4 Tips นำเข้าสินค้าจากจีนผ่านช่องทางออนไลน์ยังไง ให้ราคาไม่กวนใจ

จีนขึ้นชื่อเรื่องสินค้าราคาถูก ไม่น่าแปลกถ้าเราซื้อสินค้าทั้งตามท้องตลาด หรือบนห้างสรรสินค้า เมื่อพลิกใต้ก้นของสินค้าจะพบกับตราประทับ Made in China ทักทายสายตาพวกเรา ยิ่งตอนนี้กลไกการนำเข้าสินค้าง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ แค่มีอินเตอร์เนตก็ต่อสายตรง ‘หนีห่าว’ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าแดนมังกรกันได้แล้ว วันนี้เราเลยมี Tips ลดต้นทึนสำหรับนักนำเข้ามือสมัครเล่นที่อยากลองนำเข้าสินค้าจากจีน

1. ร้านค้าดีชีวิตง่าย

การนำเข้าสินค้าจากจีนมี 2 วิธี สั่งสินค้าผ่านชิปปิ้ง หรือสั่งสินค้าเองออนไลน์ การสั่งสินค้าผ่านชิปปิ้งคือ เราบอกรายการสินค้าทั้งหมดที่อยากได้ บริษัทชิปปิ้งจะทำการติดต่อร้านค้าในจีนและจัดส่งสินค้าทั้งหมดกลับไทย วิธีนี้สะดวกเพราะเราไม่ต้องติดต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนเอง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการเพิ่มเข้ามา ใครชอบความผจญภัยขึ้นมาอีกนิด แนะนำให้ลองสั่งสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์จากจีนดู เพราะตอนนี้มีเว็บไซต์ให้เลือกหลายเว็บ ลองดูทางเลือกจากตารางข้างล่างเลยครับ

2. เลือกบริษัทชิปปิ้งที่ไว้วางใจ

แม้เราจะสั่งสินค้าเองออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าจีนส่วนมาไม่ส่งข้ามประเทศ เราก็ต้องใช้บริษัทให้พ่อค้าแม่ค้าจีนจัดส่งให้บริษัทชิปปิ้งและให้บริษัทชิปปิ้งจัดส่งมายังประเทศไทย วิธีเลือกบริษัทชิปปิ้ง ได้แก่

  • ดูว่าสินค้าเราขนาดใหญ่หรือเล็ก ถ้าสินค้าขนาดใหญ่เลือกบริษัทชิปปิ้งที่ส่งแต่สินค้าใหญ่ไปเลย ราคาจะถูกกว่า
  • กรณีเราสั่งสินค้าจากหลายที่ดูว่าบริษัทชิปปิ้งรับสินค้ากระจัดกระจายจากหลายเจ้ามั้ย?
  • บริการหลังการขายสำคัญมาก มีการตามของให้มั้ย? รับผิดชอบอะไรบ้างกรณีล่าช้าหรือสูญหาย อย่าเลือกแค่ราคาถูก แต่ต้องดูบริการที่ตามมาด้วย

3. ของแบรนด์เนมส่งแยกจะดีกว่า

กรณีสั่งของแบรนด์เนมค่าจัดส่งจะแพงกว่า เพราะต้องเสียภาษีศุลกากรมากกว่าสินค้าปกติซึ่งก็จะบวกรวมในค่าจัดส่งนี่ล่ะครับ แต่บางคนหัวใส กรณีสั่งสินค้าแบรนด์เนมกับสินค้าปกติรวมกัน บางคนเอาสินค้าแบรนด์เนมใส่รวมกับกล่องสินค้าปกติจะได้เลี่ยงภาษี ข้อดีคือมันถูกไม่ต้องเสียภาษีแบรนด์เนมประหยัดได้เยอะ แต่ถ้าโดนจับได้ไม่คุ้มกันเลย เพราะเขาจะคิดว่าทุกชิ้นที่รวมในกล่องเดียวกันนั้นเป็นแบรนด์เนมหมดเลย แค่คิดก็สยองแล้วค่าภาษีอ่วม แนะนำให้ยอมเสียน้อยดีกว่า แยกกล่องแบรนด์เนมให้จัดส่งตังหากไปเลย

4. กระบวนการจ่ายเงิน

ถ้าเปิดตาม Internet จะมีบริการ Alipay และ Paypal อันนี้เราขอไม่พูดถึงเพราะเชื่อว่าทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว เราจะพูดถึงบริการน้องใหม่อย่าง Everex Transfer บริการส่งเงินกันครับ โดยตัว Everex Tranfer เนี่ยข้อดีคือราคาค่าธรรมเนียมถูก จะโอนเงินไปจีนหรือโอนเงินจากจีนมาไทยทำได้ทั้ง 2 รูปแบบ ส่วนวิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก

  1. สมัครกระเป๋าเงินออนไลน์ที่ https://th.everex.cash
  2. ซื้อเงินดิจิตอล
  3. โอนเงินดิจิตอลให้คนที่อยู่ปลายทาง ตอนนี้เราเปิดบริการตลาดจีน สิงคโปร์และ พม่า ใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ : https://www.facebook.com/everexth

หวังว่ามือใหม่หัดนำเข้าทุกคนจะมีความสุขกับการทดลองนำเข้าสินค้าจากจีนกันนะครับ แรกๆอยากรู้สึกหลายขั้นตอนสักที แต่ทำไปเรื่อยเดี๋ยวจะเริ่มสนุกและชำนาญไปเอง สู้ๆ นะครับ ขอให้ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ รวยๆ เฮงๆ 🙂

“ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม”

 "ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม"

 

ในขณะที่เราสไลด์หน้า Facebook ดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ว่าวันหยุดนี้แต่ละคนกำลังทำอะไรบ้าง เลื่อนไปเรื่อยๆ ก็สะดุดกับภาพเพื่อนสาวนักขายอสังหาฯมือทอง โพสต์ภาพตนเองใส่ชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พร้อมกับบอกราคาค่าตรวจครั้งนี้ 9,000 บาท และต้องเตรียมเงินอีก 88,000 บาทเป็นค่าผ่าตัดในสัปดาห์ต่อไปด้วย #ปาดเหงื่อ

 

เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ…

เพื่อนคนนี้ทนกับอาการปวดขาเพราะเส้นเลือดขอดมา 10 กว่าปี เพราะไม่อยากผ่าตัดและ จ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงๆ ก่อนหน้านี้เคยฉีดยารักษามาบ้าง แต่มันก็ยังไม่หาย เพราะงานที่ทำต้องเดินและยืนคุยกับลูกค้าตลอดเวลา ตอนนี้ทนปวดขาต่อไปไม่ไหวแล้ว เพื่อนก็ต้องยอมเสียเงินเพื่อรักษาตัวเอง #ปาดน้ำตา

 

จ่ายเงินเองเท่าไหร่

การรักษาผ่านไปด้วยดี แต่ที่ตื่นเต้นกว่านั้น คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพื่อนต้องมานั่งลุ้นว่าประกันสุขภาพที่ทำพ่วงกับประกันชีวิตไว้ มันจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือต้องเสียเงินเองเพิ่มขึ้น

หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์ทุกอย่างครบแล้ว สรุปว่าค่าผ่าตัด 88,000 บาท สามารถส่งเคลมประกันที่ประกันสังคมและประกันกลุ่มของบริษัทได้ทั้งหมด #เหมือนฟ้ามาโปรดจริงๆ

 

จากเรื่องของเพื่อนก็ทำให้คิดต่อไปว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับ…

  • คนที่ไม่มีประกันสังคม ไม่มีประกันกลุ่มของบริษัท ไม่มีประกันสุขภาพ หรือคนที่เป็นข้าราชการ แล้วสามารถเบิกค่าใช้จ่ายนั้นกับหน่วยงานต้นสังกัดได้เพียงบางส่วน มันอาจจะทำให้เขาต้องดึงเงินเก็บออกมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ถ้าไม่พอก็อาจจะต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายค่ารักษาก็ได้
  • คนที่ทำประกันชีวิตพ่วงด้วยประกันสุขภาพ จ่ายเบี้ยรายปีสูงๆ แล้วคิดว่าจะคุ้มครองครอบจักรวาล แต่พอสรุปค่าใช้จ่ายในการรักษาออกมาแล้วยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะแพ็กเกจประกันสุขภาพที่ซื้อไว้มันเบิกได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด
  • คนที่ซื้อประกันสุขภาพ แบบแยกซื้อความคุ้มครองเป็นส่วนๆ เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ ฯลฯ เวลาใช้บริการแต่ละครั้งก็จะต้องมาเปิดอ่านกรมธรรม์หรือสอบถามตัวแทนว่า ประกันสุขภาพที่ทำไว้ มันครอบคลุมการเจ็บป่วยครั้งนี้หรือไม่ มีเพดานค่าใช้จ่ายสูงสุดไว้เท่าไหร่ จะได้พยายามไม่ให้เกินกว่านั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

 

 

ประกันสุขภาพจำเป็นหรือไม่

จากการผ่าตัดเส้นเลือดขอดของเพื่อน หลายคนอาจจะมองว่า “โชคดีจังที่ไม่ต้องจ่ายเงินเอง” ทั้งที่จริงแล้วความโชคดีนั้นมาจากระบบประกันที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่มีใครอยากทำประกันสุขภาพให้คุ้มค่าด้วยการเจ็บป่วยบ่อยๆ แต่เราทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับสุขภาพตนเองและซื้อความสบายใจกับสิ่งที่ไม่แน่นอนในอนาคต ด้วยเบี้ยประกันภัยที่เราสามารถจ่ายได้

 

ทำประกันสุขภาพแบบไหนถึงคุ้มค่า

กรณีที่ 1 ผู้เริ่มทำประกันสุขภาพ

เมื่อเรารู้แล้วว่าประกันสุขภาพสามารถลดความไม่แน่นอนของค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลให้เราได้  ต่อไปก็จะเป็นการเลือกแบบประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร เพราะมีแบบประกันให้เลือกเต็มไปหมด ซึ่งประกันสุขภาพจะมีทั้งแบบแยกประเภทค่าใช้จ่ายและแบบเหมาจ่าย แตกต่างกันอย่างไรดูได้ในตารางข้างล่าง

ตัวอย่างเปรียบเทียบประกันสุขภาพแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย กับ แบบเหมาจ่าย

"ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม"

จากตารางเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น เพื่อต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันสุขภาพ แบบแยกประเภทค่าใช้จ่ายกับแบบเหมาจ่าย เราจะเห็นว่า “แบบเหมาจ่าย” นั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ตัวอย่าง ลูกค้าเพศชาย อายุ 35 ปี เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน

  • นาย A ทำประกันสุขภาพแยกประเภทค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยประกันภัย 10,xxx บาท/ปี เป็นแบบแยกประเภทค่าใช้จ่าย ถ้าเข้ารับการรักษา ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆเกิน 40,000 บาทต่อครั้ง หรือ ค่าผ่าตัด และหัตถการเกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ลูกค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม
  • นาย B ทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย วงเงินคุ้มครองสูงสุด 2,000,000 บาท ค่าเบี้ยประกัน 17,xxx บาท/ปี หากเข้ารับการรักษา ถ้าหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มครองต่างๆ แล้วเกินวงเงิน 2,000,000 บาทต่อปี หรือมีค่าแพทย์เยี่ยมไข้ ค่าห้อง ค่ายากลับบ้าน เกินกำหนดตามแผนความคุ้มครองที่เลือก จึงจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม

 

กรณีที่ 2 ผู้ที่มีประกันสุขภาพ ประกันสังคม ประกันกลุ่มของบริษัท ข้าราชการ

แม้ว่าจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่อาจจะมีบางรายการยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะค่าเอ็กซเรย์ และแล็บ ก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่จะต้องเฝ้าระวัง โดยให้คุณหมอตรวจอาการป่วยเป็นระยะๆ  จนกระทั่งเข้าพักรักษาตัวและวันที่ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน คุณหมอก็จะต้องให้เอ็กซเรย์ หรือตรวจแล็บ เพื่อ ติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง 

ประกันสุขภาพแบบเดิม และสวัสดิการสุขภาพที่ได้รับอาจจะเบิกค่าใช้จ่ายได้ในวงจำกัดหรือบางครั้งอาจจะเบิกไม่ได้ สุดท้ายภาระหนักจะตกอยู่กับผู้ป่วยที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้เอง แต่ถ้าไม่อยากมานั่งลุ้นว่าจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเท่าไหร่ อาจจะทำเป็น “ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย” ที่จะทำให้ชีวิตของเรายืดหยุ่นมากขึ้น

ตัวอย่าง : จากตารางช่อง “รักษาพยาบาล ก่อนเข้า ร.พ.”

"ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม"

ดังนั้น เราควรตรวจดูสิทธิประโยชน์จากประกันของเดิมหรือสวัสดิการสุขภาพที่ได้รับว่ายังขาดอะไรบ้าง แล้วค่อยซื้อประกันสุขภาพแบบใหม่เพิ่มเข้าไปให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะในหลายๆครั้งที่คนมักสับสนว่าทำไม ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม นั่นก็เพราะว่าเราอาจซื้อประกันสุขภาพแล้วค่ารักษาพยาบาลส่วนนั้นๆอาจเกินวงเงินต่อรายการที่เรามีจำกัดนั่นเอง

  Posted in pajareeLeave a Comment on “ซื้อประกันสุขภาพแล้ว แต่ทำไมต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม”

UPDATE!!! ค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนชอบเที่ยวประจำปี 2559

สวัสดีครับ ผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือมาเขียนบทความ UPDATE แบบล่าสุด เรื่อง “ค่าลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว” ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนได้อ่านกันครับ

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทความเรื่อง สรุปรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2559 พร้อม UPDATE เทคนิคประหยัดภาษีที่คุณต้องรู้!! ให้อ่านกันไปแล้ว แต่ว่าเข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ ทางภาครัฐเรามีโปรโมชั่นแรงๆ ในการลดหย่อนภาษีออกมาเพียบครับ ดังนั้นเลยต้องจัดหนักเพิ่มรายละเอียดเป็นเรื่องๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆอย่างถูกต้องอีกทีหนึ่งครับ #ยิ้มหวาน

สำหรับบทความในตอนนี้จะเป็นการ UPDATE รายการค่าลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2559 ให้อ่านกันครับ ซึ่งผมขอไล่เรียงเริ่มจากค่าลดหย่อนตัวล่าสุดก่อนที่เพิ่งประกาศไปไวๆ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมานี้ เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

1. ค่าลดหย่อนเที่ยวตลอดเดือนธันวาคม 2559 จำนวน 15,000 บาท

ตามที่มีมติครม.ประกาศมาเมื่อวานครับกับ ครม.ไฟเขียวหักลดหย่อนท่องเที่ยวตลอด ธ.ค.ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท 

โดยครม.มีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดช่วงเดือน ธ.ค. เป็นเวลา 1 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2559) โดยให้หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่ง ณ วันนี้ได้ประกาศออกมาเป็นกฎหมายแล้วครับ ตามนี้เลยครับผม (อ้างอิง : กฎกระทรวงฉบับที่ 322)

จากที่อ่านดูนะครับ ใช้เงื่อนไขเหมือนกันกับ ค่าลดหย่อนการท่องเที่ยวเดิม (กฎกระทรวงฉบับที่ 316) ที่จะเล่าให้ฟังเพิ่มเติมในข้อ 2 นี่แหละครับ เอาล่ะครับ เรามาดูกันต่อเลยนะครับ

2. ค่าลดหย่อนเที่ยวตลอดทั้งปี 2559 จำนวน 15,000 บาท

ตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 316  สำหรับ ค่าบริการท่องเที่ยว และ ค่าที่พักโรงแรม ในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

1) ผู้รับเงินต้องเป็น  “ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือ “ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม” ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมครับ โดยตรวจสอบรายชื่อได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากรตามลิงค์นี้เลยครับ

1) รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่มีสิทธิขอหักลดหย่อนค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

2) รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมักคุเทศก์ที่มีสิทธิขอหักลดหย่อนค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

ถ้าหากไม่มีชื่ออยู่ในนี้ ถือว่าใช้ไม่ได้ครับ!! ซึ่งแปลว่าตัวแทนรับจองโรงแรมต่างๆ เช่น Agoda, Booking.com หรือเจ้าอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนกิจการในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ได้ครับ

2) ค่าใช้จ่ายอะไรต้องเป็นการจ่าย “ค่าบริการ” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็น “ค่าที่พักในโรงแรม” ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับ การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น นั่นแปลว่า ค่าเดินทาง เช่น น้ำมันรถ ค่าตั๋วรถทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน หมดสิทธินะครับผม (TwT)

3) จำนวนเงินเท่าไรตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดแล้วรวมกัน ไม่เกิน 15,000 บาท

4) เริ่มใช้ตั้งแต่วันไหนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ครับผม 

สุดท้ายที่อยากจะเน้นไว้ นั่นคือ หลักฐานการรับเงิน โดยระบุชื่อของเรา (ผู้ที่ต้องการนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาใช้ลดภาษี) พร้อมทั้งระบุ จำนวนเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงินให้ชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็จรับเงินครับผม

หมายเหตุ: ผมอยากแนะนำให้อ่านรายละเอียดในบทความ ไปเที่ยวทั้งที มาลดหย่อนภาษีกันดีกว่า เพิ่มเติมด้วยนะครับ จะได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นครับ

สรุปจากข้อ 1 และ 2 จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีระยะเวลาที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ครับ โดยสิทธิ์ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวในเดือนธันวาคม 2559 นั้น เปรียบเสมือนเป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นมานั่นเองครับ

สมมุติว่า ถ้าเราท่องเที่ยวในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2559 ครบสิทธิ 15,000 บาทไปแล้ว (ตามข้อ 2) เราก็ยังจะสามารถใช้สิทธิเพิ่มเติมในข้อ 1 ได้ในเดือนธันวาคม 2559 อีก 15,000 บาทอยู่ดีครับ

หรือเราจะเลือกใช้ 30,000 บาทเต็มๆในเดือนธันวาคม 2559 (กรณีที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน) แบบนี้ก็สามารถทำได้ไม่ผิดแต่อย่างใดเหมือนกันครับ ตรงนี้คงต้องปรับใช้ตามไลฟ์สไตล์ใครไลฟ์สไตล์มันครับผม

แต่จริงๆแล้ว สิทธิการลดหย่อนภาษียังไม่หมดเพียงแค่นี้ครับ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่แอบซ่อนอยู่อีกตัวหนึ่ง ซึ่งใครหลายคนลืมไปแล้ว นั่นคือค่าลดหย่อนช่วงสงกรานต์ตามนี้ครับ

3. ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์จำนวน 15,000 บาท

โดยนำรายจ่ายจากการ “กิน-เที่ยว” หรือค่าใช้จ่ายจากการจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร (ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์) รวมถึง ค่าท่องเที่ยวและค่าที่พักโรงแรม มาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีผลช่วงเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน คือ 9-17 เมษายน 2559 ที่ผ่านมานี้ครับ (อ้างอิงตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 315 นะครับ)

ตรงนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผ่านไปแล้วครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คงไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิได้ในช่วงนี้ แต่ผมเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการเตือนอีกทีครับว่า ถ้าหากใครได้ไป ท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ก็อย่าลืมหลักฐานเอามาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ

สรุปแล้ว จะเห็นว่าในปี 2559 นี้เรามีสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากการใช้จ่ายท่องเที่ยวได้สูงสุดเป็นจำนวน 45,000 บาทกันเลยทีเดียวครับ เพียงแต่ว่าแยกเป็นในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นถ้าใครใช้สิทธิก็อย่าลืมเอามาใช้กันด้วยนะครับ

ก่อนจากกัน ผมอยากจะเตือนสั้นๆ อีกสักครั้งครับว่า อย่าให้การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมาบดบังการประหยัดค่าใช้จ่าย

“พอร์ตเงินแสนใน 3 ปี เค้าทำได้ไง ! เมื่อเงินเดือนน้อยนิด”

ผมเชื่อว่าอีกไม่เกิน 5 ปี พอร์ตนี้จะมีมูลค่าเกินล้านบาทแน่นอนครับ

เจอน้องคนนี้เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นเค้าไม่มีเงินเก็บเลย ไม่มีประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ผ่อนรถเดือนละ 6-7 พันบาท จ่ายเบี้ยประกันรถปีละ 17,000 บาท !

โชดดีน้องเค้าไม่มีหนี้สินใดๆเลย

ปัจจุบันเงินเดือนประมาณ 2 หมื่นปลายๆแล้ว จากตอนเจอครั้งแรก 2 หมื่นต้นๆ หลังจากผมขออนุญาตนำพอร์ตกองทุนรวมของเค้าที่มีมูลค่าเกือบ 3 แสนบาท มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊คของผมเพื่อเป็นกำลังใจให้เค้าภูมิใจและเป็นแบบอย่างของเพื่อนๆคนอื่นๆในเฟซบุ๊คได้เอาเป็นแบบอย่างในการออมเงิน และลงทุน

# ก็มีคำถามจากเพื่อนๆถามว่าเค้าเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่

เก็บยังไงได้ 300,000 บาทใน 3 ปี !

คิดในกรอบเค้าคงไม่มีวันเก็บเงินได้ 300,000 บาท ภายใน 3 ปี(36เดือน)หรอกครับ ลองคิดดูซิครับ 300,000 หาร 36 เดือน ต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท

เงินเดือน 20,000 – ผ่อนรถ 7,000 – เก็บเงินลงทุน 8,333 เหลือใช้จ่ายแค่เดือนละ 4,667 บาท !

จะอยู่รอดรึ !!!!

แล้วค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าอาหาร ค่าเครื่องสำอาง ค่ากินเที่ยวตามภาษาวัยรุ่นล่ะ จะเอาที่ไหน !

ถ้ากลับไปขอคุณพ่อคุณแม่อีก อย่าทำเลยครับเสียศักดิ์ศรีลูกผู้… หมด !

ผมแนะนำให้เริ่มเก็บแค่เดือนละ 1,000 -3,000 บาทแบบหักประจำพอ เก็บให้เป็นนิสัยเก็บแบบไม่สูญเสียความเป็นตัวตนเดิม อยากกินอยากเที่ยวให้เหมือนเดิม เก็บแบบมีความสุข ถ้าเก็บเงินแล้วทุกข์อย่าเก็บ !

การอยากมีเงินเก็บเยอะๆง่ายนิดเดียว แค่เลือก

1. ลดรายจ่าย (จะเกิดความทุกข์นิดๆเพราะต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ จากอยากใช้ก็ต้องอดใช้)

2. เพิ่มรายได้  (วิธีนี้ต้องเพิ่มทักษะการหารายได้ ต้องเรียนรู้ ต้องบริหารเวลา ท้าทายและจะสร้างความภาคภูมิใจในระยะยาว ถ้าโชคดีอาจพบอิสระภาพทางการเงิน)

หรือจะเลือกทั้ง 2 วิธีก็ไม่มีใครว่านะครับ

น้องคนนี้เลือกข้อ 2 เพิ่มรายได้ดีกว่า ไม่ขอลดรายจ่าย ผมก็เห็นด้วยผมอยากให้เค้ามีความสุขกับการออมลงทุน และนำศักยภาพในตัวออกมาใช้ดีกว่า เพราะอายุยังน้อย

น้องคนนี้เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมากเป็นที่รักของเพื่อนๆในที่ทำงานแทบทุกคน ชอบช่วยเหลือลูกค้าที่เค้าต้องให้บริการจนลูกค้าทุกคนรักและไว้ใจมาก

ผมแนะนำรายได้เสริมจากอาชีพเสริมที่จะไม่กระทบกับงานหลักของเค้าในวันหยุดและต้องไม่เสียเงินไปลงทุนอะไรเพิ่ม

เพียงต้องลงทุนเพิ่มความรู้ให้ตัวเองเท่านั้น ให้เค้าเลือกเองตามใจเค้า เพื่อเอาเงินนี้ไปเก็บออมลงทุนไม่ให้กระทบรายได้จากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน เลือกอาชีพเสริมดังนี้

1.สอบใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต

เค้าจะได้ค่าคอมมิชชั่นปีแรกเฉลี่ย 18% – 40% แค่เค้าแนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เค้ารักให้มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล กรณีเจ็บป่วย เพราะทุกวันนี้ค่ารักษาพยาบาลแพงมาก จ่ายเบี้ยประกันถูกกว่าและเงินเบี้ยประกันส่วนนี้ก็เป็นเงินออมให้ลูกค้าด้วย มีแต่ได้กับได้หรือวิน-วิน

ถ้าเค้ามีลูกค้าซื้อประกันสุขภาพ 10,000 บาท เค้าก็จะมีเงินพิเศษออมลงทุนเพิ่มในเดือนนั้นแล้ว 1,800 – 4,000 บาท

ถ้าเค้ามีลูกค้าซื้อประกันสุขภาพ 100,000 บาท เค้าก็จะมีเงินพิเศษออมลงทุนเพิ่มในเดือนนั้นแล้ว 18,000 – 40,000 บาท

2. สอบใบอนุญาตเป็นโบรกเกอร์ประกันวินาศภัย

เค้าจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายประกันรถยนต์หรือประกันไฟบ้าน&คอนโดประมาณ15%-23%ทุกปี ถ้าลูกค้ายังคงต่อประกันกับเค้า เค้าก็จะได้เงินออมลงทุนเพิ่มแบบนี้ทุกปีตัวอย่าง เช่น

ถ้าเค้ามีเพื่อนหรือลูกค้า 100 คนที่มีรถยนต์แล้วต้องซื้อประกันรถยนต์ชั้น1อยู่แล้วจะของบริษัทประกันภัยยี่ห้ออะไรก็ได้

ขอแค่ซื้อผ่านเค้า สมมุติ ประกันรถยนต์คันละ 15,000 บาท x​100 คัน = 1,500,000 บาท × ค่าคอมมิชชั่น 15% = 225,000 บาท !

ก็มีเงินเก็บออมลงทุนแล้วทันที 2 แสนบาท ไม่ต้องไปยุ่งกับเงินเดือน

3. สอบใบอนุญาตเป็นผู้แนะนำด้านหลักทรัพย์จาก ก.ล.ต. (กรณีนี้ต้องจบปริญญาตรีด้วยนะครับสาขาใดก็ได้)

เค้าจะได้ค่าฟีจากบลจ.ที่ลูกค้านำเงินไปซื้อกองทุนรวมประมาณ 0.05% – 0.15% ไปตลอดตราบใดที่ลูกค้ายังคงลงทุนในกองทุนรวมนั้นๆ

คิดดูนะครับลูกค้าส่วนใหญ่ฝากเงินในธนาคารสมมุติ 1,000,000 บาท ได้ดอกเบี้ยหักภาษีแล้วยังไม่ถึง 0.5% เลย

ณ.ปัจจุบัน ถ้ามีเงินมากกว่า1 ล้านบาท ก็ต้องรับความเสี่ยงเองจากพ.ร.บ.เงินฝากที่กำหนดว่า ถ้าธนาคารล้มละลาย เงิน 1 ล้านบาทที่ฝากไว้ได้คืนแน่นอน ที่เหลือต้องฟ้องร้องกันเอง !

แต่ถ้าลูกค้าเข้าใจเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวมตราสารต่างๆ เช่น กองทุนรวมตารสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคาดหวัง 3%-5% ก็จะทำให้เงินลูกค้าเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าฝากธนาคาร 6 – 10 เท่าตัว !

อธิบายดังนี้

เงิน 1,000,000 บาท ในธนาคารได้ดอกเบี้ย 5,000 บาทต่อปี

เงิน 1,000,000 บาท ในกองทุนรวมตราสารหนี้ได้ผลตอบแทนประมาณการณ์ 30,000 -50,000 บาทต่อปี

มาดูรายได้พิเศษของเราแบบนี้ กรณีลูกค้าทุกคนหรือหลายๆคนซื้อกองทุนรวมจากบลจ.ไหนก็ได้ แต่ขอให้ซื้อผ่านเรารวมมีมูลค่า 100 ล้านบาท เราก็จะได้ค่าฟีทุกปี ปีละ 50,000 -150,000 บาท ตราบเท่าที่ลูกค้ายังไม่ปิดพอร์ตลงทุน เค้าเรียกว่าเหนื่อยครั้งเดียวสบายตลอดชีพ

4.เป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ หรือ เป็นนายหน้าปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

ถ้าเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น 3%-4% สมมุติอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 5 ล้านบาท เราช่วยเค้าขายได้ก็จะได้เงิน 150,000 – 200,000 บาทต่อครั้งเท่านั้น

ถ้าเป็นนายหน้าปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น 1 -2 เดือนจากค่าเช่าตามตกลงกับเจ้าของทรัพย์สินนั้นๆ เช่น ช่วยลูกค้าปล่อยเช่าคอนโดที่มีค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท เราก็จะได้ค่าเหนื่อย 20,000 – 40,000 บาทนั้นเลยทันทีที่มีคนเช่าจากการแนะนำของเรา

ที่สำคัญต้องทำสัญญาด้วยนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบโกง เวลาเห็นเงินทองเยอะๆ

5. เป็นผู้แนะนำหรือที่ปรึกษาวางแผนทางภาษี

วิธีนี้อาจยากนิดเราต้องเรียนรู้ลึกถึงหลักการทางภาษีอย่างถูกต้องทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล วิธียังไม่แนะนำเพราะต้องรู้จริง แต่ถ้ามีโอกาสมีเวลาเรียน

11 ความคิดที่ขวางทางรวย

11 ความคิดที่ขวางทางรวย

มาเช็คตัวเองกันเถอะ…คุณมีความคิดแบบนี้อยู่หรือเปล่า?

สิ่งที่อยู่กับคนเราตลอดเวลา คือ "ความคิด" เราคิดอย่างไร ชีวิตเราก็จะปรากฎออกมาอย่างนั้น ถ้าเราคิดลบ ก็จะเจอแต่คนลบ ๆ สถานการณ์ที่ลบ ๆ หากเราฝึกคิดบวกจนเป็นนิสัย ทุกอย่างที่ทำก็จะได้ผลบวกเหมือนกับความคิด มันเป็นเรื่องของกลไกจิตใต้สำนึกที่ผลักดันให้เรากระทำในแบบที่เราคิด

เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็เช่นกัน คุณอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า บางคนทำงานแทบตายแต่ไม่รวย เพราะเอาแต่คิดตลอดว่ายังไงเราก็ไม่รวย มองกลับกัน คนที่คิดว่าตัวเองจะต้องรวยให้ได้ ก็ร่ำรวยได้จริง ๆ Money Ideas เลยอยากจะขอชวนให้คุณมาเช็คความคิดของตัวเอง ว่าคุณมีนิสัยเหล่านี้บ้างหรือเปล่า? แล้วลองปรับเปลี่ยน ก่อนที่ความคิดเหล่านั้นจะไปขวางเส้นทางความรวยของคุณ!

1.ความคิดที่ว่า :  คนรวยนั่นก็เพราะ "เขาโชคดี"

อย่าลืมว่าคนที่รวย ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถ้าคุณจะเถียงว่าดูคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 สิ ก็ให้ลองสังเกตว่าคนที่ถูกหวยหลายคน มักจะกลับมายากจนในเวลาไม่นาน นั่นเพราะเขาขาดสิ่งสำคัญ คือ ความรู้ในการบริหารจัดการเงินของตนเอง ลองเริ่มสังเกตตนเองว่า เมื่อได้รับเงินเดือนมาเราบริหารจัดการเงินได้ดีขนาดไหน หากไม่มีเหลือเก็บออมได้ ก็ไม่ต้องคิดถึงการมีเงินจำนวนมาก เพราะถึงมีมาก เราก็บริหารเงินไม่ได้อยู่ดี

2.ความคิดที่ว่า : เก็บเงินเหรอ? เดี๋ยวค่อยเก็บก็ได้

‘เริ่มออมเงินที่อายุเท่าไหร่ดีที่สุด?’ เมื่อถามคำถามนี้กับหลายๆคน ทุกคนต่างก็รู้คำตอบดีว่า ยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่กลับมีคนเพียงจำนวนนิดเดียวเท่านั้นที่ทำได้จริง เพราะคิดว่าตอนนี้ยังอายุไม่มาก ขอใช้เงินเพื่อเที่ยวก่อน เดี๋ยวค่อยออมเงิน สรุปว่ากว่าจะเริ่มออมเงินก็อายุมากพอสมควรแล้ว แถมยังออมเงินได้น้อยกว่าที่ควร ทำให้ไม่มีเงินหลังเกษียณ

3.ความคิดที่ว่า : เงินคือเป้าหมายเหนือทุกสิ่ง

‘เป้าหมายของการเก็บเงินคืออะไร?’ ถ้าคำตอบของคุณคือ ‘มีเงินเยอะๆ’ ล่ะก็ รับรองได้ว่า สถานะทางการเงินของคุณในอนาคตมีปัญหาแน่ เพราะอะไรน่ะเหรอ? นั่นก็เพราะคนรวยหรือคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน จะเห็นเงินเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเท่านั้น แต่เงินไม่ใช่เป้าหมายชีวิต การคิดว่าเงินคือเครื่องมือนั้นช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ใช้อารมณ์ด้านลบ เช่น ความกลัวหรือความเครียดเลย ทำให้การตัดสินนั้นเป็นเหตุเป็นผลและยังมีความถูกต้องชัดเจนอีกด้วย

4.ความคิดที่ว่า : แค่มีเงินมากๆก็รวยแล้ว

อะไรคือคำตอบของความมั่งคั่ง? ถ้าคุณไม่มีคำตอบ นั่นไม่อาจทำให้คุณร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เพราะแม้คุณจะเก็บเงินแต่กลับไม่มีจุดหมายในหัวอย่างชัดเจน นั่นจะทำให้คุณเก็บเงินได้ไม่นาน แล้วก็จะล้มเลิกในที่สุด แต่หากเราบอกได้ว่า ความมั่งคั่งของเรา คือ การมีบ้านสักหลัง, มีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสนหลังเกษียณ หรือมีเงินและเวลามากพอที่จะใช้เลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบโต นั่นทำให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จอีกขั้นแล้ว

5.ความคิดที่ว่า : โปะบัตรนั้นด้วยบัตรนี้คือทางออก

เมื่อเราอยู่ในยุคที่ทุกสิ่งยิ่งเร็วยิ่งดี ทำให้คนจำนวนมากไม่อยากรอคอยเพื่อเก็บเงินซื้อของที่ตนเองอยากได้อีกต่อไป เราหันไปพึ่งบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่างๆเพิ่มมากขึ้น ใช้บัตรนั้นปิดบัตรนี้และทำให้หนี้เพิ่มขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ ทางออก คือ ก่อนซื้อของทุกครั้งให้คิดว่า ‘เงินสดคือที่สุด’ หากเราไม่มีเงินสดมากพอที่จะจ่ายนั่นหมายความว่าเราไม่คู่ควรกับของสิ่งนั้น เมื่อคิดแบบนี้จะทำให้เราไม่ใช้บัตรเครดิตเมื่อไม่จำเป็น และไม่ช่วยก่อหนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ด้วย

6.ความคิดที่ว่า : แค่เอาเงินไปวางในอะไรซักอย่างก็จะได้ "กำไร" เอง

ที่คนจำนวนมาก ‘ไม่’ ประสบความสำเร็จด้านการเงิน นั่นเพราะไม่เข้าใจว่าความมั่งคั่งนั้นต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นมา อาจจะหลายปี หรืออาจจะเป็นสิบๆ ปี แต่กลับพยายามหาทางลัดเพื่อนำไปสู่ความร่ำรวยให้ได้เร็วที่สุด

7.ความคิดที่ว่า : ทุ่มสุดตัวกับสิ่งที่เรียกว่า "หวย"

หวยคือหนึ่งในความเชื่อของคน(อยาก)รวย เชื่อว่าเป็นทางออกสำหรับความขัดสนของตนเอง ทำให้เงินจำนวนมากหมดไปกับการซื้อหวย ลองคิดง่ายๆว่าถ้าเราซื้อหวยทุกเดือน โดยซื้อ 1 งวดราคา 400 บาท เท่ากับเราซื้อหวยเดือนละ 800 บาทต่อเดือน หรือปีละ 9,600 บาท!!! ซึ่งหากนำเงินจำนวนนี้มาออม แต่หากนำเงินจำนวนนี้มาออมแทนก็สามารถนำเงินไปลงทุนหรือใช้สำหรับการวางแผนการเงินในอนาคตได้เลยทีเดียว

8.ความคิดที่ว่า : ซื้อของเพราะถูกใจใช่เลย

เจอของถูกใจ ไม่ซื้อไว้ไม่ได้แล้ว!!! หากคุณคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมทุกสิ้นเดือนเงินหายไปไหน การซื้อของนั้นควรเน้นของที่จำเป็นมากกว่าของที่เราอยากได้เฉยๆ ถ้ามีของแบบเดียวกันก็ลองเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ แต่ถ้าอยากได้จริงๆให้ใช้ ‘กฏ 30 วัน’ โดยให้นับไปอีก 30 วันจากวันที่เราเห็นสินค้าชนิดนี้ เมื่อครบกำหนดแล้วแต่เรายังอยากได้ของชิ้นนี้อยู่ค่อยซื้อ (แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ซื้อนะ)

9.ความคิดที่ว่า : งานที่ทำก็มั่นคงอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก

แม้ว่างานที่คุณทำอยู่จะได้เงินเดือนมาก แต่อะไรก็ไม่แน่นอน หากวันใดวันหนึ่งถูกเลิกจ้างหรือเกิดเหตุการณืไม่คาดคิดที่ทำให้เราต้องออกจากงานหรือทำงานต่อไปไม่ได้ แสดงว่ารายได้ทางเดียวที่ได้รับมานั้นต้องหายไปทั้งหมด และถึงแม้รายได้จะไม่มีแต่รายจ่ายนั้นยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสร้างรายได้หลายทางคือการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ และยังช่วยเพิ่มความเร็วให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินของตนเองด้วย

10.ความคิดที่ว่า : มองหาแต่งานที่ทำเงินได้มากๆ

กาเลือกงานให้เหมาะสมกับความสามารถนั้นเป็นเรื่องดี แต่การเลือกงานเฉพาะที่มีรายได้สูงๆนั้นไม่ใช่หนทางสู่ความร่ำรวย คนรวยทำงานหลายอย่างไม่ว่

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5 – 9 กันยายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 5 – 9 กันยายน 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกันในสัปดาห์ที่ 13 กับผม “อัศวินกองทุน” คนเดิมที่จะเพิ่มเติมมุมมองการลงทุนรายสัปดาห์ Weekly Outlook ให้กับทุกคนอย่างเช่นเคยคร้าบ

ท่านผู้อ่านสังเกตไหมครับว่า เดี๋ยวนี้เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ช่วงปลายปีกันแล้วครับ ดังนั้น ไม่แปลกที่แผนการลงทุนของเราต้องปรับตัวให้รวดเร็วเช่นเดียวกันครับ

ทีนี้.. เรามาดูกันดีกว่าครับว่าในช่วงวันที่  5 – 9 กันยายน 2559 นั้น มีสินทรัพย์อะไรที่น่าลงทุนกันบ้างดีกว่าครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมขอเริ่มเลยดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูรูปใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
“เงินเฟ้อระดับต่ำในยุโรป สนับสนุนให้ธนาคารกลางเพิ่มมาตรการกระตุ้น”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ทางฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั้น เริ่มพูดถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือน ส.ค. เริ่มบ่งชี้ถึงการหดตัวในภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ซึ่งออåกมาต่ำกว่าการคาดกาณ์ อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาด แถมราคาต่อมูลค่าพื้นฐานก็ยังแพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ทำให้มีความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้น ผมจึงแนะนำให้คงการลงทุนไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ส่วนทางด้านยุโรปนั้น ผมมองว่าเรารอผลการประชุมของธนาคารยุโรป (ECB) อยู่ครับ ซึ่งเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวที่เพิ่มขึ้น ผมคาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ ECB เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนต่อไปครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE )

ตลาด A-SHARE ปรับตัวลงหลังรัฐบาลส่งสัญญาณเข้าควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาด H-share ปรับเพิ่มขึ้นหลังผลประกอบการณ์ของกลุ่มธนาคารไตรมาสสองออกมาสูงกว่าการคΩาดการณ์ ทำให้เงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด H-SHARE ในตอนนี้ผมจึงอยากแนะนำให้เพิ่มการลทุนในตลาด H-SHARE และคงการลงทุนในตลาด A-SHARE เพื่อดูท่าทีไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

การที่ Fed ออกมาส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งการบริโภคและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนญี่ปุ่นเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทในไตรมาสสาม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น ดังนั้น สัปดาห์นี้ผมอยากแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

จากตัวเลขเดือน ส.ค. ชี้ว่าเศรษฐกิจเกาหลี เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก รวมถึงราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นเกาหลีมีความน่าสนใจอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ผมอยากแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีต่อไปครับ

ตลาดหุ้นไทย

พื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศ จะยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสสี่ ฟังดูแบบนี้แล้ว ผมว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตอยู่ครับ แบบนี้จึงควรเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อไปครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ทางฝั่งตลาดหุ้นอินเดียนั้น จะเห็นว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แบบนี้ผมมองว่าควรเพิ่มการลงทุนต่อไปเช่นเดียวกันครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ในสัปดาห์นี้ ผมยังคงยืนยันเช่นเคยครับว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกครับผม

น้ำมัน

มาดูทางฝั่งน้ำมันบ้างครับ ตลาดกลับมากังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบที่อาจมีมากกว่าความต้องการ ในระยะต่อไป ราคาน้ำมันมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติม หลังจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสหรัฐฯ ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มชะลอตัว แบบนี้ผมว่าคงการลงทุนต่อไปก่อนจะดีกว่าครับ

ทองคำ

สำหรับสัปดาห์นี้ ผมคาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบาย Fed และทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ต่อไป ดังนั้น ก็ควรคงการลงทุนแบบนี้ไว้ดีกว่าครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ปรับตัวลงหลังจาก Fed ส่งสัญญาณว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น แต่การประชุมธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นในเดือนนี้ อาจจะสร้างความผัวผวนต่อตราสารหนี้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ผมมองว่ายังควรดูท่าทีโดยคงการลงทุนในตราสารหนี้ต่อไปครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ยังคงต้องรอว่าทาง ECB และ Fed จะว่ายังไงต่อไปครับ ซึ่งตอนนี้เราทุกคนคงต้องคอยจับตาดูให้ดีครับ จากเดิมที่ลงทุนในเอเชียได้ทั้งหมด ตอนนี้คงต้องมา Focus เฉพาะตลาดที่น่าลงทุนอยู่ อย่าง ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และแน่นอนครับว่าต้องไม่ลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างเหมาะสมเหมือนเช่นเคยครับ

สุดท้ายนี้ ผม “อัศวินกองทุน” ก็หวังเสมอครับว่า บทความ Weekly Outlook นี้จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้ทุกคนลงทุนได้อย่างถูกต้อง ได้รับผลตอบแทนแบบถูกใจตลอดไป ยังไงอย่าลืมติดตามกันต่อไปในสัปดาห์หน้าด้วยนะครับ … สวัสดีคร้าบบบบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 1 ก.ย. 2559 ทั้งนี้ เอกสาร นี้จัดทําโดย บลจ.ไทยพาณิชย์ เ

สถิติเกย์ไทย แก่ไปใครจะดูแลถ้าไม่มีเงิน

เรื่องก็มีอยู่ว่าผมได้นั่งอ่านบทความซึ่งมีการอ้างอิงในเรื่องของสถิติเกย์ไทยและเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเงินของกลุ่มรักร่วมเพศ มีความน่าสนใจมากเลยครับ บทความในข้อมูลที่ผมอ่านมาก็อ้างอิงจาก Zocial,inc. (ข้อมูลปี 2004) และ บริษัท นาโน เสิร์ช (ข้อมูล ปี 2007) ที่ทำการสำรวจมา มาดูข้อมูลที่น่าสนใจกันนะครับ

  1. จำนวนประชากรเกย์ในประเทศไทย จากข้อมูลหลายปีก่อนก็อยู่ในอันดับ 8 ของโลกนะครับ จำนวนที่ระบุว่าตัวเองเป็นเกย์ใน Facebook คือ 340,000 คน ซึ่งในปัจจุบันก็น่าจะมีแนวโน้มที่มีจำนวนมากขึ้นนะครับ เพราะเด็กรุ่นหลังๆก็โตมาและยอมรับตัวเอง มีการแสดงออกใน Facebook มากขึ้น ในขณะที่ประชากรเกย์ผู้ใหญ่ก็คงไม่ได้ลดลงมากเพราะคงไม่มีใครอยู่ๆก็แมนขึ้นมาเฉยๆแล้วไปชอบผู้หญิงได้อยู่แล้ว ในส่วนของข้อมูลเลสเบี้ยนก็พอมีนะครับตัวเลขที่จะสูงกว่าเกย์เท่านึงคือประมาณ 660,000 คน
  1. การเก็บเงินออมของกลุ่มเกย์ ที่น่าสนใจมากก็คือ จำนวนเกย์ไทยถึง 61% มีการเก็บออมได้ และส่วนใหญ่ 22% จะเก็บออมในรูปแบบเงินฝาก ที่เหลือก็จะเป็นในส่วนของประกันชีวิตนะครับ ซึ่งจากสถิติแล้วเป็นไปได้ว่าเมื่อ 10 ปีก่อนคนอาจจะไม่ได้รู้จักในเรื่องของการลงทุนมากเท่าตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามจากที่ผมคุยกับเพื่อนๆที่เป็นเกย์ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้ามาลงทุนในหุ้น อย่างมากก็ซื้อกองทุนรวมหรือ LTF RMF และนอกนั้นก็ไม่ได้สนใจเรื่องการลงทุนเท่าไหร่
  1. พฤติกรรมการใช้เงิน ส่วนใหญ่จะมีเงินเก็บนะครับ (จริงง่ะ? ผมอาจจะมีเพื่อนเกย์ที่ไม่มีเงินเก็บซะเยอะ) แต่จะมีเพียง 76% เท่านั้นที่จะวางแผนการเงินที่เก็บออมต่อว่าจะเอาไปทำอะไร ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้วางแผนการใช้จ่ายอยากได้ของก็ซื้อ โดยส่วนตัวผมว่าด้วยความที่เกย์ส่วนใหญ่ได้เงินเดือนมาแต่ไม่ต้องใช้ไปกับภาระอื่นๆ เช่น เรื่องลูกเมีย ก็เลยสามารถมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบาย ก็อาจจะมีการอยู่เป็นคู่บ้าง เป็นโสดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นโสดซะเยอะนั่นล่ะ เวลาคุยเรื่องความรักใครว่าชะนีไม่มีที่ยื่น เกย์ก็ไม่ใช่จะมีขนาดนั้นเหมือนกัน

จริงๆข้อมูลก็มีอีกหลายอย่างนะครับ แต่พอผมเอาข้อมูลสำคัญๆมานั่งดู ก็พอจะเห็นภาพได้ว่าเกย์นั้นมีกำลังซื้อสูงมาก มีเงินเก็บออมกันเยอะด้วย แต่อาจจะไม่ได้วางแผนเรื่องเงินๆทองๆรวมถึงคิดเรื่องอนาคตว่าเงินที่เก็บเหล่านั้นจะเพียงพอเลยหรือเปล่า และก็คงไม่มีใครที่อยากแก่ไปเป็นคุณเกย์ป้าๆ ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำอยู่แล้ว พวกนี้ก็ต้องวางแผนกัน ถ้าเพื่อนๆผู้อ่านท่านใดเป็นเกย์แล้วคิดว่า “ฉันกำลังเป็นแบบนี้อยู่เลย” จริงๆเราสามารถต่อยอดเป้าหมายเงินออมกันไปสู่ในอนาคตเลยว่าต่อไปหากจะต้องอยู่คนเดียวจะต้องดูแลตัวเองอย่างไร

การมีหลักประกันทางสุขภาพและชีวิต

ส่วนตัวแล้วผมยังให้ความสำคัญกับเรื่องการประกันเป็นเรื่องแรกนะครับ เพราะถ้าหากว่าอนาคตจะต้องดูแลตัวเองจริงๆ ต้องทำงานหาเงินคนเดียว หลักประกันทางสุขภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่สุดเพราะถ้าหากป่วยทำงานไม่ได้ชีวิตจะแย่ลงในทันที ตรงนี้ต้องลองตรวจสอบดูว่าตัวเองมีประกันในลักษณะไหนบ้าง มีเรื่องสุขภาพ อุบัติเหตุ รวมถึงการชดเชยรายได้ว่าเพียงพอต่อการดำรงชีพและรายจ่ายไหม หากมีเงินเก็บออมเพิ่มก็อาจจะต่อยอดไปในประกันประเภทอื่นๆไม่ว่าจะเป็นประกันสะสมทรัพย์หรือประกันควบการลงทุนซึ่งจะสร้างหลักประกันในระยะยาวในยามเกษียณครับ

การสร้างหลักประกันด้วยการมีทรัพย์สิน

เท่าที่พูดคุยกับเพื่อนเกย์หลายๆคนแล้ว หลายคนมีทัศนคติที่ว่าการเป็นเกย์ไม่ได้มีภาระเยอะ การจับจ่ายใช้สอยก็จะเน้นไปในเรื่อง ช้อป กิน เที่ยว ปาร์ตี้ ลั่นล้า ซึ่งท้ายสุดหลายคนไม่ได้มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองที่จะเป็นหลักประกันของชีวิตได้อย่างที่อยู่อาศัย ผมเคยสอบถามเพื่อนที่เป็นเกย์ถึงมุมมองในเรื่องนี้ ก็น่าสนใจมากที่เขาบอกว่า การเช่าอยู่มันในแต่ละเดือนนั้นเป็นจำนวนเงินที่ไม่เยอะและย้ายเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเป็นจุดดีเมื่อเทียบกับการผ่อนบ้านหรือที่อยู่อาศัยที่จะต้องผ่อนกัน 20-30 ปีต่อเนื่อง

หากใครคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน ก็ต้องอย่าลืมว่าในยามที่ไม่มีใครดูแลแล้วการไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองนั้นก็อาจจะทำให้ชีวิตลำบากได้ เกษียณแล้วไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเช่าที่พัก และค่าเช่าต่างๆในแต่ละปีก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ความมั่งคงตรงนี้ก็ควรจะต้องสร้างขึ้นมานะครับ

แต่โดยสถิติส่วนตัว เพื่อนๆที่เป็นเกย์นั้นส่วนใหญ่ถ้าจะเลือกซื้อทรัพย์สิน ก็มักจะเลือกซื้อคอนโดเป็นของตัวเองกันเยอะเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเพราะถ้าชีวิตจะต้องอยู่คนเดียวหรือมีคู่อีกซักคน การอยู่ห้องแบบง่ายๆ ไม่ต้องอะไรมาก ดูแลง่ายๆก็เป็นทางเลือกที่เพื่อนผมเขาชอบกัน

การมีเงินใช้จ่ายในยามเกษียณ

นอกจากนี้ เราอาจจะต้องมองไปถึงอนาคตไกลๆดูว่าหลังจากเกษียณแล้ว จะเอาเงินที่ไหนใช้ ก็อย่างที่เห็นตามสถิติก็คือถึงแม้กลุ่มเกย์จะมีเงินเก็บออมแต่เรื่องการวางแผนยังไม่เยอะนะครับ การออมแต่ใช้ไปในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ก็อาจจะทำให้เงินหมดได้ เราจึงต้องวางแผนให้เรามีเงินใช้ในอนาคตด้วยนะครับ

วิธีง่ายๆคือ ลองกำหนดเป้าหมายทางการเงินดูว่า การอยู่คนเดียวจะต้องใช้เงินมากขนาดไหน เช่น ในวันเกษียณต้องการมีรายได้เดือนละ 50,000 บาทไปอีก 20 ปี (240 เดือน) คิดแบบรวมๆไปแล้วก็ต้องหาให้ได้ 12 ล้าน แล้วลองเทียบกับเงินเก็บในปัจจุบันดู หลายคนก็อาจจะบอกว่า เอ่อ มันไม่น่าจะพอนะ ก็ต้องมานั่งจัดสรรปันส่วนกันนะครับว่า เงินออมที่มีจะมาวางแผนการลงทุนอย่างไรตามความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น ในหุ้น กองทุนรวม เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

ศึกษาข้อมูลและสิทธิทางกฎหมายในอนาคต

ก็เห็นมีข่าวอยู่เรื่อยๆเกี่ยวกับการนำเสนอ พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ให้สิทธิในเรื่องต่างๆต่อกลุ่มรักร่วมเพศที่มีคู่ (เกย์โสดอย่าน้อยใจไปเลย) ก็ต้องติด

5 ปัญหาที่อาจเจอ หาก”จองคอนโดที่กำลังก่อสร้าง”

การเป็นเจ้าของ “คอนโด” ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วซื้อเป็นอย่างเดียว ต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจ่ายเงินจองห้องไปการเป็นเจ้าของคอนโดไม่ใช่แค่มีเงินแล้วซื้อเป็นอย่างเดียว ต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจ่ายเงินจองห้องไป คอนโดราคาหลายล้านบาทพลาดไปเสียดายเงินแย่ ในบทความนี้ผมอยากบอกปัญหาคลาสลิกที่มักเจอมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ  

ปัญหาที่มักเจอระหว่างคอนโดก่อสร้าง

1. คอนโดสร้างไม่ได้ 

อันที่จริงมีหลายโครงการที่เจอกับปัญหานี้เพียงแต่ข่าวไม่ค่อยดังซักพักก็เงียบหายไป ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมาจากคอนโดขายไม่ออก ยอดจองต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้ผู้พัฒนาโครงการนำไปสร้างคอนโด หรือไม่ผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของหน่วยงานราชการก็สร้างไม่ได้ หรือเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2540 จนกลายเป็นคอนโดร้าง

2. คอนโดสร้างล่าช้า 

อันนี้ก็มีให้เห็นกันบ่อยๆบางแห่งสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนดเป็นปีๆ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมาจาก ผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถหาบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาสร้างได้ทันกำหนด หรือต้องปรับแก้แบบใหม่เพื่อกลับไปขออนุมัติ EIA หรือเกิดภัยพิบัติอย่างที่เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีพ.ศ. 2554 ช่วงนั้นการก่อสร้างหยุดชะงักไป

3. ขนาดห้องไม่เหมือนในสัญญา 

หลายคนไม่รู้ว่าตัวเลขขนาดห้องในสัญญามีโอกาสสูงที่จะไม่ตรงกับขนาดห้องจริงตอนคอนโดสร้างเสร็จ ซึ่งเจอบ่อยทั้งสองแบบ คือ พื้นที่ห้องเพิ่มขึ้นและพื้นที่ห้องลดลง แต่ที่มีปัญหามักจะเป็นแบบพื้นที่ห้องเพิ่มขึ้นเพราะผู้ซื้อต้องควักเงินจ่ายเพิ่มแม้ไม่รู้สึกว่าห้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเลย อย่างเช่น ในสัญญาระบุว่าพื้นที่ห้องมีขนาด 30 ตรมแต่ของจริงมีขนาด 31 ตรม โดยซื้อมาตรมละ 100,000 บาท นั่นหมายถึงว่าคุณต้องถูกโครงการเรียกเก็บเงินเพิ่ม 100,000 บาทสำหรับพื้นที่งอกมา  

4. ขอสินเชื่อไม่ผ่าน 

หลายคนจองคอนโดไปโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบดูเลยว่ามีรายได้ที่แน่นอนพอจะกู้ผ่านหรือเปล่า บางคนเคยมีประวัติการชำระเงินไม่ดีจากสินเชื่อตัวอื่นซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในเครดิตบูโรก็ยากจะกู้ผ่าน หรือบางคนมีหนี้เยอะเกินไปทำให้ภาระผ่อนชำระต่อเดือนเมื่อเทียบกับรายได้สูงก็ทำให้โอกาสกู้ผ่านลดลง

5. สภาพห้องไม่เรียบร้อย 

ต้องลุ้นกันในวันตรวจรับห้องว่าจะมีจุดที่ต้องแก้ไขเยอะแค่ไหน บางแห่งเก็บงานชุ่ยมากเหมือนไม่เคยมีการตรวจสอบคุณภาพก่อนจะเรียกลูกค้ามาตรวจรับ จนมีจุดที่ต้องแก้ไขเป็นร้อยแห่งก็มีนะครับ นอกจากนี้การที่ตึกเสร็จพร้อมกันทำให้มียูนิตรอแก้ไขเยอะ กว่าจะแก้ไขเสร็จอาจต้องรอคิวกันเป็นเดือนๆ

ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจ่ายเงินจองห้องไป

ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาไปได้เยอะครับ แต่คงเลี่ยงได้ไม่หมด

ส่วนที่เหลือก็ถือเป็นประสบการณ์ให้มีความรอบคอบมากขึ้นก็ตัดสินใจซื้อนะครับ

เจาะลึกทุกเงื่อนไข!! ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี แบบไหนให้ไม่มีปัญหา

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกแล้วครับผม แหม่.. เผลอแป๊บเดียวก็เขียนบทความมาเกือบๆจะ 3 ปีที่ Aommoney.com แห่งนี้แล้วนะครับเนี่ย (พูดสั้นๆว่าแก่นั่นเองครับ – -“) แต่รู้ไหมครับว่า 3 ปีที่ผ่านมานี้ มีอยู่คำถามหนึ่งที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชอบถามมาอยู่เสมอๆ นั่นคือ เรื่องของ “ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี”

โอ๊ะ! แต่บทความนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องของการประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษีว่าจะต้องซื้ออย่างไรแบบไหนดีครับ เพราะผมตั้งใจให้เป็นหน้าที่ของน้องเอ้ เจ้าของเพจ วางแผนการเงินกับ Insuranger ดีกว่าครับ แต่บทความนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องเงื่อนไขทางภาษีกันแบบเจาะลึกให้ชัดเจนไปเลยดีกว่าครับผมว่าแบบไหนลดหย่อนได้ ไม่ได้ยังไงบ้าง เอาล่ะครับ เรามาดูกันเลย

ประกันแบบไหนลดหย่อนภาษีได้บ้าง

ปัจจุบัน (วันที่เขียนบทความคือ 24 สิงหาคม 2559) มีประกันที่ทำแล้วเพื่อลดหย่อนภาษีได้อยู่ 3 กลุ่มครับ ได้แก่ ประกันชีวิตแบบทั่วไป ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพ (บางประเภท) โดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ สำหรับ ตัวเราและคู่สมรส กับ คุณพ่อคุณแม่ของเราและคู่สมรส ซึ่งผมขอเริ่มต้นที่ตัวเราและคู่สมรสก่อนครับว่า ประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้นั้นมีอะไรบ้าง

1. ประกันชีวิต (แบบทั่วไป)

สำหรับคนที่ทำประกันชีวิตให้ตัวเอง (ย้ำนะครับว่าต้องทำประกันชีวิตให้ตัวเองเท่านั้น) สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดถึง 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

1) กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
2) เป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
3) หากมีการจ่ายเงินคืน เงินปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างสัญญา ต้องได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี

ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเช็คให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำครับว่า เงื่อนไขของประกันชีวิตนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นนี้ด้วยหรือเปล่าครับ แต่ถ้าหากหลวมตัวซื้อไปแล้วโดยไม่ได้ตรวจสอบล่ะก็ สิ่งที่จะตรวจสอบให้เราได้ก็คือ “ใบเสร็จรับเงิน” นั่นเองครับ จะมีข้อความระบุไว้ว่าเราสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรครับ

ทีนี้เรามาดูส่วนของประกันชีวิตสำหรับ คู่สมรส กันบ้างครับ ในกรณ๊ที่คู่สมรสมีรายได้ การหักค่าลดหย่อนจะเหมือนกันกับที่ได้ผมเขียนมานี่แหละครับ แต่ถ้าหากคู่สมรสไม่มีรายได้แล้วล่ะก็ เราจะสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดเพียง 10,000 บาทเท่านั้นครับ และต้องมีความเป็นสามีภรรยาในตลอดปีภาษี (พูดง่ายๆ คือ สถานะจดทะเบียนสมรสตลอดทั้งปีนั่นเองครับ) 

2. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นประกันชีวิตอีกประเภทหนึ่ง ทีพ่วงในเรื่องของการรับผลตอบแทนในรูปแบบบำนาญหลังเกษียณ โดยจะมีเงื่อนไขการจ่ายเป็นเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละเงื่อนไขของกรมธรรม์นะครับ)

สำหรับผู้ที่ซื้อประกันชีวิตประเภทนี้จะสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ (เงินได้ที่ต้องเสียภาษี) และไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

1. กรมธรรม์ประกันชีวิตมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
2. เป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
3. การจ่ายผลประโยชน์จะต้องจ่ายเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ
4. ช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ คือ ตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น
5. ต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์

และยังมีเงื่อนไขร่วมกับค่าลดหย่อนอื่นๆด้วยครับ นั่นคือ เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เข้ากับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนและ กองทุนการออมแห่งชาติ ทั้งหมดนี้สามารถใช้สิทธิได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 500,000 บาทอีกด้วยครับ

เช่นเดียวกันกับการทำประกันชีวิตแบบทั่วไปครับ เงื่อนไขตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเช็คให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบบำนาญ และที่สำคัญกว่านั้น อย่าลืมดูความแตกต่างของประกันชีวิตแต่ละประเภทด้วยนะครับว่า ตัวเรามีความต้องการประกันประเภทไหนอย่างไรบ้าง

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา

เอาล่ะครับ หมดในส่วนของเรากันไปแล้ว ต่อไปมาในส่วนของคุณพ่อคุณแม่ของเราบ้างครับ นั่นคือการทำประกันสุขภาพสำหรับคุณพ่อคุณแม่นั่นเองครับ (ย้ำนะครับว่าเฉพาะเบี้ยประกันสุขภาพ ไม่รวมส่วนของประกันชีวิตที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่นะครับ)

สำหรับค่าเบี้ยประกันสุขภาพคุณพ่อคุณแม่ของเรา (หรือบิดามารดานั่นแหละครับ) เราสามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขทางภาษีดังนี้ครับ

1) เราต้องเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อแม่ (ไม่รวมบุตรบุญธรรม)
2) พ่อแม่ต้องมีรายได้ทั้งปีภาษีไม่เกิน 30,000 บาท
3) เราหรือพ่อแม่ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีนั้นๆ
4) เป็นความคุ้มครองพ่อแม่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  การรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ หรือประกันภัยอุบัติเหตุที่คุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก หรือ ประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses) หรือ เป็นประกันภัยแบบดูแลระยะยาว (Long Term Care)

โดยประกันสุขภาพสำหรับคุณพ่อคุณแม่นี้ สามารถเฉลี่ยกันได้ระหว่างพี่น้องในครอบครัว โดยหารตามจำนวนที่จ่ายร่วมกัน แต่รวมกันสูงสุดต้องไม่เกิน 15,000 บาทครับ

และทางฝั่งของ พ่อแม่คู่สมรส เราก็มีสิทธิที่จะนำเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่คู่สมรสมาใช้เป็นได้ถ้าเข้าเงื่อนไขทั้งหมดต่อไปนี้ครับ

1) คู่สมรสของเราต้องไม่มีรายได้เลยตลอดปีภาษีนั้น
2) คู่สมรสของคุณเป็นลูกทã

0005 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับ!! กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ Money you show know ทุกเรื่องการเงินที่คุณต้องรู้ กับตอนที่ 2 ของหัวข้อ เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท กับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือเขียนบทความบ่อยกว่าเก่าคร้าบบบบ

หลังจากที่จบกันไปแล้วในตอนที่ 1 เราได้รู้กันแล้วว่า เนื้อหาและสาระของมาตรการนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีเงื่อนไขยังไงที่เกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็คลิกย้อนกลับไปได้เลยครับที่บทความ เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 1)คร้าบ

โดยผมได้ทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายไว้ในตอนที่แล้วว่า แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี? ในเมื่อนโยบายภาษีของทางภาครัฐเองก็รู้เห็นเป็นใจ ตีวงล้อมกรอบให้เราทุกคนต้องเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องเสียยกใหญ่ แบบนี้เราควรจะเลือกแบบไหนและทำอย่างไรดี เราจะได้รู้กันในบทความนี้แล้วล่ะครับ

หนึ่งในคำถามของคนทำธุรกิจที่ผมมักจะได้รับอยู่เสมอๆ นั่นคือคำถามที่ว่า “รายได้เท่านี้ควรจดบริษัทดีไหม” หรือ “อยากทำธุรกิจควรจะจดบริษัทดีหรือเปล่า” ซึ่งผมได้เคยเขียนบทความห้าวๆ ท้าพิสูจน์เรื่องนี้ไว้ในบล็อกภาษีข้างถนนแล้วครับว่า จะจดทะเบียนบริษัท “เพื่อประหยัดภาษี” ต้องมีรายได้เท่าไร ? และขอสรุปๆสั้นๆไว้ตรงนี้อีกทีครับว่า ผมมองว่ามี 2 สิ่งที่เราต้องใช้พิจารณา นั่นคือ “อัตรากำไรที่แท้จริงของกิจการ” และ “ต้นทุนในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งได้แก่ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าจ้างงาน และค่าจัดการเอกสารต่างๆมากมายเกิดขึ่นหลังจากที่เราตัดสินใจจดบริษัทครับ (ในลิงค์บทความมีตัวอย่างพร้อมคำอธิบายครบครับ ถ้าใครสนใจ แนะนำให้อ่านก่อนได้เลยครับ)

แต่เมื่อนโยบายใหม่เรื่อง มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจ กำลังจะมาแบบนี้ โดยแนวโน้มที่มีผลกระทบกับคนทำธุรกิจมากๆ คือ จะมีการลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของบุคคลธรรมดาเหลือไม่เกิน 60% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งตรงนี้แปลว่าอะไร เรามาดูกันต่อครับ

โดยปกติการคำนวณภาษีของธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดา จะใช้วิธีการคำนวณภาษีที่คำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งมาจาก (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน คือ “รายได้ x 0.5%” และกฎหมายบังคับให้เลือกเสียภาษีตามวิธีที่สูงกว่า (ใครที่ยังไม่เข้าใจตรงนี้ผมแนะนำอ่านบทความใน [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย ก่อนเลยครับ)

สำหรับคนที่เข้าใจแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างกันต่อนะครับ สมมติว่ากิจการ 2 กิจการทำธุรกิจแตกต่างกัน โดยกิจการแรก ชื่อ “ร้านอาหารเก่า” เปิดเป็นธุรกิจร้านอาหาร กับอีกกิจการหนึ่งคือ “ร้านขายเสื้อผ้าคนแก่” เปิดเป็นธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ (แบบซื้อมาขายไป) ถ้าหากทั้งสองกิจการนี้มีรายได้เท่ากันคือ 2 ล้านบาท การคำนวณภาษีตามวิธีเดิมก่อนใช้นโยบายใหม่จะเป็นแบบนี้ครับ 

หมายเหตุ : กฎหมายกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับธุรกิจร้านอาหารไว้ที่ 70% และ ธุรกิจขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปที่ 80% (ตรวจสอบได้ที่ : ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8) ส่วนค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้นั้นถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ 30,000 บาทตามกฎหมาย

แต่ถ้านโยบายใหม่เปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีโดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุดอยู่ที่ 60% แทน (ซึ่งอัตราเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงต่ำกว่านี้ได้)  แต่กรณีนี้ขอสมมติว่า กฎหมายใหม่ที่ว่าใจดีให้ทั้งสองกิจการนี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดคือ 60% ตามที่กำหนดไว้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจะเป็นดังนี้ครับ

โอ้ววว พระเจ้าแจ๊สมันแย่มว้ากกก กลายเป็นว่านโยบายภาษีใหม่จะทำให้ บุคคลธรรมดาต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4 เท่า สำหรับการประกอบธุรกิจแบบเดิมโดยไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย และแปลว่าธุรกิจเหล่านี้มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีเพิ่มมากกว่าเดิมอีกเพียบบถ้าไม่ยอมย้ายมาทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เอ้า!! แบบนี้จะทำยังไงดี จดบริษัทเลยดีไหม อีพรี่หนอมมมมมมม

เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งเครียดกันเกินไป ผมอยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิดตามแนวทางเดิมก่อนว่า ตอนนี้ “อัตรากำไร” จริงๆ ของธุรกิจเราเป็นเท่าไร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเป็นแค่ไหนก่อนครับ ก่อนที่จะรีบไปจดทะเบียนบริษัท โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ถ้าไม่รู้กำไร ให้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ซึ่งตรงนี้บางคนอาจจะใช้วิธีประมาณการอย่างคร่าวๆ ดูต้นทุนสินค้า ต้นทุนค่าแรงเทียบกับรายได้ แต่เชื่อผมเถอะครับว่า ถ้าอยากประหยัดภาษีและรายจ่ายจริงๆแล้ว การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายคือทางออกที่ดีที่สุดครับ เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจจริงๆว่า ธุรกิจของเรามีกำไร (ขาดทุน) และกระแสเงินสดเท่าไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ผมว่าสำคัญกว่าภาษีต้องเสียไปอีกครับผม

2. คำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายบริหารคร่าวๆ

ดูก่อนว่า ค่าจดบริษัท ทำบัญชี ค่าสอบบัญชีเท่าไร ซึ่งตรงนี้จะทำให้เรารู้ครับว่า เรามีต้นทุนบริหารพวกนี้เท่าไรบ้าง เพื่อที่จะใช้คำนวณจุดคุ้มทุนในการจดบริษัทของเราครับ

สมมติว่าธุรกิจข้างต้นนี้ มีกำไรจริงอยู่ที่ 10% ของรายได้เราก็ลองคำนวณครับออกมาได้ 200,000 บาท (10% ของ 2,000,000) ซึ่งตรงนี้ต้องหักค่าภาษีจำนวน 69,000 บาทออกไป ทำให้เราเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 131,000 บาทเท่านั้น ถ้าหากเรายังตัดสินใจอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาเหมือนเดิม

ทีนี้มาดูกันต่อว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของเราจะเป็นเท่าไรเมื่อจดบริษัท ผมขอสมมติต่อไปครับว่าถ้าหากจดบริษัทแล้ว เราจะมีค่าบัญชี ค่าสอบบัญชี และค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50,000 บาท ตรงนี้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save