5 เหตุผลที่เราควรเก็บเงินแต่ตั้งแต่อายุน้อยๆ

 

ยังจำได้ไหมครับว่า เมื่อสมัยก่อนตอนที่เราเป็นเด็กน้อย

ผู้ใหญ่ทั้งหลายมักจะคอยเตือนเราอย่างหวังดีเสมอว่า "หัดเก็บเงินไว้นะลูก" "โตไปจะได้ไม่ลำบาก"

แต่พอโตขึ้นมาแล้วทำได้ไหม คำตอบส่วนใหญ่กลับทำให้สะเทือนใจเพราะ "ทำไม่ได้"

 

จากการค้นคว้าผ่านประสบการณ์มิตรสหายหลายท่าน @TAXBugnoms

ได้พบจุดอ่อนข้อใหญ่ว่า "อ้าววว ผู้ใหญ่เค้าไม่เคยบอกเหตุผลนี่นา บอกให้แต่เก็บๆ แล้วจะรู้ไหมล่ะ!!" (แถสุดๆ)

ป้าดดดด งั้นวันนี้ขออธิบายเหตุผลให้ฟังเลยดีกว่า

ว่าเพราะอะไรเราทุกคนถึงต้องเก็บเงินตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

 

ข้อแรก เพราะว่า… ยิ่งแก่รายจ่ายยิ่งเยอะ!

ในช่วงชีวิตที่เราเป็นเด็กถึงวัยรุ่น เรายังมีไออุ่นของคุณพ่อแม่ให้พึ่งพิง

อาหารการกินก็หาได้ไม่ลำบาก แต่พอยิ่งโตแล้ว ความรับผิดชอบก็ยิ่งเยอะ รายจ่ายเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเงาตามตัว

มีเรื่องปวดหัวให้ใช้เงินเยอะขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้ามีลูกมีเต้า เจ็บป่วยไม่สบาย

โอ้ยยย วงเวียนชีวิตมันช่างหมุนเร็วอะไรอย่างนี้ เงินที่มีต้องแบ่งปัน

ยังไม่รวมเงินที่ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ครอบครัวยามแก่เฒ่า เงินที่ต้องใช้ในแต่ละวัน

หรือจะหันเหไปทำธุรกิจก็ยิ่งมีรายจ่ายมากมาย แค่พูดแค่นี้ก็เครียดแล้ว ป๊ะ!

เก็บเงินกันดีกว่าครับ

 

ข้อสอง เพราะว่า… ไม้อ่อนดัดง่าย สร้างวินัยได้เร็วกว่า

เคยได้ยิน "กฎ 21 วัน" ไหมครับ กฎนี้มีหลักการว่า

ถ้าหากเราอดทนทำอะไรติดต่อกัน 21 วันมันจะเปลี่ยนกลายเป็นนิสัย

แต่การเก็บเงินนั้นไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องทำให้เป็นนิสัย แต่เราต้องสร้างให้มันกลายเป็น "วินัย"

ยิ่งเราเริ่มตั้งแต่เด็ก ในตอนที่รายได้ยังน้อย รายจ่ายยังน้อย

แต่ถ้าเราสามารถเริ่มออมเงินได้ รับประกันได้เลยว่า

เมื่ออายุมากขึ้น การเก็บเงินของเราก็จะง่ายขึ้น แถมบางครั้งยังเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้

 

แต่ถ้าใครไม่เคยเก็บเงินเลย เอาแต่ใช้สุรุ่ยสุร่าย สร้างนิสัยที่ไม่ดีแบบนี้

เราจะไม่เรียกว่าวินัย แต่มันจะกลายเป็น "สันดาน" แทน ซึ่งกำจัดยากกว่านิสัยไปหลายเท่าตัว (TwT)

 

ข้อสาม เพราะว่า… เราจะรู้คุณค่าของเงิน ไม่ใช้จ่ายสิ้นเปลือง

หากเราเรียนรู้ที่จะรู้คุณค่าของเงินตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้เรานั้นมองออกว่า

รายจ่ายไหนเป็นรายจ่ายที่ "จำเป็น" หรือรายจ่ายที่ "ต้องการ"

แยกออกดั่งมีญานทิพย์ ว่าสิ่งไหนจำเป็นที่ต้องใช้ และสิ่งไหนเป็นเพียงแค่ความต้องการเท่านั้น

และเมื่อเราลดความต้องการลงได้  "คุณค่าของเงินย่อมจะเพิ่มขึ้นตามความสิ้นเปลืองที่ลดลง" อย่างแน่นอน

 

 

ข้อสี่ เพราะว่า.. จะได้ศึกษาเรื่องการลงทุนแต่เนิ่นๆ

"การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง"

หลายๆคนจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงทุน บางครั้งได้แต่ฝากเงินเอาไว้ในธนาคาร

และยิ่งเราอายุเยอะเท่าไร ภาระที่เยอะขึ้นย่อมทำให้ความกล้าที่จะลงทุนลดลง

และการเริ่มต้นลงทุนเมื่อตอนอายุมาก มีข้อเสียที่หนักที่สุดคือ เมื่อพลาดแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้

เงินที่สร้างมาทั้งชีวิตหล่นหายไปหมดเมื่อยามชรา ชีวิตนี้ลำบากอย่างแน่นอน

แต่ถ้าหาก เราเริ่มต้นสั่งสมความรู้ตั้งแต่อายุยังน้อย ลองผิดลองถูกได้เรื่อยๆ

หากทำผิดพลาดไปก็สามารถลุกขึ้นใหม่ได้ มันก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมฮะ

ดีไม่ดีบทเรียนแห่งความผิดพลาดจะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไวขึ้นอีกด้วย

 

ข้อห้า เพราะว่า… เพลิดเพลินเพราะได้เกษียนก่อนกำหนด

"เริ่มต้นก่อน ย่อมมีโอกาสเกษียณก่อน"

โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น

ประกอบด้วยสามส่วนคือ เงินต้น ผลตอบแทน และระยะเวลา

สำหรับบางคนอาจจะมองว่าตัวเองมีเงินต้นไม่มาก ไม่กล้าเสี่ยงลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนมากๆ

แต่อาศัยที่ว่าเริ่มต้นก่อนก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน เรียกง่ายๆว่า "เด็กสายถึก"

เน้นอดทนจนสามารถเกษียณก่อนกำหนดได้ยังไงล่ะคร้าบบบ

 

เหตุผลทั้ง 5 ข้อนี้ มาจากข้อคิดเห็นส่วนตัวของ @TAXBugnoms และประสบการณ์ของมิตรสหายหลายๆท่าน

ที่เคยลองผิดลองถูกมามากมาย (พูดเหมือนยาเสพติดเลยแฮะ)

เลยอยากเขียนเพื่อเตือนใจให้ทุกคนรู้ไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเก็บเงิน คือ "การเริ่มต้น"

ซึ่งมันก็เหมือนกันกับการหัดขี่จักรยาน ถึงแม้ครั้งแรกจะยากแต่ถ้าขี่เป็นเมื่อไรแล้ว

เราก็เดินทางไปไหนมาไหนได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับการออมเงิน ไม่งั้นคงไม่มีคำว่า "ออมก่อน รวยกว่า" จริงไหมคร้าบบบบ

 

 

aommoney-saving-01-01

เทคนิคการปรับพอร์ตลงทุนด้วย กองทุนผสมยืดหยุ่น….ที่นักลงทุนต้องรู้

ก่อนอื่นเลย ผมต้องกราบขออภัยทุกท่านที่ผมไม่ได้เขียนบทความใหม่ ๆ ออกมา เนื่องจากงานที่รัดติว (รัดตัว !! เล่นเองแก้เอง..) ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหนังสือเล่มใหม่ งานบรรยาย งานอื่น ๆ อีกมากมาย จึงห่างหายกันไปนานกับการเขียนบทความใน Aommoney จนหลาย ๆ คนคิดว่าผมลาออกจากออมมันนี่ไปแล้ว หลัง ๆ มีข่าวลือกันว่าผมตายไปแล้ว เห็นบางท่านจุดธูปเชิญผมให้ออกมาด้วย….

แต่….ยังครับ ยังไม่ตายไปไหนง่าย ๆ เพราะยังรักคนอ่านทุกท่านอยู่ (เอาใจกันน่าดู) และถ้าไม่มีผมแล้วใครจะเขียนบทความให้คนอ่านทุกท่านละครับ…..

…….หลายท่านคงพูดพร้อมกันว่า “ มี ”…..(T-T)

เฮ่อ….เข้าเรื่องเลยกว่า….ในวันนี้ผมจะมาเล่าถึงการจัดพอร์ตกองทุนให้หายคิดถึงกัน โดยเราจะมาพูดถึงการจัดพอร์ตกองทุนแบบง่าย ๆ สบาย ๆ แต่รับรองว่า ผลที่ได้ ไม่น้อยหน้าใครทั้งนั้นครับ

แต่พอพูดถึง การจัดพอร์ต หลาย ๆ ท่านก็สงสัยว่าคืออะไร ผมขออธิบายสั้น ๆ แบบนี้ครับ การจัดพอร์ตการลงทุนคือ การแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนของเราไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น กองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ กองทุนทองคำ หรือจะลงทุน กองทุนหุ้นต่างประเทศก็ได้ (กระจายการลงทุนมันออกไป อย่าเอามาไว้รวมกัน)

ตัวอย่างเช่น เรามีเงิน 100 บาท โดยเอาเงิน 60 บาทไปลงทุนในกองทุนหุ้น และ 40 บาท ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ครับ ทั้งนี้ที่ต้องมีการจัดพอร์ตก็เพราะว่า จะช่วยทำให้เรากระจายความเสี่ยงได้ดี ทำให้ผลตอบแทนที่ได้ไม่แกว่ง หรือ ผันผวนมากจนเกินไป (ผันผวนน้อยก็ดีกว่า จะได้ไม่เครียดไงครับ และสามารถปรับระยะเวลาการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายได้อีกด้วย)

โดยปกติเรามักจะเห็นภาพการจัดพอร์ตที่เป็นแบบ คงสัดส่วนอย่างคงที่ไว้ ตามอายุ หรือ เป้าหมายการลงทุนของเรา หรือที่เราเรียกว่า Strategic Asset Allocation (SAA) กันนั้นเอง ซึ่งต้องมีการติดตาม และการปรับให้สัดส่วนคงที่อยู่ตลอดทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อที่จะทำให้ความเสี่ยงที่เรารับได้ไม่เปลี่ยนไป (แน่นอนว่าลงทุนนาน ๆ พอร์ตในส่วนกองทุนหุ้นมันจะบวมมากขึ้น เพราะว่ามีผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ครับ) เช่น อยู่ไปนาน ๆ จากหุ้น 60 % อาจจะขยายเป็น 70% ก็เป็นไปได้

แต่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเบื่อรูปแบบเดิม ๆ และ อยากจะมีผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้นในบางช่วงเวลา ปัจจุบันที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะมีการให้เทคนิคมากมายเข้ามาช่วย หรือเราจะเรียกว่า Tactical Asset Allocation (TAA) ตัวอย่างเช่น Core and Stellite คือมีพอร์ตหลัก เป็น SAA และ มีกองทุนที่น่าจะให้ผลตอบแทนได้ดีมากขึ้นมาเพิ่มเติมลงไปในพอร์ต (เหมือนดาวเทียมที่ลอยอยู่รอบ ๆ ตามชื่อ) หรือ บางคนก็อาจจะจับจังหวะในการลงทุนโดยใช้กราฟเทคนิคเข้ามาช่วย หรือ มีการปรับพอร์ตตามธีมในแต่ละปี หรือ จะมี Rebalance สัดส่วนในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งการจัดพอร์ตยังมีวิธีอีกมากมายก่ายกอง บางคน advance มาก ๆ ก็มีการใช้ model ทางสถิติมาคำนวนกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเทพสุด ๆ คุยกันได้เป็นวัน ๆ

ส่วนการจัดพอร์ตด้วย กองทุน Flexible ที่ผมจะคุยต่อไปนี้  ไม่ได้ซับซ้อนอะไร และคิดว่าน่าจะทำให้ทุกท่านประหยัดเวลาในการติดตามข่าวสาร หรือ ไม่ต้องปรับพอร์ตเองบ่อย ๆ ตามสภาวะของตลาดหุ้น เศรษฐกิจ การเมือง การงาน และความรัก(ไม่ใช่แล้ว !! ไม่ใช่มาดู ไพ่ยิปซี) เพราะว่าถ้าปรับเองบ่อย ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมแพงมากขึ้น และการปรับพอร์ตตามภาวะ หรือ จับจังหวะลงทุนนั้นบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้เราได้กำไรมากขึ้นเท่าไหร่ แน่นอนว่าอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นอีกด้วย

ซึ่งการทำ Asset allocation ด้วยกองทุนแบบ ผสมยืดหยุ่น (Flexible Fund) นั้นจะช่วยได้เราสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องจับจังหวะเอง (หรือ คิดไปเอง) ว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร

แต่ก่อนจะไปถึงวิธีการขออธิบายเพิ่มสักนิด Flexible Fund ก็คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนหุ้น กับ ตราสารหนี้ในพอร์ตได้ ตั้งแต่ หุ้น 100 % ตราสารหนี้ 0%  ถ้าผู้จัดการกองทุนเห็นว่าตลาดหุ้นน่าสนในในการลงทุน แต่พอในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจจะเห็นกองทุนปรับสัดส่วนเป็น หุ้น 0 % และตราสารหนี้ 100 % ก็เป็นไปได้ครับ ดังนั้นเราก็จะอาศัยจุดนี้ มาช่วยทำให้พอร์ตของเราปรับเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี อยากรู้แล้วสินะครับว่า จะทำอย่างไร ? ตามมาเลยครับ

วิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่ายครับ เพียงแค่ปรับสัดส่วน หรือ ปรับพอร์ตใหม่ ให้มี Flexible Fund อยู่ด้วยเท่านั้นเองครับ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ดูได้ตาม infographic ด้านล่างเลยครับ

เห็นไหมครับว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นดี กองทุน Flexible fund นั้นจะปรับสัดส่วนในกองทุนให้มีหุ้นทั้งหมดในส่วนของ Flexible Fund จนทำให้พอร์ตรวมทั้งหมดกลายเป็นพอร์ตเชิงรุกมากขึ้น

* คือ มีหุ้น 60 %(มาจากกองทุนผสม 20 %) + ตราสารหนี้ 40 %

ส่วนถ้าตอนไหนเศรษฐกิจไม่ดีละก็ กองทุน Flexible fund นั้นจะปรับสัดส่วนให้มีตราสารหนี้มากขึ้น จนกลายเป็นพอร์ตเชิงรับ หรือ มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น

** คือ  หุ้น 40 % + ตราสารหนี้ 60 %(มาจากกองทุนผสม 20 %)

หรือถ้าชอบการโยกย้ายพอร์ตแบบแรง ๆ หน่อย ก็อาจจะปรับสัดส่วนใหม่ให้เป็น กองทุนหุ้น 30% กองทุนตราสารหนี้ 30% และ กองทุน Flexible เป็น 40%  เผื่อที่เวลาตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น สัดส่วนทั้งหมดจะกลายเป็น หุ้น 70 %(มาจากกองทุนผสม 40 %) + ตราสารหนี้ 30% นั่นเอง และในทางกลับกันถ้าตลาดเป็นขาลง ก็จะเห็นหุ้นเหลือแค่ 30 % + ตราสารหนี้ 70% (มาจากกองทุนผสม 40 %)

เห็นไหมครับว่า สะดวกสบายขึ้นเยอะ ไม่ต้องมานั่งปรับสัดส่วนตามภาวะตลาด และเศรษฐกิจเอง ซึ่งในใจหลายคนในตอนนี้ คงคิดว่าทำไมไม่ใช้กองทุน Flexible Fund กองเดียวไปเลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก จริง ๆ ก็ทำได้นะครับ แต่ว่ามันจะวัดผลยาก ไม่มีตัวเปรียบเทียบ เพราะว่ากองทุน Flexible Fund แต่ละกองทุน จะมีสัดส่วนการลงทุนที่ไม่เหมือนกันเลย แล้วเราจะดูได้อย่างไรว่า กองทุนที่เราถือนั้น ทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ ดังนั้นโดยส่วนตัว ผมมองว่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับพอร์ตดีกว่าที่จะเอามาถือในระยะยาวมาก ๆ แต่ถ้าไม่มีเวลาดูพอร์ตจริง ๆ ก็สามารถทำได้นะครับ ผมไม่ได้ห้ามทำ แต่ให้ดูที่ความเหมาะสมจะดีที่สุดครับ

3 ความเข้าใจ “ผิด” ในการซื้อ “ประกันชีวิต”

สวัสดีคร้าบบบบ เมื่อพูดถึงการซื้อประกันแล้ว ในฐานะที่ผมเคยมีโอกาสคลุกคลีอยู่ในวงการประกันชีวิตมา รวมถึงได้เจอกับลูกค้า ผู้มุ่งหวัง และผู้คนทั่วไปที่หลากหลาย ก็พบว่า หลายๆคนยังไม่มีความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตอยู่มาก (รวมถึงเจอตัวแทนบางท่าน ที่ก็ยังขายแบบผิดๆอยู่เช่นกัน) วันนี้เลยถือโอกาสรวบรวม ความเข้าใจในการซื้อประกันชีวิตแบบผิดๆ ที่พบเจอบ่อยๆมาอยู่ 6 กรณี ที่มองว่า เป็นความไม่เข้าใจในการซื้อประกันชีวิตของคนส่วนมาก จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง และเราเคยซื้อเพราะเหตุผลแบบนี้ไปหรือไม่? แล้วถ้าไม่ใช่ แล้วอย่างไหนถึงจะถูก? 

นี่คือ 6 ความเข้าใจผิดในการซื้อประกันชีวิต อย่างที่ว่ามาครับ

===========================================

1. “ทำประกันชีวิต” เพื่อเป้าหมายลดหย่อนภาษี

คำถามแรกที่หลายคนมักจะถามผมเวลาที่จะอยากจะซื้อประกันชีวิตซักตัว คือ “จะซื้อเอาไว้ลดหย่อนภาษี มีตัวไหนแนะนำบ้าง?” ซึ่งโดยมากที่ซื้อกันไป ก็จะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ระยะสั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อเอาไว้ลดหย่อนภาษีกับออมเงิน ดูตัวไหนที่ออมสั้นๆ ได้เงินคืนเยอะๆ ก็เอาตัวนั้นแหละ ไม่สนใจเรื่องการคุ้มครองชีวิตหรือทุนประกันอะไรหรอก

ผิดยังไง? = อันที่จริงการได้รับการลดหย่อนภาษีจากการซื้อประกันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ผิดที่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นจุดประสงค์ในการซื้อประกัน เพราะมันทำให้เรามองข้าม หรือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกันชีวิต ซึ่งก็คือการ “คุ้มครองความเสี่ยง” เพราะถ้าจะสนใจแต่ลดหย่อนภาษี ไม่ว่า RMF LTF หรือประกันตัวไหนๆก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย ดังนั้นเหตุผลที่เราจะเลือกเอาเงินไปซื้อประกัน และต้องเป็นประกันตัวนี้ ก็ต้องมาจากเหตุผลของการป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก ไม่ใช่เหตุผลจากการลดหย่อนภาษี

แบบไหนถึงจะถูก? =  อย่างที่บอกไปว่า จะซื้อประกัน ต้องเริ่มจากเข้าใจเรื่องความเสี่ยงในชีวิต เห็นความเสี่ยงในชีวิตตัวเอง และต้องการบริหารความเสี่ยงนั้น เป็นหลัก ไม่ใช่เอาเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นที่ตั้ง ซึ่งความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องใช้ประกันชีวิตตอบโจทย์ ก็จะมีทั้งด้านที่เสี่ยงจากการจากไปก่อนวัยอันควร (คนข้างหลังเดือดร้อน) ที่ต้องใช้ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาคุ้มครองและวงเงินคุ้มครองชีวิต(ทุนประกัน) ที่เหมาะสม หรือเสี่ยงที่จะมีเงินไม่แน่นอนในอนาคต (ตัวเองเดือดร้อน) ที่ใช้ประกันชีวิตแบบเน้นออมเงิน (แบบสะสมทรัพย์, บำนาญ) ในการตอบโจทย์ ซึ่งก็ต้องมาคำนวณหาระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน และจำนวนเงินที่ต้องการต่อไป ไม่ใช่แค่ซื้อตามงบที่ตัวเองตั้งไว้ในใจแต่เพียงอย่างเดียว

2. ใช้ประกันชีวิตในการตอบโจทย์เป้าหมายการเงินทุกอย่าง

ข้อนี้โดยมากมักจะเกิดกับฝั่งคนขาย ที่เป็นตัวแทนประกัน คือไม่ว่าจะเป้าหมายการเงินอะไร คุ้มครองความเสี่ยงกรณีจากไปก่อนวัยอันควร? เป้าหมายเกษียณ? เป้าหมายการศึกษาลูก? ฯลฯ ก็ให้ลูกค้าซื้อแต่ประกันชีวิตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทั้งหมด (จากไปก่อนวัยก็ให้ซื้อแบบตลอดชีพ, เกษียณก็ให้ซื้อแบบบำนาญ, การศึกษาลูกก็ให้ซื้อแบบสะสมทรัพย์) โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆที่อาจจะเหมาะสมกว่า (เช่น เงินฝาก, กองทุนรวม หรือสินค้าทางการเงินอื่นๆ)

ผิดยังไง? = ประกันชีวิตเป็นสินค้าทางการเงินที่ดี แต่มันก็เหมาะกับแค่วัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องบางเรื่องที่อาจจะมีสินค้าทางการเงินตัวอื่นที่ตอบโจทย์ได้เหมาะสมกว่า ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนเกษียณโดยใช้แต่ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งถ้าจะตอบโจทย์ได้เต็มความต้องการ เช่น ต้องการเงินบำนาญใช้หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท หรือปีละ 240,000 บาท อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 150,000 – 200,000 บาท ซึ่งอาจจะสูงเกินไปสำหรับหลายๆคน นอกจากนั้นเงินบำนาญที่ได้ แม้จะการันตี แต่ก็ได้เท่ากันทุกๆปี ทำให้ตอนอายุมากๆ (เช่น 70-80 ปี) อาจจะใช้ไม่พอ เพราะผลจากเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีประกันชีวิตหลายประเภท ไว้ตอบโจทย์เป้าหมายต่างๆได้ แต่ก็ไม่เหมาะจะใช้ตอบโจทย์ได้แบบเต็มๆ เพราะอาจจะเป็นภาระที่หนักไป (จ่ายเบี้ยแพงเกิน) และเงินที่ได้ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ (ถ้าจะไปคิดรวมเงินเฟ้อกับเป้าหมายที่ต้องการ ก็ต้องยิ่งเตรียมเงินมากขึ้น เบี้ยที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมโหฬารขึ้นตามไปอีก)

แบบไหนถึงจะถูก? = เงิน เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่เป้าหมายการเงินเรามีหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องรู้จักใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้บรรลุทุกเป้าหมายที่ต้องการได้ ซึ่งประกันชีวิต จะเหมาะกับเฉพาะเป้าหมายคุ้มครองความเสี่ยง เน้นคุ้มครองชีวิต เป็นหลัก หรือถ้าเป็นเรื่องของการออมเงิน ก็เหมาะจะใช้แค่เพื่อตอบโจทย์การันตีเงินขั้นต่ำสุด ส่วนที่ต้องเตรียมมากกว่านั้น อาจจะต้องใช้การลงทุนเข้าช่วย จึงจะเหมาะสมกว่า เพราะใช้เงินน้อยกว่า และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า (แต่ก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงในการลงทุน และรู้จักรับความเสี่ยงให้ได้ด้วย) ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า อาจจะเป็นการลงทุนใน หุ้น กองทุน อสังหาฯ ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เรื่องเป้าหมายการเงินระยะยาวที่ต้องใช้เงินมากๆ ได้ดีกว่าประกันชีวิต

อย่าลืมว่า สินค้าทางการเงินแต่ละอย่าง มีข้อดีข้อเสีย จุดเด่น จุดด้อย จุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน ไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกๆเรื่อง ศึกษาให้เข้าใจ แล้วเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายครับ

3. เลือกแบบประกันชีวิตไม่เหมาะสมกับความจำเป็น

คนส่วนใหญ่มักจะซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (ออมเงิน) เป็นหลัก ไม่ว่าจะทำเพื่อออมเงิน หรือเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง เพราะคิดว่าแบบสะสมทรัพย์ดีกว่าแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ตรงที่มีเงินคืน ไม่ใช่จ่ายทิ้งอย่างเดียว เลยคิดว่าคุ้มค่ากว่า

จัดพอร์ตการเงิน สไตล์วางแผนฟุตบอล

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคอฟุตบอล (เช่นเดียวกับผม 555) หรืออย่างน้อยก็คงเคยดูฟุตบอลมาไม่มากก็น้อย ซึ่งในเกมฟุตบอลเราก็จะพบว่ามีผู้เล่นอยู่หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ผู้รักษาประตู – กองหลัง – กองกลาง – กองหน้า แต่ละตำแหน่งก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ผู้รักษาประตู = ปราการด่านสุดท้าย ที่จะปกป้องทีมไม่ให้เสียประตู เพื่อไม่ให้ทีมแพ้ 

กองหลัง = คุ้มกันเกมรุกของคู่แข่ง 

กองกลาง = ช่วยเกมรับ สกัดเกมรุกของคู่แข่ง รวมถึง ช่วยเติมเกมรุก สนับสนุนการทำประตูของกองหน้า

กองหน้า = ทำประตู เพื่อช่วยให้ทีมชนะ ประสบความสำเร็จ

จากแนวคิดการจัดวางตำแหน่งของผู้เล่นในเกมฟุตบอลดังกล่าว จะพบว่า ถ้าเรามองดีๆ เราสามารถเอามาประยุกต์กับการวางแผนการเงิน หรือวางแผนการลงทุนได้ ซึ่งอาจจะสามารถช่วยให้เราเข้าใจการลงทุนมากขึ้น หรือแม้แต่ช่วยให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมากขึ้นก็ได้นะครับ!

เอาล่ะ! ลองไปดูกันดีกว่า ว่าเราจะสามารถเอาแนวคิดจากฟุตบอลมาใชักับการเงินกันยังไงได้บ้าง!


“สินทรัพย์แต่ละประเภท ก็เหมือนผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง”

อย่างที่เราทราบว่า สินทรัพย์ทางการเงินมีอยู่มากมายหลายประเภท เช่น ประกัน, เงินฝาก, พันธบัตร, ตราสารหนี้, หุ้นกู้, หุ้นสามัญ, ทองคำ, อสังหา, ฯลฯ แต่ละประเภทก็มีลักษณะและมีจุดประสงค์เอาไว้ใช้งานทางการเงิน การลงทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแต่ละตำแหน่งในเกมฟุตบอล ก็อาจจะสามารถเปรียบเทียบได้คร่าวๆดังนี้

ประกัน (ชีวิต, สุขภาพ, อุบัติเหตุ, ทรัพย์สิน) = ผู้รักษาประตู

ประกัน ทำหน้าที่คุ้มครองความเสี่ยงให้ชีวิตและทรัพย์สินของเรา การมีประกันติดตัวไว้ ก็เสมือนมีผู้รักษาประตูคอยปกปักรักษาสินทรัพย์สินเงินทองของเราอยู่ ไม่ให้เสียหายจากการโจมตีของเหตุไม่คาดฝัน หรือความเสี่ยง ดังนั้น ใครที่ไม่มีการวางแผนคุ้มครองความเสี่ยง ก็คงเหมือนทีมฟุตบอลที่ไม่มีผู้รักษาประตู หากบุกเพลินๆแล้วพลาดพลั้งถูกตัดบอลได้ ก็มีสิทธิ์ถูกยิงประตูจนพรุน พ่ายแพ้ไปได้อย่างง่ายดาย

เงินฝาก (ออมทรัพย์, ประจำ) พันธบัตร/ตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนรวมตลาดเงิน = กองหลัง

เงินฝาก หรือตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้ นอกจากมีไว้เพื่อเป็นเงินสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นเงินออมระยะสั้นเผื่อฉุกเฉิน สำหรับรายจ่ายที่โผล่มาแบบไม่คาดฝัน (เช่น ตกงาน ค่ารักษา เจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ซื้อของใช้ที่จำเป็น) เปรียบเทียบแล้วก็คงจะเหมือนกองหลังที่ทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีจากผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม (ค่าใช้จ่ายประจำ, ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามา) ที่ช่วยในเกมรับ ซัพพอร์ตการเงินให้เราอุ่นใจ ว่าการเงินของเราจะไม่พัง หรือพ่ายแพ้ได้ง่ายๆ

ตราสารหนี้ระยะยาว / ตราสารหนี้ต่างประเทศ = กองกลาง

ตราสารหนี้ระยะยาว มีผลตอบแทนปานกลาง (3-4% ต่อปี) และมีความเสี่ยงไม่สูงนัก (ถ้าเป็นหุ้นกู้ เอกชน ก็ขึ้นอยู่กับเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย)  สามารถใช้งานได้ทั้งเป็นเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินในระยะปานกลาง ตั้งแต่ 1-3 ปี หรือหากจะใช้เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น จากแค่ฝากเงินทั่วไป ก็อาจจะเลือกตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 4-6% ต่อปี เปรียบเสมือนกองกลางของทีม ที่ทำหน้าที่ช่วยทีมทั้งรุกและรับ ถ้าอยากได้มิดฟิลด์ตัวรับมาช่วยเกมรับ สร้างความมั่นคงอุ่นใจให้กับทีม (พอร์ตเรา) มากขึ้น ก็เลือกตราสารหนี้ระยะยาวของไทย แต่ถ้าอยากได้มิดฟิลด์ตัวรุกที่มาช่วยซัพพอร์ตเกมรุก เพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตเราสูงขึ้นหน่อย ก็เลือกตราสารหนี้ต่างประเทศ ก็จะช่วยให้เรามีโอกาสทำประตู (ได้กำไร) สูงขึ้น

ตราสารทุน (หุ้น) = กองหน้า

หน้าที่ของหุ้นในพอร์ตการลงทุน คือเป็นกำลังหลักในการสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุด เพื่อให้เงินทุนในพอร์ตงอกเงยเติบโตในระยะยาว เปรียบเสมือนกองหน้าที่ทำหน้าที่ยิงประตู เพื่อช่วยให้ทีมได้รับชัยชนะ (บรรลุเป้าหมายการเงินที่ตั้งไว้)

สินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ (ทอง, อสังหาริมทรัพย์, ตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ) = ตัวสำรอง, ผู้เล่นตัวโจ๊กเกอร์

สินทรัพย์ทางเลือกเหล่านี้อาจจะเลือกมาใส่ไว้ในพอร์ตการลงทุนของเราตามสถานการณ์และความจำเป็น หรือใช้เป็นทางเลือกเสริมในการสร้างผลตอบแทนก็ได้ เช่น ค่าเช่าจากอสังหา (หรือราคาที่เพิ่มขึ้นจากกองทุนอสังหา) มีทองคำ เอาไว้ถ่วงพอร์ต กระจายความเสี่ยงในพอร์ต (ช่วงที่หุ้นตก ราคาทองมักจะขึ้น) เป็นต้น เปรียบเทียบได้กับผู้เล่นตัวสำรองที่เราอาจจะเปลี่ยนตัวลงมาตามสถานการณ์ในเกมขณะนั้น ว่าจะต้องการเกมรับ หรือเกมรุก หรืออาจจะเป็นผู้เล่นแบบโจ๊กเกอร์ ที่ลงมาสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับเกมได้ บางครั้งทีมอาจจะต้องมีผู้เล่นแบบนี้เอาไว้บ้างเพื่อสร้างความแตกต่างยามจำเป็น


“วางแผนให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ ทีมต้องมีความสมดุล”

ในเกมฟุตบอล เวลาจัดนักเตะลงสนาม ต้องให้แต่ละตำแหน่งมีความสมดุล ทั้งกองหลัง กองกลาง กองหน้า ถ้าหากเราใส่แต่กองหลังลงไปทั้ง 11 คน ทีมคงไม่มีวันชนะ เพราะไม่มีกองหน้าไว้ทำประตู ก็เหมือนกับการที่ในพอร์ตของเรามีแต่เก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝาก มีความปลอดภัยสูงก็จริง แต่ผลตอบแทนก็ต่ำเตี้ยติดดิน โอกาสจะบรรลุเป้าหมายในอนาคตที่ต้องการก็เป็นไปได้ยาก หรือถ้าเราใส่แต่กองหน้าลงไปทั้ง 11 คน อาจจะมีโอกาสทำประตูได้เยอะ แต่ถ้าโดนตัดบอลสวนกลับที โอกาสที่จะเสียประตูแล้วแพ้ไปเลยก็มีสูง เพราะไม่มีเกมรับ ไม่มีผู้รักษาประตูไว้คอยป้องกันประตู ก็เหมือนกับการที่เราเอาแต่เงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง เวลาตลาดดีอาจจะได้กำไรเยอะ แต่เวลาขาดทุน ก็อาจจะเป็นอันตรายถ้าเราไม่มีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินเลย หรือไม่มีประกันไว้รองรับความเสี่ยง หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ก็อาจจะทำให้เราต้องสูญเสียเงินลงทุนเพ

คน”โสด” เตรียมอยู่บ้านพักคนชรา รู้ค่าใช้จ่ายแล้วหรือยัง?

วันก่อนได้มีโอกาสนัดเจอเพื่อนฝูงและก็นัดเม้าท์มอยตามภาษา ก็นินทาคนนั้นทีคนนี้ที คุยกันพักหลังไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่อง update ชีวิตเพื่อนๆที่แต่งงานไปแล้ว ดูรูปลูกคนนั้นลูกคนนี้แล้วก็ยินดีกับเพื่อนไป แต่ก็ยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังหาแฟนไม่ได้ แล้วคิดว่าคงยังไม่มีดวงจะแต่งงานจนอายุปาไป 40 กว่าๆ

หลายคนก็นั่งคิดแล้วนะว่า เออถ้า “โสด” แบบนี้ แก่ตัวไปจะทำอย่างไร? ต้องมีค่าใช้จ่ายกันขนาดไหน ผมก็เลยไปนั่งดูข้อมูลดูไว้ซักหน่อย

1. บ้านบางแค

ที่นี่ดังสุด เวลาพูดถึงบ้านพักคนชราก็จะนึกถึงบ้านบางแค ก็เขาเปิดมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. อายุก็นมนานแล้ว คนก็เลยคิดถึงชื่อนี้ก่อน ก็เลยเปิดๆดูข้อมูลจากเว็บไซต์และข่าวที่เกี่ยวข้องกับบ้านบางแค

“บ้านบางแครองรับผู้สูงอายุได้เพียง 250 คนและเต็มแล้วนะคะ ต้องรอคิวอีกเป็นพัน”

ฟังแล้วคงต้องจองล่วงหน้ามันซัก 10 ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากเพราะพวกเราเวลาที่ทุกคนคุยถึงบ้านบางแคนั้นเหมือนกับว่าทุกคนพร้อมจะไปอยู่กันเป็นอำเภอนึง และก็อย่าลืมว่าประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก แน่นอนว่าบ้านพักคนชราที่ดำเนินการโดยรัฐบาลอย่างบ้านบางแคเนี่ย คงจะไม่เพียงพอในอนาคตแน่ๆ แต่ก็ดูราคาไว้หน่อย

  • หอพักราคา 1,500 บาทต่อเดือน
  • บังกะโล ประมูลเอาเมื่อมีคนที่ไม่ได้พักแล้ว เริ่มต้นที่ 2 แสนบาท

ถ้าเราอยู่ด้วย 1,500 บาทต่อเดือน ก็ตกปีละ 18,000 บาท อยู่กัน 20 ปีก็ 360,000 ถ้าเขาไม่ขึ้นราคานะ เอาเป็นว่าบ้านบางแคนั้นหากเราจะต้องการใช้เป็นจุดที่เราต้องอยู่ในบั้นปลายชีวิตตั้งแต่อายุ 60 ถึง 80 นะ อย่างน้อยต้องเตรียมเงินซัก 3-4 แสนเป็นอย่างต่ำแล้ว ราคานี้ไม่รู้จะมีการปรับเปลี่ยนในอนาคตอีกไหมก็ต้องติดตามชมกันในรุ่นของเรานะครับ

แต่ยังไม่หมดนะ เนื่องจากบ้านบางแคดูเหมือนจะเต็มซะเยอะผมก็เลยลอง Search หาบ้านพักคนชราเพิ่มเติมแล้วก็พบกับ…

2. สวางคนิเวศ

โครงการนี้มาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯที่เห็นว่าในอนาคตคนไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทางสภากาชาดไทยก็เลยสร้างคอนโดเพื่อผู้สูงอายุมาให้อยู่กันเลย เท่าที่ดูแล้วสวางคนิเวศจะต่างกับบ้านบางแคอยู่นะครับ เพราะจะมีกิจกรรมต่างๆ มีการพาไปทริปทั้งในไทยและต่างประเทศ ก็เห็นว่าคนจองคิวกันแน่นอยู่เหมือนกันแต่ก็มีการพัฒนาขยายไปเรื่อยๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าบ้านบางแค ค่าใช้จ่ายมีดังนี้นะครับ

  • สิทธิในการอยู่อาศัย (ไม่ได้ซื้ออยู่) 850,000 บาทขึ้นไป ราคาถูกกว่าคอนโด
  • ค่าบำรุงรายเดือน 2,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ถ้าผมคำนวณคร่าวๆว่าเราจะต้องอยู่ไปอีก 20 ปี ค่าใช้จ่ายรวมๆต่อเดือนประมาณ 5,000 บาท รวมแล้วจะต้องมีเงิน 850,000 + (5,000 x 12 เดือน x 20 ปี) เท่ากับ 2,050,000 บาท จากการสัมภาษณ์จากข่าวก็เห็นว่าที่นี่เหมาะสำหรับคนแก่ที่มีรายได้อย่างน้อยเดือนละ 15,000 บาทขึ้นไปนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มาพักก็คือคนที่มีบำนาญ มีเงินฝากในธนาคารและบริหารเงินมาเป็นอย่างดีแล้ว

ผมว่าธุรกิจนี้ยังไม่ค่อยจะมีใครทำเท่าไหร่นะครับ ใครสนใจและเห็นโอกาสจากสังคมผู้สูงอายุที่จะมากขึ้นในอนาคตก็ลองศึกษากันดูนะครับ เชื่อได้ว่าธุรกิจนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งความต้องการของคนไทยในอนาคตได้

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนที่ “โสด” แล้วกำลังคิดว่าจะหาบ้านพักคนชราอาศัยอยู่กันในอนาคตนะครับ ดูเหมือนว่าการเป็นคนชราที่สบายๆนั้นไม่ใช่ว่าเป็นได้แบบชิวๆนะ ต้องมีเงินหลายแสนจนไปถึงเป็นล้านบาทเลย ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

เมื่อเราทราบแล้วก็อย่าลืมการวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้นะครับว่าเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรที่จะโสดแบบมีสังคมเก๋ๆในบ้านพักคนชรา เก็บเงินเอาไว้ตอนนี้ยังไงก็สบายกว่าเก็บที่หลังนะครับและก็อย่าลืมไป “จองคิว” กันก่อนล่วงหน้าด้วยล่ะ Walk in อาจจะอดได้นะจ๊ะ

Reference :

http://www.dailynews.co.th/bangkok/391521

http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=94629

http://www.softbizplus.com/real-estate-property-news/1381-condo-for-elderly

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 18 – 22 กรกฎาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 18 – 22 กรกฎาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม “อัศวินกองทุน” คนเดิมคนหล่อ (แฮ่ม) ที่จะพาทุกคนไปต่อกับคอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK สรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกแบบสั้นๆ เข้าใจง่าย พร้อมกลยุทธ์ในการลงทุนในสไตล์สบายๆและกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมครับผม

สำหรับช่วงวันที่ 18 – 22 กรกฎาคม 2559 นั้น ดูเหมือนว่ามีสัญญาณเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราต้องคอยพิจารณาและจับตาดูสถานการณ์ที่กำลังจะตามมาครับ เอาล่ะครับ ผมว่าเรามาเตรียมตัวกันเลยดีกว่าครับว่า สัปดาห์นี้เราควรจะวางแผนการลงทุนไปในทิศทางไหนกันดีครับ

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
“จับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป เพื่อรอสัญญาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้วขยายตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 จากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และราคาน้ำมันฟื้นตัว รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งผมเองก็ได้แนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นเพิ่มน้ำหนักการลงทุนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงยืนยันคำเดิมครับว่า เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐต่อไปได้เลยครับผม

ตลาดหุ้นยุโรป

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงมาตรการดอกเบี้ย และส่งสัญญาณออกมาตรการในครั้งถัดไป และรอการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ครั้งถัดไป ซึ่งความเสี่ยงและความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ แบบนี้เราควรรอดูสถานการณ์กันต่อไปดีกว่า ผมขอแนะนำให้คงการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปไว้ก่อนครับ

ตลาดหุ้นจีน

ทางด้านจีนนั้น เศรษฐกิจในไตรมาส 2 เริ่มมีความเสถียรภาพจากการขยายตัวทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาครัฐ ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มดีขึ้น ดูแล้วอนาคตของจีนเริ่มจะสดใสด้วยปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ ดังนั้นสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำให้เพิ่มการลงทุนต่อกันไปเลยครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลปัจจุบันสามารถชนะการเลือกตั้งสภาสูง ซึ่งจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจง่ายขึ้น ในระยะต่อไป คาดว่านักลงทุนจะคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้วครับ แบบนี้ผมมองว่าถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

แม้ Fed จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจเกาหลีมีแนวโน้มอ่อนแอลง หลังจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ผลิตเดือน ก.ค. มีความเชื่อมั่นน้อยลง และราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นค่อนข้างสูง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีน่าสนใจลดลง ผมคิดว่าตอนนี้การคงการลงทุนคงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับตลาดหุ้นเกาหลีครับ

ตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวที่ยังคงขยายตัวได้ดี แต่ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังค่อนข้างสูงอยู่ ซึ่งแปลว่าโอกาสการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยนั้นอาจจะยังจำกัด ดังนั้นการคงการลงทุนไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจอินเดียยังคงมีพื้นฐานดี การบริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัว และคาดว่าจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างกฎหมายภาษีการค้าและบริการ (GST Bill) ในการประชุมสภาสูงที่จะเริ่มในสัปดาห์หน้า ซึ่งทั้งหมดนั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นอินเดีย แล้วแบบนี้เราจะรออะไรอยู่ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนลงกันต่อได้เลยครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เราจะเห็นว่าช่วงนี้ ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นคำแนะนำของผมคือ ให้ลดการถือครองเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับสัปดาห์นี้ครับ

น้ำมัน

ปัจจัยกดดันจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ และกำลังการผลิตในแคนาดาที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น หลังจากไฟป่าไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโรงงานและท่อส่งน้ำมัน ผมว่าเราควรรอดูสถานการณ์ต่างๆกันไปสักระยะ จึงอยากแนะนำให้คงการลงทุนในน้ำมันกันไปก่อนครับ

ทองคำ

นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาดีกว่าคาดและเศรษฐกิจจีนที่มีเสถียรภาพขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง ผมจึงอยากแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลงไปด้วยเหมือนกันครับ

ตราสารหนี้ไทย

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อต่อเนื่องของนักลงทุน โดยการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล ไว้เพื่อการกระจายความเสี่ยงส่วนหนึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันครับ แบบนี้การคงการลงทุนไว้ก่อนบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพอร์ทการลงทุนของเราทุกคนครับ

จบกันไปอีกแล้วครับ กับสำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์ที่ 6 กับผมคนเดิม “อัศวินกองทุน” หวังว่าข้อมูลสถานการณ์ทั้งหมดที่ผมนำมาวิเคราะห์ให้ฟังนั้น จะช่วยให้นักลงทุนทุกท่านตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทตามความต้องการได้อย่างเหมาะสมนะครับ และภาพรวมของสัปดาห์นี้ก็ยังคงให้ความสนใจในการลงทุนทั้งตลาดหุ้นในประเทศ

โอกาสสร้างผลตอบแทนจากฝั่งเมียนมาร์ ทำเงินได้แบบไม่ต้องเสี่ยง!

ตอนนี้ไม่ว่าพวกเราจะนั่งกินข้าวที่ร้านไหน? พนักงานเสริฟล้วนเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้านของพวกเรากันทั้งนั้น แถมยิ่งตอนนี้ช่วงเวลาที่กำลังเปิดอาเซียน การถ่ายโอนย้ายแรงงานย่อมเป็นพลวัตรที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ตอนนี้จากสถิติแรงงานพม่าในเมืองไทยมีประมาณ 10 ล้านคน แค่แถบมหาชัยอย่างเดียวก็มีคนพม่าหลักล้านคนแล้ว แถมมหาชัยยังมีหมู่บ้านพม่า ห้างสำหรับคนพม่าเลยทีเดียว สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจแอบคิดเล็กน้อยว่าแล้วมันเกี่ยวกับพวกเรายังไงกัน? ทุกคนมองเห็นโอกาสที่มาพร้อมกับจำนวนคนพม่ากันหรือเปล่า? ถ้าคำตอบคือไม่ เราจะเฉลยให้ฟังครับ ปกติคนพม่าโอนเงินกลับบ้านกันคนละ 3,000 บาทต่อเดือน วิธีการโอนเงินก็มีทั้งผ่านธนาคารและใช้โพยก๊วนซึ่งอัตราการโอนอยู่ประมาณ 7-29 เปอร์เซนต์ ไม่ได้ตาฟาดกันนะครับ บางครั้งคนพม่าถูกเรียกค่าโอนเงิน 29 เปอร์เซนต์กันเลยทีเดียว

Everex เป็น FinTech สตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี Blockcahin ก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมช่วยคนพม่าโอนเงินกลับบ้านแบบ สะดวก ปลอดภัย สบายใจค่าธรรมเนียม ไม่เพียงแค่นั้นเราเปิดโอกาสให้คนไทยทั่วไปที่รู้จักคนพม่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มและมีส่วนช่วยให้คนพม่าโอนเงินกลับบ้านได้แบบอุ่นใจเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ เนื่องจาก  Everex รับ Tailor หรือคนที่จะเป็นคนรับโอนเงินกลับบ้านให้คนพม่า เริ่มสนใจกันแล้วใช่มั้ยครับ

ใครที่เป็น Tailor ได้บ้าง?

  • เจ้าของโรงงานที่มีคนพม่าทำงานอยู่
  • ครัวเรือนที่จ้างคนพม่าเป็นแม่บ้าน
  • คนทั่วไปที่รู้จักคนพม่า

การเริ่มต้นเป็น Tailor มีเพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆไม่ยุ่งยาก

  1. กรอกแบบฟอร์มใบสมัครผ่าน www.everex.co.th
  2. ทางทีมงานจะโทรศัพท์เพื่อสัมภาษณ์และแนะนำวิธีการใช้งานกระเป๋าเงินดิจิตอลของ Everex
  3. เพียงแค่นี้ทุกคนก็พร้อมเป็น Tailor ช่วยคนพม่าส่งเงินกลับบ้านได้แล้ว

Tailor ต้องทำอะไรบ้าง?

  • ซื้อ Crypto หรือเงินดิจิตอลสกุล THBEX ไว้ในกระเป๋าดิจิตอล
  • สอนคนพม่าใช้เว็บไซต์และเมื่อมีคนพม่าอยากโอนเงิน Tailor รับเงินสกุลบาทไว้และขายเงินดิจิตอลสกุล THBEX ให้แรงงานพม่าเพื่อให้เขาโอนกลับไปให้ครอบครัวขที่ประเทศพม่าผ่านระบบของ Everex
  • เวลาสิ้นเดือนทาง Everex จะโอนค่าคอมมิชั่น 1 เปอร์เซนต์ของจำนวนยอดเงินที่ขายเงินดิจิตอลสกุล THBEX ให้คนพม่า

ทุกเหตุการณ์มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นมันและคว้ามันไว้ได้หรือมั้ย? วันนี้ Everex เราลงพื้นที่พูดคุยกับคนพม่า ทำให้รู้ถึงความยากลำบากของพวกเขาในการส่งเงินกลับบ้าน ครอบครัวของพวกเขาอีกหลายชีวิตรอเงินก้อนนี้อยู่ เราเห็นว่าเทคโนโลยี Blockchain ที่เราถนัดและเชี่ยวชาญสามารถช่วยให้ชาวพม่าส่งเงินได้สะดวก ปลอดภัย และสบายใจค่าธรรมเนียม ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาและครอบครัวดีขึ้น ใครอยากมีส่วนร่วมทำเงินเพิ่มเติมแถมได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนพม่าด้วย มาร่วมกันได้นะครับ

สร้างเงินออมฉุกเฉินด้วย 5 บัญชีเงินออมดอกเบี้ยสูง

‘ก่อนเริ่มต้นลงทุนควรสร้างเงินออมฉุกเฉินประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน’ นี่คือคำแนะนำเบื้องต้นก่อนเริ่มลงทุนทุกครั้ง แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ? แล้วเราต้องใช้เวลาในการเก็บเงินนานแค่ไหน?

การออมเงินสำรองฉุกเฉินนั้นคิดจากการนำรายจ่ายทั้งหมดภายใน 1 เดือนมาสำรองให้ได้ประมาณ 3-6 เดือน นั่นคือ หากเราไม่ได้ทำงานก็สามารถมีเงินสำหรับจ่ายเงินค่าดำรงชีวิตไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือนนั่นเอง เช่นนาย ก มีเงินเดือนจำนวน 15,000 บาท และมีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท นาย ก ต้องการสำรองเงินฉุกเฉินไว้จำนวน 6 เดือน แสดงว่านาย ก ต้องออมเงินสำรองฉุกเฉินไว้จำนวน

10,000 x 6 = 60,000 บาท

เมื่อนาย ก มีเป้าหมายการออมแล้ว เรื่องต่อมาที่เป็นอีกข้อข้องใจของนาย ก ก็คือ แล้วจะนำเงินออมไว้ที่ไหนดี?

ตอนนี้การออมเงินโดยการฝากเงินไว้ในปัญชีออมทรัพย์เป็นทางเลือกสำหรับการออมเงินที่ไม่เน้นผลตอบแทน แต่เน้นรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อต้องการใช้เงินก็สามารถเบิกออกมาใช้ได้ทันที แต่ยังไงก็ทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่า ‘ถ้าได้ดอกเบี้ยเยอะๆก็ดี’

Wise Choice จึงขอนำเสนอทางเลือกสำหรับการเก็บออมในบัญชีเงินฝากที่จะช่วยให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนตัดสินใจเลือกเพื่อสร้างเงินสำรองฉุกเฉินซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งให้กับตนเองได้

คลิกที่นี่เมื่อต้องการดูภาพขนาดเต็ม

แน่นอนว่าแต่ละธนาคารย่อมมีเงื่อนไขในการเปิดบัญชีแตกต่างกันด้วย อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆก่อนเลือกเปิดบัญชีให้ดี

คลิกที่นี่เมื่อต้องการดูภาพขนาดเต็ม

สำหรับมนุย์เงินเดือนแล้วการออมเงินจำนวน 10% ของเงินเดือนไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีวินัยไม่นำเงินเก็บออกมาใช้ก่อน ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนการลงทุนคือการเก็บออมและเริ่มต้นการลงทุนด้วยการเก็บออมและศึกษารายละเอียดที่จะทำให้เงินของคุณงอกเงยขึ้นมา เรียกได้ว่านอกจากจะได้ออมเงินแล้วยังได้เริ่มฝึกซ้อมลงทุนผ่านการออมอีกด้วย

[Review] “กองทุนหุ้นขนาดเล็ก-กลาง” โอกาสการลงทุนที่มีอยู่เสมอ

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน หลังจากเหตุการณ์ “Brexit” เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ? จากที่ผมสังเกตส่วนใหญ่ก่อนการทำประชามติ นักลงทุน นักวิเคราะห์ กูรูทั้งหลายเองก็เดากันไปต่าง ๆ นานา ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเดากันว่า อังกฤษนั้น ไม่น่าออกจากสหภาพยุโรป

แต่พอผลการโหวตออกมา ผมเชื่อว่าทำให้ใครหลาย ๆ คนก็คงเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้ได้ดีขึ้น และหักปากกาเซียนกันไปหลายคน ซึ่งบทเรียนในครั้งนี้กับนักลงทุน ก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนนั้น ไม่ใช่การคาดเดาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต แต่เป็นเรื่องของการ เตรียมพร้อมด้วย “กระบวนการ” หรือ เตรียม “ทางเลือก” ไว้ว่า หากเกิดการณ์แบบนี้ แบบนั้นขึ้น เราจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดี หรือ พูดง่าย ๆ ว่าให้มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นอย่างไรนั่นเอง

ดังนั้น ผมว่าในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการหาสินทรัพย์เพื่อที่เตรียมพร้อมกับการลงทุน เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าสถานการณ์ไหน ๆ เราก็สามารถลงทุนได้ครับ เพียงแต่ว่าถ้าในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ก็คงต้องมีการคัดเลือกสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่เข้มข้นมากขึ้นไปด้วย

แนวคิดอีกประการที่จะสามารถช่วยนักลงทุนได้ในระยะยาวนั่นก็คือ การจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี มีการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่มีน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงระยะสั้นก็ตาม

การกระจายการลงทุนนั้น ก็มีได้หลากหลายวิธีครับ บางคนรับความเสี่ยงได้สูง ก็อาจจะมีกองทุนหุ้น หรือ สินทรัพย์เสี่ยงสูงหน่อย ส่วนสินทรัพย์ที่เราเลือกที่จะกระจายการลงทุนนั้นเองก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น กองทุนทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ

ส่วนถ้าใครต้องการลงทุนระยะยาว ๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนที่ดีแล้วละก็ มีสินทรัพย์นึงที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมาก หากนำมาใส่ลงในพอร์ตการลงทุน นั่นก็คือ กองทุนหุ้นขนาดเล็ก – ขนาดกลางครับ ซึ่งถ้าปรับสัดส่วนการลงทุนได้ดี กองทุนหุ้นขนาดเล็ก – ขนาดกลาง นี่แหละครับ ที่เป็นหัวหอกในการทำแต้ม หรือ สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ แต่ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปด้วย แต่ก็รับรองว่า ผลตอบแทนคาดหวังก็คุ้มความเสี่ยงแน่ ๆ

ซึ่งช่วงเวลานี้ ก็เหมาะกับการเลือกดูหุ้นขนาดเล็ก ๆ อยู่พอสมควร เนื่องจาก หุ้นใหญ่ ๆ ในตลาดหุ้นไทยเองก็ ถือว่าเติบโตขึ้นมามากพอสมควรครับ การจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนสมัยก่อน ก็ยากขึ้นไปด้วย เช่น บริษัทที่มียอดขายระดับ 10,000 ล้าน จะโตไปเป็น 20,000 ล้าน คงเป็นไปได้ แต่อาจจะยากมากกกก แต่ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทที่มียอดขายระดับ 1,000 ล้าน การจะโตไปเป็น 2,000 ล้าน อาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ดังนั้น จึงส่งให้ศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน หุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็ก ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสในการเติบโตได้ในอัตราที่สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่

และนอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการกระจายการลงทุน เพื่อลดความผันผวนจากกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เพราะว่าแน่นอนครับ เงินก้อนใหญ่ ๆ มาลงทุนในไทย ก็ต้องหาหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ๆ มากกว่าที่จะมองหุ้นขนาดเล็กเกินไป โดยนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น ความผันผวนของราคาหุ้นขนาดกลางและ ขนาดเล็กที่มาจากกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจึงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม หุ้นจิ๋วถึงได้แจ๋วนัก ? แนวโน้มการเติบโตสูง แถมความผันผวนก็ไม่ได้มากมายจนเรารับไม่ได้

เกริ่นมาเสียตั้งนานได้เวลาเข้ามาสู่กองทุนที่เป็นพระเอกของเราในครั้งนี้กันครับนั่น ก็คือ

กองทุนเปิดกรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้ Krungsri Thai Small – Mid Cap Equity Fund (KFTHAISM)

โดยกองทุนนี้มีจุดเด่น คือ แนวทางการคัดเลือกหุ้นขนาดเล็กเข้ามาในพอร์ตการลงทุนครับ โดยมีกลยุทธ์เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1. เลือกบริษัทมี “ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง” และ มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องยั่งยืน เพื่อให้ความผันผวนของหุ้นขนาดเล็กมีอยู่ไม่สูงจนเกินไปครับ

2. ดู “คุณภาพ” ของบริษัท ฯ บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง มีทีมผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และแนวคิดในสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจที่ชัดเจน ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ และ มีแนวโน้มเติบโตจากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น สินค้าหรือบริการใหม่ การควบรวมกิจการ หรือ การซื้อกิจการ

3. บริษัท “มีโอกาสเติบโตมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์” และ ต้องโตมากกว่าตลาดโดยรวม ระดับราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ที่ยังคงซื้อขายที่ระดับน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลประกอบการในอนาคต

ซึ่งจะมีความแตกต่างในกลยุทธ์การลงทุนสำหรับการบริหารแบบ กองทุนหุ้นธรรมดาอยู่พอสมควร เช่น จำนวนการถือครองหุ้นที่ไม่มากอยู่ประมาณ 20 หุ้น แต่มีการปรับหุ้นที่ไวกว่า รวมถึง มีแนวโน้มการถือครองหุ้นที่สั้นกว่าด้วยครับ

โดยผู้จัดการกองทุนยังคงเฟ้นหาหลักทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อคว้าโอกาสลงทุนในช่วงที่ตลาดกำลังฟื้นตัว ที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูง เช่น มีแนวโน้มเติบโตของรายได้สูง หรือ EPS Growth และ สูงมากกว่าตลาดหุ้นอยู่พอสมควรเลยครับ

ตัวอย่าง Valuation เฉลี่ยของหลักทรัพย์ในกองทุน

เมื่อเห็นตัวเลข PE ของหุ้นขนาดเล็กที่อาจจะดูแล้วค่อนข้างสูง นักลงทุนอย่าเพิ่งตกใจกันไปนะครับ

วางแผนหนี้ดี ชีวิตมีแต่ได้กับได้

วางแผนหนี้ดี ชีวิตมีแต่ได้กับได้

 

     ‘การไม่หนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ’ เชื่อว่าหลายคนก็คงจะคิดแบบเดียวกัน นั่นเพราะในชีวิตที่ต้องทำงานและต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน การซื้อของเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตย่อมเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ในบางครั้งเราเองก็ก่อหนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ Notebook ที่ต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับการทำงาน แต่ก่อนก่อหนี้ทุกครั้งหากวางแผนให้ดี การมีหนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

 

     อันดับแรกของการก่อหนี้คือ ตั้งสติ!!! นั่นเพราะเราต้องเข้าใจว่าหนี้นั้นมีทั้งหนี้และหนี้ไม่ดี เพราะอย่างนั้นถ้าเราแยกแยะไม่ได้ว่าหนี้ที่กำลังจะก่อคือ ‘หนี้ดี’ หรือ ‘หนี้เสีย’ ก็จะทำให้ชีวิตการเงินของเราติดหล่ม ออกจากวงจรหนี้ไม่ได้แน่ๆ

 

พักสักนิด ก่อนคิดก่อหนี้

 

     หนี้นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ‘หนี้ดี’ และ ‘หนี้เสีย’ หนี้ทั้ง 2 แบบเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินทั้งสิ้น แต่กลับให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือหนี้ดีและอะไรคือหนี้เสีย?

 

ก่อหนี้ดี มีแต่ได้ไม่มีเสีย

 

     ‘หนี้ดี’ คือ ‘หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้’ ถ้าสงสัยว่ามีหนี้แบบนี้ด้วย? นั่นก็เพราะในชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่จะไม่ค่อยก่อหนี้ดีเท่าไหร่ หนี้ดีเป็นหนี้ที่เมื่อเราก่อนขึ้นแล้วกลับช่วยสร้างรายได้หรือความร่ำรวยให้กับเราเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เช่น

 

  1. หนี้เพื่อการศึกษา เพราะการศึกษาคือการลงทุน ถือเป็นใบเบิกทางสำหรับอนาคต และการศึกษายังช่วยเพิ่มโอกาสในหน้าที่การงาน และยังช่วยสร้างรายได้ต่อยอดจากสิ่งที่ศึกษาได้ในอนาคต
  2. หนี้เพื่อความมั่นคง ได้แก่ หนี้ที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย เพราะเมื่อเราผ่อนหมด บ้านจะกลายเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าขึ้น และสามารสร้างรายได้ต่อโดยการขายหรือให้เช่าต่อไปได้
  3. หนี้เพื่อสร้างอาชีพ เช่น การกู้เงินมาเพื่อลงทุนทำธุรกิจหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำให้ธุรกิจสามารถขยายโอกาสและเพิ่มรายได้จากการผลิตให้มากขึ้น

 

สร้างแต่หนี้เสีย ชีวิตเพลียแน่!!!

 

     เมื่อมีหนี้ดีก็ต้องมีสิ่งตรงข้ามนั่นก็คือ  ‘หนี้เสีย’ หนี้ชนิดนี้เป็น 'หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้' เกิดจากการใช้เงินเพื่อสนองความต้องการ (Want) หรือเป็นหนี้ที่ทำให้ความมั่งคั่งหรือสภาพการเงินของเราไม่มั่นคง หนี้แบบนี้จึงเป็นหนี้ที่ทุกคนควรระวังให้ดีก่อนคิดจะก่อ

 

  1. หนี้เพื่อความสะดวกสบาย เช่น การผ่อน 0% เพื่อซื้อโทรทัศน์, โทรศัพท์มือถือ, บัตรคอนเสิร์ต (เราอยู่ในยุคที่บัตรคอนเสิร์ตก็ต้องผ่อนแล้ว)
  2. หนี้ที่ก่อให้เกิดภาระทางการเงิน เช่น การซื้อรถยนตร์ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการผ่อนและต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อน

 

     แต่ข้อมูลด้านบนไม่ใช่ตัวตัดสินว่าการก่อนหนี้ตามที่ได้กล่าวจะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด การซื้อรถยนตร์มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นหนี้เสียให้กับเราแต่หากเราคำนวณแล้วว่าการซื้อรถจะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้มากกว่าการเดินทางแบบอื่น หรือสามารถสร้างรายได้พิเศษเพิ่มเติมหากซื้อรถยนตร์ ก็ถือว่าการซื้อรถยนตร์เป็นการก่อหนี้ดี หรือแม้แต่การซื้อบ้าน หากเราซื้อบ้านและผ่อนจ่ายทุกเดือนโดยไม่กระทบการเงินของเรานั่นคือหนี้ดี แต่หากซื้อบ้านแล้วทำให้สภาพการเงินเสียหายนั่นก็นับเป็นหนี้เสีย

 

คิดให้ดี มีหนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 

     ดังนั้นก่อนจะคิดก่อหนี้ใดๆก็ตาม ให้ลองพิจารณาปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ก่อน

2

(ตารางจาก https://www.set.or.th/education/th/start/start_start_3_3.pdf)

 

     ถ้าคำตอบเป็นข้อ A ทั้งหมด นั่นคือหนี้ก้อนนี้มีเหตุผลที่จะก่อ และไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินในอนาคต

 

     ดังนั้นการก่อหนี้เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคลเพราะแต่ละคนมีปัจจัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกัน หากเราทำอาชีพพนักงานขายหรืออาชีพที่ต้องเดินทางติดต่อกับผู้คนตลอดเวลา การซื้อรถยนตร์ย่อมเป็นการประหยดทั้งเงินและเวลาให้กับเรามากกว่าคนที่มีอาชีพที่ไม่ต้องเดินทาง

 

     แต่การพิจารณาก่อนก่อหนี้นั่นคือ สภาพทางการเงิน และ ขนาดหนี้ที่ก่อ เพราะถึงแม้เราจะมีรายได้มาก แต่การมีหนี้มากก็ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่งคั่งแต่อย่างใด กลับกลายเป็นวงจรหนี้ที่ต้องหาเงินมาเพื่อชดใช้ให้หนี้หมดไปในแต่ละเดือนเท่านั้น

 

     ไม่ว่าจะเป็น ‘หนี้ดี’ หรือ ‘หนี้เสีย’ ก็ควรคุมกำเนิดหนี้ให้มีขนาดจำกัด นั่นคือหนี้สินรวมไม่ควรมีขนาดเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด เพราะในแต่ละเดือนยังมีรายจ่ายเข้ามาตลอด หากมีหนี้มากกว่ารายได้ย่อมทำให้สภาพทางการเงินติดลบจนนำไปสู่การก่อหนี้ก้อนใหม่วนไปไม่รู้จบ

 

อ้างอิงข้อมูล

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย. (มปป). การบริหารหนี้สิน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/debmgt.aspx. สืบค้นวันที่ 8 กรกฎาคม 2559.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2558).  วางแผนหนี้สิน.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://www.set.or.th/education/th/start/start_start_3_3.pdf.  สืบค้นวันที่ 8 กรกฎาคม 2559.

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save