กลยุทธ์ใหม่ การใช้ค่าเบต้าเพื่อลงทุนหุ้นและกองทุนรวม

เบต้า (beta) เป็นค่าพารามิเตอร์หนึ่งของหุ้นที่เพิ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายและนิยมในหมู่นักลงทุนได้ไม่นาน แต่ในทางทฤษฎีการเงิน ค่าเบต้าถือว่าอยู่ยงคงกระพันมาเป็นเวลานานแล้ว

ว่าแต่ค่าเบต้าคืออะไร?

เบต้า คือ ตัวแปรค่าหนึ่งซึ่งนำไว้บอกความผันผวนของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด โดยคำนวณจากสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนร่วมของหุ้นกับตลาดหารด้วยความแปรปรวนของตลาด

ใจเย็น อย่าเพิ่งกดปิดหนีไป

อธิบายง่ายๆ แบบนี้ เบต้าคือค่าหนึ่งที่เอาไว้บอกว่าถ้าตลาดเปลี่ยนแปลงไป 1 เท่า หุ้นที่เราสนใจจะเปลี่ยนแปลงไปกี่เท่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น ADVANC มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 เท่า แปลว่า ถ้า SET INDEX บวก 2% หุ้น ADVANC ก็จะบวก 2% ด้วย หรือถ้าหุ้น ITD มีค่าเบต้าเท่ากับ 1.5 แปลว่า ถ้า SET INDEX ลบ 3% หุ้น ITD จะลบไป 4.5% ด้วย และถ้า BDMS มีค่าเบต้าเท่ากับ 0.75 แปลว่าถ้า SET INDEX ลบ 1% แปลว่า หุ้น BDMS ก็จะลบไป 0.75% เท่านั้น

ค่าเบต้าก็คืออัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับตลาดนั่นเอง

ค่าเบต้านั้นในอดีตจำเป็นต้องคำนวณเอง แต่ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ใจดีและมีค่าเบต้าแสดงไว้ให้ โดยนักลงทุนสามารถเข้าไปที่ website ของตลาดหลักทรัพย์ กดดูข้อมูลรายบริษัท และเลือกหัวข้อสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนในหน้าบริษัท/หลักทรัพย์ ในแผ่นข้อมูลที่แสดงก็จะมีค่าเบต้าแสดงอยู่

แต่ค่าเบต้าเป็นค่าทางสถิติ ดังนั้น หมายความว่าค่าเบต้าเป็นค่าที่บอกถึง “ความน่าจะเป็น” เท่านั้น คือ หุ้นเบต้าเท่ากับ 1 ก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเหมือนตลาดเป๊ะก็ได้ เพียงแต่แนวโน้มจะใกล้เคียง 1 ค่าเบต้าจึงไม่ได้เอามาคำนวณได้ทุกอย่างว่าตลาดเคลื่อนไหวเท่านี้ หุ้นเราจะเคลื่อนไหวเท่าไหร่ แต่จะบอกได้ว่า ตลาดเคลื่อนไหวเท่านี้ หุ้นเรา “น่าจะ” เคลื่อนไหวเท่าไหร่

หุ้นเบต้ามากผันผวนมาก หุ้นเบต้าน้อยผันผวนน้อย และนี่คือสิ่งที่เรานำมาใช้จริงในการจัดพอร์ตได้

ว่าแต่ค่าเบต้านำมาประยุกต์ใช้อย่างไรในการลงทุนได้บ้าง

1. นักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย

นักลงทุนพื้นฐานบางคนรู้ตัวว่าสามารถรับความผันผวนของราคาไม่ได้มาก การเลือกหุ้นกลุ่มที่มีค่าเบต้าต่ำจะตรงกับแนวทางมากที่สุด เพราะราคาหุ้นจะผันผวนไปตามตลาดน้อย ถ้าเป็นนักลงทุนที่รับความผันผวนไม่ได้มากก็จะเหมาะเพราะสามารถถือหุ้นได้อย่างค่อนข้างสบายใจ

2. นักลงทุนแบบ momentum investors

นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองเห็นภาพตลาดขึ้นลงเป็นวัฏจักร ดังนั้น นักลงทุนกลุ่มนี้จะสามารถจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะตลาดได้ โดยช่วงตลาดขาขึ้น นักลงทุนจะจัดพอร์ตโดยกลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง โดยคาดหวังว่าหุ้นในพอร์ตจะขึ้นแรงกว่าตลาด และช่วงตลาดขาลง นักลงทุนจะเปลี่ยนมาถือหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ โดยคาดหวังว่าหุ้นในพอร์ตจะลงน้อยกว่าตลาด เพื่อรักษาความมั่งคั่งไว้จนกว่าตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

3. นักลงทุนแนว value investors ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

นักลงทุนแนวเน้นคุณค่านั้นอาจจะไม่ได้พิจารณาว่าเบต้านั้นสำคัญเท่าไหร่นัก แต่ถ้านักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วนมากๆ ของความมั่งคั่ง นักลงทุนอาจเพิ่มสัดส่วนของหุ้นที่มีเบต้าต่ำเพื่อทำให้ความผันผวนภาพรวมของพอร์ตลดลง แต่ถ้านักลงทุนสามารถทนกับความผันผวนได้ การกระจายมาถือหุ้นเบต้าต่ำก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

ในแง่ของการลงทุนกองทุนรวม มีหลายกองทุนที่นำค่าเบต้าไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนเหมือนกัน เนื่องจากการเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำก็จะทำให้ภาพรวมนั้น ผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้นต่ำกว่าตลาด ซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ไม่มาก อีกส่วนหนึ่งคือหุ้นเบต้าต่ำส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูง เช่น หุ้นโรงพยาบาล หุ้นโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม หุ้นน้ำประปา หุ้นรถไฟฟ้า ซึ่งบริษัทเหล่านี้เหมาะกับการถือลงทุนในระยะยาว นั่นอาจจะเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบถือกองทุนในระยะยาวอีกด้วย

ตัวอย่างกองทุนรวมนี่ดึงการลงทุนในหุ้นเบต้าต่ำมาเป็นนโยบายหลักของกองทุนรวมในปัจจุบัน ได้แก่ T-lowbeta, T-lowbetaRMF, T-primelowbeta ซึ่งทั้งสามกองทุนรวมนั้นเป็นของบลจ.ธนชาต โดยถ้าดูจากผลตอบแทนของกองทุน T-lowbeta ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เปิดมานานที่สุดในสามกองนี้ก็เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ

โดยผลตอบแทนของกองทุน T-lowbeta นั้นสามารถชนะผลตอบแทนของตลาดได้สูงถึง 16.57% และ 16.61% ในปี 2013 และ 2015 ตามลำดับในปีที่ตลาดเป็นขาลง แต่ในปี 2014 ที่ตลาดเป็นขาขึ้น กองทุนรวมสามารถชนะตลาดได้ 4.96% และในปีปัจจุบัน ผลตอบแทนของกองทุนรวมยังแพ้ตลาดอยู่ประมาณ 8% จากวันที่เขียนบทความ

เห็นได้ชัดว่ากองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นเบต้าต่ำนั้นจะให้ผลตอบแทนในภาพรวมที่ไม่หวือหวามากนัก แต่ก็น่าจะเหมาะกับการถือลงทุนในระยะยาว เพราะโดยภาพรวมแล้วก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกปี โดยอาจจะแพ้ตลาดอยู่บ้างในปีที่ตลาดเป็นขาขึ้นอย่างมาก แต่ในปีที่ตลาดเป็นขาลง กองทุนรวมก็สามารถตลาดได้อย่างชัดเจน

โดยสรุป ค่าเบต้าจึงเป็นค่าพารามิเตอร์อีกค่าหนึ่งที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีความผันผวนต่ำ เพราะค่าดังกล่าวรวบรวมมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตเปลี่ยนมาเป็นตัวเลข ทำให้จับต้องและเปรียบเทียบได้ง่าย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างสะดวกสำหรับนักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเบต้าไม่ใช่ทุกอย่างของหุ้นหรือกองทุนรวม เพียงแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมาร่วมพิจารณาได้เท่านั้น นักลงทุนควรวิเคราะห์ปัจจัยในแง่มุมอื่นก่อนลงทุนด้วยเสมอ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

วิธีคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงของแบบประกันง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ผมเชื่อว่า หลายๆคนคงเคยเจอปัญหาใช่ไหมครับว่า เวลาที่ต้องมาเปรียบเทียบแบบประกัน หรือเวลาที่อยากรู้ว่า ประกันชีวิตที่เรามีอยู่มันคุ้มค่าเรื่องผลตอบแทนไหม โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่มีเงินคืน เพื่อที่จะหาว่า แบบประกันตัวไหนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เมื่อเทียบกับเบี้ยที่ต้องจ่ายไป มันจะมีวิธีเปรียบเทียบยังไง? เพราะแต่ละแบบก็มีความแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาที่ต้องจ่ายเบี้ย, ระยะเวลาคุ้มครอง, เงินคืนที่ได้แต่ละปี รวมถึงเงินคืนก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญา แล้วแบบนี้ มันจะเอามาเทียบกันยังไง?

หลายคน (รวมถึงวิธีที่บริษัทประกันคิด เวลาแสดงผลประโยชน์รวม) เลยใช้วิธีคิดง่ายๆ ด้วยการรวมเงินคืนทั้งหมดที่จะได้ (เงินคืนแต่ละปี + เงินคืนเมื่อครบสัญญา) ลบ ด้วยเบี้ยรวมทั้งหมดที่จ่ายมา ส่วนที่เหลือคือ “กำไร” หรือผลตอบแทนสุทธิ แล้วก็เอาเจ้าตัวกำไรนี้มาเปรียบเทียบกัน ว่าแบบประกันไหนให้กำไรสูงกว่า ฉันก็เลือกตัวนั้นแหละ

แต่ปัญหาก็คือ วิธีคิดแบบนี้ เราไม่ได้ดูเรื่องของ“มูลค่าเงินตามเวลา” เพราะในความเป็นจริง เงินจำนวนเดียวกัน แต่ถ้าได้รับในระยะเวลาที่ต่างกัน ก็จะมีค่าไม่เท่ากัน (เช่น ถ้ามีคนจะให้เงินเรา 100 บาท แล้วให้เราเลือกว่า จะรับเงินในวันนี้ หรืออีก 20 ปี ข้างหน้า เราควรจะต้องเลือกรับในวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราอยากได้เงินเร็วๆ แต่เพราะว่า 100 บาทในวันนี้ อาจจะทำให้เราซื้อข้าวได้ 2 จาน แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า เงิน 100 บาท อาจจะซื้อข้าวได้แค่ 1 จาน เพราะอำนาจของเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น ทำให้เงิน 100 บาทเท่าเดิม มีมูลค่าลดลง (เพราะซื้อของได้น้อยลง) นั่นเอง)

ซึ่งวิธีที่จะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบผลตอบแทน โดยนำเรื่องของมูลค่าเงินตามเวลามาคิดด้วยอย่างถูกต้องได้ ก็คือวิธีการคำนวณหา “อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่แท้จริง” หรือ IRR (Internal Rate of Return) นั่นเองครับ (จริงๆ IRR ไม่ได้แปลตรงตัวว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่แท้จริงหรอก แต่ผมแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆเฉยๆ 555)

IRR หายังไง?

ถ้าจะให้สอนจริงๆ คงต้องยกทฤษฎีวิชาคณิตศาสตร์ หรือ Finance มาอธิบาย ซึ่งก็คงจะมีน้อยคนมากที่จะเข้าใจ 555 ดังนั้น เราจะข้ามวิธีการทำความเข้าใจไปว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง แล้วต้องมานั่งคำนวณจากสูตรด้วยตัวเอง ไปยังขั้นตอนวิธีหาคำตอบด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ด้วยการโยนตัวเลขลงไป แล้วให้เครื่องคิดเลขช่วยคำนวณ หาคำตอบให้เราง่ายๆเลยจะดีกว่า

ซึ่งเครื่องมือที่ผมแนะนำให้นำมาใช้ แบบง่ายที่สุด (โดยไม่ต้องสร้างอะไรเองเลย) ขออนุญาตแนะนำเครื่องมือการคำนวณหาความคุ้มค่าของแบบประกันชีวิต ของ “iTAX Market” โดยการเข้าไปตามลิงค์นี้ครับ :

https://www.itax.in.th/market/check_insurance

โดยผมจะสุ่มประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มาตัวหนึ่ง เพื่อใช้เป็นตัวอย่าง ให้ทุกคนได้ลองทำตามดูนะครับ ซึ่งแบบประกันที่ผมเลือกก็คือ ตัวนี้

เอาล่ะ เมื่อมีแบบประกันแล้ว ก็มาเริ่มกันทีละขั้นตอนเลย!

1. สรุปข้อมูลที่สำคัญของแบบประกันก่อน

ข้อมูลสำคัญที่เราต้องสรุปออกมาให้ได้ก็คือ :

– เป็นประกันชีวิตประเภทไหน? (ถ้ามีเงินคืน และระยะเวลาคุ้มครองไม่ถึงอายุ 90 ส่วนมากก็คือแบบสะสมทรัพย์)
– ระยะเวลาจ่ายเบี้ยกี่ปี? (ดูจาก “ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย”)
– ระยะเวลาคุ้มครองกี่ปี? (ดูจาก “ระยะเวลาเอาประกันภัย”)
– เบี้ยที่ต้องจ่ายปีละเท่าไหร่? (ดูจาก “เบี้ยประกันภัย”)
– ทุนประกันเริ่มต้นเป็นเท่าไหร่? (ดูจาก “จำนวนเงินเอาประกันภัย”)
– เงินคืนระหว่างสัญญาเป็นยังไง? (คืนกี่ % ของทุนประกัน (จำนวนเงินเอาประกันภัย) หาได้โดยเอาจำนวน % ไปคูณกับทุนประกันเริ่มต้น, เมื่อสิ้นปีกรมธรรม์ที่เท่าไหร่บ้าง?
– เงินครบสัญญากี่ % ของทุนประกัน? (ดูจาก “เงินคืนเมื่อครบสัญญา”)

(ส่วนเรื่องความคุ้มครอง ไม่มีผลต่อการคำนวณหาผลตอบแทนครับ เรายังไม่สนใจในตอนนี้)

ซึ่งในตัวอย่างแบบประกันนี้ก็คือ :

– แบบสะสมทรัพย์
– ระยะเวลาจ่ายเบี้ย 7 ปี
– ระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี
– เบี้ยต่อปี 275,000 บาท
– ทุนประกันเริ่มต้น 1,000,000 บาท
– เงินคืน
          2% ของทุนประกัน (20,000 บาท) ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 2-5
          3% ของทุนประกัน (30,000 บาท) ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6-10
          4% ของทุนประกัน (40,000 บาท) ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 11-15
          5% ของทุนประกัน (50,000 บาท) ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 16-19
– เงินครบสัญญา 187% ของทุนประกัน (1,870,000 บาท) ณ ครบสัญญาที่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 20

2. เข้าไปตามลิ้งค์ https://www.itax.in.th/market/check_insurance เลือก “เพศ”กรอก “อายุ” เลือก “ค้นหาเป็นรายตัว”และเลือกบริษัทประกันชีวิต โดยคลิกที่ช่อง “โปรดระบุ” จะมีตัวเลือกออกมา เราก็เลือกบริษัทประกันของแผนประกันที่เราจะคำนวณ (ตามภาพ)

3. ตรง “ชื่อแบบประกัน”ให้คลิกที่ช่อง “โปรดระบุ”แล้วเลือกตัวเลือก “อื่นๆ”จะขึ้นมาว่า “iTAX ยังไม่มีข้อมูลแบบประกันที่คุณกำลังค้นหา”

4. ตรง “ระบุชื่อแบบประกัน”ก็ให้กรอกชื่อแบบประกันลงไปในช่อง ตามตัวอย่างคือแบบประกันชื่อ “LifeSAVE 20/7” ก็กรอกลงไป

5. ตรง “ประเภทประกันชีวิต”คลิกที่ช่อง เพื่อเลือกประเภทของประกันชีวิตที่เราจะทำการคำนวณ (มีอยู่ 4 ประเภทคือ “คุ้มครองตลอดชีพ” “คุ้มครองตามชั่วระยะเวลา” “ออมทรัพย์” และ “แบบบำนาญ”)  ในตัวอย่างนี้ก็คือเลือกแบบ ออมทรัพย์ ครับ จากนั้น จะมีตารางต่างๆเพิ่มเข้ามาด้านล่าง

6.ตรง “เบี้ยที่จ่ายต่อปี” ให้กรอกจำนวนเบี้ยที่เราต้องจ่ายต่อปีลงไป (ในตัวอย่างคือ 275,000 บาท) “ทุนประกันที่ได้”ให้กรอกทุนประกันเริ่มต้นลงไป (ในตัวอย่างคือ 1,000,000) “ระยะเวลาจ่ายเบี้ย (ปี)” ให้กรอกตัวเลขจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ยลงไปในช่อง หรือกดเครื่องหมาย + – เพื่อเลื่อนจำนวนปีก็ได้ (ในต&#

จดทะเบียนบริษัททั้งที ทำยังไงให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุด? (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมบทความเกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจ กันอีกครั้งครับ สำหรับบทความในคอลัมน์วันนี้ เป็นอีกบทความหนึ่งที่มีคนถามเข้ามาบ่อยมากๆครับผม หลังจากที่ออกบทความเรื่องเกี่ยวกับการจดบริษัทหรือนิติบุคคลเข้าไป ทำให้หลายคนสงสัยครับว่า แล้วถ้าหากตัดสินใจจะจดบริษัทฯจริงๆแล้ว เราควรจะทำยังไงให้ประหยัดภาษีมากที่สุด!! 

 

หลายๆคนอาจจะได้อ่านบทความเรือง “เปิดกิจการใหม่!! ควรรู้จักภาษีธุรกิจอะไรบ้าง” ไปแล้วครับ แต่อาจจะไม่เห็นภาพสักเท่าไร ดงันั้นบทความนี้จะตอบแบบเตือนใจกันอีกครั้งครับว่า จะต้องทำยังไงดี เอาล่ะครับ มาเริ่มตั้งแต่หลักการแรกกันเลยดีกว่า

 

จะจดบริษัทฯ หรือ ห้างหุ้นส่วนดี

คำถามแรก คือ ถ้าตัดสินใจจะจดแล้ว เราควรจะจดในรูปแบบไหนดี ระหว่างห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทฯ เรามาเริ่มต้นจาก "ความหมาย" กันก่อนครับ

 

บริษัทจำกัด คือ การจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาโดยแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตัวเองถือ

 

ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ การจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาเหมือนกัน แต่มีผู้เป็นหุ้นส่วนอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนที่จำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินของตัวเอง (หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด) และ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนที่ต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด)

 

นอกจากนั้นยังมีห้างหุ้นส่วนอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนอีกครับ แต่ว่าในบทความนี้ขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีคนจดทะเบียนสักเท่าไรแล้วครับ 🙂

 

เห็นไหมครับว่า นิยามของธุรกิจ 2 ประเภทนั้นแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะเลือกจดทะเบียนธุรกิจในรูปแบบบริษัทมากกว่าเนื่องจากเรื่องการจำกัดความรับผิดไม่เกินมูลค่าหุ้น และไม่มีผลกระทบถึงตัวของเราได้ง่ายๆ เหมือนห้างหุ้นส่วนจำกัด (เพราะเจ้าของมักจะต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด)  

 

ทีนี้ถ้าอยากจะประหยัดจริงๆ ผมอยากให้พิจารณาตั้งแต่ค่าจดทะเบียนบริษัทและความมั่นใจในการจดทะเบียนว่าคุ้มกันหรือเปล่าครับ โดยเริ่มจากการวางแผนต่อไปนี้ครับ

 

1. จดทะเบียนเองเป็นประหยัดกว่า อะฮ่า โดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายที่เห็นนั้นจะมีค่าบริการต่างๆประกอบด้วยครับ แต่ถ้าหากจดเองก็จะประหยัดส่วนนี้ไปได้ ซึ่งวิธีการจดก็ง่ายๆโดยการจดผ่านอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตัวเองครับ 

 

2. วางแผนจากการประหยัดค่าทำบัญชี ส่วนนี้ให้เช็คราคาก่อนครับว่า บัญชีเจ้าไหนให้คุณภาพที่คุ้มค่าราคาที่สุด ฟังดีๆนะครับ ไม่ใช่เลือกรายที่ถูกที่สุด แต่ให้เลือกรายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผมให้หลักการสั้นๆ 3 ข้อครับ (หลักการนี้ผมไปรวบรวมสอบถามมาหลายที่แล้ว ฮ่าๆ ได้คำตอบว่า 3 ปัจจัยหลักตามนี้ครับ)

ความน่าเชื่อถือ : ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า ความสำคัญเรื่องแรกคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งความน่าเชื่อถือนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

ความรู้ความสามารถ เราควรมองหานักบัญชีที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง ซึ่งการวัดความรู้นั้นอาจจะดูผลงานที่ผ่านมา หรือสอบถามพูดคุยความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้เป็นอย่างดี

มีคนแนะนำมา ร้อยละ 75 จากสถาบันวิจัยของผมเอง (มีที่ไหนล่ะ) พบว่าคนส่วนใหญ่หานักบัญชีจากคำแนะนำของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ซึ่งตรงนี้มันก็มาจากความรู้ความสามารถในปัจจัยแรกนี่แหละครับผม

ประโยชน์อื่นๆที่ได้จากการทำบัญชี ส่วนนี้ให้ดูประโยชน์ส่วนเพิ่มอื่นๆที่ได้รับจากการทำบัญชีด้วยครับ เช่น การวางแผนภาษี บริการต่างๆ ด้านที่ปรึกษาด้านธุรกิจ วางแผนระบบบัญชีต่างๆ ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความจำเป็นของกิจการเราครับ

ความสามารถของเรา สิ่งที่ทำให้เราประหยัดค่าทำบัญชีของเรานั้น คือ ความสามารถในการจัดการเอกสารหลักฐานทางบัญชีและภาษี ซึ่งยิ่งเราทำเองได้มากแค่ไหน ค่าทำบัญชีจะยิ่งถูกลงแน่นอนครับ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความนี้ครับ : เศรษฐกิจแบบนี้ มาประหยัดค่าทำบัญชีให้ธุรกิจกันดีกว่า

 

สำหรับตอนนี้จะเป็นตอนแรกที่ปูพื้นฐานเรื่องของการวางแผนประหยัดภาษีเบื้องต้นครับ โดยเริ่มจากการประหยัดค่าใช้จ่ายก่อนให้เรียบร้อยครับ และอย่างที่ผมเคยย้ำเสมอว่า อย่าวางแผนแค่จะประหยัดภาษี แต่ให้วางแผนประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปด้วยคร้าบ

 

สุดท้ายนี้ฝากติดตามเรื่องนี้ต่อในบทความต่อไปกันด้วยนะคร้าบบบบ

 

 

%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b1

5 สัญญาณที่บอกว่าเงินออมของเรากำลังวิกฤต

ฮัดดดดด ชิ้ววววววว

 

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เราอาจจะเคยตื่นเช้ามาไอค๊อกๆแค็กๆ ตกบ่ายเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ปวดหัวและมีน้ำมูกใสๆไหลออกมา รู้ตัวเลยว่าต้องไม่สบายแน่ๆ พอกลับถึงบ้านก็รีบกินยาแล้วก็นอนพักผ่อน ตื่นเช้ามาจะได้มีเรี่ยวแรงไปเรียนหรือทำงานต่อได้

 

“การป่วยทางกาย” เราพอบอกได้ว่าเริ่มมีอาการอย่างไร กินยาเองแล้วนอนพักผ่อน หรือจะต้องไปให้หมอตรวจถึงจะหายป่วย แต่ถ้าสุขภาพการเงินของเราป่วยล่ะ จะรู้ได้อย่างไร มีสัญญาณอะไรบอกได้บ้าง จะได้จัดการก่อนที่จะป่วยหนักไปมากกว่านี้

 

สัญญาณเตือนภัยในบทความนี้ ต้องการให้ตรวจเงินของตนเองก่อนว่า ตอนนี้เงินของเรากำลังป่วยหรือไม่ ถ้าใช่แล้วจะมีวิธีรักษาอย่างไรมาดูกันเลยยยยย

 

5 สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า “เงินออม” ของเราแย่แล้ว

 

1.ใช้เงินเดือนชนเดือน

 

ผ่านต้นเดือนมาไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าเงินเดือนของเราสูญสลายหายไปไหนหมด จากใบแบงค์พันที่จ่ายสนุกมือช่วงก่อนหน้านี้ มันเหลือแค่เศษเหรียญกลิ้งไปมาที่ก้นกระเป๋า รู้ชะตากรรมเลยว่าอีกครึ่งเดือนที่เหลือจะต้องอาศัยมาม่ากับน้ำเปล่าประทังชีวิตแน่ๆ

 

วิธีแก้อาการ : มี 2 วิธี คือ

 

  • จดรายจ่ายจะได้รู้ว่าเงินหายไปไหนบ้าง รู้ว่าอะไรควรซื้อ ไม่ควรซื้อหรือว่ารออีกแป๊บนึงค่อยซื้อ
  • แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ตั้งแต่วันเงินเดือนออกเลยก็ได้ว่าก้อนไหนทำอะไรบ้าง คือ เงินออม หนี้สินและรายจ่ายส่วนตัว เมื่อได้รับเงินเดือนมาแล้วก็นำไปออมก่อนเลย 10% ของรายได้ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ออม 2-3% ของรายได้ หลังจากนั้นก็จ่ายหนี้สินที่ติดค้างไว้ สุดท้ายเหลือเงินเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น แล้วก็ใช้ชีวิตตามขนาดกระเป๋าของเรา

 

สมการอภินิหารเงินออม ⇒ รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

 

2. ไม่มีเงินสำรอง

 

หากเราใช้เงินจนหมด ไม่เคยแบ่งเงินบางส่วนเก็บออมไว้เลย ถ้าวันหนึ่งเราจำเป็นจะต้องใช้เงินเร่งด่วน เช่น บริษัทเลิกกิจการทำให้เราตกงาน รถเสียต้องซ่อม ลูกป่วยต้องจ่ายเงินค่ารักษา ฯลฯ ถ้าไม่มีเงินออม ก็ไม่พ้นการกู้ยืมเงินอย่างแน่นอน อย่าโทษเวรกรรมที่ทำให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ควรโทษตัวเองที่ไม่เคยเตรียมความพร้อมมากกว่านะจ๊ะ

 

วิธีแก้อาการ : สร้างกองทุน “เงินฉุกเฉิน” เพราะเงินส่วนนี้จะเข้ามาช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตเลวร้ายออกมาได้ เราควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย แต่ถ้าใครกังวลว่าน้อยเกินไปก็อาจจะเก็บเกินไป 12 เท่าของค่าใช้จ่ายก็ได้นะจ๊ะ แล้วควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาเงินต้น เช่น ออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้

 

 

3. เริ่มหยิบยืมคนใกล้

 

เมื่อไม่มีเงินออมแต่จำเป็นจะต้องใช้เงินเร่งด่วน หนทางแรกๆที่หลายคนเลือกใช้ คือ ยืมเงินจากคนใกล้ตัว (เหยื่อของเรา คือ ญาติ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ) มันเป็นวิธีที่ต้องใช้เครดิตความเชื่อมั่นส่วนตัว และความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเดิมพัน ถ้ายืมแล้วคืนครบทุกบาททุกสตางค์ มันก็จบแบบแฮปปี้ แต่มันจะกลายเป็นโศกนาฎกรรมไปทันที่ ถ้ายืมแล้วหายเข้ากลีบเมฆ ไม่คืนเลย แบบนี้มีเคืองจนถึงขั้นเลิกคบกันได้ทันที

 

วิธีแก้อาการ : ถ้าต้องยืมเงินคนอื่นจริงๆควรสร้างเครดิตให้ตัวเองด้วยการ “ยืมแล้วต้องคืน” ควรยืมเฉพาะช่วงที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น แล้วอย่าขอยืมบ่อยจนทำให้คนรอบข้างลำบากใจ

 

 

4. ใช้บัตรกดเงินสด

 

บางครั้งเรามืดแปดด้านหันไปทางไหนก็ไม่มีใครให้ยืมเงินเลย โอ้ชีวิต!! ทำไมถึงได้โหดร้ายกับเราแบบนี้ ระหว่างที่เดินคิดวิธีหาทางออกอยู่พักใหญ่ ก็ได้ยินเสียงโฆษณาบัตรกดเงินสดดังแว่วเข้ามา คิดว่านี่แหละทางออกของเรา

 

แต่ว่า!! ถ้าเราจัดการหนี้ไม่ได้ ทางออกด้วยการใช้บัตรกดเงินสดนี้ก็อาจจะพาเราไปสู่เส้นทางใหม่ ที่หายนะกว่าเดิมกับวงจรหนี้สินก้อนโตก็ได้ เพราะบัตรกดเงินสดจะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เรากดเงินสดออกมาใช้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 28 ต่อปี) ดังนั้น กดเงินสดออกมาแล้วจะต้องรีบคืนหนี้ให้เร็วที่สุด ไม่งั้นดอกเบี้ยจ่ายเบ่งบานกลายเป็นภาระหนักขึ้นไปอีก

 

วิธีแก้อาการ : ต้องเปรียบเทียบที่มาของเงินสดที่นำมาใช้จ่าย ว่าแต่ละช่องทางนั้นเราเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ตัวอย่าง เราต้องการเงินสด 5,000 บาทมาใช้จ่าย 1 เดือน จากภาพเราจะเห็นว่ามี 5 ช่องทางที่เราจะมีเงินสดมาใช้จ่าย คือ เงินออมของเรา ยืมเงินคนอื่น โรงรับจำนำ ใช้บัตรกดเงินสดและการใช้บัตรเครดิตมากดเงินสด

5 สัญญาณที่บอกว่าเงินออมของเรากำลังวิกฤต

ที่มา : บทความชีวิตง่ายไม่มีเงิบกับเงินฉุกเฉิน

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=16355

 

 

5. ใช้วงเงินบัตรเครดิตเต็มทุกใบ

 

แม้ว่าเราอาจจะเปิดบัตรเครดิตใบที่ 1 แบบไม่ตั้งใจ คิดว่ามีติดกระเป๋าไว้เผื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ แล้วกฎของแรงดึงดูดก็ทำงาน หลังจากนั้นชีวิตของเราก็จะมีแต่เรื่องที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตตลอดเวลา เมื่อบัตรใบแรกใช้เต็มวงเงินแล้วก็ยังไม่พอ ก็จะต้องสมัครบัตรเครดิตใบที่  2 ,3,4,5….. ตามมาเรื่อยๆ

 

จากที่เคยจ่ายเต็มตลอด จนกระทั่งจ่ายขั้นต่ำไม่ไหว กดเงินจากบัตรใบใหม่มาจ่ายหนี้บัตรใบเก่า พอถึงจุดนี้เราก็เข้าสู่วงเวียนลูกหนี้บัตรเครดิตไปอย่างสมบูรณ์แบบ

 

วิธีแก้อาการ : หยุดสร้างหนี้เพิ่มและเขียนข้อมูลของหนี้สินออกมาทั้งหมดว่าเป็นหนี้จากอะไร ยอดหนี้ที่เหลือ ชำระต่อเดือนเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ จะได้เห็นภาพรวมของหนี้ รวมทั้งหาแรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เช่น

 

ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าการเงินของเราป่วยหรือไม่ มีวิธีแก้อาการแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องลงมือทำถึงจะสำเร็จนะจ๊ะ ขอจบบทความแบบนี้ด้วยด้วยแรงบันดา&#

[Review] ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล “My Health Plus Extra : ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า”

หลังจากที่ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว วันนี้ผมจะขอโอกาสมารีวิว ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า “My Health Plus Extra : ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า” ของบมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กันสักหน่อย ว่าทำไมประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตัวนี้ถึงมีความน่าสนใจ และมีจุดเด่น จุดด้อย หรือมีข้อแตกต่างจากประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาของที่อื่นยังไง

อย่ารอช้า ว่าแล้วเรามาดูไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า!

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

1. วงเงินค่ารักษาต่อปี

สำหรับประกันสุขภาพเหมาจ่าย ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้านั้น วงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาเริ่มต้นแพคเกจแรกที่ 2 ล้านบาทต่อปี จนถึง 10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นแพคเกจที่สูงสุด และถือว่าสูงกว่าวงเงินเหมาจ่ายทั่วไป ในแพคเกจที่ใกล้เคียงกันของบริษัทอื่นๆ ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะครอบคลุมค่ารักษาในโรงพยาบาล ทั้งกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยจากการเป็นโรค (ขณะที่บางบริษัท หากเป็นกรณีที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ วงเงินเหมาจ่ายต่อปี อาจจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง)

2. รายการค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุม

รายการค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมจะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1) กรณีที่เป็นผู้ป่วยใน (IPD) กับ 2) กรณีที่เป็นผู้ป่วยนอก (OPD) ซึ่งแต่ละกรณีจะครอบคลุมรายการค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

กรณีที่เป็นผู้ป่วยใน

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย มีดังนี้

  • ค่าห้อง (รวมถึงห้อง ICU) ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวัน
  • ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมไข้
  • ค่ายากลับบ้าน (ไม่เกินเ 7 วัน)
  • ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์หัตถการ และวิสัญญี(วางยาสลบ) รวมถึงค่าห้องผ่าตัด และอุปกรณ์ผ่าตัด
  • ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ค่ายา ค่าตรวจรังสี(เอ็กซเรย์) ค่าตรวจในห้องปฏิบัติการ(ห้องแล็บ) กายภาพ รวมถึงค่ารถพยาบาลฉุกเฉิน

ซึ่งส่วนที่เป็นรายการค่าแพทย์ผ่าตัด กับค่ารักษาพยาบาลผุ้ป่วยในอื่นๆนี่แหละครับ ที่เป็นรายการที่อยู่ส่วนของแบบเหมาจ่ายตามวงเงินต่อปี ส่วนรายการที่เป็นค่าห้อง, ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมไข้ และค่ายากลับบ้านนั้น จะเป็นรายการที่เป็นแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย โดยที่ค่าห้องของแพคเกจเริ่มต้น (วงเงินเหมาจ่าย 2 ล้าน) จะอยู่ที่ 3,000 บาทต่อวัน (แพคเกจ 10 ล้าน 15,000 บาทต่อวัน)  ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมไข้ 2,000 บาทต่อวัน (แพคเกจ 10 ล้าน 10,000 บาทต่อวัน) (รวมไม่เกิน 180 วันต่อปี) และค่ายากลับบ้าน 1,500 บาทต่อครั้ง (แพคเกจ 10 ล้าน 4,500 บาทต่อครั้ง)  

กรณีที่เป็นผู้ป่วยนอก

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย มีดังนี้

  • ค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 24 ชั่วโมง
  • ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์หัตถการ ที่ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (Day Case)
  • ค่าล้างไต เคมีบำบัด และฉายแสง
  • ค่าตรวจรังสี(เอ็กซเรย์) และค่าตรวจในห้องปฏิบัติการ(ห้องแล็บ) ในช่วงก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและหลังจากออกจากโรงพยาบาล

โดยที่รายการค่าใช้จ่ายกรณีที่เป็นผู้ป่วยนอกนั้น จะอยู่ในส่วนของเหมาจ่ายตามวงเงินต่อปีทั้งหมดทุกรายการ ซึ่งตรงจุดนี้เองที่แตกต่างจากประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาส่วนใหญ่ของที่อื่น ที่มักจะไม่ครอบคลุมการเหมาจ่ายในส่วนของ ค่ารักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน และค่าล้างไต เคมีบำบัด และฉายแสง ซึ่งอันที่จริงถือเป็นรายการค่ารักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น การที่รายการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถูกรวมให้อยู่วงเงินเหมาจ่ายได้ จึงถือว่าเป็นข้อดีมากๆของแบบประกันตัวนี้ เพราะจะทำให้มีโอกาสครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้มากกว่า

3. ความแตกต่างจากแบบประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาของที่อื่น

นอกจากเรื่องของความครอบคลุมรายการค่าใช้จ่ายที่เป็นแบบเหมาจ่าย กรณีที่เป็นผู้ป่วยนอก รวมถึงวงเงินเหมาจ่ายต่อปีที่สูงกว่าแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายค่ารักษาทั่วไป (ในแพคเกจที่ใกล้เคียงกัน) แล้ว สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า นั้นเปิดโอกาสให้เราสามารถเลือกได้ว่า จะเลือกวิธีแบบ “มีส่วนร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนแรก” หรือไม่ ซึ่งถ้าเลือกก็แปลว่า หากมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเกิดขึ้น เราจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งก่อน จึงจะสามารถใช้สิทธิ์เบิกจ่ายจากประกันสุขภาพเหมาจ่าย ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้าได้ โดยจำนวนเงินส่วนร่วมจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรก สำหรับแพคเกจต่ำสุดจะอยู่ที่ 17,500 บาทต่อปี และสูงสุดจะอยู่ที่ 45,000 ต่อปี แต่ถ้าเลือกวิธีนี้แล้ว ข้อดีก็คือ ค่าเบี้ยประกันต่อปีของเราจะลดลง ประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่เหมาะมาก สำหรับผู้ที่มีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลกับที่ทำงาน (เช่น ประกันกลุ่ม) หรือมีประกันสุขภาพด้านค่ารักษาพยาบาล (ไม่ว่าจะเป็นแบบเหมาจ่ายหรือแยกประเภท) อยู่แล้ว (แต่ที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล)

เนื่องจากเราสามารถใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่ มาเบิกจ่ายส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรก และสามารถใช้ผลประโยชน์ของแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า มาจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนเกินอื่นๆ ในรายการค่าใช้จ่ายแยกประเภท (เช่น ค่าห้อง ค่ายากลับบ้าน) ได้ ทำให้เราไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนแรกเอง และได้ทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมด้วยค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกลงประมาณ 30% อีกด้วย

4. จุดเด่น และข้อสังเกต ของแบบประกัน

จุดเด่น

  • ให้วงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อปี สูงกว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายทั่วไป ในแพคเกจหรือแผนที่ใกล้เคียงกัน
  • ครอบคลุมรายการค่าใช้จ่ายที่เป็นแบบเหมาจ่ายตามค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า (คือ ส่วนที่เป็นค่าร

FUND IPO กองทุนน่าสนใจประจำวันที่ 28 กันยายน 2016

สวัสดีครับ เพื่อนนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน คอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ใหม่ ที่ผม ‘หมอนัท คลินิกกองทุน’ ตั้งใจจะทำขึ้นมานานแล้วครับ แต่ว่าก็ติดภารกิจหลาย ๆ อย่าง จนได้น้อง ๆ มาร่วมทีมงานมากขึ้น ทำให้คลอดคอลัมน์ใหม่ออกมาจนได้ครับ ซึ่งสัปดาห์นี้จะผมเป็นคนเขียนเองเพื่อเป็นแนวทางพร้อมกับแนะนำในแต่ล่ะส่วนก่อนครับ แต่บทความต่อๆไปผมจะเป็นที่ปรึกษาคอยดูภาพรวมของแต่ละสัปดาห์ครับ และมีน้องๆทีมงานคอยดูแลบทความให้ครับ

เนื้อหาในคอลัมน์นี้คงเน้นหนักไปที่ กองทุนออกใหม่ของแต่ละ บลจ. แต่แน่นอนว่า ส่วนใหญ่กองทุนที่ออกมานั้นจะเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบ Roll-Over ครับ คือ กองทุนที่ลงทุนไปแล้วจะบอกระยะเวลาการลงทุน + ผลตอบแทนโดยประมาณที่จะได้ เช่น 6 เดือน จะได้ผลตอบแทนประมาณ 3% ต่อปี และเมื่อครบกำหนด ก็จะถามกับนักลงทุนว่าจะลงทุนต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับความนิยมจากนักลงทุนพอสมควรครับ

กองทุน IPO ที่น่าสนใจรายสัปดาห์

เราคงไม่ได้มาคุยถึงกองทุนตราสารหนี้แบบ Roll-over กันครับ แต่เป็นกองทุนที่น่าสนใจมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น กองทุนอสังหาฯ กองทุนต่างประเทศ หรือกองทุนอื่น ๆ ที่น่าสนใจในแต่ละสัปดาห์กันครับ

โดยสัปดาห์นี้ มีความน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ แต่ละ บลจ. เริ่มที่จะออกกองทุน LTF กันอีกครั้ง หลังจากหายไปนานเนื่องจากความไม่แน่นอนว่าจะมีการต่ออายุของ LTF ต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าพอมีการขยายอายุ LTF ที่จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ ก็ทำให้ตลาดกองทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยผมเริ่มเห็นแล้วว่ามีกองทุน LTF ของหลาย ๆ บลจ. ที่กำลังจะออกมาใหม่อีกเยอะแยะเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ความหลากหลายของกองทุนเองก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย ครับ เรียกได้ว่า ใครมีแนวทางการลงทุนแบบที่คิดว่าใช้ได้ผล ก็งัดกันออกมาอย่างเต็มที่เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Low beta กองทุนหุ้นเล็ก หรือ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นไปด้วย เป็นข่าวดีจริง ๆ

ส่วนกองทุนที่น่าสนใจ เข้าตา และกำลังเปิด IPO อยู่ตอนนี้ก็คือ !!! กองทุน LTF หน้าใหม่ 2 กองทุนจาก บลจ. ทิสโก้ครับ ได้แก่

  1. กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค หุ้นระยะยาว หรือ TDSLTF
  2. กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap หุ้นระยะยาว หรือ TMSLTF

ซึ่งถ้าใครที่ลงทุนในกองทุนรวมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่า น่าจะรู้จักกองทุนหุ้นของ บลจ. นี้ดีว่า กองทุนหุ้นขนาดเล็กที่เคยออกมานั้น ทำผลตอบแทนได้ดีจนแซงหน้า บลจ. รุ่นพี่ ที่ออกกองทุนหุ้นขนาดเล็กมาได้อีกด้วยครับ แต่ถ้าใครไม่รู้จักก็ไม่เป็นไรครับ ตามผมมา เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ

กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค หุ้นระยะยาว (TDSLTF)

โดยกองทุนแรก หรือ กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค หุ้นระยะยาว (TDSLTF) นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็นกองทุนปันผล ถ้าใครที่ชอบกระแสเงินสดที่จะได้รับมาระหว่างการลงทุนละก็ กองทุนนี้น่าสนใจทีเดียว โดยจะมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้งครับ

นโยบายการเลือกหุ้นเข้ามาอยู่ในกองทุน

1.เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และ/หรือมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่ดี โดยดูจาก ประวัติการจ่ายปันผลที่ดี หรือ สม่ำเสมอ และที่สำคัญ กองทุนจะเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการจ่ายปันผลที่มากขึ้นในอนาคตจากการทำกำไรของบริษัทที่มากขึ้นด้วยครับ เพราะว่า แนวโน้มการจ่ายปันผลที่เพิ่มมากขึ้น ก็หมายถึงบริษัทนั้นเติบโตได้นั้นเอง

2.เป็นหุ้นที่ผ่านการคัดเลือกของ บลจ. แล้วว่า มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจอีกด้วย โดยจะพิจารณาจากการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ ผลประกอบการที่ดีสม่ำเสมอ กระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง หนี้น้อย และสามารถแข่งขันได้ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะเป็นหุ้นในตลาด SET หรือ MAI ครับ

ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจทีเดียวกับแนวทางการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาวของที่นี่ครับ โดยกองทุนที่เคยออกมาและคล้ายกับกองทุนนี้นั้น ก็เป็นสไตล์ซื้อแล้วถือนาน เพื่อเอาปันผลมาให้นักลงทุนนั่นเอง

กองทุน Mid/Small Cap หุ้นระยะยาว หรือ TMSLTF

ถัดมาเป็นกองทุนอีกรูปแบบครับ แต่นโยบายการลงทุนเองก็น่าจะคล้ายกับกองทุนที่ออกไปก่อนหน้านี้ครับ คือ กองทุน Mid/Small Cap หุ้นระยะยาว หรือ TMSLTF

สไตล์การลงทุนของกองทุน : หุ้นระยะยาว ลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก-ปานกลาง

ซึ่งก็น่าจับตามมองครับ ว่าจะสามารถทำผลตอบแทนได้ดีเหมือนกับกองทุนที่ออกไปก่อนหน้านี้หรือไม่อย่างไร โดย กองทุนนี้จะเลือกหุ้นตามข้อกำหนด หรือ นโยบายการลงทุนดังนี้ คือ

นโยบายการเลือกหุ้นเข้ามาอยู่ในกองทุน

ลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็ก – ขนาดกลาง โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาด ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอเท่านั้นครับ แต่เน้นว่าต้องเป็น บริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคา ตลาด (Market Capitalization) ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

และถ้าเป็นไปตามที่ผมคิด คือ มีนโยบายการลงทุนที่คล้าย ๆ กับกองทุนที่เคยออกไปก่อนหน้านี้ หรือ กองทุน TISCOMS แล้วละก็ สไตล์การลงทุนของกองทุนนี้ก็จะมีการซื้อขาย หุ้นค่อนข้างไว ทีเดียวครับ โดยผมดูจากอัตราส่วนการหมุนเวียนสินทรัพย์ หรือ Portfolio Turnover ratio ของกองทุนที่อยู่ที่ประมาณ 300-400% (มากกกว่า 100% แสดงว่าเริ่มที่จะเน้นกลยุทธ์ซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้น) แน่นอนว่าต่างจากกองทุนที่มี PTR ต่ำ คือกองทุนที่เน้นการซื้อแล้วถือนานครับ

โดยปกติเวลาที่ผมจะเลือกกองทุนนั้น จะดูที่ผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นหลัก สไตล์การลงทุนจะเป็นเรื่องรอง แต่เนื่องจากผลตอบแทนของ 2 กองทุนนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง จึงยังบอกอะไรไม่ได้มากครับ

แต่ถ้าไปดูที่ผลตอบแทนจากกองทุนที่เคยออกมาแล้วนั้น ก็พอจะบอกได้ว่า กองทุนหุ้นขนาดเล็ก ขนาดกลางของ บลจ. ทิสโก้นั้น ก็ไม่น้อยหน้าใครเลยครับ กองทุน TISCOMS ก็เป็นอันดับต้น ๆ ในตารางอย่างแน่นอน ส่วนกองทุน LTF ปันผลนั้น สไตล์น่าจะเหมือนกับกองทุน TISCOEDF ที่เป็นกองทุน

0007: เปิดตัว ‘refinn.com’ เว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณผ่อนบ้านแบบ ‘ประหยัดดอกเบี้ยได้เป็นล้าน ประหยัดเวลาได้เป็นปี’

คนส่วนใหญ่นิยมซื้อบ้านด้วยวิธีการดาวน์แล้วผ่อนชำระต่อเป็นงวดๆ ซึ่งมักมีกำหนดระยะเวลาในการผ่อนระยะยาว น้อยคนนักที่จะซื้อด้วยเงินสดเพราะบ้านมีราคาแพงและการรวบรวมหาเงินจำนวนมากมาซื้อค่อนข้างลำบาก

การผ่อนชำระบ้านเป็นงวดๆนั้น เมื่อนำมาคิดรวมค่าดอกเบี้ยและเงินต้นรวมทั้งหมดแล้ว ทำให้บ้านบางหลังมีราคาสูงกว่าราคาบ้านจริงเกินเท่าตัวเลยก็เป็นไปได้ ทำให้หลายคนเลือกวิธีการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อช่วยผ่อนภาระการจ่ายค่าบ้าน ซึ่ง refinn ได้เข้ามาช่วยเติมช่องว่างระหว่างธนาคารกับลูกค้าที่ต้องการรีไฟแนนซ์บ้านนั่นเอง

บริษัท refinn International Dot Com Co.,Ltd. ภายใต้การนำของคุณ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เล็งเห็นว่าปัญหาหนี้สินครัวเรื่อนของคนไทยที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยนั้นมีมากถึง 30% ของหนี้สินทั้งหมด ทำให้คุณกรณ์และทีมงาน refinn ได้คิดค้น Platform ที่จะช่วยลดทั้งจำนวนหนี้สินและลดระยะเวลาในการเป็นหนี้ ซึ่งได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายาน 2559 ภายใต้ชื่องาน “One refinn Day” นำโดยคุณ กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานบริษัท ร่วมด้วย  คุณนิลทิตา เลิศเรืองศุภกุล, คุณเพียรไกร อัศวโภคา, คุณอรรฆรัตย์ นิติพน และคุณพงศธร ธนบดีภัทร ณ Seminar Room 1001 C asean, อาคาร Cyber World ชั้น 10 Auditorium Hall ถนนรัชดาภิเษก

refinn.com เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่กำลังประสบปัญหาหนี้สินจากการซื้อบ้าน โดยกระบวนการทั้งหมดสามารถทำผ่านออนไลน์ได้ง่ายๆ ทั้งรวดเร็ว และสะดวกสบาย และไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเรียกได้ว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้ยุค Internet of Things จริงๆ คาดว่าภายในสิ้นปี 2559 จะมีผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 200%-300%

กลุ่มเป้าหมายของ refinn.com มุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่มีระเวลาการผ่อนชำระค่าบ้านมากกว่า 3 ปี และมียอดหนี้คงเหลือมากกว่า 1,000,000 บาท ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มที่ยังไม่เคยรีไฟแนนซ์มาก่อน หรือไม่มีความรู้ด้านการรีไฟแนนซ์เลยจึงต้องหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์และประโยชน์ที่ได้จากการรีไฟแนนซ์
  2. กลุ่มที่มีประสบการณ์ด้านการรีไฟแนนซ์มาก่อน กลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่เคยรีไฟแนนซ์กับธนาคารมาแล้ว แต่ได้หันมาใช้บริการของ com เพราะต้องการเลือกบริการที่ดีที่สุดสำหรับตนเองจากการคัดกรองของ refiinn

บริการของ refinn.com ได้พัฒนา Platform ที่รวบข้อมูลและโปรโมชั่นจากธนาคารชั้นนำ 15 แห่งทั่วประเทศเพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาและสืบค้นโปรโมชั่นที่เหมาะกับตนเอง เพียงกรอกข้อมูลต่างๆ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ refinn.com ที่จะคัดกรองมาให้ผู้ใช้บริการ จากนั้นหากต้องการสมัครโปรโมชั่นที่สนใจก็สามารถสมัครได้ง่ายๆผ่าน refinn.com เช่นกัน ซึ่งข้อมูลที่ผู้ใช้บริการได้กรอกทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ ที่สำคัญคือคุณแค่กรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการสมัครครั้งอื่นๆได้ การเปลี่ยนข้อมูลก็สามารถทำได้เพียงแก้ไขบนหน้าเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบริการรับเอกสารไปส่งให้กับธนาคารและดำเนินการแจ้งเตือนรีไฟแนนซ์ใหม่เมื่อครบ 3 ปี พร้อมคำแนะนำในการรีไฟแนนซ์ต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้บริการแต่อย่างใด

เป้าหมายของ refinn.com คือการมีผู้ใช้บริการยื่นคำขอรีไฟแนนซ์ผ่าน www.refinn.com เพิ่มขึ้น โดยภายในปี 2560 จะมียอดลูกค้าที่มาทำการรีไฟแนนซ์ในเคสที่สำเร็จแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และในปี 2563 ได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มยอดได้ถึง 100,000 ล้านบาท

ถือได้ว่า refinn.com เป็นบริษัท  Start-up ที่โดดเด่นในเรื่องการแก้ปัญหาสินเชื่อบ้านซึ่งนับได้ว่าเป็นปัญหาหนี้สินที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ และยังตอบโจทย์ของคนในสังคมเป็นวงกว้างและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างน่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียว

“4 วิธีสยบ!! ทุกปัญหาเรื่องเงินระหว่างสามีและภรรยา”

จากที่เรามีการ Live FB คุยกันระหว่างผม พี่หมอนัท คลีนิคกองทุน และพี่หนอม Taxbagnoms เซเลปทางการเงินผู้โด่งดังจาก aomMONEY.com เราก็ได้มีการพูดคุยในเนื้อหาที่ว่า เมื่อแต่งงานกันไปแล้วจะซ่อนเงินเมียยังไงไม่ให้รู้ แถมยังรวยด้วย

แหม… จากการสัมภาษณ์แล้ว พี่ต้าร์เองก็รู้สึกได้เลยว่า 2 ท่านนี้รักภรรยามากขนาดไหน เดี๋ยวมาดูความเห็นในเรื่องการเงินสำหรับคนที่พึ่งจะมีครอบครัวและกำลังจะมีลูกนะครับ

1. ต้องคุยกันเรื่องวัตถุประสงค์การใช้เงินในส่วนต่างๆ

ถ้าเรามองในอดีต ผู้ชายจะเป็นผู้นำครอบครัวในการหาเงินเข้าบ้าน ส่วนผู้หญิงจะเป็นคนที่ดูแลบ้านและลูกๆ แต่สมัยนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านและเงินทอง แต่ก็อยู่ที่สไตล์ของแต่ละครอบครัวนะ บางคนใช้วิธีแยกเงินออกมาเป็น 3 ส่วน เงินเธอ เงินเขา เงินเรา

เงินในส่วนที่เป็นของส่วนตัวจะบริหารส่วนของใครของมัน ส่วนเงินกองกลางก็จะดูแลร่วมกัน หรือบางคนก็แบ่งแบบเดียวกันนั่นล่ะแต่อาจจะให้ฝ่ายที่เก่งเรื่องเงินกว่าเป็นคนดูแลกองกลางก็ได้ ที่สำคัญก็คือต้องโปร่งใสนะว่าเงินเอาไปทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาบุตร การผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์

2. หากคิดจะลงทุนต้องปรึกษากันก่อน

มีเรื่องที่เล่าสนุกกันประจำในส่วนของพ่อบ้านใจกล้าว่าเมียจะเป็นคนคุมเงินและจะให้เงินสามีใช้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงสำหรับหลายๆ คู่นะ บรรดาพ่อบ้านก็เลยต้องหาที่ซ่อนเงิน สมัยก่อนจะมี Case Classic ที่จะซ่อนเงินแฟนตามหนังสือ ตามหลังรูปภาพ แต่หลายคนก็ลืมและเมียจับได้ สมัยนี้มัน Advance ไปกว่านั้นแล้ว คือ การเอาเงินไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนรวม

แต่การลงทุนนั้นก็มีความเสี่ยงนะครับ เรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งที่มีการพูดคุยขึ้นมาก็คือ เราอาจจะรับความเสี่ยงได้ไม่เท่าแฟนก็ได้ การลงทุนในส่วนตัวของเราก็ลงตามความเสี่ยงของเรา ในส่วนของแฟนก็ควรจะต้องลงทุนตามความเสี่ยงของแฟน ส่วนเงินกองกลางนั้นควรจะเป็นเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันร่วมกัน

แต่ก็อาจจะมีเงินบางส่วนที่ลงทุนร่วมกันได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของครบครัวแต่จะต้องมีวัตถุประสงค์ในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อทุนการศึกษาบุตร การจัดพอร์ตตามความเสี่ยงในวัตถุประสงค์การลงทุนต่างๆก็ต้องประเมินให้ดีครับ แต่อย่างไรก็ตามเราจะลงทุนอย่างเดียวไม่ได้นะ อย่าลืมป้องกันความเสี่ยงจากประกันด้วย หากเราเป็นอะไรไปก็ยังมีเงินคุ้มครองครอบครัวจนกว่าเขาจะปรับตัวได้

3. มีปัญหาเรื่องเงินต้องคุยกัน

หลายๆ คู่นั้น เวลาพูดถึงเรื่องเงินทองมักจะกลัวและไม่พูดให้อีกฝ่ายฟังว่ากำลังมีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย หนี้สิน หรือมีปัญหาในการหารายได้ เราไม่ควรจะปิดบังกันนะครับ ควรจะบอกอีกฝ่ายจะได้ช่วยกันแก้ปัญหากัน ไม่ว่าจะช่วยกันหารายได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าไม่คุยกันจะทำให้ครอบครัวตึงเครียด และเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว จนกลายเป็นการเลิกลากันไปก็ได้

4. ต้องพูดคุยความรับผิดชอบในเงินส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากเงินระหว่างเรา

ต้องอย่าลืมว่าเงินที่อยู่ในครอบครัวนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องของสามีภรรยาเท่านั้น อาจจะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมรดกและเงินกองกลางของตระกูลด้วย ต้องวางแผนกันดีๆ รวมถึงให้ความรับผิดชอบกันดีๆ นะครับ ในเรื่องของมรดก ก็ต้องอย่าลืมศึกษาในข้อกฎหมายว่าจะให้ใครอย่างไรอย่างเป็นประโยชน์ที่สุด รวมถึงการทำพินัยกรรมเอาไว้ จะได้ไม่ทะเลาะกันในภายหลัง

ในบางครอบครัวนั้นมีการได้รับเงินจากกงสีที่เป็นธุรกิจที่พี่น้องช่วยกันทำตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ตรงนี้หากมีการแต่งงานแล้วเอาคนสามีหรือภรรยาที่แต่งงานเข้าไปช่วยบริหาร อาจจะมีปัญหาเรื่องเงินๆทองๆได้ ควรมีการกำหนดธรรมนูญของธุรกิจและข้อตกลงต่างๆให้ดีระหว่างพี่น้องต่อคนนอก แต่บริษัทส่วนใหญ่ในสมัยนี้ก็มีการเปลี่ยนวิธีการจัดการในรูปแบบที่ทันสมัย เช่น การถือหุ้น การทำงานในระดับตำแหน่งงานตามฐานเงินเดือน ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาได้

การที่เราแต่งงานมีครอบครัวกันแล้ว เรื่องของการเงินก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะต้องวางแผนให้ชีวิตคู่และครอบครัวของเราประสบความสำเร็จทางด้านการเงินและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จริงๆแล้วที่เราคุยกันมีเนื้อหามากกว่านี้เยอะเลยนะครับ

หากใครสนใจฟังต่อเพิ่มเติม สามารถเข้าไปชมได้ที่ https://www.facebook.com/aommoneyth/videos/1089893064397166/ นะครับ

เงิน 1,000 บาท ใน 100 ปีก่อนเยอะแค่ไหน?

เวลาที่เราคุยกันระหว่างเพื่อนฝูงว่าจะไปกินโน้นกินนี่กัน มื้อนึง 300 บ้าง 500 บ้าง ถ้าไปเล่าให้คนสูงอายุหรือรุ่นพ่อรุ่นแม่ฟังเขาก็อาจจะตกใจไม่น้อย แล้วก็อาจจะอุทานขึ้นมาว่า ก๋วยเตี๋ยวสมัยก่อนชามละ 1 บาทเอง ขนมก็แค่หลักสลึง แต่พอในรุ่นของผมและเพื่อนๆที่เกิดในยุค 90 ก็จะเห็นขนมห่อนึงใหญ่บะเร่อ ซองละ 5 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาท แต่พอมาในสมัยนี้ยุค 201X ขนมห่อนึงปริมาณเท่าๆกันสมัยผมเป็นเด็กๆก็ปาไป 20-30 บาทละ เรื่องของกินไม่ต้องพูดเลย ข้าวและก๋วยเตี๋ยวชามนึงก็ 40-50 ขั้นต่ำแล้ว

หลายคนก็เลยถามว่า สมัยก่อนที่เขาใช้ๆเงินกันเนี่ย ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนมันจะความรู้สึกกันกี่บาทกันนะ วิธีการคำนวณก็มีหลายวิธีนะครับ จะขอเสนอไอเดียบางวิธีให้ลองคำนวณเล่นๆกัน

1. เปรียบเทียบโดยใช้อัตราเงินเฟ้อ

วิธีการนี้ก็จะใช้ตัวเลขไปเข้าสูตรของมูลค่าเงินอนาคต FV = PV(1+i)n โดยเรากำหนดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยดูว่าที่ผ่านมาเป็นเท่าไหร่ รวมแล้วเป็นจำนวนกี่ปีแล้วก็จะได้ตัวเลขคร่าวๆออกมาได้นะ โดยคำอธิบายมีดังนี้

FV = Future Value (ตัวเลขมูลค่าในอนาคต)

PV = Present Value (ตัวเลขมูลค่าในปัจจุบัน)

i = อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย

n = จำนวนปี

ตัวอย่างง่ายๆเช่น 100 ปีที่แล้วนั้นเราอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 6 และเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย 100 ปีคือ 6% (เลขสมมติโดยใช้ตัวเลขใกล้เคียงจากปัจจุบัน) มาดูมูลค่ากันครับ

FV = ตัวเลขมูลค่าในอนาคต ซึ่งคือปี 2559

PV = ตัวเลขปัจจุบันในสมัย รัชกาลที่ 6 ด้วยมูลค่า 1,000 บาท

i = เงินเฟ้อ 6% โดยเฉลี่ย

n = 100 ปี

FV = PV (1+i)n

FV = 1,000 (1+0.06)100

FV =  339,302.28 บาท

คำนวณได้ที่ http://www.calculator.net/future-value-calculator.html

แต่วิธีนี้ผมเห็นข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราไม่รู้ว่า 100 ปีที่แล้วเงินเฟ้อรวมๆแล้วเฉลี่ยเท่าไหร่นะสิ และตัวเลขดังกล่าวก็เป็นตัวเลขสมมติเท่านั้นนะครับ อิอิ สมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงยังไม่ได้มีใครเก็บสถิตินี้ไว้แน่ๆเลย

2. การเปรียบด้วยราคาทองคำ

ว่ากันว่าทองคำเป็นสิ่งที่คงทน ทองอยู่ที่ไหนก็คงยังเป็นทอง ผ่านไป 100 ปี ทองก็ยังหน้าตาเหมือนเดิม แต่ราคาของมันอาจจะเปลี่ยนไป และราคาทองคำในอดีตนั้นก็พอจะมีข้อมูล หาได้ง่ายกว่าอัตราเงินเฟ้อ ผมลองดูเล่นๆในเว็บไซต์ onlygold.com ที่มีการแสดงให้เห็นราคาทองคำย้อนหลังตั้งแต่ปี 1792 มาจนถึง 2015 จะเห็นได้ว่าในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น ทองราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $20.67 ในขณะที่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $1,060 ซึ่งเราสามารถดูจากเส้นกราฟราคาทองได้จากเว็บไซต์ macrotrends.net ได้เช่นกันนะครับ

ถ้าเมื่อ 100 ปีก่อน ราคาทองคือ $20.67 ปัจจุบันราคาทองคือ $1,060 แปลว่ามูลค่าของทองคำนั้นมันเปลี่ยนไป 51.28 เท่า อันนี้คือการเทียบกับ USD นะครับ ถ้าแปลงเป็นเงินบาทอาจจะมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ตรงนี้คำนวณค่อนข้างยากเพราะในสมัยรัชกาลที่ 6 ค่าเงินบาทนั้นไปเทียบกับเงินปอนด์ของอังกฤษอยู่แถวๆ 13 บาทต่อปอนด์ และมาเปลี่ยนเป็นการอ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ถ้าผมคิดคร่าวๆในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ค่าเงินบาทใน 100 ที่แล้วคร่าวๆ นั้นเป็นดังนี้นะครับ

  • 1 ปอนด์ = 13 บาท (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลังระหว่างปี 1907-1919)
  • 1 ปอนด์ = 4.70 ดอลลาร์ (http://www.miketodd.net/encyc/dollhist.htm)
  • เทียบไปเทียบมาแปลว่า 2.77 บาท เท่ากับ 1 ดอลลาร์

ทั้งหมดแพงขึ้นกี่เท่า?

100 ปีที่แล้วราคาทองคำเฉลี่ยเปรียบเทียบคือ $20.67 หรือ 57.26 บาท (USD 1 : THB 2.77 )

วันนี้ราคาทองคำเฉลี่ยเปรียบเทียบคือ $1,060 หรือ 37,100 บาท (USD 1 : THB 35)

รวมความแตกต่าง 647.92 เท่า ตามสูตรนี้ 1,000 บาทในสมัย 100 ปีก่อน ก็ตกอยู่ที่ 647,920 บาท

มาดูตัวอย่างมูลค่าต่างๆเช่นค่าก่อนสร้าง ค่าโรงแรม เงินเดือนของข้าราชการในสมัยนั้นกันนะครับ

ค่าก่อสร้างพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระราชวังพญาไท 46,000 บาท

  • คิดโดยเงินอัตราเงินเฟ้อ 6% เป็นเวลา 100 ปี = 15,607,895 บาท
  • คิดโดยการอ้างอิงราคาทองคำกับค่าเงิน USD 647.92 เท่า 100 ปี = 29,804,320 บาท

ค่าห้องพักที่แพงที่สุดและหรูหราที่สุด โฮเต็ลวังพญาไท 120 บาท (หลังสมัย ร.6 นิดๆ)

  • คิดโดยเงินอัตราเงินเฟ้อ 6% เป็นเวลา 100 ปี = 40,716 บาท
  • คิดโดยการอ้างอิงราคาทองคำกับค่าเงิน USD 647.92 เท่า 100 ปี = 80,990 บาท

เงินเดือนสุดท้ายของพระยาบริหารราชมานพ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงระดับเจ้ากรมชั้นที่ 1 เดือนละ 600 บาท (อ้างอิงจากจดหมายเหตุวชิราวุธ)

  • คิดโดยเงินอัตราเงินเฟ้อ 6% เป็นเวลา 100 ปี = 203,581.25 บาท
  • คิดโดยการอ้างอิงราคาทองคำกับค่าเงิน USD 647.92 เท่า 100 ปี = 388,752 บาท

แต่ท่านเริ่มรับราชการครั้งแรกที่เงินเดือน 65 บาทนะ (หรือ 2-3 หมื่นในปัจจุบันนะ) และพอท่านเป็นระดับผู้บริหาร(ผู้บังคับบัญชา) เงินเดือนของท่านก็มากขึ้นตามตำแหน่งที่รับผิดชอบ ผมว่าถ้าเปรียบเทียบผู้บริหารในบริษัทเอกชนสมัยนี้ก็มีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันนะครับ

ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างการเปรียบเทียบค่าเงินคร่าวๆ โดยที่ผมพยายามจะหาข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ 100 ปีที่แล้วให้ได้มากที่สุดนะครับ ก็เป็นแค่การเปรียบเทียบคร่าวๆ บางตัวเลขก็ไม่ได้ 100 ปีเปะๆ เอาใกล้เคียงในสมัยนั้น ตัวเลขไม่มีถูกผิดแบบเปะๆหรอกนะครับ เป็นแค่สมมติฐานและการไล่เรียงตามข้อมูลที่พอจะเป็นไปได้ ใครอยากรู้ว่าสมัยก่อนของราคาเท่าไหร่ก็ลองเปรียบเทียบกันดูได้นะครับ

เรื่องการเงิน สนุกเนอะ ^_^

อาชีพใหม่โดนใจ เปลี่ยนหน้าให้สวย กับ “Face Designer”

อาชีพใหม่โดนใจ เปลี่ยนหน้าให้สวย กับ “Face Designer”

 

ทุกคนคงเคยได้ยินคำพูดติดปากสำหรับใครหลายคน ที่ว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย’ ทำให้สาวๆ ทั้งหลายต่างก็แข่งขันกันเรื่องความสวยความงาม เรียกได้ว่าสมัยนี้สาวๆ คนไหนไม่เคยดูคลิปสอนแต่งหน้าเลยซักครั้งคงแปลกน่าดู และแน่นอนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้จำกัดเฉพาะสาวๆ เท่านั้น แต่ในปัจจุบันหนุ่มๆ เองก็หันมาดูแลใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

 

แน่นอนว่า หนึ่งในวิธีการปรับเปลี่ยนให้ตัวเองดูดีขึ้นนั้น ทำให้เกิดเทรนด์ที่มาแรงนั่นก็คือ ‘การศัลยกรรม’ ซึ่งการศัลยกรรมนั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปหน้าได้ค่อนข้างถาวร (หากทำกับแพทย์ที่ถูกต้องและเชี่ยวชาญ) ทำให้การศัลยกรรมนั้นได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในเมืองไทยเองการทำศัยกรรมนั้นได้รับความนิมยมเพิ่มมากขึ้นทั้งในหมู่สาวๆ และหนุ่มๆ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเอง

 

แต่วันนี้ Money Ideas ไม่ได้มานำเสนอเรื่องราวของการทำศัลยกรรมเท่านั้น แต่เราจะมาลองหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ กัน!!!

 

ก่อนอื่นเรามีคำถามที่อยากให้ทุกคนลองหาคำตอบกัน คำถามก็คือหากเราต้องการทำศัลยกรรม คนที่เราควรจะปรึกษาคือใคร? เพื่อน? หมอ? ครอบครัว?

 

แน่นอนว่าเพื่อนกับครอบครัวน่าจะเป็นลำดับแรกๆที่คนส่วนใหญ่นึกถึง และเมื่อเราตัดสินใจจริงจังที่จะทำศัลยกรรมแล้ว คนต่อมาที่เราต้องตามหาก็คือ ‘หมอ’ เพื่อจะปรึกษาว่าหากเราต้องการทำศัลยกรรมนั้นเราควรปรับเปลี่ยนจุดไหน

 

แต่เคยมีใครแปลกใจรึเปล่าว่าทำไมทั้งๆที่หมอไทยเองก็มีฝีมือด้านนี้ แต่ทำไมเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองหลวงแห่งการศัลยกรรม’ กลับเป็น ‘เกาหลี’???

 

ในเมืองไทยหากใครอยากทำศัลยกรรมนั้นสามารถทำได้โดยการปรึกษากับแพทย์โดยตรง ในขณะที่การปรึกษากับแพทย์นั้นอาจจะมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ในขณะที่เกาหลีนั้นกลับแตกต่างออกไป นั่นเพราะที่เกาหลีนั้นมีอาชีพสุดพิเศษที่มาเติมเต็มช่องว่างนี้

 

อาชีพนี้คือ Face Designer ‘นักออกแบบรูปหน้า’ นั่นเอง

 

แล้ว Face Designer คืออะไร?

Face Designer คือ ที่ปรึกษาสำหรับบุคคลที่ต้องการทำศัลยกรรม เพราะที่เกาหลีนั้น แพทย์คือผู้เชี่ยวชาญและมีหน้าที่เป็น Technician เท่านั้น ในขณะที่ Face Designer จะเป็นที่ให้คำปรึกษากับลูกค้าที่ต้องการศัลยกรรม เพราะการทำศัลยกรรมบางอย่างเช่น การเสริมจมูกบางประเภทนั้นสามารถปรับเปลี่ยนโดยการเสริมหน้าผากให้นูนขึ้นเพื่อให้รูปจมูกชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

ทว่าในประเทศไทยนั้นกลับมีคนที่ทำอาชีพนี้จริงๆน้อยมาก ทั้งๆ ที่อาชีพนี้คืออาชีพที่มีความน่าสนใจ เป็นอีก 1 ช่องทางเลือกในการทำธุรกิจเพราะอาชีพนี้มีผู้รู้จริงไม่มากนัก นั่นเพราะกว่าจะเป็น Face Disigner นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ

 

เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศเกาหลีนั้นได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านความสวยความงามมาตั้งแต่ช่วงปี 1990 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้บริการและผลิตภัณฑ์ด้านความงามของเกาหลีเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก นอกจากผลิตภัณฑ์แล้วยังมีการพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆที่เกี่ยวกับความงาม

 

การศัลยกรรมนั้นแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล ทำให้ที่เกาหลีเกิดอาชีพที่เรียกว่า Beauty Coordinator โดยคนที่จะทำอาชีพนี้ได้ จะต้องเรียนในหลายๆด้าน ไมว่าจะเป็นศิลปะ, การบริการ, การแต่งหน้า รวมไปถึงด้านบุคลิกภาพเพื่อที่จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าทุกคน หลังจากจบกระบวนการเรียบร้อย ยังต้องลงภาคสนามเพื่อสั่งสมประสบการณ์ เพราะลูกค้าที่เข้ารับบริการแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไปทั้งรูปหน้า, สีผิว, สภาพผิว หรือแม้แต่เส้นผม จึงเรียกได้ว่ากว่าจะเป็น Face Desiner นั้นเพียงแค่มองก็สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับรูปหน้าได้เลยทีเดียว เพราะการออกแบบรูปหน้านั้นต้องดูจากพื้นฐานโครงหน้าเดิมของเจ้าตัว หากคุณอยากสวยเหมือนนางเอกเบอร์ต้นๆของประเทศเป๊ะๆล่ะก็… บอกได้คำเดียวว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน!!!

 

อาชีพนี้เป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับคนที่ให้ความสนใจเรื่องความสวยความงาม อาชีพนี้เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆแล้วยังมีผู้ที่ทำธุรกิจด้านนนี้อยู่น้อยมาก และที่สำคัญคือเราจะได้อยู่กับของสวยๆงามๆตลอดเวลาเลยด้วย!!!

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save