ธนาคารถูก Hack ขโมยเงินจาก ATM ในญี่ปุ่น 430 ล้าน ในยุคที่ธนาคารไม่ปลอดภัยแล้วเราจะเก็บเงินที่ไหนดี?

เมื่อก่อนเวลาอ่านข่าว เราจะเจอข่าวปล้นธนาคารที่ต้องมีรูปโจรในคราบไอ้โหม่งดำปิดหน้า และถือปืนข่มขู่ให้พนักงานธนาคารเอาเงินทั้งหมดที่มียัดใส่ในกระเป๋า หรือไม่ก็ต้องเป็นการขุดทางลับใต้ดินเพื่อเข้าไปขโมยเงินในตู้เซฟธนาคาร แต่ตอนนี้โจรรูปแบบใหม่แทบไม่ต้องขยับเขยื้อนตัวเลย การโจรกรรมทำได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แค่เจาะระบบธนาคารได้ แค่นี้ก็ควบคุมเงินทั้งหมดของธนาคารได้แล้ว ทีนี้จะโอน จะย้าย จะถอนทำได้ตามใจชอบเลย

เหตุการณ์โจรกรรมออนไลน์

พฤษภาคม 2559

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวธนาคาร Standard Bank ถูกเจาะระบบ (Hack) และขโมยข้อมูล แล้วปล้นเงินไปจำนวน 430 ล้านบาท ผ่านการถอนออกที่ ATM ในญี่ปุ่น หลายคนคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบของธนาคารกันแน่ ถ้าให้จำลองเหตุการณ์ตามลำดับ คาดว่าก่อนโจรจะปล้นเงินจำนวนมหาศาลได้ต้องมีการเตรียมการเป็นอย่างดี

  1. ทำบัตรเครดิตปลอม เพราะบัตรที่ใช้กด ATM เป็นบัตรปลอมทุกใบ แต่ที่กดเงินได้เพราะบัตรปลอมเหล่านี้มีข้อมูลจริง ข้อมูลจริงคืออะไร? ลองนึกถึงเวลาเราใช้บัตรเครดิตซื้อของเราต้องมีชื่อ เลขบัญชี เลขวันหมดอายุหน้าบัตรหลังบัตร ข้อมูลเหล่านี้คนที่เก็บข้อมูลของเราคือธนาคาร
  2. แฮคข้อมูลของลูกค้าที่ใช้บริการ อย่างที่บอกไปว่าบัตรเครดิตปลอดจะกดเงินไม่ได้ ถ้าไม่มีข้อมูลจริงเพราะฉะนั้นกลุ่มโจรต้องเจาะเข้าระบบของธนาคาร Standard Bank แอฟริกาใต้ และเอาเข้ามูลเหล่านั้นมาใช้
  3. กดเงิน เมื่อมีบัตรปลอม กับ ข้อมูลจริงแล้ว ก็เกณฑ์พรรคพวกกว่า 100 คน มากดเงินจากตู้ ATM กว่า 1,400 ตู้ เพราะการกดเงินแต่ละครั้งจะกดได้แค่ 30,000 บาทเอง ทีนี้กลุ่มโจรกลุ่มนี้เลือกเวลาที่ฉลาดมากเป็นเวลาตอนกลางคืนของแอฟริกาใต้ทำให้ระบบยังตรวจสอบไม่ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น
  4. คนที่เป็นเจ้าของบัตรตื่นมาพบกลับตัวเลขหนี้ที่ผิดปกติ แต่ธนาคาร Standard Bank ก็ได้แจ้งแล้วว่าธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบเอง

กุมภาพันธ์ 2559

ธนาคารกลางบังกลาาถูกปล้นเงินผ่านระบบไปทั้งหมด 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท โจรใช้วิธีปลอมแปลงเซิร์ฟเวอร์ปกปิดที่อยู่และตัวตนขณะธุรกรรมทางการเงินและใช้มัลแวร์เจาะระบบธนาคารพาณิชย์

มกราคม 2559

สถาบันการเงินลาตินอเมริกาถูกโจรแฮกเกอร์ล้วงความลับรหัสพาสเวิร์ดในการเคลื่อนย้ายเงินมูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ผ่านระบบการเงินโลก SWIFT ออกจากธนาคารสัญชาติสหรัฐฯ โจรใช้เทคนิคเดียวกันที่ใช้ปล้นธนาคารกลางบังกลาเทศ และธนาคารเตียนฟองของเวียดนาม

ข้อผิดพลาดของระบบรวมศูนย์ข้อมูล (Centralized System)

เหตุการณ์แฮคระบบและขโมยเงินออนไลน์กำลังระบาดไปทั่วโลกแล้ว ซึ่งไม่แน่เหตุการณ์คล้ายกันนี้อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ได้ใครจะไปรู้ เหตุการณ์เหล่านี้บอกอะไรพวกเราบ้าง

  1. ขนาดโจรยังปรับตัวเลย เมื่อวิธีการปล้นแบบเก่ามันเสี่ยงกว่า ก็ปล้นแบบใหม่ด้วยการเจาะระบบเนี่ยแหละ แล้วธนาคารล่ะปรับตัวบ้างหรือเปล่า? ธนาคารยังใช้ระบบรวมศูนย์ข้อมูลแบบเดิม ทีนี้พอโจรเจาะระบบธนาคารได้ก็จบแล้ว
  2. การตรวจสอบที่ใช้เวลานานเกินไปกว่าจะพบข้อมูลผิดพลาดของระบบ อย่างที่กรณีการปล้น โดยการกดเงินจาก ATM ของญี่ปุ่น ที่กว่าธนาคาร Standard Bank ของแอฟริกาจะจับความผิดปกติได้ก็สายไปเสียแล้ว
  3. เราเคยคิดกันเสมอว่าการเก็บเงินที่ธนาคาร ตอนนี้เราคงต้องขบคิดกันเสียใหม่ว่าระบบที่ธนาคารใช้จะปกป้องเงินของพวกเราจากโจรออนไลน์ได้จริงหรือ?

Blockchain ระบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม

Blockchain คือระบบที่ธนาคารตามหาอยู่ เมื่อการเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์กลางทำให้แฮคง่าย ธนาคารอาจต้องมองหาตัวเลือกใหม่ที่เก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์กลางอย่าง Blockchain เพราะเมื่อข้อมูลไม่ได้อยู่ในที่ที่เดียว แต่กระจายตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์กว่าหมื่นเครื่อง การจะแฮคข้อมูลได้ต้องต่อสู้กับคอมพิวเตอร์กว่าครึ่งหนึ่งหรือแฮคคอมพิวเตอร์กว่า 5 พันเครื่องทั่วโลกซึ่งยากมาก นอกจากนั้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ทุกมุมทั่วโลก เมื่อมีความผิดปกติเครื่องจะตรวจจับได้ทันที เรียกว่าทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมงเลย หากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ เอาระบบ Blockchain มาใช้ เชื่อว่าลูกค้าจะโล่งใจและมั่นใจมากขึ้นว่าเงินที่มีอยู่จะไม่หายไปไหน

ธนาคารหลายแห่งเริ่มเห็นช่องว่างของระบบเก่า และมองหาช่องทางที่จะปรับตัวเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเดิมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะธนาคารในอเมริกา หรือสิงคโปร์เองที่กฎหมายเอื้อต่อการปรับตัว นอกจากนี้ยังมีโอกาสธุรกิจมากมายที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Blockchain

และใครสนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเงิน รวมถึงใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบ Blockchain ก็สามารถเข้าไปติดตามได้ที่: www.facebook.com/EverexTH และ www.Everex.co.th

#Blockchain #Brandname #Fintech 

3 ขั้นตอน ออมเงินอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้สบาย

3 ขั้นตอน ออมเงินอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้สบาย

 

1 ปีที่ผ่านมา บทความการออมเงินเริ่มทำให้แฟนเพจมีแรงบันดาลใจในการออมเงินมากขึ้น หลายคนอาจจะเคยคิดว่าตนเองออมเงินไม่ได้ เมื่อถูกกระตุ้นให้ออมเงินบ่อยๆก็ลองเริ่มสะสมเงิน จนกระทั้งมีเงินออมก้อนเล็กๆเป็นของตนเอง เพื่อทำให้การออมเงินนั้นสนุกมากขึ้น ผู้เขียนจึงจัดกิจกรรมออมเงินเป็นเพื่อนแฟนเพจพร้อมกับธีมการออมที่เปลี่ยนไปในแต่ละเดือน ซึ่งได้รับการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ในระยะต่อไปก็เป็นช่วงทำให้เงินออมบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเรา

 

แนวทางการเก็บเงินให้ถูกที่ ถูกเวลา

“เป้าหมาย + วิธีเก็บเงิน”

หากเราอยู่กรุงเทพฯแล้วต้องเดินทางไปทำธุระด่วนที่เชียงใหม่ ทางเลือกการเดินทางที่รวดเร็วที่สุดเพื่อจะได้ไปถึงทันเวลาก็คือ การเดินทางโดยเครื่องบิน การวางแผนทางการเงินก็เช่นกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางแผนไว้ทั้งในระยะสั้น กลางและยาว นอกจากจะต้องใช้ความอดทนแล้วยังต้องมีการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน(วิธีการเดินทาง) ที่เหมาะสมกับระยะเวลาการใช้เงินมาเป็นตัวช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

 

3 ขั้นตอนไปถึงเป้าหมายให้ถูกที่ ถูกเวลา

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งเป้าหมาย

หากเป้าหมายชัดเจน วิธีการจะตามมาเอง เราตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจนได้ง่ายๆด้วยคำว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” ด้วยการเขียนความต้องการ เหตุผลและความกังวลเรื่องเงินออกมา เพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่าควรวางแผนทางการเงินอย่างไร เช่น

 

  1. อีก 2 ปีข้างหน้า เรากับเพื่อนวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อออกค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมจะได้เพิ่มมุมมองความคิดมาต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มรายได้ในอนาคต โดยตั้งงบไว้คนละ 40,000 บาท

  2. ตอนนี้ผ่อนบ้าน 1 หลัง ราคา 3 ล้าน พยายามจะผ่อนให้หมดภายใน 15 ปี เราเป็นคนเดียวที่หารายได้เลี้ยงครอบครัว เริ่มกังวลว่าหากเสียชีวิตไปก่อนจะผ่อนบ้านหมด หนี้ก้อนนี้จะไปสร้างภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตให้คนในครอบครัว

 

ขั้นตอนที่ 2 เลือกผลิตภัณท์ทางการเงิน

เมื่อเรารู้แล้วว่าเป้าหมายคืออะไร ต่อไปก็จะมาหาตัวเลือกว่าจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับระยะเวลาใช้เงิน จากเป้าหมายข้อแรกวางแผนว่าอีก 2 ปีจะไปเที่ยวญี่ปุ่น หากเราเก็บเงินไว้ที่บัญชีฝากออมทรัพย์อาจจะฝันสลายไปตั้งแต่ 3 เดือนแรก เพราะมักจะมีเหตุให้ต้องถอนเงินออกมาใช้ตลอดเวลา

หากจิตใจของเราหวั่นไหวง่าย พยายามอดออมแล้วก็เก็บเงินไม่ได้สักที เราควรใช้วิธีการออมมาเป็นตัวบังคับให้ออมเงินสำเร็จด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่บังคับให้เราออมเงินในระยะสั้นได้ เช่น การฝากประจำ ทำให้เรามีวินัยในการออมเงินทุกเดือน ถ้าให้ดอกเบี้ยสูงและ ปลอดภาษีก็ยิ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ พอฝากครบ 2 ปี เรามีเงินก้อนออกไปหาแรงบันดาลใจที่ญี่ปุ่นแน่นอน

สำหรับเป้าหมายข้อ 2 การมีบ้านพักอาศัยนั้นเป็นเป้าหมายใหญ่ของใครหลายๆคน บ้าน 1 หลังก็ใช้เวลาผ่อนเป็นสิบปี เราสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัวได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะรักษาความมั่งคั่งนั้นไปได้อีกนานแค่ไหน

จากข่าวออนไลน์ที่เราเห็นการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเสาหลักของครอบครัว จนทำให้เราต้องหันกลับมาตั้งคำถามกับตนเองว่า  “ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นกับครอบครัวของเราจะจัดการวิกฤตนั้นอย่างไร” โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เลวร้าย แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเตรียมแผนสำรองไว้ ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาเป็นตัวช่วย ซึ่งตัวที่มาตอบโจทย์เรื่องของความคุ้มครองชีวิต รวมถึงช่วงสร้างเงินก้อนให้เราทั้งในช่วงที่มีชีวิตอยู่หรือหลังเสียชีวิตไปแล้วนั้นก็คือ ประกันชีวิต

 

ขั้นตอนที่ 3 ลงมือทำทันที

เมื่อรู้เป้าหมายของตนเองว่าต้องการเก็บเงินไปท่องเที่ยวและป้องกันความเสี่ยงให้ตนเอง แล้วมาจับคู่กับประเภทของสินทรัพย์ทางการเงิน คือ การฝากประจำและประกันชีวิต สุดท้ายก็ต้องมาเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ แล้วเริ่มลงมือทำทันที

3 ขั้นตอน ออมเงินอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้สบาย

ทางเลือกหนึ่งที่น่าลองรับไว้พิจารณาซึ่งตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้ในผลิตภัณฑ์เดียว โดยนำจุดเด่นของการฝากประจำพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีชื่อว่า “เงินฝากทวีทรัพย์ เอ็กซ์ตร้า” โดยต้องซึ้อพร้อมกับประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ 615 Guarantee

ประโยชน์ที่เราจะได้รับเมื่อซื้อ 2 ผลิตภัณฑ์ทางการเงินพร้อมกัน….

3 ขั้นตอน ออมเงินอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้สบาย

เมื่อเรามีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว ควรมีวิธีการเก็บเงินที่เหมาะสมด้วย เพื่อจะได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ “เงินฝากทวีทรัพย์ เอ็กซ์ตร้า”และ “ประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์615 Guarantee” นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างวินัยการออมเงิน พร้อมกับสร้างความคุ้มครองให้ชีวิตตนเองและมีเงินก้อนไว้ใช้บรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com หรือโทร K-Contact Center 02-8888888

บทความนี้เป็น Advertorial

4 STEPS รวยได้ไม่ต้องรอลุ้นหวย

4 STEPS รวยได้ไม่ต้องรอลุ้นหวย

 

   วันนี้ใครถูกหวย(กิน)บ้าง? สำหรับมนุษย์เงินเดือน วันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนเป็นวันที่ใครหลายๆคนฝากความหวังเอาไว้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘หวย' การเล่นหวยถ้าเล่นแต่พอดี หรือนานๆครั้งซื้อซักทีก็เป็นการเล่นแบบสนุกๆ แต่ถ้าเล่นหวังผล หรือต้องเล่นทุกงวด หรือคอยสอดส่องหาเลขเด็ดสำหรับเล่นหวยแล้วล่ะก็ อาจจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เริ่มจากเปลี่ยนความคิดว่า 'หวยงวดนี้จะออกเลขอะไร?' เป็น 'เดือนนี้เราจะออมเงินเท่าไหร่?' ก็เป็นอีกวิธีง่ายๆจะช่วยให้คุณรวยได้แบบไม่ต้องรอลุ้นเลขเด็ด

 

STEP 1 เรื่องทุน ยิ่งรู้ยิ่งวางแผนง่าย

    มนุษย์เรามีทุนที่ต้องคิดถึงเสมออยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือทุนทางมนุษย์ เราเรียกง่ายๆว่ารายรับทั้งหมดในแต่ละปีตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงวัยเกษียณ ทุนนี้คิดแบบง่ายๆโดย

รายรับทั้งหมด x จำนวนเดือน x จำนวนปี = ต้นทุนของเรา

    หากตอนนี้เราอายุ 30 ปี มีรายรับทั้งหมด 15,000 บาท/เดือน แต่อยากทำงานจนถึงอายุ 50 ปี (ช่วงอายุเกษียณขึ้นอยู่กับแต่ละคน) และสมมติว่าไม่มีการขึ้นเงินเดือนเลย

แสดงว่าตัวเรามีต้นทุน 15,000 x 12 x 20 = 3,600,000 บาท

    และอีกทุนคือทุนทางการเงิน ได้แก่ เงินฝาก, เงินออม, เงินลงทุนในหุ้น หรือประกันชีวิต และหากเราสมมติให้มีเงินออมรวมทั้งหมด 100,000 บาท แสดงว่าตัวเราเองมีต้นทุนทั้งหมดจากการนำทุนทางมนุษย์รวมกับทุนทางการเงิน ก็คือ

3,600,000 + 100,000 = 3,700,000 บาท

 

STEP 2 การลงทุน ทำก่อนรวยก่อน

    ทุกคนต่างก็มีความฝันเป็นของตัวเอง บางคนอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อบ้าน, ซื้อรถ แต่ปัญหาใหญ่คือ ไม่มีเงินทำตามฝัน ทุกวันนี้หลายคนใช้เงินเดือนไม่พอและไม่มีเงินออม หลายคนคิดว่าอยากเก็บเงินให้ได้สักก้อนเพื่อเอาเงินไปลงทุน แต่จริงๆแล้ว ยิ่งเรารอให้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ ทุนทางมนุษย์ก็ยิ่งลดลงเท่านั้นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นทุกคนลองเปลี่ยนความคิดให้เป็น 'ลงทุนก่อนก็รวยก่อน' เริ่มลงทุนโดยลองจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเอง คนที่เริ่มลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มาก อาจลงทุนในหุ้นได้ถึง 90% และที่เหลือออมไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้หรือออมในรูปแบบประกันชีวิต

     แต่หากเรานำเงินไปลงทุนในหวยทุกงวด แทนที่เราจะได้เงินตอบแทนคืนมาทั้งหมด อาจกลายเป็นค่าใชจ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวแทน เพราะหวยจำนวน 1 ใบราคา 80 บาท ถ้าเราซื้อ 1 ใบทุกงวดติดต่อกัน 1 ปี แสดงว่ามีค่าใช้จ่ายของหวยเท่ากับ

80 x 24 = 1,920 บาท 

     คงมีไม่กี่คนที่ซื้อหวยเพียงใบเดียว แสดงว่าเราอาจต้องเสียเงินซื้อหวยมากกว่า 1,920 บาท แล้วลองคิดว่า ถ้านำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนออมในกองทุนรวมหรือตราสารหนี้ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้แน่นอนกว่านำเงินไปซื้อหวยเสียอีก

 

STEP 3 วางแผนใช้จ่าย วางแผนชีวิต

    ต่อไปให้ทุกคนลองตั้งเป้าหมายของการใช้จ่ายง่ายๆโดยเริ่มต้นวางแผนการใช้จ่าย ในแต่ละเดือนลองแบ่งเงินสำหรับการออม 20%, เงินอีก 30% ให้แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยวหรือซื้อของฟุ่มเฟือย และเงินอีก 50% ที่เหลือนั้นใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวัน, ค่าน้ำ-ค่าไฟ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ 'บัญชีรายรับ – จ่าย' เพราะเมื่อเราทำบัญชี เราก็สามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายของตัวเองและเลือกตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป แค่นี้ก็ช่วยให้เราสามารถควบคุมรายจ่ายและเพิ่มเงินออมแบบติด Hi-speed เลยทีเดียว

 

STEP 4 รู้จักลงทุน รู้จักหนทางรวย

    การออมเงินอย่างเดียวไม่ทำให้เรารวยได้ เราจึงควรนำเงินออมที่มีไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ อย่างที่บอกไปว่าการลงทุนนั้นยิ่งเริ่มตอนอายุน้อย ยิ่งรับความเสี่ยงได้มาก แต่การลงทุนแบบไม่มีความรู้เป็นเรื่องที่ไม่ควร ดังนั้นจึงขอแนะนำให้มือใหม่นักลงทุนรู้จักกับ 'กองทุนรวม' ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านกองทุนซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลผลประโยชน์จากการลงทุนให้ การลงทุนแบบนี้เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่อย่างมากและหากเลือกกองทุนรวมดีๆก็จะได้ผลตอบแทนพอๆกับลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองเลยทีเดียว การลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นจะใช้วิธีลงทุนแบบทยอยลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของหุ้น หากช่วงไหนตลาดหุ้นผันผวนมาก เราก็จะขาดทุนน้อยกว่าการที่นำเงินก้อนทั้งหมดไปลงทุน วิธีนี้เริ่มจากแบ่งเงินลงทุนออกเป็นงวดๆ เช่น ลงทุนเดือนละ 1 ครั้งทุกช่วงสิ้นเดือน แล้วลงทุนเรื่อยๆจนถึงเป้าหมาย วิธีนี้นอกจากเราจะได้ออมเงินแล้วเรายังได้สร้างวินัยการลงทุนให้ตัวเราเองด้วย

firstfinal

    การสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งทางการเงินสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง แค่เรารู้จัก 4 สิ่งก็คือ รู้จักวางแผน, รู้จักใช้, รู้จักเก็บ และรู้จักการลงทุน ก็สามารถสร้างไลฟ์สไตล์ในฝันที่คุณอยากเป็นได้แบบไม่ต้องรอลุ้นเลขเด็ดจากหวยอีกต่อไป

 

หุ้นไหนติดเรดาร์นี้ ? หุ้นนี้ติดเรดาร์อะไร

อย่างที่พวกเรารู้กันครับ ที่เรือหรือเครื่องบินจะมีเรดาร์ที่คอยกวาดสัญญาณไปรอบๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติ ให้ระวัง ให้รู้ หรือให้ปรับตัว ซึ่งก็ใช่เลยที่พวกเรานักลงทุน ก็ต้องระวัง ต้องรู้ ต้องปรับตัวเหมือนกัน

หุ้นไหนติดเรดาร์นี้

และคำว่า “หุ้นไหนติดเรดาร์นี้” ก็เหมือนเรามีเรดาร์อยู่ เช่น เรดาร์ชื่อ Going Up Fast จะตรวจจับหุ้นที่ราคาบวกมากผิดปกติ จากสถิติของตัวมันเอง เพื่อหาหุ้นที่ตอนนี้ขยับขึ้นเร็ว และก็นั่นล่ะครับ!! หุ้นไหนราคาบวกเร็วก็จะถูกตรวจจับจากเรดาร์ชื่อ Going Up Fast ที่คลื่นความถี่ 61.8 Hz เหนือระดับน้ำทะเล 33 เมตร (ว่าไปนั่น!)

หุ้นนี้ติดเรดาร์อะไร

และถ้ามองกลับด้านกัน หุ้นหนึ่งตัว อาจไม่ได้เกิดความผิดปกติได้อย่างเดียว เราอาจจะเจอได้หลายอย่าง ทั้งราคา, งบการเงิน, เทคนิค, ผู้บริหาร และ ผู้ถือหุ้น อาจจะมีหลายสัญญาณเกิดขึ้นพร้อมกัน บางท่านบอกว่าควรดูหลายสัญญาณ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการคอนเฟิร์มซึ่งกันและกัน เช่น หุ้นนี้ติดเรดาร์ EPS Growth แสดงกำไรต่อหุ้นเติบโต และยังติดเรดาร์ในกลุ่ม Crossover ด้วยที่แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ราคามีแนวโน้มขาขึ้น 
ซึ่งเรดาร์ในแอพเราก็มีอยู่หลายกลุ่มทั้ง Basic, Fundamental, Technical, Market Activity, Realtime และ My Radars 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรดาร์หุ้นจะเป็นตัวช่วยให้นักลงทุน “ระวัง รู้ และปรับตัว” ได้ต่อไปครับ

[Review] คิดจะฝากเงินทั้งที ออมในที่ดีๆได้ผลประโยชน์เยอะๆกันไหม

คงไม่มีใครปฏิเสธได้อยู่แล้วนะครับว่าเงินออมเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเงินออมนั้นสามารถสร้างทางออกให้เราได้ในยามที่เราต้องการใช้มันจริงๆ ทำให้เราไม่ต้องกู้เงินหรือหยิบยืมใครให้เกิดหนี้สินได้ แต่อย่างไรก็ตามแต่ หากเรามองถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันแล้วก็คงจะทราบดีว่ามันช่างน้อยนิดเหลือเกิน หลายคนจึงพยายามหาทางเลือกอื่นๆในการออมเงินที่ทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ถ้าถามในมุมมองผมเองการออมเงินเราก็ควรจะแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ โดยมี 2 ส่วนหลักๆที่เราควรแยกออกจากกันคือ

  1. เงินออมที่เอาไว้ใช้จ่ายระยะสั้นและไว้เผื่อยามฉุกเฉิน
  2. เงินออมที่นำไปฝากระยะยาวเพื่อสร้างหลักประกันให้กับชีวิต

เงินฝากที่เรานำไปใช้จ่ายในระยะสั้นเราก็ใช้บัญชีเงินฝากทั่วไปอย่างออมทรัพย์ได้ เราฝากเข้า-ถอนออกกันตลอดเวลา เรื่องผลตอบแทนอาจจะไม่ได้คิดกันมาก ในขณะที่เงินเราฝากระยะยาวนั้นเราเองก็ควรจะต้องเลือกในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้นในความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งนั่นก็นำไปสู่การจัดพอร์ตการออมและการลงทุนระยะยาว ในส่วนหนึ่งเราอาจจะนำเงินไปฝากแบบดอกเบี้ยสูง หรือซื้อประกันสะสมทรัพย์เอาไว้เพราะเป็นทรัพย์สินที่ความเสี่ยงต่ำให้เราอุ่นใจโดยไม่ต้องลุ้นเหมือนการลงทุนในหุ้นได้

เงินฝากประจำ = สร้างวินัยในการออมและเงินเก็บระยะยาว

ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ = สร้างหลักประกันให้กับตัวเองและครอบครัว

ที่ผมดูสินค้าทางการเงินในตลาดนั้น ตอนนี้ก็มีที่น่าสนใจอยู่ตัวหนึ่ง ที่มีเงินฝากคู่กับประกันคือ เงินฝากทวีทรัพย์ เอ็กซ์ตร้า ดอกเบี้ยแรง แพ็คคู่ประกัน ต้องคว้าให้ทัน ที่มีการจัดรายการในช่วง 12 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2559 ซึ่งเป็นการจับคู่ระหว่างเงินฝากทวีทรัพย์ เอ็กซ์ตร้า ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.3% ต่อปี ตลอด 24 เดือน (จากปกติ 2.25% ต่อปี) เมื่อทำควบคู่กับประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ 615 Guarantee โดยจุดเด่นๆที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ

เงินฝากทวีทรัพย์

  • สร้างวินัยในการออมเพราะ เราจะต้องฝากเงินเดือนละเท่าๆกัน เช่น ในเดือนแรกเราฝาก 2,000 บาท เดือนต่อๆไปเราก็จะต้องฝากอีก 2,000 บาท พอครบกำหนดเราก็จะได้รับเงินก้อนและดอกเบี้ยสูง
  • เริ่มต้นง่ายๆที่ 500 บาท สูงสุดที่ 25,000 บาท ฝากได้ต่อเดือน 50% ของเบี้ยประกันภัยต่อปี
  • ดอกเบี้ยในเงินฝากทวีทรัพย์นั้นปลอดภาษี ซึ่งเงินฝากประจำทั่วไปจะไม่ได้รับสิทธินี้
  • สามารถหักเงินแบบอัตโนมัติจากออมทรัพย์หรือกระแสรายวันได้ จะได้ออมง่ายขึ้น

ประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ 615 Guarantee

  • เป็นแบบประกันที่ให้คุ้มครองชีวิตและการออมไปด้วยกัน ทำให้เรามีเงินออมและหากเราเสียชีวิตไปก็จะมีหลักประกันให้ลูกหลาน
  • ชำระเบี้ยประกัน 6 ปี คุ้มครอง 15 ปี โดยตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 6 เป็นต้นไป จะได้รับความคุ้มครองชีวิต 600%ของทุนประกัน
  • จำนวนเงินเอาประกันภัยขั้นต่ำ 35,000 บาท
  • สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้
  • รับเงินจ่ายคืน 8% ของทุนประกันตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 1-14 ครบสัญญารับ 610%ของทุนประกัน

ส่วนตัวผมแล้วมองว่าการออมเงินแบบประจำพร้อมๆกับการทำประกันชีวิตแบบนี้จะได้ผลประโยชน์หลายเด้งมากเพราะจะทำให้เราได้ สร้างวินัยในการออมเงินในการฝากเงินแบบประจำ ต้องฝากเงินเท่าๆกันทุกเดือน ซึ่งเราสามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้ในยามฉุกเฉินได้ ในส่วนของการทำประกันชีวิตนั้นจะทำให้เรามีเงินเก็บในระยะที่ยาวขึ้นในวันสิ้นสุดกรมธรรม์และเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตคนข้างหลังจากการคุ้มครองในกรณีที่เราเสียชีวิตไปก่อน

นี่ก็เลยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผมมองว่าน่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยง คนที่มีภาระทางครอบครัว คนทำงานรุ่นใหม่ที่ชอบบริหารเงินและจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง แน่นอนอยู่แล้วว่าการฝากประจำและการซื้อประกันสะสมทรัพย์ ความเสี่ยงที่เงินต้นจะหายนั้นไม่มีเหมือนการลงทุนในหุ้นและหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง สามารถใช้เป็นหลักประกันชั้นยอดให้กับชีวิตเราได้เลย

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com หรือโทร K-Contact Center 02-8888888

บทความนี้เป็น Advertorial

เก่ง รวย ดัง แล้วถือว่าประสบความสำเร็จจริงหรือ?

หากพูดถึงเรื่อง “ความสำเร็จในชีวิต” หลายคนอาจจะวัดกันจากหน้าที่การงาน (ตำแหน่งสูงๆ), ชื่อเสียง (โด่งดัง) หรือเงินทอง (รวย) หากใครมีมาก และเห็นเป็นรูปธรรม เราก็มักจะตัดสินคนคนนั้นว่า เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ตาม เรามักจะคิดว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จจะต้องก้าวหน้าในหน้าที่การงาน, มีชื่อเสียงโด่งดัง หรือไม่ก็หาเงินได้เยอะๆ มันเลยทำให้เราให้ความสำคัญกับเรื่องงานและเรื่องเงินเป็นพิเศษ หาวิธีหาเงินสารพัด รวมถึงเรื่องการลงทุน การบริหารเงินด้วย โดยเชื่อว่า ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้มากๆแล้ว เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วชีวิตเราก็จะมีความสุข

แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ?

ลองคิดดูว่า ถ้าเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน โด่งดัง มีชือเสียง มีเงินทองมากมาย แต่สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยออดๆแอดๆ หรือทำงานหนัก มีเงินเยอะ แต่ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย จะถือว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างนั้นเหรอ?

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือมีความสุขกับชีวิตได้จริงๆ เราจำเป็นจะต้องบริหารองค์ประกอบทั้ง 5 นี้ให้ดีให้ได้ครับ นั่นก็คือ

“งาน”    “เงิน”    “สังคม”    “ครอบครัว”    “สุขภาพ”

ซึ่งทุกส่วนล้วนเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหา มันจะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่นๆทันที ยกตัวอย่างเช่น

ถ้างานแย่ –> ก็หาเงินได้น้อย อาจจะมีไม่พอกินพอใช้ พอเครียดกับที่ทำงานก็อาจมีปัญหากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เครียดมากๆเข้า สุขภาพก็แย่ตาม

ถ้าเงินแย่ –> ต่อให้เป็นงานที่ดีก็อาจจะอยากเปลี่ยนงาน พอเงินไม่มีก็เลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้ จับจ่ายใช้สอย ทำกิจกรรมต่างๆในการเข้าสังคมลำบาก เจ็บป่วยก็ไม่มีเงินรักษา 

ถ้าสังคมแย่–> พอความสัมพันธ์กับคนอื่นๆไม่ดี การงานก็อาจจะติดขัดเพราะไม่มีใครช่วยเหลือ ไม่มีใครสนับสนุน พองานแย่เงินก็แย่ หลายอย่างแย่ก็อาจจะเครียดจนมีปัญหาครอบครัว เครียดปุ๊บสุขภาพก็แย่ตาม

ครอบครัวแย่ –> ถ้ามีปัญหาครอบครัว (ติดการพนัน, ติดเหล้า, นอกใจ, ไม่เอาไหนไม่มีอนาคต ฯลฯ) ทะเลาะกับคนในครอบครัว ชีวิตไม่มีสุขแน่ๆ เมื่อจิตไม่มีสุข เครียด ทั้งงาน เงิน สังคม สุขภาพ ก็แย่ตามหมด

สุขภาพแย่ –> ถ้าร่างกายพังคงทำงานไม่ได้ ทำงานไม่ได้ก็ไม่มีเงิน ป่วยก็เลี้ยงดูครอบครัวไม่ได้ แถมเป็นภาระให้คนอื่นต้องมาดูแลอีก 

ดังนั้น ผมเชื่อว่า ความสงบสุขในชีวิตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรา 

“บาลานซ์” องค์ประกอบทั้ง 5 ของชีวิตได้อย่างมีสมดุลดีให้ได้ครับ

ใครบางคนอาจจะบอกว่า “โอ้ย! เอาแค่ส่วนงานกับเงิน ยังทำได้ไม่ดีเลย นี่จะให้ทำให้ดีครบทุกส่วน ถึงจะมีความสุข ชีวิตมันจะยากเกินไปรึเปล่า(วะ)?”

นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมอยากจะพูดในวันนี้

เพราะไม่มีทาง ที่อยู่ๆ เราจะสามารถทำให้ทุกส่วน ดีขึ้นทันตาเห็นได้พร้อมๆกัน เราจึงต้องมีสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวทั้ง 5 ส่วนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุขในปัจจุบันได้ทันที ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์ทุกส่วน ถึงจะมีความสุขได้

สิ่งนั้นก็คือ การรู้สึกถึง “คุณค่า” ของตัวเอง โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร

ขอย้ำว่า “ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร”

“คุณค่าของงาน” คือการรักและศรัทธาในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับผู้บริหาร งานธรรมดาระดับพนักงงานออฟฟิศทั่วไป หรืองานที่เล็กน้อยอย่างงานใช้แรงงาน แต่ทุกงานเป็นงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับเราได้ ถ้าเราศรัทธาและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

พนังงานล้างส้วม หรือ คนที่รักษาสุขอนามัยให้คนนับร้อย?
ยามเฝ้าหมู่บ้าน หรือ ผู้พิทักษ์ความสงบสุขให้ทุกครอบครัว?
พนังงานต๊อกต๋อย หรือ ฟันเฟืองสำคัญของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่?

ถ้ายังไม่รู้สึก หรือยังตามหาไม่เจอ ผมแนะนำว่า ให้ออกตามหาจนกว่าจะเจอ หรือปรับทัศนคติเสียใหม่ครับ เพราะการรักในสิ่งที่ทำ คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าทุกอย่างในชีวิตจริงๆ

“คุณค่าของเงิน” คือ การรู้ว่า เงินมีไว้ เพื่ออะไร? เพื่อไว้อวดร่ำรวย โชว์รสนิยม สนองตัณหาของตัวเองที่ไม่เคยพอ หรือ คือปัจจัยที่มีไว้เพื่อความสงบสุขและความราบรื่นของชีวิต?

พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากให้ใครกินอาหารแพงๆ ซื้อของแบรนด์เนม เที่ยวต่างประเทศ หรือไม่ต้องรู้จักบริหารเงิน รู้จักลงทุน ให้มีเงินเยอะๆนะครับ

เพียงแต่เราควรรู้ว่า ความเหมาะสมของการใช้จ่าย กับชีวิตของเราอยู่ตรงไหน

เพราะเอาเข้าจริงๆ การที่เรากินอิ่ม นอนหลับ มีเงินจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆได้ ใช้จ่ายเพื่อบันเทิงตามสมควร ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินเหตุ ก็น่าจะเพียงพอกับชีวิตคนเราแล้ว

จะกินแพงแค่ไหน อร่อยแค่ไหน เที่ยวสนุกแค่ไหน ใช้ชีวิตหรูหราขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องมีวันหมดความตื่นเต้นอยู่ดี ถ้ายังตามหาคุณค่าของชีวิตไม่เจอ

สุดท้ายคนเราก็ต้องการแค่ “เวลา” และ “ความสุขสงบ” มีชีวิตที่ราบรื่น เท่านั้นแหละครับ (ส่วนถ้าความต้องการพื้นฐานของเราสามารถถูกตอบสนองด้วยเงินที่เราหามาได้เรียบร้อย ไม่เดือดร้อนแล้ว หากมีความสามารถที่จะมีมากกว่านั้น แล้วอยากจะใช้ได้มากกว่านั้นโดยไม่เบียดเบียนใคร อันนี้ก็ตามสบายเลยครับ)

ซึ่งนี่แหละ คือแนวทางของการวางแผนทางการเงินที่ผมใช้เป็นแก่นของการวางแผนของผมเลยครับ

“คุณค่าของสังคมและครอบครัว” คนเราคงไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ดีไปหมดซะทุกอย่าง แม้กับคนใกล้ตัว ก็มีดีบ้าง มีแย่บ้าง ถึงเราจะเคยทะเลาะกันบ้าง โกรธกันบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคนมาอยู่รวมกัน แต่ก็เพราะพวกเขาไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราเคยมีความสุขร่วมกันมา เป็นห่วงเป็นใยเรา อยู่เคียงข้างเราเวลาที่เราไม่มีใคร

พยายาม

“จับถูก”

มากกว่า

“จับผิด”

 นึกถึงสิ่งดีๆที่เคยมีให้กันมากกว่าจะมองเรื่องแย่ๆ แล้วจะเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ข้างเราครับ

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี “ก่อนซื้อ”

การเลือกซื้อของเป็นอีกเรื่องที่ทำให้หลายๆคนไม่เหลือเงินเก็บ ดังนั้นการเลือกซื้อของให้ดีก็ถือเป็นการควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินตามแผนการเงินที่เราวางไว้ แต่ของบางชิ้นที่เราคิดว่าจำเป็นนั้น จริงๆแล้วจำเป็นรึเปล่า? ถ้าเราไม่ซื้อแล้วจะเป็นยังไง? ลองดู 5 รายการสิ่งของต่อไปนี้ที่ควรคิดให้ดีก่อนใช้เงินลงทุนซื้อ

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี "ก่อนซื้อ"

เครื่องใช้ไฟฟ้าตามเทรนด์

เครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น พัดลม, เครื่องปรับอากาศ, ทีวี, โทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นควรเลือกซื้อตามความจำเป็นและเหมาะสมกับการใช้งาน การซื้อของเหล่านี้และเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเทรนด์ ทำให้เราสิ้นเปลืองเพราะสินค้าแบบนี้เมื่อเราซื้อก็จะมีรุ่นใหม่กว่าและดีกว่าออกมาเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้นบางรุ่นยังแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย 

การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ก็ควรดูให้ได้มาตรฐานและดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน ทำให้เราสามารถประหยัดเงินจำนวนมากที่ต้องใช้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนใหม่บ่อยๆด้วย

 

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี "ก่อนซื้อ"

ของตกแต่งบ้าน

ของตกแต่งบ้านนั้นเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆตามสไตล์ของเจ้าของบ้าน คุณไม่จำเป็นต้องซื้อของแต่งบ้านราคาหลายพันบาทเพื่อให้บ้านของคุณสวยเหมือนกับรูปบ้านสวยๆในนิตยสาร แค่ตกแต่งบ้านด้วยวัสดุหรืออุปกรณ์ที่แสดงออกถึงความเป็นคุณแล้วให้ออกมาใกล้เคียงที่สุดก็พอ การตกแต่งบ้านนั้นช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะสร้างประสบการณ์การแต่งบ้านแล้ว คุณยังได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนที่มาช่วยสร้างความทรงจำดีๆร่วมกับคุณอีกด้วย 

การเลือกซื้อของแต่งบ้านในช่วงลดราคาก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้คุณได้ของแต่งบ้านที่คุณภาพดีในราคาที่ถูกลง เพราะร้านขายของแต่งบ้านเกือบทุกร้านจะมีช่วงลดกระหน่ำประจำปี โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ ใช้งบเยอะอย่าง ที่นอน โซฟา เตียง ชั้นบิวอินท์ ภาพติดผนังหรือตู้เสื้อผ้า หรือเลือกเฟอร์นิเจอร์บิวด์อินที่นอกจากสวยงามแล้วยังช่วยในการประหยัดเนื้อที่ด้วย

อีกเคล็ดลับคือ ลองเปลี่ยนสีบนผนังห้อง เป็นอีกวิธีแต่งบ้านที่ง่าย ประหยัดและได้ผลดีที่สุดทางหนึ่งลงทุนแค่สีน้ำพลาสติกสีสวยๆ กับแปรงทาสี ก็เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้แปลกใหม่ได้ด้วยราคาที่สบายกระเป๋า

แต่ทุกการแต่งบ้านนั้นควรวางแผนก่อนเพื่อให้เห็นภาพรวมของบ้าน คุณเองควรแผนการตกแต่งทั้งหมด เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมและรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี "ก่อนซื้อ"

รถรุ่นใหม่ล่าสุด
     การซื้อรถนั้นเป็นความจำเป็นสำหรับการเดินทางเพื่อประหยัดเวลาและสามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นหากเราใช้อย่างถูกต้อง แต่การเลือกซื้อรถนั้นควรเน้นที่ประโยชน์มากกว่าเน้นที่ความทันสมัยของรถ เพราะหากคุณเน้นที่ความทันสมัย คุณจะต้องซื้อรถใหม่ๆตลอดและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณไม่มีเงินเก็บสำหรับการลงทุนเพื่อตัวคุณเองก็ได้
     รถอีโคคาร์นั้นเป็นทางออกสำหรับหลายคน เพราะตอนนี้การซื้อรถยนต์นั้น นอกจากค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วค่าน้ำมันถือเป็นตัวดูดเงินออกจากกระเป๋าที่สำคัญตัวหนึ่งที่เดียว ยิ่งราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดก็ทำให้ผู้ใช้รถอย่างเราต้องหันมาใสใจในการหาวิธีเพื่อจะประหยัดเงินในส่วนนี้กันมากขึ้น ข้อดีของรถอีโคคาร์ คือน้ำมัน 1 ลิตรรถอีโคคาร์สามารถวิ่งได้ระยะทาง 20 กิโลเมตร และค่าบำรุงรักษาต่ำเนื่องจากมีจำนวนอะไหล่น้อยชิ้นกว่ารถประเภทอื่น และมีความคล่องตัวสูง เหมาะกับการขับขี่ในเมือง
     การเลือกซื้อรถมือสองเองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นกัน การเลือกซื้อรถยนต์แบบนี้ก็จะประหยัดเงินจำนวนมากเมื่อเทียบกับการซื้อรถมือหนึ่งป้ายแดง แต่การเลือกซื้อต้องดูให้ดี เลือกรุ่นที่เน้นขายต่อง่าย และราคาไม่ตกมาก แต่การซื้อรถมือสองนั้น ให้พยายามเลือกรถที่เจ้าของเป็นคนมีงานการดี เพราะการซ่อมบำรุงจะทำได้เต็มที่มากกว่าคนที่ขายเพราะผ่อนไม่ไหว ทำให้ได้รถดีกว่า

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี "ก่อนซื้อ"

แฟชั่นล้ำนำเทรนด์
     เราไม่ได้กำลังจะบอกให้คุณคิดมากเวลาคุณเลือกซื้อเสื้อผ้าหากมีชุดสวยๆ, กระเป๋า หรือรองเท้าที่คุณอยากได้ แต่หากคุณคือคนหนึ่งที่พยายามซื้อของเหล่านี้ตลอดเวลา ยอมเสียเงินหลายพันเพื่อรองหรือกระเป๋ารุ่นใหม่ คุณกำลังตกหลุมพรางที่จะทำให้รายได้ของคุณหายไปกับของเหล่านี้ เราขอแนะนำให้คุณเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือกระเป๋าที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเสื้อผ้าเดิมที่เรามีอยู่ เพื่อสร้างลุคใหม่ให้กับตัวเอง หรือลองเข้า Pinterest, Blisby หรือเว็บไซต์แนว DIY ที่เน้นการนำเสื้อผ้าที่เรามีอยู่แล้วมาดัดแปลงให้กลายเป็นของใหม่
     หรือเน้นการซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดี อาจมีราคาแพงแต่เน้นแบบที่คลาสสิคที่สามารถใส่ได้ในหลายๆโอกาส ไม่ตกยุคเร็ว และสามารถใส่ได้นาน หากเบื่อก็สามารถนำมาขายต่อมือสองสร้างรายได้เพิ่มได้อีกด้วย อาจซื้อในช่วง Sale ของแบรนด์ต่างๆ

5 สิ่งที่ควรคิดให้ดี "ก่อนซื้อ"

เครื่องประดับ
     เครื่องประดับสวยๆนั้น บางชิ้นเราเลือกซื้อเพื่อใช้สำหรับบางโอกาสแสนพิเศษ, สำหรับที่ทำงานหรือสำหรับการออกไปแฮงเอาท์กับเพื่อนๆ เช่นนาฬิการดีๆซักเรือนที่คุณควรลงทุน แต่การเลือกซื้อเครื่องประดับราคาแพงหลายอย่างที่ไม่จำเป็นนั้น ไม่ถือเป็นการลงทุนที่ดีแต่เป็นสาเหตุของการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นต่างหาก ลองเข้าคอร์สทำ DIY เคร&#xE37

แผนการลงทุนของคุณที่ว่า “เยี่ยม” อาจจะเป็นแผนการเงินที่พา “ล้มเหลว” ไปทั้งชีวิต

หลายๆ ท่านอาจจะสับสนกับหัวข้อในบทความนี้สักหน่อย แต่ขอบอกเลยว่ามันเกิดขึ้นมาแล้วมากมายครับ แต่ไม่ค่อยมีใครมาบอกกันสักเท่าไหร่ เพราะ อาจจะเป็นไปได้ว่า พอแผนการเงินเสียหาย คนเหล่านั้นที่เคยมีแผนการลงทุนที่สวยหรู กำไรงามๆ แต่พอวันนึงแผนการเงินกลับล้มลง ก็คงไม่มีใครที่อยากจะเปิดเผยตัวกันหรอกครับ

ดังนั้นวันนี้จึงขอเขียนบทความที่มาจากประสบการณ์ในการทำงานในเชิงวางแผนการเงินรอบด้านมาหลายปีนะครับ โดยก่อนอื่นเราต้องแยกคำว่า “วางแผนการเงิน”กับ“วางแผนการลงทุน” ออกจากกันก่อนครับ เพราะ หลายๆคนมาเจอผมและถามว่าผมทำงานอะไร พอผมแนะนำตัวบอกว่าผมเป็น “นักวางแผนการเงิน” ครับ 

99% ของคำถามที่มักจะถูกถามเสมอ คือ “ดีเลย งั้นอยากให้ช่วยแนะนำหน่อยว่า ช่วงนี้ควรจะลงทุนอะไรดี ลงทุนตัวนี้… ดีมั้ย? “ หรือไม่ก็ “ช่วงนี้น่าเอาเงินไปซื้ออะไรดี ที่ผลตอบแทนเยอะๆ”  อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

ผมเองก็มาถามตัวเองว่า “ถ้าผมสามารถคาดคะเนการลงทุนในอนาคตได้ ว่าอะไรดี” นี่ผมอาจจะรวยกว่านี้ไปแล้วมั้งเนอะ 555 ดังนั้นวันนี้ผมเลยอยากจะมาขยายความว่า การวางแผนการเงิน นั้นไม่ใช่ การลงทุนซะทุกอย่างครับ

หรือจะพูดง่ายๆก็ได้ว่า “การวางแผนการลงทุน”

เป็นส่วนหนึ่ง ของ “การวางแผนการเงิน” ครับ 

ตามภาพที่ผมเอามาประกอบ 

จะเห็นได้ว่า การวางแผนการเงิน (Financial Planning) จะประกอบไปด้วย

– Cash Flow       Planning : การวางแผนรายรับรายจ่าย
– Retirement     Planning : การวางแผนเกษียณอายุ
– Education       Planning : การวางแผนทุนการศึกษาบุตร
– Insurance       Planning : การวางแผนประกันภัย (การจัดการความเสี่ยง)
– Investment     Planning : การวางแผนการลงทุน
– Tax                   Planning : การวางแผนภาษี
– Estate              Planning : การวางแผนส่งมอบมรดก

เห็นมั้ยครับว่าการวางแผนการเงินนั้นมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการครับ ดังนั้นการวางแผนการเงินของทุกๆคน จึงต้องสอบถามในทุกๆเป้าหมายของการวางแผน เช่น

: ตอนนี้รายรับรายจ่ายเป็นยังไง  มีหนี้สินมั้ย?
: อยากเกษียณอายุเท่าไหร่  ?
: แล้วตอนนี้เสียภาษีเยอะไปมั้ย? 
: แล้วตอนนี้ถ้าต้องเจ็บป่วยจะเบิกค่ารักษาพยาบาลจากใคร? 
: และถ้าคืนนี้ตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เตรียมค่าใช้จ่ายในการรักษาไว้แล้วหรือยัง ?
: แล้วถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันกับตัวเรา ลูกจะเดือดร้อนมั้ย บ้านที่ผ่อนไม่หมด ใครจะรับผิดชอบ ?
: แล้วถ้าเราขับรถไปชนรถเบนซ์ เข้าประกันที่เรามี ครอบคลุมมั้ย?
: แล้วถ้าเกิดบ้านเรา เกิดไฟไหม้ จะเดือดร้อนมั้ย?

ฯลฯ


ดังนั้นจะเห็นแล้วนะครับ ว่าคนเรามีเป้าหมายหลากหลายจริงๆ แต่เป้าหมายในการลงทุนนั้น ก็เพื่อให้เงินที่เราไปลงทุนมันเติบโตเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการจริงมั้ยครับ ซึ่งจากหัวข้อผมมีความเชื่อมันว่าหลายๆคน อาจจะมีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย เช่น บางคนอาจจะลงทุนในหุ้นพื้นฐาน อาจจะใช้นโยบายการลงทุนแบบ VI ถือยาว เน้นรับเงินปันผล แถมหากมีโอกาสจังหวะดีๆ ก็อาจจะขายทำกำไรได้บ้าง 

บางคนอาจลงทุนในกองทุนหุ้น กองทุน LTF RMF กองทุน HealthCare กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีมากๆ บางคนอาจจะเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน หรือบางคนก็ซื้อพันธบัตร หรือหุ้นกู้ 

แน่นอนครับ หลายๆคนอาจจะมีการจัด Asset Allocation แล้วทำให้  Port การลงทุนของเราสามารถเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5-10 ปี ที่ผ่านมา ได้เกิน 10% ต่อปี ก็มีเยอะมากๆครับ  ซึ่งก็เป็นการแสดงว่าแผนการลงทุนของท่านอยู่ในขั้นประสบความสำเร็จเลยทีเดียว 

แต่แผนการลงทุนที่ดี ไม่ใช่จะทำให้แผนการเงินของเราดีเสมอไปครับ อาจจะกลับกันเลยก็ได้ กลายเป็นว่าแผนการลงทุนของคุณที่ดีมากๆ เติบโตเฉลี่ยๆ 15% มา 5 ปีแล้ว อาจจะเป็นแผนการเงินที่ล้มเหลวก็ได้

อ้าว เพราะอะไรล่ะ? ทำไมแผนการลงทุนที่ดี 

ถึง กลับกลายเป็น แผนการเงินที่ล้มเหลวได้ ล่ะ

คำตอบก็คือว่า : แผนการเงินนั้นมีหลายเป้าหมายยังไงล่ะครับ ซึ่งการลงทุนที่ดีในช่วงเวลานึง อาจจะผิดพลาดในช่วงเวลาที่ต้องการใช้เงินก็ได้ เช่น แผนการลงทุนของเราอาจจะเติบโตเป็น2-3 เท่าเลย แต่พอถึงวันที่เราอายุ 60ปีอยากจะเกษียณ ดันเกิดวิกฤติ ต้มยำกุ้ง หรือ แฮมเบอร์เกอร์ ก็ได้  Port การลงทุนอาจจะติดลบก็ได้ แบบนี้จะเริ่มต้นใหม่ลำบากเหมือนกันเพราะ เกษียณก็ไม่ได้  อายุก็มากแล้ว จะหารายได้เพิ่มอย่างไรดี ? อาจจะเกษียณไม่ได้

หรือ ช่วงที่แผนการลงทุนกำลังดี กำลังเติบโต กลับโชคร้ายที่ตัวเราเอง ดันตรวจพบโรคมะเร็ง แล้วดันไม่ได้มีแผนประกันโรคร้ายไว้  ก็เลยต้องขายหน่วยลงทุน หรือขายหุ้นออกมารักษาตัวเองก่อน แล้วแบบนี้แผนการเงินของเราจะบรรลุเป้าหมายเกษียณได้หรือ

หรือ บางคนอาจจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เช่น ซื้อที่ดิน ซื้อคอนโด ไว้เก็งกำไร แต่พอคนที่บ้านหรือพ่อแม่ป่วยหนักๆ หรือเป็นโรคร้าย  ต้องการใช้เงินด่วนๆเพื่อมารักษา ก็กลับกลายเป็นว่า สินทรัพย์ที่ดิน หรือคอนโด นั้นไม่สามารถแปลงเป็นเงินสด ได้เร็ว   ดังนั้นถ้าต้องรีบใช้เงิน ก็คงต้องขายในราคาที่ถูกๆ ก็เป็นได้ครับ

ดังนั้นจากที่ผมเขียนมาทั้งหมด ก็เป็นแค่ตัวอย่างส่วนนึงของ การวางแผนการเงินที่ล้มเหลว แม้ว่าแผนการลงทุนของท่านจะยอดเยี่ยมมากๆ 

สุดท้ายก็หวังให้ทุกๆท่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว จะมีความเข้าใจในการวางแผนการเงินอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ว่าการวางแผนการเงินนั้น เป็นการจัดการเงินทั้งระบบเพื่อให้คนๆนั้นบรรลุเป้าหมายหลายๆอย่างที่ต้องการ โดยไม่ได้เน้นที่จะเป็นแผนการเงินที่ผลตอบแทนสูงๆ เป็นสำคัญครับ

 “การวางแผนการเงิน ไม่ได้มุ่งที่จะได้กำไรสูงสุด 

แต่จะมุ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินเป็นสำคัญ”

*** มุ่งให้คนไทยทุกๆคนมีสุขภาพการเงินที่ดี***

by
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน  CFP
CEO บริษัท เวลท์แพลนเนอร์ จำกัด
#wealthplanner

ติดตามบทความการเงินอื่นๆ ได้ที่ www.surakit.com
#อยากวางแผนการเงิน #อยากเป็นนักวางแผนการเงิน

5 กุญแจสำคัญที่ต้องรู้ ไขประตูอิสรภาพในวัยเกษียณฯ (ภาคแรก)

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ใครติดตามในเพจของผมอยู่ตลอด จะเห็นว่าผมมีแจกไฟล์แบบฟรีๆ !! สำหรับ “วางแผนเกษียณฯแบบง่าย” ไว้ให้แล้ว (ใครยังไม่ดาวน์โหลดมาใช้วางแผน ลองไปโหลดกันนะครับ ผมแปะลิงค์ให้ในตอนท้ายบทความแล้วนะ)

ซึ่งไฟล์ที่แจกไป จะเห็นเลยว่าปัจจัยอะไรที่มีความสำคัญสำหรับการวางแผนบ้าง ผมเชื่อว่าหลายคนได้ลองดีไซน์แผนของตัวเองกันบ้างแล้วแหละ บางคนก็สำเร็จ (ถ้าเกิดว่าทำตามแผนที่วางไว้ได้เป๊ะๆนะ) แต่บางคนก็ไม่สำเร็จ (เพราะแผนที่คิดไว้มันไม่สามารถช่วยให้เรารีไทร์ได้ตามต้องการ)

แล้วเราควรจะปรับแผนอย่างไร? เพื่อให้แผนการทั้งหมด เป็นไปตามที่เราต้องการ ผมขอพูดถึง “กุญแจสำคัญ 5 ดอก” ที่จะช่วยไขประตูอิสรภาพในวัยเกษียณ อย่างง่ายไว้ในบทความ ซีรีส์นี้ขอแบ่งเป็น 2 ตอนนะครับ เวลาอ่านจะได้ไม่เหนื่อยมากไป ถ้าอยากรู้ว่ากุญแจ 5 ดอกนี้มีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลยครับ

กุญแจสำคัญดอกแรก : ระยะเวลาในการเตรียมตัว

เห็นได้ชัดเลยว่าถ้าเราวางแผนกันตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนที่ยังเป็นหนุ่มสาวเอ๊าะๆ จะมีโอกาสสำเร็จ มากกว่าคนที่อายุเยอะกว่า หรือเตรียมตัวช้ากว่า เพราะมีคนที่อายุน้อยโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่มากกว่า เงินที่ลงทุนไว้สามารถนำไปรับความเสี่ยงได้มากกว่า มีทางเลือกมากกว่า เป็นต้น

ถ้าลองให้ปัจจัยอื่นคงที่ไว้ และปรับเปลี่ยน “ระยะเวลา” อย่างเดียว ใครที่มีเวลาเตรียมตัวมากกว่า ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จในการวางแผน ส่วนคนที่มีเวลาน้อย ทางแก้คือ เพิ่มอัตราผลตอบแทน, จำนวนเงินออม หรือ เงินลงทุนเริ่มต้น ให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่จะปรับมากก็ไม่ได้ เพราะ ทางเลือกมีน้อยลงเมื่ออายุเยอะขึ้น

คนที่มีระยะเวลาเตรียมตัวก่อนเกษียณน้อย จะถูกบังคับให้เตรียมเงินลงทุนเยอะๆ หรือไม่ก็ต้องหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงๆ…แล้วผลตอบแทนที่สูงก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นธรรมดา

Ex.1นายทุเรียนอายุ 40 ปี กับนายจิงโจ้อายุ 45 ปี มีเงินลงทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เงินออมเดือนละ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 20,000 บาทต่อเดือน และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกจนถึง 90 ปี

ทั้งคู่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 7% เท่ากัน อัตราเงินเฟ้อ 2.10% ต่อปี อยากจะออกจากงาน ตอนอายุ 50 ปี จึงเริ่มวางแผนพร้อมกัน ณ วันนี้

กรณีนี้ทั้งคู่มีเวลาเตรียมตัวต่างกัน 5 ปีเท่านั้น แต่ ทุเรียน มีโอกาสที่จะมีเงินใช้จากแผนที่ได้ลงทุนไว้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ต่างจาก จิงโจ้ เงินที่เตรียมไว้ของเขาจะหมดก่อนอายุ 90 ปี  ถ้าอยากให้แผนของจิงโจ้สำเร็จ นายจิงโจ้จะต้อง…

ยืดเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปี (อายุ 55 ปี) หรือ

เพิ่มเงินออมเป็นเดือนละ 50,000 บาท หรือ

ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 11% ขึ้นไป

คำถามคือ..“คุณกล้าพอที่จะเอาเงินที่เตรียมไว้ทั้งหมด ไปเสี่ยงกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นมั๊ย???”

ถ้าคำตอบคือ “ไม่กล้า หรือ ไม่แน่ใจ” นั่นแปลว่า แผนการเกษียณฯของคุณ อาจจะสำเร็จได้ยากแล้วล่ะครับ ในที่สุดก็จะบ่นกับตัวเองว่า “รู้งี้! วางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มงานแรกๆก็คงจะดี…”

เพราะคนที่เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ มีเวลามากกว่า สามารถปรับเปลี่ยนเงินลงทุน, เงินออม และอัตราผลตอบแทน มากน้อยแค่ไหนก็ได้ ได้เปรียบทั้งทางเลือกในการลงทุน การเตรียมตัว และความยืดหยุ่นของแผน ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ “ระยะเวลา” นี่แหละ!!

ส่วนใครที่ชะล่าใจ ชิลล์ยิ่งกว่าใคร คิดเองว่า “เฮ้ยย..ยังไม่ถึงเวลาหรอก อายุยังน้อยอยู่เลย ใช้ชีวิตไปเด้! เรื่องแบบนี้ให้คนอายุเยอะๆเค้าทำกัน”

ครับ..งั้นรออีก 20-30 ปีค่อยเตรียมก็ได้ครับ..

เตรียมตัวทำงานต่อไปนะ! เพราะอาจจะมีเงินไม่พอใช้ตามเป้าไงล่ะ

กุญแจสำคัญดอกที่ 2 : เงินเฟ้อ..กับสิ่งที่ต้องเจอเมื่อวางแผน

“เมื่อก่อนกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์เอง สมัยนี้นะ 35 บาท ทำไมแพงจังโว้ยย !!” เป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่มักใช้บ่นเรื่องข้าวยากหมากแพงให้เด็กสมัยนี้ฟัง ซึ่งความเป็นจริงของปริมาณเท่าเดิม มูลค่าเท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์หนึ่ง..

มันเกิดจาก “เงินเฟ้อ” ที่กำลังจะพูดนี่แหละ!!!

สมมติว่า ผมบังคับให้ทุกคนทานก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารหลักทุกมื้อ ตอนนี้ราคาเฉลี่ยก๋วยเตี๋ยวชามละ 35 บาท วันนึงกิน 3 ชาม ค่าอาหารต่อวันคือ 35 x 3 = 105 บาท เดือนนึงจะต้องใช้เงินสำหรับทานก๋วยเตี๋ยว 3,150 บาท

ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.10% ต่อปี ย้อนหลัง 10 ปี (2550-2559)

เพื่ออนาคตจะได้กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าโปรดเจ้าเดิม ในปริมาณเท่าเดิม เราจะต้องใช้เงินเดือนละ

3,878 บาท (ชามละ 43 บาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า

4,773 บาท (ชามละ 53 บาท) ในอีก 20 ปีข้างหน้า

5,876 บาท (ชามละ 65 บาท) ในอีก 30 ปีข้างหน้า

แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว ถูกมั้ย?

ในหนึ่งเดือนเรามีค่าใช้จ่ายในการบริโภคมากกว่า 3,150 บาทอยู่แล้ว บางคนใช้เงินในชีวิตประจำวันมากกว่า 20,000 บาทด้วยซ้ำ

หากในอนาคต เราอยากมีคุณภาพชีวิตเหมือนปัจจุบัน หรือดีกว่าเดิม ให้นำค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ 20,000 มาคูณ 12 เป็นค่าใช้จ่ายรายปี 240,000 บาท แล้วคูณจำนวนปีที่คิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ หลังจากที่หยุดทำงานไปแล้ว สมมติ 20 ปี ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะออกมาเป็น 240,000 x 20 = 4,800,000 บาท 

คำนวณแค่นี้แล้ว คิดว่ามันพอหรอ? มันไม่พอนะ!! ถ้าจะคำนวณค่าใช้จ่ายในอนาคตออกมา มันก็ต้องถูกทบต้นด้วย “อัตราเงินเฟ้อ” เหมือนที่ผมคำนวณค่าก๋วยเตี๋ยวในอนาคตให้ดู  ซึ่งถ้าลองให้เกษียณวันนี้เลย เงินก้อนที่ต้องเตรียมสำหรับ 20 ปีข้างหน้า จาก 4.8 ล้าน จะกลายเป็น 6.2 ล้าน กว่าๆ 

ไอน์สไตน์กล่าวไว้ (รึเปล่า ผมไม่รู้) อัตราดอกเบี้ยทบต้นนั้นทรงพลังมาก ผมขอเสริมว่า อัตราเงินเฟ้อทบต้นก็ทรงพลังมาก ไม่ต่างกัน !!!

อย่างที่ผมบอกไปในข้อแรก ระยะเวลาในการเตรียมตัว มีผลสำคัญมากต่อแผนการเกษียณ เพราะยิ่งระยะเวลาผ่านไปนาน เงินที่เก็บไว้ใช้ทั้งชีวิต ก็ยิ่งถูกอัตราเงินเฟ้อกัดกินมากขึ้น ทำให้เราต้องเตรียมเงินมากกว่าเดิม

ถ้าลองกรอกเลขในตารางผมทำแจกให้ จะเห็นได้เลยว่า ระยะสั้น 10 ปี จะไม่เห็นผลรุนแรง แต่ในระยะยาว 20-30 ปี ข้างหน้า เงินเฟ้อจะส่งผลชัดเจน!! ดูตัวอย่างง่ายๆจากค่าก๋วยเตี๋ยวตอนแรกก็ได้นะ ถ้าจะกินก๋วยเตี๋ยวเท่าเดิมในอีก 30 ปีข้างหน้า ต้องใช้เงินมากกว่าเดิมเกือบสองเท่า!!!

ซึ่งวิธีที่จะเพิ่มโอกาสสำเร็จของแผนเกษียณ ก็คือ “ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อในทุกๆปี”  ยิ่งชนะมากเท่าไหร่ยิ่งดี

สิ่งที่หลายคนมักจะมองข้ามตอนวางแผน ก็คือเรื่องเงินเฟ้อนี่แหละ ในระยะสั้นมันจะไม่ส่งผลให้เห็นมากซักเท่าไหร่ แต่แผนเกษียณฯมันต้องมองในระยะยาว ซึ่งเงินเฟ้อแบบทบต้นนี่แหละจะทำให้เราตระหนักได้เอง ฉะนั้นใครมีเวลาเตรียมตัว ก็หาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินไว้ในออมทรัพย์ซะ!

ผ่านกันไป 2 ข้อ คงรู้ถึงความสำคัญของการวางแผนเกษียณฯกันบ้างแล้ว งั้นผมให้ลิงค์ไป Download ไฟล์สำหรับวางแผนเกษียณฯ แบบง่ายๆ ให้ไปลองใช้กันก่อนนะครับ จะได้รู้ว่าเงินที่ต้องเตรียม เมื่อรวมเงินเฟ้อแล้ว จะออกมาเป็นเท่าไหร่

ในครั้งหน้าเราจะมาพูดถึงกุญแจหลักอีก 3 ดอก และวิธีการเตรียมเงินก้อนสำหรับใช้ทั้งชีวิต อย่าลืมติดตามกันต่อนะครับ : ) อ่านตอนต่อไป >> คลิ๊กเลย

6 วิธีทำให้เงิน…ไม่ล่องหน

6 วิธีทำให้เงิน…ไม่ล่องหน

 

เงินเดือนเข้าบัญชีแล้ว!! ขอปรบมือรัวๆๆๆ อารมณ์ส่วนใหญ่ของเราช่วงสิ้นเดือนจะคล้ายๆแบบนี้ แต่พอผ่านไปสักพักมารู้ตัวอีกทีเงินหายเกือบเกลี้ยง กระเป๋าแล้ว เงินไม่ได้เล่นมายากลล่องหนหายไปไหน แต่มันเกิดจากพฤติกรรมการใช้เงินของเราต่างหาก ที่ทำให้เงินหมดไปอย่างไม่รู้ตัว มีวิธีการใช้เงินอะไรบ้างที่ทำให้เงินเราล่องหนหายไปมาดูกันเลยจ้า

 

1.เลือกค่าโทรศัพท์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

หลายคนชอบเลือกโปรโมชั่นที่เผื่อไว้ก่อนว่า “อาจจะได้ใช้”  โปรฯโทรเยอะและเล่นเน็ตแบบไม่จำกัด ทำให้เสียค่าโทรศัพท์ค่อนข้างสูง แต่เวลาใช้งานจริงแทบไม่เคยใช้ถึงโปรโมชั่นที่เลือกเลยไว้สักครั้ง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น ดังนั้น เพื่อป้องกันเงินของเราล่องหนหายไปควรสังเกตพฤติกรรม การใช้โทรศัพท์ของตนเองว่าเน้นโทรหรือเล่นอินเตอร์เน็ต แล้วเลือกโปรโมชั่นให้ตรงกับการใช้งาน จะทำให้เงินเรามีเงินเหลือมากขึ้น

 

 

2.วิ่งหนีป้าย Sale

ทำให้เรามีทั้งความสุขและความโศกเศร้างได้ในเวลาเดียวกัน ความสุขจะเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นว่า มันเป็นโอกาสที่จะได้ซื้อของราคาถูกตุนไว้เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเราตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ มันจะกลายเป็นความโศกเศร้าทันที นอกจากต้องมานั่งเสียใจทีหลังแล้วยังเสียเงินมากกว่า ที่ควรจะเป็นอีกด้วย ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อของเพราะป้าย Sale เราควรตรวจสภาพคล่องของเงิน ในกระเป๋าก่อนว่าพร้อมจ่ายหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่สร้างหนี้เพราะป้าย Sale นะจ๊ะ

 

 

3.การดื่มกาแฟในวันทำงาน

ถ้าให้ค่ากาแฟเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง หากลงทุนสูงแสดงว่าเราคาดหวังผลตอบแทนสูงเช่นกัน เรามาดูกันว่าทุกวันนี้การลงทุนกับค่ากาแฟนั้นได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่

สมมุติดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท ทำงาน 20 วัน รวมเป็นเงิน 3,000 บาทต่อเดือน

  • ลงทุนค่ากาแฟ 20% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 15,000 บาท
  • ลงทุนค่ากาแฟ 10% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 30,000 บาท
  • ลงทุนค่ากาแฟ 4.28% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 70,000 บาท

การลงทุนค่ากาแฟจะคุ้มค่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินของเราเอง เงินของเราล่องหนหาย ถ้าเราลงทุนกับค่ากาแฟนสูงมาก แต่กลับได้ผลตอบแทนไม่สูงตามไปด้วย ดังนั้น เราเลือกได้ว่าจะ ลงทุนค่ากาแฟให้น้อยลงหรือเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้น

 

 

4.ลดค่าอาหารวันหยุด

กิจกรรมในวันหยุดของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือหยุดยาวช่วงเทศกาล ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินเกิดขึ้น ยิ่งนับวันราคาอาหารก็แพงแซงหน้าอัตราดอกเบี้ย ทุกวันนี้เราได้อาหารปริมาณเท่าเดิม(หรือลดลง) แต่จ่ายค่าอาหารในราคาที่สูงขึ้น ทำให้เงินของเรา ล่องหนหายไปกับค่าอาหารเป็นจำนวนมาก

ทางเลือกของการใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกับการกินอย่างคุ้มค่า ในราคาประหยัดเราอาจจะลองเปลี่ยนจาก การนั่งกินในร้านอาหารมาเป็นการทำอาหารทานเองที่บ้าน นอกจากประหยัดค่าอาหารแล้วยังใช้เวลาสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวให้มากขึ้นด้วย

 

 

5.พกแบงค์ใหญ่

เราเคยลองสังเกตตัวเองไหมว่าระหว่างการพกแบงค์ใหญ่กับการพกแบงค์ย่อย แบบไหนทำให้เราใช้เงิน หมดช้ากว่ากัน ส่วนใหญ่จะตอบว่า “แบงค์ใหญ่”  เพราะใช้ยากกว่าจะซื้ออะไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า จะถูกร้านค้าบ่นกลับมาหรือไม่ เช่น แม่ค้าอาจจะมองหน้าถ้าซื้อลูกชิ้น 30 บาทแล้วจ่ายแบงค์ 1,000  

การสร้างความลำบากในการใช้เงินด้วยการพกแบงค์ใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราคิดให้รอบคอบก่อน ใช้จ่ายแล้วยังทำให้เงินหมดช้าลงอีกด้วย ต่างกับการพกแบงค์ย่อยนั้นควักง่าย จ่ายคล่องมือใช้เพลินๆ แป๊บเดียวเงินล่องหนหายไปเกือบหมด

 

 

6.เลือกประกันรถยนต์ให้สอดคล้องกับความชำนาญในการขับรถของเรา ยังคุ้มครองสูงโดย ราคาประหยัด

การซื้อประกันรถยนต์นั้นเป็นรายจ่ายแบบปีต่อปี ยิ่งมียานพาหนะวิ่งบนท้องถนนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมี ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเท่านั้น หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจนทำให้บาดเจ็บ เสียชีวิตหรือ รถยนต์เสียหาย การทำประกันรถยนต์นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้

เชื่อว่าใครๆ ก็อยากได้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด แต่ก็จะมาพร้อมกับเบี้ยประกันที่แพงมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ขับรถมานานและขับได้คล่อง และชำนาญ ไม่เคยมีการเคลมเล็กน้อยๆแบบไม่มีคู่กรณีเช่น เฉี่ยวเสา ถอยชนผนังที่บ้าน ขับรถครูดกับกระถางต้นไม้ เหมือนตอนขับรถใหม่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันชั้นหนึ่งเสมอไป

เจ้าพระยาประกันภัย

ขณะนี้มีประกันรถยนต์ของ “บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย” ประเภทประกันชั้น 2+ ราคาเบี้ยประกันถูกลง เกือบครึ่ง  ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ขับรถอย่างชำนาญไม่เคยเคลมเล็กๆน้อยๆ แต่ประกัน2+ first class ยังได้รับความคุ้มครองการขับรถตกถนนโดยไม่มีคูกรณี ซึ่งเป็นอุบัติเหตุใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ คิดๆแล้ว คุ้มครองเกือบเท่ากับประกันชั้น 1 ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/1RQnvn1 นะจ๊ะ

"เงินจะล่องหนไปหรือไม่
มันขึ้นอยู่กับวิธีการเลือกใช้เงิน"

 

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save