ถ้าแต่งงานแบบไม่มีสินสอด จะตั้งตัวได้เร็วแค่ไหน?

สวัสดีครับคู่รักทุกคู่ วันนี้เราจะมาลองเปิดประเด็นใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่น่าสนใจ

คำถามชวนคิดวันนี้มีอยู่ว่า…

“ถ้าในไทยไม่มีประเพณีการจ่ายสินสอดและไม่มีค่านิยมที่ต้องจัดงานแต่งงาน จะส่งผลให้คู่แต่งงานใหม่ตั้งตัวครอบครัวได้เร็วขึ้นมากน้อยแค่ไหน”

แค่ชื่อประเด็นก็อาจทำให้ พ่อตาแม่ยายและเว็ดดิ้งแพลนเนอร์คงร้องกรี๊ดดดด ทำไมถึงจะไม่จ่ายสินสอด  ทำไมถึงจะไม่จัดงานแต่ง มันเป็นขนมธรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านานแล้วนะ เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ฯลฯ อย่าเพิ่งตกใจครับ

วันนี้เราแค่มาลองคิดกันเล่นๆ คาดเดาผลลัพธ์ว่าถ้า “ไม่มี” ..มันจะเป็นยังไง เท่านั้นเอง

ก่อนเราคุยประเด็นข้างบน เรามาดูความแตกต่างสไตล์การแต่งงานของคนแต่ละประเทศเท่าที่ผู้เขียนเคยประสบมา ผิดถูกอย่างไรแสดงความคิดเห็นมาได้

ไทย: ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดให้ครอบครัวเจ้าสาว และในทางปฏิบัติบางกรณีพ่อแม่เจ้าสาวก็จะคืนเงินสินสอดกลับไปให้คู่บ่าวสาว แต่บางกรณีก็ไม่ได้คืน ถือเป็นค่าน้ำนมเลี้ยงเจ้าสาวและเพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถของเจ้าบ่าวนั่นเอง และก็มีการจัดงานแต่งงานโดยมีค่านิยมต้องแต่งเช้าและเลี้ยงบ่ายหรือเย็น โดยส่วนใหญ่มีค่านิยมว่างานแต่งควรจะใหญ่และหรูดูดี แขกผู้ร่วมงานแต่งชุดราตรีสูท

เกาหลีใต้: มีงานแต่งงานปกติ แต่ฝ่ายชายไม่ต้องจ่ายสินสอดให้ครอบครัวเจ้าสาว แต่จะรู้กันว่าฝ่ายชายต้องเป็นคนรับผิดชอบซื้อบ้านหรือคอนโดด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายหญิงจะดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านช่วยสามี

สิงคโปร์: จัดงานแต่งในโบสถ์แบบเรียบง่าย และจัดงานเลี้ยงอาหารในโรงแรมแบบเรียบง่ายเช่นกัน แขกร่วมงานแต่งกายเหมือนชุดออฟฟิศทำงานของไทยเรา

เราพอจะมองเห็นความแตกต่างของวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้เงินของคนแต่ละประเทศไหมครับ แต่ละแห่งก็มีวัฒนธรรมและสาเหตุที่มาของวิธีการใช้เงินต่างกัน เช่น สิงคโปร์เน้นความเรียบง่าย อาจจะมาจากบ้านเมืองเค้าคนมีฐานะร่ำรวยใกล้เคียงกันเขาจึงไม่จำเป็นต้องจัดงานหรูให้ดูแตกต่างจากคนอื่นเท่าคนไทยที่ยังมีความเหลื่อมล้ำรายได้อยู่มาก ส่วนไทยบ้านเรานั้นมีทรัพยากรมากมาย ผู้คนอาจจะสบายๆ ชิลล์ๆ ดังนั้นการที่ตั้งกติกาให้มีสินสอดก็เพื่อท้าทายความสามารถของเจ้าบ่าวว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่เมื่อมีแรงกระตุ้นเป็นสินสอดแบบนี้
แต่ว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ประเพณีวัฒนธรรมบางอย่างที่เคยว่าดีอาจจะต้องปรับตัวกันบ้าง

ถ้าในไทยเรายกเลิกประเพณีการจ่ายสินสอดและจัดงานแต่งหรู จะทำให้คู่แต่งงานใหม่ตั้งตัวเร็วขึ้นจริงไหม เรามาดูตัวเลขของคู่รักคู่หนึ่งครับ

คู่แรก ฝ่ายสามีบอกกับผู้เขียนว่า ” ถ้าผมไม่ได้จัดงานแต่งและไม่จ่ายสินสอดแล้วละก็ ผมกับภรรยาผมจะมีเงินเก็บทันที 1,000,000 บาท” เงินล้านบาทที่ว่านี้เขากับภรรยาใช้หมดไปภายในวันงานแต่งงานวันเดียว! และขณะนี้เขาก็ยังต้องหาเงินเพิ่มเพื่อความมั่นคงในชีวิต

มาดูกันอีกกรณี บ่าวสาวคู่นี้ แท้จริงเป็นคนร่ำรวยมาจากตระกูลพ่อค้าทั้งคู่มีศักยภาพจัดงานแต่งได้หรูหรายิ่งใหญ่ แต่ซินแสดันทักบอกว่าคู่นี้แต่งใหญ่ไม่ได้ แต่งใหญ่แล้วจะไม่ดี ต้องแต่งเล็กๆ และแล้วทั้งคู่จึงตัดสินใจจัดงานแต่งแบบจีนในบ้าน เรียกเฉพาะญาติมากินข้าว แล้วประกาศให้ทุกคนทราบว่าเป็นสามีภรรยากันแล้วผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Facebook” เบ็ดเสร็จงบประมาณไม่เกิน 50,000 บาท ประหยัดโดยไม่ตั้งใจ และทุกวันนี้คู่นั้นก็กำลังจะมีลูกน้อยมีความสุขในชีวิตคู่แล้ว

นี่คือเรื่องจริงที่น่าหันกลับมาคิดว่าเราควรเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือไม่

การใช้เงินก้อนโตไปกับงานอีเวนต์แค่วันเดียว หลายคนอาจจะบอกว่าคุ้มค่า แต่หลายคนอาจจะแอบเถียงในใจว่าถ้าใช้เงินน้อยกว่านั้นก็ดี

วันนี้ไม่ขอตัดสินใจว่าคิดและทำแบบไหนถูกหรือผิด จะขอตั้งคำถามปลายเปิดเอาไว้ให้ว่าที่คู่บ่าวสาวทุกคนลองคิดและตัดสินใจเอาเองว่า

“เบบี๋… เราจะทำยังไงดีกับงานแต่งงานของเรา (เพื่อให้เราตั้งตัวเร็ว)”

สวัสดีครับ

9 ตำแหน่งห้อง”คอนโด” ที่ควรเลี่ยงซื้อถ้าไม่อยากเจอปัญหา

“คอนโด” ในโครงการเดียวกันมีเป็นร้อยเป็นพันห้อง ซึ่งแต่ละห้องมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ไม่เหมือนกันครับ ราคาถูกแพงจึงไม่เท่ากัน เป็นเรื่องธรรมดา

คราวนี้ผมเลยอยากให้ข้อคิด 9 ตำแหน่งห้องคอนโด ที่ควรเลี่ยงซื้อ ในการเลือกห้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคตครับ

1. ได้ยินเสียงดัง

ตำแหน่งห้องที่หันเข้าหาถนนใหญ่แล้วโครงการมีระยะถอยร่นไม่มากนักตำแหน่งห้องที่หันเข้าหาสถานบันเทิง โรงเรียน วัด สถานีรถไฟฟ้าในระยะใกล้มากเกินไป และตำแหน่งห้องที่ติดสระว่ายน้ำ

2. ได้รับกลิ่นไม่ดี

ตำแหน่งห้องที่ได้รับกลิ่นจากแหล่งกำจัดขยะรบกวนตำแหน่งห้องที่หันเข้าหาเมรุวัดซึ่งอาจได้รับควันตอนเผา

3. วิวไม่ดี

ตำแหน่งห้องที่หันไปเห็นตึกร้าง สุสาน และตำแหน่งห้องที่ถูกเสาไฟฟ้าหม้อแปลงไฟฟ้า สะพาน หรือ ทางด่วนบัง ซึ่งมักจะเป็นห้องที่อยู่ชั้นล่างๆ

4. วิวขาดความเป็นส่วนตัว

ตำแหน่งห้องที่หันไปเห็นห้องคนอื่นในโครงการเดียวกัน หรือต่างโครงการในระยะประชิด ซึ่งในทางตรงกันข้ามก็ถูกคนอื่นเห็นได้ง่ายเช่นเดียวกัน

5. อยู่ใกล้ลิฟท์

ตำแหน่งห้องที่อยู่ใกล้ลิฟท์จะได้ยินเสียงคนเข้าออกจากโถงลิฟท์อยู่บ่อยๆและนานวันเข้าลิฟท์ก็อาจมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้ได้ยินหากเป็นตำแหน่งผนังห้องที่ติดกับลิฟท์ไม่ใช่ห้องนอนก็พอรับได้หรือเป็นลิฟท์ขนของไม่ได้ใช้บ่อยเท่ากับลิฟท์ขนคนก็พอรับได้เช่นกัน

6. ใกล้ห้องเก็บขยะ

ตำแหน่งห้องที่อยู่ใกล้อาจได้กลิ่นเหม็นหรือมีมดแมลงมารบกวนบางทีอาจมีรอยคราบน้ำจากถุงขยะที่รั่วมาตามทางเดิน

7. ทิศตะวันตก

ตำแหน่งห้องที่หันไปทางทิศตะวันตกจะได้รับแดดร้อนกว่าทิศอื่น

8. ชั้นบนสุด

ตำแหน่งห้องที่อยู่ชั้นบนสุดของคอนโดซึ่งเพดานห้องติดกับดาดฟ้าทำให้มีโอกาสน้ำฝนรั่วตามรอยแยก รอยแตกหรือตำแหน่งห้องที่อยู่ใต้สระว่ายน้ำก็มีโอกาสน้ำรั่วเช่นเดียวกัน

9. ได้รับผลลบจากความเชื่อ

ตำแหน่งห้องที่อยู่ชั้น 13 ของคอนโดทำให้โครงการส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้เลข 12A แทนและตำแหน่งทางสามแพร่งที่มีทางเดินตรงเข้าหาประตูเข้าห้องนั่นเอง

ทั้งนี้ตำแหน่งห้องที่ควรระวังในการลงทุน ก็สามารถลงทุนได้ถ้าได้ราคาพิเศษถูกกว่าห้องอื่น และต้องดูลึกเข้าไปว่าผลกระทบทางลบมากน้อยแค่ไหน มีวิธีการลดปัญหาหรือเปล่า ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

24/27 เหตุผลที่คุณต้องลงทุน [ซีรี่ย์การเงินชุด รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน]

เรื่องการลงทุนมันดูเหมือนจะเป็นเทรนใหม่ในสายตาของคนยุคนี้นะครับ ทั้งๆที่จริงๆแล้วการลงทุนมันก็มีมานานแล้วเพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องของคนรวย ก็อย่างว่าล่ะพอพูดถึงคำว่าลงทุนมัน ก็ดูจะเป็นคำที่แสนยิ่งใหญ่จริงๆ ดูเหมือนต้องมีเงินเยอะ มีแบบเป็นแสนเป็นล้านแล้วดูมันไกลตัวจากพวกเราแท้ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวแล้ว ใครๆก็ลงทุนได้ 

หลายๆคนยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเท่าไหร่ก็มองว่า เอ้… ทำไมเราต้องลงทุนด้วยล่ะเนี่ย ทำงานกินเงินเดือนแล้วก็มีความสุขเมื่อเก็บตังไปใช้ในบั้นปลายก็ได้ไม่ใช่หรอ? ผมว่ามันก็ได้นะ แต่ถ้าเรามองเรื่องเศรษฐกิจทั้งหลายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันเราจะพบว่าข้าวของ เครื่องใช้ อะไรต่างๆมันมีราคาเทียบกับอดีตแล้วแพงขึ้นเหลือเกิน อย่างสมัยผมเด็กๆกินบะหมี่ชามละ 15 บาท ตอนนี้กินที 40-50 บาท ไม่ต้องไปถามรุ่นคุณแม่เลยเขาจะบอกว่า อุ้ย เมื่อก่อนเขากินชามละ 1 บาทเอง ในเมื่อค่าครองชีพในปัจจุบันมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เงินที่เราเก็บไว้แล้วเอาฝากไว้ในธนาคารนั้นมันกลับมีมูลค่าที่ไม่ได้สูงตามเพราะอัตราดอกเบี้ยมันช่างแสนเศร้าแล้วเราก็ต้องมานั่งคิดกันแล้วว่า อีก 20 ปี เงินที่เราเก็บไว้มันจะใช้พอในยามเกษียณหร๊ออออ ไม่ใช่ฝากเงินไว้ 100 บาทกะกินก๋วยเตี๋ยว 2 ชามในอีก 20-30 ปีข้างหน้า พอถึงเวลาแม่ค้าบอกว่า สมัยนี้มันชามละ 120 แล้วนะ ไปหาเพิ่มมา 20 บาท 

พอเป็นเช่นนี้แล้วหลายๆคนก็เลยต้องมานั่งหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีที่เราจะมีเงินเพิ่มได้บ้างล่ะ?

ทำงานพิเศษหรือ? ทำธุรกิจส่วนตัวหรือ?

มันเป็นไอเดียที่ดีนะ แต่ในระหว่างที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นเราอาจจะมีเวลาไม่ว่างทำมากขนาดนั้นหรอก เป็นอาชีพเสริมก็พอได้แต่ถ้าจะมุ่งมั่นเอาเป็นอาชีพหลักเลยก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะตัดสินใจง่ายๆ ยิ่งพูดถึงการลาออกจากงานในขณะที่ชีวิตเรายังไม่พร้อมเนี่ยก็ถือว่ามีความเสี่ยงสุดๆ แน่นอนว่าการทำงานประจำนั้นมันเป็นอะไรที่ดีอยู่แล้วเพียงแต่เราต้องหาหนทางกันว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั่นเราจะลงทุนอย่างไรล่ะ? 

มนุษย์เงินเดือนมีสิ่งหนึ่งที่อาชีพอื่นอาจจะไม่มีก็คือ “เงินเดือนประจำ” ซึ่งเงินเดือนของเขาสามารถเปลี่ยนมาเป็นเงินออมได้ แต่การออมเงินสไตล์มมนุษย์เงินเดือนนั้นก็ต้องเปลี่ยนวิธีมาเป็นการสร้างมูลทรัพย์สินให้เติบโต เรารู้กันแล้วนะครับว่าเมื่อเราฝากเงินในธนาคารมันไม่มีทางทำให้เรารวยและมั่งคั่งในระยะยาวได้และมันก็ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในอนาคตด้วยซ้ำ พอเป็นเช่นนี้เรารู้ว่าเงินมันจะด้อยค่าลงทุกวันๆ เราก็ต้องเอาเงินนั้นไปไว้ในทรัพย์สินที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้แทนสิ แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ทรัพย์สินมันมีมูลค่ามากขึ้นเราก็สามารถขายมันออกมาใช้ได้ พูดง่ายๆก็คือ “เปลี่ยนที่วางเงิน” โดยการเอาเงินเดือนค่อยๆไปลงทุนเท่านั้นล่ะ

ผมว่าการลงทุนมันช่วยอะไรหลายๆอย่างเรานะ สิ่งที่ผมเห็นข้อดีมันก็มีอยู่คือ

1. การลงทุนทำให้เราสร้างหลักประกันได้มากขึ้น

จากเดิมที่เรามีเงินฝาก ฝาก 100 เบิกออกมาใช้ก็ได้ 100 กลับมา แต่ถ้าเราลงทุนในระยะยาวแล้วมูลค่าการเติบโตของสิ่งต่างๆมันจะสูงขึ้น เราอาจจะลงทุนไป 100 แล้วเวลาผ่านไป 10 ปี อาจจะสามารถขายไปในมูลค่าที่ 200 ก็เป็นได้ ดูง่ายๆอย่างราคาที่ดินสิ เมื่อก่อนถูกกว่าสมัยนี้เยอะ ราคาทองรุ่นปู่ย่า 400 บาท ตอนนี้ราคาแพงมากกว่าเดิมเยอะ การลงทุนยาวๆในทรัพย์สินที่จะมีค่าขึ้นในอนาคตมันก็เลยช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเราได้ล่ะ แต่เราก็ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงต่างๆด้วยนะเพราะการลงทุนมันเพิ่มมูลค่าได้ แต่หลายๆครั้งเราก็อาจจะพบสภาวะที่มันลดมูลค่าได้เช่นกัน การมีหลักประกันถือว่าเป็นเรื่องดีของชีวิตนะครับอย่างน้อยมันก็ทำให้เราอุ่นใจในยามเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นได้ จำที่ผมบอกได้ในตอนก่อนหน้าไหมครับ หากเราไม่มีหลักประกันชีวิต ไม่มีเงินเก็บ มันก็เสี่ยงต่อการเป็นหนี้ได้เมื่อเราต้องการใช้เงิน

2. การลงทุนทำให้เราเกิดอิสรภาพทางการเงินได้

บางทีพอเรามาคำนวณเงินกันนะว่าในอนาคตเมื่อเราเกษียณไปแล้วเราควรจะมีเงินเพื่อให้อยู่ได้จนอายุ 80 ปีเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่? แหม…ผมก็ไม่ได้คำนวณเองหรอก มีคนเขาคำนวณกันแชร์เต็มไปหมดแล้วว่าควรมีซัก 6-7 ล้าน ตัวเลขมันดูเยอะเหมือนกันนะครับ ลองเอาเงินของเรามาคำนวณดูสิ โอ้วโห รู้สึกได้เลยว่าแค่ 1 ล้านบาทฝากธนาคารอย่างไรก็ยังยากแล้ว ต้องหาให้ได้เยอะขนาด 6-7 ล้านดูมันสัมผัสได้ยากจริงๆ การลงทุนมันจะมาช่วยเราได้ อย่างที่ผมบอกล่ะ ทรัพย์สินมันมีค่ามากขึ้นได้ แค่เราเปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าและขายมันออกมาในอนาคตเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน ทรัพย์สินบางอย่างไม่ใช่มีแค่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น มันยังสร้างเงินสดเป็นผลตอบแทนให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากหุ้น ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินนั้นอยู่ที่เราเอาเงินต้นไปลงทุน หากเรามีวินัย ลงทุนในจำนวนเงินที่เหมาะสม รับรองได้ว่าเงิน 6-7 ล้านนั้นหาไม่ยากเลยครับสามารถมีอิสรภาพทางการเงินในยามเกษียณได้แน่นอน

3. ทำให้ชีวิตปัจจุบันของเราไม่เครียดเรื่องหาเงิน

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานอย่างชิลมากๆเลยนะครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ตั้งใจทำงานนะ ตั้งใจและทุ่มเทน่ะสุดๆเลย แต่เรื่องที่ว่าเครียดเนี่ยผมสังเกตจากเพื่อนผมหลายๆคนที่เงินเดือนออกปุ๊ปเอาเงินไปจ่ายหนี้สินต่างๆเลย (ก่อหนี้ไว้เยอะ) แต่ผมกลับเลือกเก็บเงินแล้วเอาไปลงทุนต่อ เส้นบางๆระหว่างการเป็นหนี้กับการมีอิสรภาพทางการเงินเนี่ยทำให้เพื่อนผมต้องหาเงินแบบสุดๆ ต้องพยายามทำงานหนักให้ตัวเองมีตำแหน่งที่ใหญ่โตและมีเงินเดือนเย

ผู้สูงวัยเงินเก็บอาจหายวับ…ถ้าติดกับดักโจรพวกนี้!!

สมัยนี้เราคงเคยได้ยินข่าวแก๊งต้มตุ๋นหลอกเงินจากผู้สูงอายุมากมาย คุณอาจจะมองว่ามันไกลตัวใช่ไหม ความจริงแล้วมันเป็นสิ่งใกล้ตัวมากครับ

ผู้สูงวัยในบ้านของเรารวมถึงตัวเราเองนี่แหละที่อาจตกเป็นเหยื่อได้ไม่ยากเพราะโจรสมัยนี้มาในหลายรูป Mr.Bot จึงต้องขอมาเตือนภัยว่าแก๊งเหล่านี้มาในรูปแบบไหนบ้างครับ

บัญชีติดยา : โดยการหลอกว่าบัญชีของเหยื่อพัวพันกับยาเสพติดหรือการฟอกเงิน จึงจะต้องโอนเงินเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ใจบุญอยากบริจาคเงิน : มาบอกว่าตัวเองเป็นผู้ใจบุญ อยากบริจาคเงินให้ แต่คุณตา คุณยายจะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมมาก่อน ถึงจะได้เงินบริจาคไป

นายหน้าจ๋าช่วยที : หลอกให้เหยื่อช่วยเป็นนายหน้าขายที่ดิน แต่ไปๆ มาๆ ผู้ซื้อกลับไม่มีเงินจองซะแบบนี้ จึงแกล้งทำทีให้เหยื่อช่วยจ่ายเงินค่าจองให้ก่อน

มีล๊อตเตอรี่(ปลอม)มาขาย : หลอกว่าถูกรางวัลใหญ่แต่ไปขึ้นเงินไม่ได้จึงหลอกขายให้เหยื่อในราคาที่ถูกกว่า

เนียนสนิท : อ้างเป็นเพื่อนเก่าหรือคนรู้จักลูกหลานของเหยื่อ เพื่อขอยืมเงินแล้วบอกจะจ่ายคืนให้มากมาย แต่สุดท้ายก็หายไปแบบไร้ร่องรอย

เห็นได้ว่าหลักการง่ายๆ ในการหลอกเหยื่อคือการเอาเงินออกจากกระเป๋าเหยื่อในรูปแบบต่างๆจากคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แล้วเราจะป้องกันไม่ให้ผู้สูงวัยในบ้านและตัวเราเองตกเป็นเหยื่อได้อย่างไร?

เคล็ด (ไม่) ลับป้องกันการถูกหลอก

  • ตั้งสติให้ดี ไม่รีบ ไม่สับสน ดูความเป็นไปได้ : มีสติไว้ปลอดภัยไปเกินครึ่งครับ
  • ไม่โลภ เพราะจะทำให้ขาดการยั้งคิด : โลภเมื่อไหร่ อาจถูกหลอกได้ไม่ยาก
  • ติดตามข่าวสารเตือนภัยสม่ำเสมอ : จะได้รู้ทันวิธีการหลอกเหยื่อเพื่อไม่ต้องตกเป็นเหยื่อซะเอง
  • หาความรู้เรื่องการเงินเพิ่มเติม : เพื่อป้องกันการถูกหลอกจากแก๊งมิจฉาชีพ
  • ลูกหลานหมั่นพูดคุย เล่าเรื่องภัยให้ฟังอยู่เสมอ : เพื่อช่วยป้องกันการถูกหลอกไม่ให้เกิดขึ้นได้

เคล็ด(ไม่)ลับป้องกันการถูกหลอก ที่ได้เสนอไปแล้วนั้นทำตามได้ไม่ยาก และช่วยป้องกันการถูกหลอกจากแก๊งมิจฉาชีพได้จริง เพื่อเงินเก็บของผู้สูงวัยจะได้ไม่หายวับไปกับตาครับ

4 สัญญาณที่บอกว่าหุ้นยังเป็นขาลง

สวัสดีครับบบบบบ….. ผู้อ่านทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่ตลาดหุ้นช่วงแนวโน้มขาลง และผมคาดว่าทิศทางของแนวโน้มตลาดหุ้นยังไม่เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นครับ

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากคำถามที่ถามเข้ามามากมายในช่วงนี้ ว่าผมมองตลาดหุ้นเป็นอย่างไร จะลงต่อไหม แนวรับของ SET ที่ 1300 จุดจะเอาอยู่หรือเปล่า หุ้นเด้งขึ้นมาตั้งเยอะจาก 1300 จุดมาถึง 1380 ราคาหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นหรือยัง วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ครับ

คำตอบ คือ “ไม่รู้ครับว่าหุ้นจะลงต่อหรือเปล่า” “ไม่รู้ครับว่าหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นหรือยัง” “ไม่รู้อนาคตครับ”  

ผมตัดสินใจเทรดหุ้นตามสถานการณ์ และแนวโน้มของหุ้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่สนใจวิเคราะห์อนาคตครับว่า อนาคตราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร

และในปัจจุบันแนวโน้มราคาหุ้นยังคงมีลักษณะของแนวโน้มเป็นทิศทางขาลงอยู่ครับ ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกว่าหุ้นได้เปลี่ยนทิศทางจากแนวโน้มขาลงเป็นทิศทางขาขึ้นแล้ว

หากใครสงสัยว่าทำไมคำตอบของผมจึงเป็นแบบนี้ ผมแนะนำให้อ่านบทความ “คำถามต้องห้าม หากจะเรียนรู้หุ้นเทคนิค” ผมได้ให้เหตุผลไว้ในบทความนี้แล้ว

ทฤษฎี Dow บอกไว้ว่า “ทิศทางของแนวโน้มในปัจจุบันจะยังคงเป็นอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้ม” ผมต้องขอบอกเลยว่า ผมมีความเชื่อว่าคำพูดนี้เป็นจริงที่สุด

ผมจะไม่เสียเวลาวิเคราะห์กราฟหุ้นเพื่อเดาทิศทางในอนาคต แต่จะคอยติดตามดูการเคลื่อนที่ของราคาในปัจจุบัน !!! เพื่อให้ตลาด(ผู้ซื้อผู้ขายที่อยู่ในตลาด)เป็นผู้ตัดสินใจว่าราคาหุ้นกำลังอยู่ในทิศทางไหน จากนั้นเราค่อยลงมือเทรดตามทิศทางนั้น เพื่อต้องการความน่าจะเป็นในการได้กำไรมากกกว่าความน่าจะเป็นในการขาดทุน (High Winning Probability)

ในบทความนี้ผมจะแนะนำวิธีการดูทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นด้วยตัวเอง ซึ่งประกอบด้วย 4 สัญญาณอย่างง่ายที่บอกกับเราว่าตอนนี้ทิศทางของกราฟราคาหุ้นเป็นอย่างไร โดยสมมุติฐานของผม คือ ทุกคนทราบแล้วว่า ข้อแนะนำนี้เป็นสไตล์การซื้อขายหุ้นแบบตามทิศทางของราคา (Trend Following)

โดยเราจะซื้อหุ้นเมื่อกราฟหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น ไม่ซื้อหุ้นถ้ากราฟหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง โดยจะยกตัวอย่างประกอบจากกราฟของดัชนี SET และรู้ว่าสไตล์การซื้อขายหุ้นตามทิศทางของราคา(Trend Following)นั้นจะซื้อหรือขายหุ้นตามทิศทางของแนวโน้มระยะกลาง(Intermediate Trend) ซึ่งถ้าตั้งค่า Time Frame เป็น 1 วัน จะกินระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไป การเคลื่อนที่ของราคาหุ้นในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ จึงถือเป็นแนวโน้มระยะสั้นเท่านั้น

ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยครับ……

สัญญาณที่ 1 ใช้ตาดู อย่ามโน ให้เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

การระบุทิศทางของแนวโน้มเป็นเรื่องง่ายที่สุด เพราะแค่ใช้ตาดูก็สามารถระบุทิศทางของแนวโน้มได้แล้ว สิ่งที่ยากไม่ใช่การระบุแนวโน้มครับ แต่สิ่งที่ยาก คือ เราไม่ยอมเชื่อสิ่งที่ตาเห็น เรากล้วที่จะตัดขาดทุน เรากลัวไม่ได้ซื้อหุ้นราคาถูก เรากลัวว่าราคาหุ้นลงมาเยอะแล้ว เหตุผลต่าง ๆ ทำให้เราไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่กราฟหุ้นแสดงให้เราเห็นอยู่ตรงหน้า

ถ้าจะให้ตอบคำถามว่าตอนนี้ทิศทางแนวโน้มราคาหุ้นเป็นอย่างไร ระหว่างขึ้นกับลง  ว่ากันว่าให้ลองเอากราฟหุ้นไปถามเด็ก ๆ ครับ เพราะ เด็กจะตอบจากความเป็นจริง ในสิ่งที่ตัวเองเห็น โดยไม่คิดอะไรให้ซับซ้อน

ดังนั้น ถ้าจะให้ตอบคำถามจากกราฟ SET ที่แสดงให้เห็นแล้วไม่ต้องคิดมาก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะตอบได้ทันที่ว่า ตอนนี้ตลาดหุ้น หรือ SET ยังมีทิศทางเป็นขาลง สำหรับแนวโน้มระยะกลาง อย่างแน่นอน

สัญญาณที่ 2  New High , New Low จากกราฟ

ในบางครั้งหลายคนไม่ยอมเชื่อสายตาตัวเองครับ ดังนั้นผมก็จะแนะนำคำนิยาม หรือหลักการในการระบุทิศทางแนวโน้มจากกราฟ คือ

แนวโน้มขาขึ้น จุดสูงสุดจะต้องยกสูงขึ้น จุดต่ำสุดจะต้องยกสูงขึ้น และกราฟซ้อนทับกันน้อย

แนวโน้มขาลง จุดสูงสุดจะต้องต่ำลง จุดต่ำสุดจะต้องต่ำลง และกราฟซ้อนทับกันน้อย

แนวโน้ม Sideways ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ กราฟซ้อนทับกันมาก

จะเห็นได้จากกราฟ SET ว่าลักษณะของกราฟ SET เข้าขายลักษณะของกราฟที่มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลงอย่างชัดเจน โดยมีจุดสูงสุดต่ำลง และจุดต่ำสุดก็ต่ำลงด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปว่าทิศทางของ SET ในปัจจุบันยังไม่ได้กลับทิศทางจากขาลงเป็นขาขึ้น

ถ้าจะให้มั่นใจว่ากราฟ SET น่าจะมีการเปลี่ยนทิศทาง จากทิศทางขาลงเป็นขาขึ้นแล้ว ผมอยากจะเห็นสัญญาณ ที่ช่วยเสริมความมั่นใจ คือ กราฟ SET มีการทำ New High แต่ปัจจุบันกราฟ SET ยังไม่มีการทำ New High ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่า SET ยังไม่เปลี่ยนเป็นขาขึ้น

สัญญาณที่ 3  Down Trend Line

อีกวิธีที่นิยมในการระบุทิศทางแนวโน้มของราคา คือ การลากเส้นแนวโน้ม ซึ่งข้อแนะนำในการลากเส้นแนวโน้มอย่างละเอียด ผมแนะนำให้อ่านบทความ “4 เทคนิคทำกำไรด้วย Trend Line” ครับ

ในส่วนของสัญญาณจาก Trend Line ถ้าจะให้มั่นใจว่ากราฟ SET น่าจะมีการเปลี่ยนทิศทาง จากทิศทางขาลงเป็นขาขึ้นแล้ว อย่างน้อยผมอยากจะเห็นสัญญาณ ที่ช่วยเสริมความมั่นใจ คือ กราฟ SET มีการเบรกเส้น Trend Line ขาลง แต่ปัจจุบันกราฟ SET ยังไม่มีกาเ

2 เคล็ดลับการเปลี่ยน “งาน” ให้เป็น “ทรัพย์สิน”

“คนทำงานฟรีแลนซ์หรืองานรับจ้าง ก็สามารถเปลี่ยน “งาน” ของเรา ให้กลายเป็น “ทรัพย์สิน” ได้ หากเข้าใจหลักคิดของ Passive Income” ……… The Money Coach

 

Freelance-01

 

ครั้งหนึ่งเคยมีแชททางไลน์สอบถามผมว่า ถ้าตัวเขาไม่สนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นเลย และถ้าจะให้ทำธุรกิจอะไรใหญ่โต มีลูกน้องเยอะๆ ก็คงลำบาก แบบนี้จะพอมี PASSIVE INCOME เหมือนอย่างคนอื่นเขาได้หรือเปล่า

 

คุณผู้อ่านคิดว่าได้มั้ยครับ​ …

 

จากโจทย์ที่ให้มา หลังสอบถามพูดคุยกันสักพัก ก็ได้ความว่า น้องท่านนี้แกอายุราว 35 ปี เป็นพนักงานประจำ ทำงานด้านบัญชี มีรายได้จากการทำงานพอสมควร และยังมีงานอดิเรกคือรับจ้างถ่ายภาพ

 

“ผมชอบงานมงคล ประเภทรับปริญญา หรืองานแต่งงาน ผมชอบเห็นผู้คนยิ้มแย้ม ทำแล้วมีความสุขดี” น้องท่านนั้นตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

สำหรับคนที่ทำงานรับจ้างอิสระ หรือที่เรียกกันหรูๆ ว่า “ฟรีแลนซ์” (ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักมันนีโค้ช ฮิ้วววว) สิ่งที่ทุกท่านมีกันก็คือ ความสามารถพิเศษบางอย่างซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด (มีคนพร้อมจ่ายเงินให้) แต่ก็อย่างท่ีรู้กันดีว่า งานประเภทนี้ส่วนใหญ่สร้างรายได้ที่เรียกว่า Active Income หรือรายได้จากการทำงาน ซึ่งหากได้ทำงาน ก็จะได้เงิน แต่ถ้าหากไม่ได้ทำงาน ก็จะได้ไม่ได้เงิน

 

อย่างไรก็ดี เราสามารถปรับโน่นนิด นี่หน่อย เพื่อให้ “งาน” ที่สร้าง Active Income เปลี่ยนไปเป็น “ทรัพย์สิน” ที่สร้าง Passive Income ได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังต่อไปนี้

 

1) ทำงานครั้งเดียวให้ใช้ซ้ำได้มากกว่า 1 ครั้ง

 

อย่างในกรณีของน้องคนที่แชทมาคุยกับผม แทนที่เขาจะรับงานถ่ายภาพรับปริญญาเพียงอย่างเดียว เขาก็อาจฝึกถ่ายภาพแบบอื่นๆ เก็บสะสมไว้เป็นสต๊อก แล้วปล่อยขายในเว็บไซต์ขายภาพชื่อดังต่างๆได้ อาทิ shutterstock.com เป็นต้น

 

คิดง่ายๆว่า ภาพรับปริญญาของบัณฑิตสักหนึ่งท่าน เราเอาไปขายใครต่อไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากได้นอกจากน้องบัณฑิตท่านนั้น แต่สำหรับภาพวิว ทิวทัศน์ อาคารบ้านเรือน ภาพชิกๆ เก๋ๆ ผู้คนสามารถหยิบจับภาพเราไปทำอาร์ตเวิร์ค หรือทำประโยชน์อ่ื่นๆได้อีกมากมาย

 

ในกรณีนี้ ภาพสวยๆที่เราถ่ายเก็บเอาไว้ ก็กลายเป็น “ทรัพย์สิน” (แทนที่จะเป็นแค่งานหรืองานอดิเรก) และเงินที่คนจ่ายซื้อภาพของเราเพื่อไปใช้งาน ก็คือ กระแสเงินสด ในรูปของ “ค่าลิขสิทธิ์” นั่นเอง

 

จะว่าไปแล้วยุคนี้ ไม่ต้องถึงกับมีกล้องไฮโซราคาแพง เลนส์ยาวเท่าท่อประปา ถึงจะถ่ายภาพขายได้ แค่กล้องสมาร์ทโฟน ก็เห็นมีหลายคนสร้างรายได้ที่เป็น Passive Income กันได้ตั้งมากมาย ระบบการขายผ่านเว็บก็ไม่ยุ่งยาก ใช้งานง่าย อัพโหลดสะดวกสบาย ระบบตะกร้าซื้อขาย แบ่งปันผลประโยชน์กันตามตกลง

 

หรือยิ่งถ้าเป็นพวกเก่งงานกราฟฟิค ทำกราฟฟิคให้บริษัทที่ทำงานให้กันอยู่แล้ว เย็นๆ ค่ำหลังเลิกงาน ก็อาจเอาเวลาดูละคร มาทำภาพกราฟฟิคขายออนไลน์ ก็จัดได้ว่าเข้าท่าไม่เลว

 

หรือ พี่ๆติวเตอร์ที่สอนพิเศษกันเก่งๆ แทนที่จะสอนรอบละ 20-30 คน ก็อาจปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนมาทำเป็นคอร์สออนไลน์ ให้คนซื้อเรียน ดาวน์โหลดเรียนกัน ก็สามารถทำได้ (ทรัพย์สินของเราก็คือวิดีโอ) หรือถ้าอารมณ์ดีจัด สอนลง Youtube ให้ดูกันฟรี แล้วหารายได้จากค่าโฆษณา แบบนี้ก็ถือเป็นโมเดลการสร้าง Passive Income ได้อีกทางหนึ่ง

 

หรือ … (พอแล้วววววววว เห็นภาพแล้ว)

 

สรุปว่างานอะไรก็ได้ครับ ถ้าทำหนึ่งครั้งแล้ว ใช้ได้มากกว่า 1 ครั้ง ทำเงินได้มากกว่า 1 ครั้ง ถือเป็นทรัพย์สินที่สร้าง Passive Income ได้ทั้งหมด

 

ปัญหาสำคัญของการสร้าง Passive Income แบบนี้ก็คือ ในช่วงแรกมันมักเป็นงานที่ยังไม่ทำเงินให้กับเราในทันที เพราะกว่าจะถ่ายภาพดีๆ ได้จำนวนมากพอ กว่าจะอัพโหลดขึ้นหน้าร้าน กว่าจะขายได้แต่ละภาพ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาทั้งส้ิน ผิดกับรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา ที่ทำงานเสร็จก็ได้เงินทันที

 

แต่ถ้าคุณมองข้ามปัญหาการทำงานที่ยังไม่ได้เงิน (ในช่วงแรก) ไปได้ คุณก็มีโอกาสสร้างทรัพย์สินที่จะทำเงินให้คุณในระยะยาวได้ครับ

 

2) แบ่งงานให้คนอื่นทำแทนบ้าง

 

ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งทำงานฝีมือเก่งมาก เธอแบ่งเวลาจากงานประจำไปเรียนหลักสูตรงานฝีมือมากมาย อาทิ วาดภาพ เย็บปักถักร้อย และงานไม้ ฯลฯ เธอทำได้หมด (สังเกตคำว่า ‘เธอ’)

 

ด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเอง เธอจึงเริ่มเปิดกิจการรับจ้างทำของชำร่วยทำมือ สำหรับแจกในงานแต่งงาน ผ่านทางเฟสบุ๊คและเว็บไซต์ แรกๆงานยังไม่เยอะ เลยยังพอทำไหว หลังๆเริ่มมีปัญหา เพราะลูกค้าติดต่อมาเยอะมากและเริ่มทำงานไม่ทัน

 

ครั้งหนึ่งเธอเคยรับทำตุ๊กตาผ้าสำหรับแขวนหน้ารถ เป็นของชำร่วยงานแต่งงานรวมกันกว่า 500 ชิ้น ด้วยตัวเธอเพียงคนเดียว ได้เรื่องเลยครับ ถึงขั้นลางานมาเย็บตุ๊กตากันเลยทีเดียว

 

หลังจากเคสนั้น เธอแก้ปัญหาด้วยการแบ่งงานบางส่วนให้กับเพื่อนๆที่เคยเรียนในคลาสงานฝีมือด้วยกัน เลือกเฉพาะคนที่มีฝีมือดี และมีความรับผิดชอบ ช่วยให้เพื่อนๆ มีรายได้เสริม และเธอก็ได้ส่วนแบ่งจากค่าการตลาด

 

แบบนี้ในหลักการเขาเรียกว่า Other People’s Resources หรือ ใช้ทรัพยากรของคนอื่น นั่นก็คือ เวลา และเครือข่ายของยอดฝีมือที่ทำงานเย็บปักถักร้อยให้เรา ก็กลายเป็น “ทรัพย์สิน”​ ของเธอไป

 

หลักการสำคัญของการแบ่งงานให้คนอื่นทำบ้างก็คือ การสร้างระบบการทำงานที่ทำให้เราสามารถควบคุมงานที่เรา Outsource ไป ให้แล้วเสร็จทันเวลา และมีคุณภาพตามต้องการ

 

อันที่จริงแนวทางสร้าง Passive Income แบบนี้ก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่เวลาทำอะไรแล้วอยากได้เงินให้เยอะที่สุด อยากได้คนเดียว ไม่อยากแบ่งเงินกับใคร

 

ลองนึกภาพเย็บตุ๊กตาคนเดียว 500 ตัว รับทรัพย์เนื้อๆ เทียบกับการแบ่งให้เพื่อน 5 คนๆละ 100 ตัว เราได้ส่วนแบ่งเป็นค่าการตลาด ไม่ใช่เงินทั้งก้อนเหมือนรับทำเองทั้งหมด

 

ปัญหาคือ เมื่องกมาก สุดท้ายก็ได้ทำเองทั้งหมดคนเดียว &#xE0B

เก็บเงินไว้เฉยๆหรือเอาไปลงทุน เลือกแบบไหนดี?

พี่มั่นคง : น้องมั่งคั่งคิดว่าเงินเดือนที่ได้มา จะเอาไปเก็บไว้เฉยๆ หรือว่าเอาไปลงทุนด้วยดี?

น้องมั่งคั่ง : ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ… น่าคิดเหมือนกันนะคะพี่มั่นคง จริงๆ หลายคนก็บอกว่าออมเงินเฉยๆ มันก็ไม่งอกเงยไง ต้องเอาไปลงทุนบ้าง

 

"เก็บเงินไว้เฉยๆ ทำไม เอาไปลงทุนสิ! ผลตอบแทนสูงกว่าเห็นๆ" เป็นคำพูดที่เราได้ยินแล้วต้องเอากลับมาคิดว่า "มีเงินออม…สู้เอาไปลงทุนไม่ได้จริงๆ เหรอ?"

 

เหตุผลที่ต้องตั้งคำถามกลับไป เพราะหลายคนยังมีข้อสงสัย และเลือกไม่ถูกว่าถ้ามีเงินก้อนนึงจะเลือกทำอะไรก่อนดี ระหว่างเก็บออมเอาไว้… กับเอาเงินไปต่อยอด  ดังนั้นบทความตอนนี้ขอเริ่มต้นที่ความเหมือนหรือความแตกต่างของสองเรื่องนี้กันก่อน

 

info-ออมเงิน

 

การออมเงิน คือ การนำส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง มาสะสมไว้สำหรับเป้าหมายในอนาคต เช่น เอาไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน หรือเพื่อเป้าหมายต่างๆ โดยเงินออมนั้นจำเป็นต้องมีสภาพคล่องสูง เพื่อให้สามารถเบิกถอนได้ตามที่ต้องการ จึงทำให้มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ

 

ส่วน การลงทุน คือ การนำเงินที่เรามีไปสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปได้เช่นกันว่าอาจจะเกิดการขาดทุน และบางครั้งมีสภาพคล่องที่น้อยกว่าการออม

 

ดังนั้น การออมและการลงทุน จะแตกต่างกันตรงที่ ผลตอบแทน ความเสี่ยง และสภาพคล่องนั่นเอง

 

อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ตอนต้นของบทความว่า คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการลงทุน เพราะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งมันน่าดึงดูดใจจนใครหลายคนมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า “ความเสี่ยง” และ “สภาพคล่อง” กันไปเลย

 

หลายๆ คนตัดสินใจนำเงินส่วนใหญ่ที่มีไปลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงมาก และก็ต้องลำบากเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน เพราะบางครั้งหุ้นที่ถือไว้ยังขาดทุนอยู่ (จากความเสี่ยง) หรือไม่สามารถถอนออกมาได้ทันใจ (ขาดสภาพคล่อง) ดังนั้น “เงินออม” จึงถือเป็นสิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งสำหรับการวางแผนการเงินของทุกๆคน เรียกได้ว่าไม่แพ้การลงทุนเลย

 

โดยเฉพาะเงินออมฉุกเฉิน ที่ต้องให้ความสำคัญลำดับแรกก่อนการลงทุน เพราะว่าการลงทุนที่ดีนั้น เราต้องมีความพร้อม ไม่ใช่กระโจนเข้าไปหาความเสี่ยงโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมใดๆไว้เลย

 

เงินออมฉุกเฉิน คือ เงินออมที่ต้องมีไว้อย่างน้อยประมาณ 6-12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่คาดฝันต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ตกงาน คนที่บ้านป่วย หรือภาระที่ต้องช่วยเหลือด้านอื่นๆ และเมื่อเก็บเงินออมฉุกเฉินได้แล้ว จึงค่อยพิจารณาลงทุนตอนนั้นก็ยังไม่สาย

 

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง เงินออมเปรียบเสมือนกับเสบียงสำรองที่เราเอาไว้ใช้เมื่อจำเป็น ส่วนการลงทุนก็คือการเดินออกไปหาหนทางใหม่ๆที่ทำจะให้ชีวิตเราไป ถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสบายใจด้วยผลตอบแทนที่ได้รับ

 

อ้อ.. ช้าก่อน!! อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า เมื่อมีเงินออมฉุกเฉินแล้วเราไม่จำเป็นต้องออมเงินอีกต่อไป เพราะเราควรฝึกวินัยการออมของเราอยู่เสมอ อาจจะเป็นการออมเงินในเงินฝากประจำของธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง หรืออาจจะเลือกวิธีการออมเงินที่ได้ทั้งดอกเบี้ย และความสบายใจเพิ่มด้วยความคุ้มครองชีวิตของผู้ออม ป้องกันความเสี่ยงและดูแลคนข้างหลัง อย่างการทำประกันแบบสะสมทรัพย์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะออมหรือลงทุน…ก็ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการวางแผนการเงิน เพิ่มพูนให้เงินที่มีอยู่นั้นงอกเงย แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือการเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงควบคู่เอาไว้ด้วย ตามที่ได้เล่าไปในเรื่อง “การวางแผนการเงิน” ตอนก่อนหน้านี้

 

ยกตัวอย่างเช่น… ทำประกันสะสมทรัพย์ ควบคู่ไปกับการลงทุนเพิ่มเติมในกองทุนรวมแบบต่างๆ เช่นกองทุนรวมตลาดเงินที่ไม่ต้องลงทุนยาวและมีความเสี่ยงต่ำ หรือกองทุน LTF / RMF ที่ให้ประโยชน์เรื่องการสะสมทรัพย์ระยะยาวและลดหย่อนภาษี พร้อมกับเตรียมเงินออมฉุกเฉินเอาไว้ด้วย…เท่ากับว่ามีครบทั้งเงินออม ผลตอบแทน ความคุ้มครองชีวิต และยังสามารถคงสภาพคล่องเพื่อการใช้จ่ายในยามจำเป็นไปพร้อมๆ กัน ถ้าเตรียมพร้อมรอบด้านได้แบบนี้…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็พร้อมรับมือเสมอ และสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ได้ครับ

 

พี่มั่นคง : ทีนี้น้องมั่งคั่งคงรู้แล้วนะครับ ว่าเราควรเก็บเงิน หรือว่าลงทุนดี

น้องมั่งคั่ง : รู้แล้วค่ะพี่มั่นคง ว่าจริงๆ ควรทำทั้งสองอย่างตามความพร้อมที่เรามีและต้องมั่นใจว่ามีเงินสำรองฉุกเฉินเตรียมไว้ให้เพียงพอด้วย เพื่อรักษาสภาพคล่องในยามจำเป็นค่ะ

คิดได้ไงครับพี่? คนไทยยอมซื้อกาแฟแต่ไม่ยอมซื้อหนังสือดีๆอ่าน

สวัสดีพี่น้อง วันก่อนพี่เกรย์ไปเจอคำคมในเน็ต แบบคมชิบหายเลยครับ เขียนสั้นๆหล่อๆว่า  “คนไทยยอมซื้อกาแฟแก้วละ 120 บาท แต่ไม่ยอมซื้อหนังสือดีๆ ราคาเกิน 200 บาท” อ่านแล้วก็ได้แต่อุทานในใจร้องชู้วีดูวับปั้บปาว่า “เฮ้ย นี่มันอะไรกัน โลกมันไปไกลแล้วสินะ”

นั่นแน่ สงสัยล่ะสิว่าทำไมพี่เกรย์ถึงอุทานคำนี้ออกมาน่ะหรอครับ พี่เกรย์อยากจะชี้ให้เห็นมาตรวัดอะไรบางอย่างของสังคมไทยที่ทำให้เราไปไกล๊ไกลลลลลลลลจากประเทศเพื่อนบ้าน #ประมาณขี้ตีนอ่ะคับ #ถุยส์ เพราะมันไม่เกี่ยวเตี้ยอะไรกันเลยครับ แต่ตรรกะพิกลพิการของใครบางคนพยายามจะโยงเรื่องมาเกี่ยวกันให้มันรู้ดีดี๊ดีว่าเราเป็นคนฉลาดกว่าคนอื่นเขาถ้าเราอ่านหนังสือแต่ไม่ดื่มกาแฟดริฟฟฟฟฟฟ

เอางี้ครับ ในฐานะที่ออมมันนี่เป็นเวปไซด์การเงินอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่พี่เกรย์จัดอันดับเอง #อันดับสองยังไม่เจอ พี่เกรย์เลยอยากจะโชว์เก๋าพูดถึงเรืองแนวคิดการเงินให้ฟังสักหน่อยว่า ไอ้่สองเรื่องนี้ไม่เกียวกันยังไง มามะมาฟังกันนะจ๊ะ เบบี๋ เชกกิจเอ้าท์โย่ว

1. รายจ่าย “จำเป็น” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

คนบางคนชอบกินกาแฟ คนบางคนไม่ชอบกินกาแฟ ดังนั้นความจำเป็นในการกินกาแฟของแต่ละคนต่างกัน ส่วน คนที่ชอบอ่านหนังสือ กับ คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเหมือนๆกัน แต่ใครอยากจะเอาเงินน้ันไปทำอะไรก็แล้วแต่เขา ไม่ใช่เรื่องของเรานะจ๊ะ

คำถามที่พีเกรย์ตั้งขึ้นเพื่อถามชาว (รก) โลกใบนี้ก็คือ “โทษครับพี่ เราจะไปเสือกอะไรกับความจำเป็นในชีวิตของคนอื่นกันหรือครับ” ถ้าตราบใดคนๆนั้นเค้ามีปัญหาที่จะทำมาหากินเลี้ยงตัวเองมากินกาแฟแก้วละ 120 บาทเพื่อ “ความสุข” ที่มี “คุณภาพ” จาก “จินตนาการ” ของเค้า และเค้าดันเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ มันผิดด้วยหรือ ว้อททามอีสอิสเน่า?

เช่นเดียวกัน คนอ่านหนังสือนิยายทั้งหลาย ถ้าพี่เกรย์บอกว่า ไอ้ควายครับอ่านหนังสือนิยายทำไมมันไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตจริง เล่มก็หนา แพงก็แพง แบบนี้พี่เกรย์มีสิทธิ์ไปยุ่งกับรสนิยมส่วนบุคคลด้วยหรือครับ #เสือก

การใช้เงินเป็นเรื่องของปัจเจก ถ้าใครอยากใช้อะไรก็ใช้ไป ตราบใดที่การใช้เงินของคุณนั้น รู้จักพอเหมาะพอควร แบ่งแยกความจำเป็นกับต้องการของตัวเองออก ไม่ลำบากตัวเองและคนรอบข้าง มีเงินเก็บออม จัดการเงินเป็น แล้วคนรอบข้างอย่างเราๆจะไปชามะนาวอะไรกับเค้าหรอครับ?

2. อะไรคือหนังสือดีๆ?

กาแฟดีๆ อาหารดีๆ มีไว้แดรกส์แล้วสบา่ยใจ เช่นเดียวกันกับหนังสือดีๆที่พี่เกรย์อ่านแล้วสบายใจ แต่คำถามที่พี่เกรย์อยากจะถามพ่อรูปหล่อคนคิดสเตตัสแบบนี้สักคำก็คือ “คำว่าดี” ของแต่ละคนนั้นมันเหมือนกันตรงไหนหรอครับผมครับ

ความดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนนิยามความดี คือ การชอบกินกาแฟ ชา นม แต่บางคนชอบ กินน้ำอัดลมเหล้าเบียร์ แบบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีคนละแบบ ส่วนบางคนชอบอ่านหนังสือห่วยๆลอกชาวบ้านมา เอามาจัดหน้าห่างๆ แล้วบอกว่ามันดีดี๊ดีเพราะถูกจริตกับความหล่อ แต่ในขณะที่บางคนชอบอ่านงานวิชาการแบบชิกๆ เพราะคิดว่าได้ความรู้ นั่นมันก็ความชอบของแต่ละคน #ความดีความชอบเป็นเรื่องของใคร พี่เกรย์เลยอยากจะบอกคนที่กำลังสับสนในตัวเองนะครับว่า

คำว่า “ดี” เป็นความรู้สึก
แต่คำว่า “เสือก” นี่เป็นกิริยา

โปรดเข้าใจตรงนีก่อน
แล้วค่อยมาสอนคนอื่นนะครับผม

3. เงิน 120 บาทกับ 200 บาท มันน้อยนิด

ข้อสุดท้ายนี้ พี่เกรย์แค่อยากจะบอกว่า หนังสือ 200 บาทถ้่าอ่านแล้วไม่ได้อะไรมันก็คือเสียไปเท่ากับ 0 แต่ถ้าเงิน 120 บาทกินกาแฟ อย่างน้อยยังได้คาเฟอีน และเอามาทำหล่อทำเท่ห์ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมโชว์ไลฟ์สไตล์ได้นะครับผมครับ

ตรรกะทำนองว่า กาแฟราคาแพงขายได้เพราะมีคนเลือกกินมากกว่าหนังสือราคาแพงกว่า่แต่ขายไม่ได้แล้วไปโทษว่าเป็นเพราะกาแฟ ถ้าคนแบบนี้เขียนหนังสือ คิดว่าจะเป็นหนังสือขายดีได้จริงๆหรือครับ? #หรือว่าเป็นหนังสือขายเอง

แค่เรื่องเงิน 120 บาทกับ 200 บาท เราเอามาตัดสินคนที่ความต่างจำนวน 80 บาทโดยไม่ดูบริบทความชอบความต้องการ รสนิยม หรือแม้แต่สันดานต่ำตมของแต่ละคนได้อย่างไรกันแบบนั้นไม่ใจแคบเกินไปหน่อยหรือครับ #อันนี้พี่เกรย์สงสัยจริงๆ

อ้าาา สุดท้ายก่อนจากกัน พอดีพี่เกรย์ต้องไปแปรงฟันก่อนนอน อยากชวนทุกคนมาคิดและตั้งคำถามกับชีวิตสักสองข้อนะครับว่า คนไทยยอมซื้อกาแฟแก้วละ 120 บาท แต่ไม่ยอมซื้อหนังสือดีๆ ราคาเกิน 200 บาท” ว่า

  • คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า ทำไมชอบด่าประเทศชาติจัง
  • เสือกอะไร เค้าเอาเงินมึงไปซื้อหรือไง

#จบข่าว

9/10 ประกันชีวิตกับภาษี [ซีรี่ย์ประกันชีวิตชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกัน]

นอกจากประกันชีวิตจะมีมุมของการออมทรัพย์ที่ทำให้เรามีระเบียบวินัยในการออมเงิน มุมของการให้ความคุ้มครองชีวิตที่จะไม่เป็นภาระให้คนข้างหลัง แล้วยังช่วยเราตัวเราประหยัดภาษีได้อีกด้วย โดยหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีของประกันชีวิต 3 เรื่อง ดังนี้

 

9/10 ประกันชีวิตกับภาษี [ซีรี่ย์ประกันชีวิตชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกัน]

 

แบบที่ 1 ซื้อเบี้ยประกันสุขภาพให้พ่อแม่

หักลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท

  • ผู้จ่ายเบี้ยประกันจะต้องเป็นลูกแท้ๆ ตามกฎหมาย (บุตรบุญธรรมนำมาหักลดหย่อนไม่ได้)
  • หากผู้จ่ายเบี้ยประกันมิได้อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่พ่อแม่ต้องอยู่ในประเทศไทย
  • เงินได้พึงประเมินทั้งปีภาษีของพ่อแม่ต้องไม่เกิน 30,000 บาท
  • หากมีผู้จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพร่วมกันหลายคน ให้เฉลี่ยการลดหย่อนตามจำนวนผู้มีเงินได้ โดยรวมกันไม่เกิน 15,000 บาท
    • ตัวอย่าง ลูก 2 คนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้พ่อแม่ 15,000 บาท นำไปหักลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่คนละ 15,000/2 = 7,500 บาท
  • ประกันสุขภาพคุ้มครองพ่อกับแม่ ได้แก่
    • การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
    • การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
    • การประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
    • การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

 

 

แบบที่ 2 เบี้ยประกันชีวิตชนิดแบบทั่วไป

หักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท

  • ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเป็นเบี้ยประกันของสัญญาหลักเท่านั้น
  • ประกันที่มีผลตอบแทนคืนจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี
  • บริษัทฯที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
  • สำหรับคู่สมรสที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กับคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยจะต้องแต่งงานเกิน 1 ปี
    • ตัวอย่าง สามีทำงานแล้วภรรยาเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้อยู่บ้าน สามีซื้อประกันชีวิตให้ภรรยา 100,000 บาท โดยคุณสามีสามารถนำเงินประกันส่วนนี้ไปหักลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

 

 

แบบที่ 3 เบี้ยประกันชีวิตชนิดบำนาญ

หักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกิน 200,000 บาท

  • ระยะเวลาความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • บริษัทฯที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
  • ผู้ทำประกันจะได้เงินบำบาญตั้งแต่ 55 – 85 ปีหรือมากกว่า โดยจะต้องจ่ายเบี้ยประกันให้ครบ
  • หักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้และต้องไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับรายการดังต่อไปนี้ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
    • RMF
    • กบข.
    • เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
    • กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

 

 

ตอบคำถามคาใจ “ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี”

คำถาม

  • สรุปว่ามีประกันชีวิตอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

คำตอบ

เบี้ยประกันที่นำมาลดหย่อนภาษีได้มี 3 แบบ

  1. เบี้ยประกันสุขภาพที่ซื้อให้พ่อแม่
  2. เบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้
  3. เบี้ยประกันชีวิตที่ซื้อความคุ้มครองให้ตัวเอง

 

คำถาม

  • ทำไมโฆษณาบอกว่าเบี้ยประกันชีวิตชนิดบำนาญหักลดหย่อนสูงสุดได้ 300,000 บาท

คำตอบ

  • ถ้ายังไม่เคยซื้อประกันชีวิตชนิดแบบทั่วไป(ที่หักลดหย่อนได้ 100,000 บาท) ก็สามารถซื้อประกันชีวิตชนิดบำนาญได้สูงสุด 300,000 บาท โดยใช้สิทธิ์การลดหย่อนเหมือนเดิม คือ
    • ส่วนที่ 1 นำไปหักลดหย่อนในส่วนของประกันชีวิตชนิดแบบทั่วไปจำนวน 100,000 บาท
    • ส่วนที่ 2 นำไปหักลดหย่อนในส่วนของประกันชีวิตชนิดบำนาญจำนวน 200,000 บาทและไม่เกิน 15% ของเงินได้
    • ตัวอย่าง ถ้ามีเงินได้ทั้งปี 1 ล้านบาท ซื้อประกันชีวิตชนิดบำนาญไป 250,000 บาท ซึ่งความเป็นจริงจะได้เพียง 1,000,000 x 15% = 150,000 บาท เราสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีโดยใช้สิทธิ์ของประกันชีวิตชนิดแบบทั่วไป 100,000 บาทแรกหักออกไปก่อน แล้วส่วนที่สองก็จะใช้สิทธิ์ของประกันชีวิตชนิดบำนาญหักลดหย่อน 250,000 บาทตามลำดับ

 

การที่ภาครัฐใช้วิธีการลดหย่อนภาษีนี้เพราะต้องการจูงใจและส่งเสริมให้คนไทยหันมาเก็บเงินเพื่อสร้างความมั่งคงด้วยการทำประกันชีวิตให้กับชีวิตมากขึ้น เพื่อชีวิตวัยชราที่สุขสันต์เพราะมีเงินออมและจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน

 

ข้อมูลเพิ่มเติม 

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

9/10 ประกันชีวิตกับภาษี [ซีรี่ย์ประกันชีวิตชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกัน]

 

ซีรี่ย์ ใช้งาน แนวรับ-แนวต้าน อย่างมืออาชีพ ตอนที่ 1 รู้จักแนวรับ-แนวต้าน

ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเพื่อการซื้อขายหุ้นนั้น ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านเป็นข้อมูลจากกราฟที่มีความสำคัญอย่างมากในการหาจังหวะเทรดหุ้นที่ดี ผมเชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “แนวรับ-แนวต้าน” มาก่อนอย่างแน่นอน แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าแนวรับ-แนวต้านที่นักเทคนิคพูดกันความหมายมันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มีหน้าตากราฟเป็นแบบไหน แล้วจะเอาแนวรับ-แนวต้านไปใช้งานเพื่อซื้อขายหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ผมตั้งใจเขียนซีรี่ย์ “ใช้แนวรับ-แนวต้านอย่างมืออาชีพ”  เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักแนวรับ แนวต้าน และทำความเข้าใจวิธีการใช้งานเครื่องมือชนิดนี้อย่างมืออาชีพ โดยบทความนี้จะเป็นตอนที่ 1 ซึ่งจะแนะนำ คำนิยาม และที่มาของการเกิดแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยให้ได้รู้จักกันก่อนครับ

จุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน

จากสมมุติฐานการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลง  เกิดจากความแตกต่างระหว่างความต้องการซื้อหุ้นและความต้องการขายหุ้นของคนใจตลาด ถ้าช่วงใดที่มีคนอยากซื้อมากกว่าคนอยากขายหุ้นจะเป็นเหตุให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  แต่ถ้าช่วงใดมีคนอยากขายมากกว่าคนอยากซื้อราคาก็จะปรับตัวลง

คำนิยามของแนวรับ

คำนิยามของแนวรับ คือ ระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาในปัจจุบันที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการซื้อเข้ามาอย่างมากหรือมีคนสนใจซื้อเป็นจำนวนมาก

ถ้าความต้องการซื้อมีเข้ามาจำนวนมากพอ ก็จะสามารถหยุดไม่ให้ราคาปรับตัวลดต่ำลงไปกว่าระดับราคาแนวรับ และอาจจะทำให้ราคากลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น โดยการหาแนวรับนิยมหาตอนที่ราคากำลังปรับตัวลดลง

แนวรับในทางจิตวิทยาเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ลองจินตนาการว่าเรากำลังจด ๆ จ้อง ๆ อยากซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 8 บาท แต่ราคากลับดีดตัวสูงขึ้น โดยที่เรายังไม่ทันได้ซื้อหุ้นตัวนั้นเลย สมมุติว่าเวลาต่อมา ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงมาแถว ๆ 8 บาทอีกครั้ง สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร ?

คนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า เมื่อราคาหุ้นตัวนี้ปรับตัวลดลงมาที่ 8 บาทอีกครั้ง ก็จะมีความรู้สึกอยากซื้อหุ้นตัวนี้ เนื่องจากครั้งที่แล้วเราพลาดโอกาสซื้อหุ้นตัวนี้ไป และไม่อยากจะพลาดโอกาสอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งความรู้สึกลักษณะนี้ก็จะเกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนมากในตลาด ดังนั้นถ้าราคาหุ้นกลับลดต่ำลงมาที่ 8 บาทจริง ก็จะมี “ความต้องการซื้อ” เป็นจำนวนมากเหมือนกับมีกำแพงหนา ๆ ที่มากั้นไม่ให้ระดับราคาลดต่ำลงไปกว่านี้ เราจึงสรุปว่าที่ระดับราคาประมาณ 8 บาทเป็นระดับราคาที่เราเรียกว่า แนวรับ

ความจริงแล้วไม่ใช่มีคนกลุ่มเดียวที่พลาดการซื้อหุ้นที่ราคา 8 บาทในครั้งก่อน แต่ยังมีอีกกลุ่มคนหนึ่งคือ พวกที่ขายหุ้นไปราคากแถว ๆ 8 บาทในครั้งที่แล้ว เมื่อขายหุ้นออกไปแล้วราคากลับปรับตัวสูงขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะมีความรู้สึกว่าต้วเองขายหุ้นราคาถูกเกินไป เมื่อราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงมาที่บริเวณใกล้ 8 บาทอีกครั้ง ก็จะเป็นระดับราคาที่กลุ่มคนเหล่านี้อยากจะซื้อหุ้นคืน เพราะเป็นราคาที่ได้ขายไว้ในคราวที่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มคนที่ยังไม่เคยสนใจ หรือไม่เคยซื้อขายหุ้นตัวนี้มาก่อน แต่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจหุ้นตัวนี้ในเวลาต่อมา ก็จะใช้ข้อมูลของราคาหุ้นในอดีต คือ ระดับราคาใกล้ ๆ บริเวณ 8 บาท เป็นราคาที่น่าสนใจเข้าซื้อหุ้นได้อีกด้วย

คำนิยามของแนวต้าน

แนวต้านในมุมมองของการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะมีความหมายกลับกันกับแนวรับ ซึ่งคำนิยามของแนวต้าน คือ ระดับราคาที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการขายเข้ามาอย่างมาก หรือมีคนสนใจขายเป็นจำนวนมาก

ถ้าความต้องการขายมีเข้ามาจำนวนมากพอจะสามารถหยุดไม่ให้ราคาเพิ่มขึ้นไปมากกว่าระดับราคาที่เป็นแนวต้าน และอาจจะทำให้ราคากลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง โดยการหาแนวต้านนิยมหาตอนที่ราคากลับปรับตัวสูงขึ้น

แนวต้านในทางจิตวิทยาเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ลองจินตนาการว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งในราคา 10 บาท หลังจากนั้นราคาขยับปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงราคา 15 บาท แต่เรายังไม่ทันได้ขายหุ้นออกไปเพื่อทำกำไร ราคาก็กลับปรับลดต่ำลง สมมุติว่าถ้าหุ้นมีการปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปใกล้ ๆ ราคา 15 บาท สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร?

สิ่งที่เราอยากจะทำก็คือ ขายหุ้นออกไปทันทีที่ระดับราคา 15 บาทหรือต่ำกว่า 15 บาทเล็กน้อยก็ยังอยากขายอยู่ เพราะเราเคยพลาดโอกาสในการขายหุ้นตอนที่ขึ้นไปที่ 15 บาทในครั้งแรก ซึ่งความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดกับเราคนเดียวแน่ ๆ ในตลาดก็จะมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่พลาดในการขายหุ้นตอนที่ราคาขึ้นไปที่ 15 บาทในครั้งแรก และต้องการขายหุ้นเมื่อราคาขึ้นที่ราคา 15 บาทอีกครั้ง ดังนั้นก็จะมีคนจำนวนมากจะแห่กันออกมาเทขายหุ้นที่ระดับราคานี้  ทำให้เกิด “ความต้องการขาย”เป็นจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นกำแพงหนา ๆ ที่พยายามกั้นไม่ไห้ราคาสูงขึ้นไปกว่าระดับราคานี้เราจึงสรุปว่าที่ระดับราคาประมาณ 15 บาทเป็นระดับราคาที่เราเรียกว่า แนวต้าน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save