วิธียื่นภาษีแบบชิลๆ

ใกล้ถึงวันครบกำหนดการยื่นภาษีแล้วนะครับ หลายๆคนก็คงยื่นเรียบร้อยแล้วแต่อีกหลายๆคนก็คงยัง งงๆ ว่าจะยื่นภาษีกันยังไง บางคนก็มือใหม่ กลัวยื่นผิดยื่นถูก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนะครับ ในฐานะที่เราเป็นผู้มีรายได้ยังไงเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษี ประเด็นก็คือเราจะเสียภาษีอย่างไรแบบชิลๆดี สำหรับผมแล้ว มีหลักการ 2 ข้อเท่านั้นก็คือ

  1. ยื่นภาษีให้ง่ายที่สุด
  2. ยื่นช่องทางที่สบายที่สุด

มาพูดถึงการยื่นภาษีที่ว่าจะทำอย่างไรให้เคลียร์ที่สุดก่อนดีกว่า หลักการของการยื่นภาษีนั้น เราทุกคนมีรายได้ และมีอัตราภาษีที่เราต้องจ่ายตามรายได้ของเรา เราอาจจะไม่ได้เสียภาษีเลยก็ได้หากรายได้เราไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด หรือรายได้เราจะถึงอัตรา 5% 10% หรือ 20% ไปเรื่อยๆ โดยเป็นอัตราขั้นบันไดก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้ให้โอกาสในการที่เราจะสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทางภาษีได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น LTF RMF ประกันชีวิต เงินบริจาค หรือเงินกู้บ้าน

ต้องการยื่นภาษีให้ง่ายสุดทำอย่างไร?

  1. หากเราเป็นพนักงานประจำ (มนุษย์เงินเดือน) เพียงอย่างเดียว มีการลดหย่อนภาษีเพียงแค่ LTF RMF ประกันชีวิต ให้เลือก ภงด 91 ซึ่งเป็นการยื่นแบบภาษีที่ง่ายที่สุดสำหรับพวกเรา เนื่องจากไม่ได้มีรายได้และการคำนวณภาษีที่ซับซ้อน มีรายได้ มีการลดหย่อนพื้นฐาน ก็สามารถยื่นแบบภาษีได้เลย
  2. หากเรามีรายได้หลายๆทาง มีบิลที่บริษัทอื่นๆจ่ายเงินให้เราและมีรายได้อื่นๆไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลที่นำไปคิดเครดิตภาษีเงินปันผลได้ ให้เลือกยื่น ภงด 90 ซึ่งจะเป็น ภงด ที่ลงรายละเอียดกว่า แต่… ต้องอย่าลืมว่าการที่เราจะยื่นนั้น จำเป็นที่จะต้องเก็บเอกสารสำคัญเกี่ยวกับรายได้และหลักฐานในการลดหย่อนให้ครบถ้วน ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อถึงเวลาสรรพากรขอตรวจสอบเอกสารแล้ว เราอาจจะพบปัญหาได้และบางครั้งอาจจะเป็นผลทำให้เราต้องจ่ายภาษีค่าปรับอีกต่างหาก

ต้องการยื่นภาษีให้สบายที่สุดทำอย่างไร?

  1. เตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน โดยปกติแล้วเราจะต้องเก็บสลิปรายได้ทุกอย่างไว้ รวมถึงหลักฐานต่างๆที่เราใช้ในการลดหย่อนภาษีอย่างเคร่งครัดและทำบัญชีบันทึกไว้ด้วยจะส่งผลดีกับเรา เผื่อเวลาเอกสารขาดตกบกพร่องหรือเอกสารหาย ก็สามารถขอติดตามจากผู้ออกเอกสารได้
  2. ยื่นเอกสารอย่างไม่รอช้า เมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องรอจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายก่อนวันปิดยื่นแบบภาษี หากเรายื่นเร็วและสามารถลดหย่อนภาษีได้ก็อาจจะมีสิทธิได้รับเช็คขอคืนภาษีได้เร็วกว่าคนอื่น การผลัดวันประกันพุ่งอาจจะทำให้เรายื่นแบบภาษีล่าช้าและมีโอกาสจะต้องเสียค่าปรับในท้ายสุด
  3. เลือกยื่นในช่องทางที่สะดวก หากมีประสบการณ์การยื่นภาษีเป็นอย่างดี สามารถยื่นผ่าน Internet ได้ แต่ถ้าหากเราต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามเจ้าหน้าที่สรรพากรในกรณีที่เราไม่เข้าใจ ควรเลือกยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาใกล้บ้านท่าน

เพียงเท่านี้ การยื่นภาษีก็ไม่วุ่นวายอย่างที่เคยเจอ 😀

ทำไมรายย่อยเล่นหุ้นมักจะขาดทุนมากกว่ากำไร

คำกล่าวที่ว่า… “ในระยะยาว” 20% ของคนในตลาดหุ้นจะมีกำไร แต่คนอีก 80% จะขาดทุน และคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนจะเป็นรายย่อย เป็นจริงเสมอหรือไม่?

ทำไมรายย่อยเล่นหุ้นมักจะขาดทุนมากกว่ากำไร เป็นคำถามที่นักลงทุนรายย่อยหลายคนสนใจอยากรู้คำตอบ ที่จริงแล้วรายย่อยที่ขาดทุนมีมากกว่า 80% เสียด้วยซ้ำ แต่อย่างว่า “คนตายไม่ได้พูด” คนที่ต้องออกจากตลาดหุ้นไปเงียบๆ ไปเลียแผลมีจำนวนไม่น้อย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาติดตามกัน

ประการแรก “รายย่อยมักซื้อหุ้นด้วยความโลภ ขายหุ้นด้วยความกลัว”

ประเด็นแรกๆ ที่ทำให้เราขาดทุนมักเกิดจากการที่เราซื้อหุ้นด้วยความโลภ ขายหุ้นด้วยความกลัว ความหมายของการซื้อหุ้นด้วยความโลภก็คือ การที่เราซื้อหุ้นราคาแพงเพราะหวังว่าจะไปขายต่อในราคาแพงกว่า และนั่นคือเราตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ที่คอยปล่อยของใส่มือรายย่อย วิธีแก้ก็คือ เราต้องลงทุนในหุ้น ซื้อหุ้นให้เหมือนเป็นเจ้าของกิจการ เล่นยาว ไม่เล่นสั้น เล่นสั้นก็ทำเพียง “สนุกๆ” ไม่จริงจังก็พอ

และความหมายของการขายหุ้นด้วยความกลัว ก็คือ เมื่อหุ้นตกต่ำกว่าสิ่งที่เรียกว่า “ราคาเชิงจิตวิทยา” เรามักจะตกใจกลัวและขายทิ้ง ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งยืนราคา 5 บาทมาเป็นปี วันดีคืนดีตกลงไปเหลือ 3 บาท คงมีน้อยคนจะไม่กลัว และตกใจขายทิ้ง ก็จะเข้าทางคนที่มาเก็บหุ้นราคาถูก

เคล็ดไม่ลับของหลายใหญ่ก็คือ เขาจะทำตรงข้ามกับรายย่อย คือซื้อเมื่อกลัว และขายเมื่อรู้สึกโลภ สิ่งนี้พูดง่ายแต่ทำยากมาก และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่

ประการที่สอง “รายย่อยซื้อหุ้นโดยไม่คำนวณราคาที่เหมาะสมก่อน หรือคำนวณไม่เป็น”

เรื่องราวของราคาที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของการเล่นหุ้น หลายคนซื้อหุ้นโดยไม่คำนวณราคาที่เหมาะสมก่อน หรือคำนวณไม่เป็น วิธีวัดมูลค่าหุ้นลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการหนึ่งๆ จะตีมูลค่าของกิจการอย่างไร? การที่เราไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นก็เหมือนเรา “ตาบอดคลำช้าง” หมายความว่า เรามองไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด ใช้ภาพเพียงบางส่วนในการตัดสินใจซื้อหุ้น และนั่นคือ “หายนะ”

ประการที่สาม “รายย่อยติดหุ้นแล้ว Cut Loss ไม่เป็น”

หลายคนคิดจะเข้ามาเก็งกำไรหุ้น แต่พอติดหุ้นก็กลายเป็น “วีไอจำเป็น” หมายความว่าติดหุ้นแล้วก็ทนถืออยู่อย่างนั้น รายย่อยติดหุ้นแล้ว Cut Loss ไม่เป็น และนั่นคือ อีกหนึ่งหายนะที่ทำให้รายย่อยขาดทุนซ้ำซาก และไม่ก้าวไปข้างหน้า บางครั้งหุ้นดีก็จริง แต่ยังไม่ถึงรอบของมัน การที่เราติดหุ้นเอาไว้โดยเงินที่จะซื้อหุ้นของเรามีอย่างจำกัด ทำให้เราเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ทำแบบนี้นอกจากจะอึดอัดแล้ว ยังทำให้เราขยับไปไหนไม่ได้เลย ยกเว้นเสียว่าคุณเป็นวีไอจริงๆ และต้องการถือเพื่อรับเงินปันผล

ประการสุดท้าย “ไม่ศึกษาหาความรู้”

การศึกษาหาความรู้ต้องทำตลอดเวลา คนที่คิดว่าเรารู้ทุกเรื่องแล้ว เป็นน้ำเต็มแก้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ รายย่อยบางคนคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ไม่ยอมศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ซ้ำร้ายยัง “ล้างครู” คือวิพากษ์วิจารณ์ ครูผู้เคยสอนเราให้เล่นหุ้นเป็นเสียหมดท่า ทำแบบนี้นอกจากจะดูก้าวร้าวแล้วยังเป็นเหมือนดั่งน้ำที่เต็มแก้ว รินอะไรเข้าไปใหม่ก็ล้นแก้วออกมา

นักลงทุนผู้มากประสบการณ์ และเก่งจริงมันจะ “ถ่อมตน” อ่อนน้อม อ่อนโยน แต่ไม่ได้อ่อนแอ แข็งแกร่ง แต่ไม่ได้แข็งกระด้าง รายย่อยบางคนข้างนอก “แข็งกร้าว” แต่ภายในแสนจะอ่อนแอ และต้องหลบไปเลียแผลประจำ อย่าให้ตัวเราเป็นแบบนั้น จงหล่อหลอมตนด้วยความอ่อนน้อม และอ่อนโยน เป็นน้ำครึ่งแก้วที่พร้อมจะศึกษาสิ่งใหม่ๆ ปรับปรุง และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่าครับ

เกี่ยวกับนายแว่นธรรมดา : “นายแว่นธรรมดา” ผู้เขียนหนังสือขายดี “รวยหุ้นแบบ VI ไม่เสี่ยง” และเป็นผู้ก่อตั้ง www.naiwaen.com เว็บไซค์การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และ Money Market อีกมากมาย และ www.topofliving.com ที่เล่าเรื่องราวของบ้านหลังแรก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยนิยามส่วนตัวก็คือ ทำให้ความมั่งคั่ง กลายเป็นเรื่อง “สนุก”

ติดตามนายแว่นธรรมดาได้ที่นี่ครับ www.naiwaen.com

กองทุนเนื้อหอมเรทติ้งแรง ที่นักลงทุนห้ามพลาด

TMB  Open Architecture : Top Rating

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ในช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนแทบทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะผันผวนไปในทางลงมากกว่า จนผมเห็นหลายคนบอกว่า อยากจะปิดหน้าจอ ไม่อยากรับรู้การขึ้นลงของราคาหุ้นอีกต่อไปเลยทีเดียวครับ หรือบางคนก็บอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่จะได้กลับไปตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แทนการลงทุน (555+)

ผมอยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งท้อใจกันไปก่อนนะครับ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นแย่ หรือว่ามีความผันผวน สูง ๆ แบบนี้แหละครับ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเลือกสินทรัพย์ เพื่อลงทุน หรือ พูดง่าย ๆ ว่า มีจังหวะให้เราพิจารณา เพื่อเตรียมแผนการลงทุน ถ้าหากฝุ่นหายตลบแล้วเมื่อไหร่ ก็จะได้ลงทุนได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ ไม่ใช่ว่ารอคอยให้ตลาดหุ้นกลับมาดี แล้วค่อยเหลียวมองตลาดหุ้น หรือ วางแผนการลงทุน ซึ่งจะทำให้เราพลาดโอกาสอันดีงามไป

ส่วนแนวทางการเลือกกองทุนหุ้น เพื่อลงทุนนั้น ก็มีหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นดูผลตอบแทนย้อนหลัง การดูสไตล์การลงทุน ประกอบกับค่าธรรมเนียม บางคนก็อาจจะดูถึง ผู้จัดการกองทุน ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนเอง หากไม่ได้มีเวลามากนัก บางครั้งก็อาจจะต้องเพิ่ง “Rating” ในการลงทุนแทน ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกที่นิยมกันในปัจจุบันครับ

โดยบริษัทที่ทำการจัด Rating กองทุนก็มีหลากหลายครับ แต่ในบ้านเราที่นิยมมาก ๆ ก็ได้แก่ Morningstar นั่นเอง โดยทาง Morningstar นั้นจะจัดอันดับกองทุน โดยดูจากผลตอบแทนย้อนหลัง และความเสี่ยง รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อผลตอบแทนของกองทุน จากนั้นก็รวบรวมเป็นคะแนน และจัดอันดับ จากนั้นก็สรุปออกมาเป็น “ดาว” ครับ โดย 5 ดาว ถือว่าเป็น Rating ที่ดีที่สุดของทาง Morningstar หรือเรียกว่า Top Rating รองลงมาก็จะเป็น 4 ดาว และ 3 ดาว ลดหลั่นกันลงตามการจัดอันดับ

โดยกองทุน Top Rating เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลังดีมากเมื่อเทียบกับกองทุนกลุ่มเดียวกันจากทั้งหมดในอุตสาหกรรมครับ

เพื่อที่จะไม่เป็นการเสียเวลา เราจะมาดูกันดีกว่าว่า กองทุนที่น่าสนใจ ที่ทาง Morningstar ได้จัดอันดับให้เป็น Top Rating และน่าติดตามคือ กองทุนไหนบ้างครับ

กองทุนเปิด TISCO Mid/Small Cap Equity Fund (TISCOMS)

กองทุนนี้ ถือว่าเป็นอีกกองทุนที่น่าสนใจ ซึ่งถ้าใครที่ชื่นชอบ หรือสนใจการลงทุนในกองทุนหุ้นประเภท Mid-Small Cap  หรือ หุ้นเล็ก-กลาง ที่มีความร้อนแรง และมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ แล้วละก็ ผมบอกเลยครับว่า กองทุน TISCOMS จาก บลจ. ทิสโก้ นี้นับเป็นอีกกองทุนที่ต้องพิจารณาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเลยครับ ต้องหยิบมาเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ด้วย เพราะว่ามีผลตอบแทนย้อนหลังที่โดดเด่นมากครับ

แต่กองทุนนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องผลตอบแทนนะครับ เรามาดูกันดีกว่าว่า กองทุนนี้มีอะไรที่พิเศษกว่ากองทุนอื่น ๆ เพื่อที่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และหากใครที่เพิ่งจะเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนหุ้น ก็จะได้เข้าใจก่อนที่จะลงทุนในกองทุนนี้ครับ

ถึงแม้ว่ากองทุน TISCOMS นั้น จะเพิ่งจัดตั้งมาได้ประมาณ 3 ปี ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่นาน แต่ด้วยนโยบายการลงทุนที่เลือกหุ้นมีมูลค่าตลาดหรือ Market Capไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท โดยเลือกหุ้นจากแนวโน้มในการเติบโตสูง รวมถึงหุ้นที่ยังมีราคาไม่แพงมากนัก ทั้งจากในตลาดหลักทรัพย์ SET และ MAI นั้นทำให้กองทุน Small Cap จาก บลจ.ทิสโก้กองทุนนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในเกณฑ์ดีมากนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมา

จาก Website- Morningstar : กองทุนเน้นการลงทุนไปที่หุ้นเล็กที่มีพื้นฐานดี และยังมีราคาไม่แพง โดยผสมกับหุ้นที่มีการเติบโตสูง (Blend) อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับนะครับว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นประเภท Mid-Small Cap นั้นส่วนมากแล้วจะค่อนข้างมีความผันผวนมาก และมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นในกองทุนค่อนข้างบ่อย หรือ มีการปรับหุ้นในกองทุนตามสถานการณ์อย่างรวดเร็วครับ

ซึ่งหากใครอ่านในรายงานประจำปี หรือ รายงานประจำ 6 เดือนของกองทุนจะพบว่า มีการปรับเปลี่ยนหุ้นในกองทุนบ่อยครั้ง (ดูที่อัตราส่วน Portfolio Turnover Ratio) แสดงถึงสไตล์การลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรมากกว่าการซื้อหุ้น แล้วถือนาน (Buy and Hold) นั้นก็หมายความว่า ผู้จัดการกองทุน และทีมงาน ได้คัดเลือกหุ้นที่อยู่ในธีมการลงทุนของนักลงทุน หรือไม่ก็เป็นหุ้นดี นอกสายตา ของใคร ๆ ก็เป็นไปได้ครับ

อีกทั้งมีการถือหุ้นน้อยตัว (ประมาณ 20 ตัว และ 10 ตัวแรกก็มีสัดส่วนประมาณ 65% ของพอร์ตการลงทุน) ก็ทำให้กองทุน TISCOMS นี้มีความผันผวนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว 

ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่สามารถรับความผันผวนจากการลงทุนได้มาก และอยากได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในกองทุนหุ้น Mid-Small Cap ในระยะยาวแล้วละก็ กองทุน TISCOMS นี้นับเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

กองทุนเปิด TISCO Mid/Small Cap Equity Fund (TISCOMS)

จากข้อมูลเบื้องต้น จะเห็นได้ว่ากองทุนนี้จะเน้นไปที่ หุ้นที่มีขนาดเล็ก-ขนาดกลางเป็นหลักครับ ตามชื่อของกองทุนเลย ซึ่งข้อดีของการลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็ก – ขนาดกลางก็คือ โอกาสในการเติบโตที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ครับ

ลองคิดง่าย ๆ ครับ หุ้นที่มีขนาด 1 พันล้าน จะโตไปเป็นหุ้นที่มีขนาด 2 พันล้าน ในเวลา 5-7 ปีนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า หุ้นที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ เช่น 1 แสนล้าน จะโตไปเป็นหุ้นขนาด 2 แสนล้านภายในระยะเวลาที่เท่ากัน คงเป็นไปได้ยากมากครับ

จากประสบการณ์ กองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่ดีกองทุนหนึ่งเลยครับ ซึ่งกองทุนนี้จะเหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ๆ และรับความเสี่ยงสูงได้

ถ้านักลงทุนชอบสไตล์การลงทุนที่ผมได้กล่าว

เลือกกองทุนให้อยู่หมัด ด้วย 4 วิธีประหยัดค่าธรรมเนียม

ช้อนย่อมคู่กับส้อมฉันใด กองทุนรวมก็ย่อมคู่กับค่าธรรมเนียมฉันนั้น (แฮ่)

เนื่องจากกองทุนรวมตั้งอยู่บนแนวคิดที่นำเงินลงทุนของเราไปฝากให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญช่วยลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ต่อไปให้ ดังนั้น กองทุนรวมย่อมมีค่าธรรมเนียมเป็นธรรมดา หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าค่าแรงผู้เชี่ยวชาญนั่นแหละ

แต่กองทุนรวมมีหลายแง่มุมมากกว่านั้น

ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักด้วยกัน คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินของกองทุนรวม

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง คือ ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง เมื่อทำการซื้อหรือขายหน่วยกองทุนรวม ซึ่งค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ซื้อขายกองทุนรวมเท่านั้น หากซื้อขายบ่อย ค่าธรรมเนียมตรงส่วนนี้จะมาก เนื่องจากต้องเสียหลายครั้ง แต่ถ้าซื้อขายน้อย ค่าธรรมเนียมตรงส่วนนี้จะน้อย เนื่องจากเสียน้อยครั้ง

ค่าธรรมเนียมประเภทนี้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน หรือ front-end fee ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนต้องจ่ายเมื่อซื้อหน่วยลงทุนจากบลจ. (ชื่อว่าค่าธรรมเนียมการขายเพราะมองจากมุมของบลจ.) และค่าธรรมเนียมการซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือ back-end fee (ชื่อตั้งจากมุมมองของบลจ.เช่นกัน)

นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องแต่พบไม่บ่อยนัก เช่น ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนกองทุน ซึ่งมีหลักการคิดค่าธรรมเนียมเหมือนการขายกองทุนเก่าและไปซื้อกองทุนใหม่ เพียงแต่กองทุนรวมบางประเภทนักลงทุนไม่สามารถซื้อและขายได้ เนื่องจากติดข้อกำหนดทางกฎหมายซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือค่าธรรมเนียมพิเศษที่เกิดจากการทำผิดเงื่อนไขของกองทุนรวม เช่น ถือกองทุนรวมเป็นเวลาสั้นกว่าบลจ.กำหนด ค่าธรรมเนียมซื้อคืนหน่วยลงทุนจะสูงมาก ซึ่งอาจจะมองกึ่งๆ ได้ว่าเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษนั่นเอง

ค่าธรรมเนียมแบบนี้จะคำนวณให้ในราคาเสนอซื้อเสนอขายของกองทุนรวมอยู่แล้ว ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าเวลาที่กองทุนรวมประกาศราคาซื้อและขาย ราคาซื้อและขายจะต่างกันเนื่องจากค่าธรรมเนียมในการซื้อและขายนั่นเอง

ส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินของกองทุนรวม คือ ค่าธรรมเนียมที่หักออกไปจากทรัพย์สินของกองทุนรวมแล้ว และจะไม่ได้แสดงให้เห็นเป็นยอดเงินที่จ่ายไปเหมือนค่าธรรมเนียมซื้อและค่าธรรมเนียมขาย เพียงแต่จะหักไปโดยตรงเลย ค่าธรรมเนียมชนิดนี้จะไปทำให้ผลตอบแทนของกองทุนรวมต่ำกว่าผลตอบแทนจริงของทรัพย์สิน เนื่องจากกำไรส่วนหนึ่งต้องนำไปจ่ายค่าธรรมเนียมนี้

ค่าธรรมเนียมประเภทนี้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) หรือค่าแรงของผู้บริหารกองทุน ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (trustee fee) หรือค่าตอบแทนสำหรับบริษัทที่จะมาตรวจสอบการทำงานของกองทุนให้โปร่งใส รวมไปถึงค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น

สังเกตว่าค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะบอกอัตราเป็นรายปี ซึ่งในทางปฏิบัติค่าธรรมเนียมจะถูกกระจายออกเป็นรายวัน เพื่อให้ต้นทุนของการลงทุนมีความเท่าเทียมกันหมด ไม่ได้มาสูงเฉพาะตอนปลายปีที่จะคิดค่าธรรมเนียมเท่านั้น ดังนั้น ค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะคงที่ไม่ว่าจะถือหน่วยลงทุนนานเท่าไหร่ ตราบเท่าที่อัตราการเก็บยังคงคงที่อยู่เหมือนเดิม

แล้วซื้อกองทุนรวมอย่างไรให้ประหยัดค่าธรรมเนียมที่สุด?

หลักของลงทุนศาสตร์มีง่ายๆ 4 ข้อตามนี้

1. ซื้อกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนรวมในกลุ่มเดียวกัน

วิธีง่ายที่สุดคือการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมที่สนใจกับกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกัน เช่น เปรียบเทียบกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นกับกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เปรียบเทียบกองทุนรวมหุ้นเล็กและกลางกับกองทุนรวมหุ้นเล็กและกลาง

ข้อสำคัญคือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์คนละแบบ ย่อมมีค่าธรรมเนียมต่างกันเป็นธรรมชาติ เพราะสินทรัพย์แต่ละชนิดมีความยากง่ายไม่เหมือนกัน ดังนั้นค่าธรรมเนียมกองทุนหุ้นย่อมสูงกว่าค่าธรรมเนียมกองทุนตราสารหนี้เป็นธรรมดา รวมไปถึงกองทุนรวมในสินทรัพย์เดียวกันก็ยังมีค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไปตามความยากง่าย เช่น ค่าธรรมเนียมกองทุนรวมหุ้นเชิงรุก (ผู้จัดการเลือกหุ้นเอง) ย่อมแพงกว่ากองทุนรวมหุ้นเชิงรับ (ผู้จัดการซื้อตามดัชนี) เพราะการเลือกหุ้นเองย่อมยากกว่าการซื้อหุ้นตามรายชื่อดัชนีอยู่แล้ว

ดังนั้น พยายามเลือกเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมจากกองทุนรวมที่คล้ายกันมากที่สุด เพื่อป้องกันการเลือกซื้อผิด จากการเข้าใจนโยบายกองทุนผิดได้

2. ซื้อกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อเทียบกับผลตอบแทน

ถึงแม้ว่ากองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมแพงกว่ากองทุนอื่นที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกัน แต่ถ้ากองทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นจนชนะผลตอบแทนของกองใกล้เคียงแล้ว กองทุนนั้นย่อมมีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่า

สิ่งที่ทำได้อาจเลือกใช้วิธีการนำผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 5 ปีมาหักลบออกด้วยค่าธรรมเนียมซื้อขายเฉลี่ยตามจำนวนปี เช่น ค่าธรรมเนียมซื้อขาย 1.0% เฉลี่ย 5 ปี เหลือค่าธรรมเนียมปีละ 0.2% และนำไปหักออกจากผลตอบแทน ก่อนจะนำมาเปรียบเทียบกันในแต่ละกอง อย่าลืมว่าค่าธรรมเนียมแบบเรียกเก็บจากทรัพย์สินโดยตรงนั้นได้หักออกไปจากผลตอบแทนแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำมาคิดอีก

3. ถือกองทุนรวมให้ยาวที่สุด

การซื้อขายกองทุนรวมที่บ่อยเกินไป ทำให้ผู้ลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายบ่อยครั้ง ยิ่งถ้าถือต่ำกว่ารอบปี ค่าธรรมเนียมนี้อาจสูงเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ เช่น ค่าธรรมเนียมซื้อขาย 1.0% ผู้ลงทุนถือกองทุน 1 เดือน คิดเฉลี่ยเป็นค่าธรรมเนียมซื้อขายถึง 12.0% ต่อปี ดังนั้น ถือยาว (ตราบเท่าที่กองทุนรวมยังดีอยู่) จะช่วยลดค่าธรรมเนียมได้มาก

4. ซื้อกองทุนตอนมีโปรโมชัน

หลายคนอาจไม่ทราบว่าการซื้อขายกองทุนรวมนั้นมีโปรโมชันด้วย เช่น หลายกองทุนมักจะจัดโปรโมชัน LTF และ RMF ในช่วงปลายปี เช่น ซื้อกองทุนแล้วได้บัตรกำนัล ซื้อกองทุนแล้วได้เงินคืน ซื้อกองทุนแล้วได้หน่วยลงทุนตลาดเงินเพิ่ม ซึ่งถ้าหากเราจะซื้อกองทุนรวมนี้อยู่แล้ว การหาซื้อแบบมีโปรโมชันก็ถือได้ว่าสร้างผลตอบแทนได้เพิ่ม

อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือการซื้อกองทุนรวม IPO หรือกองทุนรวมที่เปิดตัวใหม่ กองทุนเหล่านี้มักจะลดค่าธรรมเนียมซื้อขายเพื่อเป็นแรงจูงใจในการระดมทุน

โดยปรกติจะไม่แนะนำให้ซื้อกองทุนรวมเปิดตัวใหม่ เพราะยังมองไม่เห็นลักษณะการจัดการหรือความสามารถของกองทุน แต่ถ้ากองทุนนั้นมีลักษณะบางอย่างที่มั่นใจได้ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ดีหรือคาดการณ์ได้ เช่น กองทุนเดิมมีผู้บริหารแบบเดิมนโยบายเดิม แต่มาเปิดกองทุนใหม่แยกเป็น LTF หรือกองทุนที่มีนโยบายการซื้อเลียนแบบดัชนี ซึ่งแบบนี้สามารถคาดเดาผลประกอบการกองทุนรวมได้จากกองทุนเก่า หรือดัชนีอ้างอิง

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด

การลงทุนในกองทุนรวมโดยสนใจแต่ประหยัดค่าธรรมเนียมนั้นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะนักลงทุนควรพิจารณานโยบายการลงทุน ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุน และภาพรวมด้านอื่นประกอบด้วย เพราะค่าธรรมเนียมที่ต่ำไม่ได้การันตีว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับผลตอบแทนให้มากขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นเอง

ดังนั้น การประหยัดค่าธรรมเนียมคือส่วนหนึ่งของการเลือกกองทุนรวม ไม่ใช่ทั้งหมดของการเลือกกองทุนรวม

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

เงินไม่หายแน่…”ถ้าทำบัญชีรายรับรายจ่าย”

ย้อนกลับไปถึงวันที่เราเรียนจบ พอเริ่มทำงานก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่คนเราสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง

คุณจำได้มั้ยว่า พอเงินเดือนออกมาเดือนแรกเรา เราเอาเงินนั้นไปทำอะไร ส่วนมากก็จะเป็นการเอาเงินไปซื้อของที่เราอยากได้ ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยการซื้อชุดทำงาน ซื้อรองเท้าทำงาน ซื้อกระเป๋า เป็นต้น ซึ่งบางคนหรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ใช้แทบจะหมดเกลี้ยง รวมถึงบางคนไม่พอใช้ ยังกลับต้องไปขอเงินพ่อแม่เราเพิ่มด้วยซ้ำ 

ซึ่งหากเป็นแค่ช่วงแรกๆก็ยังดีครับ แต่ถ้ายังเป็นนิสัยแบบนี้ไปนานๆ ก็อาจจะเรียกว่า อยู่ในภาวะ “กระแสเงินสดสุทธิติดลบ” ก็คือ รายจ่าย มากกว่า รายได้ แบบนี้ บอกเลยว่า อันตรายมากๆครับ

ดังนั้นคนวัยทำงานจึงควรต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองจากเดิม “ใช้ก่อนเก็บ” มีเหลือค่อยเก็บ (และสุดท้ายก็ไม่เหลือเก็บ) ให้กลายเป็น “เก็บก่อนใช้” คือ เงินเดือนออกเท่าไหร่เก็บก่อนเลย 10-20% ที่เหลือค่อยใช้ 

แน่นอนว่า แบบนี้ เราก็จะมีเหลือเก็บแน่นอนทุกๆเดือน

แต่พอวันนึงนิสัยการออมของเราก็มักจะกลายเป็น รายได้เพิ่ม กลับออมเพิ่มไม่ได้ กลายเป็น รายได้เพิ่ม มีแต่รายจ่ายเพิ่ม ซึ่งแบบนี้ต่อไป เราเองก็คงไม่มีเงินเก็บที่เพียงพอในวัยเกษียณแน่นอน 

ดังนั้น สิ่งที่ควรต้องทำเพิ่มอีกอย่างนึง ก็คือ “การทำบัญชีครัวเรือน” ซึ่งการทำบัญชีครัวเรือนนั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันๆ ยิ่งดีครับ เพราะ เราจะรู้ว่าเงินที่ออกจากกระเป๋าเราในทุกๆวัน มันออกไปกับอะไรบ้าง มีอะไรที่จำเป็นมั้ย เช่น วันนี้กินข้าวไปกี่บาท ก็จด  ซื้อกาแฟไปเท่าไหร่ก็จด ซื้อเสื้อผ้าไปเท่าไหร่ก็จด  จดทุกรายการที่เงินออกจากกระเป๋า รวมไปถึงเอาเงินไปลงทุนก็จดด้วย แบบนี้เราจะรู้เลยว่า เงินมันไปอยู่ตรงไหนบ้าง

ดังนั้นวันนี้เลยอยากแนะนำวิธีการทำบัญชีครัวเรือนอย่างถูกต้องมาฝากครับ โดยเราต้องแบ่งหมวดรายจ่ายเป็น 3 หมวดดังนี้ครับ

  1. รายจ่ายผันแปร : ก็คือรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายที่ไม่แน่นอนทั้งหมด หรือ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นรายจ่ายที่เป็น Life Style ของเรา ซึ่งได้แก่ รายจ่ายที่เกี่ยวกับ ค่ากิน ค่าช้อป ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น 
  2. รายจ่ายคงที่ : ก็คือรายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำเท่าๆกันทุกๆเดือน หรือทุกๆปี เช่น ค่าเช่า ค่าประกันรถ ค่าประกันชีวิต ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เป็นต้น
  3. รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน : ก็คือรายจ่ายที่ไม่ใช้การซื้อสินค้า แต่เป็นการย้ายที่ของเงินเราจาก เงินในธนาคารที่เราเอาไว้ใช้ ไปสู่ที่อยู่ของเงินเพื่อเก็บไว้ในอนาคต ได้แก่ การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น การซื้อพันธบัตร และอาจจะรวมไปถึง การลงทุนในกิจการก็ได้ ถ้ามี 

ซึ่งจากรายจ่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ ก็ควรต้องมีการบันทึกแบบสม่ำเสมอในทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ เพื่อให้เราสามารถรู้ได้ว่า ใน  1 เดือน หรือ 1 ปี เงินไปอยู่ในสัดส่วนไหนบ้าง แล้วมันเหมาะสมมั้ย เช่น รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน นั้นเป็นอัตราเกิน 10% หรือไม่ รายจ่ายผันแปรมากไปหรือไม่ รวมไปถึงรายจ่ายที่เป็นพวกผ่อนบ้าน ผ่อนรถ นั้นมากไปหรือไม่

ซึ่งหากเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ รับรองว่าจะส่งผลถึงสุขภาพทางการเงินที่ดีในระยะยาวแน่นอน เรียกได้ว่า โสดก็ดี มีครอบครัวก็ยิ่งต้องควรทำ 

โดยเฉพาะพอมีครอบครัว แน่นอนว่า เป้าหมายทางการเงินอาจจะมีมากขึ้นกว่าตอนโสดแน่นอน เช่นต้องมีการเตรียมเงินเพื่อลูก หรือ เตรียมเงินเพื่อรายจ่ายในครอบครัว รวมถึงต้องมีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น

ดังนั้น หากคนที่มีครอบครัวก็ควรต้องทำ “บัญชีครัวเรือนหรือบัญรายรับรายจ่าย” อย่างยิ่ง เพราะ จะทำให้เห็นภาพรวมทุกเดือนว่า เงินของครอบครัวนั้น ออกไปทางไหนบ้าง ซึ่งหากตรงไหนมากเกินไปก็ปรับ หรือหากเงินไม่พอจริงๆ ก็ต้องรีบหาวิธีสร้างรายได้เพิ่ม

เห็นมั้ยครับว่า การทำบัญชีรายรรับรายจ่าย คือ พื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดีของทุกๆครอบครัวจริงๆ  ใครไม่เคยทำลองไปเริ่มกันเลยนะครับ

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 ตุลาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 3-7 ตุลาคม 2559

สวัสดีครับ เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกับผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่จะเพิ่มเติมมุมมอง ผ่านคอลัมน์ Weekly Outlook กันอย่างเช่นเคยครับผม

ในช่วงที่ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วมีความผันผวนแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐฯ ที่มีความไม่แน่นอนในการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้ รวมทั้งสถานการณ์ในประเทศยุโรปที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวธนาคาร Deutsche ที่ถูกศาลสหรัฐฯสั่งปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาล ผมมองว่าเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นจังหวะที่ดี ที่นักลงทุนอย่างเราควรเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำอยู่นะครับ เอาล่ะ เรามาดูภาพรวมการลงทุนกันต่อเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“จับตาการปราศรัยของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐนั้น ผมมองว่าระดับราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจลดลง ในแง่ของราคาต่อมูลค่าพื้นฐานที่ค่อนข้างสูง และยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในสหรัฐฯอีกด้วย ดังนั้นช่วงนี้แนะนำให้คงการลงทุนไว้ก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

จากเหตุการณ์ที่ทางธนาคาร Deutsche ที่ถูกศาลสหรัฐฯปรับ รวมไปถึง ECB ที่ยังไม่มีการส่งสัญญาณการทำนโยบายกระตุ้นเพิ่มเติม และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มดีขึ้นในประเทศเยอรมันนีและสเปน จะยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นอยู่ สถานการณ์โดยรวมแบบนี้ ผมแนะนำว่าคงการลงทุนไปก่อนดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ภาพรวมของเศรษฐกิจจีนยังมีเสถียรภาพและมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จะทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มดีขึ้นด้วยครับ ประกอบกับการอนุญาตให้นักลงทุนในประเทศและในตลาดฮ่องกงสามารถซื้อขายหุ้นได้อย่างมีอิสระมาก ขึ้น แหม่… แนวโน้มดีแบบนี้คงต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดจีนทั้ง A-SHARE และ H-SHARE แล้วล่ะครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

มาดูทางฝั่งญี่ปุ่นกันบ้างครับ ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน ส.ค. มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ผมมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของ BOJ โดยกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล จะทำให้ธนาคารกลางฯ สามารถกำหนดให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายครับ ดังนั้นนี่คือโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกแล้วครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจจะขึ้นอย่างช้าๆ จะไม่ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่รุนแรง ประกอบกับตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจเกาหลีมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในภาคการผลิต แบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่ควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ข่าวความขัดแย้งทางการทหารระหว่างอินเดียและปากีสถาน จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดอินเดียเพียงชั่วคราว โดยพื้นฐานเศรษฐกิจของอินเดียที่ขยายตัวดีและเงินเฟ้อที่ปรับลดลงมากจากราคาอาหาร จะเป็นโอกาสให้ธนาคารกลางอินเดียลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นผมยังคงคำแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปครับ

ตลาดหุ้นไทย

ตอนนี้ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ทำให้โอกาสขาขึ้นมีไม่มาก ประกอบกับราคาข้าวและยางพาราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือน ส.ค. อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และการบริโภคในภาคการเกษตรครับ แบบนี้ผมคิดว่าควรจะคงการลงทุนดูสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยกันไปก่อนครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เหมือนเช่นเคยครับผม เนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั่นเองครับ

น้ำมัน

ข่าวลือเรื่องความร่วมมือที่จะลดกำลังการผลิตในกลุ่ม OPEC ยังขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากการลดกำลังการผลิตยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยการตัดสินใจว่าประเทศใดจะลดกำลังการผลิตจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน พ.ย. นี้ ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ผมแนะนำว่าคงการลงทุนไปก่อนน่าจะดีกว่าครับ

ทองคำ

คาดว่าราคาทองคำปรับขึ้นได้อย่างจำกัด เนื่องจากมุมมองค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสกลับไปแข็งค่าจากโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ย แบบนี้ดูสถานการณ์กันด้วยการคงการลงทุนกันต่อไปครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้นจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติหลังจาก Fed คงอัตราดอกเบี้ย และBOJ ส่งสัญญาณการผ่อนคลายเพิ่มเติม ดังนั้นผมยังคงแนะนำให้คงการลงทุนกันไปก่อนครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ จะเห็นว่าเน้นไปที่ตลาดเอเชียเป็นส่วนใหญ่ครับ เนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นประเทศฝั่งยุโรป และอเมริกา

ก่อนจากกัน ผมขอย้ำเป็นครั้งที่ 17 แล้วครับว่า สิ่งที่สำคัญในการลงทุนนั้น มันคือการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเข้าใจในสินทรัพย์ที่เราเลือกลงทุนด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ผม “อัศวินกองทุน” กับบทความ Weekly Outlook คงต้องลากันไปก่อนแล้วล่ะครับ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับผม ขอให้โชคดีในการลงทุนสำหรับสัปดาห์นี้กันทุกท่านนะครับ สวัสดีคร้าบบบบ

ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร? : [มินิซีรี่ย์] ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม ตอนที่1

Mr.BetaKits มินิซีรี่ย์ : ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม
ตอนที่ 1: ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร?

 

        วันนี้เรามาดูกันครับ .. ว่าก่อนเราจะลงทุนอะไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง ในที่นี้จะแบ่งให้เข้าใจง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนนะครับ และจะแบ่งเป็นมินิซีรี่ยส์ 3 ตอนให้เพื่อนๆ ได้ลองติดตามกัน ตอนแรกในวันนี้จะเป็นเรื่องของต้นทุนทางการเงินและเงินเฟ้อ ตอนถัดไปในตอนที่สองจะเป็นเรื่องของตัวเราเอง และตอนที่สามซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจะเป็นเรื่องของชนิดและลักษณะของสินทรัพย์ เช่น หุ้น พันธบัตร เงินฝาก อสังหาริมทรัพย์ ที่เราต้องการจะไปลงทุน เราต้องรู้จักอะไรบ้าง ผลตอบแทนเกิดจากอะไรบ้าง ความเสี่ยงอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจดีจะให้ผลตอบแทนดีไหม เป็นต้น อ่านจบครบสามตอน พิมพ์ปิดข้างฝา และทบทวนสม่ำเสมอ สามารถเอาตัวรอดในตลาดในระยะยาวได้แน่นอนครับ ^^

 

ปัจจัยแรกที่เราต้องรู้จักให้ดีก็คือ ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ
“อะไรคือต้นทุนทางการเงิน? อะไรคือเงินเฟ้อ?”
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันครับ

 

        ต้นทุนทางการเงิน ดูง่ายๆ ก็พิจารณาจากเงินฝากที่เราได้รับจากแบงค์นั่นเอง เช่น ในปัจจุบัน เงินฝากธนาคารระยะ 3 เดือนของแบงค์แห่งหนึ่งอยู่ที่ 0.90% นั่นหมายความว่าเราจะได้รับเงิน 90 สตางค์ต่อเงินหนึ่งร้อยบาทที่เราเอาไปฝากแบงค์เป็นระยะเวลา 1 ปี ในภาษาทางการส่วนนี้จะเรียกกันว่าเป็น Risk-Free Rate หรือ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของผลตอบแทนที่น้อยที่สุดของเงินออมและเงินลงทุนของเราที่เราควรจะได้รับ หากเราไม่รับความเสี่ยงใดๆ เลย

        ถัดไปคือส่วนของ เงินเฟ้อ (ขอใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นตัวอ้างอิงสำหรับวันนี้นะครับ) ทำไมเราจะต้องรู้จักเงินเฟ้อ หรือถ้าจะให้ถูกจริงๆ คือเงินเฟ้อเฉลี่ยในระยะยาว เพราะว่าเงินเฟ้อจะเป็นตัวบั่นทอนเงินในกระเป๋าของเรานั่นเอง เช่น สมมติว่าเงินเฟ้อร้อยละ 3 ต่อปี เงิน 100 บาทของเราจะมีมูลค่าหรือกำลังซื้อลดลงเรื่อย เช่น เหลือ 97.1 บาทในปีแรก 94.3 ในปีที่สอง ไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านไป 10   ปี เงิน 100 บาทของเราจะซื้อของได้เพียง 74.4 บาท

ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร? : [มินิซีรี่ย์] ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม ตอนที่1

        เอ๊ะ เดี๋ยวนะๆ ตัวเลขเริ่มมีปัญหาแล้ว หากเราออมได้เพียง 90 สตางค์ต่อปี แล้วมูลค่าของเงินเราลดลงไปเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ปีละ 3 บาท นั่นหมายความว่าหากเราออมด้วยการฝากแบงค์อย่างเดียว เงินเราจะซื้อของได้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทุกปี และท้ายที่สุดเราจะจนแบบไม่ตั้งใจและไม่รู้ตัวด้วย  ^^

        ดังนั้น ปัจจัยที่สองที่เราต้องคำนึงถึงก็คือเงินเฟ้อ หากเรามีเงินออกและต้องการจะรักษาอำนาจซื้อของเงินออมของเราเอาไว เราจำเป็นจะต้องลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยให้เท่ากับเงินเฟ้อบวกต้นทุนทางการเงินของเรา เช่น ในทีนี้ก็อาจจะหมายถึงปีละ 3.90 บาทต่อเงินหนึ่งร้อย เป็นต้น

 

        คำถามก็คือแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะเป็นเท่าไร เอาจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้แน่ใจ สิ่งที่เราทำได้ในอาจจะเป็นเพียงการคาดการและปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเงินและอายุของการลงทุนของเราในขณะนั้นๆ ไป โดยเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยย้อนหลังไปไกลๆ ได้ดังนี้ครับ

ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร? : [มินิซีรี่ย์] ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม ตอนที่1
 

ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร? : [มินิซีรี่ย์] ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม ตอนที่1

        จะเห็นได้ว่าในแต่ละรอบของภาวะเศรษฐกิจนั้นต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อที่เราต้องพบเจอนั้นจะแตกต่างกันไป เช่น ในภาวะเศรษฐกิจดี ต้นทุนทางการเงินและเงินเฟ้อก็อาจจะสูง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งต้นทุนทางการเงินและเงินเฟ้อก็อาจจะปรับตัวลดลง แต่ในระยะยาวอาจจะอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3 หรืออาจจะสูงกว่านั้นแล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล

        ดังนั้นหากเราจะดูกันยาวๆ เราอาจจะต้องลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยในช่วงร้อยละ 3  ต่อปีขึ้นไป เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่จุดประสงค์ในการลงทุนของเรา อายุของการลงทุนของเรา และปัจจัยเฉพาะของตัวเรา เช่น ต้องออมให้เหมาะสมกับแผนทางการเงิน การวางแผนการใช้จ่ายในอนาคต และอื่นๆ ซึ่งเราจะมาดูกันในตอนต่อไปนะครับ

ต้นทุนทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อ คืออะไร? : [มินิซีรี่ย์] ขั้นตอนก่อนการลงทุนในอะไรก็ตาม ตอนที่1

        เวลาเราเลือกจะลงทุนอะไรนั้นเราอาจจะต้องอาศัยมืออาชีพ แต่หากถามว่าเราอยากได้ผลตอบแทนเท่าไร รับความเสี่ยงได้เท่าไร ผมยังเชื่อว่าตัวเราเองนั้นจะรู้ดีที่สุดนะครับ และหลังจากอ่านจบ 3 ตอนผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกท่านน่าจะพอเห็นภาพได้ว่าจะต้องจัดการยังไงกับเงินออมของตัวเอง แล้วหลังจากนั้นอาจจะเป็นเรื่องของมืออาชีพในการลงทุนให้เพื่อนๆ ต่อไปได้

รอติดตามตอนที่ 2 ได้เร็วๆนี้ นะครับ ^^ 

สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559 พร้อม UPDATE เทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้!!

สวัสดีครับ กลับมากันอีกครั้งกับบทความประจำเวปไซด์ออมมันนี่ กับพรี่หนอมคนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือเจ้าของเพจ @TAXBugnoms นั่นเองครับผม

ผ่านมาจนเกือบจะถึงสิ้นปีแล้วครับ โดยสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆะทบทวนกันให้ดี นั่นคือเรื่องของ “รายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559” นั่นเองครับ โดยผมเคยเขียนบทความทำนองนี้ไปแล้วในปี 2558 กับบทความ 18 รายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2558 พร้อมเทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้ แต่สำหรับบทความสำหรับปี 2559 นี้มีเรื่องอัพเดทมากขึ้นกว่าเดิมครับ เอาล่ะ… เรามาลองดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ขออนุญาตทบทวนความเข้าใจกับอีกทีนะครับว่า คำว่า “ค่าลดหย่อน” ที่เราจะคุยกันนี้ คือ “รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว” ซึ่งมาจากวิธีการคำนวณตามนี้ครับ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

โดยเราจะเรียกการคำนวณในวงเล็บนี้ว่า “เงินได้สุทธิ” ซึ่งวิธีการวางแผนประหยัดภาษีที่เรานิยมกันที่สุด คือ การเพิ่ม “ค่าลดหย่อน” ให้มากที่สุด เพื่อให้เงินได้สุทธิของเราต่ำที่สุด และเสียภาษีน้อยๆนั่นเองครับ

(ตารางอัตราภาษีแสดงให้เห็นว่า ยิ่งมีเงินได้สุทธิมาก ยิ่งต้องเสียภาษีมาก)

ดังนั้นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะทำกัน คือ การหาค่าลดหย่อนมาเพิ่มเติม ซึ่งประกอบไปด้วยรายการต่างๆ ที่มีมากมายโดยผม TAXBugnoms ขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1 ค่าลดหย่อนส่วนตัว
ครอบครัว และการเป็นคนดีศรีสังคม

สำหรับค่าลดหย่อนในกลุ่มแรกนี้ จะเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวของเราครับ ซึ่งเป็นค่าลดหย่อนที่สามารถหยิบจับขยับเข้ามาใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เรามีคุณสมบัติตามที่ว่ามา เราก็ได้สิทธิเดี๋ยวนั้นเลยครับ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 30,000 บาท

คือ ค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เลยครับ

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 30,000 บาท

คือ ค่าลดหย่อนของคู่สมรส (ตามกฎหมาย) กรณีที่คู่สมรส (สามีหรือภรรยา) ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มเติมจากส่วนนี้ทันทีครับ

3. ค่าลดหย่อนบุตรและการศึกษาบุตรจำนวน 15,000 บาทและ 2,000 บาท

โดยคำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ คนละ 15,000 บาท และหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะทีมีชีวิต) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

– บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
– ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
– บุตรต้องไม่มีเงินได้ในปีภาษีตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป

ส่วนค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรนั้น มีสำหรับบุตรที่กำลังศึกษาภายในประเทศ โดยจะได้รับค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกคนละ 2,000 บาท โดยคำว่าการศึกษาหมายถึงตั้งแต่ ชั้นอนุบาลไปจนถึงปริญญาเอก (ไม่รวมชั้นเตรียมอนุบาลนะครับ)

4. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่จำนวน 15,000 บาท

เน้นว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นครับ ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี้สามารถแบ่งกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู!

5. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส คนละ 30,000 บาท

ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราเลี้ยงดูถึง 4 คนก็จะได้รับสิทธิสูงสุดถึง 120,000 บาทครับ

แต่มีเงื่อนไขนิดนึงในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสที่จะนำมาลดหย่อนนั้น เราจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้เท่านั้นนะครับ

โดยคุณพ่อคุณแม่จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง (แบบ ลย.03) ว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และสิทธิในการเลี้ยงดูนั้นจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงครั้งเดียวครับ เช่น พี่น้องสองคน คนโตใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อ คนเล็กก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแล้วครับ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะแม่ หรือถ้าคนโตใช้สิทธิทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกคนเล็กก็ไม่มีสิทธิแล้วครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 2 วิธีลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญู!

6. ค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพจำนวน 60,000 บาท

ถ้าหากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือคนทุพพลภาพที่มีใบรับรองแพทย์ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่นำมาลดหย่อนนั้นต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีด้วยนะครับ

และในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพเป็น พ่อแม่ – บุตร – คู่สมรส ของเรา เราสามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองส่วนครับ เช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และพิการ ก็จะสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 90,000 บาท (60,000 + 30,000) นั่นเองครับ

กลุ่มที่ 2 ค่าลดหย่อนจากสินทรัพย์
และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ

สำหรับกลุ่มที่ 2 นี้เป็นค่าลดหย่อนที่เกิดขึ้นจากการมีสินทรัพย์ต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงสิทธิลดหย่อนที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เช่นเดียวกันครับ เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างครับ

ถ้า “ลด” ค่าใช้จ่ายมันยากนัก..ก็ลองใช้วิธี “เลือก” สิ

อยากมีเงินเหลือเก็บมากกว่าเดิม.. แต่ก็ไม่รู้จะไปลดค่าใช้จ่ายตรงไหนได้อีก!

มาทางนี้..มาดามฟินนี่มีไอเดียมานำเสนอค่ะ..

ไม่ต้อง “ลด” แต่ให้ “เลือก”

มาดามขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะ

เธอมีเป้าหมายต้องการมีเงินเหลือเอาไปออมไปลงทุนเพิ่มเดือนละ 1,000 บาท

แทนที่จะไปควานหาเพื่อลดค่าใช้จ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง
ลองใช้วิธีที่ง่ายและฮาร์ดคอร์กว่านั้นด้วยการ “เลือก”

ยกตัวอย่าง…

เดิมกินกาแฟร้านดาวเขียวทุกวัน

ถ้าเธอรักการกินกาแฟมาก เอ็นจอยบรรยากาศ..

ก็ไม่ต้องไปฝืนใจ ลดเกรดตัวเอง กินกาแฟชง นั่งหง็อยในบ้าน!!

เธอก็แค่ “เลือก” เก็บงบสำหรับกินกาแฟดาวเขียวไว้
เพราะมันสำคัญกับความสุขของเธอ ไม่ต้องฟังเสียงชาวบ้านที่วิจารณ์

จากนั้น…

ไป “เลือก” ตัดอะไรที่ไม่ได้ให้ความสุขต่อใจของเธอ

เท่าที่กาแฟดาวเขียวจะให้เธอได้!!!

อะไรดี..สำหรับ 1,000 บาท

ถ้าเป็นมาดาม..มาดามจะ

  • ตัดการซื้อเสื้อผ้าที่สาวๆ มักชอบตกหลุมพรางไปซื้อเพราะราคาถูก เช่น เสื้อตัวละ 200 บาท จากเดิมซื้อเดือนละ 5 ตัว แล้วใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เป็นเหลือเดือนละ 2 ตัว ก็ประหยัดไปแล้ว 600 บาท (3 ตัว ตัวละ 200 บาท) โบนัสคือลดการนำขยะเข้าบ้านด้วย เสื้อที่ไม่ใส่..สุดท้ายก็กลายเป็นขยะ
  • ตัดการซื้อโปรเน็ทมือถือเพิ่ม เพียงเพราะใจร้อน เน็ทแพ็คเกจหมด แต่ยังอยากได้เน็ตเร็วปรื๊ดๆๆ ทุกเดือนซื้อเพิ่มเดือนละ 300 บาท ก็ให้เหลือ 100 บาทพอ แล้วไปนั่งเล่นตามที่ๆมี WIFI ฟรีแทน ประหยัดไป 200 บาท (เดิม 300 เหลือ 100 บาท) ได้ฝึกใจเย็นเมื่อเน็ทอืดอีกต่างหาก
  • หัดยืดเส้นยืดสายเองให้เป็นประจำด้วยท่าโยคะง่ายๆ ลดความเมื่อยขบ ลดค่านวดไปสัก 1 ชั่วโมง ประหยัดไปอีก 200 บาท

รวมทั้งสิ้นที่ประหยัดไปได้เท่ากับ 1,000 บาท ตามที่ตั้งใจ
แถมยังได้กินกาแฟดาวเขียวทุกวัน..อิ่มเอมทางใจเหมือนเดิม!!!

สรุปหลักการคือ

  • ให้ “เลือก” ก่อน..ว่าอะไรคือความสุขของเราแล้วเก็บอันนั้นไว้
  • จากนั้นค่อยไปลด ละ เลิก สิ่งที่ให้ความสุขน้อยกว่า

ลองใช้หลักการ “เลือกความสุข”แทนคำว่า “จำเป็น”
เพราะคำว่าจำเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

มาดามลองทำแล้วการประหยัดเป็นเรื่องแฮปปี้ ชิลชิล ขึ้นเยอะ

เลยเอามาให้พวกเธอลองไปใช้ดูกัน

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

[Review] แนะนำ ทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ออกใหม่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ไทยแลนด์ ไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งกับผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ วันนี้มาพร้อมกับกองทรัสต์น่าสนใจกองใหม่ที่กำลังจะ IPO เร็ว ๆ นี้ และคิดว่าน่าจะเหมาะกับสถานการณ์ในช่วงนี้อีกด้วยครับ

ซึ่งกองทรัสต์ที่ว่านี้ เป็นกองทรัสต์ประเภทที่เราเรียกว่า ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT ครับ โดยกองทรัสต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีมานี้ ที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะว่ามีการปรับกฏเกณฑ์ต่างๆ และ นักลงทุนรายย่อยเองสนใจการลงทุนมากขึ้น และ ยิ่งไปกว่านั้น REIT ก็ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีและ สม่ำเสมออีกด้วยครับ

REIT และกองทุนรวมอสังหา ฯ นั้น ไม่เหมือนกองทุนหุ้นที่ผลตอบแทนมาจากการเก็งกำไร แต่ REIT นั้นจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากรายได้ค่าเช่าและค่าบริการ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนจากการดำเนินกิจการจริง ๆ และจุดที่ทำให้น่าสนใจอีกประการก็คือ ให้ผลตอบแทนก็น่าจะสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้และมีความผันผวนเองไม่ได้สูงมากนัก น่าสนใจมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ

โดยเฉพาะที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นค่อนข้างจะผันผวนเสียเหลือเกิน เดี๋ยวมีเรื่องของกระแสเงินจากต่างชาติที่ไหลเข้า-ออก เดี๋ยวก็มีเรื่องการเลือกตั้ง การขึ้นดอกเบี้ยของทาง FED และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น้อย ก็ทำให้กองทุนอสังหาฯ และ REIT นั้น เป็นที่ต้องการของนักลงทุนมากมาย จนทำให้ราคาของหลักทรัพย์ประเภทนี้ปรับตัวสูงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จนบางคนยอมที่จะซื้อกองทุนอสังหาฯ และ REITที่แพงมากขึ้น (ผลตอบแทนน้อยลง) เพื่อที่จะได้ เงินปันผลที่น่าสนใจกว่าการลงทุนในตราสารหนี้

ดังนั้นเมื่อมีกองทุนใหม่ ๆ ออกมา ก็ถือได้ว่า กองทุนใหม่ ๆ นั้น เข้ามาช่วยเหลือให้ตลาดกองทุน อสังหา ฯ หรือ REIT ได้มีทางเลือกมากขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณด้าน supply ในตลาด REIT ให้มากขึ้น ส่งผลในทางที่ดีคือ ราคาของตลาดโดยภาพรวมก็น่าจะไม่สูงจนเกินไป

ก่อนอื่นที่จะไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของ REIT ที่ออกมาใหม่นี้ ถ้าใครสงสัย หรือ อยากทราบว่า REIT คืออะไรกันแน่ ผมแนะนำให้ลองอ่านความหมายของ REIT ไว้ใน link นี้นะครับ ได้ที่นี่ครับ ซึ่งแน่นอนว่ามี REIT แบบนี้ มีข้อดีมากขึ้นจากกองทุนรวมอสังหาฯ แบบเดิม แต่ว่าถ้าอยากทราบว่า REIT นี้ต่างจาก กองทุนรวมอสังหาฯ ทั่วไปอย่างไร ก็สามารถดูรายละเอียดต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ >> http://www.set.or.th/th/products/listing/files/Brochure_REIT.pdf

แนวทางการลงทุนกับ REIT

ก่อนจะเริ่มผมขอให้แนวคิดเพิ่มเติมเพื่อเป็นแง่มุมในการลงทุนใน REIT เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจนะครับ

  1. ก่อนอื่นต้องดูว่า ประเภททรัพย์สินที่เราจะลงทุนเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในธุรกิจอะไร เช่น อาคารโรงงาน/คลังสินค้า ศูนย์การค้า เป็นต้น เพื่อให้เราเข้าใจในทรัพย์สินที่เราลงทุน และความเสี่ยงของธุรกิจประเภทนั้นๆ และตอบให้ได้ว่า แนวโน้มของอัตราผลตอบแทนเป็นที่พอใจหรือไม่ รวมถึงเข้าใจก่อนว่าในระยะยาวแล้วอัตราผลตอบแทนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาโอกาสการเติบโตควบคู่กับระยะเวลาของการลงทุนด้วย เช่น มีการขึ้นค่าเช่าหรือไม่อย่างไร
  2. ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Manager) เป็นมืออาชีพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าผู้จัดการกองทรัสต์และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องบริหารทรัพย์สินโดยให้มีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวัง ได้แก่ การเจรจาต่อรองราคาค่าเช่า ออกนโยบายต่างๆ ที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นของโครงการ บริหารจัดการไม่ให้มีการกู้ยืมมากเกินไป ฯลฯ เรียกได้ว่า ถ้าเรามีผู้บริหารที่ดีแล้วละก็ ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่น่าผิดเพี้ยนไปจากที่คาดหวังมากนัก
  1. สภาพคล่องและขนาดของกอง แน่นอนว่าถ้าเป็น REIT ขนาดใหญ่ มีผู้ถือครองหน่วยทรัสต์มากก็มีแนวโน้มว่า หลังจาก REIT เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อ-ขายหน่วยทรัสต์แล้ว เราจะมั่นใจได้ว่า ถ้าหากฉุกเฉินต้องใช้เงินที่เราลงทุนไป เราจะสามารถขายหน่วยทรัสต์เพื่อที่จะนำเงินออกมาใช้ได้อย่างไม่ติดขัด
  2. ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่กองลงทุนเป็นอย่างไร? เช่นทำเลที่ตั้งดีหรือไม่, มีคนเช่าหลากหลายหรือไม่, มีกลุ่มลูกค้าเป็นใครและคุณภาพสินทรัพย์ดีหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นสูงเกินไปหรือไม่ สุดท้ายคือ อัตราการเช่าสูงพอที่จะทำให้เราได้ผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ได้บอกไว้หรือไม่ครับ

คราวนี้เรามาถึงพระเอกของเราในคราวนี้ครับ ว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง และทำไมถึงน่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยครับ

ภาพรวมทั่วไป

ชื่อกอง : Thailand Prime Property Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ไทยแลนด์ไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้

ชื่อย่อ   : TPRIME

กองทุนนี้ เป็น REIT ที่ลงทุนใน  2 อาคารสำนักงานชั้นนำเกรดเอ คือ อาคาร Exchange Tower เชื่อมต่อ BTS อโศก และ อาคาร  Mercury Tower เชื่อมต่อ BTS ชิดลม นั่นเองครับ

โดยถ้าเป็นอาคาร Exchange Tower จะเป็น การลงทุนในกรรมสิทธิ์ ผ่านการถือหุ้นร้อยละ 99.99 ผ่านบริษัท เอ็กเชน ทาวเวอร์ จำกัด หรือ เหมือนกับเราเป็นเจ้าของอาคารนั้น ซึ่งแนวโน้มของราคาสินทรัพย์ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้ครับ

ส่วนอาคาร  Mercury Tower เป็น การลงทุนในสิทธิการเช่า นั้นก็หมายความว่า เราลงทุนในสิทธิในการเช่าครับ ไม่ได้เป็นเจ้าของ (คล้ายกับการเซ้งตึก) แต่ได้สิทธิ์ ในการนำอาคารมาปล่อยเช่าต่อนั่นเองครับ ซึ่งเมื่อหมดอายุโครงการมูลค่าความเป็นเจ้าของอาคารนี้ก็จะหมดลง หากไม่มีการต่ออายุ ก็จะต้องคืนสิทธิให้กับเจ้าของที่หรือเจ้าของตึกไป หลายท่านอาจจะคิดว่า แล้วมันคุ้มหรือที่สุดท้ายแล้วก็ต้องคืนให้เจ้าของไป ถ้าเป็นสิทธิการเป็นเจ้าของเรายังมีที่ดิน หรืออาคารอยู่ ถ้าเป็นสิทธิการเช่าแล้วเงินต้นที่ลงทุนไปละ ??

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save