สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 มิถุนายน 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]
สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 20-24 มิถุนายน 2559

สวัสดีครับพบกับ WEEKLY OUTLOOK กับผม “อัศวินกองทุน” คนเดิมเพิ่มเติมคือข้อมูลใหม่ครับผม วันนี้ผมจะมาสรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มที่น่าสนใจต่างๆ มาให้ท่านผู้อ่านได้อัพเดทกันเช่นเคย

และสำหรับช่วงวันที่ 20-24 มิถุนายน 2559 ผมขอพูดถึงประเด็นสำคัญๆ ของแต่ละประเทศให้ท่านผู้อ่านได้อัพเดทกันครับ ว่าสัปดาห์นี้ตลาดทั่วโลกตอนนี้ มีอะไรน่าสนใจกันบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ :
จับตาผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรในการออกจากการเป็นสหภาพยุโรป (Brexit) 23 มิ.ย. 2559 นี้

ตลาดหุ้นสหรัฐ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงตามราคาน้ำมันและนักลงทุนยังกังวลในการทำประชามติของอังกฤษ (Brexit) และการคงมติดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นในสัปดาห์นี้ ผมขอแนะนำให้ปรับลดการลงทุนครับผม!

ตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดปรับตัวลงจากความกังวลผลประชามติ (Brexit) เนื่องจากผลการสำรวจว่าคนส่วนใหญ่ต้องการจะออก แต่อย่างไรเศรษฐกิจยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แบบนี้ผมว่า รอดูท่าทีกันไปก่อน คงการลงทุนไว้แบบนี้ดีที่สุดครับ

ตลาดหุ้นจีน

ตลาดปรับตัวลงจากประเด็น Brexit และการที่ MSCI ไม่ได้เพิ่มสัดส่วนหุ้นจีนในดัชนี แต่การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและมูลค่าพื้นฐานถูก เมื่อเทียบกับตลาดอื่น เป็นปัจจัยบวก ผมยังมองว่าตลาดหุ้นจีนยังคงน่าสนใจและมีโอกาสที่สดใส ดังนั้นขอให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ปรับตัวลงตามทิศทางค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น และนักลงทุนกังวลเรื่อง Brexit และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นแบบนี้ผมว่าคงการลงทุนไปก่อนดีกว่าครับ   

ตลาดหุ้นเกาหลี

ปรับตัวลงจากความกังวล Brexit แต่การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยบวก ทำให้เม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุน ประกอบกับการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นมีแนวโน้มดีและมูลค่าพื้นฐานถูก เมื่อเทียบกับตลาดอื่น ผมมองแล้วอยากบอกตรงๆว่า ให้เพื่อนๆเพิ่มการลงทุนกันไปเลยครับ!

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นทั่วโลกที่กังวลผล Brexit และนักลงทุนยังคงกังวลต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยความเชื่อมั่นและการส่งออกที่ลดลง เห็นทีต้องถอยกลับมาโดยการลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยลงจะดีกว่าครับ!

ตลาดหุ้นอินเดีย

เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ จากความกังวลผล Brexit โดยอังกฤษและยุโรปเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของอินเดีย ดังนั้นอยู่นิ่งๆคงการลงทุนแบบนี้ และรอฟังผล Brexit กันไปก่อนดีกว่าครับ  

เงินสดและตราสารหนี้

สินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน เพิ่มการถือครองเงินสดและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมต่อไปเหมือนเช่นเคยครับ

น้ำมัน

ราคาน้ำมันปรับตัวลงจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯที่ปรับตัวลงน้อยกว่าคาด และแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ผลิตน้ำมันในแคนาดาบางรายสามารถกลับมาผลิตได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นกำลังการผลิตที่จะกลับมา แบบนี้ผมมองว่าลดการลงทุนไปดีกว่าครับผม

ทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และกังวลผล Brexit นั่นแปลว่าเป็นโอกาสที่จะลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นครับ

ตราสารหนี้ไทย

ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปี ปรับตัวลง จากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 3 ปี ควรถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้รัฐบาล ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง แนะนำว่าถ้าหากมีอยู่ ให้คงการลงทุนไว้ ดูกันไปก่อนครับ

เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในสัปดาห์นี้ ผมหวังว่าแนวทางต่างๆ ที่ผมวิเคราะห์ให้ฟังนั้น คงจะสามารถช่วยให้นักลงทุนทุกท่านประกอบการตัดสินใจในการลงทุนสินทรัพย์ประเภทต่างๆตามความต้องการได้อย่างเหมาะสมนะครับ

สุดท้ายนี้อย่าลืมติดตามผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรในการออกจากการเป็นสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันที่ 23 มิ.ย.2559 นี้ ให้ดีนะครับ ผมขอให้คำแนะนำสั้นๆก่อนจากกันครับว่า การลงทุนทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยง และการวิเคราะห์แนวโน้มต่างๆเหล่านี้ก็เป็นการคาดการณ์ของตัวผมเพื่อให้นักลงทุนทุกคนได้ข้อมูลดีๆในการลงทุนเท่านั้น

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 16  มิถุนายน 2559 ทั้งนี้ เอกสาร นี้จัดทําโดย บลจ.ไทยพาณิชย์ เพื่อเป็นข้อมูลสําหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นํา หรือเสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความ เห็นหรือคําแนะนําในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเอง และรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยตนเอง

รักจะทำธุรกิจ อย่าลืมเข้าใจวิธีคิด “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” (ตอนจบ)

สวัสดีครับ หลังจากจบไปแล้วกับบทความตอนที่ 1 เรื่อง "รักจะทำธุรกิจ อย่าลืมเข้าใจวิธีคิด "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" (ตอนแรก) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีเสียงเรียกร้องจากแฟนเพจ TAXBugnoms ว่าให้เขียนต่อตอนที่ 2 ไวๆ ในคอลัมน์ “ภาษีธุรกิจ” กันต่อสักทีสิ (อย่าอู้!)

 

แหม่.. โดนพูดมาซะแบบนี้ พี่หนอมก็ไม่เกรงใจเลยละกัน ขออนุญาตจัดต่อกันไปแบบยาวๆกันเลยครับผม สำหรับตอนจบนี้ (อ้าว.. ไหนว่ายาว นี่จบแล้วหรอ) เราจะมาพูดถึงวิธีและขั้นตอนการจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายกันครับ!!

 

หลังจากที่เรารู้กันไปแล้วเรื่องหน้าที่ของการหักต่างๆ แต่หลายคนก็สารภาพตรงๆว่าค้างคาใจ แหม่ แกจะให้ชั้นหักยังไงล่ะ อีพรี่หนอม ดังนั้น ผมขอยกตัวอย่างแบบสั้นๆ ง่ายๆให้ฟังกันครับ โดยตัวอย่างที่จะยกนั้น เราจะเปรียบเทียบออกเป็นแต่ละกรณีที่ต่างกัน 4 กรณี แบบนี้ครับผม

WT-1

ซึ่งคำว่า “บุคคลธรรมดา” ในตารางนี้ จะหมายถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ นายหมี นายหมู นายหมา นายมินิ เป็นต้น แต่สำหรับนิติบุคคลนั้น จะความหมายถึง ห้างหุ้นส่วน และ บริษัท หรือนิติบุคคลอื่นๆ ครับ

และก่อนที่จะเข้าสู่ตัวอย่าง ผมอยากให้ ดาวน์โหลดไฟล์ตารางหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 2 แผ่นนี้มาเตรียมพร้อมกันไว้ก่อนเลยครับ ทั้งตารางที่ผู้รับเงินได้เป็น "บุคคลธรรมดา" และ "นิติบุคคล" ครับ (คลิกที่ชื่อเพื่อดาวน์โหลดได้เลยครับ)

ตัวอย่างการดูตารางภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สมมุติว่าธุรกิจของเรามีการจ่ายค่าเช่าให้กับใครสักคนหนึ่ง แล้วเราอยากรู้ว่าต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ เราก็ต้องมาพิจารณาก่อนครับว่า การจ่ายค่าเช่าที่ว่านี้ ใครเป็นคนจ่ายเงิน ใครเป็นคนรับเงิน และเงินได้ที่จ่ายเป็นเงินได้ประเภทไหน หลังจากนั้นเราก็มีหน้าที่เพียงแค่เปิดตารางนี้แล้วไล่ดูได้เลยครับ

1. ผู้จ่ายเป็น บุคคลธรรมดา
2. ผู้รับเป็น บุคคลธรรมดา

3. เงินได้ที่จ่ายคือ ค่าเช่า (เงินได้ประเภทที่ 5)

 

WT-2

 

จากตารางแรก เราจะเห็นว่า กรณีที่ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับค่าเช่าทรัพย์สินนั้น ผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายนั้นจะมีแค่ "นิติบุคคล" เท่านั้นครับ ดังนั้นสรุปได้ว่า กรณีที่ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั่นเอง เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ #จบ

 

WT-3

 

จากตารางที่สอง เราจะเห็นว่า กรณีที่ผู้รับเป็นนิติบุคคล (ตามที่กฎหมายกำหนด) นั้น ผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายก็จะเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกันครับ ในอัตรา 5% ของเงินได้ ดังนั้นแปลว่ากรณีที่บุคคลธรรมดาจ่ายให้ใคร ก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั่นเองครับ

 

จากสองตารางข้างบนนี้ เราสามารถสรุปออกมาสั้นๆสำหรับเรื่องการจ่าย ค่าเช่า หรือ เงินได้ประเภทที่ 5 ออกมาได้ดังนี้ครับ

 

WT-4

 

เห็นไหมครับว่า จริงๆแล้วการหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เรารู้สิ่งที่เกี่ยวข้อง 3 องค์ประกอบ นั่นคือ ผู้รับเป็นใคร ผู้จ่ายเป็นใคร และสุดท้ายเงินได้เป็นประเภทไหน เพียงแค่นี้เราก็สามารถรู้แล้วครับว่า เรามีหน้าที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่แล้วล่ะครับ 

 

และถ้าหากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ คนไหนสนใจเรื่องนี้ หรืออยากรู้หลักการของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมแล้วล่ะก็ ผมได้ทำคลิปสั้นๆ ที่มีชื่อว่า รู้จักและเข้าใจภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แบบง่ายๆ ภายใน 10 นาที!!  ใน Youtube Channel TAXBugnoms ไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ (ฝากกดติดตามกันด้วยนะครับผม) 

 

 

สุดท้ายแล้ว ผมขอฝากไว้อีกอย่างหนึ่งครับว่าเรื่องของ การหักภาษี ณ ที่จ่าย นั้น เป็นเรื่องที่ต้องรู้เป็นอย่างมากสำหรับเจ้าของธุรกิจ เพราะถ้าหากเรามัวแต่รอให้นักบัญชีบอก หรือ ต้องคอยสอบถามอยู่เรื่อยๆ มันก็คงชักช้าไม่ทันการ และอาจจะเสียโอกาสหรือเกิดข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจของเราได้ ดังนั้นอย่าลืมมองข้ามความสำคัญของเรื่องนี้กันด้วยนะคร้าบบ

กองทุนรวมดัชนี ของดีที่ต้องบอกต่อ

สวัสดีครับเมื่อไม่นานมานี้ Daddy Trader เพิ่ง Live คุยกับหมอนัทคลินิกกองทุนเกี่ยวกับเรื่อง “กองทุนแบบ Active กับกองทุนแบบ Passive จะเลือกลงทุนในกองทุนแบบไหนดีกว่ากัน” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก รายละเอียดของการการพูดคุยระหว่างผมกับหมอนัทจะเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่งประเภทกองทุนตามกลยุทธ์ที่ผู้จัดการกองทุนใช้ในการบริหารกองทุน

โดยส่วนตัวผมชื่นชอบกองทุนประเภท Passive เป็นพิเศษ และลงทุนในกองทุนประเภทนี้ด้วย ซึ่งกองทุนประเภท Passive นั้นมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ กองทุนรวมดัชนี ” เราลองมาดูรายละเอียดกันครับว่า กองทุนประเภท Passive หรือกองทุนรวมดัชนีมีความน่าสนใจอย่างไร ทำไมผมจึงคิดว่ามันเป็นของดีจนต้องมาบอกต่อกันเลยทีเดียว

รู้จักกองทุนแบบ Active และ Passive

ถ้าเราจะแบ่งประเภทกองทุนตามกลยุทธ์ในการบริหารกองทุน จะสามารถแบ่งประเภทของกองทุนออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) กองทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก หรือกองทุนแบบ Active

เป็นกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนมุ่งเน้นการทำกำไรให้ได้มากที่สุด หรือพยายามให้ผลตอบแทนของกองทุนชนะดัชนีที่ใช้อ้างอิง (Benchmark) โดยผู้จัดการกองทุนจะใช้ความสามารถเพื่อคัดเลือกหุ้นรายตัว การปรับสัดส่วนสินทรัพย์แต่ละประเภทให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งเราจะพบว่ากองทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบ Active นั้น จะมีกองทุนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและกองทุนที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง ดังนั้นคนที่จะซื้อกองทุนประเภท Active จะต้องมีความสามารถในการเลือกกองทุนที่ตรงกับความต้องการลงทุนด้วย

2) กองทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรับ หรือกลยุทธ์แบบ Passive หรือ กองทุนแบบ Passive หรือกองทุนรวมดัชนี

เป็นกองทุนที่พยายามบริหารให้ผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับดัชนีที่ใช้อ้างอิงให้มากที่สุด ผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้เกือบจะเท่ากับผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิง ถ้าดัชนีอ้างอิงปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% กองทุน Passive ก็จะมีผลตอบแทนประมาณ 10% แต่ถ้าดัชนีอ้างอิงปรับตัวลดลง 10% กองทุน Passive ก็จะมีผลขาดทุนประมาณ 10% ด้วยเช่นเดียวกัน

คนที่สนใจลงทุนในกองทุนแบบ Active อาจจะวัดความสามารถของผู้จัดการกองทุนโดยดูจากผลตอบแทนว่ากองทุนไหนทำกำไรได้ดีก็จะถือว่าเป็นกองทุนที่ดี แต่สำหรับกองทุนแบบ Passive หรือกองทุนรวมดัชนีนั้นเราจะไม่ได้สนใจว่าผลตอบแทนจะมากหรือน้อย สิ่งที่ผู้ลงทุนในกองทุนประเภท passive สนใจ คือ ผลตอบแทนต้องใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีอ้างอิงให้ผลตอบแทน 10% กองทุนรวมดัชนี A ให้ผลตอบแทน 9.9% กองทุนรวมดัชนี B ให้ผลตอบแทน 10.5% กองทุนรวมดัชนี C ให้ผลตอบแทน 11% เราจะบอกว่ากองทุนรวมดัชนี A น่าสนใจมากที่สุด เพราะได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงที่สุด ซึ่งตัวเลขที่เราใช้วัดความสามารถในการบริหารกองทุนแบบ Passive นั้น เราจะใช้ค่า Tracking Error ซึ่งเป็นการวัดทางความเบี่ยงเบนของผลตอบแทนจากค่ามาตรฐาน

ทำไมเราจึงควรลงทุนในกองทุนรวมดัชนี ?

ในต่างประเทศกองทุนประเภท Passive หรือกองทุนรวมดัชนี ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากข้อดีของกองทุนประเภทนี้ คือ

1. ดูผลตอบแทนง่าย เพราะกองทุนประเภทนี้ผลการดำเนินงานจะสะท้อนภาพรวมของตลาดอย่างแท้จริง

2. ไม่มีความเสี่ยงจากการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน และวัดผลการดำเนินงานของกองทุนได้ง่าย เนื่องจากผลตอบแทนของกองทุน Passive ที่ดีจะต้องใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิง

3. เป็นการลงทุนได้ทั้งดัชนีโดยใช้เงินลงทุนที่น้อย ช่วยกระจายความเสี่ยงของหุ้นรายตัว

4. ค่าธรรมเนียมต่ำเนื่องจากกองทุนประเภท Passive ผู้จัดการกองทุนไม่ต้องใช้ความพยายามในการดูแลมากเหมือนกองทุนประเภท Active

5. มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ยิ่งลงทุนในระยะยาวตามการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผมเห็นว่ากองทุนลักษณะนี้เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มออมเงินในกองทุนรวมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว  

รู้ได้อย่างไรว่ากองไหนเป็นกองทุนรวมดัชนี ?

เวลาที่ผมจะดูว่ากองทุนไหนเป็นกองทุนแบบ Passive หรือกองทุนรวมดัชนี ผมจะไปที่เว็บไซต์ของ บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้น ๆ และเข้าไปดูข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนฉบับย่อ หรือ Fund Fact Sheet ในส่วนของนโยบายการลงทุน ซึ่งกองทุนประเภท Passive มักจะใช้คำพูดว่า “กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive management strategy) ” และมีข้อมูลของดัชนีให้ไว้ด้วยว่ากองทุนนี้จะอ้างอิงกับผลตอบแทนของอะไร

ความหลากหลายของกองทุนรวมดัชนี

การลงทุนในกองทุนรวมดัชนีเราสามารถเลือกดัชนีอ้างอิงที่เราสนใจได้หลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการผลตอบแทนอ้างอิงกับอะไร เช่น ถ้าเราต้องการผลตอบแทนที่อ้างอิงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในประเทศไทย (ทั้งตลาด ไม่ใช่หุ้นรายตัว) เราก็อาจจะเลือกกองทุนรวมดัชนีที่อ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนี SET50 ซึ่งเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ 50 ตัวในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่ถ้าเราต้องการผลตอบแทนที่อ้างอิงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น เราก็จะเลือกกองทุนรวมดัชนีที่อ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนี TOPIX ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นทุกตัวที่ทำการซื้อขายในกระดานที่หนึ่งของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เป็นต้น

ใครที่กำลังมองหาที่ลงทุนกองทุนรวมดัชนี ที่ลงทุนได้ง่ายๆ มีเครื่องมือให้ลงทุนสะดวกสบายหลายอย่าง ผมว่า บลจ.กสิกรไทย ก็น่าสนใจนะครับ กองทุนรวมดัชนีทั้งหมดที่ บลจ.กสิกรไทยมีอยู่หลายกลุ่มที่น่าสนใจ และเพียงพอให้เราเลือกลงทุนกัน ยกตัวอย่างเช่น

กลุ่มที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศ

  1.     K-CHX: ลงทุนในดัชนีหุ้นจีน ในตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น (A-Share)
  2.     K-EUX:  ลงทุนในดัชนีหุ้นยูโรโซน ที่มีขนาดใหญ่และสภาพคล่องสูงสุด
  3.     K-INDX: ลงทุนในดัชนีหุ้นอินเดีย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 50 บริษัทแรก
  4.     K-JPX: ลงทุนในดัชนีหุ้นญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมของญี่ปุ

0006 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3)

สวัสดีครับ!! กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Aommoney News กับคอลัมน์ Money You Should Know ทุกเรื่องการเงินที่คุณต้องรู้ และแล้วก็มาถึงตอนที่ 3 ในหัวข้อ เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท กับผม TAXBugnoms คนเดิมเพิ่มเติม คือ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วคร้าบบบ

หลังจากที่ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 จบลงไป ผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะเข้าใจเรื่องของ นโยบายที่เกี่ยวข้อง และ การประเมินภาษีเบื้องต้น ของตัวเราแล้วนะครับ ทีนี้สิ่งต่อมาคือเรื่องของ “ภาษี” ที่ผมได้ทิ้งท้ายกันไว้ในตอนที่แล้วครับว่า ถ้าหากอยากจดบริษัทขึ้นมาจริงๆ จะประหยัดภาษีได้มากขึ้นแค่ไหนและอย่างไรบ้าง

เอาล่ะครับ… เรากลับมาที่ตัวอย่างธุรกิจเดิมในตอนที่แล้วกันต่อครับ แต่ตอนนี้เราจะลองมาดูให้ลึกไปอีกครับว่า ถ้าหากทั้งสองธุรกิจเลือกที่จะเปลี่ยนมาทำในรูปแบบนิติบุคคลแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และจะประหยัดภาษีได้เท่าไร เรามาลองดูกันครับผม

หมายเหตุ : 

กรณีบุคคลธรรมดา

กฎหมายกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปที่ 80% (ตรวจสอบได้ที่ : ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8) และคาดการณ์กรณีนโยบายใหม่ให้หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดในอัตราเหมา 60% ส่วนค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้นั้นถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ 30,000 บาทตามกฎหมาย

กรณีนิติบุคคล

คำนวณจากกำไรสุทธิจริง โดยสมมติว่าไม่มีการปรับปรุงรายการทางภาษีใดๆ (อ่านบทความอธิบายเรื่องนี้ได้ที่ : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!) โดยใช้อัตราภาษีของกิจการที่ได้รับสิทธิลดอัตราภาษี (SMEs) ดังนี้

จากตารางข้างบน ถ้าหากเราเปรียบเทียบเฉพาะ “ภาษี” จะเห็นใช่ไหมครับว่าการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) นั้นดูจะประหยัดภาษีมากกว่า แต่เดี๋ยวก่อนครับ!! มันยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะเราต้องไม่ลืมอีก 2 เรื่องที่จะตามมา คือ

1. ค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียเพิ่มเติม

กรณีที่เราตัดสินใจเลือกจดทะเบียนบริษัทด้วย นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่าง ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายด้านธุรการต่างๆอีกด้วยครับ

2. กรณีเลือกคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามวิธีค่าใช้จ่ายจริง (ค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร)

ซึ่งตรงนี้เป็นการคาดการณ์ของผมนะครับว่า นโยบายภาษีใหม่เรื่อง มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ที่ว่านี้ยังไม่ได้จำกัดให้กิจการที่มีเงินได้ประเภทที่ 8 (รายได้จากการทำธุรกิจ) เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหักตามค่าใช้จ่ายจริงได้ด้วย ดังนั้นเราต้องมาเปรียบเทียบกันทั้ง 2 กรณีหลังจากที่มีนโยบายใหม่อีกทีครับ

หมายเหตุ 

1. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายจริงทั้งทางบุคคลธรรมดาและจดบริษัท (นิติบุคคล) มีจำนวนเท่ากัน
2. ธุรกิจบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี แต่ประเมินว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดการเอกสารเท่ากันกับนิติบุคคล (ในความเป็นจริงอาจจะต่ำกว่า)

เมื่อเปรียบเทียบมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งที่มีผลจริงๆนั้น มีอยู่หลายประเด็นครับ ซึ่งถ้าหากผมลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่ให้กิจการตัวอย่างมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านบาท เราจะเห็นความแตกต่างในเรื่องของภาษีมากขึ้น และตอนนั้นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบริหารและจัดการก็อาจจะกลายเป็นส่วนที่มีผลกระทบน้อยในการตัดสินใจนั่นเองครับ

เมื่อรายได้เปลี่ยนเป็น 10 ล้านบาท จะเห็นความแตกต่างของภาษีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ระหว่างการเปลี่ยนนโยบายการหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เฉพาะการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา) กับ การเสียภาษีเงินได้ในรูปแบบนิติบุคคล จะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนของจำนวนภาษีมากๆแล้วครับ (ซึ่งถือว่าคุ้มค่าในการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี)

สรุป

มาถึงตรงนี้ คำถามที่ใครหลายคนถามกันว่า ทำธุรกิจแล้วควรจะจดบริษัทดีไหม ผมก็ยังยืนยันคำตอบเดิมตามที่เคยเขียนในบทความที่ผ่านๆมาครับว่า “ไม่รู้” (อ้าว!) แต่ผมขอให้ความเห็นในประเด็นสำคัญที่ต้องดูออกเป็น 3 เรื่องดังนี้ครับ

1. รายได้และกำไร

ถ้ารายได้เยอะ กำไรสูง แบบนี้การจดบริษัทฯจะช่วยประหยัดภาษีมากกว่า แต่ทีนี้เท่าไรล่ะถึงเรียกว่าสูงและคุ้ม คำตอบคือคุณต้องรู้ก่อนครับว่า รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรที่แท้จริงของธุรกิจเราเป็นเท่าไรกันแน่ (ลองคำนวณดูคร่าวๆตามวิธีที่ผมบอกก็ได้ครับ)

2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารมากแค่ไหน

ถ้าโดยรวมเมื่อพิจารณากับภาษีที่ประหยัดได้ในข้อ 1. แล้ว ตัวเลขออกมายังคุ้มอยู่ (ประหยัดภาษีที่ประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น) แบบนี้ก็ตัดสินใจได้เลยครับว่าควรจด

3. สุดท้ายคือ ใจพร้อม!

สิ่งที่ผมอยากจะย้ำมากๆในการทำธุรกิจแบบนิติบุคคลนั้น คือ เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” และการจัดการครับ เพราะหน้าที่ต่างๆของเราที่เกี่ยวข้องนั้นจะเพิ่มเข้ามามากมาย ตั้งแต่งานเอกสาร งานจัดการต่างๆ อะไรที่ไม่เคยทำตอนเป็นบุคคลธรรมดา พอมาเป็นนิติบุคคลแล้วอาจจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจมันให้ดียิ่งๆขึ้นครับ และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมองให้ออกด้วยว่าอนาคตของกิจการเราจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดจะทำเพียงชั่วคราว แบบนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไรครับผม

ผมมองว่าทั้งข้อ 1-3 นั้นมีส่วนร่วมกันอยู่นิดนึงครับ นั่นคือ “วินัย” ในการจดบันทึกรายรับรายจ่าย การสังเกตจัดเก็บเอกสารต่างๆ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมด้านธุรกิจ ยิ่งถ้าหากเราทำได้ทั้ง 1-2 แล้ว

เทคนิคแก้จนสไตล์ Bill Gates ด้วยเงิน 70 บาท

เทคนิคแก้จนสไตล์ Bill Gates ด้วยเงิน 70 บาท

 

     จะทำยังไงถ้ามีรายได้เพียงวันละ 70 บาท? คนส่วนใหญ่คิดว่ามีเงินเพียง 70 บาทแค่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังไม่พอเลย ไหนจะค่าอาหาร, ค่าเช่าบ้าน, ค่าเดินทาง  หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก ฟันธงเลยว่ายังไงก็ไม่พอแน่

 

     แต่ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารแก้ปัญหาความยากจนด้วยเงินเพียง 70 บาทได้จริง และคนคิดค้นวิธีนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์อย่าง Bill Gates นั่นเอง

 

Bill Gates

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

     Bill Gates ได้รับแนวคิดการแก้ปัญหาความยากจนมาจากการศึกษาและวิเคราะห์ชีวิตผู้คนที่อยู่เผชิญปัญหาความอดอยากในแถบแอฟริการตะวันตก สำหรับทุกคน Bill Gates เป็น 1 ในมหาเศรษฐีที่ได้ชื่อเป็นว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญคนหนึ่งของโลก เขาบริจาคเงินเป็นจำนวนมากในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ จากการทำงานด้านมูลนิธิทำให้ Bill Gates ได้เห็นทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่น เขาจึงเกิดไอเดียช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยการสอนให้พวกเขารู้วิธีหาเลี้ยงตัวเอง

 

     และเมื่อเขาลองตั้งคำถามว่า “ถ้ามีรายได้เพียงวันละ 70 บาทจะทำยังไง?” คำตอบของเขาคือ "เลี้ยงไก่"

 

     แต่หลายคนก็ตั้งคำถามอีกว่า แล้วทำไมต้องเป็นไก่? ทำไมถึงไม่ใช่หมูรึเป็ด? ซึ่ง Bill Gates ได้ให้เหตุผลว่าจริงๆแล้วไม่มีหลักตายตัวเพราะความยากจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ที่เขาเลือกไก่นั่นก็เพราะ

 

Bill Gates for Project

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

ข้อที่ 1 ดูแลได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อย

     Bill Gates ให้เหตุผลว่า ไก่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและมีค่าใช้จ่ายไม่มากในการดูแล ไก่กินอะไรก็ได้ที่อยู่บนพื้น (แต่หากคุณให้อาหาร พวกมันก็จะโตเร็วขึ้น) ไก่บางพันธุ์ต้องการเล้าเพื่อใช้ทำรังและออกไข่ และเมื่อไก่ที่เลี้ยงเพิ่มจำนวน ก็แค่ทำกรงเพิ่มจากไม้กับลวดเท่านั้น เมื่อคุณเริ่มเป็นธุรกิจก็ต้องเพิ่มการฉีดวัคซีนให้กับไก่ซึ่งมีราคาถูกมาก

 

ข้อที่ 2 เป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า

     เหตุผลต่อมาที่ทำให้ไก่คือทางออกปัญหาความยากจนนั่นก็เพราะ การเลี้ยงไก่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพียงแค่เริ่มต้นจากแม่ไก่เพียง 5 ตัว และไก่พ่อพันธุ์ 1 ตัวเท่านั้น เพียง 3 เดือนก็สามารถเพิ่มจำนวนไก่ได้ถึง 40 ตัว และเมื่อคุณขายไก่ออกไปในราคาตัวละ 175 บาท (จากราคาขายในแถบแอฟริกาตะวันตก) ก็สามารถสร้างรายได้ๆมากกว่า 35,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

 

ข้อที่ 3 ไข่ไก่คืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคขาดสารอาหาร

 

     เหตุผลที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ ไข่ไก่ช่วยทำให้เด็กๆมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะในแต่ละปีมีเด็กที่ตายเพราะโรคขาดสารอาหารมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี แต่หากมีไข่ไก่ซึ่งมีโปรตีนและสารอาหารอื่นๆจำนวนมาก ก็สามารถช่วยเหลือเด็กๆจากโรคขาดสารอาหารได้ บางครอบครัวที่ริหารจัดการดี ก็ปล่อยให้ไข่ฟักออกมา เลี้ยงไก่ให้โตแล้วนำไปขาย จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และยังช่วยให้เหล่าแม่บ้านทั้งหลายมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

Project Process

(ภาพจาก https://twitter.com/billgates)

     สำหรับ Bill Gates เขาเชื่อว่าไม่มีการลงทุนใดจะไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา การเลี้ยงไก่ก็เหมือนการสอนคนให้จับปลา แต่หากคุณไม่ได้อยู่ใกล้แม่น้ำหรือไม่เก่งพอจะสอนใครได้ ก็เริ่มต้นจากการให้ไก่กับเขาแล้วสอนเขาเลี้ยงไก่น่าจะดีกว่า เขาเองก็เช่นกัน Bill Gates ได้ร่วมกับ Heifer International ริเริ่มโครงการ COOP DREAMS โดยเริ่มบริจาคไก่ 100,000 ตัว เพื่อสนับสนุนให้ทุกครอบครัวผู้ยากไร้ในแถบซับซาฮาราของแอฟริกา โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนประชากรที่เลี้ยงไก่จากเดิมมีเพียง 5% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 30%

 

     นี่คืออีก 1 ตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า แม้จะเป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนไม่มาก แต่หากรู้จักลงทุน และมีวิธีการบริหารจัดการในการลงทุนที่ดี ก็สามารถต่อยอดให้เป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างดี แต่สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

 

ลงทุนให้แฮปปี้ต้องมีพอร์ตต่างประเทศ

ลงทุนให้แฮปปี้ต้องมีพอร์ตต่างประเทศ

 

สวัสดีอีกครั้งครับ มาเจอผม “กัปตันแมนูไลฟ์ อีกครั้ง

ใครก็ตามที่ติดตามบทความของเรามาตั้งแต่แรก คงจะรู้แล้วนะครับว่าการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศนั้นมีความน่าสนใจ และมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งจะเห็นได้ในช่วงนี้ว่า นักลงทุนในกองทุนส่วนใหญ่ ก็เริ่มที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศกันมากขึ้น วัดความนิยมได้จากคำถามที่มักจะถามผมว่า จะไปลงทุนในภูมิภาคไหนดีกลายเป็นคำถามยอดฮิตเลยล่ะครับ

แต่ก็จะมีคำถามหนึ่งที่ถามเข้ามาหาผมแบบสวนกระแสว่า

ผมไม่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศได้ไหมครับ

ซึ่งผมว่าเป็นคำถามที่ดีทีเดียวเลยครับ

ผมก็ตอบไปว่า….. “ได้ !!” ………

 

หลายท่านคงจะคิดว่า งั้นก็ไม่ต้องไปลงทุนในกองทุน FIF แล้วละซิ!  อย่าเพิ่งไปครับ…..ผมยังอธิบายไม่จบ

แน่นอนว่าเราสามารถที่จะลงทุนในกองทุนภายประเทศอย่างเดียวก็ได้ แต่จะทำให้เราพลาดโอกาสหลาย ๆ อย่างไป ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ ว่าการจัดพอร์ต หรือ จัดสรรเงินบางส่วนไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศนั้น มีข้อดีอย่างไร และในช่วงท้ายเราจะมาจำลองพอร์ตกันดูเล่นๆ ครับ

 

ทำไมต้องลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ?

 

1. การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

ต้องยอมรับครับว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤติ ผ่านน้ำท่วม ผ่านอะไรต่อมิอะไรกันมามากมาย แต่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้นก็ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12-13% ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียวละครับ

แต่กระนั้นก็เถอะ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเราก็สร้างผลงานได้ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่หนำซ้ำปีที่แล้ว หุ้นไทยเราก็ร่วงลงไม่น้อยกว่า 14% อีก (ที่มาจาก Morningstar)

ทีนี้เรามาลองดูตลาดต่างประเทศบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นอินเดียช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาก็ปรับตัวขึ้นตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ถึงแม้ปีที่ผ่านมาจะไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ แต่ลองดูครับ ประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ณ ขณะนี้ บวกกับกำลังซื้อของกลุ่มชนชั้นกลางอาจเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทางนึง

หรือแม้แต่หุ้นกลุ่ม Healthcare เอง ที่มาแรงมากๆในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้ประโยชน์จากทั้ง นโยบาย Obama care และแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นของโลกก็ยังทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ยังคงน่าสนใจมากในระยะยาว โดยผลตอบแทนของกลุ่มนี้ก็ไม่น้อยหน้าใครอยู่ที่เกือบ 20% ต่อปี หรือมากกว่าครับ (ข้อมูล MSCI World Health Care Index ที่มาจาก Morningstar ณ วันที่ 31 มี.. 59 )

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น กลุ่มโรงพยาบาลในบ้านเรา หรือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการรักษา หรือ โรงพยาบาลนั้น ผมเชื่อว่ามีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่ถ้าเป็นการลงทุนในกลุ่ม Healthcare ทั่วโลกแล้วละก็ มีทั้งโรงพยาบาล เทคโนโลยีทางการแพทย์ มีบริษัทที่บริการรักษาพยาบาลตามบ้าน ธุรกิจที่ขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหกับรายย่อย หรือ บริษัทยาต่างๆ ก็มีตัวเลือกที่กว้างขึ้น ไม่ใช่กระจุกตัวทำธุรกิจแบบเดียวกัน เป็นการเพิ่มศักยภาพในการลงทุนให้กว้างมากขึ้น และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีครับ

อีกทั้งการลงทุนในกองทุนต่างประเทศนั้น ก็เปิดโอกาสให้เราได้ไปลงทุนกับ บริษัทชั้นนำมากมาย อีกด้วยครับ เช่น Facebook, Google, Apple, Pfizer, Microsoft และอื่น ๆ อีกมากมาย  บอกได้เลยว่าบริษัทยักษ์ใหญ่นอกประเทศนั้นน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

เห็นแบบนี้แล้วผมว่าเราคงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมหละครับว่า การออกไปผจญภัยต่างประเทศบ้างก็เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้เราได้เหมือนกันนะครับ

 

2. การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงได้

ต้องยอมรับนะครับว่าการลงทุนในหุ้นนั้นก็มีความเสี่ยง และยิ่งเราลงทุนแบบกระจุกตัวในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเท่าไหร่แล้ว สิ่งที่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความเสี่ยงที่จะต้องทนเห็นความผันผวนของการขึ้นลงของราคาหุ้นที่อาจมากกว่าปกติ

หรือ บางครั้งกลุ่มธุรกิจใด ธุรกิจหนึ่งในประเทศเรา กำลังประสบปัญหา แต่กลุ่มธุรกิจที่คล้ายกันนี้ในต่างประเทศกลับกลายเป็นว่ากำลังเฟื่องฟูก็เป็นไปได้เช่นกันครับ ทั้งนี้เพราะว่า จำนวนหุ้น รวมถึงรูปแบบของธุรกิจ หรือ กลุ่มธุรกิจนั้นกว้างมากขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น เราสามารถที่จะมาจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อให้ความผันผวนของกองทุนที่เราถืออยู่นั้น ไม่ผันผวนมากจนเกินไป หรือ ถ้าเรารับความเสี่ยงจากการเลือกลงทุนได้พอสมควร การกระจายพอร์ตการลงทุนไปในต่างประเทศก็อาจจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นก็เป็นไปได้ครับ

 

 

จัดพอร์ตกองทุนต่างประเทศอย่างไรให้ Happy

การจัดพอร์ตการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ มีหลากหลายแนวทาง โดยจะขึ้นกับนิสัยการลงทุน และ การยอมรับความเสี่ยงได้ของแต่ละคนครับ

เช่น ผมอาจจะชอบลงทุนในประเทศไทยเพราะว่าคุ้นเคยกับประเทศไทย รู้ความเคลื่อนไหวในประเทศเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าอยู่ในบ้านเราปลอดภัยที่สุด แต่ไม่อยากให้พอร์ตการลงทุนในประเทศไทยผันผวนมากเกินไป ก็อาจจะมีบางส่วนไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศบ้างครับ

ถ้าเขียนแบบนี้อาจจะไม่เห็นภาพ งั้นเรามาดูแบบจำลองพอร์ตการลงทุนไปพร้อมๆ กันครับ โดยใช้ simulation พอร์ตกองทุนของทาง บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) โดยนำข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2559 มาทำให้พวกเราได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นไทย

[PR News] “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”สร้างความมั่งคั่งและมีกินมีใช้ให้เราเมื่อยามเกษียณ

PR News

“ทราบแล้ว (ต้อง) เปลี่ยน” มนุษย์เงินเดือนควรใส่ใจเรื่อง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund) และ “นโยบายการลงทุน” (Employee’s Choice) เพื่อให้เงินออมเราได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สร้างความมั่งคั่งและมีกินมีใช้ให้เราเมื่อยามเกษียณ 

นายจ้าง ลูกจ้าง ที่สนใจ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.set.or.th/pvd/image/20160530_adver.jpg

สำหรับบริษัทหรือหน่วยงานที่สนใจให้โครงการฯ ไปบรรยายให้ความรู้พนักงาน ติดต่อได้ที่[email protected]

 

Advertorial New

5 ความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน

เมื่อพูดถึงเรื่อง “การวางแผนทางการเงิน” เชื่อว่าหลายคนคงมีความเข้าใจ หรือความรู้สึกต่อคำคำนี้ที่แตกต่างกันออกไป

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมพบเจอมาว่า เรามักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ เมื่อนึกถึงเรื่องการวางแผนทางการเงินครับ

1. “ผมมีเงินน้อย วางแผนการเงินไม่ได้”

นี่แปลว่าคุณเข้าใจไปเองว่า “วางแผนการเงิน = จ่ายเงิน” และเมื่อต้องจ่ายเงินก็แปลว่า มีเงินเหลือกับตัวน้อยลง สภาพคล่องน้อยลง มีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยลง แล้วการเงินจะฝืดเคือง จึงเกิดความกลัวที่เงินจะต้องออกจากกระเป๋าหรือบัญชีของตัวเอง แล้วจะไม่มีเงินใช้ ถ้าคิดแบบนี้ แสดงว่า เรากำลัง “ติดกับดักทางสภาพคล่อง” อยู่ครับ เราต้องการมีเงินสดอยู่กับตัวเยอะๆ เพราะมันรู้สึกว่าเรารวย ปลอดภัยดี มีเงินใช้คล่องมือ แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าเรามีเงินสดเยอะไป ค่าของเงินของเราจะค่อยๆลดลงเพราะถูกเงินเฟ้อกัดกิน แถมวินัยทางการเงินก็เสีย เพราะนึกอยากจะใช้เงินเมื่อไหร่ก็ใช้ได้ ควบคุมตัวเองยาก สุดท้าย ปลายชีวิตก็แทบไม่เหลือเงินเก็บ เหมือนกบที่อยู่ในหม้อต้มน้ำ กว่าจะรู้ตัว ก็ถูกต้มจนสุกไปเรียบร้อย ทำไมไม่ลองคิดอีกมุมล่ะครับว่า ก็เพราะเรามีเงินน้อยน่ะสิ ถึงต้องรู้วิธีบริหารจัดการ ให้เรามีวินัย มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น โดยที่เรายังมีสภาพคล่องที่เหมาะสมอยู่ มีน้อย ก็บริหารน้อย มีมาก ก็บริหารมาก ไม่ใช่คิดว่า มีน้อย ไม่ต้องบริหาร คิดแบบนั้นเมื่อไหร่จะมีล่ะครับ?

2. “ผมรวยอยู่แล้ว ไม่ต้องวางแผน”

ลองคิดดูว่าบริษัทอย่าง โค้ก ต้องวางแผนธุรกิจไหมครับ? กูเกิ้ล ต้องวางแผนการเงินของบริษัทไหมครับ? เฟสบุ๊ค ต้องจัดการเรื่องกำไรของธุรกิจไหมครับ?

ผมคิดว่า โค้ก กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค ก็คงมีเงินไม่ใช่น้อยนะครับ แต่เขาก็ยังต้องวางแผนเรื่องเงินกันอยู่เลย ฉะนั้นการวางแผนไม่ได้เกี่ยวกับปริมาณเงินหรอกครับ มันเกี่ยวกับว่าเราจัดการทรัพย์สินอย่างชาญฉลาดแค่ไหนต่างหาก รวยอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้จักการวางแผน ไม่รู้จักวิธีบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ วันหนึ่ง เงินก็หมดไปได้นะครับ ถ้าเราใช้เงินไม่เป็น อีกอย่าง ชีวิตของเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ถ้าเราไม่รู้จักวางแผนรับมือล่วงหน้าไว้ วันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็อาจทำให้เราสูญเสียเงินจำนวนมาก จนความมั่งคั่งที่เรามีหดหายไปจนหมดก็เป็นไปได้เช่นกันครับ

3. การวางแผนการเงิน = การวางแผนลงทุน/การทำประกันชีวิต

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจแบบนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วการวางแผนการเงินกว้างกว่านั้นมาก เพราะเรื่องเงินไม่ได้มีแค่เรื่องลงทุนหรือประกันเท่านั้น หลักการทางการเงินบุคคลนั้น ต้องมีลักษณะเหมือนปิระมิด จากฐานล่างขึ้นบน

โดยที่ฐานล่างคือรากฐานสำคัญของการเงินบุคคล ที่จะต้องมีก่อนเป็นอันดับแรก คือ “เงินเก็บ” มันจึงเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการสภาพคล่อง บริหารรายรับรายจ่าย การวางแผนจัดการหนี้สิน และการวางแผนการออม เพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดีเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีเงินเก็บ ก็ไม่ต้องพูดเรื่องลงทุนเลย

ขั้นต่อไปที่ควรทำ เมื่อมีเงินเหลือเก็บแล้ว ก็คือการ “ปกป้อง” เงินของเรา การปกป้อง ก็คือ การจำกัดความเสี่ยงที่จะสูญเสีญเงินจำนวนมาก ให้เหลืออยู่ในขอบเขตแค่ที่เรากำหนด ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่อง “รักษาพยาบาล” เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย ว่าเราจะเจ็บป่วย หรือจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นเมื่อไหร่ แล้วถ้ามันเกิดขึ้น เราจะทราบได้ยังไงว่าต้องเสียค่ารักษาเท่าไหร่? เกิดต้องเสียเป็นล้าน จะทำยังไง? ถ้าไม่จำกัดความเสี่ยงตรงนี้ บางทีเงินทองที่เราอุตส่าห์หามาทั้งชีวิตอาจหายวับไปกับตา เราจึงต้องจำกัดขอบเขตความสูญเสีย ด้วยการทำ “ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ” ยังไงล่ะครับ นอกจากนั้น ถ้ามีภาระทางการเงินอื่นๆ รวมถึงหนี้สิน เราจึงต้องปกป้องครอบครัว ด้วยการทำประกันชีวิตอีกด้วย

เมื่อเรามีเงินแล้ว และปกป้องเงินที่มีแล้ว ขั้นต่อไปเราถึงมาวางแผนเพิ่มความมั่งคั่ง ได้อย่างสบายใจ ซึ่งการวางแผนลงทุน ก็อยู่ในส่วนนี้แหละ นอกจากลงทุน ยังมีเรื่องเกี่ยวกับเพิ่มความมั่งคั่งอีกหลายทาง เช่น การวางแผนภาษี ซึ่งการลงทุนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินต่างๆ เช่น วางแผนเกษียณ วางแผนซื้อบ้าน หรือวางแผนการศึกษาบุตร เป็นต้น

สุดท้าย เมื่อเราแก่ตัวลง มีทรัพย์สินจากการลงทุนเหลือใช้เป็นมรดกให้ลูกหลาน เราก็วางแผนถ่ายโอนความมั่งคั่ง วางแผนมรดก ให้ทายาทของเราต่อไป ดังนั้น เห็นแล้วนะครับว่า การวางแผนการเงิน ไม่ได้มีแค่วางแผนการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว

4. “การวางแผนการเงิน เป็นเรื่องของคนที่เริ่มมีอายุ คนหนุ่มสาวอย่างเรายังไม่จำเป็น”

ถ้าเราจะเกษียณอีก 5 ปี แต่เพิ่งคิดจะมาวางแผนเกษียณ คิดว่าจะเก็บเงิน จะลงทุน ทันไหมครับ? ถ้าเราคิดจะแต่งงาน จะมีลูก แต่ไม่มีเงินเก็บเลย คิดว่าครอบครัวจะไปรอดรึเปล่า? การไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายต่างๆของเราต้องอาศัยเวลา ดังนั้น ยิ่งเตรียมตัวได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีครับ แถมหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา เรายังมีโอกาส มีเวลาปรับเปลี่ยน แก้ตัวทัน แต่ถ้าไปเริ่มตอนอายุมาก เหลือเวลาน้อยแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปแก้ไขทันกันล่ะครับ

5. “ไม่มีพื้นความรู้ทางการเงินมาก่อน วางแผนการเงินเป็นเรื่องยาก ฉันทำไม่ได้”

ทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจครับ คนเราไม่มีใครรู้มาตั้งแต่เกิด ถ้าขวนขวายหาความรู้ ใส่ความพยายาม ยังไงก็เกิดผล แถมเดี๋ยวนี้ความรู้เรื่องการเงินที่ดีๆ หาได้ฟรีเต็มไปหมดครับ อยู่ที่เราเองว่าจะศึกษารึเปล่า แหม ทีวางแผนเที่ยวที่ที่ไม่เคยไป รายละเอียดยิบย่อยยุ่บยั่บเต็มไปหมด ยังวางแผนกันได้เลยครับ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัดจริงๆ เราก็จ้างผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าเรา มาให้คำปรึกษาได้นี่ครับ เหมือนเวลาเราหิว บ่อยครั้งเราก็เลือกไปทานที่ร้านแทนที่จะทำกินเอง เวลาเราเจ็บป่วยหนักๆ เราก็ต้องการหมอมารักษา แทนที่จะ

[Case Study] ตัวอย่างการวางแผนภาษีและการคำนวณภาษีจากคอร์ส Money Literacy

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกแล้วในทุกๆสัปดาห์ กับบทความและข่าวคราวเรื่องภาษีดีๆ ที่มีมาฝากกันอย่างต่อเนื่องในเวปไซด์ Aommoney แห่งนี้ครับ ฮ่าๆ (หัวเราะทำไม – -”)

สำหรับบทความประจำสัปดาห์นี้ พี่หนอมขออัญเชิญทุกท่านกลับไปที่จุดตั้งต้นเบาๆ อย่างการคำนวณภาษีกันอีกครั้ง โดยวันนี้มีตัวอย่างมาให้อ่าน + ดู + ฟัง กันไปพร้อมๆกันเลยครับว่า “วิธีคำนวณภาษี” นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งตัวอย่างในวันนี้ไม่ได้มาจากไหนไกลครับ มันมาจากกกก คอร๋สการเงินสุดฮอตอย่าง Money Literacy ที่จัดขึ้นมามากกว่า 10 ครั้งทั่วประเทศไทย (ติดตามการรับสมัครคอร์สนี้ได้ที่เพจ Money Coach เลยครับผม)

เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้อารัมภบทพร่ำเพร้อไปมากกว่านี้ เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่า ตัวอย่างของเราในบทความนี้ มีรายละเอียดอะไรบ้าง

นายชัดเจนอายุ 26 ปี ประกอบอาชีพวิศวกรโยธาในบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 32,000 บาท โบนัสขั้นต่ำปกติ 2 เดือน

ในส่วนของรายรับนอกเหนือไปจากเงินเดือนแล้ว นายชัดเจนยังตกลงเซ็นสัญญารับจ้างคุมงานก่อสร้างอีกมูลค่า 80,000 บาท โดยผู้รับเหมาจะจ่ายให้เขาเป็น 8 งวด งวดละ 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป (รายรับรายการนี้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 3%)

ในแต่ละเดือนนายชัดเจนมีรายการที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีดังต่อไปนี้

– ภาษี (จากเงินเดือน) 2,200 บาท
– ประกันสังคม 750 บาท
– หักสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% ของเงินเดือน
– เงินค่างวดผ่อนชำระคอนโดมิเนียม 4,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินต้น 1,000 บาท ที่เหลือ 3,000 เป็นดอกเบี้ย
– เงินบริจาค 500 บาท

ในส่วนของรายจ่ายรายปีมีดังต่อไปนี้

– เบี้ยประกันชีวิต 20,000 บาท ชำระในเดือนธันวาคม
– ปลายปี 2558 นายชัดเจนวางแผนที่จะซื้อกองทุนรวม LTF 50,000 บาท

คำนวณภาษีเงินได้ที่นายชัดเจนต้องชำระในปี 2558

สมการการคำนวณภาษีของนายชัดเจน คือ
[(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี

รายได้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ รายได้จากเงินเดือน และ รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ โดยเราจะแยกพิจารณาตามนี้ครับ

รายได้จากเงินเดือน (ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ในการคำนวณภาษี)

เงินเดือนทั้งปี จำนวน 32,000 x 12 = 384,000 บาท
โบนัส 2 เดือน จำนวน 32,000 x 2 = 64,000 บาท
รวมทั้งสิ้น 448,000 บาท

– รายได้จากวิชาชีพอิสระ – วิศวกรรม (ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 ในการคำนวณภาษี)

ค่าจ้างงวดละ 10,000 บาท จำนวน 8 งวด 10,000 x 8 = 80,000 บาท

การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ทั้ง 2 ประเภทนั้นแตกต่างกันดังนี้

– เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ในที่นี้ คือ 60,000 บาท
– เงินได้ประเภทที่ 6 (วิศวกรรม) หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 30% ในที่นี้คือ 24,000 บาท

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาคำนวณตามตารางเพื่อหักค่าลดหย่อนจะได้ดังนี้ครับ

เมื่อได้เงินได้สุทธิแล้ว สิ่งต่อมาคือการคำนวณภาษี …
โดยเปรียบเทียบกับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคำนวณภาษีออกมาได้ทั้งสิ้นจำนวน (150,000 x 0) + (123,800 x 5) = 6,190 บาท

แต่จากข้อมูลเราจะเห็นว่านายชัดเจนถูกหักภาษี ณ ที่จ่า่ยไว้ทั้งสิ้นจำนวน 28,800 บาท ซึ่งคำนวณมาจากเงินเดือน 12 เดือน (2,200 x12) และ ค่าจ้างจากวิชาชีพอิสระ (80,000 x 3%) ดังนั้นจะกลายเป็นว่า นายชัดเจนได้ภาษีคืนเป็นจำนวน 22,610 บาทนั่นเองครับ!!!

หากใครดูแล้วยังงงๆ ไม่เข้าใจ ผมมีคลิปการคำนวณภาษีเรื่องนี้มาฝากให้ดูกันด้วยครับผม สามารถดูได้ที่ Youtube Channel TAXBugnoms ด้านล่างนี้เลยครับ

บทสรุปจากกรณีศึกษา

สำหรับบทสรุปในกรณีนี้ เราจะเห็นว่าการคำนวณภาษีจากเงินได้หลายๆประเภทนั้นไม่ยากครับ เพียงแต่เราต้องมองโจทยให้ออกก่อนว่า รายได้นั้นถือเป็นเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมาย และสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร หลังจากนั้นมาดูค่าลดหย่อนที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง นำทั้งหมดมาปนรวมกัน Mix & Match ปั้บก็จะได้ออกมาเป็นจำนวนภาษี

ซึ่งกรณีของนายชัดเจนนี้ สิ่งที่ต้องแก้ไข คือ ฝ่ายบุคคลหักภาษีเยอะเกินไปกว่าความเป็นจริงมาก (อันนี้ต้องแนะนำให้แจ้งเรื่องค่าลดหย่อนจากทางฝ่ายบุคคลก่อนเป็นอันดับแรกครับ) นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการประหยัดภาษีส่วนเพิ่ม (ถ้าต้องการและมีกระแสเงินสดเหลือ) ก็สามารถทำได้อีกเช่นเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ LTF, RMF หรือประกันชีวิตเพิ่ม รวมถึงการที่จะเพิ่ม % ในการสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับ

สุดท้ายนี้ผมคงต้องฝากไว้อย่างเช่นเคยครับว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนภาษี คือ การคำนวณภาษีให้ถูกต้องเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นเราค่อยวางแผนลดหย่อนเพิ่มเติมตามสมควร เพียงเท่านี้ภาษีก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลยใช่ไหมล่ะคร้าบ 

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 15-19 สิงหาคม 2559 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

[WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 15-19 สิงหาคม 2559

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “อัศวินกองทุน” กันอีกแล้วในสัปดาห์ที่ 10 กับ Weekly Outlook คอลัมน์ที่จะมาช่วยสรุปภาพรวมการลงทุนเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้ทุกคนได้สร้างโอกาสในการลงทุนและกระจายผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสมครับ

เอาล่ะครับ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่าในช่วงวันที่ 15-19 สิงหาคม 2559 นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์ต่างๆ มีอะไรที่น่าสนใจบ้างครับผม แต่แอบกระซิบเบาๆว่าคราวนี้ ตลาดเกาหลีค่อนข้างน่าสนใจครับ (อิอิ)

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

สรุปภาพรวมประจำสัปดาห์ : 
OPEC เริ่มส่งสัญญาณการคงอัตราการผลิต เป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เริ่มจากทางตลาดหุ้นสหรัฐฯกันเลยครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นจากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสอง ซึ่งผมมองว่าในสัปดาห์นี้ตลาดจะจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกต่างๆ ถ้าหากยังไม่ฟื้นตัวมีโอกาสฉุดตลาดหุ้นปรับฐานได้ครับ แถมมูลค่าต่อราคาพื้นฐานก็ค่อนข้างแพงแล้วเหมือนกัน ดังนั้นสัปดาห์นี้แนะนำให้คงการลงทุนดูท่าทีกันไปก่อนครับ

ตลาดหุ้นยุโรป

มาดูทางฝั่งยุโรปกันบ้างครับ ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นหลังธนาคารกลางอังกฤษทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงผลของการทดสอบความแข็งแกร่งของภาคธนาคารออกมาดี อย่างไรก็ตามผมมองว่าเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนมีแนวโน้มชะลอตัวครับ แบบนี้คงการลงทุนไว้เหมือนเช่นเคยก่อนจะดีกว่าครับ

ตลาดหุ้นจีน (A-SHARE / H-SHARE)

ตลาดหุ้นจีนทั้ง A-SHARE และ H-SHARE ค่อนข้างสดใสและน่าสนใจ  หลังประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนความมีเสถียรภาพทั้งในแง่เศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้นมากครับ ประกอบกับรัฐบาลจีนเองมีความก้าวหน้าในการลดอุปทานส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมมองว่าโดยรวมแล้วจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของตลาดหุ้นจีน ดังนั้นสัปดาห์นี้แนะนำให้กลับมาเพิ่มสัดส่วนลงทุนในหุ้น A-SHARE มากขึ้น ส่วน H-SHARE ก็เช่นเดียวกันครับผมยังแนะนำให้เพิ่มการลงทุนต่อไปครับผม

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

กลับมาทางด้านญี่ปุ่นของเรากันบ้างครับ ผมมองว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้นหลังค่าเงินเยนเริ่มอ่อนตัว เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณของการฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศ ประกอบกับระดับราคาหุ้นญี่ปุ่นมีความน่าสนใจมากขึ้น แบบนี้เห็นทีต้องเริ่มหันมาปรับพอร์ตเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้นแล่วล่ะครับ

ตลาดหุ้นเกาหลี

ส่วนทางเกาหลี จะเห็นว่าความน่าเชื่อถือต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศปรับเพิ่มขึ้นครับ รวมถึง GDP ไตรมาสสองของเกาหลีโตกว่าที่คาดจากการลงทุนของภาคเอกชน ตรงนี้สะท้อนให้เห็นครับว่า ผลประกอบการบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบบนี้เห็นที่ต้องจัดกันต่อโดยการเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีอีกสักทีครับผม

ตลาดหุ้นไทย

มาดูทางด้านหุ้นไทยกันบ้างครับ ผมมองว่าตอนนี้หุ้นไทยมีสัญญาณที่ดีหลังประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัว โครงการลงทุนภาครัฐและเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศจะเป็นปัจจัยบวกผลักดันหุ้นไทยมากขึ้น แบบนี้เห็นทีก็ต้องเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกันต่อไปเหมือนเคยคร้าบ

ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดีย เคลื่อนไหวในกรอบแคบหลังจากเงินทุนไหลเข้าชะลอตัว แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าเศรษฐกิจอินเดียยังคงแข็งแกร่งจากการบริโภคภายในประเทศ และร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ดังนั้นผมยังคงแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียกันต่อไปครับ

เงินสดและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

จากความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมอยากแนะนำให้นักลงทุนควรลดการถือครองเงินสด และ หาการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นครับ

น้ำมัน

ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสมาชิ กในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมั นออกมากล่าวถึงการประชุมระหว่ างประเทศผู้ผลิตเพื่อคงกำลั งการผลิต ซึ่งคาดว่าจะเป็นข่าวดีสนับสนุ นให้ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ประกอบกับอุปทานส่วนเกินของน้ำ มันมีแนวโน้มลดลง และการปิดกิจการของบริษัทน้ำมั นที่มีต้นทุนสูงในสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมัน  แบบนี้เห็นทีจะเป็นอีกโอกาสที่ เราจะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนครับ

ทองคำ

ผลกระทบจากการที่อังกฤษออกจากกลุ่มยุโรป และผลทดสอบความแข็งแกร่งของภาคธนาคาร ทำให้ตลาดคลายความกังวล ความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจึงลดลง เพราะฉะนั้นผมอยากแนะนำให้คงการลงทุนในทองคำไปอีกสักระยะเพื่อดูท่าทีก่อนครับ

ตราสารหนี้ไทย

ถึงแม้ว่า ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุ 1-3 ปีปรับตัวเล็กน้อย แต่ผมมองว่านักลงทุนควรถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้รัฐบาล ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงอยู่ดีครับ ดังนั้นแนะนำให้คงการลงทุนไว้เหมือนอย่างเช่นเคยครับ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์นี้ เริ่มจะเห็นภาพอะไรที่ชัดเจนขึ้นแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งมาจากผลของการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก และการเติบโตของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ทางฝั่งเอเชียที่ยังคงน่าสนใจเหมือนเช่นเคย ตั้งแต่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย และตลาดหุ้นไทยของเรา ทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่สดใสในการลงทุนเพื่อทำกำไร และกระจายความเสี่ยงในการลงทุนตามความเหมาะสมของเราครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save