ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แนวคิดทางการเงินแนวคิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องกันอย่างมาก ก็คือ แนวคิดของการมีอิสรภาพทางการเงิน หรือ Financial Freedom
โดยคนเราจะมีอิสรภาพทางการเงินได้ก็ต่อเมื่อ เรามีรายได้จากทรัพย์สิน (หรือ Passive Income) มากกว่ารายจ่ายรวม (Total Expense)
ซึ่งทรัพย์สินที่ว่านี้ ก็ได้แก่ ธุรกิจที่ไม่ต้องลงมือทำเอง (ให้กำไร/ปันผล) อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า (ให้ค่าเช่า) ทรัพย์สินทางปัญญา (ให้ค่าลิขสิทธิ์) หุ้น (ให้เงินปันผล) และตราสารทางการเงินต่างๆ (ให้ดอกเบี้ย) ซึ่งให้ดอกให้ผลให้เราเก็บกินเป็นประจำทุกเดือนทุกปี
ประเด็นก็คือ เมื่อแนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ก็เริ่มมีการพูดถึงกันแบบผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากเหล่าวิทยากรที่รู้ไ่ม่จริง (ไม่เคยมี แต่เสือกพูดซะเก่งเลย) หรือจากธุรกิจบางกลุ่ม บางประเภท ที่อ้างว่าทำแล้วได้ Passive Income ง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำแล้วสบายไปตลอดชาติ
วันนี้ผมในแฐนะ (… ฐานะ) ที่เป็นคนหนึ่งซึ่งคลุกคลีอยู่กับแนวคิดนี้ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือขายดี พ่อรวยสอนลูก มาตั้งแต่เริ่มต้น แถมยังเป็นคนหนึ่งที่มีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ จาก Passive Income มาร่วม 8 ปีแล้ว เลยอยากมาเล่า มาแบ่งปันวิธีคิดผิดๆที่คนส่วนใหญ่หลงเชื่อกัน เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณา จะได้ไม่ต้องหลงทางเสียเวลาไปกับความเชื่อผิดๆเหล่านี้
ถ้าพร้อมแล้ว … เรามาลุยกันทีละข้อไปเลยนะครับ

1) PASSIVE INCOME เป็นเรื่องง่ายๆ
จะว่าไปข้อนี้แม่งก็ทั้งถูกและผิด (แต่ผิดมากกว่า) อย่าง Passive Income ที่ได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก ก็มีนะ “เงินฝาก” ยังไงหละ แค่วางเงินไว้ก็ได้ดอกเบี้ยแล้ว แต่พอกินหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะ
โลกนี้ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถมนุษย์ แต่ก็ไม่มีอะไรง่ายหรือหมู จนไม่ต้องมีความรู้ความเข้าใจอะไรเลยแล้วจะได้มันมาง่ายๆ (ไม่งั้นก็รวยกันหมดแล้วสิ) ไม่เชื่อก็ดูรายชื่อทรัพย์สินอื่นๆ ที่ให้ Passive Income สิ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางปัญญา หุ้น เหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและการลงทุนลงแรงทั้งสิ้น
ดังนั้น ถ้าอยากได้รายได้จากทรัพย์สิน สิ่งแรกที่ต้องคิดไว้ก่อนเลยก็คือ มันต้องลงทุนเวลาในการศึกษาหาความรู้ให้มาก อีกทั้งยังต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติให้มากด้วย มันถึงจะเกิดผลและเป็น Passive Income ขึ้นมาได้
อย่าเผลอไปหลงเชื่อการลงทุนหรือธุรกิจหลอกลวง ที่บอกว่าแค่วางเงินไว้ แล้วปล่อยให้เงินทำงาน ลองคิดโง่ๆง่ายๆก็ได้ครับว่า โลกนี้มีคนจนมากกว่าคนรวย แล้วถ้าการลงทุนที่สร้างรายได้จากทรัพย์สินมันง่าย แค่เอาเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานเราไปวางไว้แล้วได้เลย แบบนี้สถิติคนจนคนรวยในโลกก็น่าจะกลับกัน ไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่หรอกจริงมั้ย
2) มี PASSIVE INCOME แล้วสบาย ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินทุกเดือน
อันนี้ตลกเลยครับ และรู้เลยว่าคนที่พูดไม่ได้มี Passive Income จริง ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะธุรกิจ บ้านเช่า หุ้น หรือลิขสิทธิ์หนังสือ คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ ต่างก็ยังต้องทำงานด้วยกันทั้งนั้นครับ
มีธุรกิจ … แม้จะให้ลูกจ้าง หรือ Outsource ทำงานให้ ก็ยังต้องแบ่งเวลามาบริหารจัดการ พบปะลูกค้า แก้ไขปัญหาสำคัญๆ ฯลฯ
มีบ้านเช่า … ก็ต้องคอยเก็บตังค์ ผู้เช่ามีปัญหาก็ต้องคอยจัดการให้ หรือถ้าย้ายออก ก็ได้ปรับปรุงปรับแต่งห้องกันยกใหญ่
มีลิขสิทธิ์ … ก็ต้องคอยบริหารลิขสิทธิ์และผลประโยชน์ตัวเอง เผลอๆมี Personal Ads ทำโฆษณาช่วยโปรโมทงานตัวเองอีกในตัว
หรือถ้ามีหุ้น … ก็ต้องคอยจัด คอยปรับพอร์ต เพิ่มหุ้น ลดหุ้น เพิ่มลดสัดส่วนการลงทุน อีกจิปาถะ
ดังนั้น มี Passive Income แล้วไม่ต้องทำงานเลย ก็คงไม่ใช่ ยังต้องทำงานอยู่ เพียงแต่ทำน้อยลงไปเยอะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะก่อนที่เราจะได้รายได้จากทรัพย์สินนั้น เราทำงานมาหนักและมากพอแล้ว (ดังที่อธิบายในข้อ 1)
อย่าเผลอเอานิสัยขี้เกียจและรักสบายออกนอกหน้า ระวังจะถูกพวกสิบแปดมงกุฎหลอกกินเงินเอาง่ายๆครับ
3) ทรัพย์สินที่ให้ PASSIVE INCOME จะทำเงินให้เราไปตลอดชาติ
สิ่งที่คนไม่เคยมี Passive Income ยังไม่รู้และไม่เข้าใจ ก็คือ ทรัพย์สินใดๆในโลกล้วน DYNAMIC นั่นคือ มีขึ้น มีลง มีเติบโต มีตกต่ำ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งหมดท้ังปวง (สาธุ)
ธุรกิจที่เคยทำเงิน วันหนึ่งก็กลายเป็นธุรกิจที่ล่มสลายได้ (ลองดูการตกต่ำและจากไปของโกดัก โนเกีย และแบล็คเบอรี เป็นตัวอย่าง)
บ้านเช่าที่เคยมีคนอยู่อาศัยไม่เคยขาด วันหนึ่งก็อาจร้าง ไม่มีผู้เช่าได้เหมือนกัน (กรณีบ้านเช่าย่านนิคมลำพูน เมื่อเร็วๆนี้ คือ เครื่องยืนยัน)
ลิขสิทธิ์เพลง หนังสือ ที่เคยได้รับความนิยม วันหนึ่งก็มีคนลืม ไม่ซื้อ ไม่โหลด
หุ้นที่เคยปันผล วันหนึ่งก็อาจกิจการไม่ดี ไม่ทำกำไร เมื่อไม่ทำกำไรจะเอาเงินที่ไหนมาปันผลละครับพี่
ไม่มีอะไรที่ทำครั้งเดียวแล้วสบายไปตลอดชาติหรอก มันมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเสมอ ดังนั้นอย่าเผลอติดกับดักโง่ๆ แบบนี้ การรู้เท่าทันในทรัพย์สินที่เราลงทุนต่างหาก คือ สิ่งที่ช่วยให้เรามั่งคั่งและมั่นคงได้จริง
4) PASSIVE INCOME ดีกว่า ACTIVE INCOME
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบเถียงกัน พาลกันไปถึงเรื่องที่ว่าเป็นพนักงานประจำนั้นไม่ดี เพราะเงินเดือนน้อย แถมยังเป็นรายได้ที่มาจากการทำงานเสียด้วย (Active Income) เลยยิ่งดูเลวร้ายไปกันใหญ่
จากเหตุผลของความ Dynamic ของทรัพย์สินตามที่ได้อธิบายแล้วในข้อ 3 ดังนั้น ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้แบบไหนดีกว่า ที่สำคัญมันอยู่ที่ว่า …
“คุณมีรายได้หลายทางหรือเปล่า และรายได้หลายทางที่ว่านั้น ผสมผสานทั้ง Active และ Passive หรือไม่”
เพราะถ้ามีแต่ Active Income ก็ต้องเหนื่อยไปตลอด แต่ถ้ามี Passive Income แค่แหล่งเดียว มันก็หมด ก็หายได้เหมือนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบ Active Income ที่แม้มันจะเหนื่อยสักห&#x
ช่วงนี้ผมสังเกตเห็นมีหุ้น IPO เข้าตลาดอยู่หลายตัวนะครับ อย่างพวกกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ก็เริ่มมีธุรกิจใหม่ๆเข้ามาให้นักลงทุนผู้ที่สนใจเลือกกันได้อย่างไม่ขาดสาย เท่าที่ผมดูรายชื่อหุ้นของอุตสาหกรรมนี้ก็มีบริษัทให้เราเลือกลงทุนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะของธุรกิจเฉพาะทาง เช่น ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สายเรือ ผู้ประกอบการท่าเรือ บริษัทขนส่ง หรือไม่ก็จะเป็นประเภทโกดัง คลังสินค้าให้เช่าไปเลย JWD เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่น่าจับตามองและกำลังจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นใหม่ ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
จุดที่น่าสนใจของ JWD
JWD เป็นผู้นำให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินแบบครบวงจรให้กับลูกค้าภายในประเทศ มีผลการดำเนินธุรกิจและการเติบโตสูงทุกปี ทั้งนี้การออก IPO ของบริษัทมีแผนที่จะขยายไปในภูมิภาคอาเซียน โดยหลักๆ ก็จะมีการลงทุนในโครงการก่อสร้างคลังสินค้าห้องเย็นในประเทศเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังมีการเติบโตในธุรกิจอาหารอย่างก้าวกระโดด ซึ่งถ้ามองในแผนระยะยาว เมื่อมีการเปิด AEC แล้ว บริษัทจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในการให้บริการทางด้านนี้เลยนะครับ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนการขยายการลงทุนในเขตพื้นที่แหลมฉบังประเภทคลังสินค้าอันตราย ซึ่งเราเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
มาดู 5 ธุรกิจหลักของเขาจาก Infographic ข้างล่างนี้นะครับ
- ธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้า ในพื้นที่ทั่วไป และพื้นที่เขตปลอดภาษี (Free Zone)
- ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศ และขนส่งสินค้าข้ามแดน (Cross Border)
- ธุรกิจให้บริการขนย้ายสิ่งของในประเทศและต่างประเทศ
- ธุรกิจให้บริการรับฝาก จัดการเอกสารและข้อมูลอย่างครบวงจร
- ธุรกิจอื่นๆ เช่น บริการให้เช่าคลังสินค้าและบริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโลจิสติกส์
วิเคราะห์จากโครงสร้างธุรกิจ JWD
เราจะเห็นจุดเด่นดังนี้
- บริษัทมีการให้บริการจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ถ้าเป็นในอดีตเวลาเราจะขายของส่งของกันที ก็ต้องติดต่อหลายๆ บริษัท ตั้งแต่บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือ Freight Forwarder บริษัทขนส่ง ผู้ให้บริการคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งทั้งกระบวนการเหล่านี้ JWD สามารถทำได้ครบวงจรช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการได้มากขึ้น ถือว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าได้มากเลยทีเดียว
- บริษัทให้บริการหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีความซับซ้อนและต้องการการดูแลแบบพิเศษ อย่างเช่น เคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย อาหารแช่เย็นแช่แข็ง อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ จุดเด่นตรงนี้ยังสนับสนุนให้บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยนะครับ หากอุตสาหกรรมไหนอยู่ในสภาวะวิกฤติก็ยังมีรายได้จากการให้บริการอุตสาหกรรมอื่นๆ
- เขามีการใช้เทคโนโลยีสาระสนเทศมาอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ซึ่งสามารถจัดการเรื่องการขนส่ง คลังสินค้า สามารถวางแผนและตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบได้เลยครับ
- ทุกขั้นตอนของบริษัทมีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ISO9100 ISO14001 รวมถึงเพิ่งได้รับรางวัล Excellent Logistics Management Awards: ELMA) จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปีล่าสุด 2015 ด้วยครับ
ทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลของบริษัทเพิ่มเติมได้ที่ www.jwdipo.com
เชื่อว่าเมื่อพูดถึงการออมเงินแล้ว ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะหนทางเดียวที่เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินเพื่อความสุขของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินแต่งงาน ดาวน์บ้าน ดาวน์รถ หรือเกษียณอายุอย่างมีความสุขนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเริ่มที่ “การรู้จักเก็บออม” ทั้งสิ้น และเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ทุกวันนี้ผมเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ๆ และหลายๆคน หันมาให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นเก็บออมกันมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากพฤติกรรมการออมของคนทั่วไปในสังคมก็คือ “กลัวการออมยาวๆ” เพราะมองว่าเป็น “ภาระระยะยาว” กลัวว่าถ้าระหว่างทางที่กำลังออม เกิดมีเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ แล้วจะไม่เหลือเงินพอที่จะดึงไปใช้ได้ เลยไม่อยากผูกมัดตัวเอง (แค่ภาระ “ผ่อนหนี้” ระยะยาว อย่าง “หนี้บ้าน” ก็เป็นภาระมากพอแล้ว อย่ามาล่ามโซ่ตรวนฉันมากกว่านี้เลย ที่ต้องยอมสร้างภาระผูกมัดระยะยาว เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ) เราเลยไม่ค่อยชอบเลือกที่จะออมในเครื่องมือการออมระยะยาว เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ต้องจ่ายเบี้ยนานๆ ประกันบำนาญหรือ RMF ที่ต้องจ่ายเบี้ยจนกว่าเราจะถึงวัยเกษียณ แล้วไปเลือกออม/ลงทุนในอะไรที่สั้นกว่า เช่น LTF หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ออมสั้นๆ เป็นต้น
แต่รู้ไหมครับว่า นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง เพราะนี่แหละคือสาเหตุหนึ่งของความไม่ประสบความสำเร็จทางการเงิน เพราะเราไม่ยอมผูกมัดตัวเองเข้ากับการ “ออมระยะยาว” ที่มองว่าเป็นภาระที่ไม่สำคัญ หรือไม่จำเป็นเท่ากับหนี้ระยะยาวอย่างหนี้บ้าน ดังนั้น วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังครับ ว่าทำไมการออมระยะยาว ถึงจำเป็น และให้ผลดีกว่าการออมระยะสั้น
4 เหตุผล ที่ทำไมเราถึงควรออมยาวๆ?
1. เพราะช่วยสร้างวินัย
สาเหตุอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่รวย หรือไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเงินที่เราตั้งไว้ได้ซักที ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้วิธีการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เทคนิควิธีพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่น แต่แค่เพราะเรา “ไม่มีวินัย” มากพอที่จะทำมันได้อย่างต่อเนื่องนานพอต่างหาก เหมือนเวลาต้องออกกำลังกายควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อสร้างรูปร่างที่ดี ต่อให้เรารู้เทคนิควิธีการออกท่าทางที่ถูกต้อง ใช้เครื่องมือที่แพงที่สุด แต่เราฟิตอยู่แค่ 3-4 วันก็เลิก ออกๆ หยุดๆ เราก็คงไม่มีวันมีรูปร่างที่ดีได้ การเงินก็เช่นกัน ถ้าเราไม่ผูกมัดตัวเองกับการออมที่ยาวนานมากพอ เราก็จะไม่มีวินัยที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จได้ แต่วินัย เป็นสิ่งที่ต้องสร้าง และต้องควบคุมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี อย่างเป้าหมายออมเพื่อการเกษียณ เราอาจจะสู้ไม่ไหว แพ้ใจตัวเอง หลุด หรือล้มเลิกไปกลางคันเมื่อไหร่ก็ได้ เราจึงควรใช้เครื่องมือการออมที่จะช่วย “บังคับ” ให้เราออมได้ตลอดเวลา เช่น ระบบการตัดบัญชีเพื่อออมอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือน, การออม/ลงทุนใน RMF หรือในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น
2. เพราะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
การออมในอะไรที่สั้นๆ มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และไม่เป็นภาระมากกว่าการออมในเครื่องมือออมระยะยาวก็จริง แต่เงินที่เราเก็บหรือลงทุนได้ มักจะเรียกว่าเป็น “เบี้ยหัวแตก” หมายความว่า เก็บอยู่ได้แค่ก้อนเล็กๆ ประปราย พอมีได้สักก้อน ก็อยากจะเอาไปใช้ซื้อของที่อยากได้ พอออมอยู่ในเครื่องมือที่มีสภาพคล่อง ก็ถอนมาใช้ได้ง่าย เงินที่เราเก็บสะสมไว้ถึงไม่ได้ถูกสะสมจนเป็นก้อนใหญ่มากพอที่จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้จริงๆซักที การออมในเครื่องมือการออมระยะยาว จึงเป็นตัวช่วยการันตีว่า เราจะสามารถเก็บออมได้อยู่ จนเงินออมเราเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดจากการสะสม หรือเกิดจากพลังผลตอบแทนทบต้น ที่ช่วยทวีคูณผลตอบแทนให้เติบโตได้หลายเท่า ในระยะเวลาการออมที่นานมากพอ ได้แน่ๆ
3. เพราะช่วยลดภาระของเงินทีต้องออม
ถ้าเราเลือกที่จะออมสั้นๆ สิ่งที่เราเจอก็คือ เราจะต้องออมในแต่ละงวด (เดือน, ปี) ด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้จำนวนเงินเป้าหมายของการออมที่เราต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นภาระที่หนักเกินไป การออมระยะยาว ถึงแม้จะต้องออมนาน แต่ข้อดีก็คือ เราใช้เงินออมไม่มาก ก็สามารถบรรลุจำนวนเงินเป้าหมายที่เราต้องการได้ ทำได้เราออมได้สบายมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเพิ่งมาเริ่มวางแผนเก็บออม/ลงทุนใน RMF ที่เป็นกองหุ้น ก่อนเกษียณแค่ 5 ปี โดยที่เราต้องการมีเงินซัก 3 ล้านบาทตอนเราเกษียณ เราอาจจะต้องออมถึงเดือนละประมาณ 40,000 บาท (คำนวณที่ผลตอบแทน 8% ต่อปี) แต่ถ้าเรามีเวลาออมได้ 15 ปี เงินที่เราต้องออมต่อเดือน จะเหลือประมาณ 8,670 บาทเท่านั้น หรือถ้าเราจะออมในประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 60 ปี โดยที่เราต้องการเงินบำนาญเดือนละ 10,000 บาท (ปีละ 120,000 บาท) ถ้าเราไปเริ่มซื้อตอนอายุ 50 (ระยะเวลาออม 10 ปี) เราอาจจะต้องจ่ายเบี้ยปีละประมาณเกือบ 200,000 บาท แต่ถ้าเราเริ่มซื้อตอนอายุ 30 (ระยะเวลาออม 30 ปี) เราอาจจะจ่ายเบี้ยเหลือปีละ 40,000 กว่าบาทเท่านั้น นั่นก็แปลว่า ยิ่งเราเลือกที่จะออมนานขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งจ่ายเบี้ยน้อยลงเท่านั้น ทำให้เราออมได้สบายขึ้นมากครับ
4. เพราะยังไงเราก็ต้องออมอยู่แล้ว
การที่เรากลัวว่าออมนานๆแล้วเป็นภาระ เลยเลือกที่จะออมสั้นๆแทน กลับกลายเป็นว่า พอครบกำหนดระยะเวลาการออมระยะสั้น เราก็ต้องไปหาเครื่องมือการออมระยะสั้นตัวอื่นมาออมต่ออยู่ดี เพราะไม่ว่ายังไง ระหว่างทางที่เราทำงาน มีรายได้ เราก็ต้องออมเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณตลอดเวลาอยู่แล้ว (คงไม่มีใครที่ทั้งชีวิตการทำงานประมาณ 30 กว่าปี อยากจะเกษียณสบาย แล้วคิดจะออมแค่ประมาณ 5 ปีก็พอ หลังจากนั้นมีเท่าไหร่ ใช้ให้หมดทุกเดือน อย่างแน่นอน) ทำให้ต้องเสียเวลาไปหาเครื่องมือการออมตัวใหม่ที่