5 ข้อได้เปรียบที่ “ลงทุนคอนโด” น่าสนใจมากกว่าลงทุนหุ้น

5 ข้อได้เปรียบที่ "ลงทุนคอนโด" น่าสนใจมากกว่าลงทุนหุ้น

5 ข้อได้เปรียบที่ "ลงทุนคอนโด" น่าสนใจมากกว่าลงทุนหุ้น

ยุคที่เงินฝากได้ดอกเบี้ยน้อยนิดติดต่อกันมานาน ทางเลือกในการลงทุนยอดนิยมไม่พ้น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ทุกประเภทมีสิ่งที่เหมือนกันคือมีทั้งคนที่ได้กำไรและขาดทุน ส่วนสิ่งที่ต่างกันคือความเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคล ต้องศึกษาและลงทุนดูถึงจะรู้ว่าตัวเองชอบการลงทุนแบบไหนครับ

หลายคนคงเคยลงทุนในหุ้นแล้วพบว่าราคาหุ้นผันผวนมาก มีทั้งหุ้นปั่น หุ้นเจ้ามือ ข่าวปล่อย ข่าวลือ ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุน คนส่วนน้อยกำไร หลายคนจึงหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ "คอนโด"ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนเมืองซึ่งมักจะตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ทำงาน ทำให้ราคาในอนาคตมีทิศทางที่สูงขึ้น

"การลงทุนคอนโด" มีทั้งแบบเก็งกำไรเพื่อขายใบจองหรือขายดาวน์ และแบบลงทุนระยะยาวเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต

ราวนี้ขอแนะนำข้อดีที่ทำให้ผมชอบลงทุนคอนโดมากกว่าหุ้นครับ


 

1.กู้เงินธนาคารง่าย

ขยายการลงทุนได้สูงสุดถึง 70 เท่าของรายได้ต่อเดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกกว่าและระยะเวลากู้ที่ยาวนานกว่าการกู้เงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น เงินเดือนประจำ 100,000 บาทไม่มีหนี้อย่างอื่น อายุ 30 ปี สามารถขอกู้วงเงินประมาณ 7 ล้านบาทเลยครับ ผ่อนเดือนละประมาณ 40,000 บาทต่อเดือนภายในเวลา 30 ปี (ความจริงสามารถโปะชำระเงินเกินยอดผ่อนได้และยื่นขอรีไฟแนนซ์เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยถูกในทุกๆ 3 ปี ทำให้ผ่อนจริงไม่ถึง 30 ปีหรอกครับ)  


 

2.ราคาตลาดไม่ผันผวน

ไม่ได้มีราคาวิ่งเหมือนหุ้นทำให้จิตใจมั่นคงถือได้นานตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกที่ตัดสินใจซื้อลงทุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่การลงทุนระยะยาวให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนระยะสั้น ประกอบกับทิศทางราคาคอนโดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีหากไม่เจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ แม้กระทั่งในปัจจุบันเกิดภาวะคอนโดล้นตลาดแต่ราคาก็ยังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


 

3.ใช้เวลาติดตามน้อย

คอนโดหนึ่งแห่งที่เข้าไปลงทุนปล่อยเช่าใช้เวลาไม่กี่วันต่อปีก็มีเงินค่าเช่าโอนเข้ามาในบัญชีทุกเดือน โดยปีแรกที่ลงทุนใช้เวลาประมาณ 7-10 วันต่อปีกับการศึกษาความน่าลงทุน ทำสัญญากับโครงการ ชำระเงินโอนกรรมสิทธิ์ ตกแต่งห้อง ประกาศหาผู้เช่า และทำสัญญาเช่า ส่วนปีหลังๆใช้เวลาประมาณ 3-5 วันต่อปีกับการทำความสะอาดห้องเช่า ประกาศหาผู้เช่ารายใหม่ และทำสัญญาเช่า


 

5.เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

หุ้นตัวเดียวกันมีลักษณะเหมือนกัน แต่คอนโดต่างโครงการต่างห้องมีลักษณะไม่เหมือนกัน ทำให้ราคาตลาดที่แท้จริงประเมินได้ยาก นักลงทุนมีโอกาสซื้อของถูกในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมากจากผู้ขายที่ไม่รู้ราคาตลาด จากผู้ขายที่ร้อนเงิน หรือจากผู้ขายที่กู้ไม่ผ่าน


 

6.จับต้องได้ อยู่อาศัยได้

คอนโดเป็นได้ทั้งที่พักอาศัยและการลงทุน มีความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของเหมาะกับการสะสมเป็นทรัพย์สินในระยะยาว เป็นการลงทุนที่ใช้เวลาว่างวันหยุดแทนที่จะไปช้อปปิ้งก็ไปเที่ยวชมโครงการคอนโด ก็สนุกไปอีกแบบ ลองทำแล้วจะติดใจครับ

 

5 ข้อได้เปรียบที่ "ลงทุนคอนโด" น่าสนใจมากกว่าลงทุนหุ้น

การลงทุนคอนโด แม้จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็เหมือนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆคือสภาพคล่องน้อย ขายไม่ได้ง่ายดั่งใจคิด และด้วยเงินลงทุนเป็นหลักล้านแม้ว่าเงินส่วนใหญ่จะได้มาจากการกู้ธนาคารก็ตาม การลงทุนยังต้องใช้ความระมัดระวังสูง ผิดพลาดเจ็บหนักครับ ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนกันนะครับ

 


 

 

 

 

 

 

 

แท็กทีมระดมทุน How to เริ่มต้นทำธุรกิจขั้นพื้นฐาน

เมื่อมีการลดรายจ่ายและเริ่มบริหารเงินเป็น ก็ต้องเริ่มสร้างความมั่นคง ขยับขยายเปลี่ยนช่องทางหาเงินเพิ่มขึ้น เพื่อการปรับปรุงบ้านใหม่ และสร้างความสุขในครอบครัวแบบสบายใจ ไม่ลำบากกระเป๋าเงิน

สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนมักจะลืมในการทำธุรกิจก็คือการตั้งหน้าตั้งตาขายสินค้าและบริการให้ได้มากที่สุด แต่หลายคนแม้จะขายของได้มากก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างความก้าวหน้าเติบโตให้กับกิจการได้ มีหลายกรณีที่ยิ่งขายยิ่งเจ๊งซะด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่าการทำธุรกิจนั้น ไม่ได้มีเรื่องการขายเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจของการทำกิจการนั้นคือการบริหารเงินทองให้รายรับสอดคล้องกับรายจ่ายจนสามารถสร้างผลกำไรได้

แต่นักธุรกิจทุกคนเมื่อประสบความสำเร็จในขั้นต้นของการทำกิจการนั้นก็ย่อมอยากจะให้ธุรกิจของตัวเองขยับขยายเติบโตมากขึ้น รวมถึงการสร้างชีวิตเราให้มีความสุข สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และเพื่อเป้าหมายในการปรับปรุงบ้านใหม่ ตามที่เราตั้งใจไว้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการเพื่อให้ตอบวัตถุประสงค์ทั้ง 2 อย่างนั้น ก็คือการนำเงินที่ได้จากผลกำไรมาต่อยอดกิจการและความมั่งคั่งให้กับชีวิต รวมถึงเป้าหมายของครอบครัวที่เราได้วางแผนร่วมกัน โดยเราจะต้องแบ่งส่วนของกำไรเป็น 2 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 การนำไปต่อยอดกิจการ

เมื่อเราเริ่มธุรกิจในช่วงแรก ในฐานะมือใหม่เราอาจจะมีกำลังการผลิตไม่มาก มีการจ้างพนักงานเพื่อทำงานให้บริษัทอย่างจำกัด ถ้าธุรกิจเราสามารถดำเนินการไปได้อย่างดี มีลูกค้าและความต้องการที่จะใช้บริการเรามากขึ้นย่อมติดปัญหากำลังการผลิตที่ไม่พอ อาจจะต้องขยายกำลังการผลิต จ้างคนเพิ่ม เพื่อให้สามารถขายได้มากขึ้น เงินที่ได้จากผลกำไรของธุรกิจตรงนี้ก็สามารถนำมาต่อยอดให้กิจการเราให้ธุรกิจขยายได้ และในระยะยาวก็จะสามารถสร้างผลกำไรที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่ 2 การนำไปต่อยอดความมั่งคั่งของชีวิต

ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของกิจการ ก็คงไม่มีใครนำผลกำไรไปต่อยอดกิจการให้รวยล้นฟ้าโดยเจ้าของใช้ชีวิตอย่างยาจก การแบ่งผลกำไรให้กับเจ้าของมาใช้เพื่อความสุขและความมั่งคั่งของตัวเองนั้น ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้เช่นกัน ผลกำไรของธุรกิจในส่วนนี้ถือว่าเป็นรายได้ของเราและครอบครัว เราอาจจะวางแผนใช้เงินส่วนนี้ไปกับการปรับปรุงบ้านใหม่ พาครอบครัวไปเที่ยวในที่ต่างๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและสร้างความสุขอื่นๆ ให้กับชีวิต แต่ต้องอย่างลืมว่าเมื่อมันเป็นรายได้ของเราแล้ว ก็ต้องมีการวางแผนรายรับรายจ่ายให้ดี หากเราวางแผนดีก็จะมีเงินออมให้สามารถใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้ในยามฉุกเฉินและมีเงินใช้อย่างสบายกระเป๋าไปถึงยามเกษียณได้เลย

อย่าลืมว่าการบริหารเงินเป็นเรื่องที่สำคัญทั้งในส่วนของธุรกิจและเรื่องครอบครัว วางแผนให้ดีธุรกิจมีกำไรก็จะทำให้ต่อยอดธุรกิจพร้อมๆ กับการสร้างสิ่งใหม่ๆ ในครอบครัวของเราได้อย่างมีความสุข และมีสุขภาพทางการเงินที่ดี

สามารถติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่

ศูนย์รวมเคล็ดลับทางการเงินดีๆ

www.bangkokbank.com/moneytutor

การจัดอันดับผลตอบแทนการออมหุ้น DCA ในกลุ่ม SET50 ปี 2015

สวัสดีครับ ปลายปีแล้วก็เลยอยากจะเอาผลงานการลงทุนด้วยแนวทางการออมหุ้นแบบ DCA มาให้ชมกันว่าระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมานั้น มีหุ้นตัวไหนเกิดตัวไหนดับบ้าง ข้อมูลที่เอามานั้น ผมก็อ้างอิงจากโปรแกรม DCA ของเวปไซต์หุ้นปันผลนะครับ ก็จัดเรียงอันดับมาแล้วว่าเป็นอย่าง

นิยามของการทดสอบมีดังนี้ครับ

  1. ไม่ได้อ้างอิงพื้นฐานแต่ Assume ว่าราคาในแต่ละช่วงนั้นสะท้อนอารมณ์และพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว
  2. การทดสอบ DCA นี้ไม่ได้นำเรื่องค่าคอมมิชชั่นในการซื้อเข้ามาคิดนะครับ
  3. การทดสอบเป็นการ Back Test นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้บอกว่าอนาคตจะดีนะครับ
  4. ระยะเวลาการทดสอบคือ 1 ปี 1 เดือน (ปี 2015 ในระบบจะคำนวน ธันวาคม 2014 – ธันวาคม 2015 นะครับ) 
  5. ผมคิดเรื่องต้นทุนเฉลี่ยสะสมเทียบกับราคาล่าสุด 9 ธค 2015 ไม่ได้คิดผลตอบแทนแบบ IRR นะครับ ถ้าใครจะวัดผลลักษณะนี้ต้องลองไปคำนวณเพิ่มเติมนะครับ
  6. จำนวนหุ้นคิดจากเงินต้นเดือนละ 10,000 บาท รวม 13 เดือน 130,000 บาท
  7. กำไรและเปอร์เซ็นกำไรคิดแบบเอา มูลค่าพอร์ตปัจจุบันบวกกับเงินปันผลที่ได้รับแล้วคิดออกมา (คิดแบบง่ายๆเลยนะครับ)
  8. กรณีมีการออกเพิ่มทุนหรือ Warrant ไม่ได้เอามาคิดนะครับเพราะไม่รู้ว่าแต่ละคนจะใช้สิทธิหรือไม่นะครับ

ผลการจัดอันดับมีดังนี้จ้า

ในปีนี้หุ้นที่มาแล้วได้ผลตอบแทนช่วง 1 ปีเกิน 10% คือหุ้น SAWAD CENTEL MINT BH TOP และมี 18 ตัวจาก 50 ตัวที่ยังไม่ได้ขาดทุน (แต่ก็ไม่แน่นะครับอีก 1-2 อาทิตย์อาจจะเหลือน้อยกว่านี้หรือเพิ่มขึ้นก็ได้)

โอ๊ะ น่าแปลกจริงๆ ในหลายๆปีถ้าไปดูผลตอบแทนระยะ 3 ปี 5 ปี ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะครับ ต้องลองไปดูพื้นฐานเพิ่มเติมกันแล้วล่ะว่าทำไมอยู่ๆหุ้นบางตัวถึงพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ แต่อย่างไรก็ตามอันนี้ก็เป็นแค่การเทสย้อนหลังในระยะสั้นเท่านั้น นักลงทุนระยะยาวก็ต้องนำไปศึกษาต่อเพื่อให้ได้มั่นใจนะครับว่าจะลงทุนได้อย่างปลอดภัย

ว่าแต่ใครลงทุนด้วยตัวเองแบบจับจังหว่ะได้ผลตอบแทนชนะ DCA บ้างครับ? เก่งมากๆเลย > <

แนวทางการออมหุ้นแบบ DCA ผมมีเขียนเล่าไว้ในหนังสือและคอร์สออนไลน์สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.aomstock.com นะครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นการลงทุนในหุ้นด้วยการมองพื้นฐานอย่างง่ายๆและสร้างวินัยในการลงทุน ก่อนต่อยอดไปลงลึกในการลงทุนในระดับที่สูงขึ้นนะครับ

เพราะ “ภาษี” ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ “กำไร” ธุรกิจลดลงเพียงอย่างเดียว

เมื่อช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา @TAXBugnoms ได้ไปบรรยายในหัวข้อ ภาษีธุรกิจเบื้องต้น ซึ่งจากคำถามและความเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายๆท่าน ทำให้ผมทราบว่า หลายๆคนมองว่าปัญหาของการประกอบกิจการ คือ ภาษี ซึ่งเป็นรายจ่ายที่สร้างปัญหาให้กับธุรกิจ

โดยส่วนหนึ่งนั้นมาจากปัญหาความยุ่งยากทั้งตัวกฎหมายเอง การให้บริการที่ไม่สะดวกของเจ้าหน้าที่รัฐ และความไม่เข้าใจเรื่องภาษีของเจ้าของกิจการ เมื่อรวมกันครบทุกปัญหา ก็เลยเกิดผลออกมาตูมมมมม เป็นโกโก้ครั้นซ์อย่างที่เห็นนี่แหละครับ

ผมได้ลองมาคิดทบทวนอีกครั้งหลังจากการบรรยายก็พบว่า คำตอบสำหรับเรื่องนี้สามารถมองออกได้เป็น 2 มุมมอง โดยมุมมองแรก คือ การมองว่าภาษีคือ รายจ่าย ที่ทำให้กำไรของธุรกิจลดลง ยิ่งจ่ายมากยิ่งทำให้กำไรลดลงมาก ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องใช่ไหมครับ?

แต่ถ้าหากเรามองกลับกันว่า ภาษีคือ “การจ่ายเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ” เพราะมันคือต้นทุนในการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ธุรกิจได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ใช้วิธีการหลบเลี่ยงภาษีอย่างที่เราเห็นกันในหลายๆแห่ง รวมถึงมีใครหลายคนมักจะแนะนำให้ทำกันโดยไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด เช่น การหลบเลี่ยงรายได้ โดยไม่จ่าย ไม่ออกบิล หรือไม่นำมาเป็นรายได้คำนวณภาษี หรือ การกระจายรายได้ โดยแบ่งสรรให้คนอื่นมารับรายได้แทนเรา เพื่อลดภาษีที่เราต้องจ่าย

แต่รู้ไหมครับว่า … การเลือกที่จะทำแบบนี้อาจจะเป็นการตัดโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องมีรายได้ 1.8 ล้านปีต่อไปขึ้น ถ้าหากเราไม่อยากจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เราก็พยายามกระจายรายได้ให้คนอื่นหลายๆคนรวมกันไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อคน แค่นั้นง่ายๆ แต่ก็แปลว่ารายได้ต่อปีเราจะน้อยนิดกระจ้อยร่อย อยู่อย่างเหงาๆแบบไม่จริง

แต่สิ่งที่เป็นคำถามต่อมาคือ แล้วเราจะทำอย่างนี้ได้นานแค่ไหน กับ ต้นทุนในการหลบเลี่ยงภาษีตรงนี้มีมากเท่าไร เพราะบางครั้งทางที่เราเลือกอาจจะเป็นการจ่ายค่าใช้จ่ายที่แพงกว่าภาษีที่เราต้องจ่ายกันจริงๆโดยที่เราไม่รู้ตัว ด้วยเหตุผล 3 ข้อต่อไปนี้

1. ค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอาจจะเพิ่มสูงถึง 4 เท่าของภาษี

ในกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจสอบพบสำหรับการหลบเลี่ยงภาษี จำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายอาจจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า หรือกรณีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ครบถ้วน จะต้องเสียภาษีสูงถึง 3 เท่าครับ

2. ต้นทุนในการเคลียร์

เราจะได้ยินว่า รู้จักคนนั้น คนนู้นบอกมา คนหน้ามีสีเคลียร์ได้ แต่ต้นทุนในการเป็นหนี้บุญคุณคนที่เคลียร์ให้ หรือ ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายในการเคลียร์นั้น บางครั้งมันอาจจะมากกว่าค่าภาษีที่เราตัดใจจ่ายไปตั้งแต่แรกก็ได้ครับ

3. การประหยัดรายจ่ายโดยรวม

สิ่งที่ธุรกิจควรสนใจ ไม่ใช่การประหยัดภาษี แต่ควรสนใจการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมต่างหากครับ เพราะภาษีถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย แต่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เราต้องจ่าย ดังนั้นการประหยัดภาษี แต่เพิ่มค่าใช้จ่ายในการหลบเลี่ยงภาษีนั้น ถือว่าไม่ควรทำครับ

เมื่ออ่านมาถึง ณ จุดๆนี้  สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้กับทุกๆคนก็คือ ถ้าเราอยากให้ธุรกิจเราไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ ผมเชื่อว่าหนึ่งในการเริ่มต้นที่ดี คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราเรื่องภาษีเป็นลำดับแรกก่อนครับ เพราะไม่ว่าจะกิจการเล็กใหญ่ขนาดไหน หรือมีเป้าหมายอย่างไรในการทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เราควรคิดให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้มีปัญหาย้อนหลังที่จะทำให้ธุรกิจเราพังมันก็คือเรื่องของภาษีนี่แหละ… จริงไหมครับ ^^

กฎข้อที่ 3 ความสำคัญของงบการเงินที่แข็งแกร่ง

งบการเงินสำคัญต่อการลงทุนอย่างไร?

เมื่อคุณต้องไปลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง สิ่งที่จำเป็นต้องรู้อีกอย่างก็คือ “เรื่องของงบการเงิน” ซึ่งสำคัญไม่แพ้ไปกว่า กฎข้อที่ 1 และ 2 (อ่านย้อนหลังได้ที่ กฎข้อ 1, กฎข้อ 2 ) แล้วงบการเงินมันสำคัญอย่างไร?

ก่อนที่เราจะไปลงทุนในบริษัทใดๆนั้น เราจะต้องทำการบ้าน และศึกษามาให้ดีว่า บริษัทนั้นมีทรัพย์สินหมุนเวียนทั้งหมดเท่าไหร่ มีหนี้สินมากน้อยเพียงใด หรือว่ามีเงินสดมากเกินไปหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้จะบอกเราได้ว่า แนวทางการบริหารจัดการของบริษัทนี้แข็งแกร่งมากขนาดไหน

งบการเงินที่แข็งแกร่ง ก็หมายถึงรากฐานที่มั่นคง บริษัทไหนที่มีงบการเงินที่ดี ก็มีชัยมากไปกว่าครึ่งแล้ว มีหลายๆบริษัทต้องปิดตัวลงเพราะงบการเงินที่ไม่แข็งแกร่ง รายจ่ายมีมากกว่ารายรับ มีหนี้สินมากจนเกินไป หรือนำเงินไปลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยงมาก ขาดทุน จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลกลับมาสู่ผู้ถือหุ้นได้

สิ่งที่สำคัญสำหรับการพิจารณาลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น เราต้องพิจารณาจากงบการเงินที่แข็งแกร่งมากๆ ไม่ใช่เพียงแค่หนี้สิน เราต้องพิจารณาถึงทรัพย์สินที่มีทั้งหมดด้วย และยังต้องรู้ให้ลึกเข้าไปอีกว่า บริษัทนั้นใช้เงินสดทำอะไรบ้าง มีการนำเงินสดไปลงทุนในที่ที่ปลอดภัยหรือเปล่า เงินที่บริษัทเอาไปลงทุนแล้วได้กำไรนั้น จะกลับมาหาเราในลักษณะเงินปันผลได้ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆคือ บริษัทนั้นมีการจัดการการเงินที่ชาญฉลาดมากพอที่เราจะไปลงทุนด้วยไหม

อย่าลืมศึกษาพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเราด้วย

หมายเหตุ : 

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน”

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.aberdeen-asset.co.th/10goldenrulesthai

8 วิธีหาหุ้นเด็ดสไตล์ Warren Buffett

มาดูกันครับว่านักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffet

นักลงทุนที่ร่ำรวยจนติดอันดับมหาเศรษฐีชั้นนำระดับโลก เขามีวิธีหาหุ้นเด็ดยังไงนะ?

  1. ซื้อบริษัทชั้นเลิศในราคาธรรมดา ดีกว่าซื้อบริษัทธรรมดาในราคาหรูเริ่ด Buffet จะซื้อบริษัทที่มีราคาต่ำกว่าที่มันควรจะเป็น หรือ Under Value และ ถือรอจนบริษัทแสดงมูลค่าที่แท้จริงออกมา หรือว่ากันง่ายๆ ซื้อตอนคนอื่นว่าไร้ค่านั่นล่ะครับ
  2. มีโอกาสในการทำกำไรสูง ถ้าธุรกิจเติบโต ทำกำไรได้ดี ยังไง๊ ยังไง ราคาหุ้นก็จะเพิ่มตามขึ้นไปเอง
  3. อย่าเป็นหนี้มากเกินไป การเป็นหนี้ ถ้าเพื่อลงทุน ทำธุรกิจ เพื่อทำกำไรต่อ นั่นดีมากครับ แต่ถ้าหนี้มากเกินไป จนเสียศูนย์ (เหมือนรถไม่ได้ตรวจสภาพ) เครื่องก็อาจรวน เงินไหลไม่คล่อง ทำธุรกรรมอะไร ก็ช้าลงไปด้วย 
  4. เข้าใจธุรกิจ กดซื้อเมื่อไหร่ ก็ถือว่าเป็นเจ้าของกิจการเมื่อนั้น และการเป็นเจ้าของกิจการ อย่างน้อยก็น่าจะรู้จักและเข้าใจธุรกิจตัวเองบ้างล่ะครับ อย่างน้อยก็ควรรู้ว่า บริษัททำอะไร กำไรได้มาจากไหน หุ้นจะขึ้นไหม….. อ้าว นั่นไม่เกี่ยว ฮ่าๆๆๆ
  5. การจัดการที่เข้มแข็ง Buffett จะตั้งคำถาม 3 ข้อกับผู้บริหารบริษัท คือ 1) พวกเขามีเหตุผลไหม? 2) พวกเขายอมรับความผิดพลาดไหม? และ 3) พวกเขาต่อต้านข้อบังคับขององค์กรไหม? ซึ่ง 3 คำถามนี้ครับ จะช่วยสกรีนว่าเขาจะบริหารบริษัทของเราได้ดีจริง ๆ รึเปล่านะ
  6. The ‘Moat’ Moat หรือ คูเมือง ที่จะเป็นเหมือนเกราะป้องในการต่อสู้กับคู่แข่ง เขาบอกว่าธุรกิจที่มีคูเมืองกว้างใหญ่กว่า จะสามารถปกป้อง Core Business ได้ดีกว่า หรือ ถ้าได้เปรียบมากกว่า ก็มีแนวโน้มที่ดีล่ะครับ
  7. อย่ารีบเร่ง ตอนเรารีบร้อน ตัดสินใจเร็ว บางครั้งเราอาจจะยังคิดไม่ครบ มันจึงผิดพลาดได้ง่ายครับ สำหรับปู่ เขาไม่รีบเร่ง ซื้อช้าหน่อย แต่ได้กำไรคุ้มกับที่รอครับ
  8. การถือหุ้นระยะยาว ยาวของ Buffet คือ ยาวมากของพวกเราครับ ฮ่าๆๆๆ ปู่เขาไม่ได้ถือไปตลอดชีวิตนะครับ เขาถือไปตลอดกาล ‪#‎แก่ไปด้วยกัน ครับ!! แนวคิดของรายใหญ่ระดับโลกเขาไม่ได้ลึกล้ำแบบที่พวกเราคิดเลย หวังว่าพวกเราจะมีหนึ่งในล้าน จากรายย่อย เป็นรายใหญ่เข้าซักวัน

แอบซื้อหุ้นหรือประกันชีวิตดีกว่ากัน?

มีน้องๆมีถามเรื่องการซื้อหุ้นกับประกันชีวิตกันอยู่บ่อยมากว่าจะซื้ออะไรดี โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาตัดสินใจเลือก มักจะเอาผลตอบแทนมาเปรียบเทียบกัน แล้วผลสรุปก็จะเป็นไปในทางเดียวกันคือ ประกันชีวิตผลตอบแทนมันน้อยมาก ซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมดีกว่าไหมผลตอบแทนเยอะดี ในส่วนตัวผมนะครับผมคิดอย่างงี้

ประกันชีวิตกับหุ้นมันคนละเรื่องกันแหระ

ประกันคือประกัน หุ้นคือหุ้น วัตถุประสงค์หลักๆของมันจริงๆส่วนตัวผมมองว่ามันไม่เหมือนกันนะ ความเสี่ยงก็ไม่เหมือนกัน ผลตอบแทนก็ย่อมไม่เหมือนกัน ประกันนั้นมีเป้าหมายว่าเมื่อเรานำเงินไปซื้อแล้วจะได้รับความคุ้มครองตามที่ตกลงกัน เช่น เวลาเราทำประกันชีวิต หากเกิดเหตุขัดข้องในรายละเอียดที่ประกันคุ้มครองเราก็จะได้เงินชดเชยในส่วนนั้น แต่ถ้าไม่เกิดก็แล้วไป

ซึ่งหลายคนก็มองว่า เห้ย! งี้ถ้าจ่ายเงินไปแล้วไม่เป็นอะไรก็จ่ายฟรีซิ (ก็ดีแล้วไม่ใช้หรอครับที่ไม่เป็นอะไร เขาก็คุ้มครอง ไม่ได้จ่ายฟรีซักหน่อย  – -”) แต่พอเครื่องมือทางการเงินพัฒนาขึ้นประกันก็มีรูปแบบที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ทำประกันได้ด้วยนะ เป็นการคุ้มครองและให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเงินที่จ่ายไป ได้ทั้งต้นคืนและผลตอบแทนด้วยเนี่ย ประกันเองก็ต้องบริหารดีๆ เน้นแนวทางที่ต้องจ่ายเงินต้นพร้อมผลตอบแทนให้กับลูกค้า ผลตอบแทนที่บริษัทประกันจะให้เราก็เลยไม่สูงมากนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว จริงๆประกันก็จะเน้นการสร้างความคุ้มครองละครับ ส่วนจะมีผลตอบแทนไหมก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบกรมธรรม์

ส่วนหุ้นนี่คนละอย่างเลย อันนี้คือการที่เราเอาไปลงทุนเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งจะต้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ หากบริษัทเติบโตกันอย่างต่อเนื่องก็เฮกันไป ถ้าบริษัทเจ๊งระเนระนาดก็สลดกันทั่วหน้าเช่นกัน การลงทุนในหุ้นจึงมีความเสี่ยงที่สูงมากและแน่นอนว่ามันทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าประกันชีวิตที่จ่ายผลตอบแทน (หรืออาจจะต่ำกว่าก็ได้ เพราะหุ้นเจ๊งก็เห็นทั่วไป) โดยสรุปแล้วผมว่ามันคือเครื่องมือการลงทุน ไม่ใช่เครื่องมือที่ในการคุ้มครองชีวิตที่แถมเงินต้นพร้อมผลตอบแทนคืนเมื่อครบกำหนด

เลยชอบคิดแบบนี้ครับว่า :
ประกัน คือ เครื่องมือที่ปกป้องความมั่งคั่ง
หุ้น คือ เครื่องมือที่ต่อยอดและสร้างความมั่งคั่ง

มุมมองการซื้อประกันชีวิตและลงทุนในหุ้น

ส่วนตัวผมทำทั้งประกันชีวิตและลงทุนในหุ้นควบคู่กันไปเลยนะครับ เมื่อก่อนเคยทำงานประจำ เงินเดือนผมไม่ได้เยอะมาก เคยไปหาหมอจ่ายค่านอนโรงพยาบาลเป็นหมื่นบาท ตกใจมากๆ ก็เลยทำประกันชีวิตก่อนเป็นอันดับแรกเลย เพราะผมมองว่าประกันเป็นเรื่องที่วางแผนได้และกำหนดว่าเราจะจ่ายเงินแค่ไหนเพื่อคุ้มครองขนาดไหน ก็เคยจ่ายประกันสุขภาพไปฟรีๆอยู่ 3 ปีได้นะครับ ไม่ป่วยเลย แต่พอป่วยปุ๊ปค่าใช้จ่ายที่ผมต้องจ่ายกลับมากกว่าเงินที่จ่ายให้ประกันทั้ง 3 ปีนั่นอีก นี่ล่ะครับที่ผมมองว่ามันปกป้องความมั่งคั่งให้เราได้ และผมก็ทำประกันแบบครอบคลุมก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สุขภาพ รายได้ ชีวิต ฯลฯ

ประกันนะสำหรับผมทำแต่พอดี แล้วพอมีเงินเพิ่มขึ้นมา ผมก็เอาไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้นได้ ผมก็ซื้อหุ้น กองทุนรวม อะไรพวกนี้ต่อ เพราะอย่างน้อยถ้าผมลงทุนแล้วเกิดผิดพลาด ไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี แล้วดันป่วยต้องออกจากงานอีก กรณีไม่มีประกันคุ้มครองตอนนั้นเงินจะถูกลดจากกระเป๋าแบบไม่มีทางเลือกเลยนะครับ แต่พอวางแผนให้ดี ทำประกันด้วย ซื้อหุ้นลงทุนด้วย ผมว่าชีวิตมันจะจัดการหลายๆอย่างได้ง่ายขึ้นนะ

โดยสรุปจากมุมมองของผมนะ ก็ยังคงยืนยันว่าประกันคือประกัน หุ้นคือหุ้น อย่าเอาผลตอบแทนมาเปรียบเทียบเลย แต่เราเลือกซื้อจากการวางแผนทางการเงินของเราดีกว่า แล้วเราจะมีชีวิตและสุขภาพทางการเงินอย่างมีความสุขนะครับ

อยากมีบ้านต้องเก็บเงินตอนอายุเท่าไร?

5 คำถามที่ต้องตอบได้ ก่อนคิดจะซื้อบ้าน (1) (1)-02

 

 

สวัสดีครับทุกคน มีคนหลังไมค์มาหาพี่ปึ้กอย่างล้นหลาม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าช่วงนี้มันเป็นอะไร ทำไมมีแต่คนถาม

“อยากมีบ้านต้องเก็บเงินอายุเท่าไหร่”

 

ใจเย็นๆนะครับ ทำใจดีๆก่อน คือแบบนี้นะ! ก่อนที่ผมจะตอบคำถามพวกคุณ ผมอยากจะถามคุณสั้นๆกลับก่อนว่า คำถามนี้คือคำถามที่ควรถามหรือไม่? แนะนำว่าให้คิดดีๆก่อนถาม เพราะอะไรรู้ไหมครับ

 

  1. “อยากมีบ้าน” คุณอยากมีบ้านตอนไหน? เมื่อไร? ใครจะไปรู้ใจคุณเท่าตัวคุณเองได้ครับ ผมไม่ใช่คุณริวจิตสัมผัสนะครับบบบ!
  2. “เก็บเงินตอนอายุเท่าไร” เอ่อ.. อันนี้ยิ่งอาการหนักเพราะการเก็บเงินนั้นมันเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่อยากมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ไม่ใช่มาถามว่าต้องเริ่มเก็บเมื่อไร ตอนอายุเท่าไรดี เพราะมันควรเก็บทันทีที่คุณรู้ว่าตัวเองมีรายได้ต่างหากเล่า

 

แต่ผมก็รู้แหละว่าคุณหมายความว่าอะไร เอาเป็นว่าผมจะตอบคำถามใสๆแบบนี้ในสไตล์พี่ปึ้กผู้มั่นคงต่อเป้าหมายทางการเงินให้ละกันนะว่า ก่อนจะถามคำถามนี้ได้ คุณต้องตอบคำถามตามเป้าหมายการเงินทั้ง 5 ข้อนี้ให้ได้ก่อน ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งคิดจะซื้อบ้าน เพราะคุณได้ผ่อนจนหลังอานแน่นอน

 

5 คำถามที่ต้องตอบได้ ก่อนคิดจะซื้อบ้าน (1) (1)-01

 

 

  1. มีทำไม ? : เยสสสสสสสส… เราจะมีบ้านไปทำไม อะฮ้า คำถามนี้เหมือนจะง่ายแต่ตอบยาก ผมไม่ได้หมายความว่าตอนนี้คุณกำลังนอนอยู่ข้างถนน หรือใต้สะพานลอยนะ แต่ผมถามถึง “ความจำเป็น” ที่คุณต้องเอามาถามตัวเองก่อนว่า เพื่ออะไร??? เช่น แต่งงาน สร้างครอบครัว บ้านนี้เป็นบ้านหลังแรกเพราะแต่ก่อนเช่าเค้าอยู่ ฯลฯ
  2. มีภาระไหม? : โอเค ถ้ามันจำเป็นที่ต้องมี ต่อมาคือด่านสองที่ต้องตอบให้ได้ ก็คือ “ชีวิตอยู่ดีมีสุขหรือยัง” ถ้ามีภาระอื่น ยังผ่อนรถไม่หมด เป็นหนี้บัตรเครดิต ชีวิตมีปัญหา ติดยาคูลท์ ชอบดูบอล ฯลฯ แบบนี้ก็อย่าเพิ่งมีเลยเหอะ!
  3. ใช้งบเท่าไร? : ต่อมาคือเรื่องของเงินบ้างล่ะ ดูก่อนเลยว่าบ้านในฝันที่เราอยากจะมีจนตัวสั่นนั้นมันต้องใช้งบเท่าไร จัดไปให้ครบทั้งเงินดาวน์ เงินโอน ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง ค่าใช้จ่าย ค่าจิปาถะมากมายก่ายกอง ตอบให้ได้ว่างบที่ต้องการน่ะมันเท่าไหร่!
  4. ผ่อนไหวป่ะ ? : ถามต่ออีกที เฮ้ย แล้วเราจะผ่อนไหวหรือเปล่า เอางบในข้อ 3 มาลองจัดการว่าเงินที่ต้องการกับเงินที่เรามีมันสอดคล้องกันไหม ไม่ใช่ฝันซะใหญ่แต่มีเงินไม่กี่บาท แบบนี้เดี๋ยวพี่ปึ้ก แทงเข่าเลยครับ ลองคำนวณด้วยว่าถ้าจะกู้ธนาคารต้องผ่อนเท่าไร ดาวน์เท่าไร แล้วเราจะมีรายได้มาผ่อนไหวหรือไม่!?
  5. จะขายเมื่อไร ? : บ้านคือสินทรัพย์ ดังนั้นต้องสร้างรายได้ของเราให้มากขึ้น คิดเลยว่าทำเลที่ตั้ง ความคุ้มค่า ความสะดวก การเดินทาง และปัจจัยอื่นๆที่มีต่อราคาบ้านทำให้บ้านที่เราตัดสินใจซื้อวันนี้ มีโอกาสสร้างกำไรในอนาคตไหม ถ้ามีนี่แปลว่าดีมาก แต่ถ้าไม่มีลองกลับไปคิดดี ๆ อีกครั้งว่า บ้านที่ไหนมันซื้อแล้วจนลงบ้างฟระ!

 

สุดท้าย คำถาม 5 ข้อสั้นๆง่ายๆ ที่ต้องถามตัวเองให้ชื่นใจก่อนจะเก็บเงินซื้อบ้าน คือ มีทำไม มีภาระไหม ใช้งบเท่าไร ผ่อนไหวป่ะ และจะขายเมื่อไร ถามย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ให้ชัด ๆ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ เพราะถ้าอยู่ ๆ มาถามว่า อยากมีบ้านต้องเก็บเงินตอนอายุเท่าไร แล้วไม่มีความรู้อะไรเลย

 

ถ้าแบบนี้ ผมแนะนำกำเงินไว้ให้แน่นแล้วเอาไปฝากธนาคารเถอะครับบบบบบ!!!

 

สนับสนุนโดย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

Image

เก็บเงินอย่างไรให้นมตูม

เมื่อวานนัดเม้าท์กับเพื่อนสาว 2 นาง คนแรกชื่อเฉลิมศักดิ์เมื่อก่อนสนิทกับผู้ชายเถื่อนๆที่เขียนบล็อกในออมมันนี่คนนึง เห็นเคยไปเตะบอลด้วยกันแต่นางเหลิมหล่อออกจากวงการแล้ว อีกคนคือคือนางสาวบี แต่พวกเราเรียกหล่อนว่าบี้เกิลบ้าง วอนนาบีบ้าง ส่วนเสี่ยมจูไม่ได้มาเพราะนางยุ่งกับการขายโอเลี้ยงแลก LTF

เฉลิมศักดิ์เปิดประเด็นเด็ดขึ้นมา โดยบอกเพื่อนๆทุกคนว่า นางประกาศให้ที่บ้านทราบแล้วว่านางเป็นผู้หญิงและนางจะแปลงเพศ ซึ่งทุกคนงงมากว่าที่บ้านพึ่งรู้หรอ แต่งหน้าขนาดมอง 300 เมตรยังลอยมาแต่ไกล กระนั้นเข้าประเด็นแรกคือ นางต้องการเก็บเงินทำนม ต้องทำอย่างไรบ้าง อู้ย… พอถามขึ้นมาที นางบีเกิ้ลก็เอาด้วย เจ๊ก็บรรยายสุดริดค่ะ

ขั้นตอนของการวางแผนการทำนมมีดังนี้ค่ะ

1. หาคลีนนิคที่ไว้ใจได้ตามมาตรฐานที่มีการยอมรับ

เจ๊ขอบอกเลยนะค่ะว่าพวกเธอต้องเอาคุณภาพมาเป็นปัจจัยแรก! บางคนเอาราคามาเป็นปัจจัยแรก ไม่ได้นะคะเดี๋ยวนมเน่า ติดเชื้อ อักเสบ ต้องเอาออก ผ่าเข้าผ่าออกแต่ละทีเดี๋ยวเสียเงินเยอะเข้าไปใหญ่ เอาของดีๆทีเดียวจบนะคะ

2. พูดคุยกับหมอและเลือกประเภทนมที่เหมาะสมกับเรา

หลักๆนมมี 2 แบบนะคะคือ (ดู info นะคะ)

1) นมทรงกลม

สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงแท้ๆและกะเทยค่ะ ราคาอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาทขึ้นไปในช่วงปี 2558 ตามการสำรวจของนังปีเตอร์เพลียเพื่อนสาวเจ๊จากดินแดนแห่ง NaverMan

2) นมหยดน้ำ

สามารถทำได้แค่ผู้หญิง เพราะต้องใช้ฐานนมค่อนข้างเยอะ ราคาอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป นังปีเตอร์เพลียสำรวจมาเช่นกันค่ะ ถ้าบรรดาพ่อบ้านใจกล้าเจอเมียของบก็เก็บตังไว้ค่ะ

ราคานมมาตรฐานคร่าวๆค่ะ มันขึ้นอยู่ว่าเธอซื้อกี่ CC นำเข้าซีลีโคนจากทีไหน ซื้อนมเหมือนซื้อรถล่ะค่ะ มีตัว Top ตัวรอง

ส่วนนมประเภทอื่นเจ๊ไม่เคยเห็นนะค่ะ แต่คงไม่มีใครทำนมทรงกระบอกหรือนมทรงกรวยหรอกมั้งนะคะ เจ๊ว่าให้หมอแนะนำดีกว่านะคะ หมอจะเลือกความสวยให้หล่อนได้

3. ตั้งงบประมาณและเป้าหมายในการทำนม

ไม่ใช่แค่นมที่พวกเธอจะตั้งเป้าหมายนะคะ ต้องไปดูค่าใช้จ่ายอื่นๆด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายหลังจากการผ่าผ่าเสร็จต้องนอนโรงพยาบาลต่อเพราะมันเจ็บมากยิ่งกว่ารถสิบล้อทับลงมา (ประกันไม่จ่ายนะยะ) แต่ถ้ามาพักฟื้นที่บ้านก็จะถูกกว่านะคะ

เป้าหมายก็มองกันเลย สมมติงบ 50,000 บาท เก็บตามนี้เลยค่ะที่รัก

กรณีที่พวกเธอเห็นโปรโมชั่นหรือการผ่อนชำระ ก็ต้องคำนวนด้วยนะคะว่าคุ้มหรือเปล่า บางทีถ้าผ่อนมีดอกเบี้ยต้องจ่ายค่านมแพงขึ้นค่ะ แต่เจ๊ว่าเก็บเงินก็ดีนะคะ ฝึกวินัยในการออมเงินด้วย กรณีออมไปออมมาราคานมเพิ่ม ก็เก็บต่ออีกนิด ยังไม่นมไม่มีก็ยังมีเงินค่ะ

หวังว่าพวกเธอจะได้เป้าหมายและวิธีคิดง่ายๆในการเก็บเงินทำนมแล้ว เกิดมาต้องสวยและรวยมากนะคะ เจ๊เป็นกำลังใจให้ค่ะ จุ๊ฟๆ

จ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหรือทำประกันสุขภาพ แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ…หนูเคยได้ยินคนบอกมาว่า ถ้าเป็นคนแข็งแรงเจ็บป่วยไม่บ่อย ใช้ชีวิตไม่ประมาท ก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพหรอก จ่ายเงินทิ้งไปเปล่าๆ สู้เอาเงินไปจ่ายค่ารักษาเมื่อจำเป็นจะดีกว่า พี่มั่นคงคิดว่ายังไงคะ

พี่มั่นคง : โอ๊ะ เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยครับน้องมั่งคั่ง มาเลยครับ พี่จะอธิบายให้ฟัง

BLA5-edit-edit-01

 

พี่มั่นคงเห็นหลายๆ คนมักจะไม่ค่อยจะนึกถึงเรื่องประกันสุขภาพ ด้วยความคิดที่ว่าไม่เป็นไร เราแข็งแรงดีอยู่แล้ว นานๆ ทีถึงจะป่วยเข้าโรงพยาบาล จะเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปทำไม พร้อมด้วยเหตุผลมากมายอีกร้อยแปด

 

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของระบบประกันสุขภาพที่เป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน และประกันสังคมที่มาช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล ทำให้ใครหลายคนยิ่งมองว่าการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม เป็นเรื่องไม่จำเป็นเข้าไปอีก

 

แต่ชีวิตคนเราครับ มันไม่แน่ไม่นอนนักหรอก ความเจ็บป่วย หลายครั้งก็มาแบบกระทันหันโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ถ้าโชคดีก็เบาๆ ไม่เป็นอะไรมาก ได้พักสักสองสามวันก็หาย แต่ถ้ามาทีร้ายแรงล่ะ พอป่วยหนักๆ เข้า จ่ายไม่ไหว ประกันพื้นฐานที่มีก็เอาไม่อยู่ นึกจะไปทำประกันสุขภาพตอนนั้นก็ไม่ทันแล้วใช่ไหมครับ

 

นอกจากนี้ยังไม่รวมความสะดวกสบายใจในการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือโรงพยาบาลที่สะดวกสบายอีกต่างหาก อย่างที่รู้กันละครับว่า ค่ารักษาพยาบาลทุกวันนี้ก็แพงแสนแพง แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ลองสังเกตบิลค่าใช้จ่ายตอนเข้าโรงพยาบาลในแต่ละทีสิครับว่า เสียไปครั้งละเท่าไร? ยิ่งใครที่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัท ไม่มีประกันสวัสดิการสุขภาพให้เบิก หรือไม่มีประกันสังคมช่วยรองรับค่าใช้จ่าย เจ็บป่วยขึ้นมาแต่ละที นอกจากเสียรายได้แล้ว ยังเสียเงินที่เก็บสะสมไว้อีกต่างหาก

 

คำว่า “จ่ายไปก็เหมือนเบี้ยทิ้ง” สู้เก็บเงินไว้จ่ายค่ารักษาดีกว่า เพราะเราต้องยอมจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพไปโดยแลกกับความคุ้มครองที่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไร แนวคิดนี้อาจจะจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าลองคิดกลับกันว่า…ถ้าเกิดล้มป่วยจนต้องใช้ค่ารักษาจำนวนมากขึ้นมาจริงๆ ล่ะ….เราจะสามารถจ่ายเงินก้อนใหญ่นี้ได้โดยไม่กระทบกับเป้าหมายและการใช้ชีวิตได้เลยจริงหรือ

 

มีเพื่อนของพี่มั่นคงคนหนึ่ง จ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพปีละ 3 หมื่นบาท เป็นเวลา 8 ปี ต่อกันคิดเป็นเงินแล้วก็คือ 240,000 บาท แต่ผลปรากฎว่าในปีที่ 9 เพื่อนคนนี้ต้องผ่าตัดใหญ่ใช้เงินไปกว่า 700,000 บาท ซึ่งถ้าหากเพื่อนคนนี้ไม่ได้ทำประกันสุขภาพไว้ เงินสะสมที่มีก็อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไหนจะค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วอีก ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจจะทำให้ฐานะการเงินของตนเองและครอบครัวต้องลำบากได้

 

ดังนั้นคำถามที่ว่า ทำประกันสุขภาพดีไหม จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้ดีและถี่ถ้วนว่า ถ้าเราล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา เราพร้อมที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้อย่างที่ต้องการหรือไม่ อย่างที่ว่าแหละครับว่า ความเสี่ยงนั้นไม่เข้าใครออกใคร คนที่แข็งแรงมาตลอดก็สามารถล้มได้เช่นกัน  สิ่งที่เราทำได้คือหมั่นดูแลสุขภาพ ระวังความปลอดภัยในการใช้ชีวิต และวางแผนรองรับความเสี่ยงเอาไว้เท่านั้น

 

ปัจจุบันการซื้อประกันสุขภาพนั้นสะดวกสบายมากมายขึ้นเยอะครับ เราสามารถซื้อเพิ่มจากประกันชีวิตหลักโดยเป็นสัญญาเพิ่มเติม หรือจะซื้อประกันสุขภาพแยกต่างหากตามความพอใจ ขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองและความครอบคลุมที่ต้องการครับ

 

น้องมั่งคั่ง  : พี่มั่นคงคะ แบบนี้การทำประกันสุขภาพก็ถือว่าช่วยรองรับความเสี่ยงได้เยอะเลย อย่างน้อยมีไว้ก็อุ่นใจกว่า จะป่วยวันไหนก็ไม่ต้องกลัวเรื่องค่าใช้จ่าย

พี่มั่นคง : ใช่แล้วครับ น้องมั่งคั่ง แต่อย่าลืมว่าการเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับเรานั้น ต้องพิจารณาถึงความคุ้มครองที่ได้รับว่าตรงและครอบคลุมกับความต้องการ รวมถึงกำลังทรัพย์ของเราหรือเปล่า เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นขึ้นมาจะมีประโยชน์มากเลยครับ

น้องมั่งคั่ง : อุ๊ย..ดีจัง ขอบคุณนะคะพี่มั่นคง

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save