สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 13-17 มิถุนายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม “อัศวินกองทุน” ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่คอลัมน์ WEEKLY OUTLOOK ในตอนแรกครับผม ซึ่งหน้าที่ของผมคือการสรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มที่น่าสนใจต่างๆมาให้ท่านผู้อ่านได้อัพเดทกันทุกสัปดาห์ครับ

สำหรับสัปดาห์แรกนี้ คือ วันที่ 13-17 มิถุนายน 2559 เราลองมาดูกันครับว่าตลาดทั่วโลกตอนนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ตลาดหุ้นสหรัฐ

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น แต่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริงเป็นการปรับตัวชั่วคราวเท่านั้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่คาดว่าลดลงจากกำลังการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับตัวลง ผมแนะนำให้ลดการลงทุนนะครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดปรับตัวลงตามทิศทางการแข็งค่าของเงินยูโร และการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยังคงขยายตัวตามดัชนีการปล่อยกู้ธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น คงเงินลงทุนไว้เถอะครับ

ตลาดหุ้นจีน

FED ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ทําให้ความเสี่ยงที่กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นลดลงราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นจีนก็ถูก เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคทำให้ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจ ผมจึงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนทั้งตลาด A-share และ H-share ครับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ปรับตัวขึ้นตามภูมิภาค แต่ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองยังไม่ดีขึ้น แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทั้งนี้ราคาต่อมูลค่าพื้นฐานยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ได้รับปัจจัยบวกเพิ่มหลังจากธนาคารกลางเกาหลีปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อประคองการส่งออกที่หดตัว ประกอบกับนักวิเคราะห์คาดการณ์กําไรต่อหุ้นมีการปรับขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งราคาต่อมูลค่าพื้นฐานถูกกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค ทําให้เกาหลีมีความน่าสนใจมากขึ้น ผมจึงแนะนําให้เพิ่มการลงทุนครับ

ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะอานิสงส์จากการไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED แต่หากมองไปที่การบริโภคของภาคเอกชน ผมคาดว่าจะชะลอตัวลงหลังจากที่มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจครบกำหนดครับ อีกทั้งการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวลง ดังนั้นลดการลงทุนลงสักหน่อยดีกว่านะครับ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังเงินลงทุนต่างชาติที่เข้าตลาดหุ้นเริ่มชะลอตัว แต่มีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูมรสุม ทำให้ภาพรวมของราคาต่อมูลค่าพื้นฐานถือว่าค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค

เงินสดและตราสารหนี้

ในช่วงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนแบบนี้ ผมขอแนะนำให้เพิ่มการถือครองเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมต่อไปครับ

น้ำมัน

ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีแรงกดดันจากการผลิตบางส่วนในแคนาดาและจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น

ทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ต่ำกว่าการคาดการณ์

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ทยอยปรับตัวขึ้นจากการไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยของ FED นักลงทุนจึงควรถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นนี้ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงครับ

“ควรทําความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2559 ทั้งนี้ เอกสาร นี้จัดทําโดย บลจ.ไทยพาณิชย์ เพื่อเป็นข้อมูลสําหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นํา หรือเสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความ เห็นหรือคําแนะนําในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเอง และรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยตนเอง

มีเทรนเนอร์ช่วยคิด เพิ่มความฟิตให้สุขภาพการเงิน

กราบสวัสดีผู้อ่านที่เคารพรักและน่ารักทุก ๆ ท่าน

อันดับแรกผมขออนุญาตแนะนำตัวกันก่อนนะครับ ผมชื่อกษิดิศ สุวรรณอำไพ (เรียกสั้น ๆ ว่าไอซ์น่าจะกันเองกว่าเนอะ) ผมใช้นามปากกาว่า Wealthfit ซึ่งก็เป็นชื่อเดียวกันกับเพจน้องใหม่ที่ผมตั้งใจจะทำขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการบริการจัดการเงินส่วนบุคคล รวมไปถึงด้านการวางแผนการเงินด้วย โดยบทความนี้ถือเป็นบทความแรกที่ผมเขียนขึ้นบนเว็บไซต์ aommoney.com ในฐานะนักเขียนรับเชิญ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะครับ ^^

อย่างที่เกริ่นกันไว้ข้างต้นว่าบทความของผมโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงิน หลาย ๆ ท่านคงอาจจะเคยได้ยินหรือได้รู้จักกับอาชีพ นักวางแผนการเงิน หรือ ที่ปรึกษาการเงิน กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าหากยังสงสัยว่า จริง ๆ แล้วอาชีพเหล่านี้ทำอะไร? ให้บริการในด้านการเงินในรูปแบบไหนบ้าง? เราจะใช้บริการนักวางแผนการเงินเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง? เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมเลยจะขออนุญาตเปรียบเทียบระหว่างนักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงิน กับอาชีพ “เทรนเนอร์ออกกำลังกายส่วนตัว” หรือ Personal Trainer (PT) ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นกระแสกันอยู่ในขณะนี้นั่นเองครับ

เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงกำลังใช้หรืออาจจะเคยได้ใช้บริการฟิตเนสใกล้บ้านเพื่อออกกำลังกาย ฟิตหุ่นให้เฟิร์ม เสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายและสุขภาพกันมาบ้างแล้ว ก็น่าจะคุ้นเคยกับเหล่าเทรนเนอร์ออกกำลังกายที่อยู่ในฟิตเนสนี้เป็นอย่างดี ซึ่งหน้าที่ทั่วไปของเทรนเนอร์ก็คือการที่คอยให้คำแนะนำในการออกกำลังกายแก่สมาชิกฟิตเนสทุกท่าน คอยระวังอันตรายที่อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของสมาชิก และส่งเสริมให้สมาชิกทุกท่านมีแรงกระตุ้นในการออกกำลังกาย เช่นเดียวกันกับนักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงิน ที่จะคอยให้คำแนะนำในการบริหารจัดการด้านการเงินส่วนบุคคล คอยดูแลแผนการเงินของลูกค้า และเป็นที่ปรึกษาสำหรับการบริหารจัดการและจัดสรรเงินเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายด้านการเงินในแต่ละด้าน

ซึ่งเทรนเนอร์ที่อยู่ในฟิตเนสนั้น ก็ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็นกันได้ง่าย ๆ ต้องผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทดสอบ มีใบรับรองหรือ Certificate ได้รับการฝึกฝนในประสบการณ์ด้านการออกกำลังกายมาแล้วเป็นอย่างดี เฉกเช่นนักวางแผนการเงิน ซึ่งการที่จะเรียกตัวเองได้ว่าเป็น “นักวางแผนการเงิน” หรือ “ที่ปรึกษาการเงิน” ได้นั้น นอกจากความรู้ความสามารถส่วนบุคคลในด้านการเงินแล้ว ก็จะต้องเข้ารับการอบรม ผ่านการศึกษาในวิชาแขนงการเงินเพิ่มเติมอีกมาไม่ใช่น้อย (อ่านบทความ “ตีแผ่อาชีพ”! นักวางแผนทางการเงินคือใคร? ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2) และยังต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตหรือคุณวุฒิวิชาชีพที่ได้รับการรับรองในระดับสากลและในระดับประเทศแล้ว เช่น ใบอนุญาตผู้วางแผนการลงทุน (Investment Planner) หรือใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (Investment Consultant) ซึ่งต้องมีตามกฎหมายจึงจะสามารถให้บริการด้านการเงินและการลงทุนแก่ลูกค้าได้ ส่วนคุณวุฒิทางการเงิน ตัวอย่างเช่น คุณวุฒิวิชาชีพนักวางแผนการเงิน CFP®, คุณวุฒิวิชาชีพที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ และ FChFP ฯ ตามมาตรฐานของวิชาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการ

โดยขอบเขตการให้บริการนั้นก็จะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของนักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงินแต่ละท่าน เช่น การสร้างความมั่งคั่งจากการบริหารจัดการรายรับรายจ่ายและการวางแผนภาษีเงินได้ การปกป้องความมั่งคั่งด้วยการวางแผนการประกัน การสะสมความมั่งคั่งเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคตด้วยการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ การเพิ่มพูนความมั่งคั่งด้วยการวางแผนการลงทุน รวมไปถึงการส่งต่อความมั่งคั่งด้วยการวางแผนภาษีและมรดก ผู้ให้บริการบางท่านอาจจะมีความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะคุณวุฒิวิชาชีพที่ปรึกษาการเงิน (ในส่วนนี้ผมอยากให้เน้นเฉพาะเจาะจงไปเลยจะดีกว่าครับ เช่น ที่ปรึกษาด้านการประกัน ที่ปรึกษาด้านการลงทุน เป็นต้น) ส่วนคุณวุฒิวิชาชีพนักวางแผนการเงินจะต้องมีความเชี่ยวชาญในทุกด้านอยู่แล้ว จึงเรียกได้ว่าเป็นการวางแผนการเงินในองค์รวม เลยครับ โดยรูปแบบและขั้นตอนในการให้บริการก็ยังมีความคล้ายคลึงกันกับเทรนเนอร์ด้วยเหมือนกัน ซึ่งนักวางแผนการเงินจะมีกระบวนการขั้นตอนหลัก ๆ การให้บริการดังนี้ครับ

  1. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้วางแผนกับลูกค้า นักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงินก็จะเข้าไปพูดคุยทำความรู้จักลูกค้าที่ต้องการรับบริการให้มีความรู้จักกันมากขึ้น และเปิดใจลูกค้าให้เห็นถึงความสำคัญต่อการวางแผนการเงินที่ดีและเหมาะสม พูดคุยถึงขอบเขตการให้บริการ แบบเดียวกันกับที่เราเห็นเทรนเนอร์ในฟิตเนสคอยเข้าไปทักทายลูกค้าใหม่ พูดคุยกับลูกค้าเพื่อแนะนำการออกกำลังกายนั่นแหละครับ
  2. การรวบรวมข้อมูลของลูกค้าและการกำหนดเป้าหมายทางการเงิน ในขั้นตอนนี้ที่ฟิตเนส เทรนเนอร์จะพาเราไปวัดสมรรถภาพร่างกาย วัดข้อมูลทางกายภาพ และสอบถามถึงเป้าหมายการออกกำลังกาย นักวางแผนการเงินเองก็จะทำการรวบรวมเอาข้อมูลด้านการเงินของลูกค้า ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพ (ไลฟ์สไตล์/ประวัติส่วนตัว) และปริมาณ (ข้อมูลที่เป็นตัวเลข) รวมไปถึงการกำหนดเป้าหมายทางการเงินทั้งระยะสั้น/ระยะกลาง/ระยะยาวของลูกค้าที่อยากให้นักวางแผนช่วยวางแผน เพื่อเป็นสมมติฐานตั้งต้นในการวางแผนและกำหนดกรอบการให้บริการ
  3. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถานะทางการเงินของลูกค้า พอได้รับข้อมูลสุขภาพและกายภาพของลูกค้ามาแล้ว เทรนเนอร์ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ผลด้านสุขภาพต่าง ๆ เช่น ดัชนีมวลกาย ปริมาณไขมันในร่างกาย ซึ่งก็จะทำให้ทราบพื้นฐานสุขภาพของลูกค้าได้ นักวางแผนการเงินเองก็จะนำเอาข้อมูลด้านการเงินของลูกค้า&#

รู้เขารู้เรา… รู้เท่าทันความเสี่ยงของกองทุนรวม

ใครว่าการลงทุนใน “กองทุนรวม” ไม่มีความเสี่ยง!

อ๊าว…ไม่มีเหรอ? แปลว่าทุกคนต้องรู้กันแน่เลยว่ากองทุนรวมก็เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งก็มี “ความเสี่ยง” อยู่เช่นกัน แต่นักลงทุนอาจจะยังสับสนอยู่บ้างว่าความเสี่ยงของกองทุนรวมที่ควรจะต้องสนใจมีอะไรบ้าง วันนี้ ลงทุนศาสตร์ จึงจะมาเล่าถึงความเสี่ยงของกองทุนรวมให้ฟังเพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการพิจารณาการลงทุนของตนเอง

ความเสี่ยงจากกองทุนรวมมีอยู่ 5 ด้านหลักด้วยกัน

1. Invested Asset Risk – ความเสี่ยงจากทรัพย์สินที่กองทุนนำไปลงทุนต่อ

อย่างที่ทราบกันดีว่า กองทุนรวม’ คือคนกลางในการนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนต่อในสินทรัพย์อื่น ดังนั้น ความเสี่ยง หลักของกองทุนรวมก็จะแปรผันไปตามสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นนำเงินไปลงทุน เช่น หากเป็นกองทุนหุ้น กองทุนก็จะมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุน หากเป็นกองทุนตราสารหนี้ กองทุนก็จะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ หากเป็นกองทุนน้ำมัน กองทุนก็จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

2. Operating Risk – ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของกองทุน

‘ผลดำเนินงานของกองทุน’ นอกจากขึ้นกับสินทรัพย์ในกองทุนแล้ว ยังขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน แต่ผลตอบแทนก็อาจจะต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ได้ ทั้งนี้ เพราะผลกำไรขาดทุนย่อมขึ้นอยู่กับกลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนของผู้จัดการกองทุนด้วย ยกเว้นในกรณีของกองทุนรวมแบบ passive fund หรือเน้นการลงทุนอ้างอิงดัชนี แบบนี้ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนน้อย และลดความเสี่ยงตรงจุดนี้ไปได้

3. Liquidity Risk – ความเสี่ยงจากภาวะสภาพคล่อง

‘สภาพคล่อง’ เป็นอีกหนึ่งปัญหาในการลงทุนกองทุนรวม เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 วันทำการในการขายกองทุนรวม ทำให้เกิดช่วงเวลาที่ได้รับเงินช้าไปจากการสั่งขาย เช่น กองทุนรวมต่างประเทศบางกองอาจใช้เวลามากกว่า 5 วันทำการในการได้รับเงิน ยิ่งถ้าติดวันหยุดก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้นไปอีก หรือกองทุนรวมบางอย่างก็มีสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์บางกอง ซึ่งหากนักลงทุนถืออยู่เป็นจำนวนมากก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องการซื้อขายด้วย

4. Exchange Rate Risk – ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

‘อัตตราแลกเปลี่ยนเงินตรา’ เป็นความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงที่สำคัญมากที่ต้องพิจารณาเมื่อนักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อในต่างประเทศ เพราะผลกำไรของกองทุนรวมขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างมาก เช่น กองทุนรวมหุ้นสหรัฐ นักลงทุนอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น 5% แต่กลับขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 10% แบบนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนก็ติดลบได้ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลการจัดการความเสี่ยงเรื่องค่าเงินของกองทุนเสมอ เพื่อวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะได้รับ

ความเสี่ยงทั้ง 4 นี้ไม่ใช่ความเสี่ยงทั้งหมดของกองทุนรวม แต่เป็นความเสี่ยงหลักที่พบเสมอที่นักลงทุนกองทุนรวมต้องให้ความสนใจอยู่ตลอดเวลา

วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจ ถึงความเสี่ยงแต่ละประเภทและนำมาพิจารณาป้องกันความเสี่ยงตามความเหมาะสม แต่ในกรณีที่ป้องกันไม่ได้ อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้นไปเลย

การลงทุนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้มากในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนั้น “ก่อนการลงทุน นักลงทุนควรมองถึงความเสี่ยงก่อนผลตอบแทนเสมอ”

เงินทองนั้นหามายาก ก่อนจะคิดวิธีทำให้มันงอกเงย ควรคิดก่อนว่าทำอย่างไรมันจะไม่หายไปมากกว่า

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ZhongAn Fintech อันดับ 1 ของโลก ซื้อประกันง่ายๆผ่านปลายนิ้ว

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘ประกันชีวิต’ กันพอสมควร บางคนก็ศึกษารายละเอียดกรมธรรม์มาอย่างดีเพื่อเปรียบเทียบว่าระกันแบบไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด บางคนก็ซื้อเพราะได้รับคำแนะนำจากคนขายประกันว่าแบบนี้แหละดี หรือหลายๆคนก็เลือกซื้อประกันชีวิตผ่านทางออนไลน์ แต่รวมๆแล้วการซื้อประกันชีวิตของเราก็ผ่านคนขายประกันอยู่ดี

แต่ตอนนี้รูปแบบการซื้อประกันได้ก้าวไปอีกขั้น ที่ทำให้คุณสามารถซื้อประกันชีวิตได้ทุกรูปแบบผ่าน Smartphone เท่านั้น!!!

ZhongAn เป็นบริษัทสัญชาติจีนที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นบริษัท Fintech อันดับ 1 ของโลกประจำปี 2015 ก่อตั้งขึ้นปี 2013 จากการสนับสนุนของ Alibaba Group ร่วมกับบริษัท Tencent, Ping An และบริษัทอื่นๆ และยังได้รับใบอนุญาตให้เป็นบริษัทประกันภัยบนโลกออนไลน์แห่งแรกของจีน จึงนับเป็นก้าวแรกของ Fintech ที่สามารถสร้างจุดยืนในธุรกิจประกันภัยได้

แล้ว ZhongAn แตกต่างจากบริษัทประกันอื่นยังไง? ZhongAn เริ่มต้นธุรกิจด้านประกันภัยโดยอาศัยวิธี O2O (Online to Offline) เพื่อกระจายข้อมูลสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ ZhongAn นั้นแตกต่างจากบริษัทประกันอื่นๆนั่นก็เพราะ การซื้อประกันทั่วไปเราจะปรึกษากับคนขายประกันว่า ประกันตัวไหนดี? แล้วคนขายก็จะแนะนำประกันตัวที่เหมาะกับเราจากข้อมูลที่เราให้ไป แต่ ZhongAn ได้ใช้ระบบ Alibaba Cloud ที่ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการเปิดตัวสินค้า จากหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่น, ร่นระยะเวลาในการเปิดตัวสินค้าจากเดิมใช้เวลาประมาณ 6 เดือนให้เหลืองเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น

ZhongAn ใช้ระบบ Big Data มาแทน จึงสามารถดีไซน์กรมธรรม์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 รายการ เช่น Internatioal Flight Accident, Pregnancy & Marternity, Sportive Holiday Personal Accident ซึ่งสามารถชำระเบี้ยประกันผ่านระบบของ Alibaba ได้ แต่บางรายการต้องซื้อผ่าน Application เท่านั้น เช่น Bububao จะซื้อได้เมื่อโหลด XiaoMi Step Tracking Application และมีจุดเด่นคือผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนจำนวนก้าวเดินมาเป็นเงินเพื่อใช้ชำระค่าเบี้ยประกัน เรียกได้ว่านอกจากประหยัดเงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกันภัยแล้ว ยังได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมาอีกด้วย นอกจากนี้ ZhongAn  ยังสามารถดีไซน์แพลตฟอร์มการขอรับเบี้ยประกันภัย, แพลตฟอร์มการเรียกร้องสินไหมทดแทน และสามารถคาดเดาความต้องการของตลาด รวมไปถึงการบริหารความเสี่ยงได้แบบอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการของ ZhongAn สามารถค้นหาข้อมูล, เลือกซื้อ หรือเลือกใช้บริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้เพียงแค่ใช้ Smartphone 

ดังนั้นในอนาคตต่อไป แค่เรามี Smartphone เราสามารถเรียกดูข้อมูลของประกันทุกแบบ และสามารถวางแผนการซื้อประกันได้ด้วยตัวเองแล้ว การใช้ระบบ Big Data ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นเรื่องประกันก็จะกลายเป็นทุกคนทำได้เองง่ายๆผ่านปลายนิ้วมือเท่านั้น

ปั้นเงินง่ายๆ สไตล์ลูกจ้าง(ไม่ประจำ)

ปั้นเงินง่ายๆ  สไตล์ลูกจ้าง(ไม่ประจำ)

 

     นอนกลางวันช่วงสาย แล้วค่อยตื่นมาทำงานช่วงบ่าย หรือไปเที่ยวพักผ่อนไกลๆเพื่อตามหาแรงบันดาลใจหรือประสบการณ์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของชีวิตลูกจ้าง(ไม่ประจำ)เท่านั้น แต่หากคุณถามพวกเขาใหม่ พวกเขาก็จะบอกได้แค่ว่า วงการนี้มันโหดมาก หลายคนตื่นนอนตอนสายเพราะทำงานโต้รุ่ง หรืออดหลับอดนอนติดกันหลายวันเลยก็มี

     นั่นก็เพราะในความเป็นจริงแล้วการเป็นฟรีแลนซ์ นั่นคือการทำให้ทุกอย่างในชีวิตหมุนรอบสิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน ในแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ความกดดันข้อใหญ่ที่สุดของชาวฟรีแลนซ์ก์คือ การไม่มีรายได้ประจำ, ไม่มีบริษัทที่ช่วยคำนวณหรือหักภาษีเงินได้, ไม่มีเงินกองทุนสำหรับการเกษียณ หรือปัญหาข้อใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือ รายได้ที่มีไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

     เหล่าฟรีแลนซ์หลายคนให้ความสนใจเฉพาะการหารายได้ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการตั้งงบการเงินให้กับตัวเอง ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการใช้จ่าย และไม่คิดถึงเรื่องการเกษียณให้กับตัวเอง แต่ในชีวิตจริงการวางแผนการเงินมีความสำคัญเท่ากับการส่งงานให้ทันเดดไลน์ เพราะหากไม่ลำดับความสำคัญในการวางแผนการเงินแล้ว คุณก็ไม่สามารถหารายได้เพียงพอกับรายจ่าย นี่คือเหตุผลที่ทำให้เหล่าฟรีแลนซ์ต้องแบ่งความคิดมาให้กับเรื่องการเงินพอๆกับการใช้ความคิดในการทำงาน

     หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่ต้องการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับตัวเอง ลองเริ่มต้นหนทางการสร้างเงินในแบบของคุณเองโดยอาศัยข้อแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตลูกจ้าง(ไม่ประจำ) ในแบบของคุณ

 

  1.       รู้ว่าตัวเองใช้จ่ายกับอะไรบ้าง

     สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ก็ตาม คือการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่หามา ดังนั้นหัวใจของเคล็ดลับนี้คือ รู้ว่าตัวคุณเองใช้เงินซื้ออะไรบ้าง หากคุณไม่เคยทำมาก่อน ก็ลองเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย!!! เริ่มต้นจากจดบันทึกรายรับ-จ่ายลงในอะไรก็ได้ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกรายรับ-จ่ายแบบสมุด หรือใช้ Application ก็ตาม จากนั้นช่วงสิ้นเดือนก็มาตรวจดูว่าเงินของคุณของไหลออกไปทางไหน โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่รายจ่ายทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจเช็ค เช่น ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน, ค่าเดินทาง, ค่าซื้อของเล็กๆน้อยๆ, ชำระหนี้, เงินออม, เงินสำหรับการเกษียณ และภาษี โดยใช้บันทึกควบคุมการใช้จ่ายเงินทั้งหมด จากนั้นก็ตรวจสอบรายได้ว่าครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่ โดยแบ่งงบการเงินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายกับสิ่งที่คุณต้องจ่ายอยู่แล้ว และอีกส่วนเพื่อลงทุนให้กับตัวเอง

 

  1.       สร้างงบการเงินเพื่อการใช้จ่าย

     เมื่อเราจดบันทึกรายรับ-จ่ายแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการตรวจสอบว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างย้อนหลังไปอย่างน้อย 3 เดือนและสร้างงบการเงินให้ชัดเจน เช่น หากเรามีรายได้ 30,000 บาท อาจกำหนดให้รายจ่ายจำเป็นทุกเดือนนั้นคือ 50% ของรายได้ทั้งหมดนั่นคือ 15,000 บาทเท่านั้น (แต่อย่าลืมคิดรายจ่ายพิเศษนั่นก็คือ ภาษี) และหากคำนวณรายได้ทั้งหมดแล้ว ไม่ครอบคลุมกับรายจ่ายส่วนอื่นๆ ก็มีวิธีแก้ไข 2 ทางคือหารายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายบางอย่างลง

 

  1.       สร้างงบการเงินที่เราคาดหวัง

     สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณสามารถอดทนกับการประหยัดค่าใช้จ่ายได้คือ การตั้งงบการเงินเพื่อทำตามฝัน แต่หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่มาก, เป็นฟรีแลนซ์มือใหม่ หรือเพิ่งเสียลูกค้าไป ให้ทบทวนแผนการเงินของตัวเองว่ารายได้เพียงพอกับรายจ่ายเพียงพอรึเปล่า? มีเงินเหลือเก็บสำหรับออมและสำหรับการเกษียณรึยัง? หากยังไม่มี ลองเริ่มจากหักเงิน 20% ก่อน หรือหากต้องการวางแผนเที่ยวก็ต้องวางแผนการเงินส่วนอีกประมาณ 20% และอย่างสุดท้ายคือต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งสำหรับการเสียภาษี (ขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละบุคคล) นั่นคือจะมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด

 

  1.       ลองใช้กฎ 50-20-30 ดู

     สำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่ให้ลองตั้งงบการเงินด้วยกฎ 50-20-30 โดยเริ่มจากการการนำรายได้ทั้งหมดมาหักจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีก่อน แล้วจึงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งจำนวน 50% เป็นส่วนที่ต้องใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต เช่นค่าใช้จ่ายจำเป็นภายในบ้านเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์, ค่าเดินทาง, ค่าของใช้จำเป็น และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด รายได้ส่วนที่ 2 สำหรับเพื่อการออมระยะยาวจำนวน 20% โดยการนำเงินไปออมหรือลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณ บางคนอาจนำเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้ แต่ขอให้เน้นที่การออมเงินมากว่าการนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมด และส่วนสุดท้ายจำนวน 30% นั้นนำไปใช้จ่ายตามใจเช่น ไปเที่ยวเล่น, ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว, ดูหนัง, เข้าฟิตเนส ซึ่งกฎนี้สามารถใช้ได้กับทุกคน

     คนที่มีรายจ่ายในชีวิตประจำวันไม่สูงมาก เช่น มีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน ทำให้ประหยัดเงินค่าเดินทางลงได้อีก จึงมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 50% ก็สามารปรับสัดส่วนเงินเป็น 40-25-35 หรือ 45-25-30 ตามความเหมาะสมก็ได้

     สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง อาจมีภาระค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าเช่าบ้าน หรือพ่อแม่ที่ต้องจ่ายเงินสำหรับลูกๆ ก็สามารถปรับสัดส่วนเงินเป็น 60-20-20 และเมื่อลูกโตมากพอก็ค่อยปรับสัดส่วนมาเป็น 40-30-30 ก็ได้เช่นกัน

     ทุกกฎไม่ตายตัว เพียงแค่ลองหาสัดส่วนที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายและการดำเนินชีวิตของคุณเองก็ทำให้คุณอยู่ได้แบบสบายๆ และไม่มีหนี้สิน

 

  1.       กำหนดงบการเงินประจำสัปดาห์

     เมื่อคุณกำหนดรายจ่ายจำเป็นที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว คุณสามารถนำเง&#x

smart 3B โค้ชการเงิน ที่จะสร้างความพร้อมทางการเงินให้กับคนไทยทุกกลุ่ม

smart 3B โค้ชการเงิน ที่จะสร้างความพร้อมทางการเงินให้กับคนไทยทุกกลุ่ม

 

ความรู้เรื่องการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกชีวิตคนธรรมดา เป็นผู้ที่มีความมั่งคั่ง เปลี่ยนชีวิตชนชั้นกลางกลายเป็นมหาเศรษฐี และองค์ความรู้นั้น สามารถส่งต่อเป็นมรดกที่มีค่าต่อลูกหลานของเรา

 

เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้เรื่องการเงินนั้น กลับไม่ได้มีการสอนและบรรจุในหลักสูตรการศึกษาอย่างจริงจัง ปล่อยให้เรานั่งงม และค้นหาในมหาลัยชีวิต ซึ่งถูกหรือผิด กว่าจะรู้ก็เมื่อสายไปเสียแล้ว

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นและดีใจแทนคนไทยทุกครั้งที่มีใครซักคน หน่วยงานไหนซักหน่วยงาน หรือองค์กรใดซักองค์กร ที่ลุกขึ้นขึ้นมาด้วยความตั้งใจให้องค์ความรู้ที่มีค่านี้นะครับ

 

smart 3B คือ หนึ่งในความตั้งใจนั้นที่ผมพูดถึงครับ

 

smart 3B เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ได้แก่ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โครงการนี้เป็นการร่วมมือ ระดมสมอง แรงกาย และแรงใจ โดยผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน การลงทุน การวางแผนรับมือความเสี่ยงในแต่ละด้าน ถามว่าโครงการนี้ร่วมมือกันทำอะไรบ้าง?

 

  1. ให้บริการที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ตั้งแต่เริ่ม จนจบกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนการใช้จ่าย วางแผนการลงทุน วางแผนจัดการความเสี่ยง วางแผนมรดก วางแผนเกษียณ วางแผนภาษี และวางแผนคุ้มครองธุรกิจ
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครบวงจร ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่ง และผลิตภัณฑ์การเงินที่เป็นหลักประกันเพื่อความมั่งคงของชิวิต
  3. บริการศูนย์วางแผนการเงินส่วนบุคคล เพื่อรองรับการบริการลูกค้า smart 3B และการจัดสัมมนาทางการเงินให้บุคคลทั่วไป
  4. พัฒนาบุคลากรที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ ให้มีความรู้ทางด้านการวางแผนการเงิน

 

ทีมที่ปรึกษาทางการเงิน ของ smart 3B นั้น ได้รับการรับรองมาตรฐานนักวางแผนการเงิน CFP (Certified Financial Planner) ในเรื่องความรู้ความสามารถ ต้องยกนิ้วให้นะครับ เพราะจากประชากรทั่วโลกกว่า 7 พันล้านคน นักวางแผนการเงินที่ได้คุณวุฒิ CFP นี้มีเพียง 161,821 คนเท่านั้น ในขณะที่ในประเทศไทยมีเพียงแค่ 147 คน และอยู่ในทีม smart 3B แล้ว ณ ตอนนี้ 10 คนด้วยกัน

 

โดยสรุป ทีม smart 3B นี่ คือ การรวมตัวของโค้ชและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินที่มีความเป็นมืออาชีพสูง จากความร่วมมือและบริหารงานของ 3 พันธมิตรทางการเงินที่แข็งแรง ที่จะคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และอยู่กับเราตลอดเส้นทางการเงินในอนาคตเพื่อช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

 

คำถามคือ แล้วทำไมเราต้องมีโค้ชการเงิน?

ผมมองอย่างนี้นะครับ ทุกคนมีความเก่งเฉพาะทาง และแน่นอนว่า ความเก่งด้านการบริหารการเงิน ไม่ได้ติดตัวมากับเราทุกคน ที่สำคัญอย่าลืมว่าทรัพยากรที่จำเป็นมากคือ “เวลา” เราอาจจะต้องใช้ความสามารถและเวลาเพื่อบริหารงานของเรา ดังนั้น การมีโค้ชการเงินอยู่ข้างๆ ก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราได้ทำในสิ่งที่รัก ในสิ่งที่เราถนัด แต่เรายังมีที่ปรึกษา มีคนช่วยวางแผนอนาคตเรื่องเงินให้เราอีกทาง โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะเสียโอกาสทางการเงินโดยไม่จำเป็น ให้เราได้ใช้ “เวลา” ที่มีอยู่อย่างเต็มที่คุ้มค่า และมีความสุขกับสิ่งที่เลือกทำ

 

แล้วหาอ่านบทความตาม Internet หรือใช้โปรแกรมช่วยลงทุนมันไม่เพียงพอหรอ?

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นบล็อกเกอร์ให้ความรู้ด้านการลงทุนมานมนาม ก็บอกได้ในฐานะผู้เขียนนะครับว่า ความต้องการด้านการเงินของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันเลย เป้าหมาย ความเสี่ยง ทัศนคติต่อการลงทุน ข้อจำกัดส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราต้องออกแบบแผนการเงินแตกต่างกันไป ซึ่งบทความ ความรู้ในภาพกว้าง หรือโปรแกรมสำเร็จรูป ที่หาอ่านหาใช้ได้ฟรี บางทีมันอาจไม่ตอบโจทย์มุมมองของชีวิตของคุณครบทุกด้าน แต่การได้รับคำปรึกษาอย่างตรงจุดและเข้าใจความต้องการของคุณจริงๆ นี่เอง คือหัวใจสำคัญในการไปถึง “อิสระภาพทางการเงิน” ครับ

BLA_Info-design-03-02

สูตรสำเร็จทางการเงินอาจจะมีอยู่ทั่วไป แต่การวางแผนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล คือส่วนสำคัญที่เราจะทำให้เราบรรลุถึงเป้าหมาย บางที smart 3B อาจจะจะเป็นคำตอบของผู้อ่านในที่นี้นะครับ

 

สำหรับท่านที่สนใจใช้บริการ หรืออยากร่วมงานกับ smart 3B  ช่องทางการติดต่อตามนี้ครับ

Website : www.smart3b.net
Email : [email protected]
Tel.: 0 2777 8814
ที่อยู่ : ศูนย์วางแผนการเงิน smart 3B
23/115-121 ซอยศูนย์วิจัย ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 1031

บทความนี้เป็น Advertorial

Passive Income สร้างง่ายๆจากการออมหุ้นฉบับมนุษย์เงินเดือน

เวลาที่เราพูดถึงการลงทุนในหุ้นนั้น หลายๆคนก็คงอาจจะนึกถึงการทำกำไรด้วยการซื้อมาในราคาที่ต่ำและขายไปในราคาที่สูงที่ทำให้เราร่ำรวยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือจะเป็นการใช้ปัจจัยพื้นฐานเพื่อประเมินมูลค่าก็ตามแต่ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการสะสมหุ้นเพื่อเงินเป็นผลก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่หลายๆคนคาดไม่ถึงและสามารถทำได้ง่ายๆจากการซื้อหุ้นหรือกองทุนรวม สมัยนี้เริ่มต้นง่ายๆจากการเปิดบัญชีออมหุ้น – กองทุนรวม เริ่มด้วยเงินแค่เพียง 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น มาดู Concept ง่ายๆว่ามันทำได้จริงอย่างไร ผมจะ Back Test ให้ดูนะครับ

1. จำนวนหุ้นจะมากขึ้นตามที่เราสะสมมากขึ้น

การซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมแต่ละเดือนแบบ DCA นั้น มีข้อดีที่ว่าเราสามารถทยอยสะสมได้เรื่อยๆโดยไม่ทำให้เราต้องลงเงินก้อนในตูมเดียว (ซึ่งเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนมาก) รวมถึงมีโอกาสลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการลงทุนในแต่ละเดือนด้วย ยิ่งหุ้นลงก็จะได้หุ้นมากขึ้น และถ้าหุ้นปรับตัวในราคาสูงก็ยอมลดความเสี่ยงในการซื้อหุ้นราคาแพง มาดูตัวอย่างราคาข้างล่างของการซื้อหุ้นตัวหนึ่งในรอบ 3 ปีกว่าๆ ของหุ้นตัวหนึ่งนะครับว่าหากเราลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นที่ 5,000 บาทนั้น ในแต่ละปีเราจะสะสมหุ้นได้มากขึ้นขนาดไหน

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าจำนวนของหุ้นในแต่ละเดือนจะมากขึ้นเรื่อยๆตามที่เราสะสมเข้าไป ช่วงเริ่มต้นจะน้อยนะครับ ก็ต้องอดทนในการสะสมโดยไม่ขายแม้เราจะเห็นว่าราคามันช่างเย้ายวนให้คลิ๊กขายจริงๆ และที่สำคัญก็คือหุ้นที่เราเลือกนั้นจะต้องคัดสรรมาดีแล้วในเรื่องของพื้นฐานทั้งทางคุณภาพบริษัทไม่ว่าจะเป็นคณะผู้บริหาร สินค้าและบริการ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ฯลฯ ตลอดจนงบการเงินที่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าหุ้นตัวนี้มันเจ๋งจริงและมีผลงานที่เห็นชัดเจนนะครับ

2. ปันผลจะมากขึ้นเมื่อเราสะสมหุ้นเข้าไป

เรื่องนี้เราสามารถมองเห็นภาพได้ชัดมาก พอเราสะสมหุ้นมากขึ้น พอหุ้นปันผลก็จะเอาอัตราเงินปันผลไปคูณกับจำนวนหุ้น ในกรณีที่ปันผลมีอัตราเท่าเดิม จำนวนเงินที่ได้รับยอมมากขึ้นเสมอ แต่ถ้าเราเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้นและหุ้นได้มีการจ่ายปันผลที่มากขึ้นไปด้วยยิ่งดีเลยนะครับ มาดูกันว่าเมื่อเราลงทุนในหุ้นแบบนี้จะได้ปันผลกี่บาท

จะเห็นได้อัตราเงินเป็นผลในแต่ละรอบนั้นไม่เท่ากัน ในปี 2013 อัตราปันผล 4.6 บาท ซึ่งหุ้นที่สะสมตอนนั้นจำนวน 451 หุ้นก็สร้างเงินปันผลได้ถึง 2,075 บาท แม้อัตราเงินปันผลจะลดลงมาเป็น 3.4 ในปีต่อมา แต่จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 727 หุ้น ก็ทำให้ได้เงินปันผลที่มากขึ้นเป็น 2,472 บาท พอมาเรามาดูในปี 2015 การปันผลนั้นมี 2 รอบ แต่รวมแล้วจะมีเงินปันผลถึง 5,877 บาท

ในอนาคตถ้าผลประกอบการดีขึ้นและเงินปันผลมากขึ้นก็จะสามารถทำให้เราสร้างเงินปันผลได้มากขึ้นครับ

3. ถ้าอยากได้ Passive Income มากขึ้นจะต้องทำอย่างไร?

พอมาถึงตรงนี้แล้ว หลายๆคนก็คงเห็นแนวทางในการสร้าง Passive Income จนเกิดคำถามว่าจะทำยังไงให้ได้เงินมากขึ้นละเนี่ย ก็มีหลายวิธีการที่เราจะทำได้ในเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ

  • นำเงินมาลงทุนให้มากขึ้น ก็เก็บจากเงินเดือนและรายได้เสริมนี่ล่ะ เงินต่อเงินโล้ด
  • เงินเดือนขึ้นก็ลงทุนเพิ่ม เชื่อว่าไม่มีใครเงินเดือนลดหรอก เพิ่มตามไปเลย
  • จัดพอร์ตการลงทุนให้มีสัดส่วนของหุ้นและกองทุนรวมที่ให้เงินปันผลมากขึ้น
  • มีการปรับพอร์ตการลงทุนบ้างเพื่อแสวงหาหุ้นและกองทุนที่มีโอกาสจะสร้างเงินปันผลให้เรามากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องวางแผนทางการเงิน จัดพอร์ตตามความเสี่ยงทางการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเราให้มากขึ้นเช่นเดียวกันนะครับ วางแผนไม่ดีก็อาจจะแย่ได้นะ ลองดูกันนะครับ

ฝากทิ้งท้าย สำหรับคนที่มีคำถามว่าแล้วหุ้นได้ Capital Gain ไหม มาดูกราฟของตาราง DCA ข้างล่างนี้เลย จะเห็นได้ว่าราคาตอนนี้ไปไกลแล้วแต่ต้นทุนเฉลี่ยสะสมของเราต่ำกว่าเยอะ หากเราขายไปก็ยังได้กำไรนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมนะครับว่าก็ต้องดูธุรกิจด้วยว่ามันจะไปต่อได้ในระยะยาวหรือเปล่า เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงในอนาคตเสมอครับ

อย่าลืมติดตามบทความออมหุ้นได้ทางเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin และหากใครสนใจเรียนรู้การลงทุนแบบออมหุ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตก็สามารถแวะชมคอร์สการลงทุนทางออนไลน์ได้ที่ www.aomstock.com นะครับ

ซื้อประกันสะสมทรัพย์ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด

ผมเชื่อว่าถ้าเราพูดถึงประกันชีวิตแล้วล่ะก็ คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแบบประกันชีวิตที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด ทั้งจากที่ตัวแทน บริษัทประกันชีวิต และธนาคาร โหมกระหน่ำกันเสนอขาย รวมถึงเป็นแบบประกันที่เรามักจะซื้อกันเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีมากที่สุดอีกด้วย

แต่เราจะรู้ได้ยังไง ว่าประกันสะสมทรัพย์ที่เราซื้อไปนั้น มันจะตอบโจทย์ มีประโยชน์ หรือคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปที่สุด?

ก่อนอื่นเลย เราต้องทราบก่อนว่า หน้าที่หรือจุดประสงค์หลักของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็คือ “การการันตีเงินเป้าหมายในอนาคต” คุ้มครองความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนของการที่จะไม่มีเงิน หรือมีเงินก้อนสำหรับเป้าหมายในอนาคตไม่เพียงพอ ดังนั้น หากเราจะซื้อประกันสะสมทรัพย์เราก็ควรจะต้องซื้อเพื่อจุดประสงค์นี้เป็นหลักถึงจะตอบโจทย์จริงๆ ไม่ใช่จุดประสงค์อื่น (เช่น เพื่อลดหย่อนภาษี – เพราะประกันชีวิตแบบอื่นๆ หรือ RMF LTF ก็สามารถลดหย่อนได้ หรือเพื่อคุ้มครองชีวิตเป็นหลักอย่างเดียว – เพราะมีประกันชีวิตแบบอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่นแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา อาทิ 10/1 , 10/10 เป็นต้น)

เอาล่ะ! เมื่อเราทราบแล้วว่า ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีไว้เพื่อการันตีเงินเป้าหมายแล้ว เราก็ค่อยไปดูรายละเอียดของเงินเป้าหมายที่เราต้องการต่อไป เพื่อจะได้หาประกันสะสมทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายนั้นได้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากจะขออธิบายการทำงานหรือ “ไส้ใน” ของประกันชีวิตกันสักหน่อย เพื่อจะได้เข้าใจที่มาที่ไป และเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงควรจะเลือกซื้อประกันตัวนั้นกัน

โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดประกันชีวิตแบบต่างๆ (ตลอดชีพ, ชั่วระยะเวลา, สะสมทรัพย์, บำนาญ, ยูนิตลิงค์) คือความแตกต่างระหว่างสัดส่วนของ “เงินคุ้มครอง” กับ “เงินออม” เพราะเบี้ยประกันที่เราจ่ายไป บริษัทจะจัดสรรเบี้ยส่วนหนึ่งไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิต อีกส่วนจะเอาไปลงทุน บริหารจัดการให้ได้ดอกผลมาจ่ายเป็นผลตอบแทนส่วนหนึ่งคืนให้แก่ผู้ทำประกัน ดังนั้นหากจัดสัดส่วนในค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิตมากๆ ก็จะเป็นประกันชีวิตที่เน้นคุ้มครองชีวิต วงเงินคุ้มครองสูง แต่ไม่มีผลตอบแทน (เงินคืน) หรือมีเพียงแต่มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ เช่นแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา หากจัดสัดส่วนในเงินออมเยอะ วงเงินคุ้มครองก็จะต่ำ แต่จะมีผลประโยชน์และผลตอบแทนที่มากกว่า ก็จะกลายเป็นแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ(รีไทร์เรดดี้ 85/55 , 85/60) นั่นเองครับ

เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเห็นว่า “สเกล” ระหว่าง “เน้นคุ้มครอง” กับ “เน้นเงินออม” นี้เองที่ทำให้เกิดประกันแบบต่างๆกันออกไป ซึ่งตัวประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เอง ก็มีความแตกต่างของระดับของสเกลตัวนี้อยู่เช่นเดียวกัน ตั้งแต่แบบ “เน้นเงินออม เกือบ 100%” คือเบี้ยทั้งหมดเอาไปเป็นเงินออมเกือบทั้งหมด แทบจะไม่มีส่วนค่าใช้จ่ายในการประกันชีวิตเลย ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์แบบนี้ก็แทบจะเหมือนกับ “เงินฝากประจำ” ยังไงยังงั้น (ผลตอบแทนประมาณ 2-3% ต่อปี จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ ถ้าเสียชีวิตก็ได้เบี้ยที่จ่ายมาคืน หรืออาจจะได้มากกว่านิดหน่อย) ก็จะเหมาะกับคนที่ต้องการออมเงิน เน้นการันตีผลตอบแทนอย่างเดียว ไม่ต้องการการคุ้มครองชีวิตเลย หรือแบบ “เน้นออมไปพร้อมๆกับการคุ้มครองด้วย” ก็จะมีสัดส่วนของเงินคุ้มครองเพิ่มเข้ามา ผลตอบแทนก็อาจจะน้อยกว่าแบบออมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ก็จะได้วงเงินคุ้มครองชีวิตที่สูงขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการการันตีผลตอบแทนไปพร้อมๆกับคุ้มครองชีวิต เช่น คนที่ต้องการวางแผนการศึกษาบุตร (เพราะต้องการการันตีเงินทุนการศึกษาให้ลูก ไม่ว่าตัวเราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม – ถ้าเสียชีวิต ก็จะได้ทุนประกันชีวิตที่สูงกว่าเบี้ยที่จ่ายไป มาเป็นทุนการศึกษาให้ลูก / ถ้ามีชีวิตอยู่จนครบสัญญา ก็จะได้ผลตอบแทนเป็นเงินก้อนเมื่อครบสัญญา มาเป็นทุนการศึกษาให้ลูกเช่นเดียวกัน)

พอเรารู้แล้วว่า เราต้องการใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่อการันตีเงินเป้าหมาย และรู้แล้วว่าเราต้องการสัดส่วนของเงินออมกับเงินคุ้มครองมากน้อยแค่ไหน ต่อไป เราก็มาดูถึงเป้าหมายที่เราต้องการกันได้แล้วครับ ซึ่งสิ่งที่เราต้องดูก็คือ “ระยะเวลา” “จำนวนเงินที่ต้องการ” นั่นเอง

เนื่องจากประกันแบบสะสมทรัพย์มีมากมายหลายแบบมาก ทั้งแบบเน้นออม 100%, แบบออมและคุ้มครองเท่าๆกัน, แบบสัญญาระยะสั้น – กลาง – ยาว, แบบจ่ายเบี้ยสั้น – กลาง – ยาว (แบบสัญญาระยะสั้นหรือระยะเวลาคุ้มครองสั้น ก็มักจะจ่ายเบี้ยสั้นๆอยู่แล้ว ส่วนแบบสัญญาระยะยาว ก็มีให้เลือกทั้งจ่ายเบี้ยสั้น หรือจ่ายเบี้ยยาว) ดังนั้น เราต้องมาสำรวจก่อนว่า :

     – เป้าหมายที่เราต้องการการันตีน่ะ มีระยะเวลาอีกกี่ปีกว่าจะถึงเป้าหมาย?
     – เป้าหมายนั้นเป็นเงินเท่าไหร่?
     – และเราสะดวกที่จะจ่ายเบี้ยกี่ปี? สั้น หรือยาว (ยิ่งสั้น เบี้ยจะยิ่งสูงกว่าแบบจ่ายยาว)

ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายของเราคือ การันตีเงินทุนการศึกษาระดับมัธยม + ปริญญาตรีให้ลูก ซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงิน 5 แสนบาท โดยมีระยะเวลาอีก 10 ปี ก่อนจะถึงเป้าหมาย (สมมติตอนนี้ลูกอายุ 2 ขวบ) เราก็ไปซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี ทุนประกัน 5 แสนบาท และได้เงินคืนทั้งหมดออกมารวมไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ส่วนจะจ่ายเบี้ยกี่ปี จ่ายเท่าไหร่ ก็ให้ดูงบประมาณที่เราจะจ่ายได้ในแต่ละปี ถ้ามีเหลือมาก ก็อาจจะเลือกสั้นๆได้ เช่น 10/3 (คุ้มครอง 10 ปี จ่ายเบี้ย 3 ปี) แต่ถ้ามีงบมากหน่อย ก็อาจเลือกแบบประกัน เช่น 10/5 หรือ 10/4 เป็นต้น

หรืออีกกรณี หากเราต้องการเน้นออมทรัพย์อย่างเดียว หรือต้องการแหล่งพักเงินระยะสั้น-กลาง (3-5 ปี) โดยไม่สนเรื่องการคุ้มครองชีวิตเลย  เราก็อาจเลือกประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น เน้นเงินออมเป็นหลัก เช่น 5/1 (คุ้มครอง 5 ปี จ่ายเบี้ยครั้งเดียว)

4 ปรากฎการณ์ทางเงินแปลกๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยคุณอาจจะไม่รู้มาก่อน

อันนี้เป็นข้อสังเกตจากหลายๆครั้งที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อนๆหลายๆคนที่ใช้ชีวิตและมีพื้นฐานทางการเงินที่แตกต่างกันไป บางครั้งเมื่อพูดคุยกันในเรื่องการใช้ชีวิต ผมก็พบว่ามันมีปรากฎการณ์ทางการเงินแปลกๆให้เห็นอยู่เสมอ ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่า บนโลกใบนี้ก็มีอะไรที่เราอาจจะไม่เคยคิดแต่อาจจะเกิดขึ้นกับใครหลายๆคนก็ได้

1) รายได้เยอะกลับไม่ค่อยมีรายจ่าย

หลายๆคนอาจจะมองว่าเมื่อรายได้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายทางสังคมก็จะมากขึ้น ยังไงก็ไม่รวยอยู่ดี แต่ปรากฎการณ์ทางการเงินสำหรับบางคนแล้วอาจจะไม่ใช่แบบนั้น คือบางคนทำงานเยอะมาก ค่าตอบแทนการทำงานก็สูงจากปริมาณงานที่รับผิดชอบ ตื่นเช้ามาทำงานกลับบ้าน สรุปว่าค่าใช้จ่ายแทบไม่มีอะไร รวยได้อีก แต่เรื่องนี้ก็ต้องระวังเครียดกันนะครับ ใครที่กำลังพบปรากฎการณ์นี้ในชีวิตอย่าลืมหาเวลาใช้เงินและพักผ่อนบ้างล่ะ

2) ไม่มีรายได้แต่ค่าใช้จ่ายกลับสูงมาก

เคยเห็นหลายๆคนมองว่าถ้าชีวิตเราไม่ได้มีอะไรมาก มีรายได้เล็กๆน้อยๆและอยู่กันแบบประหยัดก็ชิลๆได้โดยไม่ต้องทำงานหนักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วหลายๆครั้งเราอาจจะพบค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องข้าวของที่แพงขึ้น หรืออาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันบ้าง บางคนคิดว่าชีวิตเราดำเนินอย่างปกติอยู่ๆก็เจออุบัติเหตุ ตอนนั้นล่ะไม่สามารถทำงานได้แถมยังมีค่ารักษาพยาบาลที่ทำหัวใจวายเข้ามาเพิ่มอีก หากใครไม่อยากพบปรากฎการณ์แบบนี้อย่าลืมมองความเสี่ยงไว้ หารายได้เก็บออมเผื่ออนาคตและทำประกันเอาไว้ด้วยก็ดีนะครับ

3) จ่ายเยอะกลับรวย

บางคนบอกว่าหากเรามีรายจ่ายมากย่อมทำให้สถานะทางการเงินแย่ลง เอ้ย ผมเจอหลายๆคนจ่ายมากขึ้นแต่รวยกว่าเดิมก็มีนะ แต่เขารู้ไงว่าจะเลือกจ่ายไปกับอะไรและต้องสร้าง Mindset ในการหาเงินเพิ่มอย่างไรประกอบกัน คนที่จ่ายแล้วรวยส่วนใหญ่จะจ่ายเงินเพื่อให้เงินผลิตเงินต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเอาเงินไปลงทุนต่างๆ ลงทุนกับตัวเอง จ่ายเงินให้กับลูกน้องเพื่อให้ผลผลิตในงานสูงขึ้น นี่ล่ะที่เขาเรียกว่าใช้จ่ายอย่างฉลาดแล้วก็จะรวยขึ้นกว่าเดิม

4) จ่ายน้อยกลับจนลง

ก็มีอีกหลายคนนะครับที่ประหยัดแบบเขียมเลย แต่ผลสรุปกลับกลายเป็นจนลงไปซะงั้น เชื่อไหมครับว่าการประหยัดจนเกินไปมันก็ไม่ดี บางคนจะซื้อของทีก็กลัวของของราคาแพงทั้งๆที่รู้ว่าคุณภาพดีนะ แต่กลับเลือกซื้อของถูกๆแล้วมันก็เสียเร็ว กลายเป็นต้องซื้อใหม่ บางคนไม่ยอมจ่ายกับสิ่งที่ควรจ่ายและยอมเสียเวลากับบางอย่างเพื่อไม่ให้เสียตังมากขึ้น หลายครั้งพอคำนวณความคุ้มค่าและเวลาที่เสียไปแล้วมันไม่คุ้มครับ เราจ่ายน้อยได้แต่ต้องใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด เช่นกัน

ใครเคยพบปรากฎการณ์ทางการเงินแบบไหนบ้าง มาแชร์ให้ฟังบ้างนะครับ หลายๆอย่างมันอาจจะขัดกับโลกทางการเงินที่สอนกันตามหลักการแต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ขอให้เรารู้ว่าเราจะจัดการเงินทองของเราอย่างไรอย่างชาญฉลาดก็จะทำให้ชีวิตเราดีได้

เราไม่หวั่นแม้วันที่ “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0%”

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

โลกของการเงินและการลงทุนก็เช่นกัน ธุรกิจธนาคารเป็นเสือสำราญรอรับส่วนต่างเป็นรายได้ของตนเอง โดยมีต้นทุนเป็น “เงินฝาก” ที่รับมาจากคนออมเงินแล้วให้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ยเงินฝาก” ในอัตราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วนำไปปล่อยกู้ให้กับคนที่ต้องการเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูง เช่น จ่ายดอกเบี้ยให้คนฝากเงิน 0.125% แล้วปล่อยกู้ให้คนซื้อบ้าน 6% ส่วนต่างเป็นกำไรนั่นเองจ้า

 

ตัวอย่าง : ระบบการไหลเวียนของเงิน

 

เราไม่หวั่นแม้วันที่ "อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0%"

ที่มา : เงินฝากเขย่าโลก

http://pajareep.blogspot.com/2013/04/blog-post_20.html

 

ถ้าเราลองย้อนกลับไปในอดีตช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ที่สถาบันการเงินต้องการระดมเงินฝากไปสร้างสภาพคล่องให้ตนเอง จึงจูงใจผู้ฝากเงินด้วยการให้ดอกเบี้ยสูงที่มากกว่า 10% ซึ่งคนละขั้วกับสภาวะในปัจจุบันที่ธนาคารมีเงินฝาก(ที่มีต้นทุนเป็นดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงิน)ล้นทะลักอยู่ในมือจนต้องหาทางระบายออกให้คนเอาเงินออกไปใช้จ่าย

 

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0% ที่เป็นข่าวพีคมากของธนาคารแห่งหนึ่งที่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% จนกลายเป็นกระแสสังคมที่กดดันให้ธนาคารต้องปรับกลับมาที่ 0.125% เหมือนเดิม (คำชี้แจงของธนาคารอยู่ที่ท้ายบทความ)

 

สร้างทางเลือกให้เงินของเรา

 

ส่วนตัวมองว่าจากเรื่องนี้มันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เรา(ผู้ฝากเงิน)เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “ที่เก็บเงิน” กันมากขึ้น เรา(ผู้ฝากเงิน)ไม่ควรเล่นตามเกมส์ของธนาคารที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงยังไงก็ได้ตามสบายใจพี่ แต่เรา(ผู้ฝากเงิน)ควรสร้างเกมส์ของตัวเอง ในสนามที่ออกแบบกติกาได้เอง

 

แม้ว่าเรา(ผู้ฝากเงิน)ไม่สามารถบังคับให้พี่ธนาคารขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้ แต่เรา(ผู้ฝากเงิน)สามารถสร้างทางเลือกให้ตัวเองได้ด้วยการ “เปลี่ยนที่อยู่ของเงิน” ไปสู่ทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

ออกแบบระบบบัญชีเงินออม

 

เมื่อตั้งเป้าหมายชัดเจนแล้ว วิธีการก็จะตามมาเองนะจ๊ะ ^^

 

เราไม่หวั่นแม้วันที่ "อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0%"

ที่มา : บทความ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=15325

 

จากภาพข้างบนนั้นเป็นการสร้างเป้าหมายการออมให้ตนเองว่าในระยะสั้น กลาง ยาวจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ มีเป้าหมายใช้เงินอะไรบ้างและสถานที่เก็บเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินต่างๆของเรา จะเห็นว่าทั้งเป้าหมายในระยะสั้น กลางและยาวนั้นมี “แหล่งเก็บเงิน” ที่แตกต่างกัน เพราะอะไรเรามาดูกันต่อเลยจ้า

 

ความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุน

 

เมื่อธนาคารจะเป็นต้องสร้างรายได้ให้มากขึ้น ก็จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเกิดขึ้นอีกมากมาย พูดง่ายๆคือทางเลือกที่อยู่ใหม่ของเงินจะเกิดขึ้นมีอีกเพียบเลย เรามาดูอาณาจักรใหม่ของเงินกันว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง เรียงตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน

 

“ความเสี่ยงต่ำจะให้ผลตอบแทนต่ำ

ความเสี่ยงสูงจะให้ผลตอบแทนสูง”

 

ถ้าใครชวนไปลงทุนแล้วบอกว่าความเสี่ยงต่ำและได้ผลตอบแทนสูง เตรียมตัวหนีให้ห่างเพราะเรากำลังถูกหลอกนะจ๊ะ มันไม่มีจริงบนโลก

 

เราไม่หวั่นแม้วันที่ "อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0%"

ที่มา : http://www.set.or.th/education/th/begin/begin.html?printable=true

 

จากภาพเราเห็นได้ชัดเจนว่า “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์” ที่ความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนต่ำนั้น เหมาะกับเป้าหมายระยะสั้นที่ใช้หมุนสภาพคล่องในชีวิตประจำวันเท่านั้น เพราะถอนออกมาใช้ง่าย ไม่เหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาว

 

เงินฝากออมทรัพย์ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายทางการเงินของเรา

 

สมมติว่าเรามีเป้าหมายเกษียณแล้วเก็บเงินไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ นอกจากถูกเงินเฟ้อรุมทึ้งจนเงินแทบไม่เหลือมูลค่าแล้ว ยังทำให้แผนล้มเหลวอีกด้วย เพราะเราจะใช้เผลอตัว เผลอใจใช้เงินหมดก่อนถึงวันเกษียณ

 

นอกจากรู้จักทางเลือกที่อยู่ใหม่ของเงินแล้ว เราก็ต้องมีความรู้ด้วยว่าแต่ละรูปแบบลงทุนเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงระดับไหน ให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ฯลฯ หลายคนอาจจะเริ่มงงว่า แล้วเราควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อน

 

วิธีที่ใช้ส่วนตัวจะศึกษาด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือและหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต ไล่เรียงจากระดับความเสี่ยงต่ำไปเรื่อยๆจนถึงความเสี่ยงสูง นอกจากศึกษามุมดีๆของการลงทุนที่ทำให้ร่ำรวยล้นฟ้าเหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าแล้ว ควรศึกษามุมดราม่าของการลงทุนด้วยว่าเกิดความยับเยินอย่างไรบ้าง การศึกษาให้ครบทุกมุมมองจะทำให้เราไม่เจ็บในจุดที่คนอื่นเคยจุกมาก่อน หรืออาจจะมีเจ็บบางแต่ก็วางแผนเตรียมหาวิธีเอาตัวรอดออกมาได้

 

2 แนวทางเพื่อเตรียมใจรับดอกเบี้ยเงินฝาก 0%

 

แนวทางที่ 1 ย้ายเงินฝากไป “ลงทุน”

 

แม้ว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0% จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่อนาคตอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เราควรเตรียมหาทางออกก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ เพราะเงินมันต้องมีที่อยู่ นอกจากจะเก็บไว้ที่ทรัพย์สิน ที่ดิน คอนโด ทองคำแท่ง พระเครื่อง เก็บของสะสม ลงทุนทำธุรกิจแล้ว อีกทางเลือกที่น่าสนใจ คือ การลงทุน

 

เราไม่หวั่นแม้วันที่ "อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0%"

ที่มา : บทความถึงเวลาทุบกระปุกออมสินมาลงทุน

https://aommoney.wpenginepowered.com/?p=15261

 

เราจะเห็นว่าในตารางช่องขวามือสุดท้ายเป็นตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10

  • ตราสารทุน (ความเสี่ยงสูง) ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.26%
  • ตราสารหนี้ (ความเสี่ยงปานกลาง) ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.37%
  • เงินฝากประจำ (ความเสี่ยงต่ำ) ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.08%

 

เชื่อว่าใครๆก็อยากได้ผลตอบแทนสูง แต่รู้ไหมว่าตลอดการเดินทางมันมีความโลดโผนปรับตัวขึ้นลงรุนแรงตลอดเวลา (เส้นสีเขียว) บางคนมองว่าแค่ถือเรื่อยๆก็จะผ่านความผันผวนนั้นไปสู่ผลตอบที่ต้องการได้ ความจริงแล้วการอดทนคลื่นลมในทะเลความผันผวนของแต่&#x

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save