ดอกเบี้ย 0% อย่าได้แคร์ Blockchain ปล่อยกู้ออนไลน์ผลตอบแทนเลิศกว่าเยอะ

การลดดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% ของธนาคาร TMB สร้างความฮือฮาให้กับวงการธนาคารเป็นอย่างมาก และชวนให้คนฝากเงินเริ่มครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรกับเงินที่ฝากธนาคารดี แม้ครั้งนี้ ธนาคาร TMB จะกลับลำปรับดอกเบี้ยเงินฝากกลับไปเป็น 0.125 เหมือนเดิม แต่นี่เป็นการส่งสัญญาณให้นักออมทั้งหลายรับทราบว่าอีกไม่นาน ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะดอกเบี้ย 0% ดังนั้นการออมจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป จึงเกิดกระแสการบริหารเงินให้งอกเงินรูปแบบใหม่อย่าง Peer-To-Peer Lending หรือระบบกู้เงินส่วนบุคคล

Peer-To-Peer Lending คืออะไร?

โชคดีที่ท่ามกลางกระแสเชิงลบ ยังมีการกล่าวถึงตัวเลือกตัวใหม่ที่น่าสนใจอย่าง Peer to Peer lending คอนเซ็ปของมันง่ายมาก บนโลกนี้มีคนที่เงินขาดมือ กับคนที่มีเงินเหลือแต่ไม่รู้จะทำอะไร ธนาคารจึงเป็นตัวกลาง รับเงินจากกลุ่มคนที่มีเงินในรูปเงินฝากพร้อมให้ดอกเบี้ยเล็กน้อย และธนาคารเอาเงินเหล่านี้ไปปล่อยกู้ต่อให้กับคนที่เงินขาดมือทำกำไรจากการคิดดอกเบี้ยที่สูง คนบางกลุ่มที่ได้ดอกเบี้ยเงินฝากนิดหน่อยก็ไม่ค่อยๆพอใจ เลยไม่ฝากเงินกับธนาคารแต่ปล่อยกู้นอกระบบเสียเลย เพราะได้เงินเยอะกว่าแต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน แถมถ้าคิดดอกเบี้ยเยอะก็ผิดกฎหมายอีก แถมการปล่อยกู้นอกระบบทำได้แค่วงแคบๆกับคนรอบตัวเราเท่านั้นเอง ส่วนคนบางกลุ่มที่ไม่มีหลักค้ำประกันก็กู้กับธนาคารไม่ได้หรือกว่าจะกู้เงินได้ก็หืดขึ้คอ เช่นกลุ่มคนทำฟรีแลนซ์ เป็นต้น ระบบ Peer-To-Peer Lending เลยเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมคนที่มีเงินเหลือกับคนที่ต้องการเงินเข้าหากัน ทำให้คน 2 กลุ่มยืมเงินกันเองได้เลย

วิธีการของ Peer-To-Peer Lending

  1. มีแพลตฟอร์มออนไลน์ตรงกลางที่เชื่อม ‘คนกู้’ กับ ‘คนให้กู้’ ทำให้ไม่มีต้องมีหน้าร้าน ใช้พนักงานไม่เยอะ ประหยัดต้นทุน ดอกเบี้ยเงินกู้เลยถูกกว่า
  2. โดยคนกู้ส่งหลักฐานทางการเงิน และกรอกแบบฟอร์ม พร้อมทั้งจำนวนเงินที่ต้องการกู้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลยมีระบบออนไลน์ วิเคราะห์ตรวจสอบประวัติของผู้กู้ได้ ว่า กำลังทำอะไรอยู่ ต้องการเงินไปใช้เพื่ออะไร และ มีนิสัยการใช้เงินยังไง พร้อมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้คนปล่อยกู้พิจารณาว่าจะให้คนไหนกู้เงิน
  3. ทีนี้หลายคนจะสงสัยว่าแล้ว ‘คนให้กู้’ จะส่งเงินให้ ‘คนกู้’ ยังไง ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของเทคโนโลยี Blockchain ที่ทำหน้าที่ระบบที่เก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ และเป็นตัวกลางในการส่งเงินระหว่างทั้งสองฝ่าย

ข้อดีของ Peer-To-Peer Lending

  1. ดอกเบี้ยถูกกว่าเพราะต้นทุนการดำเนินการต่ำกว่า มีเทคโนโลยีมาช่วย
  2. กลุ่มคนที่ไม่เคยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ก็เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
  3. กลุ่มคนที่มีเงินนอนอยู่ในธนาคารและเสี่ยงที่จะไม่ได้ดอกเบี้ยก็ได้รายได้จากการนำเงินออกมาให้กู้

ตัวอย่าง ของสตาร์ทอัพที่ใช้ระบบ Peer-to-peer Lending

สตาร์ทอัพอย่าง Tala หรือชื่อเดิมคือ Mkopo Rahishi ที่ก่อตั้งโดย Siroya ได้มองเห็นว่าคนกว่า   2,500 ล้านคนบนโลกนี้หรือคิดเป็นอัตราส่วนกว่า 1 ใน 3 เข้าถึงเงินกู้ของธนาคารไม่ได้ ถ้าจะกู้เงินก็ต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโหด และเธอมองเห็นว่าแต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีเงินและพร้อมจะให้กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพียงแค่มั่นใจว่าพวกเขาจะได้เงินเหล่านั้นกลับคืน ไม่ใช่ให้กู้แล้วเชิดหนี ปัญหาคือคนกว่า 2,5000 ล้านคนนี้ ไม่ได้มีหลักทรัพย์อะไรมาค้ำประกัน ไม่ได้มีสลิปเงินเดือน หรือไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคาร

Tala มองว่าแต่คนกลุ่มนี้มีสมาร์ทโฟนใช้นะ งั้นขอแค่สมัคร M-Pesa คือกระเป๋าเงินออนไลน์ และใช้จ่ายผ่านกระเป๋าเงินนี้ รวมถึง applucation จะเข้าถึงข้อมูลการใช้ Social Media โทรศัพท์มือและการเข้าเว็บไซต์ต่างๆของผู้ขอกู้เพื่อเก็บ เครดิต เช่น ประวัติการจ่ายบิลว่าจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ตรงเวลาหรือเปล่า ใช้เงินผ่าน M-Pesa ไปใช้กับอะไรบ้าง  Tala ใช้ข้อมูลต่างๆที่ระบุตัวตนของผู้กู้ในการสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ระบบวิเคราะห์ของ Tala บอกว่าคนที่มีรายชื่อเบอร์โทรศัพท์เพื่อนในมือถือเกินกว่า 58 คนและติดต่อกับผู้คนเป็นประจำจะมีสามารถในการใช้หนี้สูง คนที่โทรกลับบ้านเป็นประจำหรือโทรหาครอบครัวจะมีเป็นคนที่ไม่ค่อยเบี้ยวหนี้ หรือ คนที่เดินทางไปทำงานที่เดิมๆตลอดเวลาเป็นประจำจะมีโอกาสจ่ายหนี้สูง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คนที่ไม่มีเครดิตทางการเงินกู้ยืมเงินได้ และตอนนี้ Tala ได้เปิดตัวใน kenya และปล่อยเงินกู้ให้ชาว kenya กว่า 120,000 ราย ที่น่าประหลาดใจคืออัตราการคืนเงินของคนกลุ่มนี้เทียบเคียงเท่ากับคนที่กู้ยืมกับธนาคารเลย 

Peer-To-Peer Lending เป็นโมเดลที่จะปฎิวัติการกู้ยืมเงิน อีกทั้งจะช่วยให้คนอีกจำนวนมากเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้และมีชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับประเทศไทยอาจยังติดปัญหาเรื่องกฎหมายอยู่ เราก็ได้แต่เฝ้าคอยว่าจะมีการเปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่กำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า ต้องคอยลุ้นกันครับ

และใครสนใจเทคโนโลยี Blockchain ทางการเงิน เข้าไปติดตามได้ที่: www.facebook.com/EverexTH และ www.Everex.co.th

#Blockchain #Brandname #Fintech 

รักจะทำธุรกิจ อย่าลืม!! เข้าใจวิธีคิด “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” (ตอนแรก)

สวัสดีครับ กลับมาพบกับพรี่หนอม TAXBugnoms กับ ภาษีธุรกิจ101 คอลัมน์ประจำ Aommoney กันอีกครั้งครับ สำหรับวันนี้เราจะมาพูดคุยกันอีกหนึ่ง เรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมักจะกลายเป็นปัญหาชีวิตของเจ้าของกิจการ นั่นคือ เรื่องของภาษีหัก ณ ที่จ่ายนั่นเองครับ

 

ถ้าใครติดตามบทความเก่าๆของผม อาจจะเคยผ่านตาบทความเรื่องนี้มาหลายครั้ง ทั้งใน “บล็อกภาษีข้างถนน” และ “Aommoney.com” แต่ส่วนใหญ่แล้วผมมักจะเขียนในส่วนของ “ผู้ที่มีเงินได้” มากกว่า “ผู้จ่ายเงิน” ครับ ฮั่นแน่!! อ่านแล้วเริ่มสงสัยใช่ไหมครับว่ามันแตกต่างกันยังไง ไม่เป็นไรครับ เรามาทวนความจำกันสักหน่อยดีกว่าครับ

 

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ อะไร ?

 

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” ต้องหักไว้จากเงินได้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ “ผู้รับเงิน” และถือเป็น "เครดิตภาษี" ของผู้รับเงิน (ผู้มีรายได้) ในการคำนวณภาษีเงินได้ โดยจะมีหลักฐานที่เรียกว่า "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" ที่ผู้จ่ายเงินมอบให้แก่ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน

WT

การหักภาษี ณ ที่จ่าย กับการเสียภาษี

สมมุติว่า นายบักหนอม มีรายได้ที่ต้องเสียทั้งหมดในปี จำนวน 15,000 บาท แต่เรามีภาษีหัก ณ ที่่จ่ายที่ถูกหักไว้แล้วระหว่างจำนวน 10,000 บาท แปลว่าในปีนั้นเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมแค่เพียง 15,000 – 10,000 = 5,000 บาทเท่านั้นเอง (10,000 บาทที่ถูกหักไว้ นำไปเครดิตออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนปลายปี)

 

 

 

แต่สำหรับบทความของภาษีธุรกิจในวันนี้ ผมมีเรื่องราวอีกมุมหนึ่งสำหรับเจ้าของกิจการ หรือ “ผู้ที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งมีหน้าที่ หักภาษีไว้ และ นำส่งภาษี แก่พี่ๆ สรรพากร ซึ่งถ้าหากไม่นำส่งแล้ว จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายด้วยนะครับ

 

ทีนี้เมื่อรู้ว่ามีหน้าที่ทีต้องหักและนำส่งภาษีไว้แล้ว คำถามต่อมาก็คงจะเป็นว่า แล้วจะหักและนำส่งยังไงดี จะรู้ได้ไงว่าค่าใช้จ่ายไอ้นี่ต้องหัก ค่าใช้จ่ายไอ้นั่นไม่ต้องหัก หักเสร็จแล้วต้องไปไหน แบกเงินไปให้พี่สรรพากรเลยไหม หรือจะยังไงกับชีวิตต่อไป โว๊ะ!! คิดแล้วปวดหัว … มาครับ วันนี้จะอธิบายให้สั้นๆง่ายๆแบบใช้ได้จริงในสไตล์ #TAXBugnoms ครับ

ผมให้ขั้นตอนพิจารณาสั้นๆง่ายตามนี้ครับ…

1. คนจ่ายเป็นใคร ระหว่าง “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล”
2. ผู้รับเงินเป็นใคร ระหว่าง “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล”
3. เงินที่เราจ่ายไปนั้น คือ เงินได้ประเภทไหนตามกฎหมาย (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ เข้าใจเงินได้ 8 ประเภทใน 2 นาที)
4. กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษีหรือไม่

 

สำหรับข้อมูลของกฎหมายนั้น เราสามารถหาดูได้ง่ายๆจากรายละเอียดในเวปไซด์สรรพากรเลยครับ ซึ่งวิธีการดูนั้นคือ เราจะเริ่มจากดูตาม 1-4 และเปรียบเทียบดูว่ากฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราเท่าไรครับ

 

WT2

 

เมื่อหักเสร็จแล้ว ให้นำส่งพี่ๆสรรพากร ซึ่งโดยปกติจะใช้แบบแสดงรายการประเภทต่างๆ ตามประเภทของเงินได้ครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ แบบ ภ.ง.ด. 1 ภ.ง.ด. 3 และ ภ.ง.ด. 53 นั่นเองครับ

 

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราเข้าใจเพียง 4 ข้อนี้พร้อมกับนำส่งภาษีได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เรื่องของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีปัญหาและทำให้ไม่ต้องมีปัญหาย้อนหลังกับพี่ๆสรรพากรอีกด้วยครับ แต่สำหรับตอนนี้คงต้องพักไว้เท่านี้ก่อนครับ ไว้ในตอนต่อไปผมจะมาอธิบายวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายพร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียดให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ

 

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆพีๆน้องๆ ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้องกันทุกคน และไม่มีปัญหาใดๆกับทางสรรพากรนะคร้าบ

 

losttax-01 (1)

5 ขั้นตอนที่ควรทำเพื่อให้การลงทุนไม่พลาดใน Market Timing ครั้งต่อไป

ไม่ว่านักลงทุนมือเก่าหรือมือใหม่ที่เข้ามาในตลาดหุ้นก็อาจจะพบประสบการณ์เดียวกันคือ พบจังหวะการลงทุนที่น่าซื้อมากๆเพราะหุ้นลงหนัก แต่ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวจะลงต่อพออีกแปปหุ้นก็ขึ้นสุดติ่งกระดิ่งแมว บางทีจังหวะที่มีข่าวบางอย่างซึ่งถ้าได้ขายก่อนหุ้นลงหนักๆแล้วค่อยกลับมาช้อนซื้ออีกทีก็คงได้กำไรกันเต็มไปหมด หรือแม้แต่ใครลงทุนออมหุ้นแบบ DCA แล้วพบว่าหุ้นกำลังลงหนักๆก็อยากจะเอาเงินก้อนเข้าไปลงทุนเพิ่มในจังหวะ Market Timing และทุกครั้งที่เราพบเรื่องอย่างงี้เราก็จะมาพูดแบบเดิมๆคือ

“รู้งี้…… น่าจะซื้อ”
“รู้งี้…… น่าจะขาย”

ในความเห็นผมนะ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากต่างประเทศ ข่าวลือที่วุ่นวายและเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋าที่มีประสบการณ์การลงทุนมานานแล้วก็ตาม เรื่องจังหวะของการลงทุน หรือ Market Timing เนี่ย มันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดตอนไหน ทุกคนต้องเจอเหมือนๆกัน แต่คนที่มีประสบการณ์มากกว่าก็จะมีโอกาสพยาการณ์แนวโน้มและตัดสินใจได้ดีกว่ามือใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วพอผมเจอคำถามจากน้องๆนักลงทุนที่เสียดายและพลาดโอกาส ผมจะแนะนำให้ลองทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

1. จดไว้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไร

หาสมุดมาบันทึกเอาไว้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นยาวนานแค่ไหน หลังเกิดเหตุการณ์แล้วมีนักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่าอย่างไร ทั้งนี้เราอาจจะลองประเมินด้วยตัวเองด้วยก็ได้นะครับว่าองค์ประกอบมีอะไรแล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรแล้วเดี๋ยวตลาดก็จะเฉลยเอง เราฝึกไปช่วงแรกๆผิดบ้างถูกบ้างแต่ก็ฝึกไว้เถอะ สามารถใช้เป็นประสบการณ์ในการวิเคราะห์ในครั้งต่อๆไปได้

2. จดไว้ว่าตลาดหุ้นและราคาตอบสนองอย่างไร

ลองดูว่าหุ้นลงขนาดไหนหากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีและในกรณีกลับกันถ้าเหตุการ์มันทำให้ขึ้นขึ้นเวอร์ๆก็ดูว่าหุ้นมันขึ้นขนาดไหน ผมเชื่อได้ว่าหากเราสังเกตเหตุการณ์พวกนั้นหลายๆครั้งก็จะรู้ได้ว่า หุ้นมันไม่ได้ขึ้นตลอดไปหรือลงตลอดไปในระยะสั้นหรอก มันต้องมีการขึ้นๆลงๆก่อนที่พื้นฐานจะมารองรับให้ไปในทิศทางที่ควรเป็น พอเราเห็นเหตุการณ์บ่อยๆเราจะมีความคุ้นเคยกับอารมณ์ตลาดมากขึ้น ไม่ตกใจง่าย

3. จดไว้ว่าเรากำลังทำอะไรและตัดสินใจอย่างไร

มือใหม่หลายคนพอเจอ Market Timing ขึ้นมาปุ๊ปเกิดอาการตกใจเพราะจากเดิมที่ดอยอยู่แล้วก็ดอยเข้าไปอีก บางคนอยู่ในจังหวะที่ดีเห็นหุ้นขึ้นพรวดๆจนมือสั่น ซักแปปก็จะมีคนมาไซโคว่าทำไมไม่ตัดสินใจแบบนั้นแบบนี้ ณ จุดนั้นลองจดบันทึกดูว่าเราตัดสินใจอย่างไร ไปตามอารมณ์หรือเชื่อในกลยุทธ์การลงทุนที่ตัวเองทำอยู่ แล้วท้ายสุดผลออกมาเป็นอย่างไร

4. นำข้อมูลที่เราบันทึกไว้ทั้งหมดมาพัฒนาในครั้งหน้า

สิ่งที่เราได้คิดวิเคราะห์ บันทึก และตัดสินใจทั้งหมดย่อมมีทั้งถูกต้องและผิดพลาดได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้นบ้าง เราก็ลองนำมาวิเคราะห์ดูนะครับและดูว่าเราควรจะแก้ไขในจุดไหนบ้างทั้งในเรื่องของมุมของการวิเคราะห์และมุมมองในการตัดสินใจอนาคต พอเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ไปบ่อยๆเราก็พอจะคาดการได้ว่าเราควรจะตัดสินใจอย่างไรในเหตุการณ์ต่างๆ

5. ลองแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนๆนักลงทุนดูก็ไม่เลวนะ

ถ้ามีโอกาสหลังจากเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นไปแล้ว เราลองคุยกับเพื่อนๆหรือขอให้บรรดาเซียนได้เล่ามุมมองรวมถึงประสบการณ์ของตัวเองในการตัดสินใจของแต่ละโอกาสในอดีตดูก็ไม่เลวนะครับ เราจะได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองใหม่ๆ ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ต่อเนื่องด้วย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เราควรทำเพื่อให้เราไม่พลาดกับการลงทุนในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่น่าสนใจ ลองบันทึกเหตุการณ์ วิเคราะห์สิ่งที่เราคิด และจดไว้ว่าเราตัดสินใจอย่างไร จะได้นำมาพัฒนาตัวเองให้เราสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ

รู้ไหมชีวิตเรามีความเสี่ยงอะไร จะหาวิธีจัดการล่วงหน้ายังไงถึงจะเหมาะสม?

เมื่อพูดถึงการวางแผนทางการเงิน หลายคนอาจจะนึกถึงการบริหารจัดการเงิน เพื่อทำให้เงินงอกเงย แต่เพียงอย่างเดียว แต่อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือการจัดการกับ “ความไม่แน่นอน” ที่จะทำให้เราสูญเสียเงินทองโดยไม่คาดคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนต้องพบเจอในชีวิต ไม่มีใครหนีพ้น จนมีคำกล่าวที่ว่า “ความแน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน” นั่นเอง

ดังนั้น จะมีประโยชน์อะไร ถึงเราจะสามารถหาเงินทองได้มากมาย หรือเอาเงินไปลงทุนจนเติบโตได้กำไรเป็นล่ำเป็นสัน แต่กลับต้องมีเรื่องให้สูญเสียเงินก้อนใหญ่แบบไม่ควรจะเสียเพราะเหตุไม่คาดฝัน เปรียบเสมือนการล่องเรือในทะเลขณะที่เรือมีรูรั่ว ต่อให้แล่นไปเร็วขนาดไหนวันหนึ่งก็ต้องจมอยู่ดี ถ้าไม่หาวิธีอุดรอยรั่วซะก่อน

รอยรั่วที่ว่า ก็เปรียบเสมือน “ช่องโหว่” ทางการเงิน ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความไม่แน่นอน “ด้านลบ” ที่ทำให้เราเสียเงินทอง เสียขวัญกำลังใจ จนอาจจะทำให้เรา “เสียศูนย์” ได้ ซึ่งนั่นก็คือ “ความเสี่ยง” ทางการเงิน ที่เราทุกคนอาจจะต้องเผชิญนั่นเอง

ดังนั้น “ความเสี่ยง” จึงหมายถึง “โอกาส” หรือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดได้ในอนาคต (ซึ่งอาจจะมีทั้งด้านดี และด้านที่ไม่ดี แต่ในที่นี้ เราจะสนใจแต่เฉพาะด้านที่ไม่ดี หรือด้านที่เป็น “ภัย” กับเรา) ที่อาจจะทำให้เราเกิด “ความสูญเสีย” ในมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ (เสียเงินทองนั่นแหละ) โดยมี “ภาวะส่งเสริมภัย” เป็นตัวเพิ่มโอกาสให้เกิดความสูญเสียนั้น

จะเห็นได้ว่า มีคำที่สำคัญๆอยู่หลายคำเลยทีเดียว ดังนั้น ก่อนจะไปหาวิธีจัดการกับความเสี่ยง ผมขอมาสรุปความหมายของคำแต่ละคำอย่างสั้นๆ ง่ายๆ เพื่อให้เราเข้าใจตรงกันก่อนดีกว่า

===================================

1) ความเสี่ยง = โอกาสเกิดความสูญเสีย

2) ภัย = เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของความสูญเสีย

3) ภาวะส่งเสริมภัย = สภาพที่ทำให้โอกาสเกิดภัยสูงขึ้น และ

4) ความสูญเสีย = การที่เราเสียเงินเสียทอง หรือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงิน (เช่น เสียใจ เสียขวัญ เสียเวลา เสียสุขภาพ ฯลฯ)

ยกตัวอย่างซัก 2 เหตุการณ์ เช่น 

1. ผมเป็นคนชอบเล่นการพนัน (สมมตินะฮะ) คืนนี้ผมจะไปเข้าคาสิโน เล่นไพ่ สักหน่อย

ความเสี่ยง = ผมมีโอกาสที่จะเสียเงิน (ส่วนโอกาสที่เกิดจะมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมจะเล่น หรือฝีมือของผม หรือโครงสร้างของเงื่อนไขการเล่น ที่คาสิโนเป็นผู้กำหนด ซึ่งระบุเป็น % ได้ยาก)

ภัย = ผมเล่นไพ่แพ้

ภาวะส่งเสริมภัย = ผมติดการพนันและเป็นคนโลภ ถ้าเสีย ผมมักจะไม่ค่อยยอมแพ้ อยากแต่จะได้คืน

ความสูญเสีย = ผมเสียเงินเสียทอง 

จะเห็นได้ว่า จากการที่ผมเป็นคนติดการพนัน มันเป็นภาวะส่งเสริมที่ทำให้ผมมีโอกาสเสียเงินมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะเสียจน “หมดตัว” เพราะการที่ผมติดพนัน ทำให้ผมเล่นการพนันบ่อย ยิ่งเล่นบ่อย โอกาสเสียยิ่งเยอะ และถ้าเสีย ก็มีโอกาสเสียจนหมดตัว เพราะผมเป็นคนโลภ ไม่ยอมหยุดเล่น นั่นเอง

2. ผมเป็นคนขับรถเร็ว และกำลังขับรถบนถนนโล่งขณะที่ฝนกำลังตก

ความเสี่ยง = มีโอกาสที่รถจะเกิดอุบัติเหตุ รถพลิกคว่ำ หรือชนคันอื่น

ภัย = อุบัติเหตุ

ภาวะส่งเสริมภัย = การที่ผมเป็นคนขับรถเร็ว + ฝนตกทำให้ถนนลื่น

ความสูญเสีย = สุขภาพ ชีวิต เงินทอง(ค่ารักษาพยาบาล, ค่าจัดงานศพ, รายได้ที่สูญเสียไปของครอบครัว, ค่าเล่าเรียนลูกที่ผมต้องจ่ายให้ ถ้าผมเกิดตายไป) 

=====================================

จะเห็นได้ว่า มีตัวแปรบางตัวที่เราสามารถควบคุมได้ (ส่วนของภาวะส่งเสริมภัย) บางตัวเราก็ควบคุมไม่ได้ ทำให้เราไม่มีทางแน่ใจได้ 100% เลยว่า ภัย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ จะมีโอกาสเกิดขึ้นกับเราหรือไม่ แต่เราก็พอจะมีวิธีที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนต่างๆเหล่านี้ ที่อาจจะช่วยทำให้ “โอกาส” (ความเสี่ยง) หรือ “ขนาด” (ความสูญเสีย) ของความเสียหาย ลดลงได้

วิธีจัดการกับความเสี่ยงที่แนะนำ

1. “หลีกเลี่ยง”

ความเสี่ยง = คือการไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาะที่อาจจะเกิดภัยนั้นๆ เช่น ผมรู้ว่าถ้าเล่นการพนัน ผมมีโอกาสที่จะเสียเงิน ก็ไม่ควรจะไปเล่นซะตั้งแต่ทีแรก หรือถ้าผมเห็นฝนตกหนัก ผมอาจจะรถจนฝนซา หรือฝนหยุดก่อน ค่อยขับรถกลับบ้าน เป็นต้น

2. “ควบคุม”

ความเสี่ยง = คือการหาวิธี “จำกัด” โอกาสหรือความเสียหาย ให้ลดน้อยลง ซึ่งมีวิธีมากมาย เช่น

– เรื่องสุขภาพ = ออกกำลังกาย ดูแลอาหารการกิน (ลดโอกาส) หาหมอรักษา (ลดขนาด)
– เรื่องอุบัติเหตุ = รัดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อค (ลดขนาด)
– เรื่องการปฏิบัติงาน = เตรียมถังดับเพลิง, ซ้อมหนีไฟ, เตรียมร่ม/เรือชูชีพ, ติดสัญญาณกันขโมย, ล็อคประตู, ติดลูกกรงเหล็ก ฯลฯ
– เรื่องการลงทุน = ลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์, กำหนดระดับ cut loss, กำหนด/ปรับสัดส่วนการลงทุน
– เรื่องจิตใจ = ฝึกการควบคุมสติ, ควบคุมความรู้สึกโลภ โกรธ หลง กลัว ของตัวเอง, ปลูกฝังจริยธรรม

3. “รับ”

ความเสี่ยง = คือการยินยอมที่จะใช้ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรของตัวเอง ในการรับมือกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เพราะพิจารณาแล้วว่า

1) ขนาด ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น มีน้อย
2) เป็นวิธีจัดการที่ต้นทุนต่ำกว่าวิธีการอื่น
3) มีทรัพย์สินเยอะเพียงพอที่จะชดใช้ความเสียหายได้ (มีความสามารถในการรับความเสี่ยงไว้เอง) หรือ
4) ไม่สามารถใช้วิธีอื่นๆในการจัดการความเสี่ยงได้

4. “ถ่ายโอน”

ความเสี่ยง = คือการทำสัญญาให้บุคคลอื่นมาชดใช้ความเสียหายแทน หรือการทำสัญญาตกลงกันล่วงหน้าว่าจะใช้วิธีจัดการอย่างไร เช่น การทำประกัน, การค้ำประกัน หรือ การทำสัญญาอนุพันธ์ (Future Forward Swap Option) เป็นต้น

====================================

การพิจารณาว่า เราจะใช้วิธีการใดมาจัดการกับความเสี่ยงนั้น ก่อนอื่น เราต้องมาพิจารณาตัวเองก่อนครับว่า ในชีวิตเรา มีโอกาสเกิดภัย หรือความเสี่ยงใดๆขึ้นได้บ้าง? และสิ่งที่อาจจะเกิด มีภาวะส่งเสริมภัยอะไรไหม? โอกาสที่เกิดมีมากน้อยแค่ไหน? (ความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน) และหากเกิดแล้ว จะเกิดความเสียหายเท่าไหร่? (ความสูญเสียมากน้อยแค่

5 เหตุผลที่คุณไม่ควรซื้อหุ้นตามคนอื่น

ในทุกๆวันผมเชื่อว่าจะมีนักลงทุนมือใหม่ที่จะส่งข้อความไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook Message, Line หรือช่องทางต่างๆไปถามนักลงทุนผู้มีประสบการณ์ว่า “ซื้อหุ้นอะไรดี?” หลายคนเห็นพี่ๆที่เข้ามาในตลาดหุ้นก่อนประสบความสำเร็จก็เลยอยากจะลงทุนบ้าง ลองถามๆดูหน่อยเผื่อจะได้หุ้นเปลี่ยนชีวิต แต่เชื่อผมไหมครับว่า หลายๆคนพอได้ชื่อหุ้นไปแล้วกลับไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบบรรดาเซียน ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่าเพราะอะไร?

1. แต่ละคนมีสไตล์การลงทุนต่างกัน

หลายคนคิดว่าการได้ชื่อหุ้นนั้นจะเป็นสูตรลับความสำเร็จในทันที เพียงแค่ซื้อหุ้นตัวนั้นไว้พอมีกำไรก็จบ แต่อันที่จริงแล้วนักลงทุนแต่ละคนเขามีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน บางคนเป็นนักเทคนิคอลที่ชอบหุ้นในแบบหนึ่ง อาจจะต่างกับอีกคนที่ชอบหุ้นพื้นฐาน มีสไตล์การลงทุนและมีการคัดหุ้นในอีกรูปแบบหนึ่ง หากเราซื้อตามเฉยๆแล้วคิดว่ามันง่าย จะทำให้รวยได้ง่ายๆ ก็มีโอกาสพลาดและขาดทุนในการลงทุนได้เลยนะครับ

2. ต้นทุนที่ซื้อหุ้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน

มีคำกล่าวที่ผมเคยได้ยินมานานแล้วเกี่ยวการลงทุนในหุ้นก็คือ ผลกำไรนั้นจะถูกแบ่งสรรปันส่วนให้กับผู้ที่ถือครองมาก่อน พูดง่ายๆก็คือหากเราลงทุนมานานกว่าคนอื่นแล้วหุ้นมันมีพื้นฐานที่เติบโตขึ้น กำไรที่เกิดขึ้นจากการลงทุนนั้นก็จะมาเพิ่มมูลค่าหุ้นที่ถือในส่วนของ Capital Gain และเงินปันผล ส่วนนักลงทุนที่มาที่หลังนั้นก็จะต้องซื้อหุ้นในพื้นฐาน ณ ปัจจุบันซึ่งอาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า เมื่อต้นทุนไม่เท่ากัน ส่วนทางความปลอดภัยในราคาหุ้นก็ย่อมต่างกัน ก็มักจะมีผลทำให้การตัดสินใจ

3. ความเข้าใจในหุ้นของแต่ละคนแตกต่างกัน

หากไปถามเซียนหุ้นหลายๆคนว่าทำไมเขาถึงเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตของเขา ก็อาจจะได้คำตอบว่าเขาทำการบ้านมาเยอะมาก เพื่อให้ทราบถึงลักษณะของธุรกิจ ความเสี่ยง โอกาสในการสร้างผลตอบแทน แต่เมื่อเราซื้อหุ้นตามเขาแล้วเราไม่ได้ทราบในพื้นฐานของหุ้นที่ลงทุน เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อตัวหุ้นนั้นๆ เราก็อาจจะไม่ได้รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อก็ถือต่อไปเพราะเชื่อในหุ้นที่เซียนให้มา ซึ่งมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้สูงมากเช่นกัน

4. เงินที่นำมาลงทุนในหุ้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ผมเคยเห็นคนที่ซื้อหุ้นตามคนอื่นแล้วเห็นเขาซื้อตามโดยอ้างว่าเซียนคนนั้นเขามีการทุ่มเงินลงทุนสูงมาก จนทำให้เรามั่นใจว่าหากเราซื้อบ้างจะน่าจะกำไรในอนาคตได้เยอะเช่นกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าหลายๆคนเขามีการวางแผนการลงทุนมาก่อนว่าจะรับความเสี่ยงที่มากน้อยขนาดไหน และเงินลงทุนของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เซียนบางคนอาจจะทุ่ม 10 ล้านจาก 100 ล้านที่เขามี ซึ่งถ้าเรามี 1 ล้านแล้วไปทุ่ม 1 ล้านตามเขาก็ทำให้เกิดความเสี่ยงในการลงทุนของเราได้

5. เวลาคนอื่นขายเขาไม่มานั่งบอกเราหรอก

เรื่องที่ผมเจอประจำเลยก็คือ มีอยู่หลายครั้งที่จะมีคนเชียร์หุ้นให้เราซื้อเพราะว่ามันดี๊ดี ดูเติบโต มีกำไร ราคาขึ้น พอเห็นแบบนี้เราก็อาจจะมีคนสนใจแล้วซื้อตามเขาด้วยเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าหุ้นนั้นซื้อได้ก็ขายได้ แล้วพอถึงเวลาก็ไม่มีใครมานั่งบอกหรอกว่าเขาขายไปกันแล้ว จนมีคำกล่าวที่ติดตลกพูดถึงเรื่องนี้กันว่า “ถ้าซื้อหุ้นตามเซียน ก็ควรจะถามด้วยว่าเซียนออกไปตอนไหน ด้วยเหตุผลอะไร”

พอจะเห็นเหตุผลไหมครับว่าทำไมเราไม่ควรซื้อหุ้นตามคนอื่นเพราะมันจะทำให้เรามีความเสี่ยงซะเองจากความไม่รู้ วิธีการที่ดีที่สุดในมุมมองผมก็คือเราควรศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนเป็นอันแรกนะครับ หลังจากนั้นก็ค่อยๆหาตัวเองว่าเราชอบลงทุนแบบไหน สไตล์ไหน เก็บสะสมประสบการณ์การลงทุนไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะประสบความสำเร็จในการลงทุนโดยที่ไม่ต้องลอกใครเลย

ลงทุนกับ กองทุนตราสารหนี้ ไม่ยากอย่างที่คิด ตอนที่ 1

 “หากท่านต้องการออมเงิน หรือลงทุนแบบเสี่ยงน้อย”

“หากท่านต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น”

“หากท่านต้องการมีเงินไว้เลี้ยงเมียน้อยในยามเกษียณ” (กรณีนี้อาจจะตายก่อนที่จะเกษียณ)

ผมขอเสนอ….. “กองทุนตราสารหนี้”…..

ผมเชื่อว่าพอพูดถึงกองทุนตราสารหนี้แล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนไม่ค่อยถนัด หรือไม่ค่อยรู้เรื่อง

หรือแม้กระทั่งไม่รู้จักก็มี แต่ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ? การลงทุนในกองตราสารหนี้นั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาลเลยนะครับ

ดังนั้นวันนี้จะขอแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับกองทุนตราสารหนี้กันนะครัชชช

ก่อนอื่นให้แยกคำก่อนนะครับ คือ กองทุน กับ ตราสารหนี้ (ถ้าเอามารวมกันมันจะดูยากทันที)

งั้นเรามารู้จักตราสารหนี้กันก่อนเลยนะครับ ในผู้อ่านลองนึกภาพนะครับว่า

ถ้าผมต้องการเปิดธุรกิจ หรือขยายกิจการ

แหล่งเงินทุนนั้นจะหาได้จากที่ไหน ?

แน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงตอบว่าก็ที่ ธนาคาร ไง

จริง ๆ แล้วการกู้เงินธนาคารก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ดอกเบี้ยค่อนข้างจะแพง

ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ก็อาจจะใช้วิธีการกู้เงินมาจากนักลงทุนโดยตรงแทนครับ

ซึ่งแน่นอนว่า นักลงทุนย่อมมีสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทครับ

ดังนั้นเราจึงเรียก ตราสารรับรองความเป็นเจ้าหนี้ที่ออกโดยบริษัท ฯ ที่มาขอกู้ว่า ตราสารหนี้ ไงครับ

ในทางกลับกัน ถ้าผู้กู้เป็นรัฐบาลละก็ จะเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล ครับ

ชื่อ ตราสารหนี้อายุของตราสารผู้ออก
พันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 1 ปีรัฐบาล
ตั๋วเงินคลังน้อยกว่า 1 ปีรัฐบาล
หุ้นกู้มากกว่า 1 ปีเอกชน
หุ้นกู้ระยะส้นน้อยกว่า 1 ปีเอกชน
ตั๋วเงินน้อยกว่า 1 ปีเอกชน

จะเห็นได้ว่าแค่ชื่อเปลี่ยน อารมณ์ก็เปลี่ยน เพราะว่าถ้าเราเป็นเจ้าหนี้รัฐบาล

ซึ่งมีความมั่นคงสูงกว่าบริษัทแล้วละก็ ความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้ ก็จะมีต่ำกว่าครับ

แต่แน่นอนว่า ดอกเบี้ยที่เราจะได้รับมันก็ต้องน้อยกว่าด้วย เพราะถือว่านักลงทุนมีความเสี่ยงที่น้อยด้วย

ส่วนความเสี่ยงที่จะต้องเจอเวลาลงทุนกับ ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน นั้นดูได้ง่าย ๆ ครับ แค่มองมุมกลับ ปรับมุมมอง ลองจินตนาการว่ามีเพื่อนมายืมเงินเรา แทนที่จะคิดว่าเราเอาเงินไปลงทุน ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะมีคำถามกับเพื่อนที่มายืมเงินในรูปแบบใกล้เคียงกัน เช่น

นายเป็นใคร – เปรียบเทียบได้กับ ชื่อเสียงบริษัท ขนาดของบริษัท

เอาเงินเราไปทำอะไร– เปรียบเทียบได้กับประกอบธุรกิจอะไร

ทำแล้วดีจริงหรา – เปรียบเทียบได้กับ ธุรกิจนั้นดี หรือไม่ จะขาดทุนรึเปล่า

จะคืนเมื่อไหร่– เปรียบเทียบได้กับ จะคืนเมื่อไหร่ (….จะเขียนทำไม)

มีผู้ค้ำประกันไหมเนี้ย– เปรียบเทียบได้กับ ความสามารถในการชำระหนี้ (ตราสารหนี้ที่มีการค้ำประกันมีสิทธิ์ได้เงินคืนมากกว่า ไม่มีการค้ำประกัน)

เอาเงินเราไปซื้อของต่างประเทศป่ะ– เปรียบเทียบได้กับ มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนรึเปล่า(ตราสารหนี้ที่มาจากต่างประเทศ)

จะเห็นได้ว่าเรายังไม่ได้พูดถึง ดอกเบี้ยหรือ ผลตอบแทนที่จะได้ด้วยซ้ำๆๆๆ (นึกภาพเสียงก้อง ๆ)

ซึ่งผมอยากให้ผู้อ่านคิดแบบนี้ทุกครั้ง ก่อนการลงทุนทุกรูปแบบ โดยดูความเสี่ยงก่อนที่จะดูผลตอบแทนที่จะได้นะครัชชช เพราะผมเป็นห่วงผู้อ่านมาก ๆ ครับ (ผู้เขียนน่ารักใช่ไหมล่ะ….)

พอเรารู้จักตราสารหนี้แล้ว ครั้งหน้าผมจะมาเล่าถึงรายละเอียดในกองทุนตราสารหนี้กันนะครัชชช—-

5 Freelance ปั้นเงินได้ไม่แพ้งานประจำ

5 Freelance ปั้นเงินได้ไม่แพ้งานประจำ

 

     สมัยนี้รายได้สวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าอย่างนั้นแค่ทำงานประจำอย่างเดียวคงไม่พอ หลายคนที่มีปัญหาแบบนี้จึงเริ่มหาทางออกด้วยการทำงานพิเศษเพิ่มรายได้ หลังเลิกงานก็ทำอาชีพอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ เราจึงขอนำเสนอ 5 อาชีพที่ช่วยสร้างรายได้พิเศษไม่น้อยกว่างานประจำที่คุณทำอยู่แน่นอน

 

อาชีพที่ 1 Social Media Guru

     งานนนี้เหมาะกับทุกคนที่คิดว่าความสามารถพิเศษของตัวเองคือการเล่น Social Media ทุกประเภท!!! ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instargram หรืออื่นๆ อาชีพนี้คืออาชีพที่ถูกสร้างมาเพื่อคุณเลยทีเดียว เริ่มต้นความเป็นกูรูด้วยการเขียน Facebook, Twitter, Instargram และรับดูแล Social Media แทนบริษัทที่ไม่มีเวลาดูแล เราสามารถคิดค่าดูแลได้ทั้งในแบบราคาต่อจำนวนโพสต์หรือต่อเดือน แต่การเป็น Social Media Guru ต้องเข้าใจหลักของธุรกิจและการตลาดด้วย ใครอยากเป็นคงต้องฝึกฝนทักษะด้านนี้กันหน่อย

     อีกอาชีพที่คล้ายกันนั่นคือ รับรีวิวสินค้าในโลกออนไลน์ ตอนนี้การขายสินค้าหลายอย่างต้องพึ่งพากลุ่มคนที่เรียกว่า ‘Blogger’ รีวิวสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้ การรีวิวสินค้าใครก็ทำได้ ไม่จำกัดเฉพาะสาวสวยหรือหนุ่มหล่อเท่านั้น ทุกวันนี้สินค้าที่รอการรีวิวมีหลายประเภท ลองเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณชอบก็ได้ อาจจะเป็นเพลงออกใหม่, หนังสือ, ภาพยนตร์, อาหารต่างๆ ราคารับรีวิวก็อยู่ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน นี่ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับหนุ่มสาวที่ชื่นชอบ Social Media

 

อาชีพที่ 2 D.I.Y. มือฉมัง

     หากคุณชอบงานประดิษฐ์ ชอบดัดแปลงสิ่งของรอบตัวให้สวยงามขึ้นหรือหรือซ่อมแซมให้นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ลองเป็นนัก D.I.Y. ดู อาจจะเริ่มต้นด้วยการอัพโหลดผลงานลงบน Facebook หรือ Pinterest เช่น ลองเพิ่มลูกบิดบนลิ้นชักเก่า หรือนำเฟอร์นิเจอร์เก่ามาทาสีใหม่แล้วนำกลับมาขายอีก แค่นี้ลิ้นชักเก่านั่นก็สามารถทำเงินได้อย่างไม่น่าเชื่อบนตลาดมือสอง

 

อาชีพที่ 3 คุณครูมือโปร

     คุณบอกว่าคุณเล่นดนตรีเป็น? ร้องเพลงเพราะ? เต้นเก่ง? ทักษะเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณ แค่คุณลองประกาศผ่านเพื่อนๆ หรือลองจัดคลาสเรียนพิเศษขึ้นมาเพื่อรวบรวมคนที่สนใจ อาจจะเป็นนักเรียนที่อยากเรียนเสริมทักษะเหล่านี้เป็นพิเศษ หรือฝึกซ้อมเพื่อใช้ประกวดหรือแข่งขันก็ตาม งานนี้นอกจากจะสร้างรายได้ให้คุณแล้ว ยังทำให้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบหรือถนัดอีกด้วย

 

อาชีพที่ 4 ติวเตอร์เฉพาะกิจ

     คุณอวดกับใครๆว่าเป็นเทพวิชาคณิตศาสตร์สมัยเรียนม.ปลาย แถมยังเป็นตัวแทนไปแข่งตลอด? งั้นเราขอแนะนำให้คุณลองเป็นติวเตอร์สอนวิชาที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์, เคมี, ฟิสิกส์, ศิลปะ หรือวิชาอะไรก็ได้ที่คุณมีความถนัดเป็นพิเศษ แค่เริ่มต้นจากการรับสอนพิเศษให้กับคนใกล้ตัวก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆเริ่มกระจายข่าวออกไป รับรองว่ารายได้ดีไม่แพ้คุณครูจริงๆเลย

 

อาชีพที่ 5 ช่างภาพอิสระ

     ใครชอบถ่ายรูปฟังทางนี้ อย่าปล่อยให้รูปถ่ายของคุณเป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น ลองนำงานอดิเรกเหล่านั้นมาสร้างเป็นรายได้ หลายคนเริ่มต้นจากการรับงานถ่ายภาพงานแต่งงานหรือปาร์ตี้ หลายๆบริษัทต้องการใครสักคนมาเพื่อบันทึกภาพหรือวีดีโอในอีเวนท์ต่างๆ ฝึกใช้อุปกรณ์ของคุณให้คล่องมือแล้วออกรับงานถ่ายภาพได้เลย งานแรกๆคุณอาจจะขอแค่เฉพาะค่าเดินทางเพื่อเป็นการฝึกฝีมือและเก็บไว้เป็น Portfolio หลังจากนั้นนำรูปภาพที่ถ่ายไว้ฝากขายได้ในหลายเว็บไซต์เช่น GettyImage, Shutterstock หากคุณถ่ายรูปสวย ไอเดียดี และผลงานเข้าตาหลายๆคน ก็สามารถสร้างรายได้ให้คุณแน่นอน

 

     การหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับรายจ่ายทุกวันนี้ เป็นหนทางกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับชีวิตของเรา คนที่มียังคิดไม่ออกว่าจะหารายได้เพิ่มเติมยังไงดี ลองเลือก 1 อาชีพที่เราถนัดหรือมีความชอบดู แล้วนำสิ่งที่ชอบนั้นมาสร้างรายได้ รับรองว่าปั้นเงินได้ง่ายกว่าทำงานประจำอย่างแน่นอน

“ซื้อประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ “ซื้อประกันชีวิตแบบปกติกับกองทุนรวมแยกกัน” แบบไหนดีกว่ากัน?

หนึ่งในคำถามที่ผมพบเจอบ่อยที่สุดในเรื่องประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link : ยูนิต ลิงค์) ก็คือ

“จะซื้อยูนิตลิงค์ไปเลย หรือจะไปแยกซื้อเป็นประกันชีวิต กับกองทุนรวมแยกต่างหาก ดีกว่ากัน?”

ก่อนอื่น ผมอยากให้ทุกคนศึกษารายละเอียดของยูนิตลิงค์ให้ดีก่อน จะบทความนี้
“เจาะลึก ยูนิตลิงค์ : ประกันชีวิตควบการลงทุน มีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร?”

คำตอบตรงๆสำหรับผมเลยก็คือ “ไม่มีอย่างไหน ดีกว่ากันทุกด้านอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา” ครับ

ดังนั้น เราจึงต้องถามคำถาม 2 ข้อนี้กับตัวเองก่อน เพื่อสำรวจว่า จริงๆแล้วเรามีความจำเป็นด้านไหน หรือต้องการอะไร เราถึงจะสามารถตอบตัวเองได้ครับ ว่าซื้อยูนิต ลิงค์ หรือซื้อประกัน + กองทุน จะเหมาะกับเรามากกว่ากัน

1. เรามีความจำเป็นต้องทำประกันชีวิต ไปพร้อมๆกับการลงทุนเพื่อเป้าหมายการเงินรึเปล่า?

ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วพบว่า จำเป็นต้องทำประกันชีวิต (เพราะมีภาระเลี้ยงดูคนอื่น หรือมีภาระหนี้สิน จึงต้องการการคุ้มครองชีวิต) และอยากใช้การลงทุน เพื่อให้เงินเติบโต ให้บรรลุเป้าหมายการเงินที่ตั้งไว้ (เช่น เกษียณ, การศึกษาบุตร) อันนี้ก็ผ่านสเต็ปแรกครับ จากนั้นเราค่อยมาเลือกอีกทีว่าเราจะใช้เป็น ประกันควบการลงทุน หรือประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต + ลงทุนในกองทุนรวมแยกกันดี (ตามข้อ 2.)

**แต่ ถ้าเราสำรวจตัวเองแล้วพบว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำประกันชีวิต (เพราะไม่มีภาระเลี้ยงดูใคร และไม่มีภาระหนี้สิน) แต่อยากได้การลงทุน แบบนี้ตอบได้เลยครับว่า ไม่ควรซื้อยูนิต ลิงค์ แน่ๆ เนื่องจาก ถ้าซื้อยูนิตลิงค์เพราะเหตุผลของการลงทุนอย่างเดียว โดยไม่ได้อยากจะได้ทุนประกันชีวิต ก็ควรจะไปลงทุนในกองทุนรวมโดยตรงเลยจะดีกว่า เพราะ

1) การลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการรายปี และค่าใช้จ่ายในการทำประกัน อีกต่อหนึ่ง

โดยที่กองทุนรวมที่ยูนิตลิงค์เลือกมาลงทุน ก็มีการคิดค่าธรรมเนียมการบริหารการลงทุนของกองทุนเองจากบลจ.นั้นๆอยู่แล้ว เท่ากับว่าเราจะโดนค่าธรรมเนียม 2 เด้ง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนสุทธิจากการลงทุน ต่ำกว่าลงทุนในกองทุนรวมโดยตรง (โดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าประมาณ 2% กว่าๆต่อปี ซึ่งในระยะยาวแล้ว จะทำให้เงินโตต่างกันมหาศาล) ทั้งๆที่ต้องรับความเสี่ยงเท่ากัน (ในกรณีที่เลือกกองทุนเหมือนกัน ทำ DCA (ซื้อเท่าๆกันทุกเดือน) และ Rebalancing (ปรับสมดุลพอร์ต) เหมือนกันเป๊ะ) ดังนั้น ถ้ามองในแง่ของผลตอบแทนอย่างเดียว ลงทุนในกองทุนรวมโดยตรง คุ้มค่ากว่าลงทุนผ่านยูนิตลิงค์แน่ๆครับ

2) การลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ มีกองทุนให้เลือกจำกัด

แต่ถ้าเราไปซื้อกองทุนเองโดยตรง สามารถเลือกกองไหนก็ได้ ประเภทไหนก็ได้ ตามความต้องการของเราเลย

3) การลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ สามารถลดหย่อนภาษีได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิต

(ไม่เท่ากับเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปทั้งหมด) แต่ถ้าลงทุนในกองทุนรวมอย่าง RMF หรือ LTF เราสามารถลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เพราะลดหย่อนได้เต็มๆของเงินที่ลงทุนทั้งหมดเลย (ถ้าจำนวนเงินลงทุนเทียบเท่ากับจำนวนเบี้ยรายปีที่จ่ายในยูนิตลิงค์)

4) ระบบอัตโนมัติในการลงทุนที่จะได้ในการซื้อยูนิตลิงค์

อย่างการทำ DCA (การนำเบี้ยรายปี ส่วนที่เป็นเงินลงทุน ไปทยอยลงทุนในกองทุนที่เลือก ทุกเดือน เดือนละเท่าๆกัน ตามสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด โดยอัตโนมัติ) และ Auto Rebalancing (การปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ เมื่อสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนเปลี่ยนไปจากเดิมที่กำหนดไว้ตอนแรก ให้กลับมาเป็นสัดส่วนเดิม เพื่อควบคุมความเสี่ยง) แลกกับค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการที่บริษัทประกันจะชาร์จเราเพิ่มอีกปีละประมาณ 3% ผมมองว่าไม่ค่อยคุ้ม เพราะทั้ง DCA และ Rebalancing เป็นสิ่งที่เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ หากเราจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนรวมเอง โดยที่เราแทบไม่ต้องใช้ความรู้เพิ่มเติมอะไรมากมายเลย (ต่างจากการปรับสัดส่วนการลงทุนตามภาวะตลาด ซึ่งต้องใช้ทักษะ ความรู้ และประสบการณ์มากกว่า)

**เพิ่มเติม เคยมีตัวแทนบางคนให้เหตุผลว่า การลงทุนในกองทุนรวมนั้นๆโดยตรงด้วยตัวเอง เสี่ยงกว่าการลงทุนผ่านยูนิตลิงค์ (ที่ลงทุนในกองทุนเดียวกัน) เพราะมูลค่าเงินลงทุนจากยูนิตลิงค์ของบริษัทประกันในกองทุนนั้นสูงมากๆ และบริษัทประกันมีข้อมูลวงในที่รับรู้รวดเร็วกว่าคนทั่วไป เพราะมีการทำ company visit กับบริษัทที่กองทุนนั้นๆไปลงทุนอยู่เสมอ ทำให้เมื่อกำลังจะเกิดวิกฤติ บริษัทประกันจะไหวตัว โดยหอบเงินหนีจากกองทุนนั้น ได้เร็วกว่าคนทั่วไป จึงสามารถหลีกเลี่ยงผลการขาดทุนได้มากกว่า ขณะที่คนทั่วไปที่ไปลงทุนในกองทุนเองโดยตรงจะเจอผลการขาดทุนอย่างหนัก เพราะมูลค่าเงินลงทุนในกองทุนนั้นจะลดต่ำลงมาก (จากการอพยพเงินหนีของบริษัทประกัน) เลยจะขาดทุนมากกว่า

ข้อความดังกล่าว ผมมองว่าไม่ค่อยสมเหตุผลเท่าไหร่นัก เพราะปัจจุบันข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายได้ง่ายและเร็วขึ้น แทบทุกคนจะรับรู้ข่าวสารต่างๆแทบจะพร้อมกัน ไม่มีใครรู้ลึกมากกว่าใครอย่างชัดเจน (นอกจากคนในบริษัทที่ออกหุ้นเอง) ดังนั้นโอกาสที่บริษัทประกันจะรู้ข้อมูลก่อนคนทั่วไปจะเป็นไปได้ยาก และต่อให้เกิดวิกฤติจริง ผู้จัดการกองทุนรวมจะต้องหาวิธีบริหารจัดการการลงทุนเองอยู่แล้ว และบริษัทประกันคงไม่ตื่นตระหนกถึงขนาดถอนเงินลงทุนทั้งหมดหนีกองทุน (ที่บริษัทประกันอุตส่าห์คัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี) หรือเปลี่ยนไปใช้กองทุนอื่น อย่างแน่นอน (เพราะถ้าเกิดวิกฤติจริง จะกองไหนก็ได้รับผลขาดทุนเหมือนกันทุกกองอยู่แล้ว) ดังนั้น อย่าหลงเชื่อกับสิ่งที่ตัวแทนบางคนนำมาพูด แบบไม่ได้รู้จริง เพื่อให้เรากลัวจะต้องไปลงทุนเองโดยตรงเลยครับ

2. เราต้องการจุดเด่นอะไรของประกันชีวิตแต่ละแบบ?

เมื่อเรารู้ตัวแล้วว่า เราจำเป็นต้องทำประกันชีวิต ไปพร้อมๆกับการลงทุนด้วย ทีนี้เราก็ต้องมาดูจุดเด่นจุดด้อยของประกันชีวิตแต่ละประเภทกันแล้วครับว่าคืออะไร แล้วเมื่อเทียบจุดเด่นจุดด้อยแล้ว เราคิดว่ã

รู้มั้ย…คนพม่าออมเงินอย่างไร?

"คนพม่าที่มาเป็นลูกจ้างในโรงงานเก็บเงินส่งกลับบ้าน ตอนนี้ก็ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีที่นาปลูกข้าว"

"เพื่อนคนพม่าที่อยู่ข้างบ้านเห็นแบบนั้นก็ตามเข้ามาสมัครงานหลายคน"

"คนพม่าอดทนสุดๆคิดว่าเขาน่าจะได้รับความกดดันสูงมากเลยขยันแบบนี้"

 

เป็นคำพูดบางส่วนที่เพื่อนเล่าถึงลูกน้องชาวต่างชาติในโรงงานว่าเป็นยังไง พร้อมกับเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่นที่มาทำงานก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีทรัพย์สินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มันก็เป็นคำถามที่ค้างใจว่า "ทำไม" จนเราอยากรู้ว่าคนพม่าที่ทำงานอยู่ต่างแดนเขามีแนวคิดเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไร มันรู้สึกน่าสนใจ

วันหนึ่งรายการช่อง Voice TV ประชาสัมพันธ์นิทรรศการ"พม่าระยะประชิด" จัดที่มิวเซียมสยาม มีพิธีกรสาวสวยพาเดินชม ซึ่งนิทรรศการนี้จะทำให้เราเข้าใจคนพม่ามากขึ้น เราดูรายการไปเรื่อยๆก็สะดุดกับตู้ล็อกเกอร์สีแดงที่เป็นเรื่องน่ารู้ของคนพม่า แต่พิธีกรไม่ได้เปิดให้ดูทุกช่อง เราอยากรู้ก็ต้องเดินทางไปดูเอง

นิทรรรศการนี้มีเรื่องราวหลายแง่มุม แต่เราจะเขียนเฉพาะเรื่องเกี่ยวการออมเงินเท่านั้น ถ้าอยากรู้เพิ่มเติมก็เดินทางมาดูเองนะจ๊ะ แต่ก่อนจะเข้าเรื่องเราอยากให้รู้ความในใจของคนพม่าว่าทำไมถึงเลือกมาทำงานที่ประเทศไทย

 

อดทนเพื่อความฝัน

 

"อยากเก็บเงินก้อนนึงไว้ซื้อที่ดิน เปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ที่เขาบอกว่าอีกหน่อยเปิด AEC พม่าจะเจริญ" (นิยิม่วน:แม่บ้านทำความสะอาด)

"อยากหาเงินเพิ่มขึ้น เอาไว้ลงทุนทำธุรกิจ เพราะตอนนี้ที่พม่าใครมีทุนเยอะก็มีโอกาสมากกว่า" (เย เมียว ซอ:คนงานก่อสร้าง)

"มาทำงานที่ไทย เพราะรายได้ดีกว่าพม่า หาเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเมาะลำไยน์ เรียนด้านเภสัช" (โส่ย:ลูกจ้างร้านเช่าแผ่นซีดี)

"มาทำงานใช้หนี้ให้พ่อแม่ หนี้เยอะมาก อยู่พม่าหาเงินได้น้อย งานไม่มีทุกวัน" (เปีย เปียง โซ:คนงานก่อสร้าง)

 

ความฝันของทุกคนล้วนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องยอมละที่เกิดเมืองนอนมาหาหนทางที่จะทำให้ความฝันนั้นสำเร็จด้วยการออกมาหางานทำในเมืองไทย อย่าพึ่งมองว่าเขามาแย่งงานเรา แต่ให้มองว่าถ้าไม่มีเขา เราจะลำบากเห็นได้ชัดเจนมากตอนที่แรงงานเพื่อนบ้านกลับประเทศ ทำให้เจ้าของสวนผลไม้ของไทยเดือดร้อนมากเพราะไม่คนงานเก็บผลไม้

 

นี่แหละตู้ล็อกเกอร์ที่เราอยากรู้ว่าข้างในคืออะไร ??

 

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

 

ช่องแรกที่เราอยากรู้ คือ ช่องกระปุกออมสิน

 

แนวคิดการเก็บเงิน : เก็บเงินเป็นสิ่งของ เงินไม่หาย เป้าหมายอยู่ครบ การมีเงินเก็บมาก บางครั้งก็ทำให้จิตใจลดเลี้ยว สุรุ่ยสุร่าย สู้เก็บเป็นของใช้ยังดีซะกว่า แต่จะดีที่สุด ถ้าทยอยซื้อในเวลาที่เหมาะสม ของบางชิ้นจึงซื้อเก็บไว้สองปีกว่าจะได้หอบหิ้วกลับพม่า (ข้อความทั้งหมดจากภาพด้านล่าง)

ความคิดเห็นส่วนตัว : การเห็นเงินมากๆก็อาจจะทำให้เราเผลอใช้จ่ายง่ายๆ เจออะไรก็อยากได้ไปหมด จนกระทั่งเงินหมดแล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา ซึ่งการเก็บเงินในรูปแบบสิ่งของที่ได้ใช้ประโยชน์และจับต้องได้ (แต่ไม่ใช่การเก็บไว้ที่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าหรืออุปกรณ์แต่งรถทั้งหมดเลยนะจ๊ะ)

แนวคิดนี้นำมาปรับใช้ได้ คือ เราไม่ควรมีเงินสดในมือมากเกินไป ควรเก็บเงินเป็นเงินสดไว้บางส่วนและที่เหลือก็เก็บในรูปแบบอื่นที่มีสภาพใกล้เคียงเงินสดและความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน เมื่อเงินสดในมือของเราน้อยลง เราก็จะใช้จ่ายน้อยลงเช่นกัน

 

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

 

วิธีส่งเงินจากไทยไปพม่าเพราะ "เงินมีขา"

 

แนวคิดการเก็บเงิน :  การส่งเงินด้วยวิธี "โพยก๊วน" หรือนายหน้าส่งเงิน ยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เพราะส่งทั่วถึง พ่อแม่ที่แก่เฒ่าไม่ต้องเดินทางไปธนาคารเอง ในยุค 3G โพยก๊วนกลับมีประสิทธิภาพในการส่งเงินข้ามประเทศมากกว่า e-banking อย่างน้อยก็ในพม่า (ข้อความทั้งหมดจากภาพด้านล่าง)

ความคิดเห็นส่วนตัว : จากที่เราสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าเคยฝากส่งไปแล้วเงินไม่ถึงมือญาติบ้างไหม  เขาบอกว่าก็มีหลายครั้งที่ถูกโกงจากนายหน้าส่งเงิน วิธีแก้ก็คือต้องใช้คนส่งหน้าเดิมๆจะได้ไม่ถูกโกง หากมีนักลงทุนที่กำลังคิดจะสร้างระบบโอนเงินข้ามประเทศจากไทยไปพม่าน่าจะใช้ข้อมูลนี้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้

นอกจากวิธีการส่งเงินกลับประเทศแล้วอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ความกตัญญูและความรับผิดชอบ ด้วยการส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพม่าเพื่อจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น คนพม่าคนหนึ่งมาทำงานก่อสร้างในไทย ส่งเงินกลับไปให้ทางบ้านซื้อรถบรรทุกขนส่งข้าว นอกจากใช้งานเองแล้วยังรับจ้างคนในหมู่บ้านด้วย ซึ่งแตกต่างกับหลายๆคนที่ทำงานมาหลายปีก็ยังขอเงินพ่อแม่ใช้เกือบทุกเดือน เฮ้ออออ คิดแล้วเศร้าใจ

 

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

รู้มั้ย...คนพม่าออมเงินอย่างไร?

 

สะสมความมั่งคั่งด้วย "ทองคำ"

 

แนวคิดการเก็บเงิน :  เมื่อใกล้จะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ชาวพม่าจะซื้อทองคำสะสมไว้ เพราะเก็บรักษาง่ายในช่วงลัดเลาะข้ามชายแดน ทองคำยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการทำงานต่างถิ่น และคงมูลค่ามากกว่าธนบัตร แถมทำบุญด้วยการบริจาคทองยังได้อานิสงฆ์มากกว่าอีกด้วย

ทองไทยไม่ได้ไปพม่าคราวเสียกรุงศรี แต่จะไปใน พ.ศ.นี้แหละ เพราะทองคำแบรนด์ไทยมีเปอร์เซ็นต์ทองสูงกว่า ชาวพม่าจึงนิยมซื้อกลับบ้าน ร้านทองบางแห่งก็ติดประกาศเป็นภาษาพม่าแล้วนะ(ข้อความทั้งหมดจากภาพด้านล่าง)

ความคิดเห็นส่วนตัว : "ทองคำ" เป็นวิธีการ

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ 4 โอกาสธุรกิจที่มาพร้อมกับ Blockchain

พูดถึงคำว่า Blockchain ทีไร คนมักคิดว่ามันคือ Bitcoin ทุกที เราเลยอธิบายให้เห็นภาพกันชัดๆว่า Blockchain เนี่ยอารมณ์คล้ายๆ www. ตอนเพิ่งเกิดเลย คือเป็นระบบที่ให้ผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆมาใช้ได้ อย่าง www. เนี่ยก็จะมี Google,Yahoo ที่เป็น Search Engine หรือมี Amazon เว็บไซต์ขายของออนไลน์ตั้งแต่สากบือยันเรือรบ ถ้ายุคใหม่ๆหน่อยก็เป็น Facebook,Instagram พวกตระกูล Social Media ทั้งหลาย เห็นภาพมั้ยว่า www. มันไม่ใช่ Google นะ ไม่ใช่ Facebook นะ มันเป็นแค่ระบบที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกิดได้เท่านั้นเอง กลับมาที่ Blockchain เองก็เหมือนกันเลย ตัว Blockchain เนี่ยเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีคุณสมบัติพิเศษคือเก็บแบบไม่รวมศูนย์กลางหรือ Decentralize ทำให้ปลอดภัยกว่า แฮคยาก และโปร่งใสสุดๆ บางทีเรายึดติดว่า Blockchain เนี่ยเป็นเรื่องของคนวงการการเงินเท่านั้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย Blockchain ทำอะไรได้มากกว่านั้นเยอะ และขอแอบกระซิบเลยว่าระบบ Blockchain มาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ

Blockchain เปลี่ยนวงการดนตรี

วงการดนตรีเริ่มขยับตัวแล้วครับ เริ่มจาก Cédric Cobban ก่อตั้ง PeerTracks คือเป็นตัวกลางที่ให้คนที่ชอบฟังเพลงกับนักดนตรีซื้อขายเพลงกันได้โดยตรงเลย หรือค่ายเพลงที่ต้องการหานักดนตรี นักแต่งเพลง สามารถใช้ PeerTracks เป็นแคทตาล๊อคคนหานักดนตรีที่มีพรสวรรค์ได้เลย ตัวแพลฟอร์มยังเปิดโอกาสให้นักดนตรีเข้าถึงแฟนๆได้มากขึ้นและเป็นเวทีแจ้งเกิดนักดนตรีหน้าใหม่ นักดนตรีเองตั้งราคาเพลงที่ต้องการขายได้ตามใจชอบ และไม่ต้องกังวลการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะเมื่อคนนักดนตรีเอาเพลงขึ้นจัดเก็บบนระบบ Blockchain แล้ว มันแฮคยากมาก นอกจากนั้นระบบ Blockchain ยังมาช่วยเรื่องระบบจ่ายเงินทำให้สะดวกยิ่งขึ้น คือเมื่อมีการตกลงซื้อขาย ระบบจะตั้งเป็น SmartContract เมื่อฝ่ายผู้ซื้อได้เพลง ระบบจะโอนเงินเข้าบัญชีนักดนตรีภายใน 5 นาทีเลย แต่ถ้าผู้ซื้อไม่ได้เพลง เงินก็จะโอนกลับมายังกระเป๋าผู้ซื้อ

Blockchain กับการโอนเงินรูปแบบใหม่

ทุกวันนี้ส่งเงินข้ามประเทศแต่ละครั้งไม่ใช่ถูกๆ เราต้องเสียค่าโอนเงินข้ามประเทศประมาณ 7-35 เปอร์เซนต์ นี่ยังไม่รวมค่าอัตราแลกเปลี่ยนที่บางครั้ง บางเจ้า ไม่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อเราไม่มีตัวเลือกก็ต้องใช้บริการไป เมื่อมีระบบ Blockchain ทุกอย่างจะถูกลงเพราะตัวระบบ Blockchain นั้นมีคุณสมบัติคือ สามารถ digitize เงินสกุลดิจิตอลได้ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆจะพิมพ์เข้าระบบไปลอยๆว่ามีเงินดิจิตอล 1 ล้านบาทหรือปั๊มจำนวนเงินจากอากาศ แบบนั้นทำไม่ได้เลย เพราะระบบจะมีบุคคลที่ 3 ที่ไม่มีส่วนได้เสียตรวจสอบว่าเรามีทรัพย์สินจริงหรือไม่ก่อน เช่น อย่างบริษัท Everex เองก็ใช้ระบบ Blockchain ในการ Digitize เงินสกุล Everex ขึ้นไปบนระบบกว่าบริษัทจะ Digitize เงินสกุล EverexTH ที่เป็นดิจิตอลบนระบบ Blockchainได้ก็ต้องมีเงินจำนวนจริงๆสำรองไว้ที่ธนาคารก่อน   โดยวิธีการที่บริษัทที่ดำเนินการด้านโอนเงิน ทำได้ด้วยการใช้ระบบ Blockchain คือการไป Digitize เงินดิจิตอลสกุลต่างๆเช่น Everexพม่า, Everex ฟิลิปินส์ เมื่อมีเงินสกุลต่างๆแล้วการจะแลกเปลี่ยนก็สามารถทำผ่าน wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิตอลได้เลย 

หลายคนอาจสงสัยว่าและจากเงินดิจิตอลจะกลายเอาเงินจริงออกมาได้ยังไง วิธีการก็คือมี Agent ที่รับซื้อเงินดิจิตอล ด้วยระบบ Blockchain ทำให้การแลกเงินผ่าน Everex สะดวก ปลอดภัย และสบายใจค่าธรรมเนียม

Blockchain ปรับบริการในโรงพยาบาลให้รวดเร็วขึ้น

จินตนาการภาพเวลาเราย้ายโรงพยาบาล ย้ายคลินิค เราต้องเสียเวลาเป็นครึ่งวันเพื่อไปขอแฟ้มประวัติจากหมอคนเก่าเพื่อเอามาให้หมอคนใหม่ ไหนจะฟิมล์เอกซ์เรย์อีก ลองนึกถึงเวลาฉุกเฉินเกิดเหตุเร่งด่วนการต้องรอแฟ้มประวัติอาจไม่ทันการ กลุ่มนักเทคโนโลยีมองเห็น Blockchain ที่เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยจึงคิดนำระบบนี้มาใช้จัดการระบบผู้ป่วย โดยผู้ป่วย ญาติ หมอประจำตัวจะมีรหัสเพื่อเข้าไปดูแฟ้มประวัตินั้นได้ และเมื่อหมอตรวจแต่ละครั้งต้องการบันทึกข้อมูลก็ไม่ต้องจดลงกระดาษเปลี่ยนมาบันทึกบนระบบ Blockchain ได้เลย แค่นี้เราก็ไม่ต้องกังวลเวลาเปลี่ยนหมอเพราะแค่บอกรหัสของเราหมอคนใหม่ก็เข้าดูข้อมูลสุขภาพย้อนหลังของเราได้แล้ว

นอกจากนั้นระบบนี้จะเอื้อต้องกระทรวงสาธารณสุขมากๆเพราะจะเก็บสถิติได้เลยว่าแต่ละปีคนในประเทศป่วยเป็นโรคอะไรมากที่สุด วิธีการรักษาแบบไหนที่ได้ผล โรงพยาบาลไหนประสิทธิภาพดี คนไข้ใช้ยาประเภทไหนมากที่สุด หรือมีคนมีแนวโน้มเป็นโรคอย่างเช่นไข้หวัดนก เมื่อกระทรวงเข้าถึงข้อมูลได้เร็วก็คิดหาวิธีป้องกันได้เร็ว ซึ่งตอนนี้มี Terion กับ Gem ที่กำลังพยายามพัฒนาระบบ Blockchain เพื่อจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยอยู่

Blockchain ยกระดับการขนส่ง

เวลาไปไปรษณีย์แต่ละครั้ง เราจ่ายเงินไปแล้วทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าของจะถึงเป้าหมายหรือเปล่า ด้วยระบบ Blockchain ที่มีฟังชั่นทำ Smart Contract ได้จะเกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการไปรษณีย์เพราะระบบนี้จะเขียนโค้ดให้เงินที่เราจ่ายให้ไปรษณีย์ผ่านกระเป๋าเงินดิจิตอลจะยังไม่โอนไปให้ทางไปรษณีย์จนกว่าของจะถึง

นอกจากนั้นไปรษณีย์ในสหรัญอเมริกายังเห็นช่องโหว่งเรื่องประสิทธิภาพของรถขนส่งของไปรษณีย์ที่ทำให้การขนส่งล่าช้า โดยไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาเสียเงินปีละกว่า 1 ล้านดอลล่าร์เพราะรถขนส่งที่ขาดประสิทธิภาพดังนั้นถ้าใช้ระบบ blockchain เพื่ออัพโหลดข้อมูลแต่ละคันของไปรษณีย์และระบุอายุใช้งาน วันที่เข้าศูนย์ ต่อประกัน ข้อมูลเหล่านี้ถ้าขึ้นระบบข้อมูลกลางได้จะทำให้ไปรษณีย์การลดต้นทุนได้เยอะ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นไอเดียคร่าวๆของโอกาสธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตพร้อมกับระบบ Blockchain ตอนนี้ระบบ Blockchain เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงบุกเบิก และเชื่อว่าอีกไม่นานระบบนี้จะบูมขึ้นเรื่อยจนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันทุกคน วันนั้นแหละเราจะได้เห็นธุรกิจที่เกี่ยวพันกับระบบ Blockchain กันเพียบเลย

ใครสนใจลองแวะเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่: http://www.chronicled.com/

และใครสนใจเทคโนโลยี Blockchain ทางการเงิน เข้าไปติดตามได้ที่: www.facebook.com/EverexTH และ www.Everex.co.th

#Blockchain #Brandname #Fintech 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save