ลดการขาดทุน ให้คุณรวยขึ้นง่ายๆ ถ้ารู้จักการกระจายความเสี่ยง

ผมเคยเขียนเรื่องการลงทุนแบบ “ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ” ที่เป็นแนวคิดหลักของการลงทุนแบบ Asset Allocation ทำให้นักลงทุนมองเห็นภาพของการกระจายความเสี่ยงได้ชัดขึ้นไปแล้ว คลิกอ่านได้ที่นี่ได้เลยครับ!

ถ้ามองเรื่องการกระจายความเสี่ยง หลายๆคนอาจจะนึกไม่ออกว่า การกระจายความเสี่ยงที่ดีควรจะเป็นยังไง? แบบไหนถึงจะเรียกว่าการกระจายความเสี่ยงจริงๆ? แล้วหลักการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนมีแนวทางอย่างไร? พูดไป อาจจะมีคำถามออกมามากมายกว่านี้

งั้นครั้งนี้ “นายปั้นเงิน” ขอเขียนเรื่อง Diversified Portfolio หรือวิชาการกระจายความเสี่ยงเบื้องต้น ให้เป็นแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ก็แล้วกันครับ

Diversified Portfolio เกี่ยวอะไรกับ Asset Allocation

Diversified Portfolio เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สื่อความหมายของการกระจายไข่ไว้ในตะกร้าได้เป็นอย่างดี ถ้าพูดในด้านการลงทุนให้ชัดขึ้นก็คือ เมื่อเราวางเงินลงทุนไปในสินทรัพย์สองชนิด หากสินทรัพย์ประเภทหนึ่งเกิดขาดทุน สินทรัพย์อีกชนิดก็ควรจะทำกำไรให้กับเราได้ สิ่งนี้จะทำให้พอร์ตการลงทุนเกิดความเสียหายน้อยที่สุด

นักลงทุนส่วนใหญ่จะใช้หลักการกระจายความเสี่ยงกับการทำ Asset Allocation ควบคู่กันไปตามประเภทของสินทรัพย์ที่ต่างกัน

เช่น การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น กับ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตามสถิติเราพบว่า ถ้าภาพของตลาดหุ้นอยู่ในขาลง กองทุนอสังหาฯจะกลายมาเป็นแหล่งพักเงินจากความกลัวของนักลงทุน เมื่อผลตอบแทนของกองทุนรวมหุ้นไม่ดี แต่องทุนรวมอสังหาฯกลับทำผลตอบแทนได้ดี การกระจายความเสียหายก็จะเห็นได้ชัดขึ้น ตามสัดส่วนที่ได้จัดไว้ตอนวางแผน Asset Allocation

แต่นักลงทุนบางคนก็ไม่ได้กระจายความเสี่ยงลงไปใน Asset categories ที่หลากหลายเสมอไป เช่น นักลงทุนวัยรุ่นที่สามารถรับความเสี่ยงได้ ก็จะนำเงินไปลงทุนในหุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูงเพียงแค่ประเภทเดียว เพียงแต่กระจายความเสี่ยงไปในหุ้นต่างอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตหุ้น

ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหนก็ตาม การกระจายการลงทุนสามารถลดความเสี่ยงได้ จากการวางเงินลงทุนไปในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่มีลักษณะแตกต่างกัน แต่ก็ไม่แนะนำให้ถือสินทรัพย์ต่างชนิดกันมากเกินไปนะฮะ เพราะมันจะยากต่อการดูแลควบคุม

ลองจัดประเภทของสินทรัพย์ที่อยากนำเงินไปลงทุนตามหลัก Diversification แล้วแบ่งสัดส่วน Asset Allocation ตามความเสี่ยงที่รับได้ และอยู่ในจุดที่สบายใจในการลงทุนตามสัดส่วนนั้นด้วยนะครับ

วิธีการง่ายๆ ในการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนเบื้องต้น

การกระจายความเสี่ยงจะถูกแบ่งออกเป็นสองระดับ

ในขั้นแรกคือ การกระจายความเสี่ยงลงไปใน Asset categories หรือประเภทสินทรัพย์ เช่นเลือกหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม เป็นต้น

และขั้นต่อมาคือ กระจายความเสี่ยงเป็นสินค้ารายตัว ภายใต้ Asset categories แต่ละชนิด เช่น พอร์ตหุ้นที่ลงทุนจะจัดสรรหุ้นในอุตสาหกรรมไหนบ้าง กระจายลงไปในหุ้นตัวไหน หรือเลือตราสารหนี้ประเภทไหน ระยะสั้น หรือระยะยาว ถึงตอบโจทย์การลงทุนที่ต้องการได้

แล้วกระจายความเสี่ยงยังไงถึงจะประสบความสำเร็จล่ะ?

นักลงทุนบางคนกระจายความเสี่ยงแบบง่ายๆภายใต้สินทรัพย์เพียงประเภทเดียวผ่าน “กองทุนรวม” แทนที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆประเภท  

ซึ่งกองทุนรวมจะมีนโยบายเฉพาะที่แตกต่างกันทั้ง กองทุนรวมหุ้นสามัญ กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เปรียบเสมือนการคัดเลือก Asset Category ไว้ก่อนนั่นแหละ ส่วนหน้าที่ในการเลือกสินค้ารายตัวให้เป็นหน้าที่ของ Fund manager แทนก็แล้วกัน

กองทุนรวมจะอำนวยความสะดวกเรื่องการติดตามผลตอบแทนและง่ายต่อการดูแล เพราะนักลงทุนไม่ต้องเข้าไปทำความเข้าใจในสินทรัพย์ลงทุนอย่างละเอียดมาก มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลซื้อขายให้ด้วย แถมยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกว่าไปซื้อสินทรัพย์แยกรายตัวอีกต่างหาก

เป็นไงล่ะลงทุนครั้งเดียวได้สินทรัพย์ตั้งหลายตัว !!!

ถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมแล้วอยากให้การกระจายความเสี่ยงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ก็ควรเลือกกระจายเงินไปในกองทุนรวมที่วางนโยบายต่างกันหลายๆแบบ

แต่ยังไงก็ตาม การลงทุนในกองทุนรวมต้องศึกษานโยบายการลงทุนของกองให้ละเอียดด้วย เพราะเนื้อในนโยบายของกองทุนบางกองก็ไม่ได้กระจายความเสี่ยงเท่าที่ควร อย่างเช่น กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นเพียงอุตสาหกรรมเดียว

หากท่านผู้อ่านสนใจการลงทุนแบบ Asset Allocation ที่บริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการลงทุนกว่า 10 ปี มีใบอนุญาตในการจัดการกองทุนถูกต้องตามเกณฑ์ของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ติดต่อมาคุยกันได้ที่หน้าเพจ นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” ได้เลยครับบบบ

ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ 😀

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน

ประกันชีวิตแบบ Universal Life มีดียังไง?

สวัสดีคร้าบ จากที่ผ่านมา ผมได้เคยให้ความรู้เรื่องประกันชีวิตประเภทต่างๆมาแล้ว (ใครยังไม่เคยศึกษา ตามไปอ่านได้ที่ ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ) แต่ยังเหลืออีกประเภทหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นที่รู้จักกันน้อยมากๆ ทั้งๆที่เป็นประกันชีวิตที่ประเภทที่มีประโยชน์และมีจุดเด่นอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือประกันชีวิตแบบ “ยูนิเวอร์แซล ไลฟ์” (Universal Life : ขอเรียกสั้นๆว่า UL) ซึ่งเป็นประกันชีวิตควบคู่การลงทุน (Investment-Linked) รูปแบบหนึ่ง ที่คล้ายคลึงกับแบบยูนิตลิงค์ แต่จะแตกต่างกันยังไง? มีจุดเด่นจุดด้อยอยู่ตรงไหน? ใครที่เหมาะกับประกันชีวิตประเภทนี้? เรามาศึกษากันดีกว่าครับ!

UL แตกต่างจากประกันชีวิตประเภทอื่นๆยังไง?

ก่อนอื่น อยากให้เข้าใจโครงสร้างของประกันชีวิตก่อนว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันประเภทไหน เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็น “ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองชีวิต” กับส่วนที่เป็น “เงินออม/เงินลงทุน” (แนะนำให้อ่านเรื่องนี้รวมถึงศึกษาประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์เพิ่มเติมได้ที่ เจาะลึก! ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน Unit-Linked)ซึ่งเบี้ยส่วนที่เป็นเงินลงทุนของประกันชีวิตแบบดั้งเดิมทั่วไป (ตลอดชีพ, สะสมทรัพย์, บำนาญ) บริษัทจะเป็นคนบริหารเงินลงทุนเอง ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เช่น เงินฝาก หรือพันธบัตร เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการการันตีผลตอบแทนเป็นเงินคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ ทำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากไม่ได้ ส่วนแบบยูนิตลิงค์ เบี้ยในส่วนของการลงทุน บริษัทจะให้ผู้ถือกรมธรรม์เป็นคนวางแผนลงทุนและรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง ด้วยการให้เลือกลงทุนในกองทุนรวมที่บริษัทคัดเลือกมาแล้ว ทำให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้จะไม่มีการการันตี ผลตอบแทนได้เท่าไหร่อยู่ที่การวางแผนของเราเอง

ขณะที่แบบ UL ผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่ได้ จะเหมือนเป็นลูกครึ่ง อยู่กึ่งกลางระหว่างแบบธรรมดา กับแบบยูนิตลิงค์ โดยที่บริษัทประกันจะเป็นคนบริหารการลงทุนด้วยตัวเอง แต่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น ในตราสารหนี้ หรือในตราสารทุน (หุ้น) เพื่อเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าแบบประกันทั่วไป แต่ก็ไม่ได้เสี่ยงเท่าแบบยูนิตลิงค์ (ถ้าวางแผนลงทุนแบบอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ) ที่สำคัญคือ “มีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ” ที่ผู้ถือกรมธรรม์จะได้ด้วย (เช่น บริษัทรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำ 1% ต่อปี แปลว่า ถ้าปีไหนผลตอบแทนจริงออกมาต่ำกว่า 1% บริษัทก็จะจ่ายผลตอบแทนให้เรา 1% แต่ถ้าปีไหนบริษัททำผลตอบแทนได้สูงกว่า 1% ผู้ถือกรมธรรม์ก็จะได้รับผลตอบแทนตามจริงที่บริษัททำได้เท่านั้นเลย)

นอกจากนี้ในส่วนของการชำระเบี้ยประกันและความคุ้มครอง โดยทั่วไป UL จะมีความคล้ายคลึงกับแบบยูนิตลิงค์ คือมีทั้งแบบ “จ่ายเบี้ยรายงวด” (Regular Premium) (คือจ่ายเบี้ยมากกว่า 1 ปี) กับแบบ “จ่ายเบี้ยครั้งเดียว” (Single Premium) โดยแบบจ่ายเบี้ยรายงวด สามารถกำหนดระยะเวลาจ่ายเบี้ย และระยะเวลาคุ้มครองเองได้ (โดยคุ้มครองได้นานสุดถึงอายุ 99 ปี หากต้องการคุ้มครองสั้นกว่านั้น ก็สามารถทำได้ ด้วยการปิดกรมธรรม์โดยการเวนคืนมูลค่าเงินสดกรมธรรม์เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองที่ต้องการ (แต่ถ้าหากปิดเร็วไป หรือจ่ายเบี้ยสั้นกว่าระยะเวลาคุ้มครองมากๆ มูลค่าเงินสดที่ได้อาจจะน้อยกว่าเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายไปก็ได้)) ซึ่งแบบนี้จะสามารถปรับเพิ่ม – ลดความคุ้มครองชีวิตตามความจำเป็นได้ (แต่ต้องไม่ต่ำกว่าความคุ้มครองที่เป็นทุนประกันขั้นต่ำ) ส่วนแบบจ่ายเบี้ยครั้งเดียว ซึ่งเป็นแบบที่จ่ายเบี้ยเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถได้ความคุ้มครองไปตลอดระยะเวลาของสัญญาเลย แต่ข้อเสียคือ ไม่สามารถปรับเพิ่ม – ลดทุนประกันได้ และมีความคุ้มครองต่ำ (สูงกว่าเบี้ยที่จ่ายไปไม่มาก)

นั่นทำให้ประกันชีวิตแบบ UL มีความคล้ายคลึงกับแบบยูนิตลิงค์อย่างมาก ต่างกันก็เพียงแค่ UL มีความแน่นอนของผลตอบแทนมากกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่า และมีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ โดยมีบริษัทประกันเป็นผู้บริหารการลงทุนเอง ขณะที่แบบยูนิตลิงค์ จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่า และเราต้องเป็นคนบริหารการลงทุนเอง รับผิดชอบความเสี่ยงและผลขาดทุนด้วยตัวเอง

เทียบกับประกันชีวิตแบบดั้งเดิม (สะสมทรัพย์) และแบบยูนิตลิงค์ (ควบการลงทุน) กับแบบ UL

1. ด้านความคุ้มครองชีวิต

แบบสะสมทรัพย์ = ทุนประกันที่ได้ไม่สูงมากนัก ไม่เหมาะกับทำเพื่อเน้นคุ้มครอง

แบบยูนิตลิงค์ = ถ้าเป็นแบบจ่ายเบี้ยรายงวด สามารถเลือกทุนประกันให้สูงๆได้ ถ้าเป็นแบบจ่ายเบี้ยครั้งเดียว ทุนประกันจะต่ำที่สุดกว่าแบบอื่นๆ (สูงกว่าเบี้ยนิดเดียว)

แบบ UL = เหมือนกับแบบยูนิตลิงค์

2. ด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง

แบบสะสมทรัพย์ = ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ แต่มีการการันตี กำหนดตายตัว (ประมาณ 1% กว่าๆ ถึง 2% กว่าๆต่อปี) ไม่มีความเสี่ยงเลย บริษัทประกันเป็นคนบริหารการลงทุนและรับความเสี่ยงเอง

แบบยูนิตลิงค์ = ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการวางแผนลงทุน ถ้าเลือกแผนการลงทุนแบบเสี่ยงสูง อาจมีโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน ผู้ถือกรมธรรม์เป็นคนบริหารการลงทุนและรับความเสี่ยงเอง โดยสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่บริษัทคัดเลือกมาให้

แบบ UL = ผลตอบแทนและความเสี่ยงต่ำกว่าแบบยูนิตลิงค์ แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบสะสมทรัพย์ โดยมีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดทุน แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบสะสมทรัพย์ บริษัทประกันเป็นคนบริหารการลงทุนและรับความเสี่ยงเอง

3. ด้านความยืดหยุ่น

แบบสะสมทรัพย์ = ไม่ยืดหยุ่น ไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย บริษัทประกันเป็นคนกำหนดระยะเวลาจ่ายเบี้ย &#

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกแล้วในสัปดาห์ที่ 8 กับผม “อัศวินกองทุน” เจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่จะมาเพิ่มเติมการลงทุนทั่วโลกรายสัปดาห์แบบสั้นๆ เข้าใจง่าย ให้ทุกคนลงทุนและกระจายความเสี่ยงได้อย่างสบายใจเหมือนเช่นเคยคร้าบ

สำหรับช่วงวันที่ 1-5 สิงหาคม 2559 นี้ ดูเหมือนว่ามีสัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจให้เราได้พิจารณาลงทุนกัน นั่นคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่มีสัญญานขึ้นอัตราดอกเบี้ย แบบนี้เห็นทีว่าจะมีอะไรบางอย่างน่าสนใจสำหรับตลาดหุ้นในหลายๆประเทศกันเลยทีเดียว มาครับ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าสัปดาห์นี้ควรลงทุนที่ไหนอย่างไรบ้างครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุน ในหุ้นตลาดเกิดใหม่

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯเอง ได้รับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และผลประกอบการบริษัทไตรมาสสองที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรก และจากที่ธนาคารกลางไม่ส่งสัญญานขึ้นดอกเบี้ยแบบนี้ บอกได้คำเดียวสั้นๆว่า เพิ่มการลงทุนกันต่อไปเลยดีกว่าครับบบบ

ตลาดหุ้นยุโรป

สำหรับตลาดหุ้นยุโรปนั้น ยังทรงตัวอยู่ครับ ซึ่งผมมองว่าเป็นเพราะยังไม่มีปัจจัยกังวลเข้ามา ซึ่งคงต้องรอผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉพาะอังกฤษกำลังปรับตัวเข้าสู่สภาวะถดถอย และยังมีความเสี่ยงจากปัญหาภาคการธนาคารในอิตาลีเข้ามากดดัน ดังนั้นคำแนะนำสำหรับสัปดาห์นี้คงเป็นการลดการลงทุนเหมือนเช่นเคยครับ

ตลาดหุ้นจีน

มาดูทางฝั่งตลาดหุ้นจีนกันบ้าง โดยทางตลาด H-SHARE ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อยู่ ขณะที่ตลาดหุ้น A-SHARE มีปัจจัยเข้ามากดดันหลังจากรัฐบาลมีการส่งสัญญาณถึงการเข้าควบคุม wealth management products (WMPs) ดังนั้นคำแนะนำของผมเห็นว่าทาง H-SHARE ยังน่าสนใจอยู่ครับ เพิ่มการลงทุนต่อไปได้ แต่สำหรับ A-SHARE นั้นให้คงการลงทุนต่อไปก่อนจะดีกว่าครับผม

ตลาดหุ้นไทย

ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้น ผมมองว่าเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง และผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ดีกว่าคาด ซึ่งถ้าหากมองในระยะถัดไป คาดว่าเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการบริโภคของภาคครัวเรือน และการลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งปัจจัยพวกนี้สนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมากขึ้นครับ ดังนั้นสัปดาห์นี้ขอปรับมาเป็นการเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนตลาดหุ้นไทยเช่นกันครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีกว่าการคาดการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร โดยเศรษฐกิจอินเดียมีการเร่งตัวจากการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเงินทุนต่างชาติที่ยังคงมีแนวโน้มไหลเข้า แบบนี้ทางฝั่งเราก็ควรจะเพิ่มการลงทุนแบบยาวๆกันต่อไปครับ เพราะปัจจัยสนับสนุนมาขนาดนี้ แนวโน้มในอนาคตน่าจะดีแน่นอนครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสสองที่เริ่มออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการที่เงินเยนแข็ง  อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมสภาฯ ซึ่งคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคงต้องรอดูความชัดเจนในการดำเนินการต่อไป แบบนี้ผมคิดว่าการคงการลงทุนต่อไปน่าจะเป็นอะไรที่ใช่สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นตอนนี้ครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ตลาดหุ้นเกาหลีน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ แม้จะมีปัจจัยหนุนจากการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจเกาหลีมีแนวโน้มอ่อนแอลงตามทิศทางการชะลอตัวของการค้าระหว่างประเทศ แบบนี้การรอดูท่าทีด้วยการคงการลงทุนน่าจะดีกว่าครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสดและหันมาลงทุนมากขึ้น ดังนั้นลดสัดส่วนกันได้เลยครับผม (ยิ้มหวาน)

น้ำมัน

ดูจากแนวโน้มแล้ว ผมคาดว่าราคาน้ำมันจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ จากความกังวลถึงอุปทานส่วนเกินในตลาด เนื่องจากกำลังการผลิตจากไนจีเรียและแคนาดาที่หายไปในช่วงก่อนหน้าสามารถกลับมาผลิตได้บางส่วน แบบนี้การคงการลงทุนน่าจะเป็นอะไรที่ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

ทองคำ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยมีโอกาสส่งผลให้ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นต่อได้ แบบนี้การถือครองต่อไปโดยการคงการลงทุนไว้น่าจะเหมาะสมที่สุดครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงภาวะชะลอตัว ผมยังยืนยันคำเดิมครับว่าการถือครองพันธบัตรยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีในการกระจายความเสี่ยงอยู่ครับ ดังนั้นยังคงแนะนำให้คงการลงทุนต่อไปครับ

จบกันไปอีกแล้วครับผม กับสำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์ที่ 8 หวังว่าคราวนี้คงเริ่มตัดสินใจลงทุนกันได้ถูกต้องและถูกใจกันใช่ไหมครับ

สำหรับภาพรวมของสัปดาห์นี้ ผมเปลี่ยนทิศทางมายังตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Market) อย่างประเทศจีน (H-SHARE) และตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย รวมถึงประเทศไทย และผมยังคงให้น้ำหนักในตลาดหุ้นสหรัฐเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อย่าลืมพิจารณาข้อมูลให้ดี กระจายความเสี่ยงให้ถูกต้อง เหมือนที่คำพูดประจำที่เรารู้จักกันดีอย่าง “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ท้ายสุดก่อนจากกันไปในคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์นี้ จะทำให้ทุกคนตัดสินใจลงทุนดีขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกับผม “อัศวินกองทุน” อีกครั้งสัปดาห์หน้า

ระวัง! ให้เงินกรรมการกู้ยืมฟรีๆ อย่าลืมเอามาคำนวณภาษีด้วยนะจ๊ะ!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms อีกครั้ง สำหรับบทความในคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ ประจำสัปดาห์นี้ ถ้าหากใครสนใจเรื่องภาษีเกี่ยวกับธุรกิจก็สามารถกดติดตามกันไว้ได้เลยครับผม 

 

สำหรับบทความในตอนนี้ เป็นการขยายความเพิ่มเติมจากบทความเดิมที่เคยเขียนมา นั่นคือ เรื่องการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีของธุรกิจนั่นเองครับ (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับบทความ : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

เพราะกำไรที่ว่านี้มีประเด็นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น (แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น) โดยวันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของ รายได้ที่ถูกทำให้ถือเป็นรายได้ทางภาษี กันดีกว่าครับ

รายได้อะไรต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี?

ตัวอย่างของรายได้ที่ต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี (นั่นหมายความว่าทางบัญชีไม่ถือเป็นรายได้ แต่ภาษีถือเป็นรายได้) ที่ชัดเจนที่สุด คือ  “ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกรรมการ” นั่นเองครับ ซึ่งใครหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันมีที่มายังไง เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าครับ

 

ตามปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันครับว่า “บุคคล” กับ “ธุรกิจ” (นิติบุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน) คือคนๆเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเงินที่บริษัทไม่พอ การโอนเงินจากเจ้าของธุรกิจไปให้เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจก็เป็นเรื่องปกติใช่ไหมครับ บริษัทจะพัง เจ้าของอย่างเราก็ต้องอุ้มชูกันเพื่อให้ไปต่อได้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในขณะเดียวกันถ้ากิจการมีเงินเหลือแต่เจ้าของขาดเงินใช้ จะเบิกเอามาหมุนให้ชีวิตตัวเองไปต่อก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ 

 

แต่ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว (หรือภาษีธุรกิจ)  การโอนเงินจากบริษัทให้เจ้าของใช้ฟรีๆ นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ดังที่ข้อกฎหมายตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฏากรเขียนไว้ชัดเจนครับว่า

มาตรา 65 ทวิ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน

 

ดังนั้นเงินที่กรรมการเบิกออกจากบริษัทฯมาใช้นั้น ทางกฎหมายจะถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินขึ้นมาทันทีครับ และสิ่งที่ตามมาก็คือ บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยกรรมการด้วย เพื่อให้บริษัทฯ มีรายได้จากการให้กู้ยืมตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ทีนี้ปัญหาที่ตามมายังจะมีอีก 2 เรื่องครับ นั่นคือ “จะคิดเท่าไร” กับ “จะจ่ายยังไง” เอาละ่ ผมขอเริ่มจากคำถามแรกคือ “จะคิดเท่าไร” ก่อนละกันนะครับ

 

1. จะคิดดอกเบี้ยเท่าไรดีล่ะ? ถ้าหากเอาแบบง่ายๆสั้นตามที่เขาชอบสอนกันก็คือ ถ้าบริษัทฯไม่มีเงินกู้ให้คิดตามดอกเบี้ยเงินฝากประจำ แต่ถ้าบริษัทฯมีเงินกู้ให้คิดจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของบริษัท ซึ่งตรงนี้ใครจะท่องจำกันไว้ก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากเข้าใจ ผมขออธิบายให้ฟังด้วยคำว่า “แหล่งที่มาของเงิน” ครับ (ศัพท์นี้ผมคิดขึ้นมาเองเพื่อความเข้าใจนะครับ อย่าไปอ้างอิงล่ะครับเดี๋ยวคนฟังจะงงกันไปใหญ่ ฮ่าๆ)

 

ถ้าที่มาของเงินนั้น มาจากเงินที่บริษัทหมุนเวียนในกิจการ วิธีการคิดราคาตลาดตามกฎหมายจะตั้งคำถามว่า เอ๊ะ ..ถ้าแบบนี้ สู้เราเอาเงินที่ว่านี้ไปฝากธนาคารจะดีกว่าไหม? เพราะถ้าให้กู้ยืมฟรีๆก็ไม่ได้อะไร แบบนี้เลยเป็นเหตุผลที่มาว่า ถ้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปให้คิดตามดอกเบี้ยเงินฝากประจำครับ

 

ในทางกลับกัน ถ้าหากบริษัทมีเงินกู้ยืมอยู่แล้ว การที่จะเอามาให้กรรมการใช้ฟรีๆ วิธีการคิดก็จะเปลี่ยนเป็นว่า สู้เราเอาเงินจำนวนไปจ่ายหนี้จะดีกว่าหรือเปล่า เพราะดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปก็ใช่ว่าจะคุ้ม ดังนั้นเลยเป็นที่มาว่าเงินที่ให้กรรมการกู้ยืมนั้นต้องคิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นั่นเองครับ

 

สรุปสำหรับข้อแรก ดอกเบี้ย ต้องคิดจากแหล่งที่มาของเงินครับ ว่าเงินมาจากไหน และต้องคำนวณตามระยะเวลาการกู้ยืมที่เบิกใช้ไปครับ

 

2. จะจ่ายยังไง คำถามต่อมาหลังจากที่รู้อัตราดอกเบี้ยแล้ว คำนวณได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ “ได้จ่ายกันจริงๆหรือเปล่า” ซึ่งความจริงก็บอกเราอยู่แล้วครับว่า ไม่ได้จ่ายกันจริงอยู่แล้วจ้า ดังนั้นทางเลือกต่อจากนี้จะมีอยู่ 2 ทางที่เลือกใช้กันครับ นั่นคือ

 

1) ถือเสมือนว่าจ่ายจริง โดยบันทึกรายการเข้าไปในงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเลย พอสิ้นปีทีหนึ่งก็ปรับปรุงรายการดังกล่าวเป็นรายการดอกเบี้ยค้างรับ (รับรู้เป็นรายได้ดอกเบี้ยไว้แต่ยังไม่รับชำระเงินจริง) ซึ่งรายได้จะถูกนำมาคำนวณภาษี และส่วนที่ค้างไว้ก็จะมีสภาพเหมือนลูกหนี้ดอกเบี้ยที่รอจ่ายเงินนั่นเองครับ (ถ้าตรงนี้ใครอ่านไม่รู้เรื่อง ผมสรุปให้สั้นๆว่ามันคือการบันทึกรายการเหมือนว่ามันเกิดขึ้นจริงละกันนะคัรบ)

 

ถ้าเลือกใช้วิธีนี้จะกลายเป็นว่าเราจะถูกบังคับให้รับรู้เป็นรายการที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องมีการทำรายการจ่ายจริงและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (เมื่อมีการจ่าย) อีกทอดหนึ่งครับ 

 

2) ถือว่าเป็นการปรับปรุงรายการ โดยไม่บันทึกรายการลงในงบการเงิน และไม่ได้ปรับปรุงทางบัญชี แต่เลือกที่จะปรับปรุงในแบบแสดงรายการภาษีแทน โดยใช้กรอกในช่อง “รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้” เข้าไป (แต่ยังคงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ โดยถือว่ารายการนี้เกิดขึ้นในวันที่รับรู้รายได้ครับ)

 

rr

(กรอกตรงข้อ 10 รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ตามประมวลรัษฏากร)

 

แต่ถ้าเลือกใช้วิธีนี้ ในทางปฎิบัติอาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เพราะพี่ๆสรรพากรบางท่านอาจจะไม่ยินยอมให้ใช้วิธีการนี้ เนื่องจากคุ้นเคยกับข้อ 1) มากกว่า ดังนั้นต้องอธิบายหลักการตรงนี้ให้เข้าใจด้วยนะครับ 

 

และทั้งหมดนี้คือแนวคิดในการคำนวณภาษีสำหรับ “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” ที่อยากจะฝากไว้ หวังว่าคงได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปของภาษีธุรกิจโดย TAXBugnoms ครับ สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบ

 

loan-tax-01

บริจาคเพื่อการศึกษายังไง ให้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า!!!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ TAXBugnoms พี่หนอมคนดีคนเดิม เพิ่มเคิมกับการลดหย่อนภาษี สำหรับวันนี้เป็นเรื่องของการบริจาคและสร้างเรื่องราวดีๆให้กับสังคมไทยกันบ้างครับ นั่นคือ เรื่องของการบริจาคเพื่อการศึกษา และได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่ามา เป็นของขวัญให้กับเราอีกด้วยครับ

สำหรับใครหลายคนที่กำลังสงสัยว่าจะบริจาคยังไงดีให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่านั้น บางคนก็ชอบถามเหลือเกินว่า บริจาคให้นักศึกษาใช่ไหม #ไม่ใช่แระ หรือ บริจาคค่านู่นนี่นั่นให้กับสถาบันจะได้หรือเปล่า #อันนี้ต้องตรวจสอบก่อน คราวนี้ล่ะครับ เราจะได้รู้กันว่ามันต้องทำยังไงบ้าง

บริจาคยังไงให้ได้ลดหย่อนภาษี

จริงๆ ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากมีกฎหมายออกใหม่สำหรับเรื่องนี้ครับผม นั่นคือ พระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 616 ให้สิทธิลดหย่อนภาษีกรณีการบริจาคให้กับสถานศึกษา ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2559 – 256ๅ โดยให้สิทธลดหย่อนสำหรับกรณี “บุคคลธรรมดา” ดังนี้ครับ

สําหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสําหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจํานวนสองเท่าของจํานวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสําหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสําหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนนั้น 

นั่นคือภาษากฎหมายตามมาตรา 3(1) ของพระราชกฤษฏีกาฉบับนี้ ซึ่งผมมีหน้าที่แปลงเป็นภาษาคนให้ฟังสั้นๆง่ายๆในสไตล์ TAXBugnoms นั่นคือ “จ่ายเท่าไรให้คูณสอง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน (ก่อนหักเงินบริจาค)”

ถ้าใครเคยอ่านบทความในซีรีย์ภาษีง๊ายง่าย ก็จะเข้าใจว่า
เงินได้สูทธินั้นมาจากสมการตามนี้ครับ คือ 

“เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน” 

ซึ่งเงินบริจาคที่ว่านี้ อยู่ในส่วนนึงของค่าลดหย่อน แต่เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก็คือ 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนหมดแล้ว แต่ยังไม่หักเงินบริจาค ดังนั้นสมการก็จะขยายเพิ่มเป็นดังนี้ครับ

“เงินได้สุทธิ = (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค”

ดังนั้นถ้าหากอยากรู้ว่าบริจาคสูงสุดได้เท่าไร (กรณีนี้คือไม่เกิน 10%) ก็ให้คำนวณตัวนี้ออกมาก่อนครับ แต่โดยปกติก็คือ ส่วนใหญ่มักจะไม่เกินอยู่แล้วนะครับ เว้นแต่ถ้าหากเราเป็นคนบริจาคเยอะจริงๆในแต่ละเดือนก็อาจจะเกินได้ครับ 

สมมุติในวงเล็บ  (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) เราคำนวณออกมาได้ 300,000 บาท การบริจาค 2 เท่าของเราก็จะจ่ายเงินสูงสุดเพียง 15,000 บาท แต่สามารถนำมาหักออกจากเงินได้สุทธิได้สูงสุดคือ 30,000 บาทซึ่งตรงกับเพดาน 10% ของเงินได้สุทธิที่ว่านี้พอดีครับ

นั่นคือหลักการเบื้องต้นหลักการแรกครับ หลักการต่อมาคือจะทำยังไงให้ได้สิทธิสองเท่า ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนเงื่อนไขไว้สั้นๆ ว่าสถานที่บริจาคต้องเป็น “สถานศึกษา” ซึ่งหมายความว่า สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งตรงนี้ผมแนะนำให้ตรวจสอบรายชื่อได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากร หัวข้อ รายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนดที่ผู้มีเงินได้มีสิทธิขอหักลดหย่อนเงินบริจาค ครับ

อย่างไรก็ตามมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 420) กำหนดให้สิทธิลดหย่อนภาษีไว้ 2 เท่าเช่นเดียวกันครับ ซึ่งมีกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า ต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา”  คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรายการดังต่อไปนี้ครับ 

(1) จัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือที่ดินให้แก่สถานศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา 

(2) จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้แก่สถานศึกษา ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด 

(3) จัดหาครู อาจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเป็นทุนการศึกษา การประดิษฐ์ การพัฒนา การค้นคว้า หรือการวิจัย สำหรับนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษาของสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ให้ใช้ร่วมกันนะครับ คือ รวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิตามตัวอย่างที่กล่าวมา ดังนั้นผมมักจะแนะนำเสมอครับว่า ในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับนั้น ควรจะเขียนระบุให้ชัดเจนว่าเป็นค่าอะไร โดยปกติจะใส่เป็น ค่าสนับสนุนการศึกษา ไว้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดและไม่มีปัญหาในการลดหย่อนครับ

เป็นไงบ้างครับกับเทคนิคสั้นๆง่ายๆในการวางแผนลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค 2 เท่าในวันนี้ ซึ่งจริงๆแล้วนอกจากเงินบริจาคเพื่อการศึกษาแล้ว ยังมีเงินบริจาคอื่นๆที่สามารถลดหย่อนได้ 2 เท่าเช่นเดียวกันครับ เช่น การส่งเสริมกีฬา การส่งเสริมวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังในบทความต่อไปครับ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนนะครับ หวังว่าจะเลือกคำนวณและวางแผนบริจาคให้ถูกวิธีกันต่อไป สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

เริ่มต้นวางแผนเกษียณด้วย… กองทุนรวม

อยากวางแผนเกษียณแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี… ใช่ไหม?

การวางแผนเกษียณ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเป็นที่คำนึงถึงในสังคมยุคนี้ เพราะต้องยอมรับว่าสังคมไทยในปัจจุบันต่างกับสมัยก่อนมาก

สมัยก่อน ประเทศไทยมักอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อเลิกทำงาน ลูกหลานก็เลี้ยงดูพ่อแม่และบุพการีอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ซึ่งต่างกับปัจจุบันมาก

เพราะประเทศไทยในปัจจุบันมีความคล้ายสังคมตะวันตกมากขึ้น ลูกหลานเมื่อแต่งงานก็มักที่จะย้ายออกไปสร้างครอบครัวใหม่ การจะคาดหวังให้อยู่ร่วมในชายคาเดียวกันเหมือนสมัยก่อนก็เป็นไปได้ยาก

 

การอุปการะพ่อแม่จึงเป็นไปในรูปแบบเงินส่งรายเดือนมากกว่าการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แน่นอนว่าบางครั้งก็พอ บางครั้งก็ไม่พอ แล้วเราในฐานะที่กำลังจะกลายเป็นคนแก่ในอนาคตควรทำอย่างไรดี

 

การวางแผนเกษียณคือคำตอบ

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการวางแผนเกษียณเป็นเรื่องยาก ไหนจะต้องจัดสรรการออมอย่างสม่ำเสมอ ไหนจะต้องนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย ยิ่งถ้าไม่มีพื้นฐานการลงทุนมาก่อนแล้วยิ่งดูยากเข้าไปใหญ่ ถ้าเป็นแบบนั้น การเริ่มต้นวางแผนเกษียณด้วยกองทุนรวมอาจเป็นทางเลือกที่ดี

 

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

คือกองทุนรวมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำหรับการเกษียณโดยเฉพาะ สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขต่างๆ จะเอื้อสำหรับการเก็บออมลงทุนไว้ในยามที่เราไม่อยากจะทำงานอีกต่อไป

 

เงื่อนไขการลงทุน

  1. ลงทุนต่อเนื่องทุกปี โดยลงทุนไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง
  2. ลงทุนไม่ต่ำกว่า 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาท ขึ้นกับว่ามูลค่าใดจะต่ำกว่า
  3. งดลงทุนได้ปีเว้นปี (ยกเว้นปีที่ไม่มีรายได้ไม่นับ)
  4. ถือจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาอย่างต่ำ 5 ปี

 

สังเกตว่าเงื่อนไขการลงทุนเยอะมากจนน่าปวดหัว แต่ที่ต้องมีการกำหนดไว้ละเอียดและมากมายขนาดนี้ เนื่องจาก กองทุนรวม RMF นำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยสามารถใช้หักเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายตามจริง เรียกได้ว่าได้ผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มซื้อเลยทีเดียว

 

ผลตอบแทนจากการลงทุน

  1. ผลตอบแทนของส่วนต่างราคาหน่วยลงทุน
  2. ผลตอบแทนจากการลดหย่อนภาษี

 

สังเกตว่า กองทุนรวม RMF ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายเพื่อสะสมเงินไว้ใช้จ่ายตอนเกษียณ (เขาคงกลัวว่าถ้าปันผลออกมาหมด ตอนเกษียณก็ไม่มีตังใช้อยู่ดี ฮ่าฮ่า)

 

สินทรัพย์ที่กองทุนรวมนำไปลงทุน

กองทุนรวม RMF มีนโยบายการลงทุนได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน อสังหาริมทรัพย์ รวมไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ ซึ่งความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์นั้นๆ ยิ่งผลตอบแทนที่คาดหวังมาก ความเสี่ยงก็มากไปเป็นเงาตามตัว

 

โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับอายุ หากอายุยังน้อย เช่น ไม่เกิน 40 ปี อาจเลือกนโยบายการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก เนื่องจากหุ้นให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดี ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าถือได้ยาวความเสี่ยงก็ลดลง และคนอายุน้อยยังมีเวลาอีกมากจนกว่าจะเกษียณ

 

อายุ 40 ปี ขึ้นไป ผมเริ่มแนะนำให้ทยอยปรับพอร์ตเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลง เนื่องจากเวลาถือครองกองทุนรวมจะลดลงตามลำดับ นักลงทุนจะรับความเสี่ยงได้น้อยลง อาจทยอยปรับพอร์ตเหลือลงทุนในหุ้นเพียงครึ่งเดียว ครึ่งหนึ่งที่เหลือเปลี่ยนมาเป็นตราสารหนี้หรืออสังหาริมทรัพย์

 

มื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ผมแนะนำให้ปรับพอร์ตทั้งหมดมาเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือปานกลาง อันได้แก่ ตราสารเงิน ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเหลือเวลาในการถือครองค่อนข้างน้อย หากลงทุนในหุ้นอยู่สัดส่วนที่มาก หากตลาดหุ้นเกิดภาวะผันผวนหนัก นักลงทุนอาจสูญเสียเงินที่เฝ้าเก็บหอมรอมริบไว้ หรืออาจต้องถือหน่วยลงทุนยาวขึ้นซึ่งทำให้แผนการเกษียณผิดออกไป

 

ทั้งนี้สินทรัพย์ที่เลือกลงทุนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้และพื้นฐานความเข้าใจด้านการลงทุนของนักลงทุนเป็นหลัก หากเข้าใจตลาดหุ้นดีมาก ลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว รับความเสี่ยงได้มาก อาจลงทุนในกองทุนรวมหุ้นตลอดเวลาเลยก็ได้ แต่ถ้าหากรับความเสี่ยงไม่ได้เลย ทำใจไม่ได้เลยที่จะขาดทุน นักลงทุนอาจลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำตลอดเวลาก็ได้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมมองว่าการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เหมาะกับการวางแผนเกษียณมาก เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง และความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

 

หากสนใจกองทุนรวม RMF จะซื้อขายที่ไหนอย่างไรดี

กองทุนรวม RMF เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจัดการกองทุนที่บลจ.จัดจำหน่าย โดยนักลงทุนอาจเลือกซื้อกองทุนรวม RMF ที่สนใจจากบลจ.ที่สนใจ ซึ่งทุกบลจ.ต่างก็มีกองทุนรวม RMF ให้บริการอยู่แล้ว

 

ข้อสำคัญก่อนลงทุน RMF

กองทุนรวม RMF มีประโยชน์มาก แต่ก็มีเงื่อนไขมากในการลงทุนด้วยเช่นกัน เพราะการลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้การสับเปลี่ยนกองทุนหรือเปลี่ยนแผนการลงทุนนั้นมีข้อจำกัดพอสมควร นักลงทุนควรศึกษาและวางแผนทางภาษีให้ดีก่อนเริ่มต้นลงทุน

เริ่มต้นวางแผนเกษียณด้วย... กองทุนรวม

การลงทุนมีความเสี่ยง… แต่การไม่ยอมรับความเสี่ยงอะไรเลยก็เป็นความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

เริ่มต้นธุรกิจยังไง ไม่ให้มีปัญหาภาษี : 3 เคล็ดลับภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms อีกครั้งสำหรับเรื่องราวภาษีน่ารู้คู่คนไทย วันนี้เป็นบทความเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านภาษีที่จะมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ หลังจากที่ได้ไปแชร์ในงานสัมมนา FlowAccount เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ซึ่งเป็นเรื่องของภาษีเบื้องต้นสำหรับการทำธุรกิจครับ

 

หลังจากงานเสวนาจบลง ผมได้รับคำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่าน และหนึ่งในคำถามนั้นคือ ถ้าเริ่มธุรกิจใหม่แบบนี้ แบบนั้น แบบนู้น จะเริ่มต้นภาษียังไงดี ดังนั้น วันนี้เลยเป็นที่มาของบทความแนะนำที่ว่านี้ครับ กับ 3 เคล็ดลับภาษีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ เอาล่ะ เราลองมาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้าง

 

1. รู้ก่อนว่าธุรกิจเราต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ข้อแรกนี้.. ผมอยากจะให้ Focus ความสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจไปที่ภาษี 3 ประเภทก่อนครับ นั่นคือ ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ (ใช่ครับ มันคือภาษีอื่นๆจริงๆครับ) โดยแต่ละเรื่องนั้นมีความสำคัญแตกต่างกันตามนี้ครับ

 

ภาษีเงินได้ : สำหรับตัวแรกนั้น ภาษีเงินได้จะขึ้นอยู่กับ “รูปแบบ” ของธุรกิจครับ โดยเราต้องดูว่ารูปแบบของธุรกิจเรานั้นเป็นแบบไหนระหว่าง บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ก็จะแตกต่างกันไปตามนี้ครับ

1. บุคคลธรรมดา ให้คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้สุทธิ และ เงินได้พึงประเมิน อ่านเพิ่มเติม : [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [1] : เงินได้ของเราต้องเสียภาษีไหม 

2. นิติบุคคล คำนวณตามหลักการของภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ กำไรสุทธิทางภาษี x อัตราภาษี อ่านเพิ่มเติม : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวสุดท้าย คือ เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งเป็นภาษีอีกตัวหนึ่งที่เก็บจากการบริโภค โดยคำนวณในอัตรา 7% ของยอดขาย และใช้หลักการภาษีขายหักภาษีซื้อครับ อ่านเพิ่มเติม : ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

 

สำหรับ ข้อแรกนี้ ผมอยากให้ตรวจสอบตามนี้ก่อนครับว่า

1. กิจการของเราเลือกรูปแบบไหนในการทำธุรกิจ เพราะจะมีผลต่อการเสียภาษีเงินได้ (ซึ่งการเลือกรูปแบบธุรกิจนั้น ให้พิจารณาจากผลในด้านอื่นๆ รวมถึงภาษีประกอบกันครับ)

2. กิจการของเราต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม ซึ่งหากกิจการของเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องมาดูต่อว่า เราสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ (บางประเภทยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็สามารถเลือกที่จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครับ) แต่ถ้าหากเป็นกิจการที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็แปลว่าเรามีหน้าที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันเมื่อมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจะเลือกจดทันทีก็สามารถทำได้ครับ ซึ่งตรงนี้ต้องพิจารณาดีๆอีกครั้งหนึ่งครับว่า จะเอายังไงกับธุรกิจดี? จดไม่จดจะดีไหม?

 

ส่วนเรื่องของภาษีอื่นๆนั้น ถ้าหากกิจการของเรานั้นมีการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์บางประเภท หรือมีการทำธุรกิจบางอย่างทีต้องใช้อาคารพาณิชย์ อาจจะมีเรื่องของภาษีโรงเรือน หรือภาษีธุรกิจเฉพาะประกอบด้วยซึ่งตรงนี้ต้องดูที่ “ประเภท” ของธุรกิจครับ

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงและนึกถามเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่ามันอยู่ในกลุ่มไหน ตรงนี้ก็ขอบอกไปให้ชัดเจนครับว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” มีชื่อเต็มๆว่า “ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายต้องมีหน้าที่หักภาษีเมื่อมีการจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับผู้รับ ซึ่งใครสนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่คลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

 

โอเคครับ ทั้งหมดนี้คือเรื่องของภาษีในส่วนแรกครับ ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับแรกที่คนทำธุรกิจทุกคนควรรู้ ทีนี้เรามาต่อกันที่เคล็ดลับที่ 2 และ 3 กันเลยดีกว่าครับ

 

2. รู้ต่อว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้าง?

 

สำหรับหนัาที่ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อมีการทำธุรกิจนั้น มีอยู่ 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ หน้าที่ด้านการบัญชี สำหรับกรณที่เป็นนิติบุคคลนั้น ธุรกิจมีหน้าที่ต้องทำและส่งบัญชีต่างๆ ในรูปแบบงบการเงิน แต่กรณีของบุคคลธรรมดานั้นไม่ได้บังคับ แต่ถ้าหากทำได้ก็ถือว่าดีครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของภาษี ซึ่งนอกจากหน้าที่ในการรู้เรื่องภาษีแล้ว เราต้องรู้ต่อไปครับว่า เรามีหน้าที่ที่ต้องนำส่งภาษีต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย โดยแต่ละประเภทภาษีก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันดังนี้ครับ

 

Capture

3. รู้ว่าใครเป็นผู้จัดการให้เรา

 

สำหรับเรื่องธุรกิจนั้น อีกหน้าที่นึงที่เราต้องรู้มากกว่าความรู้ คือ รู้ด้วยว่าคนที่จัดการเรื่องบัญชีกับภาษีให้เรานั้นไว้ใจได้หรือไม่อย่างไร ข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าคนทำธุรกิจนั้นควรให้ความสำคัญ ตั้งแต่คนจัดการดูแลเอกสาร คนทำบัญชี ผู้สอบบัญชี โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณานั้นไม่ใช่ ข้อแนะนำที่เก่งกาจ หนทางจัดการบริหารภาษี หรือแม้แต่ราคาที่ถูกที่ใครหลายคนอาจจะเผลอใจไปได้ครับ (แฮร่)

 

แต่ผมอยากให้พิจารณาจากสิ่งที่เราได้จากการทำงานของคนเหล่านี้ ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ และเชื่อใจได้ (ไม่ใช่การเคลียร์กับสรรพากรนะครับ แต่หมายถึงความถูกต้องในการทำงาน) ไปจนถึงมูลค่าเพิ่มที่สร้างให้กับกิจการหรือธุรกิจของเรา เพราะสิ่งสำคัญคือความคุ้มค่าในการจ้างงาน ไม่ใช่การประหยัดเพียงชั่วคราวนะคร้าบ

 

เอาล่ะครับ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเคล็ดลับ 3 ข้อ ที่ผมนำมาฝากกันนั้น จะทำให้ธุรกิจหลายๆธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ หรือเริ่มต้นศึกษาได้อย่างมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ ถ้าหากถูกใจบทความนี้ก็อย่าลืมส่งต่อให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที&#x

คิดสักนิดดดดดด ก่อนจะซื้อทรัพย์สินมาใช้ในธุรกิจ (ตอนแรก)

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้ง และคอลัมน์ “ภาษีธุรกิจ” กับ Aommoney.com ครับผม สำหรับบทความวันนี้เป็นเรื่องของความเข้าใจผิดอีกหนึ่งสำหรับการทำธุรกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วน) ครับ

 

นั่นคือ การที่ธุรกิจบางประเภท เลือกใช้วิธีการประหยัดภาษี โดยการ “ซื้อทรัพย์สินในชื่อของบริษัท” เพื่อให้ประหยัดภาษีจากการที่มีค่าใช้จ่ายจ่ายเพิ่มขึ้นครับ

 

ก่อนอื่นผมขอเล่าให้ฟังสั้นๆถึงหลักการในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกสักทีครับ นั่นคือภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะคำนวณจาก “กำไรสุทธิทางภาษี” ซึ่งถ้าใครยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ แนะนำให้อ่านบทความเพิ่มได้ที่ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! ก่อนนะครับ 

 

สรุปสั้นๆ จากบทความนั้น คือ เมื่อธุรกิจของเรายิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่าไร กำไรสุทธิก็ยิ่งจะน้อยลงเท่านั้น และส่งผลให้ธุรกิจต้องเสียภาษีน้อยนิดกระจ้อยร่อยตามไปด้วยนั่นเองครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธุรกิจทั้งหลายย่อมวางแผนที่จะเพิ่มรายจ่ายให้มากที่สุดนั่นเองครับ

 

โดยวิธีการหนึ่งซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างมากในอดีต คือการนำสินทรัพย์เข้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เพราะว่าจะได้หักค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย นั่นเองครับ

 

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ?

 

ค่าเสื่อมราคา คือ การแบ่งส่วนของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกิน 1 ปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างงวดที่เกิดรายการตามอายุการใช้งานของทรัพย์สิน ครับ

 

ยกตัวอย่างเช่น กิจการลงทุนสร้างอาคาร 1 หลังเพื่อใช้ในการทำธุรกิจโดยมีมูลค่า 1 ล้านบาท ซี่งคาดว่าจะมีอายุใช้งาน 20 ปี ดังนั้นธุรกิจสามารถคิดค่าเสื่อมราคาด้วยวิธีเส้นตรงเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละ 50,000 บาทครับ

 

โดยหลักเกณฑ์ของค่าเสื่อมราคาที่จะนำมาใช้หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้นั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากใครสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145  และเร็วๆนี้ผมอาจจะมีคลิปอธิบายเรื่องนี้ใน Youtube Channel TAXBugnoms อีกด้วยครับ (กดติดตาม Subscribed ไว้ล่วงหน้าได้เลยครับ)

 

เมื่อเป็นแบบนั้นใครหลายคนก็เห็นช่องทางดีๆ ว่า “เอ๊ะ ถ้าแบบนี้เราก็สามารถเอาทุกอย่างเข้ามาเป็นสินทรัพย์ของกิจการเพื่อตัดค่าเสื่อมราคาได้หมดสิ (ถ้าตัดเป็นค่าใช้จ่ายถูกต้องตามกฎหมาย ก็สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวนแล้ว)  

 

"แหม่.. มันดีจริงๆนะเพราะเราจะสามารถตัดค่าใช้จ่ายได้แถมยังลดภาษีอีกต่างหาก” นั่นแหละครับท่านผู้ชม ใครหลายคนก็เลยตัดสินใจเอา บ้าน รถ อุปกรณ์ต่างๆมาลงเป็นสินทรัพย์ของกิจการซะเลย แถมยิ้มร่าบอกกับตัวเองว่า กิจการของชั้นจะสบายเพราะเสียภาษีน้อยแล้วจ้าาาาา #เต็มที่กันไปเลยครับผม

 

แต่..เดี่ยวก่อนครับ สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ดูนั้น มันมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ โดยผมขอแยกออกเป็น 2 ประเด็นที่อาจจะทำให้คนที่ใช้วิธีนี้กลายเป็นเสียภาษีมากขึ้นได้ครับ นั่นคือ…

 

1. กรณีถ้าสินทรัพย์นั้นเป็นของใช้ส่วนตัว แต่เราเอามามั่วเข้าธุรกิจ หลายครั้งหลายคราวที่เจ้าของธุรกิจนำสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น รถยนต์ บ้าน หรือสินทรัพย์ต่างๆมาลงเป็น “สินทรัพย์”ของธุรกิจและตัดค่าใช้จ่าย ประเด็นแรกที่จะมีปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ค่าเสื่อมราคา กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (เพราะถือว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการครับ)

 

อ้างอิง :

มาตรา 65 ตรี (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศลเว้นแต่รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณะประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

มาตรา 65 ตรี (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

 

2. ค่าเสื่อมราคาที่หมดแล้ว คงไม่แคล้วต้องเสียภาษีจากกำไรเมื่อมีการขาย จากตัวอย่างข้างต้น ผมอยากให้ดูกันไปยาวๆอีกสักนิดครับ เช่น ถ้าหากเราซื้ออาคารราคา 1 ล้านบาท มาเป็นสินทรัพย์ของบริษัทฯ และสมมุติว่าสามารถใช้ได้ไม่ผิดเงื่อนไขตามข้อ 1 (แน่ละ ชั้นอยู่บ้าน เปิดธุรกิจที่บ้าน ชั้นก็ย่อมจะมีสิทธิเอาบ้านมาเป็นค่าใช้จ่ายนะสิ)

 

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ ถ้าเวลาผ่านไปหลายๆปี พอเราขายบ้านแล้วจะมีกำไรแค่ไหนกันล่ะเธอ ยกตัวอย่างเช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคา 20 ปี ปีละ 50,000 บาทโดยประมาณ และเมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี จนมูลค่าบ้านสุทธิเหลือ 1 บาท (ตามข้อกำหนดทางกฎหมาย)

 

และถ้าหากเวลาผ่านไปกลายเป็นว่ามูลค่าบ้านเพิ่มขึ้นนิดๆหน่อยๆ ทำให้บ้านราคา 1 ล้านบาท (ที่ตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้วเหลือ 1 บาท) กลายเป็นบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นมา

 

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการขายบ้านออกไปคือ กำไรจากการขายจำนวน 2,999,999 บาทนั่นเองครับ และข่าวดีก็คือกำไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะต้องเสียภาษีทั้งจำนวน (เพราะถือเป็นกำไรจากการขาย)

 

สมมุติว่าถ้ากิจการเราเสียในอัตรา 20% จำนวนภาษีที่ต้องเสียก็อยู่ที่ประมาณ 600,000 บาทเท่านั้นเอง (โอ้ววว)

 

ตรงนี้ใครหลายคนคงคิดในใจว่า โอ้ยไอ้พรี่หนอมแกจะเซ่อซ่าไปถึงไหน แค่เรากำหนดราคาขายบ้านต่ำๆ ขำๆ ขายมันราคาสักสองสามแสน เสียภาษีสักเล็กน้อยก็ได้แล้วสินะ แปะๆๆๆ ถือเป็นความคิดที่ฉลาดมากๆครับ แต่ตรงนี้ ผมคงต้องบอกข้อกฎหมายให้ฟังครับว่า ต่อให้เราพยายามกำหนดราคาขายยังไงก็ตาม แต่กฎหมายนั้นสั่งให้มูลค่าการขายนั้นต้องเป็นไปตามราคาตลาดเท่านั้นครับผม!

 

อ้างอิง :

มาตรา 65 ทวิ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปร&#

บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ทางเลือกสำหรับบัญชีเงินฉุกเฉิน

ป้ายทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน เราจะเห็นป้ายใดป้ายหนึ่งในทุกๆสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล โรงภาพยนต์ คอนโด ผับ ฯลฯ ซึ่งป้ายเหล่านี้จะช่วยบอกทางออกพิเศษให้เราในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น เกิดเหตุเพลิงไหม้เพื่อให้เราเอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เรื่องการเงินก็เช่นกัน ในบางจังหวะที่ชีวิตเราสะดุดล้มลง เช่น ตกงานกะทันหัน อุบัติเหตุ เจ็บป่วย ซ่อมบ้าน รถเสีย ฯลฯ ก็จะมีเงินบางส่วนที่จะเข้ามาช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นออกมาได้ นั่นคือ เงินฉุกเฉิน

เงินฉุกเฉินควรมาจากไหน?

เงินฉุกเฉินควรมาจากเงินเก็บของเรา เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิตทำให้ต้องรีบใช้เงินสดอย่างเร่งด่วน ควรใช้เงินเก็บส่วนตัวในการแก้ไขปัญหา นอกจากทำให้เราผ่านฉลุยจากวิกฤตนั้นออกมาได้แล้ว ยังไม่ต้องมานั่งเครียดยืมเงินคนอื่นให้กลัวผิดใจกันหรือไม่ต้องกู้เงินเสียดอกเบี้ยสูงๆอีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้เงินสดฉุกเฉินจากที่อื่นๆ เช่น ยืมเพื่อน ใช้บัตรกดเงินสด นำบัตรเครดิตมากดเงินสด ก็อาจจะทำให้เรารับโชคร้าย 2-3 ชั้น เพราะ นอกจากเผชิญกับวิกฤตชีวิตในแบบที่ไม่ทันตั้งตัวแล้ว ยังอาจจะต้องเสียเพื่อนเพราะยืมแล้วไม่มีเงินคืนเพื่อน หรือทุกข์ใจกับหนี้สินเพราะเงินสดที่กดออกมาใช้นั้นต้องเสียดอกเบี้ยกู้ยืมในอัตราที่สูงมากอีกด้วย

ถ้าไม่อยากให้ช่วงวิกฤตชีวิตเจอโปรโมชั่นโชคร้ายหลายชั้น ควรใช้เงินฉุกเฉินที่มาจากเงินเก็บของตนเองน่าจะดีที่สุด

ควรเก็บเงินฉุกเฉินเท่าไหร่?

จำนวนเงินฉุกเฉินเพื่อความสบายใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน โดยมีแนวคิดง่ายๆว่าถ้าเราไม่มี รายได้เข้ามาในช่วงเวลาหนึ่ง จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ก่อนที่จะมีรายได้ก้อนใหม่เข้ามา เช่น เรามีหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเดือนละ 10,000 บาท หากตกงานในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปีในการหางานใหม่  แสดงว่าเราจะต้องมีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 10,000 x 6 = 60,000 บาทถึง 120,000 บาท

ควรเก็บเงินฉุกเฉินอย่างไร?

เมื่อเรารู้แล้วว่ามีเป้าหมายเก็บเงินฉุกเฉินเท่าไหร่ก็ต้องมาดูว่าตนเองถนัดที่จะเก็บแบบไหน เช่น

  • คนมีรายได้น้อยหรือมีรายจ่ายเยอะก็ทยอยเก็บรายเดือน
  • เก็บเป็นก้อนครั้งเดียว เช่น จากเงินโบนัส จากรายได้พิเศษอื่นๆ
  • นำสองวิธีมาผสมกัน คือ ทยอยเก็บรายเดือนและเก็บจากเงินโบนัส (หรือรายได้พิเศษอื่นๆ)

ควรเก็บเงินฉุกเฉินที่ไหน?

เมื่อเราฝากเงินแล้วก็อยากจะได้ผลตอนแทนที่เป็นดอกเบี้ยกลับมาให้กระชุ่มกระชวยหัวใจบ้าง แล้วยังถอนออกมาใช้จ่ายในช่วงเร่งด่วนได้อีกด้วย ซึ่งคงไม่ใช่ฝากเงินออมทรัพย์ทั่วไปแน่ๆ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากใกล้ 0% หรือ ฝากประจำที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากออมทรัพย์ทั่วไปก็จริง แต่ก็ต้องถอนออกตามเวลาที่กำหนด จึงไม่ค่อยมีสภาพคล่อง

“บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะกับการเก็บเงินฉุกเฉิน เพราะทำให้เราได้รับดอกเบี้ยสูงเหมือนการฝากประจำ แต่สภาพคล่องดีกว่าเพราะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ทันทีในช่วงเร่งด่วน ทำให้ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้นอีกด้วย เห็นมั้ยว่าถ้าเรารู้จัดการวางแผนที่ดี เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการเลือกบัญชีออมทรัพย์ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆเลย

“บัญชีเงินฉุกเฉิน” เป็นหนึ่งในบัญชีเงินออมที่เราควรมีเพื่อช่วยต่อลมหายใจให้ผ่านช่วงเวลาวิกฤตชีวิต ออกมาได้  ซึ่งที่พักผ่อนของเงินฉุกเฉินก็มีความสำคัญเพราะจะต้องช่วยกันทำงาน โดยการสร้างผลตอบแทนไปพร้อมๆกันด้วย “เงินฝากออมทรัพย์มีแต่ได้” ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็ถือเป็นบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงที่เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เราสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

https://www.krungsri.com/bank/th/planyourmoney/financial-knowledge/article/saving-journey.html

เราจะบันทึกค่าใช้จ่ายธุรกิจยังไงดี เพื่อไม่ให้มีปัญหากับสรรพากร!

สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้วครับกับ TAXBugnoms เจ้าเก่าที่จะมาชวนคุยแบบเหงาๆ ในเรื่องของภาษี เพราะบทความประจำคอลัมน์ “ภาษีธุรกิจ” ในวันนี้จะเผยเทคนิคที่เรียกว่าพิชิตพี่ๆสรรพากรกันไป (แหม่.. ว่าเข้าไปนั่น) เพราะมันเป็นเรื่องของ “รายจ่ายต้องห้ามที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี“ หรือพูดสั้นๆคือวันนี้เราจะคุยกันครับว่า “ทำอย่างไรให้ค่าใช้จ่ายของเราเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้” นั่นเองครับ

ก่อนอื่น.. ผมขออนุญาตย้อนไปอธิบายเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีก่อนนะครับ เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างทางบัญชีและภาษี และมักจะเข้าใจว่า รายจ่ายทุกอย่างที่เราจ่ายนั้นสามารถเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้หมดเลย!! แต่ประเด็นคือ รายจ่ายเหล่านั้นไม่สามารถเป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ครับ เพราะหลักการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น มันต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจเรื่องของกำไรขาดทุนสุทธิทางภาษีกันก่อน โดยตรงนี้ผมแนะนำให้อ่านบทความ : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!! ให้เรียบร้อยก่อนนะครับ

กำไร (ขาดทุน) ทางภาษี คือ
กำไร (ขาดทุน) ทางบัญชี + รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น – รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น

ทีนี้ตัวที่เราต้องสนใจมากๆ และเป็นปัญหาก็คือตัวค่าใช้จ่ายครับ เพราะรายจ่ายที่มีปัญหาทางภาษีที่ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้นั้นต้องถูกบวกกลับไปตามกฎหมายที่ว่านี้ครับ!

แต่แล้วก็เหมือนพระเจ้ามาโปรด!!!!!!!!!!!!!!!! อยู่ดีๆทางพี่ๆสรรพากรก็ได้ออกคู่มือน่ารักน่าลุ้นออกมาหนึ่งชุด มีชื่อว่า การจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายได้ เพื่อให้เป็นแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ครับ ดังนั้นถือเป็นเรื่องดีที่ผมจะรวบรวมเรื่องนี้มาสรุปเป็นบทความนี้นั่นเองครับผม

โดยหลักการของคู่มือฉบับนี้จะให้น้ำหนักไปที่ “ประเด็นรายจ่ายของกิจการที่จ่ายจริงแต่ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ” ซึ่งนั่นแปลว่าต้องมีการจ่ายจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการของเราก่อนนะครับ ดังนั้น รายจ่ายที่ไม่มีเอกสาร ไม่ได้จ่ายจริง หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ แบบนี้ไม่สามารถเอามาเป็นหลักฐานการใช้จ่ายได้ตั้งแต่แรกแล้วครับ (อ่านบทความเพิ่มเติมที่ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อไม่ให้รายจ่ายธุรกิจคุณมีปัญหากับสรรพากร!!)

ทีนี้ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม ทางพี่ๆสรรพากรก็จะให้แนวทางที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือต้องมีเอกสารหลักฐานต่อไปนี้เพื่อให้สามารถเป็นค่าใช้จ่ายครับ

1. เอกสารการรับเงินของผู้รับเงิน
2. ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินปรากฏเป็นชื่อผู้อื่น เช่น ค่าไฟฟ้าหรือค่าน้ำประปา แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากิจการของเรานั้นเป็นผู้จ่ายเงินจริง
3. จัดทำใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมกับมีหลักฐานการจ่ายเงินที่เชื่อถือได้ เช่น หลักฐานการโอนเงิน หรือ การแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนในกรณีที่จ่ายเป็นเงินสด

ทีนี้เราจะทำให้มันเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อย่างไรล่ะเนี่ยยย ในกรณีผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานการรับเงิน  เนื่องจากกฎหมายเราว่ากันที่หลักฐานเป็นหลักครับ ถ้าหากไม่มีหลักฐานก็ย่อมที่จะไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้  และถ้าหากไม่มีหลักฐานการรับเงินแล้วล่ะก็ สิ่งที่เราต้องทำ คือ หาหลักฐานการรับเงิน หรือ ใบรับ ตามมาตรา 105 ทวิ ซึงมีหน้าตาดังนี้

แต่ถ้าหากผู้รับไม่ออกหลักฐานจริงๆ สิ่งที่ต้องจัดทำคือ ใบสำคัญรับเงิน ที่ผู้รับยินยอมที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินให้กับเราครับ

หรือกรณีสุดท้าย กรณีที่เป็นการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ดแต่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจาก ผู้ขายหรือผู้ให้บริการได้ สิ่งที่ควรทำคือให้พนักงานของกิจการเป็นผู้รับรองการจ่ายเงินดังกล่าวและจัดทำเอกสาร ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน

นั่นคือหลักฐานแรกในส่วนของผู้รับที่ใช้เป็นหลักฐานว่ามีการจ่าย แต่ถ้าไม่มีจริงๆการจัดทำใบสำคัญจ่ายของผู้จ่ายที่ระบุรายละเอียดตามต่อไปนี้ก็ถือว่าสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ โดยใบสำคัญจ่ายควรระบุข้อความต่อไปนี้

– ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน
– วันที่จ่ายเงิน
– ระบุประเภทรายการที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย
– ลงลายมือชื่อผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน
– มีการลงนามอนุมัติจ่ายโดยผู้มีอำนาจเท่านั้น

และมีหลักฐานประกอบการจ่ายเงินต่างๆ ได้แก่

สำเนาเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน ซึ่งขีดฆ่าผู้ถือและขีดคร่อม A/C Payee only ที่มีหลักฐานว่า ได้ตัดบัญชี Bank statement ของผู้จ่ายเงินแล้ว หรือ สำเนาใบโอนเงินธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น
บัตรประจำตัวประชาชนผู้รับเงิน (เฉพาะกรณีชำระเป็นเงินสด)

รวมถึงเอกสารการพิจารณาอื่นที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี เช่น รายงานการประชุมที่มีมติอนุมัติให้ถือเป็นรายจ่ายได้ จดหมายผู้บริหาร การอนุมัติรายจ่ายค่ารับรอง สัญญา ฯลฯ

สุดท้ายคือ ถ้าหากต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วล่ะก็ การมี “หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย” ก็จะสามารถทำให้รายการดังกล่าวเพิ่มความน่าเชื่อถือและถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางกฎหมายได้อย่างไม่มีปัญหาเลยล่ะครับ

สรุปหลักการใช้เป็นรายจ่ายสั้นๆ เพื่อไม่ให้มีปัญหากับพี่สรรพากร

เอาล่ะครับ.. ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คนทำธุรกิจควรจะรู้เพื่อไม่ให้มีปัญหากับการคำนวณภาษีกับทางสรรพากรครับ และผมขอสรุปขั้นตอนสั้นๆ ให้ฟังดังต่อไปนี้ครับ 

1. หลักฐานแรกที่ควรมี คือ หลักฐานจากฝั่งผู้รับ ซึ่งจะยืนยันความน่าเชื่อถือของการได้รับเงินมากยิ่งขึ้นเพราะเป็นหลักฐานจากภายนอก แต่หากหาไม่ได้ก็อาจจะใช้หลักฐานจากภายในแทน เช่น หลักฐานการเบิกของพนักงาน หลักฐานใบสำคัญจ่าย การอนุมัติต่างๆ

2. หลักฐานประกอบการจ่ายเงิน จะทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น ตั้งแต่ การจ่ายเงินเป็นเช็ค การจ่ายเงินแบบโอนเงิน สำเนาบัตรประชาชนที่เซ็นรับรอง หรือการมีเอกสารเกี่ยวข้องต่างๆที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติ

3. หากรายจ่ายดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรจะหักและนำส่งและนำหลักฐานมาประกอบให้เรียบร้อยด้วยครับ

4. รายจ่ายในข้อ 1-3 นั้นต้องไม่ต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตรงนี้ศึกษาเพิ่มเติมได้ตามมาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฏากรครับ

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าแนวทางการบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมหลักฐานประกอบที่ถูกต้องนี้ คงจะช่วยให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนที่กำลังวางแผนภาษีธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นและถูกต้องมากยิ่งขึ้นนะครับ หากใครสนใจเรื่องนี้เพิ่มเติมก็สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบได้ที่ คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ที่เวปไซด์กรมสรรพากรได้เลยครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save