พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

เรารักในหลวงไหม?

เชื่อว่าหลายคนตอบว่า “รักพระองค์ท่านมาก”

แล้วพวกเรารักพระองค์ท่านกันแบบไหน?

 

“เราแสดงความรักด้วยการพูด การแชร์หน้า Facebook หรือการลงมือทำ

 

บทความนี้อภินิหารเงินออมเขียนออกมาจากใจของประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการให้คนทั่วไป หันมาให้ความสำคัญเรื่องการรักษาและรู้จักวิธีจัดการเงินในกระเป๋ามากขึ้น แม้เพียงหยิบมือหนึ่งก็ยังดี โดยนำแนวคิดและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารการเงินของพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างเพื่อให้ผู้อ่านได้นำไปปฏิบัติตาม (หากมีคำราชาศัพท์คำใดใช้ไม่ถูกต้อง ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย รบกวนเมล์มาแจ้งให้ทราบแล้ว เราจะแก้ไขทันทีค่ะ)

เรารวบรวมข้อมูลจากค้นคว้าหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติ รวมทั้งข้อมูลในเว็บไซด์ต่างๆเพื่อเขียนเป็นบทความ “พระมหากษัตริย์นักออมเงิน” โดยเริ่มเรื่องที่พระจริยวัตรของพระรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 9 แล้วสรุปเป็นแนวคิดการเงินในส่วนท้าย

 

5 เรื่องของพระมหากษัตริย์นักออมเงิน

 

เรื่องที่ 1 สมเด็จย่าทรงสอนวิธีจัดการเงิน

 

เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ต้องสอนและได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งสมเด็จย่ามีวิธีการสอนอย่างไร เพื่อให้เป็นพระมหากษัตริย์นักออมเงิน ข้อมูลนี้เราไปอ่านเจอในหนังสือแล้วพิมพ์คัดลอกออกมา ชื่อหนังสือ“สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงพระกรุณาประทานพระดำรัช

ข้อความในหนังสือ

 
 
“ในการประหยัดนั้นก็ได้จัดให้มีเงินค่าขนมหรือพอกเก็ตมันนี่ ท่านเองเคยได้รับสัปดาห์ละครั้งและเดือนละครั้ง ท่านสังเกตแล้วว่าสัปดาห์ละครั้งดีกว่ามาก เพราะว่าเดือนละครั้งขาดทุนได้น้อยกว่าต่อปี (1) (ผู้ฟังหัวเราะ) ท่านก็เลยมาให้ลูกๆท่านสัปดาห์ละครั้งตามอายุและก็ได้ไม่มากนัก  พอที่จะซื้อขนมพวกลูกหวาดหรือช็อคโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ต้องซื้อเองเพราะของเล่นนั้น ส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้ เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันปีใหม่และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ท่านก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ของเล็กๆน้อยๆนั้น เราจะต้องซื้อเองและท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อมีจำนวนพอแล้ว”
(1) สมัยที่แม่ได้รับทุนของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2460 และพักอยู่กับครอบครัวอดัมเสน (Adamsen) ที่เมืองเบอร์คลี่ (Berkeley) แม่ควรได้รับเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวสัปดาห์ละ 1 เหรียญ แต่มิสซิสอดัมเสน ให้แม่ 4 เหรียญต่อเดือน ปีหนึ่งแม่จึงได้ 48 เหรียญ หากแม่ได้รับสัปดาห์ละเหรียญ แม่จะได้รับปีละ 52 เหรียญ จึงทำให้ขาดทุนไปปีละ 4 เหรียญ

 

แนวคิดการเงิน

วิธีการสอนของสมเด็จย่าเพื่อสร้างพระมหากษัตริย์นักออมเงินนั้น เป็นวิธีที่แต่ละครอบครัวควรน้อมนำไปปฏิบัติตามอย่างยิ่ง เพราะเป็นแนวทางที่เราเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์และทำได้จริง แนวคิดที่เราได้จากเรื่องนี้ คือ

  • เรื่องการให้เงินรายเดือนหรือรายสัปดาห์

“ในหลวงได้เงินค่าขนมสัปดาห์ละครั้ง” 

วิธีการให้เงินนั้นสำคัญ บางครอบครัวเด็กโตแล้วยังให้เงินเป็นรายวัน ทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีแบ่งเงินไว้ใช้เพราะรู้ว่าพรุ่งก็ได้เงิน ไม่ต้องรอนาน หากเปลี่ยนวิธีการให้เงินเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เด็กจะรู้ว่าตนเองควรมีวิธีใช้เงินอย่างไร เพื่อให้มีเงินเหลือหรือเพียงพอใช้ก่อนที่จะได้รับเงินรอบใหม่

 

  • เรื่องการเก็บเงินสะสมซื้อของเล่นเอง

“ซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ต้องซื้อเอง 

เพราะของเล่นนั้นส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้”

เด็กกับของเล่นนั้นเป็นของคู่กัน เวลาเด็กอยากได้อะไรก็ร้องบอกให้ผู้ปกครองซื้อให้จนบางครั้งทำให้เด็กเสียนิสัย ติดวิธีการได้ของเล่นมาง่ายๆ แล้วก็ทิ้งไปง่ายๆเช่นกัน เมื่อสมเด็จย่าไม่ซื้อของเล่นให้พระองค์ก็ต้องสะสมเงินซื้อเองหรือประดิษฐ์ของเล่นเองจากสิ่งของที่มีอยู่รอบตัว ทำให้มีความคิดต่อยอดออกไปเรื่อยๆ จึงกระทั่งกลายเป็น “กษัตริย์นักประดิษฐ์” อีกด้วย

 

  • เรื่องการให้ของขวัญในวันพิเศษ

“ในวันปีใหม่และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ ท่านก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ”

การให้ของขวัญพิเศษไม่ควรให้พร่ำเพรื่อ เพื่อฝึกความอดทน ให้เด็กเกิดการรอคอยและเห็นคุณค่าของขวัญที่ได้รับ ดังนั้น ควรเลือกให้ของขวัญในวันพิเศษจริงๆ เท่านั้น อาจจะเป็นช่วงปีใหม่และวันเกิดก็ได้ ไม่ควรตามใจเด็กโดยการซื้อของขวัญให้บ่อยมากเกินไปจนเหมือนทุกวันเป็นวันพิเศษ

 

  • สอนให้ฝากเงินในธนาคาร

“ท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อมีจำนวนพอแล้ว”

เมื่อเก็บเงินได้ส่วนหนึ่งแล้วก็ต้องนำไปหาที่เก็บรักษาเงินเพื่อให้เงินเติบโต เพื่อฝึกให้เด็กทำเป็นนิสัย ซึ่งสมัยก่อนอาจจะเป็นการฝากเงินในธนาคาร แต่ปัจจุบันแตกต่างกับสมัยก่อนมากเพราะมีสินทรัพย์ทางการเงินเกิดขึ้นมากมายให้เลือกลงทุน

เมื่อเด็กเติบโตจนกระทั่งเรียนเรื่องการคำนวณเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว ควรทำให้เด็กรู้ว่าที่กำลังเรียนอยู่นี้ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบแล้วก็ลืมไปเท่านั้น เราอาจจะนำตัวเลขในสมุดบัญชีธนาคารแบบออมทรัพย์หรือฝากประจำ แล้วก็สอนการคำนวณจากตัวอย่างจริง เพื่อให้รู้ว่าการเงินเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรา

 

เรื่องที่ 2 ในหลวงทรงเก็บออมเพื่อซื้อของใช้ส่วนพระองค์

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

    

 
 

  • ในหลวงสนพระทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์เริ่มจากเครื่องเป่าและต่อมา จึงทรงเรียนเปียโน ทรงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นแรก คือ คลาริเน็ต เมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา ด้วยเงินที่ทรงเก็บออมไว้ เมื่อแรกโปรดดนตรีคลาสสิกและต่อมาโปรดดนตรีแจ๊ซ
  • ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาทรงหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
  • ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่ เข้ามาบอกสมเด็จย่าว่าอยากได้จักรยาน เพื่อนๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าบอกว่า “ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ” เก็บมาหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ เมื่อได้มากพอก็เอาไปซื้อจักรยาน
  • พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จย่าก็บอกว่า “ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน” ให้แคะกระปุกดูซิว่ามีเงินเท่าไหร่? เสร็จแล้วสมเด็จย่าก็แถมให้ ซึ่งส่วนที่แถมนั้นมีมากกว่าเงินในกระปุก
  • กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coronet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
  • พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น” สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากทรงอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ทรงประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับสมเด็จพระเชษฐา เพื่อซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วทรงนำมาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

 

แนวคิดการเงิน

ของใช้ส่วนพระองค์หลายชิ้น เช่น เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูป จักรยาน ของเล่น ในหลวงทรงซื้อจากเงินออมที่เหลือจากเงินค่าขนม หากได้รับเงินในโอกาสพิเศษจากสมเด็จพระพันวัสสาฯ พระองค์ก็ทรงเก็บสะสมไว้ สิ่งของบางชิ้นสมเด็จย่าก็ทรงช่วยโดยการสมทบเงินออมเพิ่ม เพื่อจะได้ซื้อของที่อยากได้เร็วขึ้น

เราสามารถนำวิธีนี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเราได้ คือ ซื้อของเมื่อเงินเราพร้อม เพื่อป้องกันตนเองจากสิ่งของฟุ่มเฟือยและหนี้สินพะรุงพะรัง สิ่งของบางอย่างที่เราอยากได้ ถ้าตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบรูดบัตรเครดิต 0% ทันทีก็ได้ของนั้นมาครอบครอง มันเป็นตัวที่เร่งการจับจ่ายให้มากเกินความจำเป็น เราอาจจะเห่อของนั้นเพียงชั่วคราว เมื่อของใหม่ออกมาก็เปลี่ยนใหม่

การเก็บสะสมเงินนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ

  • รู้จักกระเป๋าตนเองว่าของสิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องซื้อแล้วหรือยัง (การเรียงลำดับความสำคัญ)
  • ไม่ต้องมานั่งเสียดอกเบี้ยจากการกู้ยืม (กรณีผ่อนบัตรเครดิตแล้วไม่มีเงินไปชำระหนี้)
  • ช่วงเวลาสะสมเงินมีเวลาตัดสินใจว่า เราต้องการของสิ่งนั้นจริงๆหรือไม่ ไม่ใช่การซื้อเพราะอารมณ์
  • เราอาจจะได้ของชิ้นใหม่ที่ดีและถูกกว่าเดิม เพราะแต่ละบริษัทก็ต้องผลิตแข่งกัน ช่วงเวลาสะสมเงินเราจะมีเวลาหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อมากขึ้น

คำถาม : เวลาที่เราอยากได้ของเล่นใช้วิธีการอะไร สะสมเงินเอง ช่วยกันออมคนละครึ่งหรือร้องขอให้พ่อแม่ซื้อ?

 

เรื่องที่ 3 การสร้างรายได้และการให้

 
 

  • แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
  • โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เริ่มต้นมาจากโครงการทดลองเลี้ยงโคนมสวนจิตรลดา มีเงินลงทุนเริ่มต้นมาจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท เป็นรายได้จากการขายหนังสือ “หลักวิชาการดนตรี ดุริยางคศาสตร์สากล” ซึ่งประพันธ์โดยพระเจนดุริยางค์ ต่อมาก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
  • ทรง ได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไรจะต้องถูก “เก็บภาษี” หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

 

แนวคิดการเงิน

เราสามารถนำเรื่องราวนี้มาประยุกต์ใช้กับตนเองได้ในเรื่องของการสร้างรายได้โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆก่อน เมื่อทำจนประสบความสำเร็จแล้วมีกำไรก็ค่อยๆขยายให้เติบโตมากขึ้น ขณะนี้โลกออนไลน์เป็นช่องทางการสร้างรายได้ที่กว้างมากและต้นทุนต่ำมากด้วย

เคล็ดลับส่วนตัวที่เราสร้างรายได้จากโลกออนไลน์ คือ สร้างงานจากสิ่งที่ตัวเองรัก ความเชื่อ ความศรัทธาและที่สำคัญต้องเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร เดี๋ยววิธีการมันก็จะตามมาเอง “คอร์สสัมมนาหรือหนังสือสอนรวย” ช่วยเราได้เพียงแนวความคิดเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

การบริจาคหรือการให้นั้น เป็นการช่วยเหลือ แบ่งปันผู้อื่นเพื่อเป็นประโยชน์ให้สังคมและตัวของผู้ให้เองด้วยทำให้เราลดความเห็นแก่ตัว ลดความอยากได้ ลดความโลภ เมื่อเราบริจาคแล้วจะทำให้อิ่มใจ เห็นรอยยิ้มของผู้รับแล้วมีความสุข ได้รับความนับถือและทำให้เรามีเงิน มีโอกาสดีๆเข้ามาในขีวิต

เรื่องการให้นั้นก็มีความสำคัญ ในสังคมจะมีแต่ผู้รับอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีผู้ให้ด้วย เพราะคนเราไม่ได้อยู่ตามลำพัง เราให้ตามกำลังทรัพย์ที่มีและไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เริ่มทำได้ เช่น ลุกให้คนแก่ คนท้องนั่ง ชะลอรถให้คนข้ามถนน อ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด ฯลฯ
เรายิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งมีความสุขนะจ๊ะ

 

เรื่องที่ 4 การประหยัด

 
 

  • ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
  • หลอดยาสีพระทนต์ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฎรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวหลอด ซึ่งเป็นผลจากการกดใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกดเป็นรอยบุ๋ม
  • ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
  • ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
  • ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้น การถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องใช้ของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
  • ฉลองพระบาทเป็นรองเท้าหนังสีดำ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาหลายสิบปี  ภายในรองเท้าผุกร่อนหลุดลอกหลายแห่ง  ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจจะทิ้งไปแล้ว แต่พระองค์ท่านกลับทรงให้เจ้าหน้าที่นำมาซ่อมเพื่อใช้งานต่อ

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน ที่มา http://www.oknation.net/blog/chai/2007/11/08/entry-1

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/39675

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

พื้นด้านล่างฉลองพระบาท ‘ในหลวง’ ที่ทรงโปรดให้ซ่อมแล้วซ่อมอีก

ที่มา http://www.oknation.net/blog/babymind/2007/11/29/entry-3

 

แนวคิดการเงิน

เรื่องราวเหล่านี้ที่พระองค์ทรงปฎิบัตินั้นทำให้เรารู้ว่าการประหยัดเป็นวิธีการที่เราเริ่มทำได้ทันที โดยการใช้ของที่มีให้หมด ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าเราจะนำไปปรับใช้ เช่น

  • เราใส่เสื้อผ้าคุ้มค่ารึยัง ลองรื้อตู้เสื้อผ้ามาดูว่ามีชิ้นไหนที่ใส่ได้บ้างก็นำมาดัดแปลงเป็นของใหม่ หากชุดไหนใส่ไม่ได้ก็บริจาค
  • เครื่องบำรุงผิว หลายท่านซื้อเพราะโปรโมชั่นแรงกระแทกใจ ซื้อ 2 แถม 1 รีบจัดไปอย่างให้เสีย แต่รู้ไหมว่าอาจจะกลายเป็นขยะในบ้าน ใช้ไม่ทันเพราะหมดอายุไปก่อน ทางที่ดีเราควรซื้อทีละอย่าง พอหมดแล้วค่อยซื้อใหม่ โปรโมชั่นนี้ซื้อไม่ทันก็รอรอบหน้าที่อาจจะลดราคายิ่งกว่าเดิมก็ได้

หลายครั้งที่เราใช้จ่ายซื้อสิ่งของบางอย่างที่ไม่จำเป็น แล้วก็อยากซื้อเพื่อจะได้เหมือนคนอื่น แต่อย่าลืมว่าถ้าเราเลือกคบเพื่อนจากสิ่งของ ในวันที่สิ่งของเปลี่ยนไปเพื่อนจะยังอยู่กับเราหรือไม่ ลองมองอีกด้านหนึ่งว่าถ้าเราคบกันเพราะนิสัยหรือคุณค่าจากความคิดของเรา ความเป็นเพื่อนจะอยู่ยืนนานกว่า เพราะ “เปลือกไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในเปลือก” #พี่ชายที่เคารพท่านหนึ่งกล่าวไว้

 

เรื่องที่ 5 เงินค่าไถ่บ้านเมืองของรัชกาลที่ 3

 

เริ่มต้นเงินถุงแดง

 

ในสมัยรัชกาลที่ 2 ในขณะที่รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงทำการค้าเก่งมากๆ ด้วยการสร้างเรือสำเภาหลวงและเรือสำเภาส่วนพระองค์ส่งของไปค้าขายกับเมืองจีน ร่ำรวยจนถึงขั้นที่พระราชบิดาทรงเรียกว่า “เจ้าสัว”

รัชกาลที่ 3  กำไรที่ได้จากการค้าขายก็ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือยกให้ลูกหลานตามใจชอบ ทั้งที่พระองค์ทรงมีสิทธิ์จะทำได้ แต่ทรงนำนำผลกำไรที่ได้มาใส่ “ถุงแดง”แยกไว้เป็นถุงๆละ 10 ชั่ง ตีตราปิดปากถุงเก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ซึ่งมีจำนวนมากถึงสามหมื่นชั่ง (2,5๐๐,๐๐๐ ฟรังก์) เป็นเหรียญทองรูปนกของเม็กซิกัน (เป็นเงินตราต่างประเทศที่เป็นตัวกลางซื้อขาย สินค้าในเมืองไทย)

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

มีผู้ไปกราบทูลถามว่าจะเก็บไว้ทำไม ใช้ก็ไม่ใช้  ทรงรับสั่งว่า

“ส่วนหนึ่งให้เก็บไว้เพื่อเป็นทุนสำหรับสร้างและทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆทั้งในและนอกพระนครอีกส่วนหนึ่งยกให้แผ่นดินเก็บรักษาไว้ใช้ในยามจำเป็น”

 

เมื่อประชวรหนักใกล้สวรรคตก็ยังเป็นห่วงเรื่องความสงบสุขของบ้านเมือง ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“…การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว…”

 

การออกล่าอาณานิคม

 

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะนั้นฝรั่งเศสและอังกฤษเป็นมหาอำนาจกำลังออกล่าอาณานิคม อังกฤษได้พม่า มลายู อินเดียไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนญวณ(เวียดนาม) ก็ตกเป็นของฝรั่งเศส

ประเทศเพื่อนบ้านของไทยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศสกันหมดแล้ว เหลือแต่ประเทศไทยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกล่าเป็นอาณานิคม มีความขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดนของไทยกับฝรั่งเศสเกิดขึ้นจนบานปลายกลายเป็น วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (ปี พ.ศ. 2436)  ที่กรุงเทพฯถูกยึดครองด้วยกองเรือรบติดอาวุธของฝรั่งเศส

ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส (บางส่วน)

  • ไทยถอนทหารจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ลาว เขมร) ภายใน 1 เดือน
  • จำนวนเงินค่าปรับไหม 2 ล้านแฟรงค์ ประมาณ 15,000 ชั่งสำหรับจะได้ใช้ทำขวัญให้แก่คนฝรั่งเศส
  • จ่ายเงิน 3,000,000 ฟรังก์ เพื่อจะเป็นประกันในการที่จะใช้ค่าทำขวัญและปรับไหมนี้ ถ้าไม่ได้เงินก็จำนำภาษีอากรในหัวเมืองพระตะบองและเสียมราฐแทน

 

ไทยยอมรับเงื่อนไข

ประเทศไทยจะต้องให้คำตอบกับฝรั่งเศสภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่ทำตามนี้กระสุนจากปืนใหญ่บนเรือรบ 3 ลำ ที่ทันสมัยที่สุดจะบุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา จะสั่งให้ระดมยิงเข้าไปในพระที่นั่งจักรี และฝรั่งเศษจะนำเรือมาปิดปากอ่าวไทย

หลังจากใช้วิธีเจรจาทางการทูต 2 เดือนกว่าๆไม่เป็นผล รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าไม่มีทางออกแล้ว เพื่อรักษาอธิปไตยและลดการสูญเสียเลือดเนื้อ จึงทำตามเงื่อนไขของทางฝรั่งเศส

  • ถอนทหารออกจากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
  • จ่ายเงินมัดจำ 3 ล้านแฟรงก์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
    • เงินในท้องพระคลัง(เงินถุงแดง) มูลค่า 2,500,000 แฟรงก์ นำไปมอบให้ฝรั่งเศส ณ เรืออาลูเอตต์
    • เงินที่เหลืออีก 500,000 แฟรงก์ จ่ายเป็นเช็ค โดยไทยสั่งให้ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้สั่งจ่ายธนาคารเมืองไซ่ง่อน

ที่มา : หนังสือวิกฤตการณ์ สยาม ร.ศ.112

 

เมื่อไทยทำตามเงื่อนไขของฝรั่งเศสแล้ว การเจรจาทางการทูตก็ดำเนินการต่อไปได้ ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้ไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส นำเงินถุงแดงรวมกับเงินส่วนพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารเพื่อมาไถ่บ้านเมือง โดยหม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์ไว้ในเรื่อง”เหตุการณ์ ร.ศ.112 และเรื่องเสียเขตแดนใน ร.5″ มีว่า

 
 
…ฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้ไทยจ่ายค่าเสียหายเป็นธนบัตร หากว่าต้องการเป็น “เงินกริ๋งๆ” คราวนี้ก็ต้องเทถุงกันหมด เงินถุงแดงข้างพระที่ ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเก็บไว้ ด้วยมีพระราชดำรัสว่า “เอาไว้ถ่ายบ้านถ่ายเมือง”ก็ได้ใช้จริงคราวนี้ ผู้ใหญ่เล่าว่า เจ้านายในพระราชวังเอาเงินถวายกันจนเกลี้ยง ใส่ถุงขนออกจากในวังทางประตูต้นสน ไปลงเรือทางท่าราชวรดิฐกันทั้งกลางคืนกลางวัน…

 

แนวคิดการเงิน

ถ้านับตั้งแต่ตั้งแต่ปีที่ รัชกาลที่ 3 ทรงสวรรคตปี 2394 จนถึงปีที่นำเงินถุงแดงออกมาใช้ไถ่บ้านเมืองในรัชกาลที่ 5 ปี 2436 จะเห็นว่าเงินถุงแดงเก็บไว้เป็นเวลากว่า 42 ปี จากเหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า ช่วงเกิดวิกฤตเราจะต้องช่วยเหลือตนเอง (ตอนนั้นไม่มีประเทศไทยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือไทยเลย) และจะต้องเก็บเงินฉุกเฉินไว้ด้วย

วิธีการกันเงินไว้ใช้ในยามจำเป็นของรัชกาลที่ 3 โดยแบ่งเงินแยกไว้ต่างหาก จะใช้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์จำเป็นเท่านั้น จึงคล้ายกับวิธีการแบ่งกระปุกเงินออมตามเป้าหมาย เพื่อความมีระเบียบในการใช้เงิน จากเรื่องนี้เราจะเห็นชัดเจนเลยว่า การแบ่งรายได้จากการค้าขายหรือแบ่งเงินเดือนมาออมนั้นสำคัญมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การมีเงินฉุกเฉินไว้ก็จะทำให้แบ่งเบาความรุนแรงของวิกฤตนั้นลงได้บ้าง

 

ตัวอย่าง การแบ่งกระปุกเงินออม ในชีวิตจริงของเราอาจจะแบ่งมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่วางแผนไว้ เคล็ดลับทำให้สำเร็จ คือ การแบ่งสัดส่วนเงินไว้อย่างชัดเจน

 

พระมหากษัตริย์นักออมเงิน

 

แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการเงินของไทยนั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง บทความนี้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการเงินของพระมหากษัตริย์เพื่อให้คนอ่านรู้ว่าพระองค์ท่านก็ยังทรงสะสมเงิน ดังนั้น ถ้าเราอยากจะแสดงความรักต่อพระองค์ท่านก็เริ่มได้จากการ

..เริ่มออมเงิน…

 

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า เพจอภินิหารเงินออมและ www.aommoney.com

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

  • หนังสือ “ในหลวงของเรา” หน้า64
  • หนังสือ “พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู” หน้า 17
  • หนังสือเจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์
  • หนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงพระกรุณาประทานพระดำรัช หน้า 53 – 55
  • หนังสือ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หน้า 160
  • หนังสือวิกฤตการณ์ สยาม ร.ศ.112
  • ปกิณกะสารธรรม เรื่องของในหลวงที่เรา (อาจไม่เคยรู้) http://sys.dra.go.th/module/attach_media/sheet1520090306113915.pdf
  • ภาพทรงดนตรีนำมาจากเว็บ http://bit.ly/1LYXO1g
  • 81 เรื่องของ “ในหลวง” ที่คนไทยควรรู้ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000143683
  • ๙ เรื่องเล่าต้นแบบแห่งชีวิต รองเท้าของพ่อ (เรื่องเล่าที่๕)http://www.oknation.net/blog/babymind/2007/11/29/entry-3
  • เงินถุงแดง http://emuseum.treasury.go.th/article/376-thungdaeng.html
  • สยามยามวิกฤติ ร.ศ.112 ปีที่ไทยใกล้เสียเอกราช Part2/2 คลิกที่นี่
  • ๔๘ ชั่วโมง ขีดเส้นตาย..สยาม http://www.klangluang.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=380&Itemid=340
  • สละเงินถุงแดง ไถ่ถอนชาติhttp://www.klangluang.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=379

 

 

3 หนทางสร้างรายได้เสริมชิคๆ ที่ใครก็ทำได้

ไหน..คนไหนยังมองหางานที่ใช่กับตัวเองอยู่บ้าง ขอดูมือหน่อยเร๊ววววว!

ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อชักชวนคนหนุ่มสาวให้ออกจากงานประจำ หรือลาออกจากสิ่งที่เป็นอยู่นะครับ คงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ตอนนี้รู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ไม่ได้เอ็นจอยไปกับมันมากนัก แต่ก็ต้องอดทนอยู่กับมัน เพราะบางทีงานที่รักไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินเยอะเสมอไป

เท่าที่ผมเห็นในยุคนี้ คนวัยรุ่นอย่างเรากำลังนิยมเป็นนายตัวเอง วางแผนไว้ว่าจะลาออกจากงานประจำมาเปิดกิจการก็เยอะ ทั้ง SME, Start Up หรือ ออกมานั่งเทรดหุ้นอยู่ที่บ้าน ออกมาทำฟรีแลนซ์เพราะชอบอิสระในการทำงาน เพราะคิดว่ามันคือ “สิ่งที่เรารัก”

แต่ภาพที่วางไว้อาจไม่เป็นจริงอย่างที่คิดก็ได้…

คำพูดที่ว่า “การทำในสิ่งที่รัก จะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ทำงานอยู่” เป็นความจริงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การจะทำแบบนั้นแล้วให้ได้เงินจริงๆ มันต้องทุ่มเท Passion และความสามารถไปกับมันอย่างจริงจัง คุณถึงจะประสบความสำเร็จได้ และก็ต้องรู้ด้วยว่างานที่ทำนั้นจะมอบรายได้ให้กับคุณทางไหนบ้าง?

ไม่ใช่ว่าจับงานไหนได้ก็ก้มหน้าก้มตาทำไป เดี๋ยวเงินก็มาเอง แบบนี้ผิดตั้งแต่เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำไป !!!

ดังนั้นก่อนจะหาว่าตัวเราชอบอะไรหรือไม่ชอบทำสิ่งใด  เรามาทำความรู้จักกับการสร้างรายได้เสริมที่เหมาะกับแต่ละคนกันดีกว่า

1. ถนัดใช้กึ๋น มีไอเดีย สร้างรายได้ด้วยปัญญา

“ใช้ปัญญานำทุน” เป็นสโลแกนที่ผมได้เรียนรู้จากพี่ชายท่านหนึ่ง ซึ่งผมว่ามันคือความจริง “ไอเดียและปัญญา”  สิ่งที่อยู่ในหัวคือสิ่งสำคัญที่สุดหากคิดจะทำเงินในยุคนี้ เงินทุนมักจะเดินเข้ามาแอบสังเกตไอเดียเราอยู่เงียบๆ และจะแสดงตัวออกมา เมื่อเราแสดงให้เห็นได้ว่าไอเดียของเรานั้นเป็น “ของจริง” ตัวอย่างคือเหล่า Start up ทั้งหลายที่ทำเงินมหาศาลได้ด้วยไอเดียล้วนๆ เช่น UBER, Airbnb, Snapchat หรือ Instagram เป็นต้น

เศรษฐกิจโลกสมัยนี้ขับเคลื่อนด้วยไอเดีย ใครที่สามารถเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์เดิมๆของสังคม หรือมีโปรดักส์อะไรที่แปลกใหม่ออกมาเป็นเจ้าแรกๆ ก็สามารถทำเงินได้ไม่ยาก

ดังนั้นใครที่มีไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร อย่าลังเลที่จะลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ หรือ SME ไม่ต้องอ้างหรอกครับว่าไม่มีเงินทุน ถ้าลงมือทำจริงๆ ผมเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินทุนแน่นอน

ถ้าใครมั่นใจว่าเป็นคนที่มีจุดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ถ้ายังไม่พร้อมจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ลองหางาน Freelance ที่ใช้ไอเดียในการสร้างงานเป็นหลักก็ได้ งานจำพวกนี้มีรองรับอยู่เสมอ เช่น ออกแบบเว็บไซต์, สร้างธีม WordPress, รับงานถ่ายรูป เป็นต้น

2. มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

ผมว่าทุกคนมีความสามารถพิเศษของตัวเองกันหมดแหละครับ แต่ละคนก็มีสิ่งที่ชอบต่างกัน ก็ย่อมมีความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน

แต่จะดีกว่ามั๊ย? ถ้าเราใช้ความสามารถพิเศษประจำตัวเราหารายได้เสริมให้กับตัวเอง ฝึกฝนมันให้ชำนาญและเป็นเลิศในด้านนั้นเพื่อสร้างเงินให้กับเรา

ยิ่งความสามารถพิเศษของคุณหาได้ยากในสังคม ยิ่งเป็นที่ต้องการและทำเงินให้มากกว่า อะไรที่แปลกใหม่และพิเศษกว่าคนอื่น ก็จะเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น

ลองดูได้จากผู้มีความสามารถที่ออกจากรายการ Got Talent ในประเทศต่างๆ ถึงผู้เข้าแข่งขันบางคนจะไม่ชนะเลิศ แต่เขาก็เป็นที่จับตามองของโลกแล้ว และไม่นานเขาก็สามารถหาเงินได้มากมายจากความสามารถพิเศษของตัวเอง

สำหรับคนที่มีความสามารถพิเศษที่พบเห็นได้ทั่วไปเช่น เก่งภาษา, วาดรูป, งานเขียน, เล่นดนตรี, ร้องเพลง, แสดงมายากล หรือแม้แต่ แคสเกม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำเงินได้ก็ต่อเมื่อมีความเป็นเลิศในด้านนั้นจริงๆ และมีจุดขายที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน

ฉะนั้นพยายามหาให้เจอครับว่าตัวเรามีความสามารถด้านไหนบ้าง แล้วใช้ไอเดียกับความพยายามเข้ามาผสมผสาน เมื่อไหร่ที่ความสามารถพิเศษปรากฏสู่สังคม เมื่อนั้นแหละฮะรายได้จะวิ่งเข้าหาคุณอย่างแน่นอน!

3. เป็นคนช่างเจรจา และมีบุคลิกภาพที่ดูดี

คนที่เป็นแบบนี้ถือว่าเป็นคนน่ารักอยู่พอตัว ใครเห็นก็รัก ใครเจอก็เอ็นดู คุณสามารถใช้ข้อได้เปรียบเรื่องบุคลิกภาพ สร้างรายได้เสริมให้กับตัวเองโดยใช้เวลาไม่นาน งานที่ใช้บุคลิกภาพและเจรจาคืองานขายต่างๆ, พิธีกร, MC, DJ, นักแสดง, พริตตี้ หรือ Blogger เป็นต้น

บุคลิกภาพเป็นสิ่งแสดงออกมาภายนอกให้คนรอบข้างและเป้าหมายรับรู้สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร ยิ่งมีการสื่อสารที่ดี ทำให้คนรับสารชอบคอ จนเข้าไปนั่งในหัวใจของพวกเขาได้ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้กับตัวเราได้

ซึ่งทั้งหมดต้องใช้องค์ประกอบต่างๆทั้ง น้ำเสียง, การวางตัวในสังคม, ความมั่นใจ, รูปร่างหน้าตา และการแต่งกาย

ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้เช่นกัน การพัฒนาบุคลิกภาพนั้นมีหลายวิธีสามารถศึกษาผ่านอินเตอร์เนตได้ แล้วนำมาปฏิบัติจริงให้เกิดเป็นสิ่งที่ติดตัว

หรือจะลองเข้าคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพดูก็ได้นะครับ เพราะบุคลิกที่ดีเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเพื่อนๆได้ ไม่ว่าจะนำมาใช้หารายได้เสริมหรือไม่ก็ตาม

เพื่อนๆลองมองดูตัวเองครับว่าตัวเองมีคุณสมบัติประเภทไหนติดตัวมา แต่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ลองหยิบมันมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับตัวเอง แล้วเริ่มลงมือทำเป็นรายได้เสริม จากนั้นก็พัฒนาความสามารถให้เป็นเลิศ รับรองว่าอีกไม่นานรายได้จะค่อยๆเพิ่มตามความสามารถที่เรามีอย่างแน่นอนนนน!!

สำหรับใครที่สนใจบทความด้านการเงิน สามารถติดตามได้จากในเว็บ aomMONEY.com ได้เลยนะครับ แต่ถ้าหากอยากคุยเรื่องการเงินแบบหนุกๆ ตามประสาคนไทยรุ่นใหม่ มาพูดคุยกันได้ที่เพจ “นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน” ได้นะครับ 

ผมยินดีและพร้อมคุยกับทุกคนด้วยความเต็มใจคร้าบบบบ : D

นายปั้นเงิน ปีศาจแห่งการลงทุน

3 เรื่องที่วัยรุ่นอย่างพวกเธอควรทราบในเรื่องการเงินครอบครัว

วันนี้เจ๊นั่งอ่านกระทู้เปรี้ยวปากเกี่ยวกับเรื่องความฟุ่มเฟือยของเด็กสมัยนี้จนทำให้ฐานะของครอบครัวลำบากมากขึ้น แล้วก็มีการแชร์กันในโลก Social ซึ่งอ่านๆมาก็มีหลายบทความนะคะ ซึ่งจะไม่กล่าวถึงมัน แต่ในฐานะที่เป็นป้าแล้ว เจ๊จึงอยากให้ Children ของเจ๊ ได้อ่านบทความนี้เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเธอบ้าง

เรื่องที่ 1 พ่อแม่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนกัน

สิ่งที่เด็กๆควรจะใส่ใจเรื่องหนึ่งก็คือฐานะทางการเงินของที่บ้าน จริงอยู่ที่หลายๆคนคงไม่มีใครไปถามพ่อแม่หรอกว่าเงินเดือนเท่าไหร่ แต่เด็กสมัยนี้เจ๊คิดว่าเก่งพอที่จะประเมินในเรื่องรายรับรายจ่ายของครอบครัวได้บ้าง อาทิเช่น อาชีพของพ่อแม่น่าจะมีรายได้น้อยหรือมาก รายจ่ายของที่บ้านเป็นอย่างไร แล้วพวกเงินเดือนที่ต้องส่งพวกเราเรียนเป็นเท่าไหร่ (แอ๊บเด็กบ้าง เลยใช้คำว่าพวกเรา แอร้ยยยย) พ่อแม่หลายๆคนไม่ได้มีเงินทองมากมายค่ะ บางทีการใช้เงินของพวกเราแล้วต้องขอเพิ่มก็ต้องคิดด้วย เห็นเพื่อนบางคนมีมือถือเท่ๆ ใช้มือถือถูกๆแล้วเพื่อนไม่คบ แล้วเราอยากได้บ้าง บางทีกระทบฐานะทางบ้านได้เลยนะคะ

เรื่องที่ 2 ภาระมันไม่ได้มีแค่พ่อแม่แต่มันไปถึงเครือญาติได้

ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ย่อมจะอยากได้อยากโดนในสิ่งที่ต้องการบ้าง บางทีพ่อแม่ไม่ได้มีเงินหรอกค่ะ แล้วเขาก็ไม่ได้บอก แต่อาศัยไปหยิบยืมคนอื่นมา ก็มีทั้งญาติพี่น้อง ยืมปู่ย่า ตายาย ซึ่งเขาก็ต้องให้หลานอยู่แล้วเป็นธรรมดา บางครั้งมันกระทบไปสู่ความเบื่อหน่ายของบรรดาเครือญาติได้ เคยเห็นตัวอย่างที่มีคนมาบ่นว่า พี่ลูกน้องใช้เงินเยอะ ต้องมายืมพ่อเขา สุดท้ายสิ่งที่พ่ออยากทำตอนวัยเกษียณก็ไม่ได้ทำเพราะต้องให้หลาน ก็เกิดความหมางเมินกันในกลุ่มลูกพี่ลูกน้อง เรื่องเงินมันทำลายความสัมพันธ์ได้เหมือนกันนะคะ

เรื่องที่ 3 ถ้าเราแบ่งเบาภาระการเงินของที่บ้านบ้างก็ดีนะ

ถ้าอยู่ในวัยเรียนยังไม่มีรายได้ เราก็สามารถแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้นะคะ อย่างแรกคือการตั้งใจเรียนให้เขามองว่าสิ่งที่เขาจ่ายให้เรานั้นคุ้มค่าจริงๆ และมันจะดีต่ออนาคตของเราด้วยค่ะ หากเราเห็นคุณพ่อคุณแม่ยุ่งแล้วเราพอมีเวลาช่วยทำงานบ้านได้บ้าง ซักเสื้อรีดผ้าให้ครอบครัวแทนการส่งร้านซักรีด ทำกับข้าวให้ที่บ้านทานแทนการสั่งจากร้านอาหาร หรือทำอะไรที่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆแทนที่บ้านได้ ก็ย่อมทำให้ครอบครัวเรามีฐานะที่ดีขึ้นได้เหมือนกันค่ะ แต่ถ้าใครมีรายได้แล้วก็ช่วยในเรื่องรายจ่ายของครอบครัวได้เจ๊ว่ามันดีกว่าการที่เราเอาไปเสพสุขกับสิ่งฟุ่มเฟือยอยู่แล้วนะคะเธอว์

เจ๊ก็หวังว่าเด็กๆทุกคนคงได้มุมมองมนุษย์ป้าอย่างเจ๊ที่ค่อยเป็นห่วงการใช้เงินของเด็กๆรุ่นใหม่นะคะ ช่วยท่านประหยัดไว้นะคะ และหากแม้เรายังหาเงินเองไม่ได้ เราก็ยังสามารถช่วยบิดามารดรสร้างความมั่งคั่งในครอบครัวได้อีกหลายทางเลย เชื่อเจ๊สิ พวกเธอว์ทำได้

จัดพอร์ตลงทุนด้วย LTF/RMF ให้สบายใจยันขายกองทุน

เคยไหมครับ ที่ซื้อกองทุน LTF ไปแล้ว เรามักจะเกิดอาการคัน ๆ อยากจะขายกองทุน หรือสับเปลี่ยนกองทุน ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรนะครับ เป็นเพราะว่า กองทุน LTF ที่ถืออยู่นั้น “ขาดทุนยับเยิน

เนื่องจากว่า คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ว่ากองทุน LTF นั้นมีความผันผวนสูงครับ เพราะกองทุนนี้เป็น กองทุน “หุ้น” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะวิ่งขึ้น-ลงตามสภาวะตลาดหุ้นครับ

และคนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงแต่กองทุน LTF ก่อน RMF เสมอ และทุก ๆ ปีก็จะซื้อแต่กองทุน LTF หรือ พูดง่าย ๆ ว่า รู้สึกตัวอีกทีก็มีพอร์ตกองทุนหุ้น LTF ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ ก็แน่นอนว่าพอร์ตการลงทุนของเราก็ต้องมีความเสี่ยงสูงครับ เพราะมีแต่หุ้นล้วน

เมื่อตลาดหุ้นลงมาก ๆ เข้า พอเราเห็นตัวเลขในพอร์ตติดลบ ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ชอบกองทุนที่ถือเอาเสียเลย พอเห็นกองทุนอื่น ๆ ที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า หรือ ลบน้อยกว่า หรือ เพื่อนชวนไปลงทุนกับอีกกองทุน ก็จะทำการย้ายกองทุนไปทันที หรือ ซื้อเพิ่มแต่เป็นอีกกองทุน (แต่หารู้ไม่ว่า กองทุนที่ย้ายไปใหม่นั้นก็ถือหุ้นตัวเดียวกันกับกองทุนเดิม (- -”) )

ซึ่งผมบอกเลยครับว่า จะมีอาการปวดหัวหนักกว่าเดิม เพราะเมื่อเรามีกองทุนมากมาย ยิ่งสับไปสับมาก็จะทำให้เรา บริหารกองทุน ได้ลำบากมากขึ้น อาจจะงงว่ากองทุนนี้ซื้อมาถึงระยะเวลาที่จะขายได้หรือยัง

จากเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้เราทำผิดกฎ โดยการขายผิดกองทุน ซึ่งมีผลทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่ม คราวนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย

ผมบอกเลยครับว่า กองทุน LTF ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เราจะไม่ย้ายกองทุนกันบ่อย ๆ นะครับ นอกจากเรื่องภาษีแล้ว เราจะยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการย้ายกองทุนอีกด้วย ได้ไม่คุ้มเสียละงานนี้

และที่สำคัญ เราจะมาเสียดายภายหลังว่า กองทุนที่ถือนั้น พอผ่านมาสักระยะ กลับทำผลตอบแทนได้ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่อะไร บางทีเราเลือกกองทุนที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการลงทุนในหุ้นนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุนค่อนข้างนานกว่าจะเห็นผลครับ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมี 3-5 ปี

เนื่องจากบางกองทุน ผู้จัดการกองทุนนั้น ได้เลือกหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคต แต่บังเอิญว่าปัจจุบันหุ้นที่ถืออยู่ยังไม่ได้รับรู้กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง และส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนก็มักจะมองหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว ประมาณ 5 ปีขึ้นไป (บางกองทุนถือหุ้นกันเป็น 10 ปี) ดังนั้นไม่แปลกเลย ที่กองทุนที่เราถือนั้น บางครั้งยังไม่ทำผลตอบแทนให้เห็น

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับภาวะของตลาดหุ้นด้วยนะครับ ผู้จัดการกองทุนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าตลาดหุ้นไม่เป็นใจ ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ไม่สมใจนักลงทุนครับ ซึ่งก็คงต้องให้เวลาในการลงทุนนานขึ้นครับ

แล้วเราจะทำอย่างไรดี ?

มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการคัน อยากขายก่อนบ้างไหม ?

ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายนิดเดียว (แต่ยากเยอะเลย 55+ ) คือ การจัดพอร์ตกองทุน ให้ความเสี่ยงของภาพรวมของพอร์ตที่เราลงทุนไป ไม่เสี่ยงจนเรารับไม่ไหว หรือ รับไม่ได้

จึงเป็นที่มาของเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ (นี่เกริ่น เหรอเนี้ย)

ผม หมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้จะขออาสา พาทุกท่านไปเลือกประเภทกองทุน และจัดพอร์ตเพื่อให้เราสามารถลงทุนได้นานกับกองทุน LTF จนเราถือจนครบอายุ โดยไม่เกิดอาการคันที่จะขายครับ

วิธีที่ 1 ซื้อกองทุน LTF หุ้น 100 % เหมือนเดิม

แล้วปล่อยเลยตามเลยครับ ให้ระยะเวลาการลงทุนกับกองทุนนาน ๆ ครับ เพราะว่ายิ่งเราลงทุนนานเท่าไหร่ แนวโน้มการขาดทุนก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ ครับ วิธีนี้เรียกว่า ให้เวลาเป็นตัวเยียวยาหัวใจ (เน่าได้อีก)

หลายคนสงสัยว่าทำไมการถือหุ้นในระยะยาวจึงได้ผลตอบแทนที่ดี นั้นเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจ กับตลาดหุ้นนั้นไม่ได้ไปทางเดียวกันเสมอไปครับ ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้ากองทุนมีการเลือกหุ้นที่ดี หรือ บริษัทที่ดีมีอนาคต ราคาหุ้นก็มักจะมีการปรับตัว และเติบโตขึ้นได้เรื่อย ๆ ในระยะยาวครับ

วิธีที่ 2 ซื้อ LTF 70/30 (หรือแบบที่มีตราสารหนี้มาผสมด้วย)

ก็ได้ครับ ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง แต่ไม่ถึงกับสูงสุดๆ และไม่ต้องการซื้อกองทุนอื่น ๆ ให้วุ่นวาย เราก็แค่เลือกกองทุน LTF ที่มีส่วนผสมของตราสารหนี้ด้วยนั่นเองครับ

เช่น กองทุน LTF70/30 (มีตราสารหนี้อยู่ 30%) แต่จะให้สัดส่วนต่ำลงไปกว่านี้ก็ไม่ได้ครับ เนื่องจาก กฏของ กลต ได้กำหนดให้ถือหุ้นในกองทุน LTF ได้ต่ำสุดอยู่ที่ 65% ครับ แต่อย่าลืมว่า เวลาที่หุ้นขึ้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF 70/30 ก็จะไม่ได้ขึ้นเท่ากับกองทุน LTF ที่มีหุ้น 100% นะ

หรือนอกจากจะหากองทุนที่มีตราสารหนี้ผสมด้วยอยู่ในกองทุนแล้ว ก็อาจจะหากองทุนที่มีเงินปันผลด้วยก็ได้ครับ เนื่องจากในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน หรือไม่ไปไหนเสียที กองทุนที่มีเงินปันผลนั้นก็น่าจะช่วยทำให้ใจชื้น ขึ้นมาได้หน่อยครับ เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยได้บ้าง แต่ถ้าคนไหนต้องการสะสมให้เงินงอกเงย กองทุนไม่ปันผลก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่ากองทุนที่มีตราสารหนี้มาผสมด้วย

มาถึงวิธีที่ 3 คือซื้อกองทุนประเภทอื่นร่วมด้วย

อันนี้ก็ไม่ยากเลย เราเพียงแค่หากองทุนประเภทอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก หรือเป็นกองทุนประเภทที่วิ่งสวนทางกับตลาดหุ้น เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนทองคำ กองทุนอสังหา ฯ กองทุนต่างประเทศ เพิ่มเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนครับ

ซึ่งเราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนได้ตามใจชอบเลย คนไหนรับความผันผวนได้น้อย ก็ซื้อกองทุน LTF น้อยหน่อย และที่เหลือก็ไปลงทุนกับกองทุนอื่นๆ ให้ความเสี่ยงไม่สูงเกินไปครับ

ตัวอย่างเช่น กองทุน LTF 30% + กองทุนตราสารหนี้ 40%+ กองทุนอสังหาฯ 10% + กองทุนทองคำ 10% + กองทุนหุ้นต่างประเทศ 10%

แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ เราจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เป็นไปตามเป้าครับ เพราะว่าเงินบางส่วนจะถูกใช้ไปกับการซื้อกองทุนธรรมดาที่ไม่ได้ผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

คราวนี้เรามาถึงวิธีสุดท้ายครับ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าวิธีที่ 4 นี้น่าจะดีที่สุดครับ<

Trick 5 ข้อ ซื้อบ้านยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง

“บ้าน” คำสั้นๆที่มีความหมายต่อชีวิตคนเรานัก เป็นสถานที่เติมความสดชื่นให้มีแรงไปทำงาน เติมความสุขใช้เวลาที่มีค่ากับครอบครัว เติมพลังก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ และเติมความภูมิใจที่ได้เจ้าของ โดยการอยู่อาศัยในบ้านที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญช่วยเติมสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตให้พบกับความสำเร็จทั้งเรื่องงานและครอบครัว การเลือกบ้านจึงต้องทำอย่างรอบคอบจนกว่าจะเจอบ้านที่ดีตามใจต้องการในราคาที่จ่ายไหว โดยถือคติว่า ‘เสียดายดีกว่าเสียใจ’ เพราะบ้านอยู่อาศัยกันเป็นสิบปีไม่ได้เปลี่ยนกันบ่อยๆ วันนี้ผมเลยสรุป Trick 5 ข้อ ซื้อบ้านยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง เตรียมความพร้อมให้คุณก่อนเข้าไปดูบ้านที่โครงการ มีดังนี้

ข้อ 1. ความปลอดภัยต้องมาก่อน

ภายนอกบ้านต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Triple Action คือ Keycard Access และระบบกล้องวงจรปิดภายในโครงการ มีการติดตั้งสัญญาณกันขโมย มี รปภ. ตรวจตราตลอด 24 ชม. และรั้วรอบโครงการสูง 3.6 เมตร ช่วยทำให้หมดกังวลเรื่องความปลอดภัย ในส่วนอื่นที่ต้องดูเพิ่มเติมคือเวลากลางคืนต้องมีไฟส่องสว่างทั่วถึงให้สังเกตสิ่งผิดปกติได้ง่าย จำกัดความเร็วในการขับรถในโครงการ เป็นต้น ส่วนภายในบ้าน อาทิเช่น โครงสร้างบ้านมีความแข็งแรง บ้านยกสูงจากพื้นถนนป้องกันน้ำท่วม รั้วบ้านมิดชิดไม่ให้คนอื่นเข้ามา ลานหน้าบ้านและพื้นห้องน้ำไม่ลื่น บันไดไม่สูงชันจนเกินไป ไฟฟ้ามีระบบป้องกันไฟดูดไฟเกิน เป็นต้น

ข้อ 2. บ้านสร้างเสร็จก่อนขายเป็นตัวเลือกที่ดี

ไม่ต้องเจอปัญหาสร้างต่างจากแบบ สร้างเสร็จไม่ทันกำหนด และสร้างไม่ดีเจอจุดบกพร่องเพียบ (Defect) เพราะบ้านสร้างเสร็จก่อนขายได้เห็นของจริงสัมผัสได้ทุกอณูในตัวบ้าน ตำแหน่งทิศทางแดดและลมรับรู้ได้จากของจริง นอกจากนี้ไม่ต้องเสียเวลารอคอยก่อสร้างสามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยหลังจากรับมอบโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย

ข้อ 3. แบบบ้านที่ตอบสนองการอยู่อาศัยที่ครบถ้วน

ควรพิจารณาถึงจำนวนสมาชิกในครอบครัว อายุ เพศ อาทิเช่น ครอบครัวใหญ่จำเป็นต้องมีจำนวนห้องนอนและห้องน้ำให้เพียงพอ สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุต้องการห้องนอนอยู่ชั้นล่าง สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิงต้องการพื้นที่เก็บเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับมากกว่าผู้ชาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรพิจารณารูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) อาทิเช่น ชอบทำครัวไทยควรเลือกครัวเปิดชอบทำครัวฝรั่งควรเลือกครัวปิด ชอบอยู่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องน้ำก็เลือกห้องนั้นให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เป็นต้น

ข้อ 4. อย่าลืมดูสภาพแวดล้อมในโครงการ

ความสวยงามน่ามองและความร่มรื่นน่าอยู่ถือเป็นสาระสำคัญที่ควรค่าแก่การอยู่อาศัย นอกจากนี้สวนส่วนกลาง  สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ต้องมีดีไซน์ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มีฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ก็เสริมให้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวและสมาชิกคนอื่นในโครงการ

ข้อ 5. เลือกผู้ประกอบการที่ไว้ใจได้

เนื่องจากบ้านเป็นสินค้าที่มูลค่าสูงและมีรายละเอียดมาก บ้านแต่ละหลังมีความต่างกันไม่เหมือนสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน คนส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อบ้านจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง มั่นใจว่าได้บ้านที่มีคุณภาพ การก่อสร้างได้มาตรฐาน และที่สำคัญมีบริการหลังการขายที่ใส่ใจดูแลไม่ทอดทิ้งกันไป

สำหรับมือใหม่ยังไม่กล้าไปดูบ้านที่โครงการและคนที่ชอบหาข้อมูลบ้านในเน็ตก่อนแวะไปชมโครงการที่สนใจ เดี๋ยวนี้ทาง L&H เค้าพัฒนาเว็บให้สามารถดูบ้านได้รอบด้านเหมือนจริงเรียกว่า “360 Virtual Tour”  เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เห็นทุกห้องภายในบ้านและบรรยากาศรอบโครงการ พร้อมบอกรายละเอียดต่างๆเอาไว้ด้วย ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://www.lh.co.th/smartstart/virtualtour360 จะซื้อบ้านทั้งทีก็ต้องดูให้ดีทุกด้านจริงมั้ยครับ

หน้าตา website เราสามารถดูได้แบบ 360 องศา ก่อนเข้าไปดูบ้านจริงได้เลย

การใช้งานค่อนง่ายมาก และเห็นภาพชัดเจน มีลูกเล่นให้คลิกซะด้วยน่าสนใจทีเดียว

อย่าลืมใช้ “Trick 5 ข้อ ซื้อบ้านยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง” ที่ผมแนะนำไปช่วยให้เจอบ้านน่าอยู่  แล้วก็ดูต่อว่าจ่ายไหวหรือเปล่าก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ ขอให้โชคดีเจอบ้านที่ถูกใจสมกับเป็นบ้านใหม่ที่รอคอย

อายุ 60 แล้ว ชีวิตเราจะไปทางไหน?

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ น้องจำได้ว่าพี่มั่นคงเคยบอกไว้ว่า เป้าหมายสำคัญของคนเรา คือ การใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขใช่ไหมคะ? แบบนี้ถ้าเราเก็บเงินก้อนไว้ใช้ตอนเกษียณเรียบร้อยเมื่อไร ก็แปลว่าสบายใจได้แล้วหรือเปล่าคะ?

พี่มั่นคง : ใช่ครับน้องมั่งคั่ง ชีวิตหลังเกษียณที่มีความสุขและอิสระ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต่อให้เราเตรียมเงินก้อนเอาไว้พร้อมใช้แค่ไหน พอถึงเวลาจริงก็อาจจะไม่พอก็ได้นะจ๊ะ

น้องมั่งคั่ง : อ้าววว ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ พี่มั่นคง?

พี่มั่นคง : ตั้งใจฟังนะจ๊ะน้องมั่งคั่ง เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง

เมื่อพูดถึง คำว่า เป้าหมายทางการเงิน นักวางแผนหรือผู้เชี่ยวชาญการเงินทั้งหลาย มักจะแนะนำให้เราตั้งเป้าหมายไว้ที่การเกษียณเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสำคัญมากๆ สำหรับการใช้ชีวิตให้ไม่ลำบากในยามที่เราไม่มีรายได้ในวัยเกษียณ

แต่… เราเคยสงสัยไหมว่า เงินเตรียมเกษียณที่เรามีนั้น มันเพียงพอจริงๆ แล้วหรือยัง เพราะเราไม่สามารถรู้อนาคตของตัวเองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง การเตรียมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณที่ด้วยเงินก้อนที่มีนั้น นึกขึ้นมาแล้วก็น่าห่วงเหมือนกันว่าอาจจะไม่พอ อย่างที่เขาว่ากันไว้ว่า “เรื่องน่าเศร้าของชีวิตคือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด แต่สุดแสนจะน่าสลดถ้าหากเงินหมดแล้วแต่ไม่ตาย” ถ้าเป็นไปได้เราทุกคนก็คงขอเลือกแบบแรก คือ จากไปทั้งที่ยังมีเงินเหลือแถมยังเผื่อมรดกให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

เพราะเรื่องของอนาคตนั้น ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งสมัยนี้มีวิทยาการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเหลือให้ชีวิตคนเรายืนยาวขึ้น ทำให้คาดการณ์ได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ประชากรของโลกส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน  และเมื่อเป็นเช่นนั้น เรายิ่งต้องมีค่าใช้จ่ายหลังเกษียณในส่วนของค่ารักษา และค่ากินอยู่เลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้ตั้งเท่าไร

ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ ด้วยการนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนให้ถูกที่เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และที่ขาดไม่ได้เลย คือ การป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยการทำประกันอย่างเหมาะสม เรามาดูกันแต่ละวิธีกันเลยดีกว่าครับ

BLA1 (1)-01

1. การเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ต้องการ ควรวางแผนการออมและหมั่นทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการเกษียณที่วางไว้ หากในระหว่างทางคิดว่าน้อยเกินไปก็ควรจะปรับเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับความต้องการ หรืออาจจะต้องลดความต้องการลงไปแทน

2. ลงทุนให้ถูกที่ การลงทุนที่เหมาะสมก็สำคัญ เพราะจะช่วยให้เราสามารถเตรียมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณตามเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญต้องลงทุนให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่ต้องการ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ด้วยครับ เช่น ในวัยที่อายุมากขึ้นอาจจะต้องเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยลงและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น

3. ทำประกันอย่างเหมาะสม การทำประกันคือการป้องกันความเสี่ยงจากเรื่องไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องชีวิต ปกป้องรายได้ ดูแลสุขภาพ หรือคุ้มครองอุบัติเหตุ ซึ่งควรเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนวัยเกษียณ หรือวัยเกษียณ การมีประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงนั้นถือว่าสำคัญอย่างมาก เพราะประกันนี่แหละจะช่วยรักษาเงินที่เราอุตส่าห์เก็บมาทั้งชีวิตไว้ไม่ให้ต้องถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่คาดฝันเหล่านี้นั่นเอง อย่างประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ เพราะการันตีได้ว่าหลังอายุ 60 ปี เราจะมีเงินใช้อย่างแน่นอน และยังได้รับความคุ้มครองชีวิตอีกด้วย

ขอเพิ่มเติมอีกนิดครับ พี่มั่นคงแนะนำว่า ประกันบำนาญนั้นยิ่งเริ่มทำเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นตามอายุ อายุน้อยกว่า เบี้ยก็ถูกกว่า และมีเวลาสะสมเงินได้นานกว่า…สบายกว่าเยอะเลย นอกจากนี้ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีก สูงสุดถึง 200,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ ถือว่าวางแผนครั้งเดียวได้ประโยชน์ทั้งตอนนี้และอนาคตเลยครับ

การวางแผนการเงินเพื่อเตรียมสำหรับวัยเกษียณนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนไม่ควรจะละเลย แต่อย่าลืมครับว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือทบทวนเป้าหมาย ร่วมกับการวางแผนชีวิตให้สอดคล้องกับเงินที่เราต้องใช้ เพื่อให้เราทุกคนมีความสุขได้ในทุกๆวัยของชีวิตครับ

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ น้องขอบคุณมากเลยนะคะที่เล่าให้ฟัง หนูจะเริ่มวางแผนเตรียมเกษียณตั้งแต่วันนี้เลย พออายุ 60 แล้วก็จะได้สบาย ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ต้องกังวล

พี่มั่นคง : ใช่ครับน้องมั่งคั่ง ถ้าเริ่มวางแผนเร็วก็สบายใจได้ตั้งแต่ตอนนี้ แล้วอย่าลืมหมั่นทบทวนแผนด้วยนะครับ

 

ลงทุนในสุขภาพกับกองทุน Health Care : ต่อให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่สุดท้ายเราทุกคนต้องลงทุน

เบื่อไหม? กับการที่ต้องจ่ายค่ารักษาแพงหูฉี่ ทั้งค่ายา ค่าหมอ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้เรากลับมามีชีวิตเป็นปกติสุขดังเดิม

จากข้อมูลของ Deloitte Touche Tohmatsu Limited ในหัวข้อ 2014 Global health care outlook Share challenges, shared opportunities  พบว่าประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในทุก ๆ 50 ปี และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรรวม ซึ่งแปลได้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีการแพทย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชากรของโลกมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น ด้วยผลของเครื่องมือ ยา และวิธีการรักษาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นั่นแปลว่า ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น เราจำเป็นที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น!!! แต่ครั้นจะมาคิดถึงสวัสดิการของรัฐ ก็คงจะไม่ทันการณ์แน่ ๆ เพราะฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องพึ่งตัวเองด้วยการวางแผนการเงินนั่นเองครับ และเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการวางแผนการเงินที่ผมคิดว่าทุกคนควรทำ นั่นคือ การวางแผนเกษียณอย่างมีความสุข

แหม่.. พูดก็พูดเถอะครับ การวางแผนเกษียณอย่างเป็นสุขนั้น ผมเชื่อว่าเราทุกคนจำเป็นที่ต้องมีเงินเป็นองค์ประกอบใหญ่ ทั้งค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ทั่วไป และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเพื่อให้ชีวิตเรานั้นมีสุขภาพที่ดีไปนาน ๆ ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่เราทุกคนควรใช้ในการวางแผนเกษียณ นั่นคือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ  RMF นั่นเอง

โดย RMF ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เหมาะมากในการวางแผนเกษียณ เนื่องจากเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ถึงสองต่อ เริ่มจากต่อแรก การใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนสูงสุดถึง 500,000 บาท แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดด้วยนะครับ

กับต่อที่สอง คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน ที่ได้รับกลับมาเมื่อครบกำหนดอายุการลงทุนตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน เนื่องจาก RMF นั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์มากมายหลากหลายประเภทที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแตกต่างกันไป

มาถึงตรงจุดนี้ หลาย ๆ คนคงมีคำถามแล้วใช่ไหมครับว่า ควรลงทุนใน RMF ประเภทไหนดี? เพราะประเภทที่มีมากมายนั้นมันก็ทำให้เราตัดสินใจลำบากเสียเหลือเกิน เพราะถ้าลงทุนถูกที่ แน่นอนล่ะครับว่า ผลตอบแทนที่ได้แตกต่างกันเป็นทวีคูณแน่ ๆ

ทีนี้กลับมาคำถามที่ผมถามในตอนแรกครับว่า .. เบื่อไหม? กับการที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากมายขนาดนี้  ซึ่งคำถามนี้ ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่ดี เราต้องรู้จักวางแผนการเงิน แต่ถ้าลองคิดต่อไปอีกสักนิด ว่ายาเป็นปัจจัย 4 ที่ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงิน เราก็จำเป็นต้องใช้เพื่อการรักษา ธุรกิจที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (Health Care) นั้น จะเติบโตแค่ไหนในอนาคต ซึ่งจากข้อมูลของรายงานข้างต้นก็บอกเราว่า ค่าใช้จ่ายด้าน Health Care นั้นมีสัดส่วน 10.5% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลกในปี 2014 รวมถึงประเทศมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ GDP (สหรัฐ 17.2% จีน 5.9% ญี่ปุ่น 8.15%)

ซึ่งตัวเลขที่ว่านี้ไม่เพียงแต่บอกเราว่า ต้นทุนการรักษาพยาบาลนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่กำลังบอกเราว่าธุรกิจ Health Care มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในธุรกิจ Health Care ที่เป็นกองทุน RMF นั้นถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนเพื่อการเกษียณและประหยัดภาษี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนแต่เพียงในหุ้นไทย หรือลงทุนแค่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนไปยังกองทุนต่างประเทศที่มีการลงทุนในธุรกิจ Health Care ทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน

โดยกองทุน KFHCARERMF : Krungsri Global Healthcare Equity RMF ถือเป็นอีกกองทุนหนึ่งที่ลงทุนในกองทุนหลัก คือ JP Morgan Global Healthcare Fund ซึ่งเน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ยา เทคนิคการแพทย์ และการบริการทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีผลประกอบการที่ดี ซึ่งเป็นกองทุนหลักเดียวกันกับกองทุน KF-HEALTHD นั่นเองครับ

สิ่งที่ควรระวังในการลงทุนกองทุน Health Care นั้น คงเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ของบริษัทต่าง ๆ ในการผลิตยา หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่อาจจะมีคู่แข่งผลิตตัวใหม่ขึ้นมาต่อสู้ หรือสิทธิ์ที่กำลังจะหมดลงที่ทำให้คู่แข่งมีโอกาสแข่งขันได้ดีกว่า รวมถึงอุปสรรคในการกีดกันของทางภาครัฐต่าง ๆ ด้านสุขภาพที่ทำให้โอกาสของบริษัทเหล่านี้มีปัญหาได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามผลประกอบการที่ผ่านมาของบริษัทเหล่านี้ที่กองทุนไปลงทุนก็ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีทีเดียวเลยล่ะครับ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Biogen Idec ที่เป็นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพเรื่องการรักษาโรคปลอดประสาทอักเสบ (BG12) ที่มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 470% ภายใน 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงมาก ๆ เลยล่ะครับ

หากใครกำลังมองหากองทุน RMF เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนและประหยัดภาษี นอกเหนือจากการลงทุนใน LTF ที่ลงทุนเพียงแต่หุ้นในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว และต้องการกระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนในกองทุนต่างประเทศบ้าง การลงทุนในกองทุน KFHCARERMF นั้น อาจจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะสมในการจัดพอร์ทลงทุนของเราครับ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่า เกิด – แก่ – เจ็บ – ตาย คือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกคน แต่การลงทุนคือหนทางหนึ่งที่จะทำให้เรานั้น แก่ เจ็บและตายทรมานน้อยที่สุด และถ้าหากใครสนใจลงทุนในกองทุน KFHCARERMF : Krungsri Global Healthcare Equity RMF สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี หรือคลิกที่ลิงก์นี้ http://www.krungsriasset.com/th/LTF_RMF_Pro_2015_th.html

หมายเหตุ : 

กองทุน KFHCARERMF จะไม่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงิน จึงอาจมีความเสี่ยงสูง จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงิน คืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภ&

4 เทคนิคหาหุ้น Turnaround

บางจังหวะครับ หุ้น Turnaround จะเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน เพราะเขาจะเป็นหุ้นที่เคยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในอดีตมา อย่าง ขาดทุนสะสม, ธุรกิจกำไรน้อย หรือมีข่าวโดนเทคโอเวอร์ไป ซึ่งพวกเราที่เคยอยู่ในสถานการณ์นั้น ก็มักจะเมินหุ้นตัวนั้นไปเลย แต่หารู้ไม่ มีนักลงทุนบางท่าน จับตามองอยู่ครับ

1. กำไรรายไตรมาส เพิ่มขึ้น

Earning per Share (EPS) เพิ่มขึ้น 2 ไตรมาสติดต่อกัน แสดงให้เห็นผลประกอบการรายไตรมาสที่ดีขึ้น ถ้าเทียบกับปีก่อนแล้วแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ก็มักจะมีนัยสำคัญแล้วครับ

2. กำไรรายปี เพิ่มขึ้น

โชว์ %Growth ของ กำไรรายปี ตรงนี้เป็นเหมือนภาพใหญ่ให้เราเห็นว่าผลประกอบการทั้งปีก็ดีขึ้นแล้วนะ

3. ล้างขาดทุนสะสมได้

รายรับเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนที่ต่ำลงด้วย จะทำให้กำไรมากขึ้นครับ เขาก็จะเริ่มชำระหนี้ ทำให้ขาดทุนสะสมลดลง จนสุดท้ายสามารถล้างขาดทุนสะสมได้ ตรงนี้สำคัญมากครับ ช่วงนี้ข่าวมักจะเริ่มออกว่า เขาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หรือบอกข้อดีต่างๆ ของธุรกิจแล้ว

4. ราคาโชว์

จนสุดท้าย ราคาแสดงให้เราเห็นครับ โดยการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่น บางท่านบอกว่าเบรค High เก่า หรือติดเรดาร์ New 52 Week Highs ที่แสดงให้เห็นว่า ราคาตอนนี้มากที่สุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว หรือติดเรดาร์ Crossover ที่แสดงให้เห็นว่า ตอนนี้แนวโน้มราคาเปลี่ยนเป็นขาขึ้นแล้ว อาจจะเป็นสัญญาณซื้อ หรือสัญญาณบอกว่าตอนนี้หุ้นกำลัง Run trend ที่เห็นว่าขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ก็กำลังจะชึ้นต่อไปอีกครับ

นั่นล่ะครับ!! ปัจจัยหลายๆ อย่างคอนเฟิร์มกันยิ่งมากก็ยิ่งดี ถึงจะต่างกันอย่างสุดขั้วอย่างพื้นฐานและเทคนิค แต่ถ้ายืนยันไปในทางที่ดี ความเสี่ยงที่จะผิดทางก็ลดลงเยอะครับ

เก็บเงินฉุกเฉินที่ไหน ปลอดภัยและดอกเบี้ยสูง

ในการลงทุนทุกวันนี้ เราเจอความผันผวนได้เสมอ เรียกได้ว่าเป็นของคู่กันประมาณว่า ซื้อ 1 แถม 1 เลยครับ (แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ค่อยต้องการความผันผวน เท่าไหร่…. แถมมาทำไมเนี้ย)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีนี้ที่ตลาดหุ้นไทยดูจะ ผันผวนมากกว่าปกติ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง การเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายในปีที่แล้ว และอีกสารพัดความเสี่ยงที่จะต้องเจอในปีนี้ทั้งปี แถมตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ก็ผันผวน จะไปลงทุนที่ไหนก็ดูไม่ปลอดภัย

หลายท่านก็มีคำถามมาหาผมว่า เราจะจัดการกับความเสี่ยงนี้อย่างไรดี ?

แน่นอนว่าการจัดการกับความเสี่ยงที่ดีก็คือ “การจัดพอร์ทการลงทุนที่ดี มีการกระจายสินทรัพย์อย่างถูกต้อง” และ “มีการเตรียมเงินฉุกเฉินให้พอเพียงก่อนการลงทุน”

โดยเงินฉุกเฉินที่นักวางแผนการเงินทั่วไปแนะนำคือ ประมาณ 3-6 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือท่านไหนที่จะมีมากกว่านี้ก็ไม่ว่ากันนะครับ ยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่เราเองก็ไม่ควรที่จะละเลยเงินก้อนนี้แบบ ทิ้งขว้าง หรือ ไม่ใส่ใจมัน ปล่อยไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยค่อนข้างที่จะต่ำ แบบว่าโดนเงินเฟ้อกลืนกินเสียหมด ดังนั้นเราเองก็ควรที่จะหาที่เก็บเงินฉุกเฉินก้อนนี้ ไว้ในที่ ๆ ปลอดภัย สะดวก ใช้ง่าย และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอีกด้วยครับ

ดังนั้นวันนี้ผมจะมาเล่าถึงวิธีการเก็บเงินฉุกเฉินที่ผมว่าน่าสนใจ และได้ทดลองทำแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน รวมถึง ผู้ที่จะเริ่มเก็บเงินกันครับ ซึ่งทางเลือกที่ผมใช้ในปัจจุบันก็คือ บัญชี ME จาก ME by TMB

เรามาดูกันครับว่าทำไมถึงน่าสนใจ

ME เป็นบัญชีเงินฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง จุดที่น่าสนใจของ บัญชี ME  ก็คือ ได้อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเงินฝากออมทรัพย์ธรรมดาแบบอื่นครับ และอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างที่จะคงที่ โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.00% ต่อปี แต่ถ้าเรามีการฝากเงินมากกว่าถอนเงินในแต่ละเดือนจะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 2.55% ต่อปี จะเห็นได้ว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า กองทุนตลาดเงิน ณ ปัจจุบัน แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับอาจแตกต่างไปจากอัตราที่กล่าวถึงข้างต้น โดยขึ้นอยู่กับการจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายของธนาคารในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งรายละเอียดเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ยเราสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ https://www.mebytmb.com/newrate

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มีขั้นต่ำในการ ฝาก-ถอน และ สามารถทำธุรกรรมเมื่อไหร่ก็ได้ (ไม่มีวันหยุด)
  • ความถี่ในการรับดอกเบี้ย : ปีละ 2 ครั้ง คือ ทุกสิ้นเดือนมิถุนายน และธันวาคมของทุกปี
  • การฝากเงิน สามารถทำได้โดยการโอนเงินเข้าผ่าน Internet Banking, เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือจากตู้ฝากเงินสดอัตโนมัติ (ADM) จากธนาคารไหนก็ได้ เหมือนกับการโอนเงินเข้าบัญชีทั่วไป
  • โอนเงินเข้า-ออก ระหว่างบัญชี ME ไป TMB : ไม่มีค่าธรรมเนียม  
  • การโอนเงินออกจากบัญชี ME ไปบัญชีต่างธนาคาร จะฟรีค่าธรรมเนียม 2 ครั้งแรกต่อเดือน ถ้าเลือกโอนแบบวันถัดไป (รายละเอียดอื่น ๆ สอบถามได้ที่ 02-502-0000 นะครับ หรือ ที่เว็บไซต์ของ ME By TMB )

ซึ่ง บัญชี ME ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีในการเก็บเงินครับ ท่านไหนที่เป็นพนักงานเงินเดือน จะเอาบัญชีนี้เป็นบัญชีที่รับเงินเดือนก็ สามารถทำได้เช่นกันครับ ทำให้เราได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกที่ฝากเงินด้วย และถ้าเป็นคนที่วางแผนการใช้เงินเป็นอย่างดี และใช้  internet อยู่เป็นประจำละก็ ดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นจะค่อนข้างคุ้มค่าทีเดียวครับ หากใครสนใจจะเปิดบัญชี ME ก็สามารถเข้าไปที่สาขาได้เลยครับ หรือว่าจะเปิดบัญชีผ่านเว็บไซต์ก็ได้ครับ

พอมาถึงตอนนี้ ผมขอเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของเงินฉุกเฉิน หรือเงินเก็บเพิ่มเติมหน่อยนะครับ การที่เรามีการวางแผนเงินฉุกเฉินได้ดี รวมถึงมีกระแสเงินสดที่เพียงพอ จะทำให้เราลงทุนได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่า การลงทุนนั้นจะมีความผันผวน หรือความเสี่ยงอยู่ แต่ถ้าเราลงทุนได้นาน ๆ ความเสี่ยงจะลดลงไป ดังนั้นการมีเงินฉุกเฉินจะทำให้เราลงทุนระยะยาวได้นานขึ้นนั่นเอง

เศรษฐีหลาย ๆ คนที่ร่ำรวยจากการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่มาจากการบริหารกระแสเงินสดได้ดีครับ ดังนั้นถ้าเรารู้จักการบริหารเงินที่ดีแล้ว ก็ย่อมจะทำให้การเงิน และการลงทุนของเราประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ

บัญชี ME นั้นเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้ที่ต้องการสร้างวินัยในการเก็บออม วางแผนเงินฉุกเฉิน หรือ บริหารกระแสเงินสด เพื่อที่ว่าภายภาคหน้าจะนำมาลงทุน หรือ ทำกิจการส่วนตัวครับ อีกทั้งยังสะดวกในการทำธุรกรรมออนไลน์สำหรับชาวโซเชี่ยลทั้งหลายครับ

แต่จริง ๆ ก็ไม่ต้องคิดมากกันนะครับ การเก็บเงินก็ไม่ได้เป็นหลักการตายตัวอะไร ท่านไหนถนัด แบบไหนก็เลือกวิธีเก็บเงินแบบนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ แต่อย่างน้อย ๆ ก็เก็บในที่ที่ปลอดภัยไว้ใจได้ รวมถึงมีผลตอบแทนที่เรารับได้ก็พอ สุดท้ายนี้ ผมแนะนำว่าให้อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ ยิ่งเราได้รายละเอียดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเรามากเท่านั้นครับ ส่วนวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

คิดจะสร้างครอบครัว ขอให้ชัวร์ไว้ก่อน

 

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ.. น้องมั่นใจ ลูกพี่ลูกน้องของหนูกำลังจะแต่งงาน ทีนี้เค้ามาปรึกษาว่าจะวางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่อย่างไรดี พี่มั่นคงพอจะมีคำแนะนำไหมคะ?

พี่มั่นคง : ก่อนอื่นพี่คงต้องขอฝากบอกน้องมั่นใจด้วยว่า “ยินดีด้วยนะครับ” เพราะการมีครอบครัวนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนทั้งสองคน แต่การเริ่มต้นที่ดีนั้น ขาดไม่ได้คือความพร้อมและการวางแผนที่ดีร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องชัดเจนอย่างเรื่องของการเงินครับ

หลังจากที่คู่บ่าวสาวตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว สิ่งสำคัญที่ทั้งคู่ต้องเรียนรู้และวางแผนไปด้วยกันคือเรื่องของสถานะการเงินของครอบครัว วันนี้พี่มั่นคงเลยอยากจะแชร์เคล็ดลับดีๆ 7 ข้อสำหรับเตรียมความพร้อมในการสร้างครอบครัวในอนาคตให้ฟังกันครับ

 

คิดจะสร้างครอบครัว ขอให้ชัวร์ไว้ก่อน-01

 

  1. เปิดอกเรื่องการเงิน สิ่งแรกที่ต้องเริ่มต้น คือ พูดคุยอย่างจริงใจ เพราะถือว่าคนทั้งสองคนนั้นพร้อมจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว ดังนั้นแต่ละฝ่ายต้องทราบถึงสถานะการเงินของทั้งคู่่ให้ชัดเจน เผื่อว่ามีปัญหาใดๆ จะได้เตรียมพร้อม และหาทางแก้ไขได้ทันเวลา
  2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ขั้นต่อมาคือการทำบัญชีรายรับรายจ่ายครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละช่วงเวลาครอบครัวใหม่ของเรานั้นมีสถานะการเงินเป็นอย่างไร และที่สำคัญเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการเงินระยะยาวของครอบครัวอีกต่อหนึ่งด้วย
  3. แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ  เมื่อใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว คนทั้งคู่ถือว่ามีจุดหมายร่วมกันในการสร้างครอบครัวให้ดีอย่างที่ฝันไว้ ดังนั้นการกำหนดหน้าที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข
  4. สำรองเงินส่วนกลาง แน่นอนว่าการมีเงินสำรองไว้ ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสำหรับคนโสดและคนมีคู่ แต่สำหรับชีวิตครอบครัว การมีเงินส่วนกลางเก็บสำรองไว้จะช่วยให้อุ่นใจได้มาก หากใครคนใดคนหนึ่งมีความจำเป็นขึ้นมา ก็สามารถช่วยดูแลพึ่งพากันได้ทันที
  5. วางแผนสร้างฐานะ บางครอบครัวอาจจะเลือกใช้เงินคนละกระเป๋า บางครอบครัวอาจจะใช้เงินรวมกัน แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่การสร้างรายได้ของครอบครัวให้งอกเงย เพื่อเป้าหมายในอนาคตของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการออมหรือการลงทุนก็ควรมีการวางแผนเอาไว้ เช่น หากทั้งคู่ต้องการมีลูก จะต้องเตรียมพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เป็นประมาณเท่าไร และแบ่งกันรับผิดชอบอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษาที่มีความสำคัญมากต่ออนาคตของลูก หรือแม้แต่การซื้อสินทรัพย์ใหม่ๆ ให้ครอบครัวก็ควรมีการวางแผนและตัดสินใจร่วมกัน
  6. ทำประกันป้องกันความเสี่ยง แค่เพียงการสำรองเงินหรือสร้างฐานะอาจจะยังไม่พอต่อการมีชีวิตคู่ที่มั่นคง เพราะสิ่งเหล่านี้อาจหายไปได้ในพริบตาหากไม่มีแผนป้องกันความเสี่ยง ขั้นตอนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการวางแผนการเงิน และการวางแผนชีวิตคู่ เพราะหากมีเรื่องราวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตใดชีวิตหนึ่ง ชีวิตของคนที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นอย่างไร การทำประกันเพื่อปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่รักจึงช่วยให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…คนที่เรารักก็จะสามารถมีชีวิตที่ดีต่อไปได้โดยไม่ลำบาก
  7. วางแผนสบายใจยามเกษียณ  ชีวิตคู่นั้น…ต้องวางแผนไปข้างหน้ายาวๆ ครับ ไม่ใช่แค่การมีความสุขร่วมกันในปัจจุบัน แต่ยังต้องคิดถึงอนาคตที่ในยามแก่เฒ่า การออมเงินผ่านประกันบำนาญตั้งแต่ช่วงที่ยังทำงานหารายได้อยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตหลังเกษียณมั่นคงและไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้ที่หายไปในอนาคต นับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อความสุขในวัยเกษียณของทั้งคู่ครับ

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ.. ฟังแล้วมีหลายเรื่องที่ต้องคิดนะคะ หนูเริ่มห่วงแทนน้องมั่นใจแล้วล่ะ

พี่มั่นคง : ไม่ต้องห่วงหรอกครับ การใช้ชีวิตคู่มีอะไรก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวกันไป สิ่งสำคัญคือต้องเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน แต่ถ้าเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการวางแผนการเงินที่ดี พี่เชื่อว่าก้าวต่อไปในอนาคตคงไม่ลำบากแน่ๆ ครับ (ยิ้ม)

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save