0008 : อยากซื้อกองทุน LTF / RMF แต่ไม่รู้กองทุนไหนน่าสนใจ ดูรายการ ‘กองทุนไหนดี?’ สิ aomMONEY จัดให้!!!

ครั้งแรกในประเทศไทย…เตรียมพบกับ Facebook Live รายการพิเศษสิ้นปี กับรายการ “กองทุนไหนดี?” ที่จะบอกคุณเกี่ยวกับกองทุน LTF / RMF ที่น่าสนใจ อีกทั้งยังวิเคราะห์เจาะลึกกันทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง สไตล์การลงทุนแบบไหนที่ใช่ และสารพัดเทคนิคด้านภาษี โดย กูรูชื่อดังสุดฮอตแห่ง aomMONEY’s Guru ทั้งสายกองทุนรวมอย่าง  “หมอนัท เจ้าของเพจ คลินิกกองทุน” และ “พรี่หนอม เจ้าของเพจภาษีมาดเท่ห์ชื่อดังแห่งเพจ TaxBugnoms”

ซึ่งช่วงปลายปีแบบนี้เข้าสู่ช่วง “การลดหย่อนภาษี” กันอีกแล้ววววว เทคนิคการลดหย่อนภาษีมีมากมายเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนหลายๆคน หรือแม้แต่ผู้ที่อยากเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมเองก็อยากรู้ว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวม LTF / RMF กองไหนที่น่าสนใจ และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า แล้วยังช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย!!

แน่นอนว่าช่วงนี้นักลงทุนหลายคนคง ‘คันมือ’ อยากซื้อกองทุนกันแย่แล้ว แต่ยังติดอยู่ที่ว่าจะซื้อกองไหนดีล่ะ? ถึงพยายามอ่านและศึกษาข้อมูลจำนวนมาก(ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะอยากอ่านกันสักเท่าไหร่ ฮา) ผลสุดท้ายหลายคนก็ตัดสินใจซื้อกองทุนตามกระแสบ้าง-ตามเพื่อนบ้าง ทำให้มักจะ ‘ร่วง’ มากกว่าจะ ‘รุ่ง’ ซะงั้น

และแน่นอนว่า การซื้อกองทุนเองก็มีเทคนิคในการเลือกอยู่ไม่น้อย นอกจากผลตอบแทนแล้ว ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองทุนรวมเองก็เป็นตัวที่บอกว่ากองทุนไหนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว

ซึ่งเทคนิคเหล่านี้จะถูกนำมาเปิดเผยทั้งหมดบนรายการสดครั้งแรก ‘กองทุนไหนดี?’ บน Facebook Live ทำให้นักลงทุนทุกคน นอกจากจะได้รู้เรื่องราวการเลือกซื้อกองทุนแบบวิเคราะห์เจาะลึกว่าผลตอบแทน, ระดับความเสี่ยง, Style การลงทุน และกองทุนนี้เหมาะกับใคร? แล้วยังสามารถถามคำถามและรอฟังทุกคำตอบจาก aomMONEY’s Guru ชื่อดังทั้ง 2 คน ได้แบบ Real Time!!!

ทำไมถึงควรดูรายการ “กองทุนไหนดี?”

“ตอบทุกโจทย์เกี่ยวกับการซื้อกองทุน และทุกเทคนิคด้านการลดหย่อนภาษี ผมหมอนัท แห่งเพจ คลินิกกองทุน ได้แทคทีมมาพร้อมกับกูรูด้านภาษีชื่อดัง พรี่หนอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms จะมาบอกทุกเคล็ดลับการลงทุนว่ากองทุนไหนน่าสนใจแถมทำยังไงถึงจะลดหย่อนภาษีได้ อย่าลืมติดตามรายการกันนะครับ”

-หมอนัท คลินิกกองทุน-

“หลายคนชอบถามว่า กองทุนไหนดี? กองทุนไหนเจ๋ง เร็วๆนี้ ผม TAXBugnoms และหมอนัท คลินิกกองทุน จะมาบอกทุกกลเม็ดเคล็ดลับที่ทำให้คุณได้ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน และการประหยัดภาษี แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนครับ ฝากติดตามกันด้วยนะคร้าบ”

-พรี่หนอม TAXBugnoms-

ใครที่สนใจกองทุน LTF / RMF ห้ามพลาด!! สามารถรับชมกันรายการแบบสดๆ ผ่านทางช่องทาง Facebook Live แล้วสามารถคอมเมนท์ และถามคำถามกันสดๆผ่านรายการสดได้เลยนะจ๊ะ ที่สำคัญอย่าลืมกดติดตาม subscribe ไว้ก่อนเลยนะ รายการจะเริ่ม On Air เทปแรกตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เวลา สองทุ่มตรง!! ทาง Page aomMONEY

อ้อ!!! อย่าลืม

กดติดตามเพจ ‘กองทุนไหนดี?’ ได้ที่ https://goo.gl/CG6DQb

กดติดตาม Event ได้ที่ https://goo.gl/25S9bd

ตอนนี้รายการกองทุนไหนดี?  On air กันไปแล้ว 3 ตอน ถ้าใครยังไม่ได้ดูติดตามย้อนหลังกันได้เลยค่ะ 

28/11/2016 ตอนที่ 1 : https://goo.gl/Qn26HV

29/11/2016 ตอนที่ 2 : https://goo.gl/naz5Ib

30/11/2016 ตอนที่ 3 : https://goo.gl/sdkH84

แล้วพบกันนะครับ!!!

ทฤษฎีใหม่ Asset Allocation ตามแนวคิดของพ่อ

ถ้าให้ผมพูดถึงสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำไว้ให้กับประเทศไทยให้ครบทุกอย่าง จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ผมไม่สามารถตอบได้

เพราะนอกจากพระราชกรณียกิจที่ท่านช่วยพัฒนาประเทศไทย ยังมีพระราชดำริต่างๆมากมายที่เป็นแนวทางให้คนไทยได้เดินตามรอยที่ท่านสร้างไว้ให้

และหนึ่งในพระราชดำริที่ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนต้องจำคำสอนนี้ได้อย่างขึ้นใจ นั่นคือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ให้แนวคิดหลัก เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคนไทยในทุกๆส่วน ตั้งแต่ชนชั้นรากหญ้าไปจนถึงผู้มีอันจะกิน ไม่ว่าจะเป็นใคร มีเงินทองมากน้อยแค่ไหน ก็สามารถน้อมนำแนวความคิดนี้มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐานได้

ที่ผ่านมาผมนั่งอ่านและทำความเข้าใจเรื่องนี้ จากบทความต่างๆที่มี และได้พบกับแนวคิดหนึ่งใน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งตรงกับเรื่องแนวทางการบริหารเงินลงทุนที่ผมชื่นชอบอย่าง Asset Allocation มากๆ นั่นคือ “แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่” !!!

ที่สำคัญคือท่านเกิดแนวความคิดนี้ และทดลองใช้ก่อนที่ผมจะเกิดซะอีก !!!

แม้ว่าโดยหลักการแล้วแนวคิดนี้จะเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร และถูกสร้างมาเพื่อเกษตรกรเป็นหลัก แต่ถ้าเรามองที่ภาพรวมดีๆแล้ว ผมว่าแนวทางทฤษฎีใหม่ใหม่นี้ สามารถนำมาต่อยอดกับเรื่องการเงินและการลงทุนของเราได้ดีเลยนะ

งั้นเรามาดูแนวความคิดของพ่อหลวงของพวกเรากันก่อนว่า“แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่” !!! คืออะไร ??

เริ่มต้นจากเกษตรกรขาดแคลนที่ดินทำกิน..

ปัญหาสำคัญของเกษตรกรที่เพาะปลูก ทำไร่ ทำนาในสมัยนั้นคือ การขาดแคลนที่ดินทำกิน เพราะไม่มีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ หรือช่วงที่ผลผลิตยังไม่ออกผล เกษตรกรจึงมีความเสี่ยงสูง ที่ผลผลิตจะอยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอต่อการบริโภค รวมทั้งไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด

แต่ด้วยพระอัจฉริยะภาพของในหลวงรัชาลที่ 9 จึงได้พระราชทาน “การเกษตรทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยให้ดำเนินการในพื้นที่นที่มีขนาดเล็ก ประมาณ ๑๕ ไร่ และใช้วิธีจัดการทรัพยากรภายในไร่นาให้เกิดประโยชน์ โดยมีการขุดสร้างแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับการทำการเกษตร “แบบผสมผสาน” อย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีรายได้และผลผลิตสำหรับการบริโภคตลอดทั้งปี

(ที่มา: กรมวิชาการ, 2539: 77)

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…”

(สำนักพระราชวัง, 2542: 31)

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงทำการศึกษาและวิจัยเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่มาเป็นเวลานาน ทรงเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ในพื้นที่ส่วนพระองค์เองขนาด 16 ไร่ 2 งาน 23 ตร.วา ที่บริเวณวัดมงคล ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ทรงหวังว่าหากประสบความสำเร็จก็จะใช้เป็นแนวทางสาธิตในท้องที่อื่นๆ ต่อไป

ทฤษฎีใหม่มีแนวความคิดอย่างไรบ้าง ?

พระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางการจัดสรรทรัพยากรภายในไร่นา ประกอบด้วยที่ดินและน้ำ เพื่อการกินอยู่ และทำการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพระราชทานขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น

โดยพื้นฐานของเกษตรกรส่วนมาก คือ ค่อนข้างยากจน มีพื้นที่น้อย อยู่ในเขตเกษตรน้ำฝนเป็นหลัก โดยในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิต เสถียรภาพของการผลิต ความมั่นคงของรายได้ และเป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น

มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน

ซึ่งส่วนแรกนั้น ให้ขุดสระกักเก็บน้ำจำนวน 30% เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯ ได้ด้วย)

ส่วนที่สอง ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน จำนวน 30% ของพื้นที่ เพราะครอบครัวต้องกินต้องใช้ สำหรับเป็นแหล่งอาหารหลัก เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและพึ่งพาตนเองได้

ส่วนที่สาม ให้ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น 30% เก็บดอกผลไว้กินไว้ขาย เสริมสร้างรายได้ส่วนหนึ่งอีกทาง เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ

และพื้นที่ส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่สำหรับใช้สร้างสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 10% ของพื้นที่ เช่น ที่อยู่อาศัย โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ฉาง

จำนวนสัดส่วนของพื้นที่นี้ทั้งหมดสามารถปรับเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพพื้นที่แต่ละแห่งได้ตามสะดวก ขึ้นอยู่กับความต้องการและความถนัดของผู้ที่ทำกินในพื้นที่นั้นๆ

เมื่อเกษตรกรเข้าใจหลักการ ก็จะพัฒนาตนเองจากขั้น “พออยู่พอกิน” ไปสู่ขั้น “พอมีอันจะกิน” เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับ

(มูลนิธิชัยพัฒนา, 2542)

ขั้นที่ ๒ ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง

เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว ก็เริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา และสังคมศาสนา

ขั้นที่ ๓ ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า

เมื่อเกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้นก้าวข้ามสองขั้นตอนที่ผ่านมา ฐานะมั่นคงขึ้น เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนา ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต

การปรับใช้ทฤษฎีใหม่กับการลงทุนด้วยกลยุทธ์สมัยใหม่ Asset Allocation

เมื่อเพื่อนๆทำความเข้าใจในแนวคิดการเกษตรทฤษฎีใหม่กันเรียบร้อย จะเห็นได้เลยครับว่า พระราชดำริเรื่องนี้ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนแบบ Asset Allocation ในปัจจุบันนี่แหละ เพียงแต่ทรงนำมาปรับใช้กับการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการเกษตร

ยูนิตลิงค์ ดียังไง? ช่วยเราวางแผนการเงินได้จริงหรือ?

ในตอนนี้ผมเชื่อว่า หลายคนคงเริ่มคุ้นหูกับ“ยูนิตลิงค์” หรือ “ประกันควบการลงทุน” กันไปบ้างแล้ว (ใครที่ยังไม่รู้จัก และอยากศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อน แนะนำให้อ่านบทความนี้ครับ : ลิงค์บทความ เจาะลึก! ประกันประกันควบการลงทุน Unit-Linked) แต่อาจจะมีบางคนยังสงสัยอยู่ว่า แล้วยูนิตลิงค์มันดียังไง? หรือจะพิจารณาเอามาใช้บริหารการเงิน หรือวางแผนการเงินยังไงได้บ้าง? ดังนั้น วันนี้ผมจะมาไกด์ไลน์ให้ฟังครับว่า เราจะนำยูนิตลิงค์มาใช้วางแผนการเงินกันยังไง

คุณสมบัติของ “ยูนิตลิงค์” ที่นำมาใช้วางแผนการเงินได้

1. “สร้าง” ความมั่งคั่ง ด้วย “การออม”

ยูนิตลิงค์ ก็เปรียบเสมือนประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สำหรับคนที่มีจุดประสงค์ต้องการออมเงิน แต่พิเศษกว่าตรงที่สามารถออกแบบการออมเองได้ โดยเป็นการออมผ่าน “กองทุนรวม” ซึ่งเลือกได้ว่าจะออมแบบเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย จะออมกี่ปี จะถอนเงินเท่าไหร่ เมื่อไหร่ และยังสามารถออมเพิ่มได้เรื่อยๆ โดยการจ่าย “เบี้ยสำหรับออม” โดยเฉพาะ ซึ่งเบี้ยตัวนี้จะคิดเฉพาะค่าบริหารจัดการ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำประกันใดๆ ทำให้ยูนิตลิงค์สามารถใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อช่วยส่งเสริมให้เราออมเงิน ทำให้เรามีเงินเก็บต่อยอดไปบริหารจัดการการเงินเรื่องอื่นๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งได้นั่นเอง

2. “ปกป้อง” ความมั่งคั่ง ด้วย “วงเงินคุ้มครองชีวิต”

ขึ้นชื่อว่าเป็น “ประกันชีวิต”ยูนิตลิงค์จึงมีส่วนของผลประโยชน์ที่เป็น “ความคุ้มครองชีวิต” พ่วงมาด้วยกับการออมระยะยาว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยง กรณีที่ตัวเราเกิดจากไปกะทันหัน แล้วยังต้องดูแลครอบครัวอยู่ จึงควรมีประกันชีวิตไว้เพื่อเป็นทุนประกันให้ครอบครัวไม่เดือดร้อน เราก็สามารถใช้ยูนิตลิงค์ในการวางแผนสร้างวงเงินคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมๆ กับการมีเป้าหมายการออมได้ เช่น ใช้ “วางแผนการศึกษาบุตร” โดยระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่ ก็จะใช้ยูนิตลิงค์เป็นเครื่องมือการออมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนลูกในอนาคต แต่หากเราจากไปกะทันหัน ยูนิตลิงค์ก็จะจ่ายทุนประกันชีวิตให้กับลูก เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียนทันที ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไม่ ลูกของเราก็จะมีเงินเรียนไปจนเรียนจบได้อย่างแน่นอน

3.“สะสม” ความมั่งคั่ง ด้วย “การลงทุน”

การออมโดยใช้ยูนิตลิงค์เป็นเครื่องมือ คือการออมผ่าน “กองทุนรวม” ซึ่งนำเงินออมของเราไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต่างกัน ทั้งเงินฝาก, ตราสารหนี้, ตราสารทุนหรือหุ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งหากเรารู้จักบริหารการลงทุนด้วยการ “จัดพอร์ต” กระจายความเสี่ยงการลงทุน โดยกระจายเงินไปลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ดังกล่าวอย่างเหมาะสม มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องอย่างมีวินัย และมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานเพียงพอ ผลจากการลงทุนก็จะทำให้เงินออมของเราค่อยๆ ถูกสะสมจนเติบโตขึ้น ทำให้ความมั่งคั่งของเราเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเป็นทุนทรัพย์ไว้ใช้ตามเป้าหมายการเงินต่างๆ หรือเมื่อยามเราเกษียณนั่นเอง แต่ต้องอย่าลืมทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและความผันผวนของเงินลงทุนไว้ให้ดี และวางแผนการลงทุนเพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนที่มีอยู่อย่างเหมาะสมด้วย

4. “ส่งต่อ” ความมั่งคั่ง ด้วย “การวางแผนมรดก”

สำหรับบางคนที่สามารถวางแผนการเงินต่างๆ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเงินของตัวเองได้หมดแล้ว และเริ่มมองหาวิธีการจัดการกับทรัพย์สินของตัวเองที่จะเหลือทิ้งไว้ให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังต่อไป เมื่อตัวเองจากไป ก็สามารถใช้ ยูนิตลิงค์ เป็นเครื่องมือในการวางแผนส่งมอบมรดกให้ลูกหลานได้ เพราะประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่สามารถการันตีเงินที่จะส่งมอบให้ทายาทเมื่อเราจากไปได้ จึงสามารถวางแผนกำหนดเงินมรดกที่แน่นอนให้ลูกหลานได้ อีกทั้งเงินที่ได้จากประกันชีวิตถือเป็นเงินปลอดภาษี ทำให้สำหรับใครที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้าน แล้วต้องเสียภาษีมรดก ก็สามารถวางแผนส่งมอบมรดกผ่านประกันชีวิตได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

ซึ่งตัวอย่างของประกันชีวิตแบบ ยูนิตลิงค์ที่ผมจะขอลองยกมาแนะนำให้รู้จักกันในครั้งนี้ คือยูนิตลิงค์ที่ชื่อว่า “iInvest” ของบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ที่เป็นยูนิตลิงค์แบบที่เน้นการออม โดยชำระเบี้ยประกันหลักแค่ครั้งเดียว และหลังจากปีที 2 เป็นต้นไปสามารถจ่ายเบี้ยเพื่อการออมเพิ่มเติมได้ ในส่วนของความคุ้มครอง ก็มีทุนประกันให้ 110% ของเบี้ยที่จ่ายมา หรือของมูลค่าเงินลงทุนในกรมธรรม์ (แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่าในขณะนั้น)

และในส่วนของการลงทุน ก็มีกองทุนให้เลือกลงทุนอย่างหลากหลาย จากบลจ.อเบอร์ดีน และบลจ.กรุงไทย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน / กองตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศ / กองหุ้นไทยและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนรวมแบบผสม ที่ทางบลจ.จะเป็นผู้เลือกสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ เหมือนจัดพอร์ตมาให้เราเรียบร้อย โดยมีผลตอบแทนและความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/wg7f2d

จะเห็นได้ว่า ประกันควบการลงทุนอย่างยูนิตลิงค์ สามารถตอบโจทย์การวางแผนการเงินได้ทุกลำดับขั้นของการวางแผนการเงิน ตามหลักการได้อย่างถูกต้องได้แทบทั้งสิ้น ซึ่งใครที่กำลังสนใจ หรือตัดสินใจจะซื้อยูนิตลิงค์ ก็ควรวางแผนให้ดีว่า จะใช้เพื่อตอบโจทย์อะไรบ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ และที่สำคัญคือ จะมีการวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม ที่จะสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ ได้ ดังนั้น อย่าลืมพิจารณาตัวแทน หรือที่ปรึกษาที่สามารถให้คำปรึกษาทางการเงิน และแนะนำแผนการใช้ยูนิตลิงค์อย่างเหมาะสมให้แก่เราได้เป็นอย่างดี เอาไว้ด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนเกษียณยังไงให้อุ่นใจ ถ้าต้องเจอความไม่แน่นอน

พูดถึงการวางแผนออมเงินเพื่อการเกษียณ ผมเชือว่าทุกวันนี้ หลายคนน่าจะเริ่มหันเข้าหาการลงทุนมากขึ้น จากเดิมที่คุ้นเคยกับการออมแต่ในบัญชีเงินฝากเป็นหลัก เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันดีว่า การออมแบบเดิมๆอย่างการฝากแบงค์ ยังไงเงินก็คงไม่โตแน่ เพราะดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดิน แถมแพ้เงินเฟ้ออีกต่างหาก ก็เลยต้องหันไปหาเครื่องมือการออมตัวอื่น โดยใช้การลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอลงทุน ส่วนใหญ่ก็มักจะลงทุนกันแต่ในหุ้น หรือถ้าซื้อกองทุน ก็ซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น LTF หรือ RMF ที่เป็นกองหุ้น เพราะเชื่อมั่นว่า มันให้ผลตอบแทนดีสุด ช่วยให้รวยเร็วสุด โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก เงินก็สามารถโตเป็นก้อนใหญ่ได้ เร็ว และมากกว่าไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งผมเห็นแล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่คนเริ่มตระหนักถึงการเตรียมเงินเพื่อการเกษียณ และรู้จักเอาเงินเกษียณมาบริหารจัดการ ด้วยการลงทุนกันมากขึ้น

แต่ปัญหาก็คือ เราเข้าใจเรื่องความเสี่ยงได้ดีแค่ไหน?

อย่างที่เพิ่งผ่านไป ทันทีที่สหรัฐได้โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ หรือย้อนไปถึงตอน Brexit ที่สหราชอาณาจักรโหวตขอออกจากสหภาพยุโรป รวมไปถึงเหตุการณ์ความไม่แน่นอน หรือเหตุการณ์สะเทือนขวัญต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ล้วนมีผลทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวน พอคนเกิดความตื่นตระหนกที ตลาดหุ้นก็ตกหนักที ยิ่งถ้าเกิดเหตุการณ์วิกฤติมากๆ เช่น วิกฤติการเงิน ตลาดหุ้นก็อาจจะยิ่งตกหนักมาก -50 ถึง -60% ของเงินต้น เป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายปี

เราอาจจะคิดว่า ถึงหุ้นจะเสี่ยง ขาดทุน แต่ถ้าถือตัวดีๆไปยาวๆ ทนผ่านช่วงขาดทุนให้ได้ ยังไงก็น่าจะกำไรเยอะน่า คำถามก็คือ จริงรึเปล่า?

ถ้าตอนที่เราเข้าไปซื้อ เราดันไปซื้อตอนที่มันแพงสุดๆล่ะ ถึงแม้หุ้นมันอาจจะกลับมาราคาขึ้นจากตอนราคาตกต่ำสุดได้ แต่เราจะแน่ใจได้ไหม ว่ามันจะกลับมาขึ้นสูงกว่าตอนที่เราซื้อ?

ถึงแม้เราอาจจะซื้อตอนไม่แพง หรือเฉลี่ยซื้อแล้วก็ตาม แต่ถ้าหุ้นมันเกิดตกหนักๆอีกที ตอนที่เราใกล้จะเกษียณ หรือตกหนักตอนอยู่ในวัยเกษียณที่ต้องใช้เงินจากเงินเก็บ จนทำให้เงินเก็บ/เงินลงทุนของเราตกลงจาก 10 ล้าน เหลือแค่ 5 ล้าน เราจะทำยังไง?

สำคัญที่สุดก็คือ ที่บอกว่า “ทนให้ผ่านช่วงขาดทุนไปได้” แน่ใจเหรอว่าจะทนได้จริงๆ?ถ้าเกิดช่วงที่เราลงทุนอยู่หุ้นเกิดตกหนักๆ -40 ถึง -50% ติดต่อกันหลายปี เราจะทนไหวจริงๆเหรอ? (ปกติแต่เห็นตัวแดงๆติดต่อกันอาทิตย์นึงก็เครียดแล้ว นี่แดงติดต่อกันเป็นปีๆเชียวนะ)

ก่อนจะบอกตัวเองว่า เราเข้าใจและรับความเสี่ยงได้แล้วจริงๆน่ะ เราเข้าใจความเป็นจริงในเรื่องต่างๆเหล่านี้แล้วรึยัง?

1. ระยะเวลาการทำงานหาเงิน หรือการลงทุนของเรา มีอยู่อย่างจำกัด แต่โอกาสและจังหวะขาดทุน มีได้ไม่จำกัด

ลองคิดดูว่า ถ้าเราอุตส่าห์ทำงาน เก็บเงินมาหลายสิบปี หรือเก็บมาทั้งชีวิตเพื่อเกษียณ กว่าจะได้เห็นเงินล้าน แต่อยู่ๆ วันดีคืนดี เจอเหตุการณ์ความไม่นอน หรือวิกฤติเข้าไป แล้วเงินทั้งหมดหายวับไปกับตา หรืออาจจะเหลือแค่ครึ่งเดียว เราจะรู้สึกยังไง? แล้วถ้าเจอเหตุการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆเหล่านี้หลายๆครั้ง (ซึ่งมันเกิดได้ตลอดเวลา ได้อย่างไม่จำกัด) เงินเราจะเหลือเท่าไหร่? อย่าลืมว่า ระยะเวลาการทำงานของเรามีจำกัด ถ้าเราขาดทุนไปแล้วต้องเริ่มเก็บเงินลงทุนใหม่ เราจะมีกำลังใจกลับมาทำใหม่ได้ไหม? หรือ ระยะเวลาทำงานที่เหลือ จะเพียงพอให้เราสะสมเงินขึ้นมาใหม่ให้พอเกษียณ ได้ทันไหม? ยิ่งถ้าเป็นคนที่เกษียณแล้ว เอาเงินทั้งหมดมาเล่นหุ้น ถ้าเจ๊งที ไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว แล้วคุณจะหาเงินจากไหนมาใช้ใหม่? ต้องหางานทำตอนแก่อีกเหรอ? มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆเลยนะ

2. ความล้มเหลวของการลงทุน หรือการเก็บเงินก็คือ เรามักจะทนเห็นการขาดทุนหนักๆอย่างต่อเนื่องไม่ได้

ถึงแม้ต่อให้เรารู้ว่า หลังผ่านพ้นวิกฤติ หุ้นมักดีดตัวกลับมาได้เสมอ แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ เชื่อเถอะว่า เราจะไม่แน่ใจแบบนี้ เพราะตอนเกิดวิกฤติ ไม่มีใครบอกเราว่า มันจะเกิดต่อไปอีกนานแค่ไหน มันอาจจะเกิดต่อไปอีกหลายปีก็ได้ ซึ่งถ้ามันนานขนาดนั้น เราจะเริ่มไม่แน่ใจ ไม่เชื่อใจ หดหู่ สิ้นหวัง จนทนต่อสภาวะแบบนั้นต่อไปไม่ได้ จนอาจจะต้องยอมขายขาดทุน เพื่อตัดความเจ็บปวดนั้นทิ้งไป นั่นทำให้หลายคน ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวได้ เพราะถูกอารมณ์ความกลัว ความเจ็บปวด เข้าครอบงำ จนลงทุนต่อไปไม่ไหว

แล้วจะทำยังไง ให้ลงทุนสำเร็จ ให้เรามีโอกาสมีเงินเกษียณเพียงพอ ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นดีล่ะ?

คำแนะนำของผมก็คือ เราต้อง “กระจายความเสี่ยง”

โดยเอาเงินส่วนหนึ่งไปออม หรือไปลงทุนในอะไรที่ “ปลอดภัย” บ้าง (เน้นว่าส่วนหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังไงเราก็ยังควรจะต้องลงทุนอยู่เพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น) แต่ ต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย ที่ผลตอบแทนยังโอเคอยู่ (ไม่ได้ต่ำเตี้ยเหมือนเงินฝาก) เพื่อที่ว่า เวลาหุ้นตกหนัก หรือมีความไม่แน่นอน เงินอีกส่วนของเรายังอยู่รอดปลอดภัย และมีผลตอบแทนที่ยังโอเค (แม้จะไม่สูงมาก แต่ปลอดภัยกว่า) เราจะได้รับผลการขาดทุนได้ (เมื่อดูจากเงินทั้งหมดอาจจะเห็นว่าขาดทุนไม่มาก หรืออาจจะยังมีกำไรก็ได้) และยังลงทุนต่อไปได้

แล้วจะเอาเงินไปออมในอะไรดีล่ะ ที่ปลอดภัย แต่ว่าผลตอบแทนยังดีอยู่?

สินทรัพย์ที่ค่อนข้างปลอดภัย และผลตอบแทนยังน่าสนใจอยู่ สำหรับที่คนทั่วไปอาจจะพอรู้จักบ้างก็คือ “ตราสารหนี้” เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงก็แล้วแต่ความน่าเชื่อถือของคนออก หรือถ้าไปซื้อเป็นกองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอาจจะ&

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 28 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 28 พฤศจิกายน  – 2 ธันวาคม 2559

สวัสดีคร้าบบบบ กลับมาพบกันอีกแล้วกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 24 แน่นอนครับว่า ผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม ยังอยู่เหมือนเช่นเคย (จะให้ไปไหนล่ะครับ อิอิ) แต่สำหรับสัปดาห์นี้เรามาวิเคราะห์มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 28 พฤศจิกายน  – 2 ธันวาคม 2559 กันต่อเลยครับ

แนวโน้มในตอนนี้ ผมมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจรอบโลกดูจะมีความชัดเจนขึ้น เมื่อผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯออกมาจนได้ประธานาธิบดีคนใหม่ คือ Donald Trump ซึ่งผมดูๆแล้ว ทาง Trump เองมีความชัดเจนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการลดข้อจำกัดทางกฏหมายต่างๆ รวมถึงลดการขาดดุลทางการค้า และกระตุ้นการลงทุนด้วยการใช้จ่ายภาครัฐ (Fiscal Spending) ครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปจะถูกกดดันจากความกังวลต่อการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและตลาดหุ้นที่จะเพิ่มความผันผวนขึ้น

แบบนี้การลงทุนของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป รับฟังรับชมกันได้เลยครับผม!!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ติดตามผลการทำประชามติของอิตาลีที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 4 ธ.ค. 59 นี้”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (+)

ทางฝั่งสหรัฐ ผมคาดว่าผลของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น การลดการควบคุมธุรกิจธนาคาร ร่วมกับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมัน ไปจนถึงการคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นต่อไปครับ แบบนี้ยังคงเหมือนเดิมคือการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐต่อไปครับ

ตลาดหุ้นยุโรป  (=)

ผมมองว่า ทางตลาดหุ้นยุโรปจะยังถูกกดดันจากความกังวลต่อการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและตลาดหุ้นจะเพิ่มความผันผวนมากขึ้นครับ ท่าทีแบบนี้ ความไม่แน่นอนแบบนั้น เราควรอยู่ให้มั่นโดยการคงสัดส่วนเพื่อดูสถานการณ์กันต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE = / H-SHARE +)

ทางฝั่งตลาดหุ้น H-SHARE เป็นตลาดที่มีอัตราส่วนกำไรเมื่อเทียบกับราคา (P/E) ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แบบนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นจังหวะเข้าสะสมโดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

แต่ในส่วนของตลาดหุ้น A-SHARE นั้น ผมมองว่าตลาดได้สะท้อนการรับรู้รายได้ไปค่อนข้างมากแล้ว หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา จึงแนะนำให้ขายทำกำไรออกไปและลดสัดส่วนการลงทุนจากสัปดาห์ก่อนมาเป็น คงการลงทุนไว้ น่าจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (=)

ค่าเงินดอลลาร์ได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่การทำประชามติในอิตาลีอาจจะส่งผลให้ตลาดหุ้นเพิ่มความผันผวน และอาจส่งผลให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น แบบนี้เห็นทีว่าเราอยุ่เฉยๆ คงการลงทุนกันไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี (=)

มาดูเกาหลีกันบ้างครับ ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. มาการคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทเป็นไปในทางบวก แต่ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับลดลง แบบนี้ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ครับ ผมขอแนะนำให้รอดูสถานการณ์ลงทุนไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นไทย (+)

ผมเชื่อว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงปลายปี ทั้งมาตรการลดหย่อนทางภาษีเพิ่มเติม และมาตรการในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอีกต่างหาก ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากการลงทุนใน LTF เข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนสุดท้ายของปีและสนับสนุนการปรับตัวเพิ่มขึ้นตลาดหุ้นไทยอีกด้วย แบบนี้ช่วยกันครับ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนกันเข้าไปยาวๆในช่วงปลายปีนี้ครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย (+)

ดูๆแล้วตามพื้นฐานเศรษฐกิจของอินเดียนั้น ยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศ และผลจากนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างภาษี นอกจากนี้การปรับตัวลงของตลาดในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยลบต่างๆไปมากแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นในแง่ของราคาต่อมูลค่าพื้นฐานครับ ผมว่าโอกาสดีนั้นยังมีอยู่ต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อน เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น  (-)

ยังเหมือนเช่นเคย เพิ่มเติมคือพิมพ์ซ้ำครับ “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และ หาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น”

น้ำมัน (+)

จากสถานการณ์ในตอนนี้ ผมคาดการณ์ว่า กลุ่มโอเปค จะบรรลุข้อตกลงในการควบคุมการผลิต และอิรักมีแนวโน้มที่จะลดการผลิตลง ประกอบกับการรายงานตัวเลข Inventory ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 1ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ดังนั้นถือเป็นโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของน้ำมันต่อไปครับ

ทองคำ (+)

ความคาดหวังว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ ทรัมป์ จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยที่ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหร้ฐฯ ได้เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 100% แล้ว ในขณะเดียวกัน การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้นผมคาดว่าในระยะถัดไปทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลงไม่มากครับ ยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้อยู่ครับผม

ตราสารหนี้ไทย (=)

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวลงจากการขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยังมีความน่าสนใจในแง่การกระจายความเสี่ยงครับผม

“5 ความต่าง ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อ LTF/RMF !!!”

“5 ความต่าง ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อ LTF/RMF !!!”

ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของช่วงปลายปีแบบนี้ แน่นอนว่าเหล่านัก (อยาก) ลงทุนทั้งหลาย ย่อมรอคอยโอกาสนี้ เพื่อเตรียมตัวซื้อกองทุน LTF/RMF กันอย่างชนิดนี้ที่เรียกว่าพลาดไม่ได้ซักตอนเดียวอย่างแน่นอน 

แต่ว่ากองทุน LTF/RMF มีมากมายมหาศาลแบบนี้แล้วเราจะซื้อกองไหนดีละเนี่ย??? 

ทุกปัญหามีทางออก!!! 

ตอนนี้ทีม aomMONEY ได้ร่วมมือกับ 2 กูรูการเงินสุดฮอตได้แก่ หมอนัท เจ้าของเพจการสุดฮอต คลินิกกองทุน และ พรี่หนอม เจ้าของเพจ TAXBugnoms ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ซึ่งทั้งคู่จะมาแทคทีมเพื่อตอบทุกคำถามเกี่ยวกับกองทุนรวมที่น่าจับตาในช่วงปลายปีแบบนี้

แต่ก่อนที่เราจะพบกับทั้ง 2 นั้นหลายที่สนใจหรืออยากเริ่มลงทุนกับกองทุน LTF/RMF คงอยากรู้ว่าแล้วกองทุน LTF/RMF แตกต่างกันยังไง?

 เพราะทั้ง 2 ก็ลงทุนผ่านกองทุนรวมเหมือนกันแล้วได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกัน 

ความแตกต่างของกองทุน LTF/RMF มีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

  1. วัตถุประสงค์ของการลงทุน
      LTF
    เน้นการลงทุนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อสะสมเงินลงทุน คือต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทิน หากใครที่นิยมซื้อกองทุนรวมนี้ช่วงสิ้นปีก็ต้องถือจนกว่าจะครบ 7 ปีปฏิทิน (หรือประมาณ 5 ปี หากซื้อช่วงสิ้นปี) จากนั้นสามารถขายต่อได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาวแต่ไม่มีความเชี่ยวชาญพอ ที่สำคัญคือตอ้งยอมรับความเสี่ยงและเงื่อนไขการลงทุนได้
     RMF
    กองทุนรวม RMF จะแตกต่างจาก LTF เพราะจุดประสงค์คือการออมเงินระยะยาวเพื่อนำปใช้ในช่วงหลังเกษียณ เหมาะกับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการหลังการเกษียณ หรือมีสวัสดิการอยู่แล้วแต่อยากออมเพิ่ม ดังนั้นเราจะต้องหน่วยลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และครองหน่วยลงทุนต่อไปเรื่อยๆจนกว่าอายุจะครบ 55 ปีเท่านั้น
  2. นโยบายการลงทุน
    LTF 
    การลงทุนในกองทุนรวม LTF (กองทุนรวมหุ้นระยะยาว) นั้นก็เหมือนกับชื่อที่เน้นลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV ทำให้มีระดับความเสี่ยงสูงเพราะลงทุนในหุ้น
      RMF
    จุดเด่นของ RMF คือการลงทุนที่หลากหลายมากกว่า LTF เพราะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงปานกลาง ผสมกับการลงทุนในหุ้น ทำให้ระดับความเสี่ยงของแต่ละกองจะแตกต่างกันไป
  3. จำนวนเงินที่ใช้ในการลงทุน
      LTF 
    การลงทุนในกองทุนรวม LTF ไม่มีการกำหนดเงินขั้นต่ำที่ใช้ในการลงทุน แต่ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
     RMF
    ในส่วนนี้ของกองทุน RMF จะมีรายละเอียดปลีกย่อยกว่าของ LTF เพราะการลงทุนในกองทุนรวม RMF จะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือไม่น้อยกว่าปีละ 5,000 บาท ขึ้นกับว่าจำนวนเงินใดต่ำกว่ากัน อีกข้อสำคัญคือ สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี 
  4. ความต่อเนื่องของการลงทุน
      LTF 
    การลงทุนในกองทุนรวม LTF ไม่จำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยนับเงินที่ลงทุนแยกกันไปแต่ละปี สำหรับผู้ที่ต้องใสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากต้องการลดหย่อนปีไหนก็ให้ลงทุนปีนั้น
      RMF
    แต่สำหรับ RMF นั้นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไข โดยเริ่มนับแบบวันชนวันตั้งแต่วันแรกที่ซื้อหน่วยกองทุน หากลงทุนไม่ต่อเนื่องหรือผิดเงื่อนไขอื่นๆก็จะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  5. สิทธิประโยชน์ทางภาษี
      LTF
    เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนสามารถลดหย่อนได้ตามจริง ซึ่งสูงสุดคือไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี นอกจากนี้กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนยังได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย
      RMF
    เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนสามารถลดหย่อนได้ตามจริง ซึ่งสูงสุดคือไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี นอกจากนี้กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนยังได้รับการยกเว้นภาษี

และนี่คงจะช่วยตอบข้อสงสัยของหลายๆคนที่อยากรู้ว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างกองทุนแฝด LTF/RMF คู่นี้ ที่ถึงแม้จะมีส่วนที่คล้ายกันอยู่มากแต่ก็มีเป้าหมายและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนลงทุนในกองทุนรวมทั้ง 2 ก็ลองศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจนะครับ

และถ้าใครยังไม่รู้ว่ากองทุนไหนน่าสนใจ? 

หรือกองทุนที่เราเล็งไว้แล้วจะดีมั้ย? 

ก็เตรียมคำถามเพื่อถามกันสดๆใน Facebook LIVE ของรายการ ‘กองทุนไหนดี?’ ติดตามได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 พ.ย. ตอน 2 ทุ่มตรงนะครับ!!!

ใครเข้าดูไม่ทันสดๆ สามารถดูย้อนหลังได้ที่เพจ aomMONEY นะครับ

กดติดตามเพจ ‘กองทุนไหนดี?’ ได้ที่ https://goo.gl/CG6DQb
กดติดตาม Event ได้ที่ https://goo.gl/25S9bd

แล้วพบกันนะครับ!!!

 

กองทุนรวมท็อปฟอร์มที่ใช้เทคนิค Selective Stock ปีนี้มาดูกันที่ บลจ. กสิกรไทย

ในช่วงปลายปี หัวข้อฮอตฮิตที่พี่ต้าร์ต้องคุยเป็นประจำทุกๆ ปีก็คือ LTF และ RMF ปีนี้เป็นปีที่มีความผันผวนจากหลายๆ เหตุการณ์ ทำให้หลายๆ คนยิ่งมีคำถามว่า จะลงทุนในกองทุนรวมเพื่อประหยัดภาษี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีงามอย่างไรดี

จากที่พี่ต้าร์ติดตามมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้ กองทุนรวมที่ใช้เทคนิคการลงทุนแบบSelective Stock เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและต่อเนื่องด้วยครับ หลักการของการลงทุนของกองทุนรวมที่ใช้กลยุทธ์ในลักษณะนี้ เขาจะเข้าไปประเมินหุ้นกันเป็นรายตัวเลยทีเดียวและก็เลือกหุ้นที่มีศักยภาพดีเพียงไม่กี่ตัวเพื่อลงทุน โดยมีการกำหนดหุ้นที่น่าสนใจในแง่มุมต่างๆ เช่น

1. คุณภาพของธุรกิจ : ธุรกิจดีไหม ผู้บริหารเป็นอย่างไร มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไรบ้าง

2. ผลประกอบการธุรกิจ : บริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตไหม ธีมการลงทุนน่าสนใจในระยะสั้นและระยะยาวมากขนาดไหน

และเมื่อทางกองทุนรวมได้มีการคัดสรรหุ้นที่มีคุณภาพดีแล้วเขาก็จะลงทุนตามกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนทุกท่านนะครับ

สำหรับกองทุนรวมที่ใช้กลยุทธ์นี้ของ บลจ.กสิกรไทยก็มีที่น่าสนใจอยู่ 2 กองทุนนะครับ ได้แก่ LTF กองทุน K 20 Select LTF (K20SLTF) ซึ่งถ้าเราไปดูข้อมูลจาก Morningstar® กองทุนให้ผลตอบแทนทั้งช่วง 3 ปี และ 1 ปี ย้อนหลังเป็นอันดับ1* และที่เพิ่มเติมมาใหม่เป็นดาวรุ่งในปีนี้คือ กองทุน K Mid Small Cap Equity RMF (KMSRMF) ที่มาแรงเป็นอันดับ1 ในช่วง 6 เดือนและ 1ปี  เหมาะที่สุดสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงและคิดจะลงทุนระยะยาวเพื่อเกษียณ

กลยุทธ์การลงทุนของ K20SLTF คือเลือกหุ้นเด่น ศักยภาพสูง Selective มา 20 ตัว และมีการ Monitor & Review หุ้นในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอ เท่าที่ได้สอบถามทางผู้จัดการกองทุนรวมมา เขาเล่าให้ฟังว่า พอร์ตส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งลงทุนเพื่อจับจังหวะ ในการเข้าลงทุนและการขายทำกำไร  ด้วยวิธีนี้ทำให้กองทุนสามารถหาโอกาสทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพิจารณาหุ้นที่เหมาะกับธีมการลงทุนในแต่ละช่วงด้วย โดยช่วงนี้กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคที่ยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ดี  กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน  และกลุ่มอาหารที่ผลประกอบการยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

จากปีที่แล้วที่ผมเคยให้ดูผลตอบแทนของกองทุนนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เราลองมา Review ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนี้กัน ข้างล่างจะเป็นตารางผลการดำเนินงานของปีที่แล้วเทียบกับปีนี้กันดูนะครับว่ากลยุทธ์ Selective ของ K20SLTF นั้นผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมถึงเป็นที่ 1 ของ Morningstar® ได้

ผลการดำเนินงานของกองทุน K20SLTF ของ บลจ.กสิกรไทย ที่พี่ต้าร์เอามาเปรียบเทียบกันระหว่างปีที่แล้วกับปีนี้ จากตารางข้างบนจะเห็นได้ว่าในปี 2558 นั้น SET ภาพรวมมีผลตอบแทนติดลบ แต่ K20SLTF นั้นติดลบน้อยกว่า ซึ่งพอเราดูในปีนี้เทียบเคียงกันจะเห็นว่าภาพรวมของตลาดนั้นมีผลตอบแทนอยู่ที่ 6.03% แต่ K20SLTF ผลตอบแทนสูงถึง 18.16% ซึ่งในส่วนของผลตอบแทนในระยะ 3 ปี และ 5 ปีนั้นเมื่อเทียบจากปีที่แล้วก็จะเห็นว่าทิศทางของผลตอบแทนนั้นทำได้ดีขึ้นตามลำดับด้วยเช่นกัน

ซึ่งตรงนี้บอกให้เราได้เห็นว่ากองทุนนี้ผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุนในระยะสั้นได้อย่างดีเยี่ยมและระยะยาวก็สามารถเลือกหุ้นได้ถูกต้อง (ทิศทางเป็นบวก ณ จุดนี้) ผลลัพธ์คือกองทุน K20SLTF ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้เป็นอันดับหนึ่งทั้งช่วง 1 ปีและ 3 ปีที่ผ่านมา* และใครที่ชอบรับปันผล กองทุนนี้ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลด้วย (ไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี)

ส่วนคนที่สนใจการลงทุนใน ก็มีกองทุนน้องใหม่อีกตัวของ บลจ. กสิกรไทย ที่ใช้กลยุทธ์ในการบริหารคล้ายกับ K20SLTF คือ K Mid Small Cap Equity RMF (KMSRMF) ซึ่งเป็น RMF ที่มาแรง เพราะแค่จัดตั้งกองทุนมาเพียง 1 ปี ผลตอบแทนก็เป็นอันดับ 1 ทั้งช่วง 6 เดือนและ 1 ปีย้อนหลัง* ในกลุ่มหุ้น Small Cap และ Medium Cap (หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง)

กองทุน KMSRMF เหมาะสมอย่างมากสำหรับคนที่วางแผนลงทุนระยะยาวและดีต่อชีวิตเกษียณ เพราะเน้นการลงทุนในหุ้น Small Cap และ Medium Cap  ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ก่อนที่จะโตไปเป็นหุ้นขนาดใหญ่ กองทุนนี้แม้พึ่งเปิดได้ปีเดียว แต่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 27.35% ในขณะที่ SET คือ 6.03% นะครับ แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือการเลือกหุ้นเล็กนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่โดยธรรมชาติอยู่แล้วโดยเฉพาะในระยะสั้นที่มีความผันผวนสูงมาก แต่การลงทุนใน RMF นั้นเราจะถือยาวไปจนถึงอายุ 55 ปี อยู่แล้ว จึงคิดว่ากองทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว และเหมาะกับการใช้จัดพอร์ตเพื่อวางแผนเกษียณครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ใครสนใจลงทุนกับกองทุน Style นี้ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในรายละเอียดของกองทุนและความเสี่ยงได้ที่ลิงค์นี้นะครับ http://www.kasikornasset.com/Pages/LTF-RMF.aspx?utm_source=TarKawin&utm_campaign=LTF-RMF แต่ถ้าอยากลงทุนกับ 2 กองทุนนี้ก็ทำได้ง่ายมากครับ เริ่มต้นซื้อได้ตั้งแต่ 500 บาท ผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยก็ได้ แถมช่องทางซื้อก็ง่ายมากครับ สามารถซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ K-Mobile Banking PLUS หรือบนเว็บไซต์ผ่าน K-Cyber Invest นะครับ ซื้อได้ทุกวันแต่ถ้าไปติดวันหยุดระบบจะสั่งซื้อให้ในเวลาทำการตามเงื่อนไขธนาคาร

*ข้อมูลจาก Morningstar® ณ วันที่ 28 ต.ค.59

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินล้านอยู่ไม่ไกล แค่มีวินัยในการลงทุน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทุกคน…ย้ำนะครับ ว่าทุกคน !! จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนทุกประเภท นั้นก็คือ ความมีวินัย แบบถึงขั้นไร้จิตใจ ใช้เพียงกระบวนการต่าง ๆ มาตัดสินใจในการลงทุนแทนที่จะทำตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต่าง ๆ ของการลงทุน

ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือว่ารายย่อยเอง ก็มีปัญหาในเรื่องนี้เหมือน ๆ กัน ก็คือ พอเกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุน หรือพอร์ตการลงทุนของเราก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า อยู่ไม่สุข ทั้ง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมาย กำหนดวิธีการอย่างดีแล้ว หรือบางครั้งก็เกิดอาการกลัวมากจนทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด หรือ เกิดอารมณ์โลภอยากได้มากขึ้นระหว่างการลงทุน

แต่นักลงทุนรายใหญ่ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ดี เนื่องจากมีเวลาในการหาข้อมูลมาเพิ่มเติมความมั่นใจในการลงทุนแต่ละครั้งได้อย่างรวดเร็วกว่า ในทางกลับกันนักลงทุนรายย่อย หรือ รายละเอียด (เล็กกว่ารายย่อยอีก) ที่ไม่ได้มีเวลาในการหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาเสริมกำลังใจว่าสิ่งที่ลงทุนอยู่นั้นดี หรือไม่ดีอย่างไร หรือว่าบางคนอาจจะมีประสบการณ์ไม่เท่ากับคนที่ลงทุนมานานกว่า จึงทำให้บางครั้งเกิดความผิดพลาดได้มากกว่า

ยิ่งบางช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง อาจจะทำให้นักลงทุนรายย่อยขายหุ้นในตอนที่ไม่ควรขาย เพราะว่าทำใจเห็นความผันผวนไม่ได้ แต่พอตลาดเข้าสู่ภาวะปกติ ก็ไม่ได้มีเวลาในการนำเงินกลับเข้ามาลงทุนได้อย่างถูกเวลาทำให้พลาดจังหวะในการลงทุนไป

หรือว่า บางครั้ง นักลงทุนรายย่อยอาจจะลงทุนในเฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นเท่านั้น เพราะว่ากลัวการขาดทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ และมักจะมีการเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในภาวะที่เป็นขาขึ้น ทำให้นักลงทุนได้ ราคาหุ้น หรือ ราคาหน่วยลงทุนที่แพงเกินไป เมื่อลงทุนไปซักพักถ้าตลาดหุ้นปรับตัวเป็นขาลง หุ้น หรือกองทุนที่ซื้อไว้ ก็จะปรับตัวลดลงอย่างหนัก และต้องรอนานกว่าตลาดหุ้นจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง (นานจนเป็นชาวดอย) ด้วยหลาย ๆ สาเหตุนี้ ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วยอย่างที่คาดไว้นั่นเองครับ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว นักลงทุนไม่ต้องจับจังหวะการลงทุนได้ถูกต้อง หรือเก่งกาจมากก็ได้ แค่นักลงทุนลงทุนต่อเนื่องอย่างมีวินัย หรือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเงินลงทุนต่อเดือนที่เท่า ๆ กันที่เรามักจะเรียกกันว่า DCA (Dollar Cost Average) เองก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแล้วครับ

ภาพเปรียบเทียบ ระหว่างผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ กับ ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จริง หากเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจังหวะที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น (ขวามือสุด)

แต่วิธีการนี้ อาจจะต้องใช้เวลา และความอดทนอยู่พอสมควรครับ เนื่องจากว่าวิธีการนี้ เป็นมุมมองของการสะสมหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้น ที่ดีเก็บไว้มาก ๆ โดยมองข้ามเรื่องของราคาไป เพราะว่า การซื้อแบบถัวเฉลี่ยนั้น ราคาหน่วยลงทุนนั้น จะถูกเฉลี่ยไปในแต่ละเดือน จนทำให้เราได้ราคาหน่วยลงทุน หรือ ราคาหน่วยลงทุนที่ดีเหมาะสม และไม่แพงจนเกินไป

พอตลาดหุ้นกลับตัวเป็นขาขึ้นที่ชัดเจนอีกครั้ง หรือ ต่อให้พึ่งผ่านวิกฤตมา ด้วยปริมาณหน่วยลงทุน หรือ หุ้นที่อยู่ในกองทุนที่มีคุณภาพดี ที่เราได้สะสมไว้มาก ๆ ก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีครับ

ตัวอย่างการสะสมหน่วยลงทุน หรือ ว่าการทำ DCA ที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงจะเห็นผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
(ตัวอย่างภาพจาก WealthMagik)

พออ่านมาถึงตรงนี้ นักลงทุนหลาย ๆ ท่านคงจะมีคำถามว่า แล้วจะต้องลงทุนต่อเดือนเท่าไหร่ดี จึงจะบรรลุเป้าหมายเงินล้าน ตามมาเลยครับ ผมมีคำตอบให้กับนักลงทุนทุกคนครับ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า การเก็บเงินล้าน แบบลงทุนทุกเดือนนั้น ปัจจัยที่จะมีผลต่อความเร็วในการถึงเป้าหมายเงินล้านก็คือ อัตราผลตอบแทน และ ปริมาณเงินที่ลงทุนไปครับ

โดยอัตราผลตอบแทนจะขึ้นกับ สินทรัพย์ที่เราจะไปลงทุนด้วย เช่น ถ้าเราลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 2-4% ต่อปี ถ้าลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนที่เราจะได้ก็จะอยู่ที่ประมาณ  5-8% ต่อปี และถ้าเรารับความเสี่ยงได้สูง การลงทุนในกองทุนหุ้นผลตอบแทนก็จะอยู่ที่ประมาณ 10-12% ต่อปีครับ

แต่ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้นนั้นจะมีความเสี่ยงก็จริง แต่การลงทุนแบบสม่ำเสมอทุกเดือนนั้น จะทำให้ความผันผวนลดลงไปได้อีกด้วยครับ ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนระยะยาวเอง ความเสี่ยงของการลงทุนนั้นก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ครับ โดยจากสถิติถ้านักลงทุนลงทุนในหุ้นด้วยระยะเวลาประมาณ 20 ปี โอกาสขาดทุนแทบจะเป็นศูนย์เลยครับ (ที่มา : JP Morgan: Guide to the Market)

ดังนั้นถ้านักลงทุนเองลงทุนแบบรายเดือนไปในระยะยาวมาก ๆ ก็ถือว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็จะน้อยลงไปอีกทางด้วยครับ

หลาย ๆ คน พอได้ฟังแบบนี้คงเริ่มอยากที่จะลงทุนแบบรายเดือนกันแล้วใช่ไหมละครับ แต่คงจะติดปัญหาที่ว่าจะลงทุนกับที่ไหน และลงทุนสม่ำเสมอได้อย่างไร เพราะว่าบางทีก็ไม่ได้มีเวลาในการไปเลือกซื้อกองทุนได้อย่างอิสระ บางครั้งก็ต่อคิวค่อนข้างยาวครับ แถมบางครั้งก็งานยุ่งจนไม่ได้มีเวลาไปซื้อกองทุนได้อย่างที่ต้องการ แถมบางจังหวะที่เห็นหุ้นปรับตัวลดลงมาเยอะ ๆ จะซื้อกองทุน LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี และเป็นการลงทุนระยะยาวก็ทำได้ยาก

ถ้านักลงทุนเองกลัวว่าตัวเองจะไม่มีวินัยในการลงทุน และอยากลงทุนทุกเดือน ประมาณว่าตัดเงินไปก่อนที่เราจะใช้หมด

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 21 – 25 พฤศจิกายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 21 – 25 พฤศจิกายน 2559

สวัสดีคร้าบบบบ เจอกับ Weekly Outlook ครั้งที่ 23 กันอีกแล้วครับ กับผม  “อัศวินกองทุน” หนึ่งเดียวคนนี้ ที่จะมาพูดคุยเรื่องมุมมองการลงทุนประจำวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2559 ให้ทุกคนฟังกันเหมือนเช่นเคยคร้าบบ

ก่อนจะเข้าเรื่อง ผมมีข่าวมาฝากเล็กๆน้อยๆครับ สำหรับช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเกิดใหม่มีการปรับตัวลดลงโดยการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมาจากความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในเดือน ธ.ค. นี้  โดยคาดว่า นโยบายหลักๆของทรัมป์ ได้แก่ การลดภาษีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯในอนาคตครับ ดังนั้น จับตาดูกันให้ดีและลงทุนกันอย่างระมัดระวังด้วยนะครับ

เอาล่ะครับ… มาดูกันต่อกับภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ดีกว่าครับ!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับตัวลงจากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

อย่างที่เรารู้กันดีครับว่า นโยบายหลักของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ คือ การลดภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก แบบนี้ถึงเวลาที่จะเพิ่มการลงทุนต่อไปครับผม จัดสิครับ รออะไรอยู่ ฮ่าๆ

ตลาดหุ้นยุโรป

จะเห็นได้ครับว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนประกาศออกมาดีกว่าคาดการณ์ ส่วนการทำประชามติของอิตาลีจะยังไม่ส่งผลต่อนโยบายรัฐบาลในปัจจุบัน และ ECB จะยังขยายมาตรการซื้อสินทรัพย์ในการประชุมเดือน ธ.ค. ปัจจัยบวกยังไม่หมดไป ปัจจัยกระทบยังไม่เข้ามา เอาล่ะครับ แบบนี้ก็จัดการกันต่อโดยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นจีน

ผมมองว่าการปรับตัวขึ้นของตลาด A-SHARE ในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทไปมากแล้ว ดังนั้นอยู่นิ่งๆคงการลงทุนต่อไป หรือขายทำกำไรก็ได้ครับ  แต่ในขณะเดียวกันกับฝั่ง H-SHARE ที่ตลาดได้สะท้อนการปรับขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐฯ ไปมากแล้ว จึงทำให้การปรับตัวลงของหุ้น H-SHARE กลายเป็นโอกาสให้เข้าสะสมและเพิ่มสัดส่วนการลงทุน เอ้า จัดไปยาวๆกับ H-SHARE กันครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผมมองว่าค่าเงินดอลลาร์ได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไว้แล้วบางส่วน จึงคาดว่าจะแข็งค่าต่อได้อีกไม่มากเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้นอยากแนะนำให้ช่วงนี้คงสัดส่วนการลงทุนไปก่อนครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตลาดเกาหลีได้สะท้อนถึงการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯไปมากแล้ว จากการขายอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่เดือน ก.ย. ทำให้โอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงต่อมีไม่มากนัก ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือปรับสัดส่วนการลงทุนมาเท่ากับเกณฑ์เดิมที่ลงไป สัปดาห์นี้ผมมองว่าไม่ต้องลดสัดส่วนการลงทุนต่อแล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นไทย

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาจากการขายของนักลงทุนต่างชาติได้สะท้อนถึงการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทำให้ราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งผมยังมองว่าตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้ครับ ประกอบกับการส่งออก รวมทั้งการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐฯ ที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้คือตัวสนับสนุนการลงทุนได้อย่างดีครับ แบบนี้ผมว่าจัดการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนน่าจะเป็นอะไรที่ดีที่สุดครับผม

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงแรง จากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายการยกเลิกการใช้ธนบัตรมูลค่าสูง ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน แต่คาดว่าเพียงระยะสั้นเท่านั้นครับ ประกอบกับโอกาสที่ทาง RBI จะลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. เพิ่มสูงขึ้น จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง และเพื่อช่วยลดผลกระทบของนโยบายดังกล่าวอีกทางหนึ่ง โดยรวมๆแล้วยังคงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ไม่เปลี่ยนแปลงครับ … “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น” ตามนั้นครับผม

น้ำมัน

ทางประเทศกลุ่ม OPEC มีการนัดประชุมนอกรอบก่อนการประชุมใหญ่ในวันที่ 30 พ.ย. นี้ เพื่อหาข้อตกลงในการควบคุมกำลังการผลิตน้ำมัน ประกอบกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้พลังงานในช่วงฤดูหนาวของสหรัฐฯ และยุโรป จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น แบบนี้คือโอกาสที่เราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในน้ำมันครับผม

ทองคำ

ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับลดลงไม่มาก จากการแข็งค่าของ

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 3)

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วกับอีกครั้งกับบทความชุดเรื่อง  “จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด” กับ TAXBugnoms X ภาษีธุรกิจ เหมือนเช่นเคยครับผม หลังจากที่เรารู้เรื่องของการเลือกรูปแบบเพื่อจดบริษัทและประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีในตอนที่ 1 และได้รู้ว่ามีสิทธิประโยชน์อะไรดีๆที่ช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายในตอนที่ 2 กันไปเรียบร้อยแล้ว บทความนี้ก็ได้เดินทางมาถึงตอนที่ 3 สักทีครับ

สำหรับตอนที่ 3 นี้ เป็นเรื่องที่อยากจะเตือนใจอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันครับ เอาจริงๆผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ละเอียดไว้หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบทความเรื่อง ถ้าไม่อยากเสียภาษีเพิ่ม!! อย่าเอารายจ่ายส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ และ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!! แต่ตอนนี้ผมจะมาลงลึกรายละเอียดที่สำคัญๆ ที่อยากจะเน้นให้ระวังในการนำมาเป็นค่าใช้จ่ายครับ โดยมีหลักการอยู่ 5 ข้อดังนี้ครับ

1. รายจ่ายส่วนตัวหรือไม่ได้จ่ายเพื่อกิจการ

อย่างที่ผมเคยเขียนไปในบทความ อย่าเอารายจ่ายส่วนตัวมาใช้ในธุรกิจ  นั่นแหละครับ ที่เตือนว่ารายจ่ายที่เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับธุรกิจ (บริษัท) นั้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ (ถ้าใครลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ขอแนะนำบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! ให้ลองอ่านกันอีกทีนะครับ)

หรือพูดง่ายๆก็คือ ต่อให้คุณเอามาใช้ในธุรกิจและบัญชียอมลงเป็นค่าใช้จ่ายไว้ โดนสรรพากรตรวจเมื่อไรก็โดน “บวกกลับ” หรือ ไม่ให้ใช้เป็นรายจ่าย ทำให้เราต้องเสียภาษีเพิ่มอยู่ดีนั่นแหละครับ!!

2. รายจ่ายค่ารับรอง

นอกจากเรื่องของรายจ่ายส่วนตัวแล้ว รายจ่ายค่ารับรองก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ควรระวังในการนำมาเป็นค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันครับ เพราะรายจ่ายค่ารับรองนั้น มันมีจำนวนจำกัดอยู่ครับ

นั่นแปลว่าไม่ใช่การไปทานอาหารต่างๆ พาลูกค้าไปเลี้ยง หรือ พาไปรับรองพักผ่อนหย่อนใจ จะสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการทั้งหมดครับผม เพราะจริงๆแล้วค่ารับรองที่สามารถเป็นรายจ่ายได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขตามนี้ครับ

  • ถ้าเป็นสิ่งของจะใช้เป็นรายจ่ายได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาท/ครั้ง
  • จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการสามารถเป็นรายจ่ายสูงสุดได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือทุนชำระในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • ต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติ

เงื่อนไขคร่าวๆทั้ง 3 ข้อนี้ผมอ้างอิงจาก กฎกระทรวงฉบับที่ 143 ครับ (ถ้าหากมีโอกาสจะเขียนเรื่องค่ารับรองให้อ่านแบบละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ) แต่จากข้อมูลตรงนี้ถ้าให้แปลสั้นๆง่าย ก็คงต้องบอกว่า จ่ายไปแทบตาย เอามาเป็นรายจ่ายได้แค่ 3 บาทต่อยอดขาย (หรือทุนชำระ) 1,000 บาทเท่านั้น

3. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

ตรงนี้ใครหลายคนอาจจะขัดใจ เอ๊ะ เราจ่ายไปเพื่อกิจการแล้วนี่หว่า แต่ทำไมถึงเป็นรายจ่า่ยไม่ได้ล่ะเนี่ย อะฮ่า.. ตรงนี้ต้องดูดีๆครับว่า “จ่าย” ไปเพื่ออะไร

ถ้าจ่ายไปแล้ว ทำให้สินทรัพย์นั้นดีขึ้น หรือเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องระวังด้วยว่ามันจะเป็นการจ่ายเพื่อลงทุน โดยจะถือว่าเป็น “สินทรัพย์” แทนค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องไปคิดค่าเสื่อมราคาแทนครับผม

ยกตัวอย่างเช่น ผมจ่ายค่าปรับปรุงสำนักงานใหม่ไปจำนวน 100,000 บาท แบบนี้จ่ายเงินไปแน่ครับ แต่ไม่ได้จ่ายแล้วจบเลย มันเป็นการจ่ายเพื่อเป็นการลงทุนในการทำธุรกิจ ทำให้เกิดสินทรัพย์ (สำนักงานใหม่) แบบนี้ต้องเอามาตัดเป็นค่าเสื่อมราคาแทน ไม่ได้เป็นรายจ่ายทั้งก้อนในงวดที่จ่ายแน่ๆละครับ 

4. เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร

ข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ควรระวังเหมือนกันครับ เพราะกฎหมายเขียนห้ามไว้ชัดเจนเลยครับว่า การจ่ายเงินเดือนให้กับตัวของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ในจำนวนที่เกินสมควรนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามครับ (อ้างอิง : มาตรา 65 ตรี (8) แห่งประมวลรัษฏากร)

แต่ว่ากฎหมายดันไม่ได้บอกไว้ด้วยสินะว่าเท่าไรถึงเรียกว่าสมควรหรือไม่สมควร ซึ่งหลักการของผมที่อยากให้ไว้คร่าวๆก็คือ อย่าจ่ายสูงกว่าความเป็นจริงที่ควรจะได้ครับ ลองคิดชั่วโมงการทำงาน ความสามารถของงาน และเปรียบเทียบกับรายได้ของธุรกิจประกอบกัน ก็น่าจะพอเห็นตัวเลขอยู่เหมือนกันนะครับ

สำหรับเรื่องวิธีการพิจารณานั้น ผมอาจจะเขียนบทความให้อ่านเหมือนกันครับ ขอแนะนำว่ากดติดตามเพจ ภาษีธุรกิจ ไว้ล่วงหน้าเลยครับ

5. รายจ่ายที่สูง (แพง) กว่าความเป็นจริง

โดยมาตรา 65 ตรี (15) ระบุไว้เลยครับว่า กรณี “ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” ดังนั้นถ้าหากธุรกิจเราดันจ่ายเงินซื้ออะไรแพงกว่าปกติมา ก็อย่าหวังว่าจะหลุดรอดไปได้เหมือนกันครับ อาจจะโดนไม่ให้ใช้รายจ่ายนี้เป็นรายจ่ายได้ ตรงนี้ข้อสังเกตง่ายๆ คือ ผมอยากให้พิสูจน์รายจ่ายทุกครังครับว่า มันเป็นรายจ่ายที่ไม่เกินราคาตลาดปกติ เพียงแค่นี้เราก็ไม่พลาดแล้วล่ะครับ

สำหรับบทความในตอนนี้ จะเป็นการเน้นเรื่องของการที่ไม่เอา “รายจ่าย” ที่มีโอกาสให้ผิดพลาดต่อไปนี้มาใช้ครับ จริงๆแล้วยังมีหลายตัวที่ต้องระวังครับ แต่ผมจะเน้นเฉพาะตัวที่สำคัญๆ และเป็นข้อผิดพลาดบ่อยอย่าง 5 ตัวนี้ครับ (ถ้าหากใครอยากรู้เพิ่ม ลองเปิดประมวลรัษฏากรดูมาตรา 65 ตรีได้เลยนะครับ)

สุดท้ายบทความชุด “จะจดบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด” ก็ยังไม่จบและไม่จากกันเพียงเท่านี้ครับ ตอนต่อไปยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมอีกมากมายมาฝากกันครับผม ฝากติดตามกันในตอนต่อๆไปด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save