“ออมเงิน” อย่างไรดี? ให้มีเงินมีใช้ยามเกษียณแบบพึ่งตนเอง

บทความนี้ผมเขียนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของ การออม ว่ามีผลต่ออนาคตการ ใช้ชีวิตหลังเกษียณ พูดง่ายๆ ว่าหมดแรงทำงานก็ยังมีกินมีใช้โดยไม่ต้องหวังพึ่งคนอื่น เราสามารถเก็บออมเงินในช่วงวัยทำงาน มาใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียณได้ครับ

สถิติจากธนาคารโลก คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเกือบจะ 75 ปี เข้าไปแล้ว และแนวโน้มอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กลับต้องเจอปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ คนที่มีลูกหลานให้พึ่งก็โชคดีไป คนที่ไม่มีลูกหลานให้พึ่งก็ต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่ไหวและมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

คนที่อยู่ในวัยทำงานควรหันมาแข่งกันออมเงิน ดีกว่าแข่งกันใช้เงินให้หมดไป

ในความคิดของผม การออมเงินในอัตรา 10% ของเงินเดือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่ตัวเลขนี้ไม่พอใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณแบบพึ่งตนเอง เนื่องจากเงินออมมีน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในอนาคต


สมมติ เงินเดือน 30,000 บาท ในแต่ละเดือนใช้ไป 27,000 บาท เหลือ ออม 3,000 บาท


ดังนั้น 1 ปี เก็บออมได้ 36,000 บาท ดูผิวเผินเหมือนจะออมเงินได้เยอะ แต่ลองเทียบกับค่าใช้จ่ายเดือนละ 27,000 บาท จะพบว่าอยู่ได้ไม่ถึง 1.5 เดือนเลยครับ

ซึ่งโดยปกติอายุการทำงานคนเราน่าจะอยู่ที่ 40 ปี ก็เท่ากับว่าเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณได้แค่ 53 เดือนหรือไม่ถึง 5 ปีเท่านั้นเอง

ยังไม่นับรวมเงินเฟ้อที่ทำให้ของกินของใช้แพงขึ้น ค่าเงินในกระเป๋าสตางค์เล็กลง   

คราวนี้มาดูตัวเลขจริงกัน ผมอ้างอิงข้อมูลล่าสุดมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 26,915 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือน 21,157 บาทต่อเดือน และมีอัตราการออมเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 23%

คุณคิดว่าออมพอมั้ย?

หากใช้วิธีคิดแบบด้านบนเพื่อดูว่าเพียงพอหรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อ รายได้และค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะได้สูตรคำนวณอย่างง่ายว่า

อัตราการออมเฉลี่ย x จำนวนปีที่ทำงาน >= อัตราการบริโภคเฉลี่ย x จำนวนปีหลังเกษียณ

คนเราทำงานอายุช่วง 20 – 60 ปี เป็นเวลา 40 ปี และมีอายุขัยเฉลี่ย 75 ปี ทำให้มีอายุหลังเกษียณเป็นเวลา 15 ปี คำนวณได้ว่าอัตราออม 23% x อายุทำงาน 40 ปี น้อยกว่า อัตราการบริโภค 77% x อายุหลังเกษียณ 15 ปี

ดังนั้นคนส่วนใหญ่ยังเก็บเงินไม่เพียงพอครับ

บางคนอาจแย้งว่าอายุมากขึ้นรายได้เพิ่มขึ้นแล้วเงินออมเพิ่มขึ้นเอง ความเป็นจริงคนเรายิ่งอายุมากขึ้นจะมีภาระเพิ่มขึ้นเงินดังนั้นออมแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย สรุปว่าการออมเป็นเรื่องของวินัยและความอดทนยับยั้งชั่งใจ ใช้เงินอย่างรู้คุณค่าท่ามกลางสังคมวัตถุนิยม กลับกันบางคนไม่ยอมใช้เงินเลยก็อาจไม่ค่อยมีความสุข เพราะทำเกินพอดีคิดเงินทุกเม็ดเพื่อนรอบข้างก็อาจไม่คบหาได้

จากสูตรด้านบน สรุปได้ว่าอัตราการออมขั้นต่ำสุดอยู่ที่ 30% ครับถึงจะเกษียณแบบพึ่งตนเองได้ แต่จะให้ดีอัตราการออมควรอยู่ในระดับ 40% – 60% เพราะเราต้องเตรียมเผื่อไว้สำหรับเงินเฟ้อและภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันในอนาคต อาทิเช่น แต่งงาน ซื้อรถ ซื้อบ้าน คลอดลูก ค่าเทอม และค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

“ออมเงินให้เป็น” ถือเป็นหัวใจหลักของการประสบความสำเร็จในชีวิตด้านการเงิน แต่ต้องอย่างลืมครับว่ามีอย่างอื่นด้วย เช่น รายได้เพิ่ม ลดรายจ่าย ฉลาดลงทุน ผมไม่อยากขู่ให้กลัวแต่ปัจจุบันโลกเราพิมพ์เงินออกมากันว่าเล่นอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป มหาอำนาจทั้งนั้นเลย โดยการพิมพ์เงินยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อนาคตอาจต้องเผชิญกับเงินเฟ้อรุนแรง (Hyper Inflation) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเกิดเหตุการณ์ข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเงินก็ซื้ออะไรไม่ค่อยได้

ดังนั้น “ออมเงินให้เป็น ผมหมายถึงการจัดทัพเงินออมให้เหมาะสมและอย่าลืมนำเงินออมบางส่วนเพิ่มพูนความรู้ซึ่งถือเป็นทรัพย์ทางปัญญา เป็นนำเงินออมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”  ซึ่งความรู้ด้านหนึ่งที่คนไทยขาดกัน ผมพูดอยู่บ่อยๆ คือความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคลนี้ละครับ ลองไปศึกษากันดูนะครับ

Passive Income อิสรภาพทางการเงินจากความพยายาม

Passive Income คืออะไร? แล้วมันดียังไง? Passive Income คือ การให้เงินทำงานแทนตัวเอง เป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝัน เพราะรายได้นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดถึงแม้ว่าจะไม่ได้ให้ความสนใจกับผลการลงทุนตลอดเวลา Passive Income ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก, ความเสี่ยงต่ำ, ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตลอด และสามารถสร้างรายได้ได้ในทุกชั่วๆโมงที่ผ่านไป หลายๆคนสร้าง Passive Income โดยการลงทุนในทรัพย์สิน และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่สร้าง Passive Income โดยใช้เพียงอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

การสร้าง Passive Income จากการลงทุนในทรัพย์สินเป็นเป้าหมายของหลายๆคน เริ่มต้นจากการขายหรือให้เช่าในทรัพย์สินที่เป็นเจ้าของ อาจจะเป็นบ้าน, คอนโดมิเนียม, ที่ดิน หรือแม้แต่ห้องเช่าที่อยู่ภายในบ้านตนเอง และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายจึงจำเป็นต้องหาสินทรัพย์เพื่อปล่อยให้เช่า จากนั้นจึงปล่อยให้เช่าด้วยราคาที่เหมาะสมโดยเปรียบเทียบกับราคาทรัพย์สินในบริเวณเดียวกัน จากนั้นก็ทำหน้าที่เก็บค่าเช่าเท่านั้น จากนั้นก็จ้างผู้จัดการซักคนมาดูแลธุรกิจนี้ต่อ แต่ Passive Income แบบนี้จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเมื่อมีทรัพย์สินมีจำนวนมากขึ้น

แล้วถ้าไม่ชอบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ล่ะ? หากไม่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็ลองเป็นนักลงทุนเงียบดูสิ นักลงทุนเงียบคืออะไร? นักลงทุนเงียบคือนักลงทุนที่ไม่ได้บริหารขัดการธุรกิจด้วยตัวเอง นั่นคือพวกเขาเน้นเฉพาะการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำธุรกิจเท่านั้น แต่ไม่ได้ออกความคิดเห็นและทิ้งการบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจโดยตรง แต่ผลตอบแทนที่ได้คือ ผลกำไรจากส่วนแบ่งของธุรกิจเท่านั้น นักลงทุนเงียบจะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่เหมาะสมกับจำนวนเงินที่ลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ต้องคิดทุกครั้งก่อนลงทุนคือ ควรศึกษาความน่าเชื่อถือของนักธุรกิจที่จะเลือกลงทุนด้วยและนักลงทุนเงียบสามารถรับผิดชอบต่อการสูญเสียเงินลงทุนเพียงแค่เฉพาะเงินส่วนที่ลงทุนไปเท่านั้น

แต่หากไม่ชอบแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจ ลองหันมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ให้เงินปันผลแทน  หุ้นบางตัวจ่ายเงินที่เป็นผลกำไรจากการลงทุนเป็นประจำ ที่เรียกว่าการจ่ายเงินปันผล สำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่และบริหารมานาน เงินปันผลเหล่านี้สามารถสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำหากถือครองหุ้นในจำนวนมากพอ ลองหาข้อมูลบริษัทและซื้อหุ้นของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสม (มากกว่า 10 ปี) ก็สามารถสร้าง Passive Income ได้แล้ว

ในขณะนักลงทุนบางส่วนเลือกลงทุนกับทรัพย์สินต่างๆเพื่อสร้าง Passive Income แล้วยังมีอีกหนทางคือ การสร้าง Passive Income โดยช่องทางออนไลน์ เริ่มต้นจากการสร้าง website หรือสร้าง Blog โดยเลือก website ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก หากสามารถสร้างจำนวนผู้เข้าชมผลงานได้จำนวนมากเท่าไหร่ ก็สามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นรายได้ในภายหลังเช่นกัน สิ่งแรกคือต้องทำให้เว็บไซต์หรือบล็อกได้รับความนิยม เริ่มต้นจากการเขียนสิ่งที่ตนเองถนัดลงบนเว็บไซต์หรือบล็อกของตนเอง หากสิ่งที่เขียนนั้นมีคุณค่า, น่าสนใจ และมีสไตล์งานเขียนที่ดี ก็สามารถสร้างผลตอบรับที่ดีบนเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา

ผู้ลงทุนทุกคนสามารถสร้างรายได้มากขึ้นโดยการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับคนที่จะเรียกดูเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นข้อมูล ยิ่งมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้จำนวนมากและความสามารถในการเพิ่มข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนคนสนใจในสิ่งที่จะสื่อสารและยอมจ่ายเงินเพื่อที่จะเข้ามาดูเว็บไซต์

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การขายข้อมูลในรูปแบบของ e-book งานเขียนในรูปแบบของ e-book สามารถดาวน์โหลดและอ่านได้บนคอมพิวเตอร์เหมือนกับการอ่านหนังสือแบบรูปเล่ม หากมั่นใจว่าเป็นกูรูในด้านที่ตนเองชื่นชอบ ลองสร้าง e-book แล้วนำขายบนเว็บไซต์ของตนเอง สามารถนำเสนอขายได้โดยการโฆษณาด้วยตนเองหรือลองโฆษณาฝากขายบนเว็บไซต์อื่นๆก็ได้ ซึ่งการขาย e-book ก็สามารสร้าง Passive Income ได้อย่างมากเช่นกัน

แต่หากไม่ได้เป็นกูรูหรือมีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ลองเปิดให้เว็บไซต์เป็นพื้นที่สำหรับการโฆษณา หากเว็บไซต์ได้รับความนิยมมาก ก็สามารถขายพื้นที่บนเว็บไซต์ให้กับผู้ที่ต้องการเสนอโฆษณาเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นโฆษณาสินค้าเช่น ภาพยนตร์, ดนตรี หรืออะไรก็ตามที่เป็นสินค้าของตนเอง ยิ่งหากคุณมีแมกกาซีนออนไลน์หรือ e-newsletter เพื่อสมัครรับข้อมูลข่าวสาร ก็สามารถขายพื้นที่ในการโฆษณาสินค้าตรงนี้ได้เช่นกัน

เมื่อต้องการสร้าง Passive Income หลายๆช่องทางให้ประสบความสำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องให้ความสนใจคือ สร้างช่องทางที่เป็น Passive Income หลัก เพราะยิ่งต้องการสร้าง Passive Income ในหลายๆช่องทาง หากช่องทางหลักไม่เกิดก็จะไม่ช่องทางอื่นๆแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือช่องทางหลักของรายได้ พยายามทำให้ช่องนี้สร้างรายได้และผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็สามารถนำเงินและบทเรียนที่ได้จากการหายรายได้ในช่องทางนี้เพื่อใช้สร้างช่องทางอื่น และเมื่อช่องทางหลักมีความมั่นคงมากพอ ก็สามารถสอนเรื่องที่รู้ให้กับคนอื่นๆที่อยากรู้และสร้างเป็นรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่งด้วย

จากนั้นให้นำเงินไปลงทุนใน Passive Income อีกครั้ง เมื่อตั้งต้นลงทุนและได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ ให้นำรายได้นั้นไปลงทุนกับสิ่งที่สร้างรายได้ให้อีกครั้ง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าและมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อทำแบบนี้เป็นวงจรต่อไปเรื่อยๆก็จะสร้างรายได้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนของตนเองโดยตรงเช่น การนำรายได้มาลงทุนในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ติดตามและและเพิ่มรายได้จากการโฆษณาบนเว็บไซต์ได้อีก

ชวนชิมผัดไทยจานละ 50 สตางค์

วันหนึ่งเรากับแม่ทำธุระที่ในตัวเมือง จ.ลพบุรี เสร็จแล้วกำลังจะกลับบ้าน ก็เห็นผัดไทยของคุณยายท่านนี้ตั้งขายอยู่ ส่วนตัวเป็นคนที่กินผัดไทยไม่เคยหมดจานสักทีเพราะกินแต่เส้น  แต่แม่ก็บอกให้ซื้อกลับไปกินกลางวันที่บ้าน ป้ายบอกว่า “เจ้าเก่า” ซะด้วย เราคิดว่าก็น่าลองกินดูสักครั้ง

 

“คุณยายคะ สั่งผัดไทย 2 กล่องกลับบ้านค่ะ”

 

เราพูดจบคุณยายก็ลุกขึ้นยืน จุดเตาแก๊ส จับกระทะแล้วทำผัดไทยอย่างแคล่วคล่องว่องไว มองดูแล้วมันสวนทางกับภาพผู้สูงอายุที่เราเห็นทั่วไปมากๆ ท่าทางจับเส้น หยิบเครื่องเคียง เครื่องปรุงสาดใส่ลงกระทะแบบไม่ยั้งมือ บ่งบอกได้ถึงความเก๊าที่ขายมานาน อยากรู้ก็ต้องถามให้หายสงสัย

 

“คุณยายอายุเท่าไหร่คะ” คำถามสั้นๆที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทความนี้

 

คุณยายเล่าว่า…..

 

ตอนนี้อายุ 74 ขายผัดไทยมา 50 ปีล่ะ ตั้งแต่จานละ 50 สตางค์ อายุเยอะลูกหลานก็บอกให้หยุดขายนะ อยากให้พักผ่อนอยู่บ้าน แต่มันนั่งๆ นอนๆ ดูทีวีแล้วมันน่าเบื่อ ออกมาขายผัดไทยก็ช่วยแก้เหงาได้บ้าง ถ้าไม่เจอยายขายที่นี่แสดงว่ามีคนเหมาไปนะ หรือไม่ก็กลับบ้านไปแล้วเพราะขายหมดเร็วบ่ายโมงของก็ขายหมดแล้ว

 

จานละ 50 สตางค์!! มันทำให้เราต้องก้มอ่านป้ายข้างล่างอย่างละเอียดอีกครั้ง เฮ้ย!! เงินเฟ้อมันทำร้ายเราได้มากขนาดนี้เลยหรือนี่ #ขอถ่ายรูปแป๊บ ได้หัวข้อบทความใหม่ล่ะ ^^

 

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องเงินเฟ้อ ขอขอบคุณคุณยายทีปที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ผัดไทยคุณยายเส้นเหนียวนุ่ม อิ่มและอร่อยมากๆ เรากินเกลี้ยงจานเลย ถ้าใครผ่านในตัวเมืองลพบุรีเชิญแวะชิมกันได้ พิกัดร้านอยู่หน้าวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์นะจ๊ะ

 

ชวนชิมผัดไทยจานละ 50 สตางค์

 

จากภาพร้านของคุณยายเรามาอ่านป้ายกันชัดๆ กันนะจ๊ะ

 

ชวนชิมผัดไทยจานละ 50 สตางค์

ผัดไทยจานละ 50 สตางค์มันมีจริงๆ

แต่ต้องกลับไปกินเมื่อ 50 ปีที่แล้วเท่านั้นนะ ^^!!

 

อ้าววววว แล้วที่เรากินจานละ 30 ไปจนถึงร้อยกว่าบาทนี่มันคืออะไร ทำไมราคามันถึงแพงขึ้นมาได้มากขนาดนี้ ฮึฮึ นั่นเป็นเพราะสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ #มองบน #กรีดร้อง #เสียงสูง

 

เงินเฟ้อ!! มันคืออะไร

 

ตอนนี้เราใช้เงิน 50 สตางค์ ซื้อผัดไทยกินไม่ได้นี่แหละที่เรียกว่า “ภาวะเงินเฟ้อ”  ถ้าจะให้มีหลักการก็หมายความว่า มูลค่าของเงินลดลง จึงทำให้อำนาจซื้อของเราลดลง ในขณะที่ราคาสินค้าแพงขึ้น ( สำหรับผู้ที่ต้องการรู้จักเงินเฟ้ออย่างลึกซึ้ง อ่านได้ที่ท้ายบทความนะจ๊ะ)  

 

ทำไมราคาผัดไทยแพงขึ้น?

 

สิ่งของทุกอย่างรอบตัวเราล้วนราคาปรับเพิ่มขึ้นทุกปี มีมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป (ปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3%) ขอใช้ตัวอย่างเงินเฟ้อจากเรื่องอาหารการกิน เพราะอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน เช่น ราคาผัดไทยที่แพงขึ้นนั้นมาจากเงินเฟ้อทางด้านต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหุงต้ม เส้น เครื่องเคียง เครื่องปรุง ฯลฯ จึงทำให้คุณยายจำเป็นต้องเพิ่มราคาขายเพื่อให้คุ้มกับต้นทุนที่ลงไป เราก็ต้องซื้อผัดไทยราคาแพงขึ้นนั่นเอง

 

ทายซิว่าราคาแพงขึ้นปีละกี่ %

 

ช่วงเวลาที่แตกต่างก็ทำให้ค่าของเงินแตกต่างกัน

 

วิธีคิดมูลค่าของเงินนั้นมีสูตรคำนวณที่โคตรซับซ้อน ทำให้หลายคนซับเฟอร์กับตัวเลขอันยั้วเยี้ย #แค่เห็นก็เหนื่อยใจ แต่ก็มีตัวช่วยจากเครื่องคิดเลขทางการเงินนะ #ใช้ไม่เป็น #มีง่ายกว่านี้ป่ะ #อยากได้ก็จัดให้ เพียงโหลดแอพนี้ก็จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น หน้าตาแอพตามรูปข้างล่างนะจ๊ะ โหลดฟรี!!

 

หากยังงงๆเกี่ยวกับการกดเครื่องคิดเลขคำนวณมูลค่าของเงิน อยากรู้ว่าแต่ละตัวมันเรียกว่าอะไร เราเคยเขียนอธิบายไว้แล้ว รบกวนอ่านย้อนหลังได้ที่บทความนี้นะจ๊ะ “สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=14731

 

ตัวเลขที่ใช้มีอะไรบ้าง ?

 

  • ราคาผัดไทยจานละ 50 สตางค์ ใส่ช่อง PV
  • ปัจจุบันราคาจานละ 30 บาท ใส่ช่อง FV
  • ระยะเวลา 50 ปี ใส่ช่อง Periods คิดเป็นต่อปี (Compounding : Annually)
  • ราคาขึ้นมาปีละกี่ % (กรอบสีแดง)

 

ชวนชิมผัดไทยจานละ 50 สตางค์

 

เมื่อกดที่ปุ่ม Rate จะได้ผลลัพธ์ คือ ……..

 

ชวนชิมผัดไทยจานละ 50 สตางค์

 

ราคาผัดไทยแพงขึ้น 8.53% ต่อปี
#กรีดร้องดังกว่าเดิม ถ้าเงินเดือนขึ้นพอๆกับราคาผัดไทยได้ก็ดีซิ #ฝันกลางวัน ตอนนี้รู้แล้วว่าเงินเฟ้อทำให้เราใช้เงิน 50 สตางค์ ซื้อผัดไทยกินไม่ได้อีกต่อไป เราเป็นผู้บริโภคจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้ ราคาข้าวของแพงขึ้นทุกปี #ทำใจง่ายกว่า

 

รู้แล้วก็หาทางตั้งรับไงจ๊ะ

 

ถ้าเปลี่ยนจากเรื่องผัดไทยมาเป็นเงินในกระเป๋าของเรา สมมิตว่านำเงิน 50 สตางค์ ไปลงทุนกับอะไรสักอย่างที่ได้ผลตอบแทน 8.53% ต่อปี ผ่านไป 50 ปี เรามาเปิดดูพบว่าจากเงิน 50 สตางค์ เติบโตขึ้นกลายเป็นเงิน 30 บาท ที่ทำให้เราซื้อผัดไทยได้ 1 จานเหมือนเดิม

 

การตั้งรับที่ดี คือ หาวิธีรักษามูลค่าของเงิน ด้วยการแบ่งเงินบางส่วนไปเริ่มลงทุนให้เติบโตทันกับราคาของที่แพงขึ้น (ปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3%)  อาจจะไม่ต้องคาดหวังกับผลตอบแทนปีละ 8% เพราะมีความเสี่ยงสูง ควรเริ่มที่การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆก่อน เมื่อศึกษาจนเข้าใจมากขึ้นพร้อมกับรับความเสี่ยงได้มากขึ้น จึงไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนที่ระดับความเสี่ยงสูงต่อไป

 

การลงทุนที่เหมาะมากสำหรับมือใหม่ คือ กองทุนรวม เพราะเงินลงทุนน้อย มีผู้จัดการกองทุนดูแลเงินให้เรา โดยเราเลือกได้ว่าจะซื้อแบบไหน เช่น ซื้อครั้งเดียว ซื้อทุกเดือน แบบมีเงินปันผลและไม่มีเงินปันผล ฯลฯ ซึ่งวิธีคิดผลตอบแทนจากกองทุนรวมและการลงทุนอ่านได้ที่ 2 บทความข้างล่างนี้นะจ๊ะ ^^

2 บทความที่เพิ่มพลังเงินออม

  1. 100 บาทก็ซื้อกองทุนรวมได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ https://goo.gl/nEUySA
  2. อย่าหยุดแค่ออม แต่จงไปต่อด้วยการลงทุน https://goo.gl/Sw3DmT

 

 

0002: Promptpay : อย่าลืม! เช็คให้แน่ใจก่อนที่จะ “พร้อม” ใช้งาน

สวัสดีครับกลับมาเจอกันอีกครั้งกับ Column “AomMoney News : Money News You Should Know” ใน AomMoney แห่งนี้ … ที่จะทำหน้าที่สรุปทุกประเด็นข่าวการเงินสำคัญที่คุณต้องรู้ ทำให้ทุกคนเข้าใจทุกสถานการณ์การเงินกันแบบไม่มั่วนิ่ม ในภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วเข้าใจ แชร์ไปได้บุญอีกต่างหาก (เกี่ยวมั้ย – -”)

สำหรับในตอนที่ 2 นี้ ยังคงอยู่กับผม “พรี่หนอม” TAXBugnoms ผู้ที่ไม่ยอมจบแค่เรื่องของภาษีและยังรับหน้าที่เขียนคอลัมน์นี้อีกด้วยครับ!!

หลังจากที่จบตอนที่ 1 ไปกับชื่อตอนที่ยาวเฟื้อยอย่าง 0001: สรุปทุกประเด็น E-Payment / AnyID / Promptpay : คืออะไร มีผลกระทบยังไง แล้วเราต้องเตรียมตัวกันอย่างไร ? ก็ได้เสียงตอบรับดีมากๆ แชร์กันไปกว่า 4 พัน วันนี้เรายังไม่จบกันกับประเด็นนี้ครับ เพราะยังมีกระแสของเรื่อง “ระบบพร้อมเพย์ หรือ PromptPay” ที่หลายๆธนาคารกำลังประกาศออกมาว่าให้เรารีบไปลงทะเบียนกันไวๆด่วนๆ คิดแล้วมันชวนสับสนเหลือเกินว่าจะไปลงที่ไหนดีกันล่ะเนี่ย

สำหรับประเด็นในวันนี้ เราจะมาดูกันต่อในเรื่องของ PromptPay และแนวคิดในการจัดการตัวเองเรื่องการลงทะเบียนใช้งานระบบนี้ ว่าจะทำให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้นจริงไหมและอย่างไรบ้าง เอาล่ะ .. เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

PromptPay คืออะไร?

พร้อมเพย์ หรือ Promptpay คือ วิธีการรับโอนเงินแบบใหม่ ที่จะมาแทนการใช้เบอร์บัญชีธนาคาร โดยเปลี่ยนใหม่เป็นการเชื่อมบัญชีธนาคารไว้กับ เลขประจำตัวประชาชน หรือ เบอร์โทรศัพท์ แทน ซึ่งจุดเด่นของพร้อมเพย์ก็คือ “ค่าธรรมเนียม” ที่ถูกโคตรๆ ตั้งแต่ฟรีไปจนสูงสุด คือ 10 บาทเท่านั้นเอง #แล้วที่ผ่านมาเราเสียค่าธรรมเนียมอะไรไปล่ะพี่ชายยยยยย

หมายเหตุ : เดิมพร้อมเพย์มีชื่อว่า เอนนี่ไอดี (AnyId) ซึ่งอ่านยากและทำให้งง เลยถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพร้อมเพย์นี่แหละครับ ไม่ต้องงงกันไปนะครับผม

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างๆ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ร่วมกันเปิดตัวบริการ PromptPay และให้เริ่มลงทะเบียนผูกบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์กับเบอร์บัญชีธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2559 เป็นต้นไป (แต่มันวันหยุดธนาคารนี่หว่า ไม่เป็นไร ไปวันที่ 2 ก็ได้ครับผม) และคาดว่าระบบ Promptpay นั้นจะพร้อมใช้งานในเดือนตุลาคม 2559 ที่จะถึงนี้ครับ

ต้องเอาอะไรไปลงทะเบียนบ้าง?

โดยสิ่งที่เราต้องเตรียมสำหรับการลงทะเบียนใช้งาน PromptPay นั้น มีอยู่ 3 อย่างได้แก่ สมุดบัญชี/เลขที่บัญชีเงินฝาก (ออมทรัพย์หรือกระแสรายวัน), เลขประจำตัวประชาชน และโทรศัพท์มือถือ (ต้องมีซิมในนั้นด้วยนะครับ)

ลงทะเบียนได้ที่ไหน?

สำหรับการลงทะเบียนนั้น สามารถทำได้ผ่านหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ สาขา, ตู้ ATM, WebsiteMobile Banking, Call Center และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีช่องทางที่แตกต่างกันไป อันนี้คงต้องดูว่าเราจะเลือกธนาคารไหน และลองตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนที่จะไปลงทะเบียนนะครับ

ลงทะเบียนได้กี่บัญชี?

สำหรับ “เลขประจำตัวประชาชน”  สามารถผูกได้เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น แต่ “เบอร์โทรศัพท์มือถือ” นั้น บัญชีธนาคาร 1 บัญชีสามารถผูกกับเบอร์โทรศัพท์ได้สูงสุด 3 เบอร์ และในตอนนี้ ธนาคารยังไม่จำกัดจำนวนเบอร์โทรศัพท์ทั้งหมดที่สามารถผูกได้กับลูกค้าหนึ่งคนครับ

โดยระบบ Promptpay ในช่วงแรกจะยังใช้ได้เฉพาะการโอนเงินระหว่างบุคคลไปยังบุคคลเท่านั้น ยังไม่รองรับบัญชีนิติบุคคล และการรับโอนเงินสวัสดิการต่างๆ จากภาครัฐ ซึ่งตรงนี้คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

หมายเหตุ : ขอบคุณที่มาข้อมูลบางส่วนจาก Blognone เรื่อง สัมภาษณ์ KBank ตอบทุกคำถาม กับการโอนเงินผ่านระบบ PromptPay / Any ID

ลงทะเบียนแล้วเสียอะไรไหม?

โดยการลงทะเบียนทั้งหมดนีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และไม่มีกำหนดปิดรับลงทะเบียนครับ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

ลงทะเบียนบัญชีไหนดี?

ดังนั้นเมื่อมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดในใจว่า ชั้นมีบัญชีธนาคารเป็นสิบกว่าบัญชีเลยนะเฟร้ยยย (แต่ไม่มีตังค์ในบัญชี – -”) แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ!! เบอร์โทรศัพท์ก็มีเบอร์เดียว บัตรประชาชนก็มีแค่ใบเดียว เอาล่ะครับ ถึงคราวของ Money You Should Know ที่จะให้แนวคิดสั้นๆ ในการวางแผนสำหรับเรื่องนี้แล้วครับผม โดยขอแบ่งแนวคิดออกเป็นสั้นๆ 2 ข้อดังนี้ครับ

1. ถ้าเป็นการมีไว้ใช้งานทั่วไป

ผมมองว่าการผูกบัญชีธนาคารที่เราใช้เป็นประจำหลักๆ ไว้ 2 บัญชี น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครับ โดยบัญชีแรกอาจจะเป็นบัญชีที่ไว้ใช้รับเงิน (จากการทำงาน) หรือใช้จ่าย และอีกบัญชีเป็นบัญชีไว้สำหรับการเก็บออมหรือลงทุน เพราะต้องมีการโอนเงินไปๆมาๆระหว่างกันสูง ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราประหยัดค่าธรรมเนียมได้มากเลยล่ะครับ (ถ้าใครเลือกทยอยโอนทีละ 5 พันไปเรื่อยๆก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียมเลยครับ #แต่ต้องว่างหน่อยนะครับ)

2. ถ้าเป็นคนที่มีกิจการหรือทำธุรกิจต่างๆ

ควรแยกบัญชีส่วนตัวเป็นเลขบัตรประชาชน และบัญชีที่ใช้รับเงินจากลูกค้าเป็นเบอร์โทรศัพท์แทนครับ เพื่อความสะดวกในการแยกความเป็นส่วนตัวและการติดตามที่สะดวกกว่าครับ

จะผูกบัญชีดีไหม?

หนึ่งในคำถามยอดฮิตสุดคลาสสิกที่ถามกันเป็นประจำ ตั้งแต่บทความคราวก่อนว่าจะผูกบัญชีดีไหม รัฐอาจจะตรวจสอบเราได้ แบบนี้คงต้องจ่ายภาษีบานเลย คำตอบง่ายๆของผมก็คงเป็น “เอาที่สบายใจ” ครับ ถ้าใครคิดว่าการไม่ผูกแล้วยังสามารถหลบ เอ้ย ขายของได้ตามปกติ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ผมว่ามันก็แล้วแต่สิทธิใครสิทธิมันนะครับผม

แต่ถ้าหากเลือกจะเข้าระบบแล้ว การใช้ระบบ Promptpay ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนซื้อมากขึ้น และเราในฐานะผู้ขายก็อาจจะได้รับโอกาสสร้างรายä

กองทุนเพื่อสังคม

จากที่ผมได้ยินข่าวที่น้อง ๆ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้มีโอกาสไปแข่งขันการประกวดวงโย ฯ ระดับโลก

แต่เนื่องจากว่างบประมาณไม่พอ และต้องการเงินด่วน  (อย่างกับโฆษณาบัตรกดเงินสด)

จึงทำการขอยืมเงินจากผู้ใหญ่ใจดีไปแข่ง (และที่สำคัญได้เงินด้วย o_0 ……….แหม ผมน่าจะไปขอบ้าง คือจริง ๆ ผมก็อยากได้เงินไปแต่งเมียนะครับคุณตัน  T-T)

สุดท้ายก็เลยกลายเป็น มหากาพย์ดราม่าให้กับ จ่าพิชิต คนดัง ได้มีงานพิมพ์ดราม่าอีกครั้ง

หลังจากบ่นว่า “ไม่มีดร่าม่ามัน ส์ ๆ เบย” มาหลายวันแล้ว

รวมถึงยังมีเซเลปอีกหลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งเรื่องภาษีบ้าง บางรายก็ออกมาแฉให้ฉาวโฉ่ว ฯลฯ

แน่นอนว่า ผมเองก็ขอแจมด้วยละกัน (ฮ่า ๆ) แต่จะขอเสนอแนวทางที่จะช่วยเหลือละกันนะครัชชช

 

เผอิญว่าช่วงก่อนหน้านี่ ว่าผมได้อ่านบทความที่น่าสนใจ

ในบทความนั้นพูดถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสังคม

ส่วนรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่ http://thaipublica.org/2013/12/social-impact-bond-structure/

แต่ถ้ามันยาวไป เลยไม่อ่าน ก็ให้ลองชมคลิปนี้ดูก็ได้นะครับ http://www.youtube.com/watch?v=E6GrQtCh83w

 

 

ทำให้ผมคิดว่า ถ้าเรานำผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้มาช่วยสังคมไทยที่มีความแตกต่างทางรายได้มาก ๆ

ผมเชื่อว่าจะเป็นการช่วยกระจายความมั่งคั่งจากคนรวย ไปสู่คนที่ไร้โอกาสได้ดีเลยทีเดียว

 

 

ดังนั้นวันนี้ผมจะขอพูดถึง “กองทุนเพื่อสังคม” ละกันนะครับ (กริ่นอย่างนานอะ)

กองทุนเพื่อสังคม คืออะไร? ทำได้อย่างไร ? และทำไมผมถึงเสนอวิธีการนี้

แน่นอนครับว่า ผมเขียนเรื่องกองทุน ก็ย่อมที่จะต้องโยงเรื่องเข้าสู่กองทุน (เดี๋ยวไม่มีงานทำ…..กระซิก ๆ….)

 

 

กองทุนที่ผมกำลังจะพูดถึงอยู่นั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นเหมือนกองทุนทั่วไปนี่แหละครับ

ที่นักลงทุนเอาเงินมารวมกันแล้วก็มอบให้กับผู้จัดการกองทุนเป็นผู้นำไปลงทุน

เมื่อเกิดผลกำไรก็นำมาให้แบ่งกันตามสัดส่วนเงินลงทุนของผู้ลงทุนนั้นเอง

แน่นอนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายให้กับผู้จัดการกองทุนด้วย(แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

 

 

คราวนี้ให้ผู้อ่านลองนึกภาพดูนะครับ ถ้ามีการตั้งกองทุนขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะทำกำไร

แต่ก็แบ่งกำไรบางส่วนเหล่านั้นมาแบ่งให้กับองค์กรอิสระที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม

หรือ เป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนดี หรือแม้แต่สงเคราะห์คนพิการ

ก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างนะครับ เช่น

 

กองทุนมีสินทรัพย์ 100ล้านบาท

จากการลงเงินของนักลงทุนใจดี สมมติว่า 1ปี ผ่านไปกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ 8 %

คือ 8 ล้านบาท ก็นำเงิน 8 ล้านนั้นมาแบ่งเป็น 2ก้อน ก้อนแรกคืนกำไรให้กับนักลงทุน 4 ล้านบาท

อีกก้อน 4 ล้านบาท ก็สามารถนำไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้

 

 

 

ดังนั้น นักลงทุนเองก็ได้ผลตอบแทน + ได้บุญ  ส่วนคนที่ไร้โอกาสก็ได้โอกาสพัฒนาชีวิต

เท่านี้เงินจากผู้ร่ำรวยในประเทศ ก็จะกระจายสู่สังคมไทย

โดยที่ผู้ใหญ่ใจดีหลาย ๆ ท่านไม่ต้องให้ยืมเงินและไม่ต้องลุ้นว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ (เอิ้ก ๆ)

ผมว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเข้าช่วยเหลือสังคมไทย

อ่ะ!!! สุดท้านนี้แน่นอนครับว่า เรามาเริ่มจากการช่วยกันลงเงินใน “กองทุนเพื่อสังคม”

ส่งน้อง ๆ ไปประกวดวงโย ฯ ในปีหน้ากันดีกว่านะครับ (อุ๊ปส์……)

6 เป้าหมายที่ทุกคนควรมีในการวางแผนการเงินและการลงทุน

เท่าที่เคยอ่านบทความต่างๆหรือแม้แต่ตัวผมเองเขียนก็ตามก็มักจะบอกว่า เราจะต้องให้ความสำคัญในการสร้างเป้าหมายทางการเงินและการลงทุน โดยปกติแล้วสิ่งที่ผมจะเน้นย้ำนั้นมักจะเป็นเรื่องของการวางแผนเกษียณ แต่มันก็มีอีกหลายๆอย่างที่เราสามารถตั้งเป็นเป้าหมายเหมือนกันนะ ก็เห็นน้องๆใน Fan Page ถามเข้ามากันเป็นประจำเลยว่าจะตั้งเป้าหมายในด้านอื่นๆที่สำคัญในชีวิตมีอะไรบ้าง ก็เลยลองๆ List มาให้ดู เผื่อจะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะครับ

1. วางแผนเกษียณ

เรื่องแรกเป็นสิ่งที่ผมพูดบ่อยที่สุด ก็คงต้องย้ำกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนนั้นมีรายได้ที่จำกัดจนถึงอายุ 60 แต่รายจ่ายนั้นไม่จำกัดจนกว่าจะตายจากโลกนี้ไป ฟรีแลนซ์ก็เช่นกัน รายได้อาจจะไม่จำกัดแต่ก็ไม่คงที เราก็ต้องวางแผนให้เป็นเพื่อให้เราไม่ต้องเหนื่อยในยามเกษียณ ลองคำนวณดูกันว่าในอนาคตเราจะต้องใช้เงินเท่าไหร่แล้วก็คิดกลับมาว่าในปัจจุบันเราควรจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ หากใครคิดได้ก่อน วางแผนก่อน อนาคตก็จะสบายแน่นอนครับ

2. การวางแผนเพื่อดูแลสุขภาพ

นอกจากการวางแผนให้มีเงินใช้ในบั้นปลายชีวิต ในช่วงที่เรากำลังจะเดินทางไปสู่จุดนั้นมันก็ต้องมีการวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยเช่นกันนะครับ เดี๋ยวนี้ค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพนั้นสูงจริงๆ การหาหมอเพียงครั้งเดียวจากอุบัติเหตุหรือโรคร้ายแรงก็อาจจะทำให้เราตั้งกลับไปเริ่มเก็บเงินกันใหม่เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วการวางแผนการเงินเรื่องการดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขตั้งแต่วันนี้จนไปถึงยามเกษียณเลยครับ

3. การวางแผนการศึกษา

สำหรับคนที่มีลูกนั้น เรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆและเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่จะต้องวางแผนกันระยะยาวเลยทีเดียวตั้งแต่อนุบาลจนถึงอย่างน้อยคือระดับปริญญาตรี ก็เกือบ 20 ปีกันเลยนะครับ ระยะเวลานั้นพอๆกับค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านหรือคอนโดเลยเลยนะครับ ถ้าเราอยากให้ลูกเราได้เรียนในสถาบันการศึกษาดีๆหรือไปเรียนต่อในต่างประเทศที่ใช้เงินเป็นจำนวนมากก็ต้องวางแผนกันตั้งแต่เนิ่นๆกันเลยนะครับ

4. วางแผนมรดก

เมื่อมีลูกแล้วก็คงมีหลายๆคนคิดถึงเรื่องของมรดกเหมือนกันนะครับ แก่ไปจะมีมรดกให้ลูกหลานหรือไม่ และการมอบมรดกนั้นจะต้องมีการจัดการเรื่องภาระทางภาษีอย่างไร และจะมีการส่งต่อมรดกอย่างไรให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยนะครับ ก็ต้องวางแผนจัดการเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน

5. วางแผนสร้างความมั่งคั่งและทรัพย์สิน

เป้าหมายการสร้างความมั่งคั่งและทรัพย์สินนั้นก็เป็นเรื่องทั่วไปที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว หลายคนอยากรวยขึ้น อยากมี Passive Income เข้ามาช่วยเลี้ยงตัวเองในอนาคต อยากมีบ้าน อยากมีรถยนต์คันใหม่ จะสร้างทั้งทีก็อย่าลืมเรื่องการวางล่วงหน้านะครับว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถมีทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เราร่ำรวยขึ้นครับ

6. วางแผนการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย

และอย่างสุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องใกล้ตัวของเราที่สุด แต่ผมเองมักจะจัดลำดับที่หลัง (แล้วแต่คนนะ ผมชอบสร้างความมั่งคั่งก่อนใช้จ่าย) ก็จะเป็นเรื่องของการวางแผนการเงินและลงทุนเพื่อให้เรามีเงินไปเที่ยวต่างประเทศ ไปญี่ปุ่น ไปอังกฤษไปเกาหลีอะไรงี้ รวมถึงการมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นเพื่อเอาไปใช้ซื้อของที่อยากได้ครับ

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่งคั่งในชีวิตของเรา อย่าลืมวางแผนการเงินการลงทุนให้ครบถ้วนรอบด้านชีวิตของเรานะครับ เมื่อเรามีเป้าหมายแล้ว เราจัดการชีวิตของเราได้ แน่นอนว่าชีวิตทางการเงินของเราจะมีความสุขอีกหลายขุมเลยครับ

[Review] Application Thanachart Connect และบัญชีออมทรัพย์ฟรีเว่อร์!

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms เจ้าเก่าเจ้าเดิม ตอนนี้การต่อสู้ในสมรภูมิแบงค์กิ้งและ Digital ร้อนแรง ในวันนี้ขอทำหน้าที่รีวิวบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนชาตฟรีเว่อร์ และ Application Thanachart Connect ที่เป็นผลิตภัณฑ์ส่งตรงจากธนาคารธนชาต ว่าเป็นอย่างไรบ้างแบบเจาะลึกกันเลยครับ

ก่อนที่จะรีวิวการใช้งานให้ฟัง ผมขอเริ่มด้วยการแชร์แนวคิดการบริหารเงินของตัวเองให้ฟังก่อนครับ เนื่องจากตัวพรี่หนอมเองเป็นคนที่ชอบเปิดบัญชีไว้หลายธนาคาร โดยแต่ละธนาคารที่เปิดนั้น จะตอบสนองวัตถุประสงค์ทางด้านการเงินของตัวเองอย่างน้อย 1 เป้าหมาย

1 บัญชีธนาคาร  = 1 เป้าหมายการเงิน

เช่น บัญชีเงินฉุกเฉิน (ออมอย่างเดียวห้ามถอน) / บัญชีเงินเดือน (รับเงินเดือนปุ๊บ ถอนปั้บ) / บัญชีเงินออมและลงทุน (ซื้อหุ้น ซื้อกองทุน และรับเงินปันผล) / บัญชีรายได้เสริม (Freelance) / บัญชีค่าใช้จ่ายส่วนตัว  และอื่นๆตามแต่วัตถุประสงค์แตกต่างกันไป #โอ้โหนี่มันยิ่งกว่า6jar #พี่บ้าหรือเปล่าครับ

โดยผมมองว่าวิธีนี้มีข้อดี คือ เราจะสร้างวินัยในแต่ละเรื่องได้ชัดเจนครับ เช่น บัญชีเพื่อออมหรือลงทุนต่างๆ ก็จะมีแค่สมุดบัญชีเงินฝากแต่ไม่มีบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตให้เปลืองค่าใช้จ่ายรายปี และทำให้เราต้องคิดดีๆก่อนที่จะจัดสรรเงินแต่ละประเภทเข้าบัญชีครับ

แต่วิธีนี้ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา คือ ในบางครั้งอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเวลาโอนต่างธนาคารไปๆมาๆ เหมือนกัน หรือ การเลือกบัญชีที่มีบัตรเอทีเอ็มของธนาคารเดียวไว้ จะลำบากในการเบิกถอนตามธนาคารต่างๆ เพราะจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเบิกเงินอีกด้วย (หากมีการเบิกถอนเกินจำนวนครั้งที่กำหนด)

บัญชีธนชาตฟรีเว่อร์ :  ทำลายทุกค่าธรรมเนียม

ทีนี้พอมีโอกาสได้ลองรีวิวบัญชีธนชาตฟรีเว่อร์ ผมเลยเกิดความคิดขึ้นมาปุ๊บปั้บว่า จริงๆแล้วตัวเรานี่ก็ยังไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคารที่ไว้สำหรับโอนจ่ายถอนสบายๆ แบบไม่มีค่าธรรมเนียมเลยนี่หว่า เอาอีกแล้วครับผม ไอ้อารมณ์แม่บ้านสร้างความคุ้มกลับมาหลอกหลอนกันอีกครั้งว่าต้องไปเปิดบัญชีดูสักหน่อย

พอคิดได้แบบนี้.. เสียงในใจก็ร้องห้ามเบาๆเหมือนกันนะครับว่า อย่าเปิดเลย แต่อีกเสียงหนึ่งก็ดังกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องเปิดบัญชีมาทดสอบการใช้งานจริงสิ  ไม่งั้นแกจะเขียนรีวิวได้ยังไง จริงไหม!! นั่นแหละครับผม สุดท้ายเลยออกมาเป็นบทความรีวิวนี้นี่แหละครับ!

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเลยถือโอกาสตอนพักเที่ยงไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารธนชาตที่สาขาแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมืองครับ พอเข้าไปถึงสาขาก็แจ้งกันไปตามระเบียบว่าจะมาเปิดบัญชีฟรีเว่อร์ปลอดค่าธรรมเนียม น้องพนักงานก็ชวนคุยแนะนำผลิตภัณฑ์กันไปตามประสาครับ ส่วนผมก็ทำหน้าที่ถามซอกแซกตามนิสัยส่วนตัวว่าบัญชีฟรีเวอร์เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับก็พบว่ามี 2 ประเภทดังนี้ครับ

คุยไปๆมาๆ น้องพนักงานแนะนำ บัญชีออมทรัพย์ฟรีเว่อร์ แบบแรกมาให้ และแนะนำว่าจะได้ฟรีค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเดบิตด้วยนะคะคุณพี่ ยิ่งถ้าพี่เปิดใช้งาน App Thanachart Connect ไปพร้อมๆกันก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากมายเลยนะคะ แถมได้ส่วนลดค่าออกบัตรเดบิต 100 บาทอีกต่างหาก เป็น Promotion พิเศษในช่วงนี้ และยังได้รับเงินคืน 0.75% ทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตฟรีเว่อร์ อีกด้วยนะคะ

เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็พยักหน้าหงึกหงักรับหมดทุกอย่างโดยปริยาย (ระหว่างนั้นก็คิดในใจครับว่า … แหม่พี่ต้องเปิดอยู่แล้วล่ะน้องเอ้ย ก็พี่มีหน้าที่มารีวิวโมบายแอพ ตัวนี้นั่นแหละ ฮา…)

น้องพนักงานก็ขออีเมล์และเบอร์โทรศัพท์พร้อมกับนำบัญชีเงินฝากไปบันทึกข้อมูลลงในระบบสักพัก พร้อมกับแนะนำให้ผมโหลด App Thanachart Connect มาไว้ในเครื่อง  ระหว่างโหลดผมก็ถามถึงเรื่องเงื่อนไขของบัญชีฟรีเว่อร์ไปด้วย โดยเน้นไปที่การโอนเงินไปธนาคารอื่น กับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องมีไว้ในบัญชี เพราะส่วนใหญ่แล้วบัญชีเหล่านี้มักจะมีเงื่อนไขเหล่านี้อยู่ (แหม่.. ทำเป็นรู้ทันนะเอ็ง #หน้าตามั่นใจ)

น้องพนักงานก็อธิบายถึงเงื่อนไขการปลอดค่าธรรมเนียมเสียงดังฟังชัดว่า เพียงรักษายอดเงินในบัญชีเฉลี่ยไว้ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (น้องบอกย้ำว่าเฉลี่ยทั้งเดือนนะคะ) หมายความว่าพี่ไม่ต้องทิ้งเงินขั้นต่ำไว้ แต่ให้มีเงินเข้า-ออก เฉลี่ยแล้วยังคง 5,000 นี่ต่างกันมากนะคะ และพี่ยังคงบริหารได้ ถ้าเงินเข้าครั้งละมากๆ ค่าเฉลี่ยมันก็สูงอยู่แล้วนะคะ ส่วนการโอนไปต่างธนาคารนั้นฟรีค่าธรรมเนียม 2 ครั้งต่อเดือนผ่านตู้เอทีเอ็มค่ะ แต่ถ้าหากโอนภายในธนาคารธนชาตจะฟรีทั่วประเทศไม่จำกัดจำนวนครั้งค่ะ (#ยิ้มสวย) ส่วนการถอนเงินจากตู้ ATM ก็เช่นกัน สามารถถอนได้ ทุกธนาคาร ฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้งค่ะ  

ยังไม่ทันที่ผมจะถามน้องต่อถึงข้อสงสัยเพิ่มเติม ก็ได้ยินเสียง SMS แจ้งเรื่องการใช้งาน (ข้อมูล User login และ Password ครั้งแรกเพื่อเข้าใช้งาน App) หลังจากนั้นผมก็ทดลองใช้งาน App นี้ดูทันครับ ทีนี้จะมาส่วนถึงรายละเอียดการใช้งานกันบ้างครับ

สิ่งที่ผมทดสอบหลังจากเปิดใช้งาน คือ การโอนเงินไปยังธนาคารเดียวกันแต่คนละสาขา ซึ่งโอนจากบัญชีตัวเองไปใส่ในบัญชีภรรยาที่สาขาพัทยาตามประสาพ่อบ้านใจกล้า ก็พบว่าไม่มีค่าธรรมเนียมต่างสาขาแต่อย่างใดครับ และทดสอบโอนเงินไปบัญชีธนาคารอื่นของตัวเองอีกต่อหนึ่ง ก็พบว่าไม่มีค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกันครับ #เป็นอันจบการทดสอบ

เท่าที่ลองเช็คดูเงื่อนไขเพิ่มเติมของบัตรเดบิตก็พบว่า ตัวบัตรเดบิตฟรีเว่อร์เองนั้นนอกจากจะสามารถถอนเงินจากตู้ ATM ต่างธนาคารได้ฟรี แล้วยังให้โอนเงินต่างธนาคารได้ฟรีๆ ที่ตู้ ATM ธนชาตอีกด้วย และตัว App Thanachart Connect ยังสามารถใช้จ่ายบิลค่าบริการต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอี

DCA ลงทุนเป็น ‘จำนวนเงิน’ หรือ ‘จำนวนหุ้น’ แบบไหนดีกว่ากัน!

เคยสงสัยกันไหมว่า เวลาที่เราลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมแบบ DCA เนี่ย มันสามารถใช้วิธีการซื้อได้ 2 วิธี ได้แก่การซื้อเป็นจำนวนเงินและการซื้อเป็นจำนวนหุ้น (ปกติจะอยู่ที่ Board lot ละ 100 หุ้น) ซึ่งเครื่องมือในการซื้อก็แตกต่างกัน สามารถทำได้แบบนี้นะครับ

  1. ใช้บัญชีออมหุ้น : กำหนดเงินที่เราจะนำไปลงทุนแต่ละเดือนให้เท่าๆ กัน แล้วทางบริษัทหลักทรัพย์เขาจะมาตัดเงินเพื่อไปซื้อหุ้น โดยจะได้มาเป็นเศษหุ้นด้วย วิธีการนี้ใช้ได้เหมือนกันกับกองทุนรวมครับ
  2. ซื้อเองหรือซื้อผ่าน Streaming : เราจะกำหนดไว้ด้วยตัวเองเลยว่าในแต่ละเดือนจะซื้อหุ้นจำนวนกี่หน่วย เช่น 100 หน่วย (และทวีคูณที่ 100) เป็น 200 300 เป็นต้น ก็ใช้กับกองทุนรวมได้เหมือนกันแต่ผมว่ากองทุนรวมจะนิยมตัดเป็นจำนวนเงินในข้อ 1 มากกว่านะครับ

ทีนี้เดี๋ยวผมจะลองพิสูจน์กันดูว่า หากเราลงทุนในแบบที่ 1 และแบบที่ 2 เปรียบเทียบกันจะมีความแตกต่างอย่างไรบ้าง โดยผมจะกองทุนดัชนีซักตัวหนึ่งมาเปรียบเทียบดูนะครับ (คิดว่า Index Fund น่าจะยุติธรรมในการพิสูจน์นะ 555) โดยเพื่อความง่ายการพิสูจน์นี้จะเอาแค่ NAV มาคิดนะครับ ไม่เอาราคาซื้อเดี๋ยวงง

เงื่อนไขในการลงทุนมีดังนี้

  • คนที่ 1 Mr. TarKawin :DCA เดือนละ 10,000 บาท
  • คนที่ 2  มาดามฟินนี่ :DCA เดือนละ 1,000 หน่วย
  • ลงทุนทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน ถ้าครงวันหยุดจะเลื่อนไปวันที่ 6
  • ระยะเวลาในการซื้อคือ 5 ปี (มกราคม 2555 – ธันวาคม 2559)
  • ราคาหน่วยลงทุนแรกเริ่มจะประมาณ 10 บาท (ช่วงแรกใช้เงินพอๆ กันครับ)

ผลการทดสอบมาดูกันนะครับ

มุมมองในเรื่องของราคาเฉลี่ย

จากกราฟจะเห็นได้ว่า ราคาเฉลี่ยของคนที่ลงทุน ไม่ว่าจะ DCA เป็นจำนวนหน่วย หรือ จำนวนเงิน มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในระยะ 5 ปี ในมุมมองส่วนตัวคิดว่ากราฟจะมีความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ในระยะยาวได้ หากหุ้นหรือหน่วยลงทุนยิ่งมีการปรับตัวสูงขึ้น เพราะการกำหนดเป็นหุ้นมันจะไล่ซื้อในระยะที่แพงขึ้นด้วยเงินที่มากขึ้น ในขณะที่การกำหนดเป็นตัวเงินมันจะไม่เพิ่มต้นทุนของเงินที่ลงไป (เป็นการถ่วงน้ำหนัก) ครับ กลับกันในช่วงขาลง การกำหนดเป็นจำนวนหน่วยจะใช้เงินน้อยลงกว่าเดิม ในขณะที่การกำหนดเป็นจำนวนเงินจะซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวนสูงขึ้นครับและจะถ่วงน้ำหนักได้มากกว่าในขาลงเช่นเดียวกัน

เงินที่จะต้องเตรียม

การซื้อในแบบจำนวนเงินนั้นจะง่ายกว่าเพราะเรากำหนดจากการวางแผนการเงินได้เลยว่าจะลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ไม่ว่าราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ยังคงเงินลงทุนแต่ละเดือนเท่าๆ กัน ในขณะที่คนที่กำหนดเป็นจำนวนหุ้น ซื้อเดือนละ 1,000 หุ้นนั้นจะต้องเตรียมเงินลงทุนที่แตกต่างกันไป

เท่าที่ผมดูแล้วเดือนที่จะต้องเตรียมเงินสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ต้องเตรียมเงินไว้ถึง 17,693 บาท (NAV 17.693) และต่ำสุดคือ 10,964.8 บาท (NAV 10.9648) ความแตกต่างระหว่างสูงสุดและต่ำสุดนั้นประมาณ 6 พันกว่าบาทเลยนะครับ แน่นอนว่าถ้าเราเงินเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท แล้วแบ่งมาออมตั้งเป้าว่าเดือนละ 10,000 บาท ถ้าออมเป็นจำนวนหน่วยอาจจะมีบางเดือนกระอักเลือดได้เพราะใช้ตังเกินครึ่งของเงินเดือนเลย

จากที่คำนวณมาในระยะ 5 ปี Tar Kawin จะมีเงินต้น 600,000 บาท และ มาดามฟินนี่จะมีเงินต้น 912,454.5 แน่นอนว่าถ้าแข่งกันเก็บตังแบบนี้ ในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มันเติบโตเนี่ย มาดามเขาจะสามารถเร่งอัตราการเก็บเงินให้ได้มากกว่าอยู่แล้วครับ แต่ข้อจำกัดก็คือถ้ามาดามดันไปออมหุ้นที่ราคา 100 บาทขึ้นไปแล้วมันดันโตไป 200 – 300 บาทเนี่ย มาดามต้องหาเงินมาออมกันตัวเป็นเกลียวเลยทีเดียว

ผลตอบแทนจากการลงทุน

จากตัวเลขที่ผมใช้คอมพิวเตอร์ประมวลเนี่ย Port ของ Tar Kawin ณ ปลายปี 2559 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 677,921.97 ถ้าคิดง่ายๆ ด้วยการนำมาลบต้นทุน 600,000 บาท จะได้กำไร 77,921.97 บาท (12.98%)

ในส่วนผลตอบแทนของมาดามฟินนี่ Port ของนางจะซื้อเดือนละ 1,000 หน่วย รวมทั้งสิน 5 ปี คือ 60,000 หน่วย ณ ปลายปี 2559 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 1,018,314 บาท โดยมีต้นทุนอยู่ที่ 912,454.5 กำไรที่ได้รับคือ 105,859.5 บาท (11.60%)

จากการพิสูจน์ของผมแล้วก็พบว่าจริงๆ การลงทุนในรูปแบบ DCA ด้วยการซื้อเป็นจำนวนหุ้นเท่าๆ กัน หรือ ลงทุนด้วยการซื้อเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันในแต่ละเดือน โอกาสได้รับผลตอบแทนนั้นจะมีความแตกต่างกันไปบ้างจากโครงสร้างระบบการซื้อ

ในระยะยาวถ้าเราเชื่อว่าหุ้นและกองทุนรวมจะมีการเติบโต การซื้อแบบใช้จำนวนหุ้นในหุ้นที่เติบโตนั้นจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต่ำกว่า แต่มูลค่าพอร์ตจะสูงกว่า ในขณะที่ซื้อด้วยจำนวนเงิน จะบริหารเงินได้ง่ายกว่า และลดความเสี่ยงในช่วงขึ้นได้มากกว่าและเพิ่มโอกาสในการซื้อช่วงราคาลงได้มากกว่า

สุดท้ายใครสนใจวิธีการซื้อแบบไหนก็ลองเลือกตามแนวทางที่ตัวเองสะดวก วางแผนได้ง่าย หรือจะนำมาผสมผสานก็ได้นะครับ แล้วแต่เลย กลยุทธ์ไหนที่ได้กำไรและตรงจริตของเราเองนี่ล่ะดีที่สุด

หมายเหตุ อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างการทดลองเท่านั้นเพื่อให้เห็นภาพเฉพาะแค่ในบทความนี้นะครับ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงกับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมอื่นๆว่าจะเป็นแบบนี้ได้ 100% เพราะการลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่เหมือนกัน เวลาที่แตกต่างกันมีโอกาสเกินความเสี่ยงและผลในเรื่องราคาที่ไม่เหมือนกันครับ

TarKawin

สังคมไร้เงินสดกับระบบชำระเงินแบบ “พร้อมเพย์–PromptPay”

สังคมไร้เงินสดกับระบบชำระเงินแบบ “พร้อมเพย์–PromptPay”

 

เราเคยใช้จ่ายเงินแบบนี้หรือไม่?

  • ซื้อเกมส์ในมือถือแล้วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือชำระผ่าน e-wallet
  • แลกคูปองที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า ก่อนนำไปซื้ออาหารรับประทาน
  • แลกบัตรหรือเหรียญโดยสารเพื่อใช้บริการ BTS และ MRT
  • จองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักแบบออนไลน์แล้วจ่ายผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต
  • รับเงินปันผลจากการลงทุนหุ้นผ่านบัญชีธนาคาร

หลายคนคุ้นเคยกับกิจกรรมการใช้จ่ายข้างต้นเป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีเป้าหมายการใช้จ่ายหลากหลายรูปแบบ เช่น ความบันเทิง ของกิน การเดินทาง การลงทุน เป็นต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เราไม่ได้จ่ายด้วยเงินสด ซึ่งตัวอักษรหนาๆนั้นเป็นช่องทางการใช้จ่ายเงิน ที่นับวันจะยิ่งห่างไกลจากการใช้เงินสดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเลิกใช้เงินสดไปในที่สุด (ประเทศสวีเดนยกเลิกการใช้เงินสดไปแล้ว) เพราะในอนาคตระบบการชำระเงินจะเป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากภาพนี้

1ที่มา : https://www.bot.or.th/Thai/PaymentSystems/PolicyPS/Pages/PaymentSeminar_2015.aspx

 

จากภาพเราจะเห็นว่าการชำระค่าสินค้าและบริการแบบออนไลน์นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆช่องทาง ซึ่งมากน้อยแตกต่างกันไป ลองสมมติว่าจาก 5 กิจกรรมการใช้จ่ายข้างต้น (ซื้อเกมส์ ซื้ออาหาร การเดินทาง การลงทุน) หากเปลี่ยนมาชำระด้วยเงินสด

นอกจากจะต้องเสี่ยงภัยจากโจรผู้ร้ายแล้วยังสร้างความยาก ลำบากให้แก่ชีวิตของเราอีกด้วย ในขณะเดียวกันการใช้จ่ายผ่านบัตรต่างๆก็ยังไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะเราต้องพกบัตรหลายใบหรือจดจำรหัสผ่านอีกมากมายเพื่อที่จะได้ใช้จ่ายเงินให้ครบทุกช่องทาง

ในอนาคตเทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น โดยการรวบรวมช่องทางการชำระเงินต่างๆไว้ในที่เดียวกัน ด้วยระบบการชำระเงินแบบ PromptPay คือ การใช้หมายเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ แทนหมายเลขบัญชีธนาคาร เพื่อใช้ในการชำระเงินหรือการโอนเงินโดยไม่ต้องใช้เงินสด ซึ่งโครงการชำระเงินแบบ PromptPay นั้นเป็นระยะเริ่มต้นของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) เพื่อเปลี่ยนให้สังคมไทยเป็น Digital Economy

 

 

ข้อมูลของโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment

2

 

เปรียบเทียบรูปแบบการชำระเงินรูปแบบเดิมกับแบบ PromptPay

3

 

วิธีการสร้าง PromptPay

เริ่มต้นง่ายๆด้วยการลงทะเบียนที่สาขาของธนาคาร หรือใช้บริการผ่านทางธนาคารออนไลน์ก็ได้ โดยใช้ “บัญชีธนาคารผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ” เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว เราก็มี PromptPay เป็นของตนเอง ต่อไปเวลาโอนเงินให้คนอื่นก็ใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือหมายเลขบัตรประชาชนก็โอนเงินได้แล้ว

 

ประโยชน์จากระบบการชำระเงินแบบ PromptPay

  1.       โอนเงินง่ายโดยใช้หมายเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ (แทนหมายเลขบัญชีธนาคาร)
  2.       ค่าธรรมเนียมการโอนถูกกว่า (การโอนข้ามธนาคารหรือโอนไปต่างจังหวัด)
  3.       รับสวัสดิการความช่วยเหลือได้โดยตรงจากภาครัฐ เช่น รับเบี้ยผู้สูงอายุ เงินบำนาญ
  4.       ชีวิตปลอดภัยขึ้นเพราะไม่ต้องถือเงินสดปริมาณมากๆ
  5.       ไม่ต้องจดจำรหัสผ่านหรือพกบัตรหลายใบ (เช่น บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด)

ภาคธนาคารกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เราจะเห็นการแข่งขันทางด้านการให้บริการกันมากขึ้น การนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาผสมผสานกัน เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์และเข้าถึงเงินได้ง่ายยิ่งขึ้น  ดังนั้น การเลือกบัญชีธนาคารที่จะนำผูกให้เป็น PromptPay ของเรานั้น ควรดูผลประโยชน์ที่จะได้รับไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งธนาคารที่ขยับตัวต้อนรับโครงการระบบการชำระเงินแบบ PromptPay คือ LH Bank

ซึ่งสามารถลงทะบียนได้ที่ LH Bank ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 หรือช่องทาง LH Bank M Choice (Mobile Application) หรือ LH Bank Speedy (Internet Banking) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2559 นะคะ

 

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ LH Bank จะช่วยเหลือเราด้านไหนบ้าง มาดูกันเลยจ้า

  1. ประหยัด บัตร ATM กดฟรีทุกตู้ ทุกธนาคารทั่วไทย เราไม่เสียค่าธรรมเนียม
  2. สะดวก ธนาคารที่ให้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลาด้วยระบบออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นบนมือถือ
  3. คุ้มค่า เพราะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงเท่าเงินฝากประจำ จะเบิกถอนตอนไหนก็ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง)
  4. คุ้มครอง ฟรี!! ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ โดยให้ความคุ้มครองสูงสุด 25 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ (เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 1 เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท / เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต 2เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100,000 บาท )

และอีกหนึ่งข้อดีคือ เมื่อคุณผูกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กับ LH Bank พร้อมสมัครใช้บริการ LH Bank M Choice (Mobile Application) คุณจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมคือ สามารถชำระบิลค่าสินค้าและบริการต่างๆได้ ฟรี! ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนบิล รวมไปถึงการชำระบิลผ่านช่องทาง LH Bank Speedy หรือ ATM ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2559

LHBANK final5

แม้ว่าระบบการชำระเงินแบบ PromptPay นั้นทำให้เราสามารถจับจ่ายใช้สอยสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในความง่ายก็ยังมีข้อควรระวัง คือ การควบคุมจิตใจของเราเองที่จะต้องมีวินัยทางการเงินด้วยการยึดหลัก “ออมก่อนใช้”  เพื่อป้องกันการก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว หากผู้อ่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัญชีออมทรัพย์ของ LH Bank สามารถติดต่อไปได้ที่ Contact Center 023590000 หรือ LH Bank ทุกสาขานะจ๊ะ

 

บทความนี้เป็น Advertorial

สไตล์ที่เป็นคุณกับการลงทุนที่ใช่

สไตล์ที่เป็นคุณกับการลงทุนที่ใช่

 

     ในยุคที่ดอกเบี้ยลดลงเกือบ 0% แบบนี้ เหล่ากรรมกรอออฟฟิศ (รึเรียกเท่ๆว่า มนุษย์เงินเดือน) ทุกคนคิดว่าตัวเองต้องเริ่มลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต เริ่มสะสมเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนแล้ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วจะเอาเงินไปลงทุนกับยังไง?’

 

     การลงทุนจริงๆแล้วต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกการลงทุนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทุกคนต่างคาดหวังจะผลตอบแทนหรือกำไรจากการลงทุนทุกคน แต่ปัญหาใหญ่สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆคนคือ เราไม่มีความเชี่ยวชาญแต่ก็อยากเริ่มลงทุนบ้าง หรือเราจะลงทุนสไตล์ไหนดี? สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆคนคงเริ่มต้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่า กองทุนรวม แต่การลงทุนในกองทุนรวมมีหลายประเภทแล้วแบบไหนล่ะที่ใช่เรา?

 

     ดังนั้นสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนการลงทุนคือ ต้องเข้าใจตัวเองก่อน เพราะหากเราไม่เข้าใจตัวเอง ต่อให้ลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนสูง แต่เราก็จะรู้สึกไม่สนุกกับการลงทุนจนทำให้เรารู้สึกว่าการลงทุนกลายเป็นเรื่องยากและรู้สึกว่า ‘ต้องลงทุน’ เท่านั้น แต่หากลงทุนในสิ่งที่ใช่เรา บอกได้เลยว่าทุกการลงทุนจะเป็นเรื่องท้าทายและทำให้คุณสนุกไปกับทุกการลงทุนได้

 

     ลองค้นหาตัวตนตัวเองเป็นนักลงทุนสายไหนเพื่อหาสไตล์การลงทุนแบบไหนที่ใช่

 

     การลงทุนของนักลงทุนสามารถแบ่งนักลงทุนออกได้เป็น 4 สาย นั่นคือ

 

นักลงทุนสาย Spartan

     หากคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง ชอบเอาชนะ มีความตั้งใจและมุ่งมั่นจนในบางครั้งก็ออกจะบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย กล้าได้ กล้าเสีย มีพลังงานล้นเหลือ ชอบทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตนเอง เรียกง่ายว่าเป็นพวก อึด ถึก ทน!!! คุณคือนักลงทุนสาย Spartan พวกเขาชอบการแข่งขัน พร้อมลุยและพร้อมเสี่ยง นักลงทุนสายนี้เน้นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับสูง และยังรับความเสี่ยงสูงได้ดีอีกด้วย

กองทุนรวมที่เหมาะกับนักลงทุนสาย Spartan ควรกระจายการลงทุนออกเป็น 3 แบบคือ

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง – นักลงทุนสายนี้สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงเช่น กองทุนรวมตราสารทุน หรือกองทุนรวมตราสารทุนแบบ sector fund ได้มากถึง 50% เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง – นักลงทุนสาย Spartan ควรลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางเช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมผสมที่ลงทุนได้ทั้งในตราสารหุ้นหรือตราสารหนี้ จำนวน 40%

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงต่ำ – เนื่องจากนักลงทุนสาย Spartan เป็นพวกกล้าได้ กล้าเสีย จึงไม่นิยมการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต่ำ แต่ก็ควรลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นในการลงทุนไว้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาล และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปจำนวน 10%

 

นักลงทุนสาย Hipster

     ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นนักลงทุนสายนี้ ลองสังเกตว่า นักลงทุนสาย Hipster เป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่สนใจที่จะมาติดตามการลงทุนด้วยตนเอง ชอบมองการวางแผนการลงทุนในภาพรวมแต่ไม่สนใจเรื่อง Detail หรือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เป็นพวกมองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยซีเรียสกับอะไรมากนัก จึงทำให้นักลงทุนสายนี้ควรเน้นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับดี แต่ต้องเน้นกองทุนรวมที่ตนเองสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ด้วย

นักลงทุนสาย Hipster สามารถกระจายการลงทุนลงใน 3 กองทุนรวมเช่นเดียวกับสาย Spartan ได้แก่

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง – นักลงทุนสาย Hipster เองก็อยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับหนึ่ง แต่สายนี้ไม่สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงได้มากเท่ากับนักลงทุนสาย Spartan จึงควรปรับลดการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง 30% เพราะไม่เน้นการสร้างผลตอบแทนในระดับสูงมาก

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง – นักลงทุนสายนี้ควรลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าของนักลงทุนสาย Spartan เป็น 60%

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงต่ำ – นักลงทุนสาย Hipster เองก็เป็นนักลงทุนที่ไม่เน้นการรักษาเงินต้นมากนัก จึงนิยมการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงมากกว่า ทำให้การลงทุนเพื่อรักษาเงินต้นในการลงทุนไว้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ ยังคงอยู่ที่ 10%

 

นักลงทุนสาย Nerd

     จุดเด่นของนักลงทุนสาย Nerd คือ ข้อมูลต้องแน่นปึกและรอบคอบ!!! นักลงทุนสายนี้ชอบความถูกต้องและชัดเจน เน้นความเป็นเหตุเป็นผลในการลงทุน เวลาจะลงทุนในอะไรสักอย่างจะต้องศึกษาหาข้อมูลจะกว่าจะชัวร์จนเรียกได้ว่าหมกมุ่นอยู่แต่กับการหาข้อมูลเลยทีเดียว และนักลงทุนสายนี้นิยมวางแผนการลงทุนให้เป็นขั้นเป็นตอน เรียกว่าทุกอย่างต้องเป๊ะตามที่วางแผนเอาไวเ้ลย

นักลงทุนสาย Nerd หากต้องเลือกกระจายการลงทุนลงใน 3 กองทุนรวมก็จะแบ่งออกได้ประมาณนี้

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงสูง – นักลงทุนสาย Nerd นั้นอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนก็จริง แต่สายนี้ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันเท่าไหร่ จึงไม่เน้นลงทุนในในกองทุนรวมที่มีระดับความเสี่ยงสูงได้มากเท่ากับนักลงทุนสาย Spartan หรือสาย Hipster จึงควรปรับลดการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงเหลือเพียง 20% เท่านั้น

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงระดับปานกลาง – นักลงทุนสาย Nerd จะเน้นการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางมากที่สุดในบรรดานักลงทุนทุกสาย ทำให้การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงปานกลางมีมากกว่า เป็น 50%

กองทุนรวมประเภทความเสี่ยงต่ำ – นักล&

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save