สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 สิงหาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 22-26 สิงหาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” กันอีกครั้ง นี่ก็เข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 กับ Weekly Outlook คอลัมน์ที่สรุปภาพรวมการลงทุนเป็นประจำทุกสัปดาห์อย่างเช่นเคย สำหรับสัปดาห์นี้ในช่วงวันที่  22-26 สิงหาคม 2559 นั้นเรามาดูกันครับว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์การเงินต่างๆนั้น มีอะไรที่น่าสนใจบ้างครับผม

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
“ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่มีท่าทีรีบขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยสนับสนุนเม็ดเงินเข้าตลาดเกิดใหม่”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประชุม Fed เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีสัญญานว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงอาจสร้างความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ครับ

ตัวเลขการผลิตและการบริโภคเดือน ก.ค. ที่อ่อนแออาจเป็นสัญญาณลบต่อกำไรของบริษัทในไตรมาส 3 และราคาพื้นฐานของหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างแพง อีกทั้งมีความเสี่ยงขาลงที่มากกว่า จึงแนะนำให้คงการลงทุนไว้ก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปยังคงปรับตัวลดลง เพราะยังมีความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจอยู่เหมือนเช่นเคย ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารกลางอังกฤษและยุโรปได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเกิด Brexit ซึ่งทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่สภาวะชะลอตัวรุนแรง มองดูสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผมยังอยากแนะนำให้คงการลงทุนไว้ก่อนครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นจีนนั้น ปรับขึ้นทั้ง 2 ตลาดเลยครับ จากการที่รัฐบาลจีนอนุมัติการเชื่อมต่อกันระหว่างตลาดเซินเจิ้นและฮ่องกง ทำให้มีผลต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น และปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเริ่มดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนั้น หนี้เสียของภาคธนาคารยังทรงตัวเท่ากับไตรมาสแรกที่ร้อยละ 1.75 ดูภาพรวมแล้วมองว่าสัญญานดีแบบนี้ ผมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนไปพร้อมๆกันทั้งคู่เลยสิคร้าบ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงหลังจากค่าเงินเยนแข็งค่า รวมทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ Boj จะมีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม หลังจากตัวเลข GDP ในไตรมาสสองขยายตัวน้อยกว่าคาด ความเห็นของผมนั้น ยังมองว่ามูลค่าพื้นฐานของตลาดญี่ปุ่นยังคงน่าสนใจอยู่ครับ และแบบนี้ถือเป็นโอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นเหมือนเดิมครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

หันมามองทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีกันบ้างครับ จะเห็นว่าตลาดปรับตัวขึ้น หลังจากมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาด เมื่อสหรัฐฯไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย โดยทางฝั่งนักวิเคราะห์เองก็มีการคาดว่าผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีจะเติบโตได้ดี และรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายนอกงบเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อธุรกิจส่งออก แบบนี้หนทางสดใสกำลังมาใช่ไหมเนี่ย ผมอยากแนะนำให้ลงทุนเพิ่มกันต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังมีการขายทำกำไรจากนักลงทุนบางกลุ่ม โดยภาพรวมพื้นฐานหุ้นไทยยังดีอยู่ครับ ทั้งการบริโภค การลงทุนภาครัฐ และการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่มครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นเล็กน้อยตามตลาดภูมิภาคครับ การบริโภคภายในยังเป็นปัจจัยแข็งแกร่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค. ขยายตัวกว่าร้อยละ 10 การขยายตัวของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเติบโตกว่าร้อยละ 2.1 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นเหตุให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แบบนี้ต้องจัดการลงทุนเพิ่มต่อไปสิคร้าบบบ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

สำหรับเงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ผมมองว่าความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง แบบนี้นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และมองหาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข่าวการคงกำลังการผลิตของประเทศในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน และยังคงมีผลบวกต่อเนื่องต่อระดับราคา รวมถึง IEA ที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะมากกว่าปริมาณน้ำมันถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 3  แบบนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะเพิ่มการลงทุนเหมือนกันครับ

ทองคำ

ราคาทองคำปรับขึ้นเล็กน้อยจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่ค่าเงินดอลลาร์ยังขึ้นกับการดำเนินนโยบายทางการเงินของ Fed จับตาการแถลงของประธาน Fed ในสัปดาห์หน้า แบบนี้ผมเห็นว่าควรคงการลงทุนไปก่อนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวลงหลัง GDP ไทยไตรมาสที่2 ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนลดการลงทุนและเข้าซื้อหุ้นแทน  แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวลงได้ แบบนี้การลงทุนในพันธบัตรก็ยังน่าสนใจในแง่ของการกระจายความเสี่ยง จึงแนะนำให้คงการลงทุนต่อไปครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ ถ้ามองให้ดีว่าผลจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่มีท่าทีรีบขึ้นดอกเบี้ย นั้น กลายเป็นโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะทางฝั่งเอเชียที่ยังคงน่าสนใจเหมือนเช่นเคยครับ แต่ยังไงก็ตามอย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนตามความเหมาะสมของเราด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมยังคงย้ำเหมือนเช่นเคยครับว่า ไม่ว่าแนวโน้มในการลงทุนจะเป็นอย่างไรก็ตาม นักลงทุนอย่างเราก็ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณาข้อมูลการลงทุนให้ดี มองหาช่องทางกระจายความเสี่ยงให้ถูกต้องต่อไปครับ และผมหวังว่าบทความในสัปดาห์นี้จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ทุกคนสา

“สร้างสมดุลให้เงินเติบโตอย่างปลอดภัยด้วยวิชา Rebalancing Portfolio”

หลังจากทำความรู้จักกับจุดเริ่มต้นของพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation มาบ้างแล้ว คราวนี้ “นายปั้นเงิน” จะพาไปรู้จักกับหนึ่งกลยุทธ์ที่ใช้สร้างพอร์ต Asset Allocation ให้มีความสมดุล สร้างผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งนั้นทางวิชาการเงินขั้นสูง…เวอร์ไป! เรียกว่า “Rebalancing”

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ มันคือ การปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุน ให้สัดส่วนของสินทรัพย์ต่างๆกลับอยู่ในนโยบายการลงทุนส่วนตัว ซึ่งวิธีนี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ไม่เหวี่ยงจนเราหวั่นไหว (เผลอๆได้ผลตอบแทนในระยะยาวดีกว่าการไม่ทำ Rebalancing อีกด้วย)

ถ้าเป็น Asset Allocator พันธุ์แท้ นี่คือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับพอร์ตของท่าน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนการลงทุนของพอร์ตจะเริ่มบิดเพี้ยนไปจากสัดส่วนพื้นฐานเดิม เพราะผลตอบแทนต่อปีของสินทรัพย์แต่ละตัวไม่เคยเท่ากันเลยซักปี

ทำให้สินทรัพย์ที่โตเร็วมีมูลค่าวิ่งแซง สินทรัพย์อื่นๆ สัดส่วนรวมของพอร์ตจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการทำ Rebalancing จะทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า พอร์ตการลงทุนจะยังเหมาะสมกับความเสี่ยงที่สามารถรับได้ ตามที่เคยจัดสรรไว้ในตอนแรก

ตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่า นายปั้นเงินยังเป็นเด็กรุ่นใหม่วัยคะนอง เลือกลงทุนในหุ้น 60% และตราสารอื่นๆ 40% ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มลงทุน ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแบบทะยานฟ้า ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพอร์ตนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สัดส่วนมูลค่าของหุ้นกลับเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของมูลค่าพอร์ตโฟลิโอโดยรวม

จะเห็นเลยว่าสัดส่วนของหุ้นนั้นเพิ่มขึ้นจนบดบังสัดส่วนของตราสารอื่นๆเหลือนิดเดียว พอร์ตนี้จึงมีความเสี่ยงมากขึ้น เริ่มไม่เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของนายปั้นเงิน ที่เคยมองตัวเองไว้ว่ารับความเสี่ยงจากสัดส่วนของหุ้นได้แค่ 60% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

การทำ Rebalancing จึงเริ่มต้นด้วยการขายหุ้นที่มีออกจนเหลือ 60% ของมูลค่าพอร์ตการลงทุนโดยรวม แล้วนำเงินที่ขายได้ไปจัดสรรให้กับตราสารการเงินอื่นๆ เพื่อให้ได้สัดส่วนเท่ากับที่เคยเริ่มต้นไว้

และในทุกครั้งที่ทำ Rebalancing นักลงทุนอย่าลืมรีวิวสินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตแบบรายตัวในแต่ละประเภทด้วย อย่างเช่นถ้าพอร์ตการลงทุนในหุ้นนั้นจัดสัดส่วนไว้เป็น หุ้นกลุ่มบริการ 40% กลุ่มธนาคาร 30% กลุ่มอุปโภคบริโภค 30% เราก็ต้องคอยทบทวดสัดส่วนนั้นด้วย ประมาณนี้ครับ

ซึ่งวิธีทำ Rebalancing หลักๆจะมีอยู่ 3 วิธี

          1. ขายสินทรัพย์ประเภทที่ overweight เกินสัดส่วนเดิมออกไป จากนั้นนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่นๆที่ underweight ให้กลับมามีสัดส่วนเท่าเดิม

          2. เอาเงินมาเติมในพอร์ต แล้วซื้อสินทรัพย์ที่ underweight ให้กลับมามีสัดส่วนเท่าที่เคยกำหนดไว้

          3. จัดสัดส่วนการลงทุนให้พอร์ตใหม่เลย เพราะในบางครั้งมันเป็นเรื่องดีที่เห็นสินทรัพย์ที่ลงทุนมีมูลค่ามากขึ้น และเราเห็นเป็นโอกาส สามารถรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ การเปลี่ยนนโยบายลงทุนให้เหมาะสมตามสภาพที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนจะทำ Rebalancing พอร์ตการลงทุน นักลงทุนควรกำหนดวิธีการและระยะเวลาการทบทวนพอร์ตการลงทุนอยู่เสมอ รวมทั้งคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนที่แพงก็ไม่สามารถทำให้เรา Rebalancing พอร์ตได้อยู่บ่อยๆ และสินทรัพย์การลงทุนบางตัวก็ไม่สามารถขายออกมาได้เพราะติดข้อกำหนด เช่น LTF และ RMF

ส่วนตัวผมจะมีการทบทวนสัดส่วนพอร์ตการลงทุนทุกปี ไม่บ่อยมากนัก แล้วค่อยตัดสินใจซื้อขายสับเปลี่ยนให้ลงตัวตามนโยบายการลงทุนส่วนตัวที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ผมสบายใจมากที่สุดกับการลงทุนแบบ Asset Allocation ครับ

หากท่านผู้อ่านสนใจการลงทุนแบบ Asset Allocation ที่บริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการลงทุนกว่า 10 ปี มีใบอนุญาตในการจัดการกองทุนถูกต้องตามเกณฑ์ของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ติดต่อมาคุยกันได้ที่หน้าเพจ นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” ได้เลยครับบบบ

ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ 😀

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน

Sandwich Generation การเงินต้องคิดทั้งครอบครัว

บทความในตอนนี้เสนอคำภาษาอังกฤษที่หลายๆคนอาจจะไม่ได้คุ้นหูกันเท่าไหร่ นั่นคือคำว่า Sandwich Generation (เอ่…หรือว่าบางคนรู้จักกันแล้วนะ?)  ถ้าเราพูดถึงแซนวิชเนี่ยก็คงจะนึกได้อยู่แล้วว่ามันคือขนมปังประกบกัน 3 ชั้นแล้วมีใส้อยู่ตรงกลาง อย่าไปคิดลึกเชียว แหม… รู้นะ เขาก็เลยเอาคำนี้มาใช้ในการพูดถึงวัยกลางคนเช่นคนอายุประมาณ 30-40 ที่มีครอบครัวจะต้องเลี้ยงดูอีกด้วย ได้แก่

1. แซนวิชชั้นบนหรือพ่อแม่ของเราเอง

เชื่อได้ว่าพ่อแม่ของหลายๆคนที่อยู่ในวัยแซนวิชนี้กำลังอยู่ในวัยใกล้เกษียณหรือเกษียณกันแล้ว พ่อแม่บางคนเตรียมพร้อมทางการเงินไว้ได้ดี เขาก็สามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจากเรา แต่ถ้าหากพ่อแม่ของใครไม่ได้มีเงินเก็บ ไม่มีการลงทุน ไม่มีเงินบำนาญ เราก็จะต้องเป็นผู้รับภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับเขาทั้ง 100% ตรงนี้ล่ะคือสิ่งที่เราจะต้องเตรียมตัว

2. แซนวิชชั้นกลางหรือตัวเราเอง สามีและภรรยา

ในวัยของคนอายุ 30-40 ปี แม้จะเป็นช่วงที่มีอายุการทำงานและประสบการณ์ในระดับหนึ่งที่จะทำให้เงินเดือนสูง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าในวัยนี้จะมีภาระต่างๆที่เป็นเงาตามตัว ยิ่งมีไลฟ์สไตล์มากๆก็จะยิ่งแพง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ นอกจากนี้แล้วคนในวัยนี้ก็ต้องเก็บเงินสร้างความมั่งคั่งเอาไว้ใช้ในยามเกษียณอีกด้วย

3. แซนวิชชั้นล่างหรือลูกๆของเรา

ถ้าเราเลือกที่จะมีลูก ก็ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายทั้งหลายจะเกิดขึ้นไปอีกยาวนานตั้งแต่เกิดจนถึงเรียนจบ บางคนก็บอกว่าอย่างน้อยปริญญาตรีละนะ แล้วเด็กไทยก็ไม่ได้เหมือนเด็กฝรั่งนะเธอ บางคนก็ไม่ได้ออกไปทำงานพิเศษเด็กฝรั่งนะ แถมทีเรายังต้องมีค่าใช้จ่ายตามสังคมให้กับลูกอีก ตรงนี่เป็นภาระที่ไม่ใช่น้อยเลยและถ้าหากไม่วางแผนให้ดีก็จะอาจจะให้เราไม่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกๆของเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาละเนอะ

ก็คงพอจะเห็นภาพบางอย่างเกี่ยวกับการเงินในชีวิตละนะ นอกเหนือจากตัวเราเองแล้วจริงๆมันก็ต้องวางแผนให้กับครอบครัวของเราในภาพรวมด้วย การบริหารเงินของคนวัยนี้จึงต้องขยายการดูแลรับผิดชอบจากตัวเราเองไปสู่การดูแลครอบครัวใหญ่ หรือเรียกให้หล่อว่า Change from Personal Finance to Family Finance 

พอเห็นแซนวิชทั้ง 3 ชั้นแล้วมานั่งนับตังค์ที่อยู่ในมือก็อาจจะตกใจไม่น้อยว่าขนาดแค่เราคนเดียวมีเงินเดือนใช้ยังเอาตัวเองรอดยากเลย ถ้าอายุของเราอยู่ในภาวะของวัยแซนวิชแบบเงินเดือนเราคนเดียวดูแลคนมากกว่า 5 คนเนี่ยจะขนาดไหน ((เหนื่อยเลยล่ะ ขอบอก))

เพราะฉะนั้นแล้วหากเราวางแผนชีวิตให้ดี มันก็พอจะมีทางออกได้เสมอ ทั้งการตรวจสอบเงินทองของตัวเองว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร ตลอดจนการวางแผนบุตรว่าควรจะมีเมื่อไหร่ จะเตรียมความพร้อมอย่างไร และการวางแผนเกษียณของเรานั้นจะวางแผนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพด้วย

อย่าลืมวางแผนการเงินของตัวเองให้ดีนะ ครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับพวกเรา หากเราวางแผนในเรื่องการเงินได้เป็นอย่างดี ครอบครัวของเราก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้เช่นกัน

มีหนี้สินอย่างฉลาดก็รวยได้

โอ่ะ! อย่าพึ่งดราม่าก่อนอ่านนะที่รักทุกท่าน

หลายคนเห็นหัวข้อก็อาจจะตกใจว่าทำไมผมบอกว่าการมีหนี้เป็นเรื่องที่ดีได้ เป็นไปได้ยังไง งงกันไปหมดแล้ว มาๆๆ จะอธิบายให้ฟัง เอาจริงๆนะผมว่าเราต้องดูเหตุผลของการมีหนี้ด้วยว่าการที่เราจะเป็นหนี้เนี่ย… มันมีประโยชน์ยังไงต่อชีวิตได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะแบ่งหนี้เป็น 2 ประเภทในชีวิตที่ผมเห็นบ่อยๆนะครับ ได้แก่

1. หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวและก่อนให้เกิดภาระทางการเงิน

พูดง่ายๆก็คือหนี้ที่เกิดขึ้นเพราะเราอยากได้โน้นนี่ มีเงินเดือน 20,000 ซื้อของที่อยากได้ซะ 50,000 จนทำให้รายจ่ายมากกว่ารายรับและนำเงินอนาคตมาใช้ ใช้บัตรเครดิตมาผ่อน ทำให้เกิดภาระทางการเงินและต้องจ่ายดอกเบี้ยในท้ายสุดจนหนี้ท่วมหัว อย่าให้ยกตัวอย่างเล๊ยยยย ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่อยากได้แล้วมีราคาแพงๆเกินความจำเป็นของตัวเองนี่ล่ะตัวดีเลย 

การที่ซื้อของที่ตัวเองอยากได้มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่มันแค่จะแย่ถ้าเราใช้เงินเกินตัวเท่านั้นเอง เกิดอยากได้ก็ต้องบริหารเงินกันดีๆไม่ให้กลายเป็นหนี้เยอะๆจนใช้ไม่หมดนะครับ

2. หนี้ที่เกิดจากการมองเห็นอนาคตว่าหากเรามีหนี้แล้วจะเกิดประโยชน์ทางการเงินกับตัวเราในอนาคตได้

การเป็นหนี้บางอย่างสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับเราในระยะยาวได้เหมือนกันนะครับ แต่เราจะต้องคิดดีๆก่อนว่าการเป็นหนี้นั้นจะดีหรือเปล่า ตรงนี้อยู่ที่การชั่งน้ำหนักและวัดข้อดีข้อเสียของการมีหนี้ด้วยล่ะ บางคนคำนวณไปมาทั้งความสามารถและความเสี่ยงแล้วคิดว่าโอเคคุ้ม! ก็อาจจะก่อหนี้ขึ้นมาได้เช่นกัน

  • ตัวอย่างของการมีหนี้แล้วรวยขึ้น เช่น หากเราทำธุรกิจอยู่แล้วเรามองว่า สินค้าของเรานั้น ลูกค้าต้องการเยอะจริงแล้วผลิตไม่ทันเลย ถ้าไม่ตัดสินใจขยายกิจการตอนนี้อาจจะเสียโอกาสในอนาคตได้ เงินก็ไม่มี พอคำนวณๆแล้วต้องตัดสินใจกู้หนี้ยืมสินมาและต้องจ่ายหนี้และผ่อนดอกเบี้ยในอนาคตรวมแล้วประมาณ 1 ล้านบาท แต่เมื่อเราเพิ่มกำลังการผลิตแล้วทำให้เราสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้อีกจำนวนมากและสามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 2-3 ปี อย่างงี้ก็คือการเป็นหนี้ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้
  • อีกตัวอย่างของการมีหนี้แล้วลดค่าใช้จ่ายได้ เช่น หลายๆอาชีพต้องเดินทางไปมาหลายๆที่ต่อวันเพื่อติดต่องานกับลูกค้า ต้องพาพ่อแม่ขึ้นแท็คซี่ไปโน้นไปนี่ รวมถึงอาจจะต้องเดินทางรับไปส่งลูกที่โรงเรียน ก็อาจจะต้องมาคำนวณดูว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในแต่ละวันเป็นเท่าไหร่ แล้วลองมาเทียบดูว่าถ้าซื้อรถยนต์และมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว บางคนพอคำนวณดูแล้วพบว่า การมีรถเป็นของตัวเองนั้นอาจจะมีหนี้วันนี้แต่ผ่านไป 3 ปี (ตัวเลขสมมติ) อาจจะเป็นจุดคุ้มทุนและทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงในระยะยาวได้มากกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีคิดนะครับว่าการมีหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไปแต่เราจะต้องพิจารณาก่อนเสมอว่าการมีหนี้นั้นมีที่มาที่ไปและเหตุผลอย่างไร คุ้มค่าต่อการมีหนี้ไหม ความเสี่ยงของหนี้เป็นอย่างไร จึงไม่แปลกใช่ไหมครับว่าทำไมหลายๆคนมีหนี้ก็รวยได้

จัดการธุรกิจขายของออนไลน์ยังไง ให้สบายใจเรื่องภาษี

สวัสดีคร้าบบบ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms พรี่หนอมคนเดิมคนเก่า ที่จะไม่หยุดเล่าเรื่องภาษีกันครับผม สำหรับบทความใน Aommoney.com วันนี้ยังคงวนเวียนอยู่กันอีกทีกับเรื่อง “ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์” ครับ

 

เอาจริงๆ (แหม่.. พูดคำนี้เป็นครั้งที่ 165 แล้วครับ) ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง "ภาษีกับการขายของออนไลน์" ไว้หลายครั้งแล้วครับ แต่วันนี้ฤกษ์ดี เลยถือโอกาสรวมบทความทั้งหมดมารวมกันเป็นบทความเดียวให้อ่านกันครับ เพื่อที่คนขายของออนไลน์ทั้งหลาย จะได้เตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง พร้อมทั้งปรับตัวต้อนรับระบบ e-Payment ที่กำลังจะเริ่มต้นใช้งานเร็วๆนี้ เอาล่ะครับ ถึงเวลาสักที… สำหรับผู้ที่เข้ามาอ่านบทความนี้่เป็นครั้งแรก ผมอยากรบกวนให้เริ่มต้นอ่านบทความทั้งหมดตามที่ผมจัดไว้ให้ดังนี้ครับ

 

บทความซีรีย์พื้นฐานภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์

[ซีรีย์] ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี [1] : ความรู้เกี่ยวกับ E-Commerce
[ซีรีย์] ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี [2] : ทำกิจการแบบไหนต้องเสียภาษีบ้าง
[ซีรีย์] ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี [3] : มีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง?

แนวทางการวางแผนภาษี และ ตัวอย่างการคำนวณภาษี 

[ภาษี] ขายของออนไลน์ เค้าเสียภาษีกันยังไง? [1]
[ภาษี] ขายของออนไลน์ เค้าเสียภาษีกันยังไง? [2]
[ภาษี] 5 เรื่องภาษีที่มักเข้าใจผิด สำหรับคนทำธุรกิจออนไลน์ 

ไขทุกปัญหา!! ภาษีขายของออนไลน์
วางแผนภาษีแบบ Step By Step สำหรับธุรกิจ “ขายของออนไลน์”
เรื่องน่ารู้!!! มนุษย์เงินเดือนทำธุรกิจส่วนตัวต้องเสียภาษีอย่างไร? 

กรณีเตรียมพร้อมระบบ ANYid, Promptpay และ E-Payment ต่างๆ

ถ้าสรรพากรตรวจสอบข้อมูลธนาคารเพื่อเก็บภาษี เราจะรับมืออย่างไรดี ? 

 

ใครอ่านจบแล้วมาทบทวนกันอีกที!

หลังจากที่อ่านบทความยาวเหยียดจบไปแล้ว เรามาทบทวนกันอีกที สำหรับกรณีขายของออนไลน์นั้น เราจะแยกออกเป็น 2 ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม กับ ภาษีเงินได้ ซึ่งผมได้สรุปหลักการพิจารณามาให้อีกครั้งตามนี้ครับ

 

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม : ต้องจดทันทีสำหรับกรณีที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี (เน้นอีกทีนะครับว่ารายได้ไม่ใช่กำไร)

2. ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล) : ให้แยกคำนวณตามรูปแบบของธุรกิจ ระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล โดยการพิจารณาว่าจะจดทะเบียนบริษัทหรือไม่ ผมแนะนำให้อ่านบทความชื่อ จะจดทะเบียนบริษัท “เพื่อประหยัดภาษี” ต้องมีรายได้เท่าไร ? เพิ่มเติมด้วยครับ

 

ทั้งหมดนั้นคือหลักการพิจารณาง่ายๆ และบทความทั้งหมดที่ผมเคยเขียนครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าน่าจะเพียงพอกับการตัดสินใจและทำความเข้าใจกับเรื่องของการขายของออนไลน์ทีต้องเสียภาษีแล้ว แต่ถ้าหากยังไม่จุใจ ผมยังมีคลิปที่ไปบรรยายในงาน Krungsri E-biz Day 2016 มาให้ฟังกันครับ (เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) ผมเชื่อว่าจะช่วย

 

 

ตัวอย่างและกรณีศึกษา

ทีนี้มาถึงตัวอย่างกันบ้างครับ อันนี้เป็นข้อความที่สอบถามมาทางแฟนเพจ TAXBugnoms สักระยะหนึ่งแล้วครับ เพียงแต่ผมยังไม่มีเวลาตอบคำถามสักที (แหม่.. ไม่ได้อู้นะครับ งานยุ่งจริงๆเลย) ไหนๆ วันนี้พูดคุยกันในเรื่องของภาษีสำหรับการขายของออนไลน์แล้ว เลยถือโอกาสนำมาเขียนตอบไปพร้อมๆกันเลยครับ

 

คำถามมีอยู่ว่า … พี่หนอมครับ รบกวนสอบถามครับ พอดีอ่านบทความพี่แล้วสนใจครับ คือ ถ้าตอนนี้ผมทำร้านค้า online อยู่ และมียอดขายประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน และผมต้องการจะทำเรื่องภาษีให้ถูกต้องครับ ทีนี้ปัญหาของผมมีดังนี้ครับ


1) ไม่มีบิลซื้อ สินค้าส่วนใหญ่เป็นของหิ้วหรือซื้อร้านส่งมา แต่บางรายการที่ซื้อของจากห้างฯ มีค่าใช้จ่ายจริง

2) กรณีนี้การจดทะเบียนเป็นบริษัท หรือการจ่ายภาษีแบบไหนจะมีประโยชน์มากกว่ากันครับ

3) จ่ายภาษีเหมา ต้องออกบิล vat ไหมครับ

4) จ่ายภาษีเหมา ไม่ต้องมี vat ซื้อใช่ไหมครับ

5) การขายของออนไลน์ ยอดเกิน 1.8 ล้าน ต้องโดนบังคับจด vat หรือจดบริษัทมั้ยครับ

6) ข้อดีข้อเสีย ความต่างของบริษัทกับจ่ายแบบเหมา ในแง่ของเอกสารคืออะไรหรอครับ ในแง่ของค่าใช้จ่าย บริษัทต้องมีเรื่องของการตรวจสอบบัญชี จ้างทำบัญชี จ่ายเหมาไม่มีนั้นต่างกันแค่นี้เลยไหมครับ

 

เอาล่ะครับ… อ่านคำตอบทั้งหมดของน้องแล้ว บอกเลยครับว่านี่คือเรื่องปัญหาส่วนใหญ่ของคนขายของออนไลน์ครับ เพราะความเข้าใจของเราทุกคนจะปะปนกันในเรื่อง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” กับ “ภาษีเงินได้” อยู่เสมอๆ ดังนั้นบทความข้างต้นจะพอช่วยให้เข้าใจเพิ่มเติมได้แล้วครับ ส่วนคำตอบนั้น ผมขอตอบกลับเป็นแนวทาง และข้อๆ ดังนี้ครับ

 

ก่อนอื่นต้องแยกกันระหว่าง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” กับ “ภาษีเงินได้” ก่อนครับ นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีเรื่องของภาษีซื้อกับภาษีขาย (ส่วนต่างต้องนำส่งสรรพากร) หากใครอ่านตรงนี้ไม่เข้าใจ ผมแนะนำบทความต่อไปนี้ให้อ่านก่อนครับ

ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า
“หน้าที่” และ “ความเข้าใจผิด” ของเจ้าของธุรกิจกับ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม”

 

สำหรับอีกส่วนคือ “ภาษีเงินได้” ซึ่งแยกเรื่องของการมีรายได้และรูปแบบตามที่บอกไปข้างต้นครับ เวลาเราพิจารณาเราต้องแยกพูดกัน เพราะมันมีปัจจัยที่แตกต่างกันในเรื่องของการพิจารณาครับ เอาล่ะครับ ถ้าจูนกันแล้ว เราลองมาตอบคำถามกันเลยครับ

 

เปลี่ยนเรื่องเล่น ทำเป็นก็เห็นรายได้

เปลี่ยนเรื่องเล่น ทำเป็นก็เห็นรายได้

 

     รายได้ทางเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน แต่การหาอาชีพเสริมเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆนึกอยากทำก็ทำได้ แล้วเราต้องทำอย่างไรล่ะ ถึงจะสามารถหารายได้โดยไม่ต้องทำงานหนักเหมือนกับการทำงานประจำ แต่ทุกคนกลับลืมไปว่าการทำงานที่ดีที่สุดคือ การทำให้ตัวเองรู้สึกว่าไม่ต้องทำงาน

     อ้าว แบบนี้ก็ขัดแย้งกันเองสิครับ?’ บางคนถาม

     ถ้าเราตอบว่ายังมีงานอีกประเภทที่ช่วยให้คุณมีรายได้แบบไม่ต้องทำงานคุณจะเชื่อรึเปล่า? เกินกว่าครึ่งของคนที่ได้ฟังประโยคนี้คงไม่เชื่อ แต่บอกได้เลยว่าการทำงานที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากความรู้สึกว่าคุณไม่ต้องทำงานก่อน เพราะในแต่ละวัน คุณต้องเผชิญกับปัญหามากมายจากงานประจำ แต่หากคุณอยากมีรายได้เพิ่มแต่รู้สึกว่าต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นไปอีก หลายคนคงถอยตั้งแต่ยังไม่เริ่มก้าวแรก

     แล้วงานอดิเรกของคุณคืออะไร? นี่เป็นคำถามง่ายๆที่อาจจะตัดสินอนาคตของคุณเลยก็ได้ เพราะอะไรล่ะ? นั่นก็เพราะงานอดิเรกคือความชอบส่วนตัวของคุณ คือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย แต่หากคุณทำให้สิ่งเหล่านั้นมาช่วยสร้างรายได้ให้คุณด้วยจะดีมากแค่ไหน? เมื่อคุณทำอะไรสักอย่างด้วยความชอบและทำอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้คุณเกิดความชำนาญในการทำสิ่งเหล่านั้นไปโดยไม่รู้ตัว และนั่นคือคำตอบของการแนวคิดที่ว่า ‘เปลี่ยนเรื่องเล่นๆ ให้เป็นรายได้’

     แต่ผมไม่มีงานอดิเรกนี่ครับ? แล้วจะทำยังไง?’ บอกได้เลยว่าคนทุกคนมีงานอดิเรก หากคุณคิดไม่ออกลองเริ่มจากคำถามง่ายๆ 'เวลาว่างคุณชอบทำอะไร?' และคุณก็จะรู้ได้เอง งานอดิเรกที่หลายคนมีหากนำมาขัดเกลา สะสมประสบการณ์จากการลงมือทำ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทักษะพิเศษเพิ่มขึ้นมา แถมยังสร้างรายได้จากสิ่งที่คุณเห็นว่าเป็นเรื่องเล่นๆได้อีกด้วย

     งานอดิเรกอย่างแรกเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็น เรื่องเบสิค มากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่กลับมองข้ามไป และมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จในสังคมด้วยสิ่งนี้ ในเมื่อพวกเขายังทำเงินจากสิ่งนี้ได้ คุณเองก็ทำได้เช่นกัน

     สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้เป็นสิ่งแรกๆของชีวิต นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า การเขียน งานเขียนเป็น 1 ในงานที่สามารถสร้างชื่อเสียงและผลตอบแทนจำนวนมาก งานเขียนของนักเขียนชื่อดังจำนวนมากเริ่มต้นจากการลองผิดลองถูกทั้งนั้น จากนั้นคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และการคิดวิเคราะห์เรื่องราวที่ได้พบมาเพื่อให้ตกตะกอนความคิดและเรียบเรียงออกมาผ่านตัวอักษร

     การเริ่มต้นงานเขียนไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยสร้างผลงานขึ้นมากสักชิ้น แต่ให้เริ่มจากความไม่รู้แล้วค่อยๆฝึกฝนประสบการณ์จากทุกๆงานที่เขียนออกมา นั่นทำให้งานเขียนมีพัฒนาการและสร้างเอกลักษณ์ให้กับเจ้าของเรื่องได้

     ทุกวันนี้มี Social Media จำนวนมากที่ช่วยให้คุณสามารถถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทความ อาจจะเริ่มต้นการเขียนสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในแต่ละวัน แล้วค่อยๆตามหาบทความที่ตนเองชื่นชอบเป็นพิเศษเพื่อฝึกฝนแนวการเขียนให้ดูน่าสนใจ

     หากชอบงานเขียนเชิง Marketing สิ่งแรกที่ควรให้ความสนใจคือ การหานักเขียนที่เป็นต้นแบบและหมั่นฝึกฝนงานเขียนสไตล์ Content Marketing เช่น การหาคำพูดหรือถ้อยคำที่ดึงดูดใจผู้อ่านว่ามีอะไรบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาไอเดียงานเขียนใหม่เพื่อพัฒนาตนเองตลอดเวลา

     งานเขียนเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องเล่นๆที่เราสามารถเรียนรู้ต่อยอดได้ง่ายๆ แต่มีความชอบอีกแบบที่เราอาจมองข้ามไปเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่หากเราชอบและมีทักษะทางด้านนี้ติดตัว เราก็สามารถสร้างรายได้ผ่านความชอบนี้ก็ได้

     ในขณะที่บางคนชอบเขียนเพื่อบรรยายเรื่องราวต่างๆ กลับมีงานเขียนอีกแบบที่ไม่จำเป็นต้องออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่กลับใช้อารมณ์และความรู้สึกอย่างมากเพื่อทำให้งานเขียนชิ้นนี้ออกมา ‘สวยงาม’

     งานเขียนแบบนี้ไม่เน้นรูปแบบเนื้อหาแต่เน้นที่วิธีการเขียน หลายคนคงนึกถึงลายมือตอนเด็กได้ ลายมือของเราเองก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดรายได้เช่นเดียวกับงานเขียนแบบอื่นๆเช่นกัน

     การคัดลายมือเป็นงานที่สามารถสร้างรายได้ และสามารถทำที่บ้านในยามว่างหรือใช้ในโอกาสพิเศษก็ได้เช่นกัน คุณอาจจะรับจ้างเขียนหน้าซองจดหมาย หรือใส่การ์ดเพื่อทำให้ดูพิเศษและมีคุณค่ามากขึ้น  

     แต่ถ้าตอนเด็กๆคุณชอบระบายสี จนตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าสีสันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ คุณชอบงานวาดรูปและรู้สึกผ่อนคลายความคิดไปกับการวาดรูป นั่นเป็นอีกเรื่อง เล่นๆที่ช่วยให้คุณมีรายได้และยังได้ทำในสิ่งที่คุณชอบอีกด้วย

     การทำ Graphic Design หรือ Web Design เป็นทักษะที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก เพราะเป็นการวาดภาพและสร้างสีสันเพื่อให้ผลงานออกมาได้ตรงกับความต้องการของผู้ชมมากที่สุด คนที่มีความชอบทางด้านนี้แต่มีงานอดิเรกเช่น การวาดภาพ หรือการออกแบบตกแต่งสิ่งต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ ดัดแปลง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมา

     สำหรับนัก(อยาก)ออกแบบ สิ่งสำคัญคือ ในช่วงแรกเน้นการทำงานหลายๆงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ลองศึกษางานของนักออกแบบชื่อดังหลายๆสไตล์เพื่อหาแนวทางที่ชอบเป็นพิเศษ จากนั้นฝึกทำผลงาน บางคนเริ่มต้นจากการทำงานให้คนรู้จักหรือเพื่อนๆฟรีๆ เพราะต้องการสร้าง Portfolio ให้กับตนเอง เมื่อคิดว่าฝีมือชำนาญมากพอ ค่อยเรียกเก็บเงินจากโปรเจ็คท์งานที่ทำ

     แต่ถ้าคุณไม่ชอบการออกแบบตกแต่ง แต่ชอบการสร้างมากกว่า คุณชอบค้นหาโค้ดเพื่อการออกแบบและสร้างเว็บไซต์ นั่นเป็นอีกทางเลือก&#

สไตล์ที่เป็นคุณกับการลงทุนที่ใช่

ในยุคที่ดอกเบี้ยลดลงเกือบ 0% แบบนี้ เหล่ากรรมกรอออฟฟิศ (รึเรียกเท่ๆว่า มนุษย์เงินเดือน) ทุกคนคิดว่าตัวเองต้องเริ่มลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต เริ่มสะสมเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนแล้ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วจะเอาเงินไปลงทุนกับยังไง?’

การลงทุนจริงๆแล้วต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกการลงทุนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทุกคนต่างคาดหวังจะผลตอบแทนหรือกำไรจากการลงทุนทุกคน แต่ปัญหาใหญ่สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆคนคือ เราไม่มีความเชี่ยวชาญแต่ก็อยากเริ่มลงทุนบ้าง หรือเราจะลงทุนสไตล์ไหนดี? สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆคนคงเริ่มต้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่า กองทุนรวม แต่การลงทุนในกองทุนรวมมีหลายประเภทแล้วแบบไหนล่ะที่ใช่เรา?

ดังนั้นสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนการลงทุนคือ ต้องเข้าใจตัวเองก่อน เพราะหากเราไม่เข้าใจตัวเอง ต่อให้ลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนสูง แต่เราก็จะรู้สึกไม่สนุกกับการลงทุนจนทำให้เรารู้สึกว่าการลงทุนกลายเป็นเรื่องยากและรู้สึกว่า ‘ต้องลงทุน’ เท่านั้น แต่หากลงทุนในสิ่งที่ใช่เรา บอกได้เลยว่าทุกการลงทุนจะเป็นเรื่องท้าทายและทำให้คุณสนุกไปกับทุกการลงทุนได้

ลองค้นหาตัวตนตัวเองเป็นนักลงทุนสายไหนเพื่อหาสไตล์การลงทุนแบบไหนที่ใช่

การลงทุนของนักลงทุนสามารถแบ่งนักลงทุนออกได้เป็น 4 สาย นั่นคือ

นักลงทุนสาย Spartan

หากคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง ชอบเอาชนะ มีความตั้งใจและมุ่งมั่นจนในบางครั้งก็ออกจะบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย กล้าได้ กล้าเสีย มีพลังงานล้นเหลือ ชอบทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตนเอง เรียกง่ายว่าเป็นพวก อึด ถึก ทน!!! คุณคือนักลงทุนสาย Spartan พวกเขาชอบการแข่งขัน พร้อมลุยและพร้อมเสี่ยง นักลงทุนสายนี้เน้นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับสูง และยังรับความเสี่ยงสูงได้ดีอีกด้วย

กองทุนรวมที่เหมาะกับนักลงทุนสาย Spartan ควรกระจายการลงทุนออกเป็น 3 แบบคือ

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง

นักลงทุนสายนี้สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงเช่น กองทุนรวมตราสารทุน หรือกองทุนรวมตราสารทุนแบบ sector fund ได้มากถึง 50% เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง

นักลงทุนสาย Spartan ควรลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางเช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมผสมที่ลงทุนได้ทั้งในตราสารหุ้นหรือตราสารหนี้ จำนวน 40%

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงต่ำ

เนื่องจากนักลงทุนสาย Spartan เป็นพวกกล้าได้ กล้าเสีย จึงไม่นิยมการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต่ำ แต่ก็ควรลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นในการลงทุนไว้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาล และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปจำนวน 10%

นักลงทุนสาย Hipster

ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นนักลงทุนสายนี้ ลองสังเกตว่า นักลงทุนสาย Hipster เป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่สนใจที่จะมาติดตามการลงทุนด้วยตนเอง ชอบมองการวางแผนการลงทุนในภาพรวมแต่ไม่สนใจเรื่อง Detail หรือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เป็นพวกมองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยซีเรียสกับอะไรมากนัก จึงทำให้นักลงทุนสายนี้ควรเน้นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับดี แต่ต้องเน้นกองทุนรวมที่ตนเองสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ด้วย

นักลงทุนสาย Hipster สามารถกระจายการลงทุนลงใน 3 กองทุนรวมเช่นเดียวกับสาย Spartan ได้แก่

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง

นักลงทุนสาย Hipster เองก็อยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับหนึ่ง แต่สายนี้ไม่สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงได้มากเท่ากับนักลงทุนสาย Spartan จึงควรปรับลดการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง 30% เพราะไม่เน้นการสร้างผลตอบแทนในระดับสูงมาก

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง

นักลงทุนสายนี้ควรลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าของนักลงทุนสาย Spartan เป็น 60%

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงต่ำ

นักลงทุนสาย Hipster เองก็เป็นนักลงทุนที่ไม่เน้นการรักษาเงินต้นมากนัก จึงนิยมการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงมากกว่า ทำให้การลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นในการลงทุนไว้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ ยังคงอยู่ที่ 10%

นักลงทุนสาย Nerd

จุดเด่นของนักลงทุนสาย Nerd คือ ข้อมูลต้องแน่นปึกและรอบคอบ!!! นักลงทุนสายนี้ชอบความถูกต้องและชัดเจน เน้นความเป็นเหตุเป็นผลในการลงทุน เวลาจะลงทุนในอะไรสักอย่างจะต้องศึกษาหาข้อมูลจะกว่าจะชัวร์จนเรียกได้ว่าหมกมุ่นอยู่แต่กับการหาข้อมูลเลยทีเดียว และนักลงทุนสายนี้นิยมวางแผนการลงทุนให้เป็นขั้นเป็นตอน เรียกว่าทุกอย่างต้องเป๊ะตามที่วางแผนเอาไวเ้ลย

นักลงทุนสาย Nerd หากต้องเลือกกระจายการลงทุนลงใน 3 กองทุนรวมก็จะแบ่งออกได้ประมาณนี้

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง

นักลงทุนสาย Nerd นั้นอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนก็จริง แต่สายนี้ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันเท่าไหร่ จึงไม่เน้นลงทุนในในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงได้มากเท่ากับนักลงทุนสาย Spartan หรือสาย Hipster จึงควรปรับลดการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงเหลือเพียง 20% เท่านั้น

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง

นักลงทุนสาย Nerd จะเน้นการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางมากที่สุดในบรรดานักลงทุนทุกสาย ทำให้การลงทุนในก

4 รู้ ปูทางสู่ความมั่งคั่ง

4 รู้ ปูทางสู่ความมั่งคั่ง

 

     ‘ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด’ หมายถึง คนที่มีวิชาความรู้เป็นอย่างดีหรือรู้ในเรื่องราวต่างๆมากมาย แต่กลับนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง หรือใช้แก้ไขยามเกิดปัญหาได้

 

     แน่นอนว่าในทางการเงินเองก็มีคนที่ให้ความสนใจและพยายามศึกษาหาข้อมูลความรู้ต่างๆอยู่เสมอเช่นกัน แต่กลับมีคนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้และสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองได้

 

     นั่นอาจจะเป็นเพราะสิ่งที่เขารู้นั้นเกินความจำเป็นรึเปล่า? หรือที่จริงแล้วความรู้ทางด้านการเงินที่จะทำให้มั่งคั่งได้มีเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น?

 

     คำตอบคือ ถ้าอยากมั่งคั่งร่ำรวยล่ะก็ขอให้คุณมีแค่ ‘4รู้’ ก็เพียงพอแล้ว

 

ข้อที่ 1 รู้หา

     รู้หาในที่นี้ก็คือ การหารายได้ หรือเรียกง่ายๆว่าการหาเงิน ทุกวันนี้การหาเงินมีมากมายหลายวิธี แต่สิ่งที่ทำใหคนรวยมากมายแตกต่างออกไปนั่นคือ พวกเขานอกจะรู้วิธีหารายได้แล้วยังรู้จัก วิธีสร้างรายได้ ด้วย และวิธีสร้างรายได้นี่เองที่ทุกคนควรเรียนรู้ เพราะในยุคที่เงินเฟ้อขึ้นทุกปีแถมดอกเบี้ยลดลงจนเกือบแตะที่ 0% แบบนี้ การหารายได้หลักได้เพียงทางเดียวถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยง ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งบริษัทที่เราทำงานให้ขอให้เราลาออก (ในความจริงแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้) นั่นเท่ากับรายได้ทั้งหมดที่เรามีก็หายไปด้วย ในขณะที่รายได้หายไป รายจ่ายกลับยังอยู่

 

     ดังนั้นสิ่งแรกที่จะช่วยสร้างทั้งความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับชีวิตได้นั่นก็คือ การสร้างหนทางรายได้ให้มีมากกว่า 1 ทาง เช่น


                    นาย A มีรายได้จากงานประจำเดือนละ   15,000  บาท
                    มีรายได้จากงานพิเศษเดือนละ              5,000   บาท
                    รวมแล้ว A มีรายได้เดือนละ                20,000  บาท

 

     แต่รายได้จากการทำงานทั้งหมดจำเป็นต้องลงแรงและใช้เวลาจำนวนมาก ทำให้การสร้างรายได้จากการทำงานโดยตรงสร้างความเหนื่อยล้าได้ง่ายๆ

 

     การสร้างรายได้ยังมีอีกวิธีที่ช่วยประหยักทั้งด้านแรงกายและประหยัดเวลาที่หลายคนคงได้ยินบ่อยๆ นั่นก็คือ Passive Income นั่นเอง

 

     Passive Income คือ การนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อให้เงินทำงานแสร้างรายได้แทนตัวเรา ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า Passive Income คือการที่เราจะมีรายได้โดยไม่ต้องทำงาน แต่ที่จริงถึงจะมี Passive Income เราก็ต้องทำงาน แต่อาจจะไม่ได้ลงแรงและเวลามากเท่าการทำงานทั่วๆไปเท่านั้น

     การสร้าง Passive Income นั้นเกิดขึ้นได้หลายทางเช่น การขายหรือให้เช่าในทรัพย์สินที่เราเป็นเจ้าของอย่างบ้าน, คอนโดมิเนียม, ที่ดิน หรือการลงทุนซื้อหุ้นที่ให้เงินปันผล นอกจากนี้การสร้างงานที่มีลิขสิทธิ์ทางปัญญาเองก็ถือเป็น Passive Income เช่น การเขียนหนังสือ, การทำ e-book หรือการสร้างงานศิลปะ เรียกได้ว่าการสร้างรายได้จากการทำงานและการสร้าง Passive Income ร่วมกันถือเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่ง

 

ข้อที่ 2 รู้ใช้

     เคยมีคำพูดว่า ‘เงินทองต้องวางแผน’ นั่นก็เพระาถึงแม้เราจะสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า 1 ทางและประสบความสำเร็จจากการสร้างรายได้ก็ตาม แต่หากบริหารจัดการเงินที่ได้มาไม่ดี นอกจากจะสร้างความร่ำรวยไม่ได้แล้ว อาจจะทำให้รายได้ที่มีหายไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยก็ได้ บางคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของธุรกิจที่ขายดีจนบริษัทเจ๊ง อ่านไม่ผิดหรอก ขายดีจนเจ๊ง เกือบทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้แปลกใจว่า ก็ขายดีแล้วทำไมยังเจ๊งอีก!? เมื่อค้นหาสาเหตุดีๆแล้วจะพบว่าสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จล้มลงนั่นคือ การไม่บริหารจัดการเงินให้ดี ได้แก่

  1. ไม่ทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย
         การทำธุรกิจโดยไม่ทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายเพราะคิดว่าธุรกิจของตนมีขนาดเล็ก หรือเจ้าของะรุกิจไม่มีความรู้ทางด้านบัญชีจึงไม่ทำบัญชีก็ตาม ทำให้ธุรกิจดำเนินไปโดยไม่รู้ว่ามีรายจ่ายเท่าไหร่ ใช้เงินลงทุนอะไรไปบ้าง และเมื่อไม่รู้ก็อุดรอยรั่วหรือคุมรายจ่ายไม่ได้
  2. ไม่แบ่งสรรเงินให้ชัดเจน
         การไม่แบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนให้ชัดเจน ทำให้ธุรกิจไม่มีระบบการเงินที่แน่นอน ไม่รู้ว่าเงินส่วนไหนสำหรับใช้เพื่อลงทุนในธุรกิจเช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่าแรงในการทำงาน, เงินสำรองฉุกเฉิน แต่กลับถือว่าเงินส่วนนี้คือเงินที่สามารถหยิบใช้ได้ตลอด จึงไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงและไม่สามารถควบคุมรายจ่ายได้เลย

     ทำให้บทสรุปของธุรกิจที่สร้างมาคือขาดทุนจนธุรกิจเดินต่อไปไม่ได้

 

กุญแจสำคัญของการ ‘รู้ใช้’ ในเรื่องเงินๆทองๆ คือ

  1.  ประมาณการรายรับ – รายจ่าย
    เราควรประมาณการรายรับ – รายจ่ายในชีวิตโดยการวางแผนเป็นรายปี ลองคิด่าแต่ละเดือนมีรายจ่ายๆสำคัญๆอะไรบ้าง หรือมีรายจ่ายพิเศษเช่น ของขวัญสำหรับวันพิเศษ การวางแผนจะทำให้ชีวิตการเงินของเราเกิดความมั่นคงและยังใช้รับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้
  2. เปรียบเทียบทรัพย์สินกับหนี้สิน
    สิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่าสถานภาพทางการเงินของเราอยู่ในขั้นดีหรือขั้นติดตัวแดง หากไม่ทำก็จะวางแผนทางการเงินอย่างชัดเจนไม่ได้ และบริหารการเงินของเราเองไม่ได้เช่นกัน
  3. ทำบันชีรายรับ – รายจ่าย
    ไม่ว่าจะมีเคล็ดลับทางการเงินใดก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย เพราะช่วยให้เรารู้ว่ารายได้ทั้งหมดออกไปไหนบ้างและจะสามารถควบคุมรายจ่ายได้อย่างไร

 

ข้อที่ 3 รู้ออม

     การออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านความยากจนได้แต่จริงๆแล้วหลายคนยังมีความคิดที่ผิดเกี่ยวกับการเงินคือ ‘ใช้เงินก่อนก่อน ที่เหลือจากการใช้ค่อยเก็บ’ แต่ที่จริงเราต้องเปลี่ยนความคิดเป็น ‘ออมเงินก่อน ที่เหลือจากการออมค่อยนำไปใช&#xE4

5 เรื่องต้องรู้ !! ถ้าอยากรวยด้วย Asset Allocation

หลังจากที่คราวก่อน นายปั้นเงินพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Asset Allocation และเล่าเรื่องแนวความคิดของวิธีการจัดสรรสินทรัพย์แบบคร่าวๆ กันมาบ้างแล้ว (ถ้ายังไม่ได้อ่านติดตามได้ ที่นี่ )

Asset Allocation เป็นที่พูดถึงมากขึ้นในช่วงนี้ ด้วยความเสี่ยงและข้อจำกัดในการลงทุนที่มากขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆบนโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุน ผลตอบแทนอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้

ทำให้การกระจายความเสี่ยงด้วยการจัดสรรเงินลงทุนเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า Asset Allocation คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับนักลงทุน

พูดง่ายๆ ว่าการเลือกซื้อตราสารหนี้ หุ้น หรือกองทุนรายตัว เป็นเรื่องที่สองรองจากการจัดสัดส่วนของพอร์ต เราต้องเลือกสัดส่วนของการลงทุนให้เหมาะกับตัวเองก่อนที่จะเลือกลงทุนในสินค้าการเงินเป็นรายตัว ยกตัวอย่างเช่น

– เลือกสัดส่วนจากความเสี่ยงของหุ้น สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงก็ลงทุนในหุ้นพื้นฐาน หรือหุ้นที่ถูกจัดอยู่ใน SET100 หรือ SET50 เป็นสัดส่วนหลัก และให้น้ำหนักหุ้นที่มีความเสี่ยงพอประมาณรองลงมา

– จัดพอร์ตจากลักษณะของสินทรัพย์การลงทุน ลงทุนระยะยาว 30 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนหลัก ระยะกลาง และระยะสั้นก็ให้น้ำหนักรองลงมา (อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนนะครับ)

เพราะปัจจัยในการจัดสัดส่วนของพอร์ตลงทุนของแต่ละคนนั้นต่างกันออกไป ทำให้หลักการจัดสรรสินทรัพย์ไม่มีหลักการตายตัวที่ถูกต้องสำหรับทุกๆคน หรือถ้ามีก็คงต้องใช้เวลาบรรยายไม่รู้จบเลยทีเดียว

งั้นในครั้งนี้ลองไปดู 5 เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ เกี่ยวกับ Asset Allocation กันก่อนดีกว่า และขีดเส้นใต้ย้ำหลายๆครั้งไว้เลย จะได้เข้าใจตรงกันว่าวิธีนี้จะช่วยให้นักลงทุนทุกคนรวยขึ้นได้จริงๆ

ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับผลตอบแทน

คงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆว่า “ผลตอบแทนที่มากขึ้นจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น” และประโยคธรรมดาๆนี้แหละ ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Asset Allocation เลย

เป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็อยากได้ผลตอบแทนสูงๆจากการลงทุน และก็จะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างเช่นหุ้นสามัญ หรือตราสารอนุพันธ์

แต่ทั้งหมดนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงๆ ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของการลงทุนที่ดีที่สุดเสมอไป…

เพราะการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงจะช่วยขจัดความโลภในการลงทุนได้มากขึ้น นักลงทุนที่บริหารพอร์ตได้ดีจะมีการชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยงที่รับได้อยู่เสมอ จากนั้นก็จะจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับนิสัยของตัวเอง ที่สุดแล้วนักลงทุนก็จะได้พอร์ตโฟลิโอที่ลงทุนแล้วมีความสุข และดีที่สุดสำหรับตัวเอง

อย่าเชื่อในคำพูดหรือคำแนะนำของคนอื่นมากไป

ผมมองว่าการทำ Asset Allocation เป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปตามนิสัยการลงทุนของแต่ละคน การที่มีสูตรสำเร็จจากคนอื่นเอามาให้ใช้ได้เลย เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เขาบอกกันมาว่าดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

ส่วนมากโปรแกรมการวางแผนการเงินที่มีอยู่ในตลาดอาจจะตีค่าสัดส่วนการลงทุนออกมาตามอายุ เช่น คนอายุ 35 ปี ควรจัดสัดส่วนลงในหุ้นมากกว่า 65% และที่เหลือ 35% ควรเอาไปลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

แต่ปัจจัยอื่นๆอย่างเช่น ความเสี่ยงที่รับได้ สถานภาพความเป็นพ่อแม่ ความต้องการเกษียณอายุ ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาเพิ่ม ดังนั้นนักลงทุนควรนำคำแนะนำจากผู้อื่น หรือจากโปรแกรม มาปรับใช้กับการลงทุนตามสภาพความเป็นจริง เพื่อให้ Asset Allocation เกิดประโยชน์สูงสุด

คำแนะนำเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องรู้จักการนำมาปรับตามความเหมาะสม เพราะเราคือคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด อย่าเชื่อในศักยภาพของโปรแกรมวางแผนการเงินเพียงอย่างเดียว ต้องปรับใช้ให้เป็นด้วยนะคร้าบบบ

วางแผนการจัดสรรการเงินตามเป้าหมายที่วางไว้

เราต่างก็มีเป้าหมายทางการเงินที่ต่างกัน ไม่ว่าจะต้องการเกษียณอายุก่อนอายุ 50 ปี, อยากเก็บเงินเพื่อซื้อรถคันใหม่ หรือ อยากส่งลูกให้เรียนจนจบปริญญาโท เป้าหมายทั้งหมดนี้เราต้องทราบระยะเวลาการบรรลุเป้าหมายให้ได้ ก่อนที่จะเริ่มวางแผนจัดสรรสินทรัพย์ที่มีอยู่

ตัวอย่างเช่น ถ้าวางแผนจะซื้อบ้านหลังใหม่ในอีก 15 ปีข้างหน้า ก็อาจจะต้องจัดสัดส่วนเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อเร่งผลตอบแทนให้มากขึ้น เพราะเป้าหมายค่อนข้างยาว และเราสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นได้ค่อนข้างมาก

แต่ถ้าวางแผนจะส่งลูกให้เรียนปริญญาโทในอีก 5 ปีข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายมีความสำคัญมาก เงินลงทุนที่จัดไว้ จึงไม่ควรอยู่ในระดับความเสี่ยงที่สูงนัก ทางเลือกที่ดีคือสินทรัพย์การลงทุนที่มั่นคงและให้ผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

ระยะเวลาคือเพื่อนคนสำคัญ

เคยมีสถิติที่บ่งชี้ว่า “หากคุณเริ่มลงทุนหรือออมเงินเพื่อการเกษียณอายุช้าไป 10 ปี คุณจะต้องเก็บเงินรายเดือนเป็นสามเท่าหากต้องการเงินภายหลังเกษียณที่เท่ากัน” ยิ่งมีระยะเวลาการลงทุนที่เยอะก็จะยิ่งทำให้ผลตอบแทนทบต้นแสดงประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

และเรื่องที่ดีอีกเรื่องคือเราสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ในสัดส่วนที่มากกว่า เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ถึงแม้การลงทุนเกิดความผิดพลาดไปบ้าง เราก็ยังรับผลเสียหายได้

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 4-8 กรกฎาคม [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 4 – 8 กรกฎาคม 2559

สวัสดีครับ ผมนาย “อัศวินกองทุน” คนนี้คนเดียว ที่จะพาทุกคนท่องเที่ยวไปในโลกของการลงทุนในสัปดาห์ที่ 4 กับคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK สรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มพิจารณาลงทุนแบบชนิดที่เรียกว่าทันเหตุการณ์กันไปเลยคร้าบ

สำหรับช่วงวันที่ 4 – 8  กรกฏาคม 2559 นั้น เป็นเหตุการณ์หลังจากที่เกิด “Brexit” กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในสัปดาห์ก่อน ทีนี้เรามาดูกันครับว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อที่เราทุกคนจะได้วางแผนและเตรียมตัวในการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
คาดเศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ตลาดหุ้นสหรัฐ

ในตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลงจากความกังวล Brexit และมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลดีต่อหุ้น ผมมองว่านี่เป็นโอกาสเข้าลงทุนอีกครั้งหนึ่งครับ ดังนั้นขอแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

สำหรับทางด้านตลาดหุ้นยุโรปนั้น ยังคงมีความผันผวนหลังจากผล Brexit และคาดว่าเศรษฐกิจยุโรปมีโอกาสชะลอตัวลง หลังจากนักวิเคราะห์ทยอยปรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง ซึ่งแน่ละครับว่าย่อมเกิดความผันผวนที่สูงขึ้น ดังนั้นผมขอแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นจีน

มาดูทางด้านตลาดหุ้นจีนกันบ้าง เราจะเห็นว่ามีข่าวดีเพิ่มเติมหลังจาก Beige Book (รายงานสำรวจภาวะเศรษฐกิจ) ชี้ว่าเศรษฐกิจจีนในไตรมาสสองสามารถขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาสแรก ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งตลาด และจีนเองก็เป็นประเทศที่เน้นอุปสงค์ในประเทศมากกว่าการส่งออก ดังนั้นในช่วงนี้การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจครับสำหรับทั้ง ตลาด H-SHARE และ ตลาด A-SHARE

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นปรับตัวลงหลังจากค่าเงินเยนแข็งค่า มีความเป็นไปได้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสออกมาตรการกระตุ้น การปรับตัวลงมาของตลาดหุ้นญี่ปุ่นก่อนหน้าอยู่ระดับน่าสนใจ ผมจึงยังคงแนะนำให้เข้าลงทุนเพิ่มในตลาดญี่ปุ่นครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

นักวิเคราะห์มีการคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทในเกาหลีเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้นซึ่งเกาหลีเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการส่งออกสูง ดังนั้นในตอนนี้ ผมอยากแนะนำให้รอดูสถานการณ์ก่อนครับ ดังนั้นการคงการลงทุนไว้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตลาดหุ้นเกาหลีครับ

ตลาดหุ้นไทย

อย่างที่เราทราบกันดีครับว่า Brexit แทบจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แต่การที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว มีโอกาสที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวช้า ประกอบกับราคาพื้นฐานอยู่ในระดับสูง ทำให้โอกาสขึ้นมีจำกัด แนะนำลดการลงทุนในหุ้นไทยก่อนครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ผลกระทบจาก Brexit ต่อตลาดหุ้นอินเดียมีไม่มาก ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจอินเดียพึ่งพาการบริโภคเป็นหลัก และปริมาณน้ำฝนที่มีมากกว่าปกติส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกร จึงมีมุมมองที่ดีต่อการลงทุน แบบนี้การเพิ่มการลงทุนอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

เงินสดและตราสารหนี้

จากภาพรวมของสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน การเลือกเพิ่มการถือครองเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม จึงเป็นทางออกที่ดีในช่วงนี้ครับ

น้ำมัน

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยการปรับตัวขึ้นจะเป็นไปอย่างจำกัดจากอุปทานที่ยังล้นตลาดแต่การปรับลงจะไม่รุนแรง โดยมีปัจจัยบวกจากจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ที่ลดลง แบบนี้การรอดูสถานการณ์ไปสักระยะน่าจะดีกว่า สำหรับสัปดาห์นี้ผมแนะนำให้คงการลงทุนต่อไปครับ

ทองคำ

ราคาทองปรับตัวขึ้นก่อนหน้าจากความกังวลของนักลงทุน ซึ่งคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) น่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ดังนั้นช่วงนี้ผมคิดว่าจึงควรเริ่มทยอยขายทำกำไรเพื่อลดสัดส่วนการลงทุนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง โดยในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงภาวะชะลอตัว นักลงทุนควรถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยไว้ก่อน ดังนั้นผมแนะนำให้คงการลงทุนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อรอดูสถานการณ์ครับ

จบกันไปอีกแล้วครับผม สำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์ที่ 4 นี้ กับผม “อัศวินกองทุน” หวังว่าข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ จะสามารถช่วยให้นักลงทุนทุกท่านตัดสินใจในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามความต้องการได้อย่างเหมาะสมนะครับ และถ้าจะให้ดีอย่าลืมเช็คเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ในการลงทุนของท่านให้แน่นอนก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทครับ

สุดท้ายนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและมีผลกระทบต่อกันแบบโยงใยที่เราได้เห็นในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมคิดว่าการลงทุนของเรานั้นย่อมต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เพื่อให้เรามีความรู้เพียงพอที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้อง และหวังว่าคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุนจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของข่าวสารที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับผม

วันนี้ต้องลากันไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 29  มิ.ย. 2559 ทั้งนี้ เอกสาร นี้จัดทําโดย บลจ.ไทยพาณิชย์ เพื่อเป็นข้อมูลสําหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นํา หรือเสนอซื้อ-ขาย หล

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save