูดง่าย ๆ ครับ เราเป็นเจ้าหนี้ของ บริษัทนั่นเอง”

โดยเราจะได้อัตราดอกเบี้ยที่บริษัทบอกว่าจะจ่ายให้ปีละกี่ % และ ได้เงินต้นคืนเท่าไหร่ ราคาตอนเริ่มซื้อเท่าไหร่ โดยเราจะเรียกการกู้ยืมแบบนี้โดยรวม ๆ ว่า ตราสารหนี้ครับ

ส่วนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ก็คือ หุ้นกู้ที่จะได้รับการชำระหนี้ต่อจากหนี้สามัญและหุ้นกู้ธรรมดาของบริษัท หากบริษัท ฯ มีความจำเป็นที่ต้องปิดกิจการไปครับ จากนั้น ถ้ายังมีสินทรัพย์หรือว่า เงินเหลือ จึงจะจ่ายเงินให้กับ ผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนต่ออีกที แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินก่อน ผู้ถือหุ้นทั่วไป ส่วนที่มีลักษณะคล้ายทุนก็ตรงที่ว่า สิทธิในการไถ่ถอนของหุ้นกู้ตัวนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อยกเลิกกิจการไป (เราเรียกว่า Hybrid Bond) หรือเมื่อบริษัทใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งคือหลังครบกำหนดปีที่ 5 เป็นต้นไป

คราวนี้เรามาดู รายละเอียดกันดีกว่าครับ ว่าหุ้นกู้ตัวนี้ มีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างไร

4. อ้างอิงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ณ วันที่ 17 มกราคม 2560 ซึ่งเท่ากับ 2.17%

5. ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี อ้างอิงได้ที่ http://www.thaibma.or.th/yieldcurve/YieldTTM.aspx

โดยดอกเบี้ยนั้นจะมีการจ่ายทุก ๆ 6 เดือน โดยใน

1-5 ปีแรกจะจ่ายแบบอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 5% โดยคิดจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น (2.83%)

ปีที่ 6-25 ก็จะมีการจ่ายดังนี้คือ จ่ายด้วย อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี* + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น(2.83%) + อัตราเพิ่ม 0.25%

ปีที่ 26-50 ก็จะมีการจ่ายดังนี้คือ จ่ายด้วย อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี* + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น(2.83%) + อัตราเพิ่ม 1.00%

และในปีที่ 51 เป็นต้นไป จ่ายด้วย อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี* + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น(2.83%) + อัตราเพิ่ม 2.00%

ประมาณว่ายิ่งถือยาวก็ยิ่งได้ดอกเบี้ยที่สูงมากขึ้นไปด้วยครับ *โดยหุ้นกู้นี้จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 5 ปีตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีนะครับ

โดยหุ้นกู้ตัวนี้จะมีเรื่องที่นักลงทุนเองควรจะต้องทราบ และพิจารณาอยู่ด้วย คือ หุ้นกู้ตัวนี้ อาจจะมีการถูกไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ครับ โดยหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ผู้ออกหุ้นกู้เองก็มีสิทธิ์ในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ครับ แต่ก็จะต้องสะสมไว้เอามาจ่ายให้กับนักลงทุนต่อไป ตัวอย่างเช่นถ้าหากคิดตามระยะเวลา 5 ปีแรก โดยที่สะสมมาจ่ายให้กับนักลงทุนในปีที่ 5 เลย ผลตอบแทนจะประมาณ 4.56% ต่อปี (ลดลงนิดหน่อย ตามหลักมูลค่าเงินตามเวลาครับ)

จากตารางข้างบน คือผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปี ในกรณีที่ทางบริษัท ฯ ไม่จ่ายดอกเบี้ย และตัดสินใจไถ่ถอนหุ้นกู้คืนก่อนกำหนดครับ แต่ถ้าบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ยให้ละก็ บริษัทเองก็ห้ามจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นนั่นเองครับ แน่นอนว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท คงจะไม่พอใจหากไม่ได้เงินปันผลครับ ดังนั้นก็เปรียบเสมือนเป็นจุดที่กระตุ้นให้ทางบริษัท มีแนวโน้มที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเรา

ดังนั้น “หุ้นกู้” แบบนี้ น่าจะเหมาะกับคนอยากลงทุนระยะยาว ๆ จริง ๆ รวมถึง เงินที่เอามาลงทุนนั้นต้องไม่มีภาระทางการเงินใด ๆ หรือเรามักจะเรียกว่าเงินเย็นครับ และต้องพิจารณา หรือประเมินแล้วว่า ผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปครับ

และต้องคิดเสมอว่า หุ้นกู้ตัวนี้มีโอกาสที่หุ้นกู้จะถูกยกเลิก

[Review] “หุ้นกู้” CPF ทางเลือกการลงทุนสำหรับคนต้องการลดความเสี่ยงจากหุ้น

สวัสดีครับ วันนี้พี่ต้าร์มาพร้อมกับบทความ Review อีกครั้งกับ “หุ้นกู้” CPF ซึ่งหากใครที่อยู่ในวงการตลาดหุ้น ก็คงจะทราบดีว่า คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ของกลุ่ม ซี.พี. นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขากำลังจะระดมทุนผ่านตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้ด้วยสิทธิ์นะครับ แต่ชื่อยาวซักหน่อย คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดและมีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ของบริษัท  

เราจะมาดูกันว่า “หุ้นกู้” ที่กำลังจะออกมานี้ มีหน้าตาเป็นอย่างไร และมีข้อมูลอะไรที่เราควรจะต้องทราบบ้าง ผมเขียนไว้เป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ

1. ประเภทหุ้นกู้และสิทธิการรับชำระหนี้

หุ้นกู้ตัวนี้ คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนนะครับ เมื่อเราลงทุนแล้วจะอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ของ CPF โดยบริษัทจะนำเงินเราไปหมุนเวียนทำกิจการและจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ พร้อมเงินต้นคืนเมื่อเลิกกิจการหรืออาจจะไถ่ถอนก่อนตามกำหนด ทั้งนี้สิทธิของการได้รับชำระหนี้นั้นจะอยู่ในลำดับรองจาก ผู้ถือหุ้นกู้ทั่วไปและผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ แต่แน่นอนว่าเราจะมีสิทธิในการรับชำระหนี้ก่อนการแจกจ่ายทรัพย์สินที่เหลือให้กับผู้ถือหุ้นครับ

2. อันดับความเสี่ยง

การลงทุนในหุ้นกู้นั้น ก็คือการที่เราให้บริษัทยืมเงินไปนะครับ เมื่อเราให้ CPF ยืมเงินไป เขาก็มีหน้าที่จะต้องนำเงินมาคืนเราพร้อมดอกเบี้ยภายในเวลาที่กำหนดตามข้อตกลงของเงื่อนไขต่างๆ ทั้งนี้เราจึงต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทและความเสี่ยงของบริษัทนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 มุมครับ นั่นคือความน่าเชื่อถือของบริษัทและความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้

  • CPF นั้นเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีความใหญ่โตและมั่นคง ทางบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทริส เรทติ้งส์ ได้ประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทอยู่ที่ A+
  • ในส่วนตัวหุ้นกู้นั้น ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดย ทริส เรทติ้งส์ อยู่ที่ A-  (ถ้าเปรียบเทียบกับกองทุนรวม ความเสี่ยงจะใกล้เคียงกับกองทุนตราสารผสม)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนจะต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนในตราสารหนี้นั้นมีความเสี่ยงในการได้รับเงินต้นคืน  มีโอกาสเกิดความล่าช้าในการชำระดอกเบี้ยครับ

3. ผลตอบแทนในการลงทุน

ตามข้อกำหนดทั่วไปนั้น หุ้นกู้จะมีการจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน และจะชำระเงินกู้เมื่อเลิกกิจการ โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยใน 5 ปีแรกคือ 5% หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 2.83% และมีการเพิ่ม Premium ให้ไปอีกจากอัตราดอกเบี้ยในที่อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละปี ดังนี้

  • ในปีที่ 6 – 25 อยู่ที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 3.08%
  • ในปีที่ 26-50 อยู่ที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 3.83%
  • ในปีที่ 51 เป็นต้นไป อยู่ที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 4.83%

ผลตอบแทนอ้างอิงของรัฐบาลนั้น ในช่วง 5 ปีที่นี้ (2555-2560) อยู่ระหว่าง 1.47% – 3.76% ซึ่งในอนาคตตัวเลขอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาดในเวลานั้นๆก็ได้นะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนเลยก็คือ หุ้นกู้ตัวนี้มีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ของบริษัท ซึ่งถ้าหากเขาเลื่อนชำระดอกเบี้ยเราจริง เราก็ต้องรออย่างเดียว การที่เราไม่ได้เงินตามกำหนดนั้นเขาจะไม่จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มให้เรานะครับ ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ลดลงไปด้วย

มาดูอย่างกันนะครับ  หากเราอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ 2.17% ณ วันที่ 17 มกราคม 2560 และทาง CPF ได้มีการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด โดยมีการขอเลื่อนชำระอัตราดอกเบี้ยมาทุกงวดและไถ่ถอนตามระยะเวลา 5 – 100 ปี อัตราผลตอบแทนในการลงทุนก็จะลดลงไป ดังนี้

  • 5 ปี  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จะอยู่ที่ 4.5%
  • 25 ปี  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จะอยู่ที่ 3.39%
  • 50 ปี  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จะอยู่ที่ 2.71%
  • 100 ปี  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) จะอยู่ที่ 2.14%

แม้ว่าการเลื่อนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ๆๆๆๆ ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ได้รับการชำระดอกเบี้ย พูดง่ายๆว่าเขาเลื่อนไปเรื่อยๆ บริษัทก็จะไม่สามารถประกาศหรือจ่ายเงินปันผลหุ้นได้เหมือนกัน รวมถึงไม่สามารถชำระดอกเบี้ย ไถ่ถอน หลักทรัพย์ใดๆที่มีสิทธิ์เท่ากับหุ้นกู้ตัวนี้ด้วย ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะกระทบต่อผู้ถือหุ้นและชื่อเสียงของบริษัทด้วยเช่นกันนะครับ

4. การไถ่ถอนหุ้นกู้

ทาง CPF สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้นี้ได้หลังจากที่ครบกำหนด 5 ปี หรืออาจจะไม่มีการไถ่ถอนเลยก็ได้จนถึงวันที่เลิกกิจการ นอกจากนี้แล้วทางบริษัทยังสามารถขอไถ่ถอนหุ้นกู้หากข้อกำหนดทางกฎหมายและประโยชน์ทางบัญชีได้มีการเปลี่ยนแปลงไปครับ หากเราลงทุนกับตราสารหนี้ตัวนี้อย่างน้อยก็ถือยาวได้ถึง 5 ปีและถ้าเขาไม่ได้ไถ่ถอนในระยะเวลาอันสั้นเราก็ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นแล้วจะต้องเป็นเงินเย็นระยะยาวพอสมควรแลยครับ

หากเพื่อนๆสนใจลงทุนกับหุ้นกู้ CPF นั้นเขาจะเปิดให้จองซื้อได้ในวันที่ 23-14, 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2560 โดยเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท และต้องจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาทครับ ส่วนการจัดสรรนั้นอยู่ที่ดุลพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ว่าใครจะได้รับสิทธิในการลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ครับ

สามารถสอบถามได้ที่ธนาคารกรุงไทยนะครับ โทร 02-111-1111 หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ โทร 02-777-6784

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save