LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ?

ข่าวด่วนในวันที่ผ่านมาที่เม้าท์กันให้แซ็ดคือการต่ออายุ LTF ให้สามารถได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปอีก 3 ปี โดยจะต้องถือครอง LTF ทั้งหมด 7 ปีปฏิทิน ก็เลยมีคนเข้ามาคุยและถกเถียงกันเป็นจำนวนมากว่า จะเอายังไงกับการซื้อ LTF กันต่อดีครัช? (อันนี้พูดคุยกันเฉยๆนะครับเพราะต้องรอกฎหมายประกาศใช้ก่อน ซึ่งเดียวคงมีให้ติดตามต่อครับ)

ถ้าข้อกำหนดอื่นๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงใดๆ มีแค่เรื่องระยะเวลาการถือครอง สิ่งที่มันเปลี่ยนไปก็คือ “เราจะต้องถือครองยาวนานขึ้น” เท่านั้น ซึ่งในมุมมองของผมก็หนีไม่พ้นของเรื่องการตัดสินใจ

  • ใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีโดยซื้อ LTF โดยยอมรับเงื่อนไขในการถือถึง 7 ปี
  • ไม่ใช้สิทธิในการลดหย่อนและจ่ายภาษีในส่วนนี้

ลดหย่อนแแล้วคุ้มค่ากับเวลาที่ต้องถือหรือเปล่า?

ตรงนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องของมุมมองแต่ละคนนะครับเพราะปกติแล้วเราจะซื้อ LTF โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดหย่อนภาษีด้วยอยู่แล้ว คงไม่มีใครซื้อเล่นๆและไม่ใช้สิทธิหรอกนะครับ ไม่งั้นไปซื้อกองทุนรวมธรรมดาดีกว่า ประเด็นความคุ้มค่านั้นมันก็จะพูดถึงในเรื่องของ เวลาที่ต้องถือนานขึ้นกับการลดหย่อนที่ได้รับ

มันก็ต้องมานั่งคิดกันต่อจากคำถามที่ต้องถามตัวเองนะครับ ถ้าเรารายได้ปีละ 500,000 แล้วซื้อ LTF ไป 75,000 เพื่อประหยัดภาษี 7,500 บาท (10%)  แล้วต้องถือครอง LTF นานขึ้นโดยไม่ขายจาก 5 ปี ปฏิทินเป็น 7 ปี ปฏิทิน เราจะโอเคไหม?

หรือเราจะทิ้งการประหยัดภาษีในส่วนของ LTF ไปเลย แล้วจ่ายภาษีที่ 18,500 บาท ตรงนี้ต้องเลือกนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อลึกๆว่าคนที่มีฐานรายได้สูงขึ้นก็อาจจะมีแนวโน้มที่น่าจะลงทุนกับ LTF อยู่ดีละม้างครับ

ส่วนคนที่เป็นนักลงทุนและกะจะลงทุนอยู่แล้ว บางครั้งการยอมรับเงื่อนไขถือยาวขึ้น อาจจะดีกว่าการเสียภาษีเต็มๆแล้วเอาเงินจำนวนเท่ากันไปลงทุนในกองทุนรวมธรรมดาก็ได้ ตรงนี้ผมว่ามันก็ยังทำให้ LTF น่าสนใจอยู่เพราะได้ลงทุนและยังได้รับการลดหย่อนภาษีคู่กันไป ก็อยู่ที่มุมมองละครับ มุมมองนักลงทุน กับ มุมมองนักลดหย่อนภาษีเฉยๆอาจจะต่างกันก็ได้

ลงทุนกับ LTF 7 ปี นานไปเปล่า?

ลงทุนยาวหรือลงทุนสั้นๆมันอยู่ที่วัตถุประสงค์ของเราตั้งแต่แรกครับ LTF ไม่ได้เหมาะสมกับการลงทุนระยะสั้นอยู่แล้วจากข้อกำหนด แต่เท่าที่ผมคุยกับเพื่อนๆส่วนหนึ่ง เขาจะค่อนข้างกลัวในเรื่องของการปรับ Port เพราะการซื้อ LTF นั้น ไม่สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ก่อนกำหนด เกิดมีวิกฤติขึ้นมาไม่รู้จะทำไง ก็จะดอยกันไป ซึ่งในส่วนนี้ผมว่าจะ 5 ปีหรือ 7 ปี หลักการพิจารณาในการลงทุนมันก็เหมือนเดิม คือต้องกลับมาคุยกันในเบื้องต้นของการลงทุนนะครับว่า

เรารับความเสี่ยงการลงทุนภายใต้เงื่อนไขได้หรือเปล่า?

ไม่มีใครรู้อนาคตอยู่แล้วว่าหรอก 7 ปีจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะดีหรืออาจจะแย่ก็ได้ ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้ก็ไม่ต้องลงทุน ถ้ารับได้บางส่วนก็ลงทุนตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อตามโควต้า 15% ให้ครบเต็มจำนวนก็ได้ และ LTF ไม่ใช่เครื่องมือการลงทุนเดียวที่มีอยู่ในตลาด เราสามารถนำเงินไปซื้อ หุ้น กองทุนรวมทั่วไป กองทุนอสังหารมทรัพย์ หรือเก็บเงินสดไว้ก็ได้นะครับ

เรารับความเสี่ยงกับ LTF ในกองที่เราลงทุนได้ไหม?

การลงทุนใน LTF ไม่ใช่แค่การเลือกกองทุนอะไรก็ได้แล้วแค่ลงๆเงินไปเพื่อจะเอาผลประโยชน์ทางภาษีเท่านั้นนะครับ และต่อไปเราจะต้องอยู่ยาวกับเขาถึง 7 ปี เราเองจะต้องศึกษาเรื่องนโยบายของกองทุนรวมนั้นๆด้วยว่าเขาเอาเงินไปลงทุนกับหุ้นอะไร ผู้จัดการกองทุนมี Style ของการลงทุนลักษณะไหน ประเมินดูแล้วน่าจะเติบโตในอนาคตหรือไม่ กองทุนเองเขาก็จะดำเนินการของเขาอยู่แล้วนะครับ หลายๆครั้งผมเห็นคนถือยาวเขาก็ดีใจนะครับเพราะได้ทั้งผลประโยชน์ทางภาษีแถมยังได้การเติบโตของหน่วยลงทุนด้วย บางคนถือยาวกว่ากำหนดก็มี

ลงทุน LTF เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบกับการลงทุนอื่นๆด้วยนะจ๊ะ

และสุดท้ายผมว่ามันก็หนีไม่พ้นเรื่องการเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ลองคำนวณดูก็ได้นะครับว่าโดยพื้นฐานแล้วถ้าเราลงทุนใน LTF เพื่อลดหย่อนภาษีด้วยการถือไว้ 7 ปี เอาไปเทียบกับการลงทุนแบบอื่นๆในเชิงต้นทุนทางการเงินและผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร ถ้าเราเจอการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในความเสี่ยงที่เราเห็นว่าเหมาะสม ก็ลองพิจารณาเพิ่มเติมดูนะครับ

โดยสรุปผมก็อาจจะไม่ได้มีคำตอบให้แบบฟันธงอยู่ดีครับว่าเราควรจะลงทุนใน LTF ต่อไปจากข้อกำหนดที่ต้องถือครองนาน 7 ปีหรือเปล่า เพราะการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง วิธีการ ความเสี่ยง และการวิเคราะห์เงื่อนไขและความคุ้มค่าที่แต่ละคนจะพิจารณาเอานะครับ

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอายังไงต่อ ตอนที่ 2 (คลิก)

ติดตามบทความ LTF ถือ 7 ปี เอาไงต่อ? ตอนที่ 3 คำถามถึงนักออมหุ้น DCA (คลิก)

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เชื่อไหมว่า มนุษย์เงินเดือนมีเงินล้านอยู่ในมือตั้งแต่เริ่มทำงาน!!

 

หลายคนที่ไม่ชอบหยอดกระปุกออมสินหรือคิดว่าชาตินี้ตนเองจะออมเงินไม่ได้ เรามีทางออกให้แล้วนะจ๊ะ นั่นคือ การเพิ่มเงินออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ!!

 

? ลูกจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุน เรียกว่า “เงินสะสม” ตามรูปจะเป็นสีเหลือง(ฝั่งซ้าย)

? นายจ่างจ่ายเงินเข้ากองทุน เรียกว่า “เงินสมทบ” ตามรูปจะเป็นสีส้ม(ฝั่งขวา)

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

หมายเหตุ : ผลตอบแทนเฉลี่ยนี้คิดจากการลงทุนย้อนหลัง 10 ปี ไม่ใช่เครื่องยืนยันผลการดำเนินงานของกองทุนในอนาคต

 

มนุษย์เงินเดือนจะถูกหักเงินเข้ากองทุกสำรองเลี้ยงชีพทุกเดือนเป็นเงิน 2-15% ของรายได้ แล้วนายจ้างจะจ่ายสมทบให้ โดยจะแบ่งการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเป็น  3 รูปแบบ คือ

 

  1. นายจ้างจ่าย = ลูกจ้าง
  2. นายจ้างจ่าย > ลูกจ้าง
  3. การจ่ายเงินตามอายุงานหรือายุสมาชิก

 

บางบริษัทลูกจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีความเสี่ยงต่ำ กลางหรือสูง (ถ้าอยากรู้ว่าที่บริษัทของเรามีให้เลือกแบบนี้หรือไม่ก็ต้องไปสอบถามกับ HR นะจ๊ะ) เมื่อลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนฯแล้ว จะได้รับผลแทนตามพอร์ตลงทุนที่เลือก โดยพอร์ตลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำ ส่วนพอร์ตที่ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนจะสูง

 

ข่าวดี!! ตอนนี้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมได้มากกว่านายจ้างจ่ายสมทบ

 

ข้อมูลตามนี้นะจ๊ะ

 

 

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เปิด ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมในอัตราสูงกว่านายจ้างจ่ายเงินสมทบได้ แต่ต้องเป็นไปตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน โดยต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 และไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง หากกองทุนใดประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมได้มากกว่าเงินสมทบ คณะกรรมการต้องแก้ไขข้อบังคับกองทุนเพื่อให้รองรับในเรื่องดังกล่าว (แก้ไขเพิ่มเติมวรรค 1 ของมาตรา 10)

http://www.thaipvd.com/content_th.php?content_id=00432

 

วิธีสร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

เริ่มต้นจากรู้จักคำว่า “มูลค่าของเงินตามเวลา” กันก่อนนะจ๊ะ เพราะค่าของเงินแต่ละช่วงเวลานั้นไม่เท่ากัน ให้นึกถึงว่าอดีตที่ข้าวจานละ 15 บาท ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปกลายเป็นข้าวจานละ 30-50 บาท ทำให้ปัจจุบันเงิน 100 บาท ซื้อข้าวได้จำนวนที่น้อยลง นี่จึงเป็นที่มาที่คนบอกว่ามูลค่าของเงินลดลง เพราะถูกเงินเฟ้อกัดกิน (เฮ้อ… แล้วตอนเราเกษียณข้าวจะจานละเท่าไหร่กัน)

 

การคำนวณมูลค่าของเงินในอนาคตนั้นจะใช้เครื่องคิดเลขเฉพาะ นั่นคือ เครื่องคิดเลขทางการเงินหรือคำนวณทาง Excel ก็ได้ แต่ถ้าใครไม่ถนัดใช้เครื่องคิดเลขทางการเงิน ขอแนะนำให้ โหลดแอพเครื่องคิดเลขทางการเงินมาใช้นะจ๊ะ ใช้ง่ายและคำตอบออกมาเหมือนกันเด๊ะๆ แล้วก็ฟรี!!

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

เปิดมาหน้าแรกก็เจอหน้านี้ แล้วเข้าไปที่การคำนวณอันแรก “TVM Calculator” ย่อมาจากคำว่า “Time Value of Money” หรือ มูลค่าเงินตามเวลานั่นเองจ้า

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

กดเข้ามาแล้วจะเป็นหน้าที่เราจะใช้งานกัน

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

ความหมายของแต่ละช่อง

  • Present Value (PV) คือ มูลค่าเงินในปัจจุบัน
  • Payment (PMT) คือ เงินรายงวด
  • Future Value (FV) คือ มูลค่าเงินในอนาคต
  • Annual Rate (Rate) คือ อัตราผลตอบแทน
  • Periods คือ ระยะเวลา (เดือน,ปี)
  • Compounding คือ การทบต้น (ทุกวัน,ทุกเดือน ,ทุกปี)
  • Mode คือ การคำนวนปลายงวดใช้ End และการคำนวณต้นงวดใช้ Beginning

 

เราเรียนรู้เบื้องต้นให้พอคำนวณได้นะจ๊ะ ตอนนี้เราก็เริ่มการคำนวณกันเลย จากตัวอย่างโจทย์นี้ เริ่มออมตอนอายุ 22 ปีเกษียณอายุ 60 ปี (เวลา 456 เดือน) ออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทน 6% เงินสะสม ณ อายุ 60 จะเป็นเท่าไหร่?

 

ใส่ตัวเลขตามนี้แล้วกดปุ่ม FV

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

เราทดลองเปลี่ยนให้ออมช้าลงจากอายุ 22 ปีมาเป็นอายุ 30 ปี จะเห็นว่าการออมช้านั้นจะทำให้ได้ รับเงินน้อยลง เงินหายไปถึง 739,744.13 บาท -_-!!

 

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สร้าง 1 ล้านแรกกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

จากตารางช่องขวามือที่เขียนว่าถ้าต้องการใช้เงินหลังเกษียณตั้งแต่อายุ 60 – 80 ปี เดือนละ 10,000 บาท ก็จะต้องเก็บเงินให้ได้ประมาณ 1,807,617 บาท ถ้าเราออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตั้งแต่เริ่มทำงานจนกระทั่งเกษียณ จะทำให้ได้รับเงินใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่เราต้องการใช้หลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท (กรอบสีแดง)

 

ความจริงแล้วเราจะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่านั้น เพราะการคำนวณนี้ไม่ได้รวมการเพิ่มขึ้นของรายได้ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี และการจ่ายสมทบของนายจ้าง (เช่น ทำงานมาเกิน 3 ปีบริษัทจ่ายสมทบให้ 100% ซึ่งเราจะได้รับเงิน 1,744,259.17 x 2 = 3,488,518.34 บาท!!)

 

สรุปว่า…

 

หากเราเพิ่มเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้มากกว่าเดิมก็จะทำให้เรามีเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการออมเงินของมนุษย์เงินเดือนที่ง่ายมาก เพราะเราจะถูกตัดไปออมตั้งแต่วันที่เงินเดือนออก ซึ่งเป็นการสร้างวินัยการออมแบบอัตโนมัติและสม่ำเสมอ ส่วนเราก็ใช้เงินที่เหลือในบัญชีเท่านั้น ^_^

 

 

4 เทคนิค ทำกำไรด้วย TREND LINE

“แด๊ดดี้บอกหน่อย….. เส้น Trend Line ลากแบบนี้ถูกหรือเปล่า?”  เชื่อไหมคำถามเรื่อง Trend  Line จัดเป็นคำถามยอดฮิตที่ถูกถามบ่อยมาก!!! หลายคนไม่ค่อยมั่นใจเวลาวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นว่าตัวเองลากเส้นถูกหรือเปล่า บางทีไปดูกราฟหุ้นตัวเดียวกันของเซียนเทคนิคหลายคน ก็ดันลากไม่เหมือนกันซะนี่ แล้วตกลงใครลากถูก ใครลากผิด เดี๋ยวผมจะบอกให้  

 

คำตอบคือ “ไม่มีใครที่ลากเส้น Trend Line ผิด”  ฟังไม่ผิดครับ เรื่องนี้เป็นความจริง!! แต่ละคนมีสิทธิที่จะลากเส้น Trend Line ยังไงก็ได้ เพื่อสนับสนุนไอเดียในการเทรดของตัวเอง เวลาที่จะเริ่มลากเส้น Trend Line มันเลยต้องเริ่มจากตรงนี้…. ตั้งคำถามก่อนว่า  “เราลากเส้น Trend Line ไปทำไม ?” ถ้าตอบคำถามนี้ได้ จะรู้ว่า Trend Line ที่ลากขึ้นมา ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่เราใช้มันในการสนับสนุนการเทรดของเราได้ก็พอ

 

“การลากเส้น Trend Line ไม่มีกฏ (Rule) ตายตัว

มีแต่ข้อแนะนำ (Guideline) ในการลากเส้น Trend Line ที่ให้ไอเดียในการเทรด”

 

ทำความเข้าใจกันก่อน… Trend Line หรือเส้นแนวโน้ม มันไม่มีกฏตายตัว เพราะถ้าเราจะพูดคำว่า กฏ แปลว่าถ้าหลังจากเราทำตามแล้ว ผลที่ตามมาจะต้องการันตีได้ว่าจะต้องเกิดอะไรต่อไป เช่น ถ้ามีกฏในการลากเส้น Trend Line แปลว่า หลังจากลากเส้น Trend Line ได้แล้วจะต้องวิเคราะห์ราคาหุ้นได้แม่นยำ แต่ความจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

 

การลากเส้น Trend Line จึงมีแต่ข้อแนะนำว่า วิธีลากเส้น Trend Line ที่ดี ซึ่งจะให้ข้อมูลไปสร้างไอเดียในการเทรดหุ้นได้ แต่คนที่ไม่ได้ลากเส้น Trend Line ตามข้อแนะนำเป๊ะ ๆ  ก็ไม่ได้ผิดอะไร  การลากเส้น Trend Line ตามข้อแนะนำ มีประโยชน์ คือ อย่างน้อย ๆ ก็มีแนวทางเบื้องต้นว่าจะเริ่มลากเส้นอย่างไร และเชื่อว่าจะช่วยให้เรามีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดน้อย… ดังนั้นต้องไม่หลงทาง เส้นที่ลากขึ้นมา ไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจซื้อขายหุ้นแล้วถูกต้องทุกครั้ง เล่นหุ้นเทคนิค ไม่มีอะไรชัวร์!! ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อน

 

 

ข้อแนะนำในการลากเส้น Trend Line

 

มีข้อแนะนำทั่วไปในการลากเส้น Trend Line ที่หลังจากลากเส้น Trend Line ขึ้นมาแล้วน่าจะเป็นเส้นที่ให้ไอเดียในการเทรดที่ดี จะมีวิธีการลากกันแบบนี้ครับ

 

1) ควรจะ… ลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุด สำหรับเส้น Trend Line ขาขึ้น และลากเส้นเชื่อมจุดสูงสุดสำหรับ Trend Line ขาลง

 

2) ลากเส้น Trend Line ที่เชื่อมได้แค่ 2 จุด  อย่าเพิ่งดีใจ!! ยังเอาไปใช้งานได้ไม่ดี เราจะให้เครดิตเป็นแค่เพียง Tentative Trend Line แต่ถ้าลากเส้นเชื่อมได้ 3 จุดขึ้นไป ถึงจะเป็น Valid Trend Line ซึ่งเอาไปใช้งานได้ดีกว่า

 

3) นิยมลากเส้นขนานเส้นแนวโน้มควบคู่กันไปด้วย ถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน เพราะบางทีกราฟหุ้นก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในกรอบเส้นขนานที่ลากได้ บางทีก็ไม่อยู่ในกรอบ

 


Screen Shot 2015-05-22 at 5.09.46 PM
รูปแสดงตัวอย่างข้อแนะนำในการลากเส้นแนวโน้ม

 

 

4) “ถ้าเป็นไปได้”… เส้น Trend Line ขาขึ้น พยายามลากเส้นให้ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ราคาจะต่ำกว่าเส้น Trend Line และเส้น Trend Line ขาลง ก็เหมือนกัน พยายามให้ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ราคาจะสูงกว่าเส้น Trend Line ขอย้ำว่า ผมใช้คำว่า ถ้าเป็นไปได้ ไม่ใช่ต้องทำให้ได้!! ทำไม่ได้ก็ไม่ผิดนะ ถ้าลากเส้น Trend Line แล้วราคามีเบรก Trend Line บ้าง วับ ๆ แวม ๆ แต่ลากสัมผัสได้หลายจุดมากกว่า

 

5) “ถ้าจะให้ดี”… จุดเริ่มต้นของ Trend Line ควรเป็นจุดสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไร

 

Screen Shot 2015-05-22 at 5.10.05 PM

 

รูปตัวอย่างแสดงกราฟที่สามารถวาดเส้น Trend Line ได้สวยงามตาม Guideline

 

ในชีวิตจริง การลากเส้น Trend Line ไม่ได้ง่ายเหมือนที่เขียนไว้ในหนังสือหรือตัวอย่างตามเว็บไซด์ ที่พยายามเอาตัวอย่างการลากเส้นที่สวยงามมาโชว์ให้เห็น พอเราไปอยู่หน้างานจริง อาจจะลากเส้น Trend Line ตาม Guideline ไม่ได้  บอกเลยครับว่า ไม่ต้องไปซีเรียส!!  บ่อยเลยที่ผมลากเส้น Trend Line ตาม Guideline ไม่ได้ เช่น ลากเส้น Trend Line ขาขึ้นเชื่อมจุดต่ำสุดตั้งแต่จุดแรกไม่ได้ แต่เริ่มลากจากจุดที่ 2 แล้วเส้น Trend Line สัมผัสได้หลายจุดกว่า เส้นสวยงามกว่า ก็เลือกจุดที่สองแทน

 

Screen Shot 2015-05-22 at 5.10.30 PM

รูปตัวอย่างในการลากเส้น Trend Line ที่ไม่ตรงกับGuideline แต่ให้ไอเดียในการเทรดได้ดีกว่า

 

 

ไอเดียในการเทรดหุ้นจากเส้น Trend Line

ไอเดียในการเทรดหุ้น ด้วย Trend Line คือต้องรู้ว่าลากเส้น Trend Line ขึ้นมาเส้นนึง แล้วลักษณะมันเป็นยังไง หน้าตามันเป็นยังไง ลองมาดูกันครับว่า เส้น Trend Line 1 เส้น บอกข้อมูลอะไรกับเรา เอาไปเลย มีทั้งหมด  4 ข้อ เป็นส่วนส่วนที่สำคัญ

Screen Shot 2015-05-22 at 5.10.41 PM

1) ลาก Trend Line เสร็จ ต้องบอกได้ว่า ทิศทางของแนวโน้มของราคาหุ้นตอนนี้ 1) ขึ้น หรือ 2) ลง หรือ 3) ไม่ขึ้นไม่ลง (Sideways)

ข้อมูลนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรจะทำอะไร ถ้าเส้นที่ลากขึ้นมาได้ เป็นเส้น Trend Line ขาขึ้น และราคายังไม่เบรกเส้นนี้ลงมา ก็ยังให้ความมั่นใจว่า ควรจะอยู่ฝั่งซื้อหุ้น หรือถ้ามีหุ้นอยู่ก็ยังมั่นใจได้ว่าราคาหุ้นน่าจะยังไม่เปลี่ยนทิศทาง

แต่ถ้าลากเส้นขึ้นมาได้เป็น Trend Line ขาลง ก็อย่าซื้อหุ้น!! นี่แหละคือ ประโยชน์ของ Trend Line การซื้อหรือขายตรงข้ามกับทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โอกาสขาดทุนมากกว่าโอกาสกำไร

 

Screen Shot 2015-05-22 at 5.10.51 PM

รูปตัวอย่างแสดงทิศทางของเส้น Trend Line ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของราคาหุ้น

 

 

2) ถ้าลากเส้น Trend Line แล้วความชันมากเกินไป การที่ราคาขึ้นเร็ว ๆ หรือราคาลงเร็ว ๆ อาจจะไม่ยั่งยืน ให้ระวัง !!!

ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายเร่งรีบในการซื้อหรือขายหุ้นมากจนเกินไป ราคามันต้องมีหยุดพักกันบ้าง ดังนั้นราคาอาจจะเกิดการพักตัวในอนาคตได้ แต่ถ้าเส้น  Trend Line แล้วมีความชันน้อยเกินไป  ก็ชวนให้สังสัยในทิศทาง เพราะเหมือนกับว่าฝั่งซื้อหรือฝั&#

5 นวัตกรรมการเงินสุดล้ำที่จะทำให้พ่อบ้านมีอิสรภาพทางการเงิน ไร้การควบคุมจากภรรยาโดยสิ้นเชิง!

เพราะอุปสรรค ความทุกข์ร้อนทำให้เกิดวิธีและความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา

และจินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ไอเดียเหล่านี้จะเป็นความหวังให้กับมวลมนุษยพ่อบ้านต่อไป ^^

ปัญหาทุกข์ใจสำหรับพ่อบ้านที่อัดอั้นตันใจในเรื่องอิสรภาพอันน้อยนิดในการบริหารเงินของตนเองจะหมดไป ถ้าได้ลองทำใช้ 5 นวัตกรรมไอเดียต่อไปนี้ ที่รังสรรค์ขึ้นมาสำหรับพ่อบ้านแสนมโนเช่นคุณ

นวัตกรรมที่ 1

Hubbie Coin Currency (ตัวย่อสกุลเงิน คือ ħ เรียกว่า H-coin )
เงินสกุลใหม่สำหรับพ่อบ้านเท่านั้น

จะดีแค่ไหนหากคุณพ่อบ้านมีเงินตราเอาไว้แลกเปลี่ยนกันเอง โดยที่ภรรยาไม่มีสิทธิ์ใช้ เช่น พ่อบ้านหนุ่ยอยากได้โมเดลกันดั้ม เงินก็มีนะ แต่หาเงินมาเท่าไหร่ก็เข้ากระเป๋าภรรยาหมด พ่อบ้านหนุ่ยจึงเข้าสมาคมพ่อบ้านโลก แล้วรับทำงานหาเงินโดยบอกว่าขอรับเงินเป็นสกุล H-coin เท่านั้น พ่อบ้านหนุ่ยมี H-coin มาใช้จับจ่ายซื้อของในตลาดการค้าที่ยินดีรับ H-coin ด้วยกัน

นวัตกรรมที่ 2

Husband Code
รหัสลับที่ใช้สื่อสารระหว่างพ่อบ้านเท่านั้น

การป้องกันภรรยารู้ข้อมูลข่าวสารเป็นภารกิจสำคัญหนึ่ง  พ่อบ้านท่านหนึ่งจึงคิดค้นรหัสลับเพื่อใช้สื่อสารกันเองในหมู่สมาคมพ่อบ้านโลก Husband code คือ ภาษาอังกฤษแบบปกติที่ใช้อยู่ประจำนี่แหละ แต่จะผ่านกระบวนการเข้ารหัส (Encode) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีพาสเวิร์ดสำหรับสมาชิกสมาคมพ่อบ้านโลกเท่านัั้น โดยข้อความภาษาอังกฤษปกติ จะถูกเข้ารหัสและแปลงออกมาเป็นข้อความภาษาอังกฤษที่ดูเหมือนปกติดีทุกอย่าง แม่บ้านจะไม่สังเกตเห็น แต่จริงๆ แล้วเมื่ออ่านผ่านโปรแกรมดังกล่าวตัวอักษรที่ต้องการสื่อจริงๆ จะกระพริบถี่ๆ ทำให้อ่านออกได้

นวัตกรรมที่ 3

Bank of Husband Association (BHA)
ธนาคารแห่งสมาคมพ่อบ้าน

อะไรจะสุขใจเท่าพ่อบ้านมีธนาคารเป็นของตัวเอง ธนาคารนี้เหมือนกับธนาคารปกติทั่วไป แต่อยู่บนโลกออนไลน์เท่านั้น

นวัตกรรมที่ 4

Hub4Hubbie: All in one application for husband
แอปส์รวมมิตรสำหรับพ่อบ้าน

โปรแกรมสารพัดประโยชน์ มีฟังก์ชันโอนรับจ่ายเงิน H-coin, ฟังก์ชันถอดรหัส Husband code, ตารางดูบอลเตะบอล, Stay away from wife GPS location อื่นๆ อีกมากมาย

นวัตกรรมที่ 5

Invisibility Cloak
ผ้าคลุมล่องหนซ่อนเงินตรา

สิ่งประดิษฐ์เด็ดสุดๆ และขายดีที่สุด ผลิตจากแรงบันดาลใจในหนังเรื่อง Harry Potter ที่จะมาช่วยซ่อนเงินของพ่อบ้าน ทวงความสุข ทวงอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงให้กับพ่อบ้านทุกคน ไม่มีทางที่แม่บ้านจะมองเห็นเงินเลย น่ามีไว้ครอบครองไหมละครับคุณผู้อ่าน

ตื่นครับตื่น…ตื่นจากฝันเถอะครับ
เพราะนวัตกรรมข้างบนยังไม่มีของจริง เหล่าพ่อบ้านก็ต้องรอลุ้นต่อไปละกันนะครับ ^^

กฎข้อที่ 5 ระวังบริษัทที่ทะเยอทะยานเกินไป

ทุกครั้งที่เรากำลังจะลงทุนในบริษัทใด บริษัทหนึ่ง เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งว่า บริษัทที่เรากำลังจะลงทุนด้วยนั้น มีความทะเยอทะยานหรือไม่ 

ความทะเยอทะยานในที่นี้หมายถึง บริษัทนั้นอยากได้กำไรเพิ่มเติมจากเดิมหรือเพื่อสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ในระยะยาว โดยความต้องการจะขยายกำลังผลิต ขยายกิจการ หรือกำลังจะไปลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญมาก่อน

เราจำเป็นต้องระมัดระวังในการลงทุนกับบริษัทเหล่านี้ เพราะมันหมายความว่า บริษัทเหล่านี้กำลังก้าวไปสู่ธุรกิจที่ตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจจะนำมาด้วยผลกำไรที่ลดลง สาเหตุเหล่านี้ส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทในอนาคตอีกด้วย บริษัทที่ต้องการขยายกำลังผลิต หรือไปลงทุนในธุรกิจอื่นเพียงเพื่อการเพิ่มรายได้โดยรวมนั้น อาจจะส่งผลดีกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับบริษัท อย่างเช่น พนักงาน คู่ค้า และธนาคาร แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย

การลงทุนที่ถูกต้อง ควรพิจารณาจากบริษัทที่เราจะลงทุนด้วย เขากำลังลงทุนในสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือไม่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่บริษัทนั้นมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วหรือไม่

ดังนั้น กฎข้อนี้จึงสำคัญเพื่อให้นักลงทุนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองกำลังจะไปลงทุน ก่อนเริ่มต้นการลงทุนจริงๆ

หมายเหตุ :

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

 ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

ไปทำงานเมืองนอกแล้วจะรวยจริงหรอ?

ไปทำงานเมืองนอกแล้วจะรวยจริงหรอ? 

มีน้องๆที่รู้จักหลายคนมมีความฝันว่าจบแล้วอยากจะไปทำงานในต่างประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ก็เลยมีคำถามจำนวนมากว่าไปแล้วจะรวยไหม ดูแล้วน่าจะมีรายได้ที่มากกว่าการเริ่มทำงานที่เมืองไทยซึ่งเงินเดือนสตาร์ทประมาณ 10,000 – 20,000 บาท จากประสบการณ์ที่ตัวผมเองเคยใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาก็พอจะเห็นในเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายบ้าง วันนี้จะขอแชร์ให้ฟังนะครับ

รายได้ในต่างประเทศ

ก็เหมือนเมืองไทยนั่นแหระ มันขึ้นอยู่กับว่าเราไปทำงานอะไร ถ้าเราไปทำงานแบบเป็นผู้เชี่ยวชาญในบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ย่อมได้เงินมากกว่าการใช้แรงงานอยู่แล้ว ประเด็นคืองานดีๆเขาจะจ้างเราหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ Background อาชีพ การศึกษา ประสบการณ์ ความสามารถทางภาษา? ว่าไปการหางานดีๆ ในเมืองไทยยังหายากเลย แล้วการที่ฝรั่งจะจ้างคนไทยอย่างแปลว่าเราต้องมีดีกว่าฝรั่งถูกไหม?

จากที่ผมได้สังเกตมาคนจำนวนมากที่อยากไปทำงานในต่างประเทศก็จะได้งานประเภทการใช้แรงงานในร้านอาหารกันเยอะ (ประมาณว่างานที่ฝรั่งไม่ทำกันก็เลยต้องหาแรงงานต่างชาติ) เช่น ทำงานตามร้านอาหารไทย ทำงานตาม Fast food ซึ่งค่าแรงที่ผม update เวปไซต์แรงงานของเมืองนิวยอร์คจะอยู่ที่ประมาณ $8-$9 ต่อชั่วโมง (ตีเป็น 9 นะครับ) สมมติว่าเราทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน รายได้จะได้ประมาณ $72 โดยส่วนใหญ่เขาให้ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อส้ปดาห์ ใน 1 เดือนเราจะมีรายได้  $72 x 5 day x 4 week เท่ากับ $1,500  ต่อเดือน ในอเมริกาเขาจะมีทิปด้วยนะครับ สมมติได้ทิปเดือนละ $2,000 รวมรายได้ 3,500 ต่อเดือน ถ้าคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทที่ 35 บาทต่อ 1 ดอลล์หาสหรัฐ รายได้จะประมาณ 122,500 บาทต่อเดือน

รายจ่ายในต่างประเทศ

การที่เราทำงานแล้วได้เงินถึง 122,500 บาทนั้นมันดูเยอะมากเหมือนได้เงินระดับผู้บริหารของบริษัทในไทย แต่ต้องอย่าลืมว่าแต่ละที่มันจะมีรายจ่ายที่ไม่เท่ากัน ยิ่งเมืองใหญ่ๆอย่างนิยอร์ค ลอนดอน โตเกียว ค่าครองชีพก็แพงเมืองเทียบกับกรุงเทพ ลองมาดูค่าใช้จ่ายในนิวยอร์คนะครับว่าเราจะเจอค่าอะไรบ้าง

หมายเหตุ ตารางนี้มาจากการสอบถามเพื่อนที่ใช้ชีวิตอยู่ใน New York City

สมมติว่าค่าใช้จ่ายเราประมาณนี้ เราจะมีเงินเก็บเดือนละประมาณ $500-$700 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 17,500-24,500 บาทต่อเดือน ซึ่งบางคนอาจจะเก็บได้มากกว่านี้หรือเก็บได้น้อยกว่านี้นะครับ ขึ้นอยู่กับอาชีพและการใช้ชีวิต หากใครได้งานออฟฟิศอาจจะได้เดือนหนึ่งมากกว่านี้ก็ได้ ก็ต้องลองคำนวณดูนะครับว่าตัวเราไปทำงานในต่างประเทศกับอยู่ในเมืองไทยที่ไหนเป็นเป้าหมายของชีวิตและเป้าหมายทางการเงินของเรา

หลายคนมองว่าการที่เราอยากมีรายได้ที่สูง ก็ต้องไปทำงานในประเทศที่มีรายได้สูง แต่ต้องอย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายของประเทศที่มีรายได้สูงก็ย่อมจะมีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตามแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่เราต้องบริหารรายรับรายจ่ายให้ดี ถึงแม้จะอยู่ในประเทศที่มีรายได้สูงแต่เก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินเปลืองก็อาจจะไม่มีเงินเก็บกลับมาเมืองไทยก็ได้นะครับ ในขณะที่หลายๆคนอาจจะกลายเป็นเศรษฐีกลับมาตั้งเนื้อตั้งตัวที่เมืองไทยได้เลยก็ได้ แต่สำหรับคนขยันและประหยัดจากการทำงานในต่างประเทศที่ได้รายได้สูงกว่าบ้านเราก็ย่อมมีโอกาสที่จะกลับมาตั้งเนื้อตั้งตัวได้อยู่แล้วไม่ว่าจะทำงานลักษณะใช้แรงงานก็ตาม

วิธีมีเงินออมเพิ่มที่หลายๆคนมักจะทำกัน

  • ตั้งเป้าหมายไว้ว่ามาเมืองนอกจะต้องเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่ ต้องเหลือออมไว้เดือนละกี่เหรียญ หลายคนกลับเมืองไทยไปสามารถซื้อรถซื้อบ้านได้เลยนะครับ
  • ใช้ระบบแชร์กับเพื่อน ถ้าปกติเรานอนห้องคนเดียวจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ก็หาเพื่อนร่วมแชร์ค่าใช้จ่ายกัน ทุกอย่างจะราคาลดลงครึ่งนึงทันที
  • การทำงานบางที่เช่นร้านอาหารไทย บางครั้งสามารถประหยัดค่ากินได้นะครับ หลังร้านปิดทำการหากยังมีของขายไม่หมด เจ้าของอาจจะให้เรานำกลับบ้าน

– ตัวอย่างการลดรายจ่ายบางส่วนที่ทำได้ –

ถ้าเราจัดการค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถออมเงินเพื่อเอามาใช้ที่เมืองไทยได้มากขึ้นด้วยนะครับ สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่การจัดการชีวิตของเรานั่นแลลลลลล

หากใครได้มีโอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ อย่าลืมเก็บเงินให้อยู่ด้วยล่ะ กลับมาเมืองไทยจะได้รวยๆ ^_^

Reference :

Smart Saving Tip ตอน ออมก่อนจ่าย

อะไรเอ่ยที่เราต้องใช้ทุกวัน แต่เจอกันเดือนละครั้ง?
ให้เวลาคิด 3 วินาที ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก…..หมดเวลา…
เฉลย เงินเดือน!! ตอบถูกกันไหมจ๊ะ

เพราะเราต้องใช้จ่ายเงินทุกวัน แต่เราได้รับเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 1 ครั้ง นั่นคือทุกสิ้นเดือน แต่หลายคน อาจจะเริ่มสงสัยว่ามันคือเงินเดือนจริงรึเปล่า เพราะมันไม่เคยอยู่ครบเดือนสักที น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เงินสัปดาห์” มากกว่าเพราะได้เงินมาปุ๊บ ใช้แค่สัปดาห์เดียวก็หมดละ T T

หลายคนมีพฤติกรรมการใช้เงินที่ได้มาแล้วก็ใช้ไป เพราะมองว่าเดือนหน้าก็มีเงินเดือนนอนรอเราอยู่แล้ว ไม่รู้จะเก็บออมไปทำไม ใช้เงินให้มีความสุขอยู่กับปัจจุบันดีกว่า แต่อย่าลืมว่าความสุขมักอยู่กับเราไม่นาน

หลายครั้งที่วิกฤตมักเกิดตอนที่เราไม่ได้เตรียมตัว อยู่ดีๆก็เกิดซะงั้น เงินโอทีที่เคยได้ทุกเดือนก็หดหายไป เพราะบริษัทลดเวลาทำงานเพื่อประหยัดต้นทุน รายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ก็ลดลงเพราะมีคู่แข่ง ที่มีของสวยกว่า ราคาถูกกว่ามาแย่งลูกค้าไป บางคนชีวิตพลิกผันเพราะบริษัทที่เราคาดว่าจะอยู่จนเกษียณ ต้องปิดกิจการเพราะแบกรับต้นทุนแรงงานสูงไม่ไหว จึงต้องย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น อะไรๆก็เกิดขึ้นได้

เงินเดือนหรือรายได้อื่นๆที่เคยได้มาตลอดก็ค่อยๆลดลง ซึ่งสวนทางกับค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงปรี๊ด ชีวิตไปต่อ กันยังไงหละทีนี้ หนทางสุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไร หลายคนตัดสินใจที่จะไปพึ่งพาหนี้นอกระบบเพื่อ นำเงินมาใช้จ่าย ใครบ้างที่อยากตกอยู่ในสภาพแบบนี้ที่เป็น“วงจรชีวิตมนุษย์หนี้”? ไม่มีใครอยากตก อยู่ในภาวะที่รายได้ไม่เข้า มีแต่รายจ่าย ใช้เงินจนหมด สุดท้ายจบด้วยการกู้ยืม

วิธีคิดที่หายนะ

“รับเงินเดือน ⇒ ใช้จ่าย ⇒ เงินหมด ⇒ กู้ยืม”

เมื่อรู้สึกแย่กับชีวิตที่ไม่มีเงินเหลือในกระเป๋าเลย ก็เดินล่องลอยไปรอบๆบ้านก็เจอกระปุกออมสินสภาพ ยับเยินมาก เพราะมีทั้งฝุ่นและขี้จิ้งจกติดเต็มไปหมด บ่งบอกว่าไม่ได้รับการดูแลมาหลายปี เราก็คิดถึง ความหลังว่าครั้งหนึ่งเคยหยอดกระปุกออมสินอันนี้ หยิบมันขึ้นมาดู ปรากฎว่ามันหนักมากจนหล่นแตก เพล้งงงงงง

แบงก์ร้อยกับแบงก์ห้าร้อยปลิ้วว่อน เหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบกลิ้งไปมาบนพื้นเต็มไปหมด เฮ้ยยย นี่มันขุมทรัพย์นี่หน่า ใครกันมาซ่อนไว้ในกระปุกออมสินเก่าๆใบนี้ ภาพความทรงจำเก่าในอดีตมันย้อน กลับมาในวันที่แม่จับมือเราหยอดเหรียญใส่กระปุกออมสิน  

สุดท้ายกระปุกออมสินนั้นก็ทำให้เราผ่านสิ้นเดือนอันแสนหฤโหดมาได้มาได้

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอขุมทรัพย์แบบนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ก็จะรู้สึกดีใจและ ขอบคุณที่ตนเองหยอดกระปุกออมสินไว้บ้าง อย่างน้อยก็ได้ช่วยเหลือเราในช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตได้ ซึ่งขุมทรัพย์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องโชคดีที่อยู่ดีๆเกิดขึ้นได้เอง แต่มันเกิดจากตัวเราเองเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ การใช้เงินใหม่ คือ ออมก่อนใช้จ่าย

วิธีคิดของคนรวย

“รับเงินเดือน ⇒ ออมเงิน ⇒ ใช้จ่าย”

เมื่อได้รับเงินเดือนหรือมีรายได้จากงานอื่นๆเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำ คือ นำไปออมทันที 10% ของรายได้ เมื่อเราเริ่มชินกับการใช้เงิน 90% ที่เหลือแล้วก็เพิ่มระดับเงินออมให้มากขึ้นเป็น 15 – 40% ของรายได้ตามลำดับ ช่วงแรกอาจจะรู้สึกขัดใจบ้างที่เห็นเงินแล้วไม่ได้ใช้ แต่เราจะรู้สึกภาคภูมิใจมาก ที่เห็นเงินออมของเรารวมกันเป็นเงินก้อนโต เพื่อไปใช้กับความฝันของเราในอนาคต ที่สำคัญยังสามารถ ช่วยเหลือเราในยามวิกฤตในช่วงที่ขาดเงิน อีกด้วย

Edit ออมก่อนจ่าย

สรุปว่า…

“เรื่องการออมเงินนั้นมันไม่เกี่ยวกับจำนวนเงิน แต่มันเป็นเรื่องของวิธีใช้เงิน” หลายคนที่มักจะ บ่นกับตนเองตลอดเวลาว่าออมเงินไม่ได้เพราะมีเงินน้อยเกินไปนั้นไม่เป็นความจริง ตอนนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่า มาจากสาเหตุของวิธีการใช้เงิน แค่เปลี่ยนจากการ “ใช้ก่อนออม” ที่สุดท้ายมักไม่ค่อยเหลือออม มาเป็นการ “ออมก่อนใช้” เท่านี้ชีวิตเราก็จะง่ายขึ้น

300x250-OTS+Rate (1)

 

ได้โปรด… หยุดซื้อประกันเพื่อลดภาษีสักทีเถอะครับ

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ @TAXBugnoms กันอีกครั้งกับบทความใหม่ประจำสัปดาห์ครับผม ห่างหายกันไปสักพัก แต่ยังมีอัพเดทบทความอยู่เสมอนะคร้าบบบ

เอาล่ะครับ… เข้าใกล้ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายๆคนคงกำลังวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษีกันอยู่ใช่ไหมครับ ผมเชื่อว่าตัวเลือกแรกที่ใครหลายคนนึกถึง คงเป็นเรื่องของการทำประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท โดยมีประกันอยู่ 2 ประเภทที่เราสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดังนี้ครับ

  • ประกันชีวิตแบบปกติที่สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคน คงจะได้ยินได้ฟังจากโฆษณามากมายว่า ใกล้สิ้นปีแบบนี้ ให้รีบมาซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี แค่เพียงจ่ายทันทีก็ถือว่ามีกำไรจาก % ภาษีที่ประหยัดได้ แถมประกันชีวิตที่ว่านี้ยังเป็นการลงทุนที่ดีอีกต่างหาก…

แต่เดี๋ยวก่อน!! ถ้าคุณโทรมาภายใน 15 นาทีนี้ เราจะมี… #ไม่ใช่ละ ผมอยากจะให้ทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้ ลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนครับว่า สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากโฆษณานั้น มันถูกต้องหรือเปล่า

  • เราต้องการลดภาษี เราเลยไปซื้อประกัน? รู้ไหมครับว่า เมื่อซื้อประกันแล้วต้องมีการจ่ายเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่องตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ และถ้าผิดเงื่อนไขทางภาษีขึ้นมา เช่น เวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบอายุ หรือขอเบี้ยประกันคืน สิทธิในการประหยัดภาษีของเราจะต้องคืนให้แก่สรรพากร พร้อมกับเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) อีกต่างหาก
  • เราต้องการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี เราเลยไปซื้อประกัน? รู้ไหมครับว่า ผลตอบแทนจากประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์นั้นอยู่ที่ประมาณ 2-4% เท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนนี้ไม่ต่างจากการฝากเงินในเงินฝากประจำ หรือการซื้อกองทุนตราสารหนี้ดีๆสักกองหนึ่ง ซึ่งมีสภาพคล่องที่ดีกว่าการซื้อประกันอีกด้วย

ดังนั้น เหตุผลที่เราตัดสินใจซื้อประกันชีวิตนั้น มันควรมาจากสิ่งที่ประกันชีวิตให้กับเราได้ นั่นคือ ความคุ้มครองและการป้องกันความเสี่ยง และสิ่งนี้นี่แหละควรจะเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการจ่ายเงินของเราใช่ไหมครับ หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่างๆทั้งเรื่องผลตอบแทนหรือภาษีรองลงมา ซึ่งมันจะทำให้เราได้ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของเราไปอย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดได้ทันทีว่า เฮ้ย ถ้าชีวิตชั้นดี๊ดีย์อยู่แล้ว อายุก็ยังไม่มาก กินคลีน ออกกำลัง นั่งสมาธิ โยคะ ป้องกันความเสี่ยงต่างๆในชีวิตครบทุกด้าน แถมถ้าป่วยก็มีสวัสดิการของบริษัทให้อีกต่างหาก ไว้อายุมากกว่านี้ หรือไว้จำเป็นมากกว่านี้ค่อยซื้อก็ได้สินะ

คำถามต่อมาคือ “แล้วเรารู้ไหมล่ะว่าโรคร้ายต่างๆมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่” ลองมองดูสังคมรอบตัว ดูข่าวสารต่างๆ เราจะเห็นว่าโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยไปสูงสุด 5 อันดับแรก อย่าง มะเร็ง หลอดเลือดสมองแตก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง โรคปอดระยะสุดท้าย และไตวายเรื้อรัง (อ้างอิงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ : http://service.nso.go.th/nso/web/statseries/statseries09.html) โรคพวกนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไร ต่อให้หมอดูที่เก่งที่สุดในโลกก็ยังไม่สามารถรู้ได้ ใช่ไหมครับ?

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้ทราบข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็งปอด ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่ จากคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีสังคมดี มีงานมีการทำ เปลี่ยนแปลงกลายเป็นคนที่วันๆต้องคิดว่าจะหาเงินจากไหนมารักษาโรค สวัสดิการของบริษัทที่เคยหวังพึ่งก็มีเพียงให้ระดับนึงเท่านั้น และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นภาระของครอบครัวในที่สุดครับ

จากบทความทั้งหมดที่เขียนมา ผมเพียงอยากให้ทุกคนลองย้อนมองดูตัวเองครับว่า ทุกวันนี้เราตัดสินใจเลือกทำประกันชีวิตเพราะอะไร และประกันที่เรากำลังทำอยู่หรือคิดจะทำนั้น มันตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือเปล่า เราต้องการความคุ้มครองด้านไหนบ้าง โรคร้ายต่างๆ หรือต้องการเพียงออมทรัพย์ ลองสำรวจตรงนี้ให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจนะครับ

และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเพิ่งได้ยินข้อมูลประกันชีวิตตัวหนึ่งของทางอลิอันซ์ อยุธยา ที่มีชื่อว่า “ประกันโรคร้ายได้คุ้ม” เอาล่ะครับ.. เรามาดูรายละเอียดของประกันตัวนี้กันดีกว่าว่ามันน่าสนใจยังไงบ้าง

สิ่งที่เราได้รับจากประกันชีวิตตัวนี้ก็คือ .. ความคุ้มครองถึงอายุ 85 ปี โดยชำระค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 20 ปีเท่านั้น แถมยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆเพิ่มเติมดังนี้ครับ

  • รับ 20% ทันที! หากได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย ตามที่ระบุในกลุ่ม 1 จากหน้าเว็บไซต์ เช่น ตรวจพบมะเร็งระยะที่ 1, ผ่าตัดตับ, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น โดยได้รับสิทธิสูงสุด 1 ครั้งต่อโรค
  • รับสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกัน เมื่อได้รับวินิจฉัยว่าเป้นโรคร้ายรุนแรง ตามที่ระบุในกลุ่ม 2
  • รับสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกัน หากเสียชีวิตก่อนครบสัญญา
  • รับสูงสุด 100% ของจำนวนเงินเอาประกัน หากอยู่ครบสัญญา (อายุครบ 85 ปี)

หมายเหตุ : เรายังได้รับการยกเว้นเบี้ยประกัน โดยที่ได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องจนครบสัญญา (อายุครบ 85 ปี) หรือจนกว่าจะได้รับผลประโยชน์ 100% เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายตามที่ระบุในกลุ่ม 1)

โดยเราจะเห็นว่าประกันโรคร้ายได้คุ้มตัวนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าประกันตัวอื่นๆตรงที่ ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยก็มีสิทธิได้รับเงินก้อนเช่นเดียวกัน สมมุติว่าถ้าหากเราเจอโรคร้ายในกลุ่มที่ 1 แล้วโรคร้ายไม่ลุกลาม เราจะได้รับเงินทันที 20% และไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มอีกต่อไป แถมยังได้ความคุ้มครองที่เหลืออีก 80% จนครบกำหนด

ยกตัวอย่างเช่น นายเกรย์แมนทำประกันและตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 1 นายเกรย์แมนจะได้รับเงินก้อนทันที 20%

มีเงินออมเดือนละ 5,000 บาท ลงทุนอะไรได้บ้าง?

คำถามโลกแตกประจำวันของน้องๆ Gen X Y Z สำหรับวันนี้คือ เก็บเงินไว้ 10,000 บาท จะเอาไปทำอะไรดี ให้รวยฉิบหาย? เป็นคำถามที่ตอบยากมากจริงๆแต่ถ้าจนฉิบหายเนี่ยตอบได้ทันทีเลยนะครับ ฮาๆ เอาละจะมาเล่าสิ่งที่คิดออกให้ฟังแล้วกัน

เอาไปออมหุ้นกับซื้อกองทุนรวม

การออมหุ้นเป็นการลงทุนอย่างง่ายๆโดยที่เราไม่ต้องไปบริหารธุรกิจอะไร แค่เราต้องศึกษาและวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าธุรกิจที่น่าสนใจและเหมาะกับการลงทุนมีอะไรบ้าง ดูจากพวกกำไร ผลประกอบการ วิสัยทัศน์ผู้บริหารและดูแผนในอนาคตว่าเขาจะทำอะไร ก็เลือกลงทุนไปเพราะสมัยนี้การออมหุ้นและกองทุนรวมเริ่มต้นแค่หลักพันบาทเองเท่านั้น การออมหุ้นและกองทุนรวมอาจจะไม่ได้ทำให้เรารวยอย่างเร็ววันแต่เป็นการค่อยๆสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้

ทำธุรกิจขายของซักอย่าง

การขายของไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเราสามารถวิเคราะห์ได้ไหมว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน จะซื้อสินค้าเพราะอะไร สินค้าตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือเปล่า เราจะโปรโมทอย่างไรและขายในราคาเท่าไหร่เขาถึงจะซื้อ เอาจริงๆผมว่าเราต้องอินกับสิ่งที่จะขายด้วย ถ้ากะว่าฟันกำไรตู้มๆและไม่ได้รู้จักสินค้าและความต้องการดีพอมันก็ยาก แต่สำหรับคนที่อินนะ โอ้ยยยย ขายกันแบบกำไรตู้มๆเลยล่ะ

ลงทุนกับความรู้

มันก็แน่อยู่แล้วถ้าเรารู้มากขึ้นก็ย่อมทำให้คนเห็นความสามารถในการทำงานได้มากขึ้นด้วย อยู่ๆเจ้านายมีลูกค้ามีจากเอธิโอเปียแล้วเราดันพูดภาษาเขาได้ โอ้ย เจ้านายรักตายเลย ขึ้นเงินเดือนกันสุดๆกันไปเลยเพราะคงหาคนพูดไม่ได้อีกแน่ๆ (แหม…ตัวอย่างเฉยๆนะครัช ด่าได้แต่อย่าแรง 5555) ลงทุนไปเถอะถ้าเราเห็นว่าเรียนแล้วจะมีโอกาสในเรื่องต่างๆ ทั้งภาษา การเงิน เรียนเพิ่มทักษะอาชีพ มันได้กับตัวเราหรืออาจจะใช้ในงานมากยิ่งขึ้นก็ได้นะ

ลงทุนกับสุขภาพ

หลายคนอาจจะไม่รู้นะว่าการลงทุนด้านสุขภาพ ทำให้คนรวยได้ จริ๊งสิ เวลาสุขภาพดีก็ไม่ป่วยง่าย ไม่ต้องไปหาหมอ คิดดูสิไปหาหมอทีนึงสมัยนี้แค่ตรวจพลิกไปพลิกมาก็หลายพันได้นะจ๊ะ ความมั่งคั่งหดหายไปเลย อีกอย่างคือถ้าเราสุขภาพดีก็ทำให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นด้วยนะ

นี่ก็คือสิ่งที่พอจะนึกออกตอนนี้แหระ คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ Basic นะ ใครๆก็รู้เพียงแต่เราได้เริ่มลองลงทุนกับเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง คิดๆแล้วก็อย่าลืมเริ่มลงทุนกันด้วยนะครับ สู้ๆ

เลือกอะไรดีระหว่างมาตรา 40 หรือ กอช.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไปสำนักงานประกันสังคมเพื่อไปสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ช่วงที่รอจะชำระเงินก็นั่งมองไปรอบๆ เอ๊ะ!! ทำไมมีคนนั่งถือเอกสารนั่งรออีกมุมนึงของห้องเต็มไปหมด ต่อมอยากรู้อยากเห็นชักกระตุก ^^!!

เราเห็นป้ายแปะไว้ว่า "มาตรา 40" อืมมมมม เริ่มเข้าใจละ มันต้องเป็นที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรา 40 ที่จะย้ายไปกองทุนการออมแห่งชาติแน่ๆเลย เราเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า..

  • ตนเองเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 จะไปสมัครกองทุนการออมแห่งชาติดีหรือไม่ (ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆว่า กอช.) ถ้าไปจะต้องทำอะไรบ้าง
  • บางคนอยู่มาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 จะต้องส่งประกันสังคมต่อไปหรือไม่

เราลองนั่งฟังไปเรื่อยๆจากเดิมที่เราไม่เข้าใจอยู่แล้วก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันเอาชนะความไม่รู้ไปได้ คิดว่าน่าจะไปถามให้รู้เรื่องเพราะจะได้เอาทางเลือกการตัดสินใจไปบอกแม่ของเราและคิดว่าแฟนเพจหลายๆท่านอาจจะอยากรู้เหมือนเราด้วย

เรากดบัตรคิวนั่งรอเจ้าหน้าที่ที่มีค่อนข้างน้อย แต่คนมาถามเยอะ ระหว่างรอเราก็เดินรอบๆเพื่อหาข้อมูลว่ามีเอกสารแจกอะไรให้อ่านบ้าง เราได้กระดาษมา 3 แผ่นที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เราอ่านรอบแรกก็ไม่เข้าใจ ทำไมภาษากฎหมายมันยากขนาดนี้นะ นี่มันภาษาต่างดาวชัดๆ  -_-!!

เมื่อทักษะความเข้าใจภาษากฏหมายของเราบกพร่องก็ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่แล้วหละ ขอบคุณที่เจ้าหน้าที่อธิบายเราอย่างใจเย็น เราบอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแม่ ก็รู้ว่าทำประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 5 คำถามต่อมา คือ แล้วเราต้องทำไงต่อไป ทางเลือกของคำตอบอยู่ในบทความนี้แล้วนะจ๊ะ

ข้อมูลจากกระดาษ 3 แผ่น สอบถามจากเจ้าหน้าที่และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม กลายมาเป็นบทความนี้ เราตั้งใจเขียนเพื่อจะให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 รู้เบื้องต้นว่าตนเองมีแนวทางการตัดสินใจอะไรบ้าง เมื่อจดหมาย จากประกันสังคมส่งถึงบ้านจะได้รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไร ระหว่างอยู่กับกองทุนประกันสังคมหรือไปสมัคร กอช. หรืออยู่ได้ทั้งสองกองทุน

เริ่มต้นก็มารู้กันก่อนว่า ผู้ประกันตนมี 3 ประเภท ตามภาพนี้เลยนะจ๊ะ

ออมอุ่นใจกับกองทุนประกันสังคม

ที่มา : หนังสือ "ออมอุ่นใจกับกองทุนประกันสังคม"

 

ทางภาครัฐต้องการสร้างหลักประกันเกี่ยวกับการออมเงินและสวัสดิการให้กับผู้ประกันตนมาตรา 40 (ภาพข้างบนช่องขวาสุด) ผู้ทำอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ เพื่อจะได้มีหลักประกันในชีวิตมากขึ้น เมื่อเราจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ทางภาครัฐก็จะจ่ายเงินสมทบให้ สวัสดิการเดิมของผู้ประกันตนมาตรา 40 ดังนี้

มาตรา40

 

ประกันสังคมมาตรา 40 มีกันอยู่ 5 ทางเลือก (เยอะจัง)

  1. ทางเลือกที่ 1 (สีเขียว) สวัสดิการ คือ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย
  2. ทางเลือกที่ 2 (สีส้ม) สวัสดิการ คือ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย บำเหน็จชราภาพ
  3. ทางเลือกที่ 3 (สีฟ้า) สวัสดิการ คือ บำนาญชราภาพ
  4. ทางเลือกที่ 4 สวัสดิการ คือ นำทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 3 มารวมกัน
  5. ทางเลือกที่ 5 สวัสดิการ คือ นำทางเลือกที่ 2 และทางเลือกที่ 3 มารวมกัน

เราจะเห็นว่ากองทุนประกันสังคมมาตรา 40 ของแต่ละทางเลือกมีการออมเงินและเงินสมทบจากรัฐไม่เท่ากันเพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตอนสมัครเข้ากองทุนประกันสังคม เมื่อ กอช. จัดตั้งสำเร็จ (สักที) ก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายกันเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกัน โดยหลักการแล้วจะมีเป้าหมายที่ส่งเสริมการออมเงินให้กับเรานั่นเอง ซึ่งแต่ละกองทุนจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อสร้างสวัสดิการให้แก่ผู้ประกันตน

กอช. ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเงินออมที่ใช้ตอนเกษียณหรือเงินบำนาญชราภาพนั่นเอง

แบ่งสีให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

ส่งเสริมการออม
เมื่อกฎหมายร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติและร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกาประกันสังคมมาตรา 40 บังคับใช้แล้วก็ทำให้ผู้ประกันตนที่อยู่ในทางเลือกที่ 3 , 4 , 5 นั้นถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ (ภาษากฎหมายเรียกว่า “สิ้นสภาพ”)

ทางเลือกที่3,4,5

 

เมื่อผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่อยู่ทางเลือกที่ 3 , 4 , 5 สิ้นสภาพตามกฎหมายแล้วก็จะมีทางเลือก 2 ทาง คือ จะอยู่กับประกันสังคมหรือไปสมัครเข้า กอช. ซึ่งแต่ละทางเลือกก็จะมีวิธีการจัดการแตกต่างกัน

กรณีที่ผู้ประกันตนเลือกอยู่กับประกันสังคมมาตรา 40

 

อยู่กับประกันสังคมมาตรา40
จากภาพ…ถ้าอยู่กับประกันสังคมต่อไป

  • ทางเลือกที่ 3 ของเดิมเป็นบำนาญชราภาพอย่างเดียวก็จะสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 และรับเงินทั้งหมดคืน (สรุป คือ ต้องลาออกหรือจะย้ายไป กอช.)
  • ทางเลือกที่ 4 ส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพจะสิ้นสุดลงและได้รับเงินส่วนนั้นคืน แล้วจะถูกย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 อัตโนมัติ (สีเขียว)
  • ทางเลือกที่ 5 ส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพจะสิ้นสุดลงและได้รับเงินส่วนนั้นคืน แล้วจะถูกย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 2 อัตโนมัติ (สีส้ม)

กรณีผู้ประกันตนเลือกไปสมัครเข้า กอช.

สมัครกองทุนการออมแห่งชาติ

จากภาพ…ถ้าไปสมัครเข้า กอช.

  • ทางเลือกที่ 3 ของเดิมเป็นบำนาญชราภาพอย่างเดียวก็จะสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 และโอนเงินไป กอช.
  • ทางเลือกที่ 4 ส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพจะสิ้นสุดลงและโอนเงินไป กอช.  ส่วนของประกันสังคมจะถูกย้ายไปอยู่ ทางเลือกที่ 1 อัตโนมัติ (สีเขียว)
  • ทางเลือกที่ 5 ส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพจะสิ้นสุดลงและโอนเงินไป กอช.  ถ้าต้องการอยู่ทั้งประกันสังคมและ กอช. ต้องลาออกจากทางเลือกที่ 2 มาสมัครเข้าทางเลือกที่ 1 เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องลาออกจากทางเลือกที่ 2 เพราะมีเงินชราภาพอยู่แล้ว มันซ้ำซ้อนกันกับ กอช.

อย่าลืมว่า…

ถ้าอายุเกิน 50 ปีแล้วไปสมัครเข้า กอช.จะต้องส่งเงินไปอีก 10 ปี ก่อนจะได้รับเงินบำนาญ เช่น สมัครเข้า กอช. ช่วงอายุ 55 ปี จ&#xE

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save