สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26 – 30 กันยายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 26 – 30 กันยายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันในสัปดาห์นี้ สัปดาห์ดีสิ้นเดือนกันยายนกันอีกครั้งกับ “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่จะเสริมมุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ ผ่านคอลัมน์ Weekly Outlook กันอีกแล้วครับ

เผลอแป๊บเดียวมาถึงสัปดาห์ที่ 16 แล้วครับ สำหรับสัปดาห์นี้ ผมมีเรื่องราวต่อจากสัปดาห์ก่อนเล็กน้อยครับ จากที่ได้เคยแนะนำการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านการลงทุนใน REITs และหุ้นของธุรกิจที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์กันไปแล้ว

อยากแนะนำเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยครับว่า การลงทุนประเภทนี้ถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่ดีในช่วงสภาวะที่ตลาดผันผวน และอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำ เหมาะสำหรับใช้กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนของพอร์ตโดยรวม ทำให้พอร์ตมีความผันผวนน้อยลง อะแฮ่ม!! “ที่สำคัญคือการลงทุนชนิดนี้มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ และสามารถป้องกันอัตราเงินเฟ้อได้ในระยะยาวอีกด้วย”  

โดยสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมในสินทรัพย์ประเภทนี้ ผมแนะนำไว้ที่ประมาณ 10 – 15%ของพอร์ตการลงทุนครับผม

เอาล่ะ..ทีนี้เรามาต่อกันกับโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆจากทั่วโลกกันบ้างครับ ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันเลยคร้าบบ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์
“ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาจไม่สามารถหาข้อตกลงได้ในการประชุมนอกรอบ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

การที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ช่วยหนุนสภาพคล่องในตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงการบริโภคครัวเรือนสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดี ซึ่งผมมองว่าปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนโอกาสในการลงทุนครับ ดังนั้นขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปการขยายสินเชื่อของธนาคาร และการเข้ามาขอรับเงินกู้จากโครงการของภาคธนาคารที่ปรับเพิ่มขึ้น ชี้ถึงแนวโน้มการขยายสินเชื่อที่ยังสดใสอยู่ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษยังคงปรับตัวดีกว่าคาด ดังนั้นเป็นโอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ผมมองว่าการที่ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยนั้น ส่งผลดีต่อประเทศจีน ทั้งในแง่แรงกดดันจากเงินทุนไหลออกที่ลดลง และการฟื้นตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นจีนยังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ดังนั้นสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น A-SHARE และ H-SHARE ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

BOJ ยังคงมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ขณะที่ภาคการผลิตกำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มมาตรการการคลังของรัฐบาล โดยรวมยังเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้น แหม่.. ถ้าบวกกันแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

ทางด้านเกาหลี นักวิเคราะห์ยังคงมองภาพรวมว่าเป็นบวกต่อรายได้บริษัทจดทะเบียนอยู่ แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับการเรียกคืนโทรศัพท์จาก Samsung แต่จำนวนการเรียกคืนเป็นเพียงสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายทั่วโลกครับ ดังนั้นยังไปต่อได้เรื่อยๆ ผมขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนอยู่ครับ

ตลาดหุ้นไทย

ราคาปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้นสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเริ่มเข้าสู่ระดับที่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ย แต่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของหุ้นไทยก็แพงกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคแล้ว ผมว่าแบบนี้ดูท่าทีโดยการคงการลงทุนไปสักระยะจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชึ้ถึงการเร่งตัวของ GDP ในไตรมาสสาม โดยตัวเลขภาคการผลิตอินเดียชี้ถึงการขยายตัวต่อเนื่องทั้งภาคอุตสาหกรรมและการบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป แบบนี้ยังคงเพิ่มการลงทุนได้อย่างสบายใจต่อไปครับผม

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เหมือนเดิมจนหลายคนแทบจะพูดตามผมได้แล้วใช่ไหมครับว่า “ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และ หาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น” ครับผม

น้ำมัน

ผมยังคาดการณ์ว่าการตกลงระหว่างประเทศผู้ผลิตมีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ กลับมาทำการผลิตได้ ประกอบกับความขัดแย้งที่ลดลงในไนจีเรียและลิเบีย จะทำให้การส่งออกน้ำมันจากประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แบบนี้เราควรจะคงการลงทุนในน้ำมันกันไปก่อนครับ

ทองคำ

ภาพรวมผมคาดว่าราคาทองคำปรับขึ้นได้อย่างจำกัด เนื่องจากมุมมองค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสกลับไปแข็งค่าจากโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ดังนั้นเราควรดูท่าทีโดยการคงการลงทุนกันไปก่อนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณการทำนโยบายเพิ่ม ดังนั้นยังคงแนะนำให้คงการลงทุนกันไปก่อนครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ จะเห็นว่ายังคงเป็นโอกาสเพิ่มการลงทุนในหลายๆตลาดครับ  (ยกเว้นตลาดประเทศไทยที่ยังคงต้องคงการลงทุนต่อไป) โดยสิ่งที่ต้องระวังนั่นคือการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในสินทรัพย์ที่เราเลือกลงทุนด้วยนะครับ อย่างสัปดาห์นี้เริ่มมีการกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาฝากกัน ก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละครับ  

ไม่มีเวลา..ไม่เป็นไร ใช้เงินซื้อได้ แถมได้เงิน+ความสุขเพิ่ม

เธอรู้มั้ย..สิ่งที่แพงที่สุดในโลก คือ เวลา

เพราะตอนที่เธอต้องการเวลาเพิ่มจริงๆ อย่างตอนใกล้ตาย

มีเงินเท่าไหร่..มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเธอจะมีเวลาเพิ่มได้นะ!

ข่าวดี คือ

เราสามารถใช้เงินแก้ปัญหาเรื่องเวลาได้!!!

การใช้เงินไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองเสมอไป

ถ้าเธอต้องการเวลาเพิ่ม..ไปทำมาหาเงิน ไปพักผ่อน ไปหาความสุข

มาดามมีวิธีคิดดีดี แบบนี้มาฝาก…

คราวนี้มีรูป Infographic เก๋ๆ สรุปเนื้อหาให้เข้าใจง่ายด้วยนะเธอ ^^

1. ใครทำถูกกว่า ดีกว่า ให้คนนั้นทำ 

ก่อนอื่น..ให้เธอหา “ค่าตัวต่อชั่วโมง” ของเธอเองมาให้ได้

แล้วจำเลขนี้ให้ดี..ไว้ในใจ

ถ้าเธอสามารถจ้างคนอื่นมาทำงานแบบเดียวกับที่เธอทำหรือกำลังจะทำ
ในราคาที่ “ต่ำกว่า” ค่าตัวเธอ
จงจ้างค่ะ!!.. แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินมากกว่า

ยกตัวอย่าง เงินเดือน 25,000 บาท

ทำงาน 22 วันต่อเดือน วันละ 8 ชั่วโมง

ดังนั้น ค่าตัวเธอ = (25,000/22)/8 = 142 บาท ต่อชั่วโมง

คิดตามดังนี้..

สมมติเธอหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่เธอมีงานบ้านต้องทำซึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมง

งานบ้านนี้ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ถ้าเธอทำเอง เฉพาะค่าตัวเธอ 142 x 4 = 568 บาท

ถ้าเธอมีงานพิเศษให้ทำ 8 ชั่วโมง แล้วได้เงิน 142 บาทต่อชั่วโมง

ทำทั้งวัน..เธอจะได้ 142 x 8 = 1,136 บาท

แต่ถ้าเธอเลือกไม่ทำงานพิเศษ แล้วมาทำงานบ้าน เธออดรายได้นี้ทั้งก้อน!!

ดังนั้น ถ้าจุดประสงค์ของเธอในช่วงชีวิตนี้ คือ อยากหาเงินเพิ่ม

มาดามว่าเธอลองจ้างคนมาทำงานบ้านในราคาไม่เกิน 500 บาท

แล้วตัวเธอไปทำงานพิเศษเพื่อได้เงิน 1,136 บาท ไม่ดีกว่าหรือ??????

ทางเลือกนี้..มันดีกว่าปฏิเสธงานพิเศษเพราะว่าต้องมาทำงานบ้าน

เพราะเธอจะยังมีเงินเหลือเข้ากระเป๋า 1,136 – 500 = 636 บาท

แถมบ้านยังสะอาด ดีไม่ดี สะอาดกว่าเธอทำเองซะอีก!!

วิธีคิดแบบนี้ เอาไปใช้ทำงานอื่นก็ได้เหมือนกันนะ

ถ้าใครทำได้ดีกว่าเรา ในราคาถูกกว่าเรา
จ้างเค้าค่ะ..แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เราถนัดกว่า ได้เงินเยอะกว่า

2. ใครอยากทำงานเหมือนเรา เอาเค้ามาเพิ่ม เสริมทัพกำลังคน

เธอรู้มั้ย..

คนจะใหญ่จะโต มีธุรกิจได้ เค้าไม่คิดทำหรือรวยคนเดียว!!
คนเรามีแค่สองมือกับ 24 ชั่วโมง ตราบใดที่เธอยังคิดจะทำทุกอย่างเอง
ธุรกิจเธอจะเติบโตยาก

คนจะเติบโต คนจะรวย ต้องค่อยๆ “หัดคิดการใหญ่”

ยกตัวอย่าง รับทำงานบ้านอีกครั้งก็ได้

ถ้าเธอรับจ๊อบคนเดียว เธอก็รับงานได้ไม่กี่งาน

แต่ถ้าเธอ “สร้างเครือข่าย” หาเพื่อนที่อยากรับงานแบบเดียวกัน มันโตได้!!

หาคนมาอยู่ในสังกัดไว้ แล้ว…

1. งานเกินกำลังของเธอเองเมื่อไร เธอส่งต่อ แล้วเธอจะขอคิดค่าหางานก็ไม่ผิด มันคือธุรกิจ ไม่ใช่การกุศล!!

หรือ

2. เธอจะกำหนดบทบาทของเธอไปเลยก็ได้ ว่า เธอคือ “ผู้จัดการ” เธอหางาน เธอหาคน พางานมาเจอกับคน แล้วเธอคือคนจัดการ จัดคิว ควบคุมคุณภาพ รับเงินจากลูกค้า แล้วเอามาจ่ายเครือข่าย ก็ได้เช่นกัน

ถ้าใช้หลักคิดนี้..

เธอจะมีเวลาเหลือ ไม่มีวันปฏิเสธงาน เพราะเธอคิดการใหญ่
และกลายเป็นคนที่ไม่ติดว่าทรัพยากรมีจำกัด เธอจะทำอะไร..เธอหาทางได้

ไอเดียใช้เงินแก้ปัญหานี้ ยังเอามาใช้ได้กับการเลือกใช้เวลาพักผ่อนด้วย

เช่น เธอทำงานเหนื่อยมาทั้งสัปดาห์

แต่บังเอิญญาติผู้ใหญ่สั่งให้มาเอาของไปให้ญาติอีกคนหน่อย

เธอก็สามารถ “เลือก” ว่าเธอจะเอาเวลาพักผ่อนไปส่งของ
หรือ “จ้าง” คนไปส่งของแทน เท่ากับซื้อเวลามาพักผ่อน..

ถ้าปกติเธอพักผ่อนหย่อนใจด้วยการออกไปกินข้าวดูหนังนอกบ้าน

ซึ่งสมัยนี้ออกจากบ้านทีก็ต้องมีหลักหลายร้อยบาทใช่ป่ะ..

เธอก็สามารถเลือกเอาเงิน 300-400 บาทนั้นจ้างคนไปส่งของแทน

แล้วตัวเธอนอนพักผ่อนอยู่บ้าน ใช้เวลากับลูกหรือนอนอ่านหนังสือ

เท่ากับซื้อเวลาพักผ่อน แทนการจ่ายค่าน้ำมันถ้าต้องขับรถไปรับส่งเอง

แถมยังต้องไปจ่ายเงินกินดื่มช้อปนอกบ้าน เพื่อพักผ่อนอีกต่อ

เหนืออื่นใด..ที่ประหยัดได้

คือเวลาที่มีค่าของเธอ เอามาใช้เป็นเวลาคุณภาพ

พักร่าง ใช้เวลากับคนที่รัก พัฒนาตนเอง ฯลฯ

มาดามอยากฝากไว้ให้เธอ…

หัดคิดแบบคนไม่มีข้อจำกัด
คิดว่าโลกนี้มีเหลือเฟือ ไม่ใช่ต้องอัตคัด แย่งชิงตลอดเวลา

การใช้เงิน..ไม่ใช่การสิ้นเปลืองเสมอไป

ถ้ามันเป็นการใช้เงินแบบที่เราคิดมาแล้ว..ว่าคุ้ม

แล้วเอาเวลาที่เหลือ ไปเพิ่มเงิน เพิ่มความสุขดีกว่า

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ซีรี่ย์ ใช้งานแนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ ตอนที่ 2 “5 รูปแบบกราฟแนวรับ-แนวต้าน”

สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับ ซีรี่ย์ “ใช้งานแนวรับแนวต้านอย่างมืออาชีพ” ตอนที่แล้วเป็นตอนที่ 1 ผมได้แนะนำให้รู้จักกับคำนิยาม และที่มาของการเกิดแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยาให้รู้จักกัน สำหรับตอนที่ 2 นี้ผมจะมาแนะนำรูปร่างหน้าตาของกราฟ 5 แบบที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคพิจารณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน พร้อมทั้งให้เหตุผลสนับสนุนว่าทำไมหน้าตาของกราฟดังกล่าวจึงน่าสนใจพิจราณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน

รูปแบบกราฟแนวรับ-แนวต้านทั้งหมด 5 รูปแบบที่น่าสนใจ ได้แก่

1. จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low)

2. เส้นแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Trend Line, Moving Average)

3. ระดับราคาที่มีการเคลื่อนที่ในแนวราบ (Horizontal Consolidation Region)

4. ตัวเลขกลม ๆ (Round Number)

5. สัดส่วน Fibonacci (Fibonacci Ratio)

รูปแสดงกราฟ 5 แบบที่นักเทคนิคพิจราณาให้เป็นแนวรับ-แนวต้าน

1. จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Previous High & Previous Low)

จุดสูงสุดก่อนหน้า Previous High และจุดต่ำสุดก่อนหน้า Previous Low (L) คือ ระดับราคาที่เป็นราคาสูงสุด หรือระดับราคาที่เป็นราคาต่ำสุดที่อยู่ในกราฟจากการเคลื่อนที่ของราคาในอดีต ทั้งสองระดับราคาซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เราจะพิจารณาเป็นแนวรับหรือแนวต้าน

ลองจินตนาการการเคลื่อนที่ของราคาในหัวข้อที่แล้วอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าเมื่อราคากลับขึ้นไปใกล้บริเวณจุดสูงสุดเดิมก่อนหน้าอีกครั้ง  ในครั้งนี้คนส่วนใหญ่ก็จะเกิดความคิดว่าราคาจะปรับตัวลดลงไปอีกเหมือนครั้งที่แล้วจึงมีแรงเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดสูงสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราจะพิจารณาให้เป็นแนวต้าน  

แต่ถ้าเมื่อราคาปรับตัวลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้จะมีหลายคนในตลาดจะคิดว่าเป็นราคาถูกแล้ว และคิดว่าราคาจะกลับขึ้นไปอีกครั้ง ก็น่าจะมีแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากที่ระดับราคานี้ ทำให้จุดต่ำสุดก่อนหน้าจะเป็นระดับราคาที่เราพิจารณาให้เป็นแนวรับ

รูปอธิบายเหตุผลที่จุดสูงสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และจุดต่ำสุดเดิมทำหน้าที่เป็นแนวรับ

รูปตัวอย่างจุดต่ำสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวรับ ความต้องการซื้อที่เข้ามามากที่แนวรับสามารถทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

รูปตัวอย่างจุดสูงสุดก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ความต้องการขายที่เข้ามามากที่แนวต้านสามารถทำให้ราคาปรับตัวลดลง

2. เส้นแนวโน้ม (Trend Line)

เหตุผลในการพิจารณาเส้นแนวโน้มเป็นแนวรับหรือแนวต้าน เนื่องจากเมื่อเราลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้ 1 เส้น (รายละเอียดการลากเส้นแนวโน้น แนะนำให้กลับไปอ่านบทความ “4 เทคนิคทำกำไรด้วยเส้น Trend Line ที่มือใหม่ต้องรู้”) ไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวโน้มขาขึ้น หรือเส้นแนวโน้มขาลงก็ตาม ตลอดช่วงที่ลากเส้นแนวโน้มขึ้นมาได้จะไม่มีช่วงไหนเลยที่ราคาข้ามเส้นแนวโน้ม แปลว่าเส้นแนวโน้มได้แบ่งพื้นที่กราฟออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน เราจึงเชื่อว่าถ้าแนวโน้มจะยังคงทิศทางเดิมอยู่ ราคาไม่ควรจะตัดข้ามเส้นแนวโน้ม

สำหรับแนวโน้มขาขึ้นไม่มีช่วงเวลาไหนเลย หรือถ้ามีก็เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ ที่ราคาลดต่ำลงกว่าเส้นแนวโน้มขาขึ้น

และสำหรับเส้นแนวโมขาลงก็ไม่มีช่วงเวลาไหนเลย หรือถ้ามีก็เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ เช่นกันที่ราคาลดต่ำลงกว่าเส้นแนวโน้มขาลง

ดังนั้นในช่วงแนวโน้มขาขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากใกล้ๆบริเวณเส้นแนวโน้มขาขึ้นจึงเป็นระดับราคาที่หลายคนให้ความสนใจอยากจะซื้อหุ้น ในทางกลับกันในช่วงแนวโน้มขาลงเมื่อราคาหุ้นมีการขยับตัวสูงขั้นเข้าใกล้บริเวณเส้นแนวโน้มขาลง ก็จะมีคนให้ความสนใจอยากจายหุ้นตัวนั้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยมีสมมุติฐานว่าทิศทางของแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางจนกว่าจะมีสัญญาณบางอย่างทางเทคนิคที่ชัดเจนบอกว่าแนวโน้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว

นักเทคนิคจึงพิจารณา หาจังหวะซื้อหุ้นเมื่อระดับราคาเข้าใกล้เส้นแนวโน้มขาขึ้น จึงเป็นที่มาของเส้นแนวโน้มขาขึ้นทำหน้าที่เป็นแนวรับ และหาจังหวะขายหุ้นเมื่อราคาดับราคาเข้าใกล้เส้นแนวโน้มขาลง จึงเป็นที่มาของเส้นแนวโน้มขาลงทำหน้าที่เป็นแนวต้าน

สำหรับไอเดียในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น เส้นแนวโน้มไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงแต่เพียงอย่างเดียว เราอาจวาดเส้นแนวโน้มที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งก็ได้ โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัด (Indicators) ประเภทหนึ่ง โดยจะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกค่าตัวแปรที่เหมาะสมของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำหรับหุ้นแต่ละตัว เมื่อราคาเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้น ๆ จะสามารถพิจารณาให้เป็นแนวรับหรือแนวต้านได้

การลงทุนแบบฉบับ “ควีนอลิซาเบธแห่งอังกฤษ”

พอดีผมได้ไปนั่งอ่านประวัติของควีนอลิซาเบธ ราชินีแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษมา ก็เลยแอบสงสัยไม่ได้ว่าชนชั้นนำของประเทศอังกฤษอย่างสมาชิกราชวงศ์นั้นเขามีการลงทุนอะไรกับคนอื่นบ้างหรือเปล่า แน่นอนครับว่าพอเข้ามาอ่านจริงๆแล้ว ควีนอลิซาเบธเองก็มีเรื่องของการเงินการลงทุนอยู่เหมือนกัน และค่อนข้างน่าสนใจซะด้วย

แต่ถามว่าควีนรวยไหม? ก็ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คิดนะครับ ถ้าเทียบกับ Bill Gate มหาเศรษฐีชาวอเมริกาว่าเขามี 100 ควีนก็มีแค่ 0.5 เองนะครับ แต่แน่นอนรวยกว่าเราหลายๆคน ฮาๆ ทรัพย์สมบัติหลายๆอย่างเป็นสมบัติของชาติ นำมาใช้ได้ในกิจการของราชวงศ์แต่ขายไม่ได้ และก็มีทรัพย์สมบัติของพระองค์เอง แต่ผมจะพูดภาพรวมๆจากที่ผมนั่งอ่านมานะครับ

สมบัติของควีนอลิซาเบธ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิกราชวงศ์อังกฤษมีการสืบเชื้อสายกันมาอย่างยาวนาน ควีนอลิซาเบทเองก็เป็นรุ่นลูกของหลานพระนางควีนวิคตอเรีย (สมัยเดียวกับรัชกาลที่ 4) ช่วงนั้นอังกฤษมีความมั่งคั่งอันดับ 1 ในโลกจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม สมบัติก็ถูกตกทอดมาให้ทางมรดก แต่อย่างไรก็ตามควีนอลิซาเบธเองก็มีการลงทุนด้วยนะครับ ซึ่งอย่างที่เราก็ทราบอยู่ว่าการลงทุนนั้นมันจะมีทรัพย์สินที่มีผลตอบแทนอยู่ 2 ประเภท คือ ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด กับ ทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มตามเวลาและขายทำกำไรได้

1) ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด

ทรัพย์สินกลุ่มนี้คือบรรดาที่ดินต่างๆซึ่งมีอยู่เยอะในลอนดอนและแน่นอนว่าก็มีการลงทุนในที่ดินในต่างแดนด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกา ยุโรป การลงทุนในทรัพย์สินประเภทที่ดินก็สามารถเก็บค่าเช่าได้ แถมมูลค่าก็ยังเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆด้วยเช่นกัน

นั่นรวมถึงบรรดาทรัพย์สินกลุ่มนี้ก็สามารถนำมาสร้างกระแสเงินสดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าเข้าเยี่ยมชมต่างๆรวมทั้งการขายของที่ระลึก ถ้าเป็นในส่วนที่รัฐบาลดูแลก็จะมีการนำเงินจากกำไร 15% มาให้กับทางราชวงศ์ ซึ่งเขาเรียนว่า Sovereign Grant ซึ่งตัวเขาของผลการเติมโตก็มากขึ้นนะครับ ช่วงปีหลังๆประมาณ 5-7%

2) ทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าได้

ควีนอลิซาเบธเริ่มครองราชย์ตั้งแต่ปี 1952 ก็ลองนับดูนะครับว่ากี่ปีแล้ว เพราะฉะนั้นทรัพย์สินที่พระองค์ถือไว้ตั้งแต่ตอนสาวๆจนถึงตอนนี้ก็คือว่าเป็นการลงทุนแบบ Long Term Investment มากๆ และการลงทุนที่มีค่าที่เติบโตอย่างมหาศาลรองๆจากหุ้นคือ

“งานศิลปะ”

ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ สแตมป์ หรืองานศิลปะเก่าๆที่พอประเมินมูลค่ากันทีก็มีกลุ่มคนซื้อเล็กๆที่มีรสนิยมสูงและ Super Rich มาก สามารถซื้อขายงานพวกนี้ด้วยมูลค่ามหาศาลได้ แล้วรูปเก่าๆที่ตกทอดมาก่อนหน้าที่พระองค์จะครองราชย์นั้นก็คงหามูลค่าไม่ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วเวลาใครไปใครมาเยี่ยมพระองค์ก็จะมีของที่ระลึกถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีมูลค่าตามกาลเวลาเช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาของ Christophe Spaenjers, a finance professor ที่ HEC Paris ก็ได้บอกว่า การลงทุนในงานศิลปะนั้นผลตอบแทนเป็นรองแค่หุ้นเท่านั้น และเป็นการลงทุนที่ชนะอัตราเงินเฟ้อ ได้ผลตอบแทนสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงตราสารหนี้อีกด้วย และถ้าเทียบตั้งแต่ปี 1953 นั้นก็ราคาโตไปหลายเท่าแล้ว

“ทรัพย์สินชนชั้นสูงอื่นๆ”

ยังมีอีกหลายอย่างที่จะเป็นสิ่งที่ชนชั้นสูงเขาจะซื้อขายกัน แต่สำหรับเราแล้วอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สนใจเท่าไหร่นัก เช่น รถยนต์โบราณ ม้าแข่งและการแข่งม้า นกพิราบแข่ง ที่เขาจะมีการซื้อขายกัน และบรรดาม้าแข่งนี้ ตัวหนึ่งก็ไม่ได้ถูกเลยนะ ขายกันเป็นล้านๆเลยทีเดียว

พอจะเห็นภาพของการลงทุนของราชินีแห่งอังกฤษบ้างไหมครับว่าแนวทางของท่านเป็นอย่างไรบ้าง แนวทางออกจะเป็นในลักษณะลงทุนระยะยาวกับของสมัยก่อนที่เพิ่มมูลค่าได้ จริงๆเราก็สามารถนำวิธีคิดนี้มาลงทุนกับเราได้เหมือนกันนะครับ แต่เราจะต้องมองไปในอนาคตเช่นในอีก 50 ปีข้างหน้าแล้วตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น

  1. ที่ดินในจุดไหนในประเทศน่าจะเติบโตในมูลค่าบ้าง ทีนี้นั้นแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างกลางกรุงเทพนั้นอาจจะค่อนข้างยากที่เราจะเข้าไปซื้อได้แล้ว มีแต่เจ้าสัวซื้อไป ก็ต้องมองดูว่าจุดไหนที่มีโอกาสในอนาคต มีทำเลที่ดี การคมนาคมที่จะเอื้ออำนวยให้มูลค่าจะแพงขึ้นได้บ้าง การมีที่ดินและอสังหาเราจะใช้ประโยชน์ได้ทั้งในแง่การให้เช่าหรือขายทำกำไรได้เช่นกัน
  1. ของสะสมอะไรที่หายากและอีก 50 ปีข้างหน้าจะมีค่าบ้าง ก็ให้เราเก็บไว้นะครับ หากเป็นของที่ปู่ย่าตายายสะสมไว้ก็รักษาไว้ดีๆ หลายๆคนเก็บเหรียญเก่าๆ ธนบัตรเก่าๆที่เลิกใช้กันแล้ว รูปภาพ งานศิลปะของแท้จากนักวาดรูปที่มีชื่อเสียง พระเครื่อง ซึ่งถ้านำไปขายอาจจะมีมูลค่ามากขึ้นกว่าเดิมได้ถ้าตลาดนักสะสมเขาหาของชิ้นนั้นๆอยู่ แต่ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นนะครับไม่ใช่สะสมของที่กลายเป็นขยะในท้ายสุด
  1. หุ้นและทรัพย์สินมีค่า ตรงนี้อาจจะมองค่อนข้างยากนะครับเมื่อเทียบกับกับพวกที่ดินว่าในอนาคตหุ้นตัวไหนจะเติบโตไปได้อีก 50 ปี 100 ปี เพราะธุรกิจมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลันได้มากกว่า แต่ผลตอบแทนของหุ้นนั้นก็สูงกว่าตามความเสี่ยงที่มากกว่าอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเบื้องต้นเราเราก็ต้องหาหุ้นที่เป็นพื้นฐานและศักยภาพที่คาดเดาในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องหลายๆปีหน่อยนะครับ ไม่ใช่หุ้นที่ไปอิงกับเทรนหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วนะครับ

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ถึงแม้ถือยาวๆก็มีความเสี่ยงได้เช่นกันหากเราไม่ได้ศึกษามาเป็นอย่างดี ก็ลองนำไปประยุกต์ดูกับตัวเองนะครับว่ามีอะไรที่เราคิดว่ามีสิ่งใดน่าสนใจในการลงทุนอีกบ้าง

สำหรับใครที่สนใจชม Royal Collection ก็มาชมได้ที่ https://www.royalcollection.org.uk/ นะครับ มีของล้ำค่าน่าดูควีนอลิซาเบธและพระราชวงศ์อังกฤษเต็มเลย

Reference : http://www.ft.com/cms/s/0/1c728c46-5634-11e5-9846-de406ccb37f2.html#axzz4JR6IRyna

http://www.bloomberg.com/news/articles/2015-09-08/the-longer-she-reigns-the-less-wealthy-queen-elizabeth-ii-looks

https://uk.finance.yahoo.com/news/how-the-queen-makes-money-183516937.html

https://www.theguardian.com/uk/2002/may/30/jubilee.

เงินปลอดภัยด้วยบัตรเดบิตชิปการ์ด (Debit Chip Card)

"เงินปลอดภัยด้วยบัตรเดบิตชิปการ์ด (Debit Chip Card)" 

 

เชื่อว่าหลายๆคนได้เปลี่ยนจากการใช้บัตร ATM แบบธรรมดามาใช้บัตรเดบิต (Debit) มากขึ้น เพราะสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ได้เหมือนกัน แต่บัตรเดบิตใช้ประโยชน์ได้มากกว่า ทั้งการใช้รูดซื้อสินค้าและบริการ ผ่านทางร้านค้าที่มีเครื่องรับบัตร (EDC : Electronic Data Capture) รวมถึงการใช้จ่ายแบบออนไลน์ เช่น ซื้อ App บนมือถือ ชำระค่าตั๋วเครื่องบิน จ่ายค่าที่พัก เป็นต้น

 

การที่บัตรเดบิตใช้ซื้อสินค้าและบริการได้นั้นเพราะบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของเราจะถูกเชื่อมกับบัตรเดบิต เมื่อนำบัตรไปใช้รูดซื้อสินค้าหรือบริการก็จะไปตัดเงินออกจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทันที ทำให้เรามั่นใจได้ว่าการจ่ายเงินครั้งนี้ไม่เป็นการสร้างภาระหนี้อย่างแน่นอน เพราะใช้จ่ายจากเงินที่เรามีในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ปัจจุบัน  

 

เตือนภัยบัตรเดบิต

บัตรเดบิตแบบแถบแม่เหล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ปลอดภัยเพราะเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพขโมยเงินง่ายมาก โดยใช้เครื่องสกิมเมอร์ ( Skimmer) ขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยอ่านจากการคัดลอกข้อมูลที่ธนาคารได้บันทึกไว้บนแถบแม่เหล็ก และนำข้อมูลที่ได้มาทำบัตรปลอม แล้วใช้ถอนเงินผ่านทางตู้ ATM จนกลายเป็นข่าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ มันทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยเมื่อใช้บริการตู้ ATM ส่งผลให้เราต้องสำรวจตู้ ATM ทุกซอกทุกมุมว่ามีกล้องจิ๋วหรือสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่ทุกครั้งก่อนจะกดเงินออกมาใช้

 

เงินปลอดภัยด้วยชิปการ์ด (Chip Card)

ชิปการ์ดเป็นบัตรที่ฝังด้วยแผงวงจรขนาดเล็ก (Microchip) ซึ่งภายในชิปจะมีหน่วยความจำเพื่อใช้เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตร เป็นเทคโนโลยีตามมาตรฐาน EMV (Europay  Master Card และ Visa) ที่ใช้กันทั่วโลก มีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างความปลอดภัยให้ข้อมูลบนบัตรเพราะใช้วิธีการเข้ารหัสข้อมูล ทำให้ยากต่อการถอดรหัสข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการปลอมแปลง

 

ความแตกต่างบัตรแถบแม่เหล็กกับแบบชิปการ์ด

เงินปลอดภัยด้วยบัตรเดบิตชิปการ์ด (Debit Chip Card)

นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ยกเลิกการใช้บัตรแถบแม่เหล็กภายใน 31 ธ.ค. 2562 และบัตรเดบิตที่ออกใหม่ของทุกธนาคารจะต้องเป็นแบบบัตรชิป(Chip card) เท่านั้น

 เงินปลอดภัยด้วยบัตรเดบิตชิปการ์ด (Debit Chip Card)

 

บัตรเดบิตชิปการ์ด (Debit Chip Card) เหมาะกับใคร

บัตรเดบิตชิปการ์ดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบัตรที่สามารถถอนเงินสดได้จากตู้ ATM และใช้จ่ายผ่านบัตรได้ โดยไม่ต้องกังวลกับการสร้างหนี้แบบไม่รู้ตัว เพราะใช้เงินในบัญชีของเราเอง และมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ชิปการ์ดเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย มีการดูแลข้อมูลที่บันทึกในชิปตามหลักมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก ทำให้เราสบายใจได้ว่าจะไม่ถูกคัดลอกข้อมูลที่อยู่ในชิปอย่างแน่นอน

หากใครที่กำลังมองหาบัตรเดบิตชิปการ์ดที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องการถอนเงินสดและมีความปลอดภัยทุกการใช้จ่าย “LH Bank Debit Chip Card” เป็นอีกหนึ่งบัตรที่น่าสนใจ เพราะ…

 

  • ปลอดภัย : ชิปการ์ดที่ป้องกันการขโมยข้อมูลในบัตร มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
  • สะดวก : ซื้อสินค้าและบริการตามร้านค้าได้ทั่วไทยที่มีสัญลักษณ์ TPN และ Union pay และในต่างประเทศที่มีสัญลักษณ์ Union pay
  • ฟรี : กด ATM ไม่มีค่าธรรมเนียม ทุกครั้ง ทุกตู้ ทุกธนาคารทั่วไทย

 

สำหรับลูกค้าธนาคาร ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนจากบัตร ATM ธรรมดาเป็นบัตร LH Bank Debit  Chip Card สามารถติดต่อขอเปลี่ยนบัตรใหม่ได้ที่ LH Bank ทุกสาขา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนบัตร

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ LH Bank ทุกสาขา หรือ โทร. 0-2359-0000

 

บริหารหนี้เป็น เห็นเงินออม

บริหารหนี้เป็น เห็นเงินออม

บริหารหนี้เป็น เห็นเงินออม

 

“ถ้าเราตักน้ำใส่โอ่งที่มันมีรูรั่ว
แม้ว่าเราขยันตักน้ำใส่โอ่งมากเท่าไหร่
น้ำก็ไม่เต็มโอ่งแน่นอน”

 

วิธีการจัดการเงินก็เช่นกัน เงินออมเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลเข้ามาในกระเป๋าเรา ในขณะที่หนี้สินที่บริหารจัดการไม่ดีนั้นจะทำลายกระเป๋าของเราให้ฉีกขาด ทำให้เงินออมรั่วไหลออกจากกระเป๋าของเราไปจนหมด

ดังนั้น ถ้าเราอุดรอยรั่วต่างๆได้ทั้งหมด เงินออมของเราก็จะปลอดภัย ซึ่งวิธีการจัดการหนี้นั้นไม่ได้อาศัยเงินเพียงอย่างเดียว มันจะต้องใช้ความรู้ประกอบด้วยจึงจะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้

3 ขั้นตอนล็อคคอหนี้ให้อยู่หมั

ขั้นตอนที่ 1 ทำใจยอมรับความจริง

ถ้าวิกฤตหนี้เกิดขึ้นแล้วอย่าเสียเวลามานั่งโศกเศร้าเสียใจ เพราะมันไม่ได้ทำให้ยอดหนี้ลดลง สิ่งสำคัญที่ควรทำ คือ ยอมรับแล้วบอกความจริงกับคนในครอบครัว เพื่อขอกำลังใจต่อสู้กับหนี้สิน แม้ว่าช่วงแรกอาจจะรู้สึกเจ็บปวดใจ กลัวความผิด แต่ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ไปได้แสดงว่าเราแก้ปัญหาหนี้ไปแล้ว 50% เพราะเมื่อความตั้งใจพร้อม ปัญหายากแค่ไหนก็มาหยุดยั้งเราไม่ได้

ขั้นตอนที่ 2 รู้จักหนี้ของตัวเอง

เมื่อรู้จักหนี้ของตัวเองแล้วจะทำให้เราจัดการหนี้ง่ายขึ้น เริ่มจากเขียนสรุปยอดหนี้จากสารพัดใบแจ้งหนี้ที่กองรวมกันบนโต๊ะให้ออกมาเป็น “ตารางสรุปยอดหนี้” เพราะจะทำให้เราเห็นภาพรวมของหนี้ได้อย่างชัดเจนและจะทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น ดังนี้

● สรุปรายละเอียดหนี้ เช่น กู้ยืมเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง เจ้าหนี้เป็นใคร เบอร์โทรเจ้าหนี้ จำนวนหนี้ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ วันครบกำหนดชำระหนี้ จำนวนงวดที่เหลือ จะทำให้เรารู้ว่าหนี้สินที่ต้องผ่อนรายเดือนเป็นกี่ % ของรายได้

● ตรวจสอบความถูกต้องของใบแจ้งหนี้โดยเปรียบเทียบกับบิลที่เราได้รับตอนรูดบัตรว่าตรงกันหรือไม่ ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้แจ้งเจ้าหน้าที่อายัดรายการนั้นทันที

● จัดประเภทหนี้ คือ หนี้ดี (เป็นหนี้ที่สร้างรายได้กลับมาให้เรา) กับหนี้ไม่ดี (เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้กลับมาให้เรา) โดยควบคุมการสร้างไม่ดีให้น้อยกว่าการสร้างหนี้ดี

ขั้นตอนที่ 3 เขียนทางเลือกและลงมือทำ

หนี้แต่ละรูปแบบก็จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน เพื่อให้เข้าใจวิธีการแก้ไขมากขึ้นบทความนี้จะยกตัวอย่างหนี้สินของคนส่วนใหญ่ คือ การมีหลายเจ้าหนี้ พร้อมแนวทางแก้ปัญหามาฝากกันนะจ๊ะ

ตัวอย่าง : เรามีรายได้ 30,000 บาท หลังจากเขียนตารางสรุปยอดหนี้จะทำให้เราเห็นว่าตนเองมีภาระต้องผ่อนรายเดือน 60%ของรายได้ แบ่งเป็นหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ดังนี้

บริหารหนี้เป็น เห็นเงินออม
เราจะเห็นในตัวอย่างว่ามีเจ้าหนี้หลายราย ทั้งการผ่อนรถยนต์ บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบ ซึ่งแต่ละรายก็จะมีอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดจ่ายที่แตกต่างกัน ทำให้จัดการเงินค่อนข้างลำบาก

สิ่งสำคัญ คือ หากลืมจ่ายไปสักงวดก็จะทำให้เสียประวัติการชำระหนี้ที่อาจจะทำให้การขอสินเชื่อครั้งต่อไปยากขึ้น

แนวทางการปลดหนี้

● เขียนทางเลือกของตัวเองว่าจะมีเงินส่วนไหนมาชำระหนี้ได้บ้าง เช่น ประหยัด ทำงานให้มากขึ้น ยืมคนรู้จัก ขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และรวบรวมข้อมูลไปเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละรายเพื่อช่วยกันหาทางออก

●      รักษาเครดิตที่ดีของตนเองในเครดิตบูโร โดยการชำระหนี้ตรงเวลา เช่น ถ้าจ่ายเต็มจำนวนไม่ไหวอาจจะเปลี่ยนมาจ่ายขั้นต่ำ 10% ทุกเดือน แล้วพยายามรวบรวมเงินก้อนมาปิดหนี้บัตรเครดิตเร็วๆ

● ถ้าทำไปหมดแล้วยังปลดหนี้ไม่ได้เพราะเจอกับเงื่อนไขการชำระหนี้ที่แตกต่างกันของเจ้าหนี้แต่ละราย เราควรหันมาจัดระเบียบหนี้ด้วย “การรวมเจ้าหนี้” ทำให้เหลือเงื่อนไขของเจ้าหนี้ให้น้อยที่สุด
                 ○ จากตัวอย่าง ถ้าเรายังผ่อนไหวก็ไม่ควรปิดหนี้ผ่อนรถยนต์เพราะดอกเบี้ยคงที่ รีบจ่ายไปก็ไม่ได้ประหยัดรายจ่าย แต่ควรมาจัดการหนี้ที่เป็นบัตรเครดิตและหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยเติบโตเร็ว โดยการกู้เงินก้อนดอกเบี้ยต่ำกว่ามาปิดหนี้ทั้งหมดที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น การใช้สินเชื่อส่วนบุคคล

จากตารางด้านบน การกู้เงินจากสินเชื่อส่วนบุคคลมาปิดหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง จำนวนเจ้าหนี้ 5 ราย จะเหลือเพียงแค่ 2 ราย คือ หนี้รถยนต์และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งช่วยให้การติดต่อหรือเจรจาต่อรองหนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น มีอัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้เราสามารถวางแผนรายจ่ายต่อเดือนได้ง่ายขึ้น เพราะรู้จำนวนเงินที่เราจะผ่อนต่อเดือน และ ระยะเวลาชำระหนี้ที่กำหนดเองได้ว่าจะผ่อนกี่ปี

บริหารหนี้เป็น เห็นเงินออม

ทำไมเราต้องรักษาประวัติชำระหนี้ที่ดี?

การปล่อยสินเชื่อของธนาคารว่าจะให้หรือไม่นั้น นอกจากดูหลักฐานของลูกหนี้แล้ว ธนาคารยังต้องการความมั่นใจมากขึ้นว่าให้เงินกู้ไปแล้วจะได้หนี้คืนทั้งหมดมั้ย โดยการดูวินัยทางการเงินจากประวัติการชำระหนี้ของเราที่เครดิตบูโรประกอบการตัดสินใจว่า อดีตจ่ายหนี้ตรงเวลาเป๊ะ จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง หรือเบี้ยวหนี้ ซึ่งประวัติการชำระหนี้ทั้งหมดจะอยู่ในเครดิตบูโร 3 ปี ถ้าเคยเสียเครดิตมาก่อนก็จะทำให้โอกาสในการกู้ยืมน้อยลงด้วย

ดังนั้น ควรรักษาเครดิตลูกหนี้ที่ดีด้วยการชำระหนี้ตรงต่อเวลา การขอกู้ครั้งต่อไปจะได้ง่ายขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เราประหยัดรายจ่ายได้มากขึ้น ขณะนี้ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คิด “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง” กับลูกหนี้เครดิตดีที่มีประวัติการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ

การสร้างประวัติลูกหนี้ที่ดีจะทำให้กู้ผ่านได้ง่ายขึ้น

ถ้าเราลองคำนวณแล้วว่าทางเลือกการกู้เงินก้อนเพื่อปิดหนี้เก่า ทำให้เราสามารถรักษาเครดิตที่ดีกับสถาบันการเงินไว้ได้ ต่อไปก็จะต้องมองหาแหล่งเงินกู้ที่เหม&#xE3

[ออมหุ้น] ตอนที่ 11 ปันผลเยอะๆสร้างอย่างไร

วันนี้วันที่ 1 เมษายน 2558 เป็นวันโกหกแห่งชาติ หลอกกันสนุกสนานเลยนะครับ

จากตอนที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องของผลตอบแทนในตลาดโดยยกตัวอย่างเงินปันผล

ซึ่งผมสรุปออกมาให้ทุกคนได้เห็นในตอนที่แล้วว่า….

ถ้าคุณจะออมหุ้นโดยหาหุ้นดีๆให้ปันผลเยอะๆในตลาดน่ะ…

“มันไม่มีให้คุณหรอก….”

ถ้าผมสมมติว่านักลงทุนทุกคนฉลาดเท่ากัน คำนวณทุกอย่างเป็นเหมือนกัน

หุ้นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเกิดมีตัวหนึ่งปันผลแรงๆขึ้นมา…. เมื่อเทียบกับตัวอื่น

ตลาดก็จะทำให้เกิดสมดุลราคาและเกิดเป็นเงินปันผลในระดับใกล้เคียงกัน…

ส่วนอะไรที่ตลาดไม่ให้สมดุลนั้นก็เพราะมันมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป

[ จบทฤษฎี ฮาๆ ]

แล้วในทางปฏิบัติล่ะ… จะสร้างผลตอบแทนรูปแบบเงินปันผลอย่างไรได้บ้าง?

ซึ่งสูตรการลงทุนของผมก็ไม่ต่างกับการค้าขายหรือการทำกิจการทั่วไป 

คือหาหุ้นที่มีกำไร มีการลงทุนเพิ่มอยู่ตลอดเวลา และมีการให้เงินปันผลเพิ่มขึ้น

ถ้าผมเจอหุ้นลักษณะนี้และพบว่ามันมีความสามารถในการแข่งขันด้วยนี่ผมชอบเลย

ก็จะทยอยซื้อเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆคนถามว่า ผลตอบแทนจากการซื้อเฉลี่ยจะดีหรอ?

ทำไมผมไม่รอราคาต่ำทีเดียวแล้วซื้อล่ะ?

ผมก็จะบอกว่าการออมหุ้นของผมนั้นไม่ได้สนใจเรื่องราคาตกมาก

และตัววัดผลของการลงทุนนั้นมันก็มีอยู่แค่ 2 อย่างก็คือ

1. ต้นทุนเทียบกับเงินปันผลควรจะต้องเยอะ

2. จำนวนเงินปันผลที่ได้รับควรจะมากขึ้นเรื่อยๆ

อันนี้เป็นตัวอย่างของเงินปันผลหุ้น BDMS นะครับ….

สังเกตดูสิ เงินปันผลมันให้มากขึ้นเรื่อยๆนะ….

แต่อย่างที่ผมบอกแหระ โลกเรามันมีราคาตลาด

และผลตอบแทนแม้จะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี คุณก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น

ตารางข้างล่างผมเปรียบเทียบให้ดูครับว่าถ้าเราซื้อก่อนขึ้น XD

มันจะได้ผลตอบแทนเงินปันผลแต่ละครั้ง ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่

มันจะได้แถวๆ 1% มีบางช่วง 3% ก็มี แต่ก็เพราะมันเกิดวิกฤติสหรัฐนะครับ

เชื่อเลยว่าหลายคนพอมานั่งหาหุ้นปันผลสูงก็คงเกลียดตัวนี้ไปละ

ได้แค่ 1% เอง ดูไม่คุ้มเลย ถูกป่ะ?

ทีนี้ถ้าผมมองในมุมต่างนะ ผมลองเฉลี่ยซื้อหุ้นรายเดือนดู

ช่วงไหนหุ้นราคาลงต่ำกว่าต้นทุนเรามันก็จะถ่วงน้ำหนักไป

ช่วงไหนหุ้นราคาขึ้น เราก็ซื้อได้น้อยลงหน่อย แต่มันไม่ถ่วงน้ำหนักมาก

ต้นทุนของการลงทุนแบบ DCA จึงเป็นตารางข้างล่าง

จากตารางข้างบนจะเห็นได้ว่า หากการที่เราสะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ

ขึ้นก็ซื้อ ลงก็ซื้อ มันจะได้ต้นทุนเฉลี่ยออกมา (ไม่เหมือนกับการเล็งครั้งเดียวเอาปันผล)

แล้วพอต้นทุนเฉลี่ยมันไม่ได้ขึ้นไปมาก แต่อัตราปันผลมันสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อกิจการเติบโต

ผลตอบแทนก็ย่อมมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา ปีแรกๆอาจจะน้อยหน่ย…

แต่ปีต่อๆมามันจะสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครมาบอกว่า หุ้นที่ผมชอบปันผลน้อยแค่ 1% ผมจะรู้เลยว่า

เขาไม่มีหุ้นอยู่ และเขากำลังเล็งราคาในตลาด โดยหาดูว่าหุ้นในตลาดอันไหนปันผลดี

ในขณะที่วิธีของผมที่เสนอในบทความนี้จะทำให้คุณมี อัตราผลตอบแทนที่มากขึ้นได้

แต่ต้องอย่าลืมว่า เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ จำนวนเงินปันผลที่ได้รับควรมากขึ้น

สะสมเงินปันผลเป้าหมายคือความมั่งคั่งใช่ไหม ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนเยอะ

ผมลองสมมตินะว่าผมจะลงทุนด้วย DCA ในหุ้นเดิม เดือนละแค่ 10,000 บาท

 ผลออกมาจะได้เงินปันผลในแต่ละรอบเป็นจำนวนเงินกี่บาท

จากตารางก็คือเราจะได้ปันผลมากขึ้นเรื่อยๆไงครับ 

เพราะกลยุทธ์การออมหุ้นแบบนี้มันแค่ให้เราทำตามวินัยในการซื้อหุ้นที่ดี

หุ้นดีมีการเติบโต = กำไรเพิ่ม = ปันผลเพิ่ม

ส่วนเราก็มีหน้าที่แค่…

สร้างพอร์ตให้เติบโต = ซื้ออย่างมีวินัย = ปันผลเพิ่ม เช่นกัน

มันก็คงตอบคำถามหลายๆคนได้แล้วใช่ไหมครับว่า….

1. จะทำอย่างไรให้เราได้ผลตอบแทนการลงทุนเยอะๆ

– ซื้อไว้อย่างต่อเนื่องในหุ้นที่เติบโตและให้ผลตอบแทนมากขึ้น

2. ควรจะเก็บเงินซื้อหุ้นตอนต่ำๆทีเดียวหรือทำ DCA ดีกว่า

– ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เสียเวลานั่งเล็งราคาหุ้นด้วยการรอ

เพราะถ้าเรารอไปเรื่อยๆผลตอบแทนคือ ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

แต่ถ้าเราลงทุนไปเลยมันก็จะค่อยๆขยายพอร์ตการลงทุนเราได้

มันก็เป็นที่มาละครับว่าทำไมผมถึงสะสมหุ้นด้วยวิธีนี้ 

ง่ายๆเลย ระยะยาวผมได้ผลตอบแทนเทียบกับต้นทุนน้อย

และยิ่งนานไปผมยิ่งได้ปันผลเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยละ

ปล. มีน้องถามว่าผมจะไปเซ็นชื่อหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข

ที่บูธ D18 ในช่วงสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีค 2558 อีกหรือเปล่า?

คือ… ผมอาจจะไม่ได้ไปแล้วนะคราบ งานยุ่งมากๆเลย ^_^ 

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

 และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19 – 23 กันยายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 19 – 23 กันยายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันในสัปดาห์นี้กันอีกครั้งกับผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมเพิ่มเติมความความรู้ที่จะเสริมมุมมองการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผ่าน Weekly Outlook เหมือนเคยครับ

แหม่.. สัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์ที่ 15 แล้วครับ ซึ่งสัปดาห์นี้เองผมมีข่าวดีมาบอกครับ นั่นคือ….ผมจะทำการ อัพเกรดบทความ นั่นเองครับบบบ โดยจะเพิ่มเติมในส่วนของตลาดที่น่าสนใจในแต่ล่ะสัปดาห์ในช่วงต้นของบทความเพื่อจะนำสิ่งดีๆ มาแบ่งปันแฟนๆที่น่ารักทุกคนให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้นครับ 

เอาล่ะครับ.. กลับมาต่อดีกว่า เรามาดูกันเลยครับ สำหรับวันที่ 19 – 23 กันยายน 2559 มีสินทรัพย์อะไรที่น่าลงทุนกันบ้าง พร้อมแล้วใช่ไหมครับ เอาล่ะ จัดไปเลยคร้าบบบ

ถ้าเราพูดถึงการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ ผมเชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท ที่ดิน บ้าน คอนโด โรงงาน โกดัง ฯลฯ โดยผลตอบแทนจากสินทรัพย์กลุ่มนี้ได้มาจากกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อ-ขาย หรือค่าเช่า โดยรายได้จากค่าเช่าเจ้าของสามารถปรับเพิ่มขึ้นอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อตามภาวะเศรษฐกิจได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation hedge) ได้เป็นอย่างดีครับ

แต่อย่างที่ว่าแหละครับ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีข้อจำกัดหลายเรื่อง เช่น สภาพคล่องน้อย ต้องใช้ความรู้ความชำนาญ และต้องใช้เงินลงทุนสูงเพราะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเสียที 

ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านเครื่องมือทางการเงินอีกทางหนึ่งที่เป็นที่นิยม นั่นคือ “การลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REITs) และการลงทุนในหุ้นของธุรกิจที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามารถสะท้อนลักษณะผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ข้อดี คือ มีสภาพคล่องสูงกว่า ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ และมีผู้จัดการ REITs ที่มีความชำนาญช่วยทำหน้าที่บริหารอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ”

ผมอยากแนะนำว่าการลงทุนประเภทนี้มีความน่าสนใจ และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และสร้างกระแสเงินสดระหว่างการลงทุน โดยถือเป็นทางเลือกการลงทุนสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้อีกทางหนึ่งด้วยครับ ยังไงก็ลองเก็บทางเลือกนี้ไว้พิจารณาดูกันด้วยนะครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ “จับตาทิศทางนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ และญี่ปุ่น”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

คาดว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 21 ก.ย. 59 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่ำกว่าการคาดการณ์ ทำให้การย่อตัวของตลาดหุ้นเป็นจังหวะในการเข้าซื้อ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีๆ ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นสหรัฐครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ECB ยังไม่มีมาตรการกระตุ้น และยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายระยะเวลาในการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมาย นี่ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นยุโรปเช่นกันครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงหนุนเงินทุนต่างชาติ เนื่องจาก Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. นี้ ประกอบกับเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของบริษัทจดทะเบียน นี่คือโอกาสที่เราเองควรจะเพิ่มการลงทุนในสองตลาดหุ้นจีนนี้เช่นเดียวกันครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ฝั่งตลาดหุ้นญี่ปุ่น การลงทุนภาคธุรกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสสาม หลังจากยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่สอง ประกอบกับ BOJ มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมวันที่ 21 ก.ย.นี้ และญี่ปุ่นเองก็ยังคงผจญกับภาวะเงินฝืดอยู่ แบบนี้ขอแนะนำให้เพิ่มการลงทุนเข้าไปเลยครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตอนนี้มีปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากมายครับ ในขณะที่ BOK มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงภาวะเงินฟืด ซึ่งตลาดหุ้นเกาหลีก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจ เอ้า เพิ่มการลงทุนกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นไทย

แม้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะลดลงและยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุน แต่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานหุ้นไทยที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ทำให้ความน่าสนใจลดลงครับ ช่วงนี้ควรคงการลงทุนอยู่นิ่งๆ ดูสถานการณ์กันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

การชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุน ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตชี้ถึงการขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจะสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไป แบบนี้มีแต่เรื่องดีๆเข้ามา ดังนั้นเพิ่มการลงทุนในตลาดอินเดียได้เลยครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

คาดว่าราคาน้ำมันจะมีปัจจัยหนุนจากการลดลงของปริมาณน้ำมันดิบสำรองสหรัฐฯ ที่ลดลงติดกันถึงสองสัปดาห์ ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันต่างส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเจรจาการคงกำลังการผลิตในการประชุมช่วงปลายเดือน ก.ย. แบบนี้ก็จัดไปอย่าให้เสีย เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในน้ำมันได้เลยครับ

ทองคำ

ราคาทองคำยังมีความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหลังจาก ECB ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

4 ขั้นตอนมีเงินออมทันที ฉบับคนมีอาชีพค้าขาย

แอดมินนนนน เราทำอาชีพค้าขายอยากออมเงินจะทำไงดีล่ะ?

 

นับเป็นอีกหนึ่งในหลายๆคำถามที่ส่งเข้ามาใน Inbox ของแอดมินเพจอภินิหารเงินออมว่า ช่วยเขียนวิธีออมเงินของคนที่ทำอาชีพค้าขายบ้าง  เพราะเงินมันต้องหมุนเวียนว่ายตายเกิดในร้านทุกวี่ทุกวัน ตั้งใจจะออมเงินเก็บไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องแคะออกมาใช้ตลอดๆ T T

 

ถ้าแฟจเพจมีเป้าหมายอยากออมเงินชัดเป๊ะขนาดนี้ เดี๋ยววิธีการมันก็ตามมาเอง อาจจะปรับวิธีคิดอีกนิดหน่อยก็น่าจะทำให้คุณพ่อค้าแม่ค้ามีออมเงินได้ชัวร์จ้า บทความนี้จะบอกเป็นแนวทางว่าควรทำอะไรบ้าง แฟนเพจควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตนเองนะจ๊ะ

 

4 ขั้นตอนมีเงินออมทันที ฉบับคนมีอาชีพค้าขาย

 

1. เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ (สร้างหนี้น้อยที่สุด)

 

เพื่อนหลายคนเข้ามาปรึกษาว่าอยากมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเอง เห็นคนอื่นทำแล้วได้ดีมีเงินทะลักเข้ามาโครมๆ เฮ้ยยยย มันก็ทำไม่ยากนี่หน่า คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้ จัดไป!! เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างอลังการ มีเงินเก็บไว้เท่าไหร่ก็ใส่ไม่ยั้ง แม้ว่าไม่มีเงินก็หยิบยืมคนโน้น คนนี่มาลงทุนก่อน แล้วหลับตาเห็นภาพตัวเองแหวกว่ายอยู่บนกองเงินกองทอง เงินล้านอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง ฮึฮึฮึ

 

แต่ว่า…ชีวิตจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น!!

 

อย่ามองอะไรแค่ด้านเดียว มันมีกำไรได้ มันก็ต้องขาดทุนได้เหมือนกัน เพราะความสำเร็จมันไม่ใช่แม่พิมพ์ที่ทำตามแล้วจะได้เงินเหมือนกันเป๊ะๆ เรามองดูผิวเผินเหมือนจะง่าย แต่อย่าลืมว่าความขยันของเราไม่เท่ากัน คนอื่นอาจจะทำแล้วสำเร็จ แต่เราทำอาจจะไม่สำเร็จเหมือนคนอื่นก็ได้ #เผื่อใจไว้เจ็บ

 

ถ้าเราอยากรู้ว่าสิ่งที่เราคิดหรือธุรกิจที่อยากทำมันจะไปรอดมั๊ย มีคนสนใจรึเปล่า เราควรเริ่มต้นจาก สิ่งเล็กๆหรือเริ่มใช้เงินลงทุนน้อยๆ เพื่อทดลองก่อน ถ้าก้าวแรกมันสำเร็จแล้ว ก้าวต่อไปมันก็จะทำง่ายขึ้น ถ้าเราทำแล้วดี มีกำไรโผล่ออกมาให้ชื่นใจบ้าง ก็ค่อยๆขยายงานให้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วใช้กำไรที่ได้หมุนมาเป็นเงินลงทุนใหม่ แม้ว่าวิธีการเติบโตจากกำไรมันจะช้า แต่ก็มั่นคงกว่านะจ๊ะ

 

ตัวอย่าง

  • บางคนมีที่ดินอยากทำเกษตร แต่ตัวเองทำงานออฟฟิศ ไม่เคยทำงานตากแดดตากลมมาก่อน การเริ่มต้นที่ไม่เจ็บตัวมาก ควรไปดูงานหรือลองทำงานกับเกษตรกรที่เปิดสอนในสถานที่จริงๆ เพื่อจะได้รู้ใจตัวเองว่าชอบจริงหรือไม่ เมื่อทดลองจนเข้าใจวิธีการทำงานแล้วค่อยมาลงมือทำจริงๆ กับที่ดินของตัวเอง เมื่อทำจนขายผลผลิตได้แล้วก็นำกำไรมาหมุนต่อ
  • กิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีน้องจบใหม่หลายๆคนอยากจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง หลายครั้งที่เริ่มต้นแบบจัดเต็ม ของเต็มร้าน  บางคนกู้ยืมเงินมาลงทุนแล้วจ้างพนักงานอย่างเดียว แบบนี้เรามีต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะจ๊ะ ทางที่ดีในช่วงเริ่มต้นควรทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยังไม่ต้องจ้างพนักงาน จะได้ประหยัดเงินลงทุน พอเริ่มมีกำไรเข้ามาบ้างแล้วก็ค่อยๆขยายออกไปเรื่อยๆ

 

2.แยก แยก แยกบัญชี!!

 

การจดบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัวแยกกับบัญชีของร้านค้า  เริ่มจากเขียนบัญชีอย่างง่ายที่ตัวเองเข้าใจ ทำให้เรารู้ว่าที่มาและที่ไปของเงินว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่ควรใช้จ่ายเงินส่วนตัวปะปนกับเงินของร้านค้า เพราะเวลาเกิดปัญหาเงินหายจะได้รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

 

จากประสบการณ์ส่วนตัวและพูดคุยกับคนที่ทำงานประจำแล้วขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมหรือว่าคนที่ทำอาชีพขายของเพียงอย่างเดียว มักจะมีจุดอ่อนที่ทำให้พบจุดจบทั้งน้ำตา นั่นก็คือ กระเป๋าเงินใบเดียวใช้ครอบจักรวาล ตั้งแต่…..

 

  • ใช้เก็บเงินออม
  • ใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว : กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง ค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน ค่าแชร์
  • จ่ายหนี้สิน : ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเดรดิต(ของส่วนตัว, ของร้าน) จ่ายเงินกู้นอกระบบ 
  • จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ของส่วนตัวและของร้านค้า
  • จ่ายค่าซื้อของมาขาย ค่าเช่าร้านหรือค่าเช่าพื้นที่ในอินเตอร์เน็ต
  • ใช้จ่ายค่าโฆษณาโปรโมทร้านทางโซเชียลใน Facebook , Line
  • จ่ายค่าจ้าง เช่น เด็กเฝ้าร้าน เด็กส่งของ

 

มันยังมีสารพัดรายจ่ายที่มัดรวมกันแน่นจนแยกกันไม่ออกว่าอันส่วนไหนเป็นรายจ่ายเงินส่วนตัวและส่วนไหนเงินหมุนในร้านค้า แล้วมักจะใช้วิธีหมุนเงินไปมา เช่น บางเดือนร้านค้าขาดทุนก็เอาเงินส่วนตัวไปลงเพิ่ม ในขณะที่บางเดือนเงินส่วนตัวไม่พอก็หยิบเงินร้านออกมาใช้ก่อน(บางครั้งลืมคืนเงินให้ร้าน ทำให้เงินของร้านหายไป)

 

เมื่อเกิดปัญหาเงินขาดมือก็แก้ไขกันไม่ถูกเลยว่าสาเหตุมันมาจากอะไร “ช่วงนี้ร้านขายไม่ดีหรือว่าตัวเราใช้เงินสิ้นเปลือง” ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายถึงระดับที่เงินส่วนตัวและเงินร้านหมด ก็อาจจะทำให้ต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย มันเป็นการสร้างปัญหาใหม่จากวงจรหนี้สินต่อไป ดังนั้น ควรแยกบัญชีให้ชัดเจนเพราะจะทำให้เราจัดการเงินง่ายขึ้น ดูปุ๊บรู้ทันทีว่าอะไรที่เป็นปัญหา

 

ตัวอย่าง การแยกบัญชีเงินส่วนตัวและเงินของร้าน

4 ขั้นตอนมีเงินออมทันที ฉบับคนมีอาชีพค้าขาย

สมมติว่าร้านค้าขาดทุน เราอยากรู้ว่าเกิดจากอะไร การแยกบัญชีจะทำให้เรารู้ว่า…

  • ต้นทุนของที่ซื้อมาแพงขึ้น อาจจะต้องหาแหล่งซื้อแห่งใหม่หรือเจรจากับร้านขายส่ง
  • ค่าใช้จ่ายในร้านแพงขึ้น อาจจะมาจากค่าเช่าสูงขึ้น ค่าจ้างเด็กเฝ้าร้านมีจำนวนมากเกินไป
  • ของบางตัวขายไม่ดี ได้เงินช้า อาจจะต้องหาวิธีโปรโมทหรือจัดโปรโมชั่นจะได้เงินมาหมุนเร็วๆ
  • อัดเงินโฆษณาทางโซเชียล แต่ยอดขายไม่ขึ้น จะต้องหาสาเหตุว่าเพราะอะไร เพื่อจะได้หาแนวทางการโปรโมทที่น่าดึงดูดใจมากกว่านี้

 

3. เงินสำรองยามฉุกเฉิน

 

การค้าขายระบบเงินหมุน ยิ่งมีเงินหมุนมากขึ้นก็จะยิ่งมีกำไรมากขึ้น แล้วมองว่าถ้าเอาเงินมาเก็บดองออมไว้ มันก็จะเสียโอกาสในการสร้างเงิน สร้างรายได้ เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไปปปป

 

แต่ว่า…

 

ถ้าเราขายของได้เงินมา 100% แล้วนำไปลงทุนต่อทั้ง 100% โดยไ&#

อยากได้ผลตอบแทนแบบมืออาชีพ…ก็ฝากมืออาชีพลงทุนให้สิ!

ในยุคที่ข้าวของแพงมากขึ้น แต่รายได้ของเรากลับโตไม่ทันตามราคาของไปด้วย แม้ว่าเราจะขยันตั้งใจทำงานเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น และมีวินัยการเงินที่ดี ทั้งในเรื่องการแบ่งบัญชีเงินออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน หรือ แบ่งบัญชีที่เราไว้ใช้ในอนาคต แต่การออมเพียงอย่างเดียวนั้นแม้จะทำให้ชีวิตเราปลอดภัย แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากเราต้องการความมั่งคั่งในชีวิต

ดังนั้นในยุคนี้ นอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้ว เราก็ควรที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องการเงินอีกด้วย ว่าจะจัดวางเงินเก็บของเราไปที่ไหน ที่ไหนที่ทำให้เงินงอกเงยขึ้นได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเงินออมที่เราออมไว้ในบัญชีนั่นเอง การลงทุนเองก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ข้อจำกัดของมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราก็คือ “มักไม่คอยมีเวลา” ทำให้บางครั้ง ไม่มีเวลาในการหาข้อมูล หรือ ติดตามการลงทุน

ส่วนบางคนที่มีความรู้ และก็อยากลงทุนเอง บางคนก็อยากจะออกมาเป็นนักลงทุนเพื่อจะหารายได้เพิ่มขึ้น อยากได้รายได้เยอะ ๆ แบบที่นักลงทุนมืออาชีพเขาทํากัน แต่หารู้ไม่ว่ามีความเสี่ยงสูง และบางครั้งเมื่ออยากได้กำไรสูงๆ ก็ทำให้เริ่มลงทุนแบบเสี่ยงเกินตัว กลายเป็นเหมือนนักพนันเสียอย่างนั้น

ด้วยความยุ่งยากแบบนี้ จะดีกว่าไหม ถ้าหากมีคนมาคอยดูแลและจัดการเรื่องลงทุนให้ !! เพราะถ้าอยากได้ผลตอบแทนแบบมืออาชีพ ก็ฝากมืออาชีพลงทุนให้สิ

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง “กองทุนรวม” ที่ที่ รวมคนเก่งๆ เข้าไว้ด้วยกัน และทำการบริหารเงินของเราให้งอกเงย แบบทั้งวัน-ทั้งคืน เพราะเป็นอาชีพของผู้จัดการกองทุนอยู่แล้ว ซึ่งเขาเพียบพร้อมด้วยเครื่องมือ และประสบการณ์อีกด้วย

เราสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ เพียง 2 ขั้นตอน คือ

1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนลงทุน

บางคนอยากเก็บเงินไปเที่ยว หรือกินอยู่ดีขึ้น จึงเอาเงินมาลงทุน โดยฝันไปต่าง ๆ นา ๆ นึกว่าจะไดเที่ยวดีขึ้น กินอยู่ดีขึ้น กลับกลายเป็นเจ๊งติดลบไปซะอีก อดเที่ยว อดกินอาหารเหลา

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้นั่นเอง เช่น เราตั้งเป้าหมายเก็บเงินเพื่อการท่องเที่ยวด้วยการเก็บเงินระยะสั้น แทนที่เราจะลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยๆ เรากลับไปลงทุนในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแทน แล้วแบบนี้จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไรกัน

ดังนั้น ถ้าต้องการเก็บเงินระยะสั้น หรือว่าต้องการเก็บเงินเพื่อเป้าหมายที่แน่นอน เราก็ควรที่จะเก็บเงินในที่ที่ ปลอดภัย และยังได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย ถึงแม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ให้ผลตอบแทนก็ดีกว่า ทั้งนี้อย่าลืมว่าเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนนะครับ

2. เริ่มต้นลงทุนจากกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำ ๆ ก่อน

คนส่วนใหญ่มักจะกระโดดเข้าลงทุนเพราะว่าอยากได้ผลตอบแทนที่สูง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เวลาลงทุนผิดพลาดไปแล้ว ก็มักจะขาดทุนเยอะ บางคนถึงกับเลิกลงทุนไปเลย ดังนั้น ถ้าอยากเริ่ม ผมแนะนำว่าให้ลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆ ก่อน เพื่อ ให้คุ้นเคยกับการลงทุน ซึ่งกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เอง ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินไว้เพียงอย่างเดียว แถมสภาพคล่องก็ยังดีอีกด้วย เพราะว่าถ้าขายกองทุน เพียงระยะเวลาไม่กี่วัน ก็จะได้รับเงินแล้ว พร้อมกับผลตอบแทนของกองทุนเช่นกัน ดังนั้นการออมในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจครับ

หลาย ๆ ท่านคงอยากจะรู้แล้วใช่ไหมว่า แล้วกองทุนเสี่ยงต่ำที่พูดถึงนั้น คือ กองทุนประเภทไหน กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็ได้แก่กองทุนประเภท กองทุนตลาดเงิน และ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น นั่นเองครับ

โดยกองทุนเหล่านี้ จะไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล-หุ้นกู้ ระยะสั้นครับ

หลายๆ คนอาจจะงง ว่าพวกตั๋วเงิน พันธบัตร และหุ้นกู้ คืออะไร หากอธิบายสั้น ๆ ก็คือ เป็นสินทรัพย์ หรือ ตราสารหนี้ทางการเงินที่แสดงว่าเราเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเอกชนและรัฐบาล โดยถ้าพูดง่าย ๆ แล้วก็คือ บริษัทเอกชนและรัฐบาล มาขอกู้เงินเรานั่นเองครับ ซึ่งการกู้นี้ จะมีทั้งการกู้แบบระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 3-6 เดือน จนไปถึงระยะกลาง ๆ เช่น 1-3 ปีครับ หรือว่า จะเป็นระยะยาว 5-10 ปีก็มี แน่นอนครับว่า ยิ่งกู้ยาว ๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นไปด้วย

โดยกองทุนตลาดเงินนั้น จะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ จะลงทุนกับเงินฝาก ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรระยะสั้น ๆ ครับ กองทุนเหล่านี้ที่น่าสนใจก็ได้แก่ KFCASH ที่เรียกได้ว่าปลอดภัยสูง และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากออมทรัพย์ธรรมดาทั่วไป

ส่วนกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเล็กน้อย ที่ลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ บ้าง รวมกับตั๋วเงิน ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือ ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ใกล้เคียง หรือบางครั้งก็มากกว่าเงินฝากประจำ แต่สามารถซื้อขายได้อย่างมีสภาพคล่องที่ดีกว่า และความเสี่ยงไม่สูงจนเกินไป และถ้าเป็นนักลงทุนในกองทุนรวมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องคุ้นหูกับกองทุนนี้ครับ คือ KFSPLUS

ส่วน กองทุนสุดท้ายที่น่าสนใจ เพราะว่ามีแนวโน้มที่ดี และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า 2 กองทุนแรก ก็คือ กองทุน KFSMART ที่จะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น และมีการลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศอีกด้วย ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

เห็นไหมว่า การออมเงินนั้นทำให้เราสามารถนำมาต่อยอดให้เงินของเรางอกเงยได้ เพียงแค่รู้จักทางเลือกในการบริหาร

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save