Body Designer ไอเดียอาชีพใหม่ปั้นหุ่นสวยเหมือนสั่งได้

Body Designer ไอเดียอาชีพใหม่ปั้นหุ่นสวยเหมือนสั่งได้  

 

ปั้นหุ่นสวยเหมือนสั่งได้  !!! ด้วยฝีมือหนุ่มนักออกแบบ ‘รูปร่าง’

 

สำหรับสาวๆ หลายคนคงไม่อยากให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานมา ทักว่า “อวบขึ้นรึเปล่า?” หรือ “ไปทำอะไรมา อ้วนขึ้นนะ?” คำพูดเหล่านี้คงจะเป็นคำพูดที่แสลงหูสำหรับสาวๆไม่น้อย

 

ที่จริงแล้วผู้หญิงทุกคนมีความงามในแบบของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถดึงความงามนั้นออกมาได้หรือเปล่า? แต่ไม่ต้องกังวลไป การออกกำลังกาย คือ ทางออกสำหรับสาวๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตนเอง แต่ปัญหาถัดมาคือ แล้วส่วนไหนล่ะที่เราควรเปลี่ยน???

 

วันนี้ Money Ideas เราขอเสนอทางเลือกสำหรับหนุ่มสาวที่เชี่ยวชาญการออกกำลังกาย และอยากสร้างรายได้จากความรู้ด้านการออกกำลังกายของคุณ

 

ที่สำคัญคืออาชีพนี้ยังมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในประเทศไทย!!!

 

ต้องยอมรับว่าอาชีพดารา นักแสดงในปัจจุบันเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มหาศาล แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ก่อนที่เหล่าดาราเหล่านี้ จะสามารถเฉิดฉายอยู่ในจอทีวีได้นั้น เบื้องหลังของพวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง?

 

แน่นอนว่าก็มีดาราจำนวนไม่น้อยที่ผ่านการศัลยกรรมมา แล้วร่างกายล่ะ? จะศัลยกรรมก็ไม่ถาวรถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยิ่งกว่านั้นร่างกายของดาราแต่ละคนมีจุดขายไม่เหมือนกัน

 

นั่นทำให้เกิดอาชีพหนึ่งขึ้นมานั่นก็คือ ‘นักออกแบบรูปร่าง’ หรือ Body Designer

capture

(ขอบคุณภาพ Kim Jihoon จาก https://www.pinterest.com/pin/317855686170853318/)

 

อาชีพ Body Designer เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมากที่ประเทศเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นสาวๆ Girls’ Generation, นักร้องสาวเสียงดี BoA หรือแม้แต่ดาราหนุ่มเจ้าบทบาท Kim Soohyun เองก็ตามต่างได้รับการออกแบบรูปร่างจาก Body Designer ชื่อดัง Kim Jihoon ทั้งนั้น โดยเริ่มต้นแนะนำสัดส่วนรูปร่างที่เป็นจุดเด่นของแต่ละคน จากนั้นก็คิดค้นวิธีการออกกำลังกายเฉพาะสำหรับดารานั้นๆ เพื่อสร้างรูปร่างที่ชัดเจนและสวยงามมากยิ่งขึ้น

capture2

(ขอบคุณภาพ Kim Soohyun จาก https://www.pinterest.com/pin/317855686170853318/)

(ขอบคุณภาพ Girls’ Generation จาก http://girlsgeneration.smtown.com/)

(ขอบคุณภาพ BoA จาก http://boa.smtown.com/?ver=08)

 

Kim Jihoon นอกจากจะเป็น Body Designer แล้วยังเป็น Mentor ให้กับเหล่าผู้เข้าประกวดรายการเรียลลิตี้ ‘Diet WAR’ ตั้งแต่ซีซั่นแรกจนถึงซีซั่นที่ 6 , นอกจากนี้ยังเป็น Technique Director ให้กับเหล่านักแสดงในภาพยนตร์ต่างๆ เช่น Champion, City of Fathers, Crying Fist อีกด้วย เรียกได้ว่าเขาคือกูรูด้านการออกกำลังกายของจริง!!!

capture3

(ขอบคุณภาพจาก http://theateams.com/at1/)

สำหรับ Kim Jihoon นั้นเขามีความใฝ่ฝันที่จะสร้างร่างกายของเหล่านักแสดงให้สวยงาม แรงบันดาลใจของเขาส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากการที่เขาได้เข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ในฐานะ Mentor ซึ่งทำให้เขาเข้าใจจิตใจของคนที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินและได้ร่วมโค้ชให้คนเหล่านั้นสามารถแสดงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ทุกคนได้เห็น จนกระทั่งพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้จริงๆ

 

แน่นอนว่าดาราหลายคนก็มาเข้ารับคำปรึกษาจากเขาเพื่อที่จะสร้างรูปร่างให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าเดิม แน่นอนว่าในประเทศเกาหลีนั้นยังมีอีกหลายคนที่เรียกตนเองว่า Body Designer แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างก็คือ การหมั่นศึกษาหาความรู้ด้านการออกกำลังกาย และต้องนำข้อมูลใหม่ๆที่ศึกษาหาความรู้นั้นมาดัดแปลงแล้วสามารถนำไปใช้ปรับปรุงวิธีการออกกำลังกายในแบบเฉพาะของตัวเขาเองให้เร็วที่สุด

 

และนี่เองคือเคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในฐานะ Body Designer!!!

 

อ้างอิงข้อมูลจาก http://m.blog.naver.com/mcstkorea/220627286168

 

เจ้าตัวเล็กภูมิต้านทานโรคยังน้อย ป่วยทีไรมีค่ารักษาสูง ผมจึงทำประกันสุขภาพให้เค้าครับ

ผมมีนิสัยชอบวางแผนการเงิน ตั้งเป้าไว้ว่าอยากมีอิสรภาพการเงินก่อนเกษียณ และมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่เพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของประกันสุขภาพ ลองมาฟังเรื่องราวของผมนะครับ

เมื่อปีที่แล้ว ผมผ่านประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิตได้ทำหน้าที่เป็นพ่อคน หลังจากที่พยายามทุกทางมานานในที่สุดก็ถึงวันของเรา แต่ภรรยาผมตั้งท้องครั้งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆเป็นเพศชาย 2 หญิง 1 หรือที่เรียกว่าท้องแฝด 3  ซึ่งสถิติมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.1%

สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ ท้องแฝด 3 มีค่ารักษาสูงมาก เพราะมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆมากกว่าครรภ์ปกติ เช่น รกพันกัน เด็กน้ำหนักตัวต่างกัน มดลูกขยายตัวเกินไป ท้องแข็งถี่ก่อนกำหนด เป็นต้น โดยเคสของผม ภรรยามีอาการท้องแข็งถี่ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อยและลูกคนหนึ่งมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าอีกสองคน ทำให้ภรรยาต้องนอนให้ยาระงับท้องแข็งอยู่ที่โรงพยาบาลนานถึง 7 สัปดาห์

เช้ามืดวันหนึ่งเราได้รับข่าวร้ายที่สุดในชีวิต เราสูญเสียลูกคนที่น้ำหนักตัวน้อยไป ทำให้อีกสองคนต้องคลอดฉุกเฉินในวันเดียวกัน ซึ่งเค้าทั้งสองคนมีน้ำหนักตัวเพียง 1.5 กิโลกรัม เป็นทารกเพศชาย 1 หญิง 1 แต่หลังคลอดมีภาวะหายใจเองไม่ค่อยได้ เนื่องจากปอดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ต้องอยู่ตู้อบห้องฉุนเฉิน NICU นานเป็นเดือนๆ กว่าจะออกมาสัมผัสโลกภายนอกได้

ปกติเคสแบบนี้มีค่ารักษาเฉียดล้าน เงินจำนวนนี้สามารถเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาลูกได้เลย สิ่งที่ผมทำคือหาประกันสุขภาพมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายครับ จากหลักเกือบล้านเหลือจ่ายจริงเพียงหลักหมื่นเท่านั้น โดยค่ารักษาของภรรยาใช้สิทธิ์ประกันสังคมและสิทธิ์ประกันกลุ่มของบริษัท ค่ารักษาของลูกๆใช้สิทธิ์บัตรทอง ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่าประกันช่วยแบ่งเบาภาระได้จริง เมื่อลูกๆผมอายุครบ 1 ปี  ผมจึงเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายให้ลูกๆเพิ่ม เพื่อให้ครอบคลุมค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพราะค่ารักษาพยาบาลในเด็กเล็กค่อนข้างสูง ซึ่งหลังทำประกันเสร็จไม่นานลูกของผมป่วยเป็นโรค RSV จากเชื้อไวรัสกำลังระบาดอยู่ในขณะนั้น ต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลทั้งคู่นาน 3 วันค่ารักษาราวๆ 80,000 บาท แต่ผมจ่ายจริงเพียงหลักร้อยเท่านั้น

ใครมีลูกเล็กจะรู้ว่าป่วยบ่อยจริงๆ เชื้อโรคมีอยู่ทุกที่ ป้องกันยากแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้ว แม่ๆหลายคนจึงถูกแนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพไว้อุ่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา ซึ่งผมเห็นด้วย 100% ซื้อเลยครับ การเลือกซื้อประกันสุขภาพผมพิจารณาจาก ความคุ้มครองเทียบกับเงินที่จ่ายไป ความครอบคลุมโรคที่คุ้มครอง เบิกง่ายไม่ต้องสำรองเงินออกไปก่อน และชื่อเสียงของบริษัทประกัน

เนื่องจากทางอลิอันซ์ อยุธยา ออกประกันมาใหม่เลยขอแนะนำเค้าใช้ชื่อว่า ‘ประกันสุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า’ เป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย มีลักษณะเป็นสัญญาเพิ่มเติมต้องซื้อควบคู่กับสัญญาหลัก จุดเด่นอยู่ที่ผลประโยชน์จ่ายตามจริงครับ

– กรณีผู้ป่วยใน ประกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ หากต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งค่าผ่าตัด ค่าเครื่องมือแพทย์ ค่าวางยาสลบ สามารถเบิกผลประโยชน์จ่ายตามจริง

– กรณีผู้ป่วยนอก ประกันช่วยค่ารักษาโรคร้าย ทั้งคีโม ฉายแสง ล้างไต กรณีอุบัติเหตุที่รักษาภายใน 24 ชม.แรก และผ่าตัดเล็ก สามารถเบิกผลประโยชน์จ่ายตามจริง

จะเห็นได้ว่าประกัน ‘ประกันสุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า’ นี้ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน และ ผู้ป่วยนอกซึ่งเป็นแบบเหมาจ่ายสบายใจกว่า ครอบคลุมกว่า ที่สำคัญคือไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อทำประกันอุบัติเหตุเพิ่มอีกตัว เพราะครอบคลุมหมด ทำให้หมดห่วงเรื่องเจ้าตัวเล็กซุกซนไปเลยครับ ที่สำคัญวงเงินคุ้มครองสูงสุดค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆในระดับเดียวกันครับ นอกจากนี้ยังมีให้เลือก 5 แผน ตั้งแต่วงเงินคุ้มครอง 2 ล้านจนถึง 10 ล้าน ค่าเบี้ยคร่าวๆอยู่ที่หลักหมื่นซึ่งแต่ละคนแต่ละแผนจะไม่เท่ากัน และยังมีแบบส่วนรวมจ่ายที่เหมาะกับคนที่มีสวัสดิการอยู่แล้วทำให้เบี้ยประกันถูกลงถึง 30% เลยครับ โดยประกันสุขภาพปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า นี้เปิดกว้างรับทำตั้งแต่อายุ 1 ขวบ 1 เดือน ถึงอายุ 70 ปี ใครที่สนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.azay.co.th/product/health-insurance/hospital-surgery-expense-ipd-accitdent-my-health-plus-extra

บทความนี้เป็น Advertorial

“3 ปัจจัยที่ทำให้เงินงอกเงย ด้วย Asset Allocation”

ผมเชื่อว่า “แผนการลงทุน” เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว ดูจากการขยับขยายช่องทางของสื่อต่างๆ และธุรกิจสถาบันการเงินก็เน้นออกสินค้าการลงทุนมาเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลายของคนไทย

แต่จะเลือกลงทุนสินค้าตัวไหนดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนกันแล้วแหละ ไม่ใช่ว่าซื้อตามๆกันเพราะ ”เค้าบอกว่าดี” !!

การวางแผนลงทุน อย่างแรกเลยคือต้องตอบโจทย์ “เป้าหมาย” ที่ต้องการเป็นหลัก จะได้รู้ไงครับ ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร อย่างเช่น อยากมีเงิน 10 ล้านภายใน 10 ปีข้างหน้า, อยากเกษียณแล้วใช้เงินปีละ 1 ล้าน ตอนอายุ 50 ปี อะไรประมาณนี้

เมื่อกำหนดโจทย์หลักได้ ก็ค่อยมองไปที่เรื่องต่อมาคือ “สถานะที่เป็นอยู่และความเสี่ยงที่รับได้” อันนี้เป็นเรื่องของปัจจุบันล้วนๆแล้วครับ เราต้องรู้ว่าจุดที่ยืนอยู่กับเป้าหมายมันห่างกันแค่ไหน มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไรบ้าง และรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ถ้าไม่รู้ก็จะสร้างแผนการลงทุนให้ตัวเองได้ยากครับ

เมื่อรู้ทุกอย่างข้างต้นแล้วก็ เดินหน้าจัดพอร์ตการลงทุนได้เลยครับ ซึ่งวิธีการหลักคือการเฟ้นหาสินค้าการลงทุน และจัดพอร์ตให้มีความเสี่ยงที่ตัวเราเองรับได้ (อย่างสบายใจด้วยนะ) แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด

แต่ในการเลือกสินค้าการลงทุนมาทำให้พอร์ตสมบูรณ์แบบมากขึ้น เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนเป็นหลักล่ะ งั้นเรามาดูกันว่า การติดสปีดให้พอร์ตการลงทุนนั้นต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

ผลตอบแทนดีๆ หนีภาวะเงินเฟ้อ

เรื่องนี้ขอพูดก่อนละกัน เพราะเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนคาดหวังจากมันมากที่สุด อ่ะ…หรือไม่จริง!?

เคยมีคำกล่าวว่า “ออมก่อนรวยกว่า” แต่ผมว่า ถ้าออมก่อนแต่วางเงินไว้ผิดที่ ก็สู้ “ออมทีหลังแต่ผลตอบแทนสูงกว่า” ไม่ได้อยู่ดี

ผมขอหยิบ “กฏของเลข72” มายกตัวอย่างให้ดูนะครับ กฏนี้มันบอกไว้ว่า ถ้าเอาเลข 72 ตั้ง แล้วเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังต่อปีมาหาร ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวนปีที่เงินลงทุนเริ่มต้นจะเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยดอกเบี้ยทบต้น (ไม่ได้มีการออมเงินเพิ่มในระหว่างทาง)

ซึ่งถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยทุกปีปีละ 2% ใช้กฎ 72/2= 36 ปี !!! แต่ๆๆๆๆ

ถ้าเรานำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ใช้กฏ 72/8= 9 ปี เท่านั้น

เงิน 1 ล้านจะเพิ่มเป็น 2 ล้าน ซึ่งถ้าเป็นระยะเวลาเท่ากัน เงิน 1 ล้าน ผ่านไป 36 ปี ลงทุนแบบลืมๆไว้ จะกลายเป็นเงิน 16 ล้านแบบงงๆ เห็นได้ชัดเลยว่าผลตอบแทนมีผลกระทบต่อเงินลงทุนอย่างมาก!!

ระยะเวลาในการลงทุน ลงทุนก่อนได้เปรียบ

ปัจจัยต่อมาคือเรื่องของระยะเวลา เรื่องนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึง เพราะแผนการลงทุนจะถูกกำหนดขึ้นมาตามเป้าหมาย ถ้าเป้าหมายที่วางไว้เป็นแบบระยะยาว เงินลงทุนก็ยิ่งเติบโตเยอะขึ้นจากระยะเวลาที่มีมากขึ้น

มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “ออมก่อนรวยเร็วกว่า” เป็นเรื่องของการใช้เวลาในการออมและลงทุน

สมมติกรณีศึกษาเป็น นาย X และ Y

ถ้านาย X เริ่มลงทุนก่อนตั้งแต่อายุ 25 ปี ต้องการเกษียณอายุตอน 60 ปี ด้วยจำนวนเงิน 20 ล้านบาท และลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยออมเงินเดือนละ 10,000 บาทแบบชิลๆไปเรื่อยๆ นาย X จะมีเงิน 20 ล้านได้ตามเป้าหมายทันที !!

แต่นาย Y เริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 35 ปี เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่จับจ่ายใช้สอย เปย์แล้วเปย์อีก นายY เพิ่งรู้ตัวตอนอายุ 35 ปี จึงเริ่มออมเงิน หากมีเป้าหมายที่ 20 ล้านบาทเท่ากันและหาผลตอบแทนได้เท่ากับ X ชัดเจนเลยว่า Y เริ่มช้ากว่าจึงต้องออมเงินเดือนละ 20,000 บาท จึงจะเกษียณอายุได้ตามเป้าหมาย

เห็นมั๊ยว่า..วางเงินถูกที่แล้ว แต่ออมทีหลัง ก็เหนื่อยกว่ากันถึงสองเท่า!!! ดังนั้นลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี ตามที่เราสบายใจ และเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด นั่นแหละคือ คำตอบสู่ความมั่งคั่งนะครับ

Asset Allocation วางเงินให้ถูกที่ ชีวิตก็ดีได้

นอกเหนือจากสองปัจจัยบน ผมยังให้ความสำคัญกับเรื่องวิธีการลงทุนด้วย เพราะส่วนตัวผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนต่อปีเป็นหลัก จริงอยู่..ยิ่งผลตอบแทนสูงยิ่งดี แต่ก็อย่าลืมว่ามันมีความเสี่ยงและความผันผวน ให้เราต้องคำนึงถึงด้วย

ยิ่งผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงตาม ไปไหนไปกัน จะว่างั้นก็ได้ ..

ผมไม่ชอบเห็นพอร์ตการลงทุนสวิงไปมา ปีนึงบวกกระจาย!..อีกปีนึงติดลบตามตลาดหุ้น ผันผวนขึ้นๆลงๆแบบนี้ผมไม่เอาด้วยหรอก การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำสำหรับผม (และนักลงทุนหลายๆคน)

จะดีกว่ามั๊ย? ถ้าเรากำหนดนโยบายการลงทุนขึ้นมา และระบุน้ำหนักของการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์เป็นร้อยละของพอร์ตโฟลิโอ อย่างเช่นให้หุ้นเป็น 50% ของพอร์ต อีก 40% เป็นกองทุนรวม และ 10% เป็นเงินสดสภาพคล่อง (อันนี้ตัวเลขสมมตินะครับ)

เพื่อไม่ให้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนผันผวนจนเกินไป จึงกระจายความเสี่ยงจากหุ้นไปยังกองทุนรวมต่างๆ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้,อสังหาริมทรัพย์ หรือแบบผสม เป็นต้น ซึ่งแต่ละ Asset class ก็ต้องจัดน้ำหนักการลงทุนภายในกันอีทีนึง

Rebalancing Portfolio ก็สำคัญอย่างที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ เพราะวิธีนี้ช่วยให้พอร์ตการลงทุน เกิดผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ให้น้ำหนักพอร์ตโฟลิโอของเราเป็นไปตามนโยบายและกลยุทธ์ที่วางไว้ ไม่มีการกระจุกตัวของ Asset Class ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ (ตามอ่านบทความเก่าได้ที่นี่ครับ)

ซึ่งการทำ Asset Allocation ช่วยให้เราคาดคะเนผลตอบแทนเฉลี่ยที่พอกันทุกปีได้ แล้วแผนการลงทุนจะเสถียรมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนก็จะสบายใจได้จากการลงทุนตามความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ด้วย

หุ้นคืออะไรและทำไมต้องหุ้น

“หุ้น” น่าจะถือเป็นคำยอดฮิตอีกคำหนึ่งในยุคสมัยนี้ กระแสการเล่นหุ้นหรือลงทุนในหุ้นนั้นเป็นนิยมกว่าสมัยสิบปีก่อนมาก เรียกได้ว่าไปเดินร้านหนังสือทีไร ต้องเจอหนังสือหุ้นติด Best Seller ทุกครั้งไป

ว่าแต่ที่จริงแล้วหุ้นคืออะไร                                                                   

หุ้น คือ สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของกิจการ ยกตัวอย่างเช่น หากเราลงเงินกับเพื่อนคนละครึ่งเพื่อเปิดร้านกาแฟ เราจะมีสิทธิ์ในกิจการร้านกาแฟนี้ครึ่งหนึ่ง สิทธิ์นี้เองนี่แหละที่เรียกว่าหุ้น ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็หมายถึงหุ้นส่วนนี่เอง

ในสมัยอดีต กิจการมักจะอยู่ในรูปแบบเจ้าของคนเดียวหรือห้างหุ้นส่วนซึ่งเกิดจากการร่วมหุ้นกับจากหมู่คนใกล้ชิด แต่เมื่อโลกของทุนนิยมเติบโตมากขึ้น กิจการก็มีขนาดใหญ่มากขึ้น ระบบของหุ้นจึงถูกนำมาใช้เพื่อระดมทุนจากคนทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง

พูดง่ายๆ คือ หุ้นก็คือความเป็นเจ้าของธุรกิจที่ถูกแบ่งขายออกมานั่นเอง

การลงทุนในหุ้นจึงเหมือนกับการลงทุนในกิจการ

หากต้องการเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อ นักลงทุนอาจซื้อหุ้น CPALL เพื่อเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่างเซเว่นอีเลฟเว่นประเทศไทย หากต้องการเป็นเจ้าของโรงพยาบาล นักลงทุนอาจซื้อหุ้น BDMS เพื่อเป็นเจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ เครือโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ณ เวลานี้

การลงทุนในหุ้นจึงเป็นเหมือนการทำธุรกิจอย่างเรียบง่าย

เพราะคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนทั้งกายทั้งใจทั้งเวลาเหมือนเจ้าของธุรกิจ เพียงแต่วิเคราะห์หาสุดยอดธุรกิจ คุณก็สามารถซื้อหุ้นและเริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการได้เลย

เหตุผลที่เราจึงควรลงทุนในหุ้นจึงอธิบายได้ประมาณนี้

1. เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก

ด้วยเงินหลักร้อยหลักพัน เราก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้แล้ว แต่ถ้าลงทุนสร้างกิจการของตนเองอาจต้องใช้เงินหลายล้านสำหรับร้านค้าสะดวกซื้อสักร้าน หรือหลายร้อยล้านสำหรับโรงพยาบาลสักโรงหนึ่ง ดังนั้น หุ้นจึงเป็นทางเลือกในการทำธุรกิจที่ดี

2. สภาพคล่องสูงกว่าทำธุรกิจด้วยตนเอง

การลงทุนในหุ้นเปิดโอกาสให้เราซื้อหรือขายหุ้นได้แทบจะตลอดเวลา เรียกได้ว่ามีสภาพคล่องสูงค่อนข้างมาก ดังนั้น เราในฐานะนักลงทุนจึงสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรในช่วงเวลาไหน หรือในอีกนัยหนึ่งคือเราสามารถขายหุ้นออกไปได้ถ้าคิดว่าอนาคตของกิจการจะไม่ดี ต่างกับการทำธุรกิจส่วนตัว การขายกิจการทำออกไปได้ยากจนแทบเรียกว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าธุรกิจไปไม่รอด กว่าจะเลิกกิจการได้ก็อาจจะสูญเสียเงินไปมาก

3. ไม่ต้องบริหารธุรกิจเอง

หากเราต้องการเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันสักปั๊มหนึ่ง เราอาจจะต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการบริหารจัดการให้ปั๊มน้ำมันของเราได้ผลกำไรสูงที่สุด แต่สำหรับหุ้นแล้วไม่ใช่ เพราะเราสามารถปล่อยหน้าที่การบริหารกิจการให้เป็นของกรรมการบริษัท เราในฐานะเจ้าของมีหน้าที่เพียงติดตามการทำงานเท่านั้น หากการบริหารไม่มีประสิทธิภาพ อาจเสนอแนะได้ในการประชุมประจำปี หรืออาจขายหุ้นทิ้งเพื่อหาทางเลือกที่ดีกว่า

4. หุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดี

ถ้าเลือกกิจการได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน โดยหุ้นจะให้ผลกำไรนักลงทุน 2 แบบด้วยกัน คือ กำไรจากส่วนต่างราคา เช่น ซื้อหุ้นมาในราคาหุ้นละ 10 บาทและขายออกไปในราคาหุ้นละ 12 บาท แบบนี้นักลงทุนจะได้กำไร 2 บาทต่อหุ้น และกำไรจากเงินปันผล โดยกิจการส่วนใหญ่จะมีการจ่ายเงินปันผลออกมาจากกำไรสุทธิ เราจะได้รับเงินที่ปันผลออกมาคล้ายได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร ซึ่งถ้ากิจการเติบโต เงินปันผลก็สามารถเติบโตได้อีกด้วย

หุ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน

ถึงแม้ว่าจะเป็นการยากที่จะบอกว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะนักลงทุนแต่ละคนย่อมเหมาะกับสินทรัพย์ที่ไม่เหมือนกัน แต่ด้วยลักษณะของหุ้นแล้ว หุ้นสามารถเหมาะกับนักลงทุนที่อยากมีกิจการเป็นของตนเองผ่านการถือหุ้น เหมาะกับนักลงทุนที่อยากได้เงินปันผลต่อเนื่องในระยะยาว รวมไปถึงเหมาะกับนักเก็งกำไรที่สร้างกำไรจากความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น

ลองศึกษาการลงทุนในหุ้นดู

เพราะถึงแม้การลงทุนจะมีเสี่ยง แต่การไม่ยอมรับความเสี่ยงก็อาจจะเป็นความเสี่ยงประเภทหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ผ่อนบ้านยังไงให้เงิน(เดือน) เหลือไปลงทุนต่อ?

ผ่อนบ้านยังไงให้เงิน(เดือน) เหลือไปลงทุนต่อ?

 

หากพูดถึง ‘บ้าน’ หนึ่งชีวิตของคนเรานั้นคงจะมีบ้านได้เพียงไม่กี่หลังเท่านั้น และสิ่งแรกที่ทุกคนคิดถึงบ้านนั่นคือพื้นที่ๆทำให้เราและครอบครัว ได้พักผ่อนใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แต่หากเราไม่วางแผนก่อนซื้อบ้านให้ดีนั้นพื้นที่ๆควรมีความสุขที่สุด อาจกลายเป็นพื้นที่ๆทุกข์ที่สุดก็ได้


แล้วจะซื้อบ้านทั้งทีเราต้องดูอะไรบ้างนะ? อย่างแรกเลยเราต้องสำรวจตัวเองให้ดีก่อน

 

1. เราซื้อเพื่ออะไร จุดประสงค์ของเราคืออะไรกันแน่?

ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราจะซื้อบ้านไปเพื่ออะไร ซื้อเพื่ออยู่อาศัย ซื้อเพื่อเป็นของขวัญให้พ่อแม่ ซื้อเพื่อลงทุน หรือ ซื้อเพราะความอยาก เพราะในการซื้อบ้านสักหลังนั้นอย่าลืมว่าเราต้องใช้เครดิตของเราผูกกับบ้านไปถึง20-30ปี (ถ้าผ่อนตามกำหนดชำระของธนาคาร)

 

2.จำเป็นแค่ไหน?

มาถึงข้อที่ 2 จำเป็นแค่ไหน? ถ้าจะซื้อเพราะความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเท่ หรือ อยากมีตามคนนั้นคนนี้ แบบนี้ขอให้หยุด และดึงสติดีๆกลับเลยนะจ๊ะ ถ้าจะซื้อเป็นของขวัญให้พ่อแม่ หรือ ซื้อเพื่ออยู่อาศัย อยากแนะนำลองแย็บๆถามคุณพ่อคุณแม่ หรือ คู่ชีวิตก่อนเช่น “บ้านเริ่มเก่าแล้วนะป๊าม๊า ถ้าย้ายไปอยู่บ้านใหม่น่าจะดีนะ” หรือ “ที่รัก บ้านหลังนั้นสวยมั้ย” ถ้าคนที่เราถามมีท่าทีเห็นด้วย หรือ มีอาการปากไม่ตรงกับใจ ค่อยดูข้อต่อไป แต่ถ้าจะซื้อเพื่อลงทุน อย่าหลงรักสิ่งที่ลงทุนไปเพราะมันคือสินทรัพย์ที่ช่วยเพิ่มเงินให้คุณ สิ่งสำคัญที่สุดคือความคุ้มค่า ไม่ใช่ความสวยงามในแบบที่คุณชอบ ไม่งั้นคุณอาจจ่ายมากเกินความจำเป็นนะ แต่ถ้าอยากรู้ว่าบ้านที่ดีต้องมีอะไรบ้าง? ลองดู VDO สนุกๆ จากเพจเท่ๆอย่าง ‘เสือร้องไห้’ กันได้เลย
https://www.facebook.com/TigerCryChannel/videos/1066735706712998

 

3. สำรวจเงินในกระเป๋า!

ข้อนี้นี่สำคัญมากๆ เช็คให้แน่ใจว่าเราพร้อมแล้วจริงๆ อย่าลืมนะว่ารายได้ทั้งหมดของเราเมื่อนำมาหักลบกับหนี้แล้ว ไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ทั้งหมด(แต่ถ้าให้ดีไม่ควรเกิน40%นะจ๊ะ) ดังนั้นคุณควรมีเงินฉุกเฉินสำรองไว้เท่ารายจ่ายต่อเดือนด้วยในกรณีที่ไม่คาดคิดอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะหลายคนมาตกม้าตายก็เพราะลืมมมม! ลืมไปว่ามีรายจ่ายยิบย่อยต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง หรือ กรณีเลวร้ายสุดคือต้องออกจากงาน จนชีวิตพังได้ดื้อๆเชียวแหละ


มาถึงตรงนี้บางคนคงมีคำถามในใจว่า เอ…มันขนาดนั้นเลยหรอ? เงินเดือนแบบเราๆก็น่าจะผ่อนบ้านได้นะ

เอาล่ะ ถ้าใครมีคำถามนี้เกิดขึ้น อย่างแรกที่ต้องทำก่อนเลย คือ ตั้งสติ! เพราะหลายคนอาจเคยเจอ หรือ เคยเห็นคนที่มีปัญญาซื้อ แต่ไม่มีปัญญาผ่อน ดังนั้นเราควรวางแผนหนี้ให้ดี (กลับไปสำรวจตัวเองได้ที่บทความวางแผนหนี้ดีชีวิตมีแต่ได้)

 

เอาล่ะ ถ้ากำลังคิดว่าจะซื้อบ้านดีๆสักหลังไว้สร้างครอบครัวล่ะก็นั่นเป็นเรื่องที่ดีแน่นอนถ้าคุณพร้อม แต่พอนำรายได้หักลบรายจ่ายทั้งหมดและค่าผ่อนบ้านก็ตึงๆแล้ว มีวิธีไหนมั้ยนะที่จะทำให้เราผ่อนได้สบายขึ้น จริงๆมันมีวิธีนะ เพราะในช่วงปลายปีแบบนี้เรียกว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนอยากมีบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะในช่วงนี้จะมีโปรโมชั่นมากมาย ทั้ง ลด แจก แถม หลายโครงการ แต่เชื่อเถอะว่าหัวใจสำคัญสำหรับคืออยากมีบ้านจริงๆ ก็คือ อยากจ่ายให้น้อยที่สุดใช่มั้ยล่ะ งั้นจะแนะนำโปรโมชั่นดีๆ ที่จะทำให้เรามีเงิน(เดือน)เหลือ ไปลงทุน หรือ ทำอย่างอื่นได้ สัก 1 โปรโมชั่นล่ะกัน นั่นก็คือ  “3Happiness” จาก Property Perfect นั่นเอง

แล้ว 3 Happiness จาก Property Perfect มีความน่าสนใจยังไง?

  1. ดอกเบี้ย 3% 3 ปีแรก
  2. ผ่อนล้านละ 3,000 บาท/เดือน
  3. ฟรี! อีก 3 อย่าง ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่ามิเตอร์น้ำ-ไฟ

เรียกได้ว่าเป็นโปรโมชั่นที่หลายๆคนต้องการเพราะ ดอกเบี้ยต่ำ-ผ่อนน้อย แถม ฟรีอีกตั้ง 3 อย่าง สามารถช่วยให้เรามีสภาพทางการเงินที่คล่องมากขึ้นโดยเฉพาะ 3 ปีแรก เพราะรายได้เราอาจจะยังไม่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปฐานเงินเดือนเราอาจสูงขึ้นได้ในอนาคต (แล้วหลังจาก 3 ปี ถ้าดอกเบี้ยขึ้นล่ะ ไม่ยาก ขอโปรโมชั่นธนาคารเดิมลดดอกเบี้ย ถ้าไม่ได้ก็รีไฟแนนซ์ย้ายธนาคารไปเลย อิอิ)

เอาล่ะมาดูตัวอย่างกัน หากเรามีเงินเดือน 30,000 บาท สนใจซื้อบ้านในราคา 2 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี นั่นหมายความว่าเราผ่อนต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท เมื่อเราหักลบรายจ่ายส่วนตัวออก 15,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟอีก 2,000 บาท หมายความว่าเรายังมีเงินคงเหลือต่อเดือนอยู่ที่ 7,000 บาท ซึ่งเงินคงเหลือส่วนนี้เราสามารถแบ่งเก็บได้ เป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2,000 บาท ไว้ใช้สำหรับโปะเงินต้น ลดต้นลดดอก เพื่อให้จำนวนเงินที่เราผ่อนน้อยลงและผ่อนได้หมดไวขึ้นนั่นเอง หรือ จะเก็บเป็นเงินออมไว้สำรองก็ไม่เสียหาย ในส่วนที่สอง 5,000 บาท แบ่งไว้สำหรับเป็นเงินลงทุนต่อยอด หรือ ผ่อนเฟอนิเจอร์ ภายในบ้านได้ ก็ขึ้นอยู่ที่เราจะเลือกนะ ลองคิดเล่นๆว่าถ้าเรามีเงินฉุกเฉินไว้สำรองแล้ว ประมาณ 6 เดือน เราก็ค่อนข้างสบายใจได้ที่จะแบ่งเงินไว้ลงทุนได้ เช่น ถ้าเราลงทุนแบบสม่ำเสมอเดือนล่ะ 5,000 บาท ในที่ๆผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี เราจะมีเงินถึง 3,499,700 บาท เลยทีเดียว ซึ่งอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น บ้านก็ผ่อนหมดเร็วกว่ากำหนด เป็นยังไงล่ะได้บ้านอย่างที่ฝันแถมมีเงินเก็บเป็นก้อนไว้ใช้ได้สบายๆตอนแก่อีกต่างหาก

ดังนั้นหากเราอยากไม่พลาดโอกาสดีๆในการเป็นเจ้าของบ้านดีๆ สักหลังอย่ามองข้ามเรื่องของโปรโมชั่นเชียว ถ้าใครที่กำลังหาบ้านสักหลังและสนใจโปรโมชั่นแบบนี้อยู่ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.pf.co.th/2016/th/promotion/Corporate_Sep2016

 

สุดท้ายนี้คิดว่าคงจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจ และคำถามยอดฮิตที่ตามมาก็คือจะผ่อนบ้านยังไงให้หมดเร็วๆ? ซึ่งคำตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยก็คือ “จ่ายให้เยอะๆไงล่ะ” นี่ไม่ได้กวนนะ ลองนึกภาพตามดูนะว่า ถ้ามีคนมาถามเราว่า พี่ๆห้องน้ำไปทางไห&

จะส่งลูกเรียนต้องวางแผนอย่างไร?

“จะส่งลูกเรียนคนนึงต้องวางแผนอย่างไร”

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาระที่สำคัญที่สุดของการที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ก็คือ “ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูก” ซึ่งถ้าพ่อแม่ทุกๆ คนเลือกได้คงอยากให้ลูกได้มีโอกาสเรียนในระดับที่สูงที่สุด และ สถาบันที่ดีที่สุด ซึ่งถ้ามีกำลังก็อาจจะส่งเสียไปจนถึงระดับปริญญาโท ปริญญาเอกเลยก็ว่าได้ และถ้าให้ดีก็ต้องมีโอกาสส่งไปเรียนที่ต่างประเทศให้ได้ด้วย เพราะ อนาคตต่อไปการทำธุรกิจก็ต้องติดต่อต่างประเทศมากๆขึ้น ไม่เพียงจะใช้ภาษาอังกฤษ แต่เดี๋ยวนี้ต้องมีภาษาที่ 3 กันแล้วด้วย เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

ดังนั้นพ่อแม่ในยุคนี้จึงต้องมีการเตรียมการกันอย่างเป็นแบบแผนเลย ซึ่งให้ดีก็ต้องมีการวางแผนระยะยาวไปเลยจากวันนี้ถึงวันที่ลูกเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท เลย

ซึ่งการวางแผนการศึกษาบุตรจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้มากๆ เพราะ หากไม่รู้ว่าเราควรต้องใช้เงินทั้งหมดจนกระทั่งลูกเรียนจบระดับที่เราต้องการ ก็อาจจะมีปัญหาได้ เพราะ ระหว่างการเตรียมเงินเพื่อการศึกษาลูก ก็ยังต้องเตรียมเงินเกษียณอีกด้วย

ซึ่งเราจะประมาณค่าใช้จ่ายการศึกษาทั้งหมดได้ ก็ต่อเมื่อเราประมาณการว่า เราจะส่งลูกให้เรียนสูงสุดถึงระดับไหน

ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องรีบจัดการคือ

1. เลือกประเภทสถาบันการศึกษาที่ให้ลูกเรียน 

ข้อนี้ก็เป็นที่คุณพ่อคุณแม่ จะต้องคิดร่วมกันว่าจะให้ลูกเราเรียนไปทางสายไหน ซึ่งโดยปัจจุบันก็มีอยู่หลายแนว ไม่ว่าจะเป็นสถาบันของรัฐบาล สถาบันของเอกชนและเดี๋ยวนี้ก็มีแบบเอกชนธรรมดา หรือ แบบเอกชน แบบ 2 ภาษา หรือที่เรียกว่า EP : English Program ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบธรรมดาเพราะ ต้องมีครูต่างชาติมาสอนด้วย หรือแบบเอกชนแบบโรงเรียนสายทางเลือก ก็มีค่าเทอมสูงเช่นเดียวกัน หรือ เรียนแบบนานาชาติ ที่มีแต่ครูต่างชาติ 100% เลย ซึ่งแบบนี้ค่าเทอมก็แพงที่สุด

ดังนั้นการเลือกประเภทของสถาบันการศึกษาจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมแน่นอน เพราะ เป็นการเลือกและต้องวางแผนระยะยาวเลยทีเดียว โดยปกติการเลือกเรียนประเภทใดแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนแนวทาง ดังนั้นพ่อแม่คงต้องคิดให้ดีนะครับ

2. เลือกทำเลของสถาบันการศึกษา 

ซึ่งหลังจากเลือกประเภทของสถาบันการศึกษาของลูกแล้ว ก็มาดูว่าเราจะให้ลูกเรียนทำเลไหนดี จะใกล้บ้าน จะใกล้ที่ทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะ หากเราเลือกสถาบันดังๆที่เราต้องการแต่ต้องเดินทางไกล ก็อาจจะต้องยอมรับว่า ลูกของเราอาจจะต้องตื่นเช้ามากๆกว่าคนอื่น ต้องกินข้าวในรถ ระหว่างไปโรงเรียน แถมตอนขากลับก็ต้องฝ่ารถติดกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็อาจจะ 1-2 ทุ่ม ก็ต้องรีบทำการบ้านต่อ หรือจะจ้างรถโรงเรียนเพื่อให้กลับบ้านเร็วขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย แต่บางคนจะเลือกใกล้บ้านก็อาจจะไม่ต้องตื่นเช้ามากเพื่อไปโรงเรียน ซึ่งก็ทำให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งข้อนี้ต้องคิดให้ดีนะครับ เพราะ ต้องเรียนหลายปีเลยทีเดียว

ดังนั้นข้อนี้ตามความเห็นผม จึงอยากให้พ่อแม่อาจจะ List ชื่อ โรงเรียนที่ต้องการ และแวะไป เยียมชมโรงเรียนนั้นๆก่อน (แนะนำว่าควรไปช่วงวันที่ทำการเรียนการสอนปกตินะครับ จะได้เห็นแนวทางการสอนแบบสดๆ) จากนั้นก็ค่อยประเมินว่าจะไปกลับอย่างไร ที่เราอยากให้เป็นครับ

อย่าลืมว่า “ ยิ่งเรียนสูงขึ้นไป ยิ่งใช้เงินเยอะ ”

1. ระดับตั้งแต่เตรียมอนุบาลและอนุบาล

โดยถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการสร้างรากฐานของมนุษย์ โดยหากได้รับการศึกษาและพัฒนาอย่างถูกต้องเหมาะตามวัย ก็น่าจะทำให้ครอบครัวมีความสุขไปด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ ก็จะเป็น ค่าอาหารกลางวัน ค่าเรียนว่ายน้ำ ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ และ อื่นๆอีกมากมาย

2. ระดับประถมจนถึงชั้น มัธยมปลาย หรือ ไปสายอาชีวศึกษา

ซึ่งการใช้จ่ายในช่วงนี้ ก็จะมีค่าเรียนค่าเทอมสูงขึ้นกว่าสมัยอนุบาล ส่วนรายจ่ายอื่นๆ ก็ได้แก่ค่าหนังสือ เสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษและที่พบบ่อยๆ คือ ค่าเรียนติวหนังสือ เพราะ พ่อแม่ก็คาดหวังจะให้ลูกมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง เป็นต้น

3. ระดับปริญญาตรีขึ้นไป

ซึ่งช่วงนี้ค่าเทอมก็จะแพงขึ้นไปอีก และ อาจจะมีรายจ่ายเพิ่มมาเช่น ค่าไปอยู่หอ หรือบางทีค่าเดินทางก็แพงกว่าสมัยเรียนมัธยม เพราะ มหาวิทยาลัยอาจจะไกลจากที่พักอาศัยก็ได้ รวมถึงช่วงมหาวิทยาลัยก็มักจะมีค่ากิจกรรมมากกว่าปกติด้วย

และจากตารางแสดงอัตราค่าเล่าเรียน….

จะเห็นว่า ค่าเล่าเรียนจะยิ่งสูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ แถมค่าเล่าเรียนที่เอามาโชว์นี้ก็ยังเป็นมูลค่าค่าเล่าเรียนในปัจจุบัน ดังนั้น การจะวางแผนทุนการศึกษาบุตร ก็ควรต้องมีการประมาณการเงินเฟ้อด้วย ก็จะได้เป้าหมายค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาในอนาคตแล้วครับ

ดังนั้นการวางแผนจะส่งลูกเรียนนั้นคือสิ่งสำคัญมากๆ เพราะ มันคือการตัดสินใจของพ่อแม่ที่จะตั้งใจวางโปรแกรมการเรียนให้ลูกในระยะยาว ถึง 20-24 ปี เลย และที่สำคัญ สิ่งแรกๆหลังจากได้ประเภทการศึกษาและทำเลโรงเรียนลูกที่ต้องการแล้ว คือ “ค่าใช้จ่ายประมาณการที่ต้องเตรียมทั้งหมด” คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องคิดทันทีเป็นสิ่งแรกครับ เพื่อวางแผนการเก็บออมถูก และควรพิจารณาในหลายๆ มิติประกอบกัน ตามความพร้อมของเราด้วย ไม่ใช้ต้องถึงกับต้องเป็นหนี้เป็นสิน เพื่อส่งลูกเรียนนะครับ

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

ช่วงนี้แชร์ลูกโซ่ระบาดหนักม๊ากกกกกก #เสียงสูง

 

หลอกลวงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ความรวดเร็ว เพราะเป็นแบบออนไลน์ ผ่านทาง FB , Line , YouTube อนาคตน่าจะมีแบบอื่นๆต่อไป แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าการลงทุนแบบไหน มันน่าสนใจหรือแบบไหนควรระมัดระวัง อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ที่แน่ๆ คนรอบตัวเราไปลงทุนแล้วได้เงินไปซื้อบ้านใหม่ ถอยรถเก๋งป้ายแดงมาขับแซงเราที่หน้าปากซอย มันรวยเร็วแบบนี้จะมีใครบ้างล่ะที่ไม่สนใจ

 

ถ้าจะให้มานั่งฟันธงทุกอัน มันก็คงไม่ได้เพราะเก่าไปใหม่มาอัพเดทไม่ทันกันเลยทีเดียว แชร์ลูกโซ่มันจะแปลงร่างกลายเป็นรูปแบบอื่นไปเรื่อยๆ (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ “แชร์ลูกโซ่หายนะคนไทย ภัยร้ายของคนโลภ” คลิกที่นี่ ) เอาเป็นว่าเรารู้จักแนวคิดแล้วนำไปปรับใช้น่าจะดีกว่านะจ๊ะ

 

ไม่มีใครประกาศตัวเองว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรอกนะจ๊ะ เพราะจะไม่มีคนเอาเงินไปลงทุนด้วย มันก็จะต้องทำให้แนบเนียนหน่อย โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมหรืออาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จักก็ได้ ช่วงแรกๆยังไม่ตกเป็นข่าวเพราะทุกคนยังคงได้เงินครบ แต่พอไม่มีรายใหม่เติมเงินเข้าไปก็จะเริ่มมีคนเดือดร้อนเพราะคนที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ไม่ได้เงินกลับมาตามสัญญา  พอหนักๆเข้าก็จะมีผู้เสียหายมากขึ้นจนกลายเป็นข่าวโด่งดัง แชร์ลูกโซ่หนีไม่พ้น 2 เรื่องนี้ คือ

 

“ให้ผลตอบแทนสูงและได้เงินกลับมาเร็ว”  

 

ตัวอย่างข่าวที่เราเห็นส่วนใหญ่ในช่วงนี้

  วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ลิงค์ท้ายบทความนะจ๊ะ

 

ข้อมูลสุดท้ายที่เป็นการสร้างรายได้ทางอินเตอร์เน็ตนั้นยังไม่เป็นข่าว แต่ก็อยากเตือนไว้ก่อนจะเกิดความเสียหาย (อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ) ส่วนข่าว 3 ภาพแรกนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุน คือ การลงทุนทองคำ การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนและการลงทุนหุ้นกู้

 

ตามกฎหมายการลงทุนนี้จะต้องได้รับอนุญาตจากท่านผู้คุมกฎของประเทศไทยก่อนถึงจะให้บริการได้ ผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเรียกสั้นๆว่า ก.ล.ต. (อ่านข้อมูลของ ก.ล.ต.ได้ที่ลิงค์ท้ายบทความ)

 

โชคดีมากๆ!! เพราะแชร์ลูกโซ่เกี่ยวกับการลงทุนลักษณะนี้จับผิดได้ง่ายมาก เพราะตรวจสอบได้จากเว็ปไซด์ของ ก.ล.ต. ได้ทันที ถ้าจดทะเบียนขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายก็จะมีประวัติย้อนหลังให้เราค้นหาได้ว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ผู้บริหารคือใคร แต่ว่าถ้าดูแล้ว “ไม่มี” แปลว่าน่าสงสัยแล้วเตรียมตัวเผ่นทันที

 

ตรวจสอบได้ที่ http://market.sec.or.th/public/orap/companyprofile01.aspx?lang=th

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

 

กดที่เครื่องหมายบวกเราก็จะเห็นชื่อว่ามีบริษัทอะไรได้รับใบอนุญาตบ้าง ถ้าอยากรู้จักบริษัทอะไรก็กดเข้าไปดูได้ แต่ถ้าเราจะตรวจสอบบริษัทที่กำลังจะไปลงทุนว่าถูกต้องตามกฎหมายมั๊ยก็พิมพ์ไปที่ช่อง “กรุณาระบุเงื่อนไขในการค้นหา” ก็ได้ ถ้าเจอข้อมูลก็แสดงว่าเชื่อถือได้ แต่ถ้าระบบหาไม่เจอก็แปลว่าไม่น่าไว้ใจแล้วล่ะ

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

 

ปกติผู้ที่ทำงานในสายอาชีพเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนก็จะต้องอบรม สอบและได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.ก่อนถึงจะแนะนำเราเกี่ยวกับการลงทุนได้ ตรวจสอบได้จากเว็ปไซด์นี้ได้เหมือนกัน

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

 

ถ้าได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายก็จะมีชื่อขึ้นมานะจ๊ะ

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่แบบออนไลน์

 

ตอนนี้เราก็ตรวจสอบบริษัทและผู้แนะนำการลงทุนได้แล้วนะจ๊ะ ถ้าต่อไปมีคนชวนไปลงทุนในบริษัทชื่อแปลกๆ เราควรมาตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ อย่ามองแค่ผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว เพราะจะหมดตัวและเป็นหนี้สินแบบเฉียบพลันนะจ๊ะ

 

นอกจากวิธีตรวจสอบแบบนี้แล้ว เราควรป้องกันตัวเองด้วยการหาอัพเดทข่าวสารตลอดเวลา จากข่าวในทีวี ค้นหาใน Google ดูคลิปย้อนหลังใน YouTube ซึ่งข้อมูลเก่าๆเหล่านี้เป็นประโยชน์มากๆ เพราะจะทำให้เรารู้แนวทางการหลอกลวง รู้เท่าทันกลโกง จะได้ระมัดระวังและไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆนะจ๊ะ

 

 

"เชื่ออย่างมีสติ แล้วเงินเราจะปลอดภัย"

 

 

 

แหล่งข้อมูล

 

 

0003: LTF ต่ออายุเป็น 7 ปีปฎิทินแบบนี้ คุณ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย”

สวัสดีครับ!!! กลับมาพบกับคอลัมน์ Money you show know กันอีกครั้ง สำหรับบทความในวันนี้คงจะหนีประเด็นร้อนแรงในการลดหย่อนภาษีที่เป็นข่าวครึกโครมในช่วงที่ผ่านมาอย่าง “LTF เปลี่ยนจาก 5 ปีปฎิทิน เป็น 7 ปีปฎิทิน” แล้วยังไงดี.. ที่ทำให้ใครหลายคนสับสน มึนงง และงงงวยว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตการลงทุนและลดหย่อนภาษีของเราดี

ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเอายังไงต่อ ผมขอสรุปให้ฟังอีกทีสั้นๆครับว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562 หากใครซื้อ LTF ในช่วงนี้นั้นแปลว่าจะต้องถือครองไปต่อเนืองถึง 7 ปีปฏิทินกันเลยทีเดียว หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ถ้าซื้อปี 2559 กว่าจะขายได้ก็คือปี 2565 นั่นเองครับ

อ่านทำความเข้าใจรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่ เอาไงต่อดี ? เมื่อ LTF เปลี่ยนเงื่อนไขเป็น 7 ปีปฎิทิน ครับ

คุณ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย”

มาถึง ณ วันนี้ มีหลายคนบ่นให้ฟังว่าไม่ชอบ หลายคนบอกกันว่าไม่ถูกใจ TAXBugnoms เลยทำหน้าที่แอบไปสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายๆท่านมาครับ ซึ่งวิธีการสัมภาษณ์คราวนี้ก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแค่ส่งคำถามไปรบกวนสั้นๆว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับการที่ LTF เปลี่ยนจาก 5 ปีปฏิทินเป็น 7 ปีปฏิทินแบบนี้ พร้อมกับขอเหตุผลประกอบดีๆ สักหน่อยเองครับ (ง่ายๆ คือไปรบกวนคนอื่นเข้านั่นแหละครับ แฮร่)

เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลยว่าทั้ง 9 คนที่ผมไปสัมภาษณ์มานั้น แต่ละท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างต่อเรื่องนี้ครับผม 

เห็นด้วยครับ เพราะในแง่ของการบริหารความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นแล้วระยะเวลาที่ยาวขึ้น ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนได้ดีกว่า และในอดีตการลงทุนเพียงแค่ 5 ปีปฏิทินก็ยังมีช่วงที่ถือครบแล้วขาดทุน การขยายเวลาเพิ่มขึ้นก็ช่วยตรงนี้ได้

A-Academy (ศักดา สรรพปัญญาวงศ์)

“เห็นด้วยกับนโยบายการขยายระยะเวลา เพราะช่วยปลูกฝังแนวคิดการลงทุนระยะยาว แต่ควรเพิ่มประเภทกองทุน LTF ให้หลากหลายขึ้น เช่น ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้ เป็น Flexible funds (ลงทุนได้หลาย asset class โดยเน้นหุ้นไม่น้อยกว่า 50% ได้) หรือมีอนุพันธ์ประกบได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุน เและเพื่อให้ความยืดหยุ่นกับบลจ.ในการบริหารกองทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงทุนในที่สุด

Thailand Investment Forum (ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์)

เห็นด้วยนะครับ เพราะ

1. จากผลการศึกษาวิชาการ มีหลักฐานมากมายที่นำไปสู่บทสรุปว่า การลงทุนระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าการลงทุนระยะสั้น

2. 5 ปีปฎิทิน ที่จริง มันก็แค่ 3 ปี แค่นั้น สำหรับการลงทุนในหุ้น ระยะเวลาเพียงแค่นี้ ถือว่าเป็นระยะสั้น เพราะโดยปกติ Investment Cycle หรือ วัฎจักรตลาดหุ้น มักจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ดังนั้น ถ้าสามารถมีวิธีการที่ทำให้นักลงทุนลงทุนในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ก็จะสามารถถือข้ามช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในอนาคตไปได้ โดยไม่ตกใจขายยอดที่ครบกำหนดออกมาในวันที่ถึงวัฏจักรซบเซาพอดี

Sinthorn ชยนนท์ รักกาญจนันท์ (Mr.Messenger)

ไม่เห็นด้วยครับ นโยบาย LTF ต้องการให้นักลงทุนรายย่อยช่วยลงทุนเพื่อพยุงตลาดหุ้นไทยโดยเสนอค่าลดหย่อนเป็นการจูงใจ ซึ่งในทางปฏิบัตินักลงทุนเมื่อถือครบ 5 ปีปฏิทินก็จะขายแล้วนำเงินก้อนนั้นมาซื้อ LTF ใหม่อยู่แล้ว ทำให้เงินยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเพิ่มความเสี่ยงให้นักลงทุนติดล็อคนานขึ้นเป็น 7 ปีปฏิทินจะลดแรงจูงใจการซื้อ LTF ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพยุงเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทย

ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์ประจำวิชากฎหมายภาษี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

ถ้าคนเรามอง LTF เป็นเครื่องมือสะสมเงินเพื่อการเกษียณ ที่ต้องลงทุนต่อเนื่อง ลงทุนระยะยาว ยังไงก็ต้องสะสมกันเกิน 5 ปีหรือ 7 ปีอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับคนที่ใช้ LTF เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเกษียณรวย ก็ไม่น่าจะรู้สึกอะไร แต่สำหรับคนที่ใช้ LTF แบบฉาบฉวยเพื่อลดหย่อนภาษี แล้วก็มุ่งหวังกลยุทธ์เข้าแล้วออก เงินก้อนเดิมลดหย่อนภาษีได้ 2 ครั้งทุกๆ 5 ปี ก็คงบ่นกันหน่อย

Money Coach (จักรพงษ์ เมษพันธุ์)

LTF – หมอนัทเห็นด้วย 100% ครับ เนื่องจากว่าทำให้นักลงทุนได้ลงทุนตามระยะเวลาที่ควรจะลงทุนจริง ๆ มากขึ้น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะลงทุนเพียงแค่ 3 ปีกว่า(ทางปฏิบัติ) ซึ่งไมได่ตอบโจทย์ที่แท้จริงของการลงทุนในกองทุน LTF เท่าไหร่ ซึ่งจากนี้ไป ระยะสั้นแน่นอนว่าคนอาจจะซื้อ LTF ลดลง แต่จะมีแต่คนที่มองอนาคตการออมอย่างถูกต้องจริง ๆ มากขึ้น ในการซื้อ LTF ซึ่งระยะยาวแล้ว ผมมองว่าเป็นเรื่องดีแน่ ๆ

คลินิกกองทุน (ธนัฐ ศิริวรางกูร)

เห็นด้วย เพราะ ระยะเวลาถือครองยาวขึ้นเป็น 7 ปีปฏิทิน อาจจะดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่ที่จริงแล้วเป็นแนวทางที่ดี เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ลงทุนได้ลงทุนระยะยาวมากขึ้น และใช้กองทุน LTF/RMF เป็นเครื่องมือการออมระยะยาวเพื่อเกษียณ

ที่จริงแล้ว ผู้ลงทุนจะสังเกตได้ว่า กองทุนหุ้น 2 กองที่มีนโยบายเดียวกันและผู้จัดการกองทุนคนเดียวกัน กองทุน LTF มักให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนหุ้นทั่วไปเล็กน้อย ด้วยการถือครองยาวกว่า ไม่มีเงินเข้าออกบ่อยๆ ทำให้ผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกลงทุนระยะยาวได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ LTF ถูกออกแบบให้ลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและทำให้เงินออมโตเร็วในระยะยาว แต่มีความผันผวนในระยะสั้น การลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนในระยะยาวจึงช่วยลดความผันผวนในระยะสั้น ได้กระจายความเสี่ยง และได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนระยะยาว

Invest Like A Pro (วิน พรหมแพทย์)

จริงๆแล้วมีบางส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะสมมติว่าหากเราเป็นนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญ มีความสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง เช่นเฉลี่ย 15% ต่อปี การเพิ่มเวลาเป็น 7 ปีปฏิทินโดยไม่สามารถเอาเงินเคลื&

อยากเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ เริ่มต้นได้ที่ FWD Stokplay

สวัสดีครับผองเพื่อนและน้องๆที่น่ารักของพี่ต้าร์ มีน้องๆหลายคนสอบถามมาว่าอยากจะเป็นนักเทรดหุ้นมืออาชีพ นอกจากความเข้าใจในเรื่องเครื่องมือในการซื้อขายหุ้นแล้วควรจะต้องเริ่มต้นอย่างไรเพื่อไปสู่สนามจริงได้บ้าง?

จากที่ผมเคยเห็นเพื่อนๆที่เป็นเทรดเดอร์เก่งๆนั้น เขาก็ไม่ได้เก่งตั้งแต่วันแรก แต่เขาจะสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ๆ ก็เริ่มกันด้วยการลงเงินกันจริงๆ ได้กำไรจริง เจ็บจริง เจ๊งจริง แต่พอเวลาผ่านมาก็เริ่มมีหลายๆโบรกเกอร์และสถาบันทางการเงินได้พัฒนาเครื่องมือที่ให้เราสามารถใช้ในการเทรดแบบจำลองก่อนลงสนามจริงเพื่อฝึกฝน ถือเป็นเรื่องที่เจ๋งมากที่เราไม่ต้องใช้เงินจริงในการทดลองการซื้อขายหุ้น แต่ได้ทดลองในสนามจริง จะได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองในระหว่างที่กำลังเรียนรู้นะครับ

พูดถึงพอร์ตจำลองแล้ว วันนี้มีข่าวดีที่อยากจะเชิญชวนน้องๆมือใหม่ที่เรียนใกล้จะจบแล้วหรือพึ่งเริ่มทำงานที่มีความสนใจในการลงทุน อยากลองซื้อขายหุ้น ให้มาฝึกฝนโดยเข้าร่วมกิจกรรมกับ FWD Stokplay กันก่อนนะครับ มาดูว่ากิจกรรมนี้มีอะไรดีๆให้เราบ้าง

1. เล่นฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ!

กิจกรรมนี้ใครสนใจสมัครก็ง่ายๆได้เลยนะครับที่ http://stokplay.fwd.co.th การลงทะเบียนก็ง่ายมากๆเลยนะครับแค่เพียงกรอก ชื่อ-นามสกุลจริงตามบัตรประชาชน (กรอกนามแฝงไม่ได้รางวัลนะ) อีเมล์ รหัสผ่าน และหมายเลขโทรศัพท์ ภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยการแข่งขันจะแข่งกันเป็นรายสัปดาห์อย่างต่อเนื่องนะครับ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 13 ตุลาคม 2559 รวม 6 สัปดาห์ครับ

2. เล่นแล้วได้เพื่อนใหม่พร้อมศึกษาการลงทุนจากคนอื่นได้

สมัยนี้คงไม่มีใครอยากจะซื้อขายหุ้นคนเดียวกันแล้วใช่ไหมครับ เทรดหุ้นคนเดียวมันเหงา โดยเฉพาะสังคมยุค Social Network นี้ ในเรื่องของการลงทุนเองเราก็สามารถศึกษาวิธีการลงทุนของเพื่อนๆคนอื่นที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันได้ ด้วยการกดติดตาม นอกจากจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆเราสามารถเห็นวิธีคิดต่อยอดการลงทุนได้อีกด้วย

3. เล่นแล้วได้รางวัล

การเข้าร่วมแข่งขันนี้นอกจากจะได้เพื่อนและประสบการณ์ที่ดีแล้ว ทางผู้จัดงานเองเขาก็มีรางวัลให้กับผู้ที่ชนะด้วยนะครับ รางวัลนั้นมี 2 ประเภทนะครับคือผู้ชนะรายสัปดาห์ ซึ่งจะให้กับผู้มีคะแนนสูงสุดและผู้ที่มีพัฒนาการสูงสุดและรางวัลผู้ชนะคะแนนรวม โดยรางวัลสูงสุดมีดังนี้

  • อันดับ 1 สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท
  • อันดับ 2 โทรศัพท์มือถือ Samsung Note 7
  • อันดับ 3 Bangkok Airways Gift Card มูลค่า15,000 บาท

แน่นอนว่าไม่ใช่มีแค่รางวัล 3 อันดับเท่านั้น สำหรับผู้เข้าร่วมคนไหนที่มีเพื่อนคอยติดตามเยอะที่สุดจะได้รับรางวัล  บัตร Bangkok Airways Gift Card  10,000 บาท และคะแนน FWD MAX 1,000 แต้ม สำหรับนำไปแลกสิทธิพิเศษที่ร้านค้าชั้นนำ

4. เล่นแล้วได้ร่วมงานกับทางบริษัทประกันชั้นนำ

พิเศษสุดๆให้กับเฉพาะน้องๆนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ หากใครได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกจะได้รับการพิจารณาในการฝึกงานที่เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต  เป็นเวลา 2 เดือน พร้อมรับค่าเบี้ยเลี้ยง ถือว่าเป็นโอกาสดีจริงๆที่เราจะได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัทประกันชั้นนำในประเทศไทยด้วย ได้ทั้งประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้น ได้รางวัล และได้ประสบการณ์ทำงานจริง

มาถึงตรงนี้แล้วหากเราสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สมัครเลยที่ http://stokplay.fwd.co.th และคอยติดตามประกาศกิจกรรมต่างๆได้ที่ Facebook : FWD Thailand ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าลืมนะครับ โอกาสอาจจะเป็นของเราก็ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ร่วมแข่งขันทุกท่านนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12 – 16 กันยายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน] สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 12 – 16กันยายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันในสัปดาห์นี้กันอีกครั้งกับผมคนนี้ “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่จะเสริมมุมมองการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผ่าน Weekly Outlook ให้ทุกคนอย่างเช่นเคยครับ

สัปดาห์ที่แล้ว ใครหลายคนคงจะกรีดร้องกับตลาดหุ้นไทย ทำนองว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ นี่แหละครับอีกช่วงเวลาหนึ่งของการลงทุน ที่ย้ำให้เรารู้ว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากแค่ไหน และเราเองนี่แหละต้องเตรียมตัวรับมือมันอย่างไรบ้างครับผม

เอาล่ะครับ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่าในช่วงวันที่  12 – 16 กันยายน 2559 มีสินทรัพย์อะไรที่น่าลงทุนกันบ้าง พร้อมแล้วใช่ไหมครับ เอาล่ะ จัดไปเลยคร้าบบบ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
ความผันผวนตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐชี้ว่าตัวเลขภาคการผลิตเดือน ส.ค. มีการชะลอตัวลงและอาจนำไปสู่การจ้างงานที่ลดลง รวมทั้งการบริโภคครัวเรือนชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น แบบนี้เราควรสงวนท่าทีโดยการคงการลงทุนไว้ก่อนในช่วงนี้ครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ตัวเลขของเศรษฐกิจอังกฤษ (UK) ปรับตัวดีขึ้น แต่ในระยะถัดไปเศรษฐกิจยุโรปยังมีแนวโน้มชะลอลงจากผล Brexit และ ECB ยังสร้างความผิดหวังให้ตลาดโดยยังไม่เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ผมขอแนะนำให้คงการลงทุนเพื่อดูท่าทีไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

นักวิเคราะห์เริ่มปรับเพิ่มการคาดการณ์รายได้ของบริษัทในตลาด H-SHARE หลังรายได้ไตรมาสสองค่อนข้างดีครับ แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังคงปรับลดการคาดการณ์รายได้ของหุ้นในตลาด A-SHARE ลง ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานที่ยังสูงอยู่ ทำให้โอกาสที่ A-SHARE จะปรับขึ้นมีไม่มาก ดังนั้น ตลาดหุ้น A-SHARE เราควรจะคงการลงทุนไว้ ในขณะที่ตลาดหุ้น H-SHARE ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สำหรับทางฝั่งญี่ปุ่นนั้น… ผมมองว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง เป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมวันที่ 21 ก.ย. มีมากขึ้น แบบนี้ผมมองว่าเรายังควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อไป ไฟโตะ!! ครับผม

ตลาดหุ้นเกาหลี

การที่ Fed ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย และข่าวการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง โดยในสัปดาห์หน้าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น ผมจึงแนะนำให้คงการลงทุนลงมาก่อนจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผมยังคงมองว่า การชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed  ประกอบกับพื้นฐานเศรษฐกิจอินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวดีจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นอินเดียยังคงมีความน่าสนใจอยู่ครับ คำแนะนำสั้นๆ ตอนนี้ คือ เพิ่มการลงทุนกันต่อไปคร้าบ

ตลาดหุ้นไทย

ในปีนี้หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่าร้อยละ 20 ไปแล้วครับ ซึ่งการปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ ส่งผลให้ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นไทยลดความน่าสนใจลง ผมว่าเราคงการลงทุนกันไว้ก่อนดีกว่านะครับ

น้ำมัน

ผลของพายุในอ่าวเม็กซิโกทำให้แท่นขุดเจาะที่ส่งน้ำมันดิบให้สหรัฐฯ ต้องระงับการผลิต โดยคาดว่าปัจจัยนี้จะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากพายุลดความรุนแรงลงแล้ว แต่เรื่องจำนวนแท่นขุดเจาะสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น จะยังคงกดดันราคาน้ำมันต่อไปอีกสักระยะ ดังนั้น เห็นทีเราควรคงการลงทุนไว้ก่อนจะปลอดภัยสุดๆครับผม

ทองคำ

ราคาทองคำได้สะท้อนการคาดการณ์ว่า Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย. ไปแล้ว ทำให้ราคาปรับขึ้นได้อีกไม่มาก ดังนั้นเราก็ไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากคงการลงทุนต่อไปครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวขึ้น สอดคล้องกับทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ แบบนี้คงการลงทุนไว้ เพื่อกระจายความเสี่ยงแบบเช่นเคยนี่แหละครับ ผมว่าดีที่สุดคร้าบ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เหมือนเช่นเคยจนบางท่านจะท่องได้แล้วครับ ผมยังคงมองเหมือนเดิมครับ! ว่าความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมยังไม่ทิ้งห่างจากสัปดาห์ก่อนครับ ขอเน้นว่ายังต้องคอยจับตาดูให้ดีในตลาดที่น่าลงทุนอยู่ อย่าง เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ส่วนที่น่าสนใจมากขึ้นก็มีทั้ง ยุโรป จีน(H-SHARE) และที่แน่ๆคือน้ำมันครับผมที่เป็นโอกาสใหม่ในการลงทุนประจำสัปดาห์นี้ครับ

ก่อนจากกัน ผมขอฝากคติประจำใจในการลงทุนสัปดาห์นี้ให้กับทุกท่านครับ ด้วยคำอวยพรสั้นๆว่า “ลงทุนให้ดี มีการป้องกันความเสี่ยง เลี่ยงตลาดที่ผันผวน แล้วชวนมารวยด้วยกันคร้าบ” แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น (ฮ่าๆ)

สุดท้ายนี้ ผม “อัศวินกองทุน” ก็หวังเสมอครับว่า บทความ Weekly Outlook นี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้ทุกคนลงทุนได้อย่างถูกต้อง ได้รับผลตอบแทนแบบถูกใจตลอดไป ยังไงอย่าลืมติดตามกันต่อไปในสัปดาห์หน้าด้วยนะครับ… สวัสดีคร้าบบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save