4 ขั้นตอนวางแผนการเงิน ที่คนธรรมดาอย่างเราต้องรู้

น้องมั่งคั่ง : พี่มั่นคงคะ…พี่ว่าทำไมคนเราถึงมีปัญหาด้านการเงินล่ะคะ?

พี่มั่นคง : เท่าที่พบมา ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่ได้มีการวางแผนการเงินเอาไว้ไงครับน้องมั่งคั่ง

 

มีหลายคนหลังไมค์มาคุยกับมั่นคงมากมายเลยครับ ตั้งแต่น้องๆ นักศึกษาที่อยากจะเก็บเงิน ไปจนถึงคนทำงานวัย 40 ที่เริ่มกังวลกับอนาคตตัวเองหลังเกษียณที่ไม่ได้มีรายได้แล้ว

 

รู้ไหมครับ ว่าสาเหตุของปัญหาด้านการเงินส่วนใหญ่นั้น มาจากการขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องการวางแผนการเงินนี่แหละครับ เหมือนคนเดินทางที่ไม่มีแผนที่ ไปไกลแค่ไหนก็ไม่ถึงจุดหมาย

 

เมื่อพูดถึงคำว่า การวางแผนการเงิน หลายๆคนคงทำหน้าตามู่ทู่พร้อมกับเกาหัวจนผมฟูแล้วบอกว่า โอ้ยย มันเป็นเรื่องยากแสนยาก ยิ่งสมัยนี้ก็มีแต่คำว่า อิสระภาพทางการเงิน ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ซึ่งก็ฟังดูดีนะ… แต่เอาจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไร

 

แต่เดี๋ยวก่อน!! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องการวางแผนการเงินเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกๆคน #เราเองก็เช่นกัน เพราะทุกเป้าหมายชีวิตที่เราวางไว้…หากขาดกำลังทรัพย์ที่เพียงพอและมั่นคง ก็คงจะไปไม่ถึง

 

 

วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝาก

 

อยากจะให้ทุกคนลืมคำว่า “เงิน” ไปก่อน แล้วเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า “เป้าหมาย” ที่เราต้องการนั้นมันคืออะไร?

 

เมื่อได้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราค่อยมาพิจารณาในเรื่องของ “เงิน” กันต่อไป ว่าเป้าหมายที่เราต้องการนั้น ต้องใช้เงินเท่าไร แล้วคำตอบนั้นจะบอกเราได้ทันทีว่าต้องเริ่ม “วางแผน” อย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ถ้าเป้าหมายของเราคือ อยากจะมีเงินไว้ใช้จ่ายและท่องเที่ยวเมื่อยามเกษียณจำนวน 10 ล้านบาท เราต้องเริ่มคิดว่าจะหาเงิน 10 ล้านบาทมาด้วยวิธีไหน (เก็บสะสมรายได้จากการทำงาน, หาอาชีพเสริม หรือ เพิ่มรายได้ด้วยการลงทุน) แล้วจะเพิ่มมูลค่าเงินก้อนนั้นอย่างไร (เพิ่มประสบการณ์จากการทำงาน ให้ตัวเองมีมูลค่ามากขึ้น, เวลา หรือ ผลตอบแทน)

 

ดังนั้น การวางแผนการเงิน คือ จุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้กับทุกเป้าหมายของชีวิต โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ดังนี้

 

การวางแผนการเงิน-01

 

 

  1. สร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation)ริ่มต้นการสร้างความมั่งคั่งง่ายๆ จากการวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ไปจนถึงการจัดการหนี้สิน
  2. ปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection) เตรียมการรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด  เพื่อรักษาความมั่งคั่งให้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต อย่างเช่น การทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง และการวางแผนเกษียณ
  3. สะสมความมั่งคั่ง (Wealth Accumulation) เพิ่มความมั่งคั่งโดยการวางแผนลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน และการวางแผนภาษี เพื่อให้มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น
  4. ส่งต่อความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการส่งมอบความมั่งคั่งให้กับทายาทหรือครอบครัวของเราด้วยวิธีการวางแผนมรดก

 

เราจะเห็นว่า 4 ด้านของการวางแผนการเงินนั้นจะสอดคล้องกับ “เป้าหมาย” ในการใช้ชีวิตของเราทุกๆคน ซึ่งจะต้อง “วางแผน” ที่ตอบโจทย์ เหมาะสมกับปัจจัยและความต้องการของแต่ละคน ในแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกันไป

 

ดังนั้น การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นง่ายๆ จากการวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ด้วยการเริ่มจดบันทึก ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อสังเกตพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง รวมถึงการบริหารจัดการภาระหนี้สินที่มีให้ครบถ้วน และการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อต่อยอดสะสมความมั่งคั่ง เรื่องเหล่านี้ เรามักจะได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมากมายพูดกันเป็นประจำ แต่เชื่อไหมว่า ข้อผิดพลาดในการวางแผนการเงินที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามกันไปนั้น คือการปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection) โดยคิดว่าไม่ใช่เรื่องความสำคัญ หรือยังไม่จำเป็นต่อชีวิต

 

ลองสังเกตดูง่ายๆ ว่าหลายๆ คนที่อยู่ในช่วงชีวิตการทำงาน มุ่งมั่นหาเงิน เพื่อให้มีรายได้จำนวนมากมาดูแลครอบครัว แต่กลับลืมไปว่า…ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่ทำให้ร่างกายไม่เหมือนเดิม ไม่สามารถประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงดูใครได้อีก…แล้วตัวเราเองและคนที่พึ่งพาเราอยู่จะทำอย่างไร หรือแม้แต่เรื่องที่ใกล้ตัวอย่างโรคภัยและความเจ็บป่วย หากไม่มีการวางแผนเพื่อ  “ป้องกันความเสี่ยง” และ “ปกป้องรายได้” ไว้ นอกจากจะกระทบกับเป้าหมายในชีวิตที่วางไว้แล้ว ยังอาจสูญเสียเงินทองที่เก็บออมมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

 

 

น้องมั่งคั่ง  : พี่มั่นคงค่ะ แสดงว่าการสร้างความมั่งคั่งที่ถูกต้อง ไม่ได้เกิดจากการที่สามารถหารายได้จำนวนมาก หรือแม้แต่การบริหารจัดการเงิน หรือความชาญฉลาดในการลงทุนเพียงด้านเดียวใช่มั๊ยค่ะ

พี่มั่นคง : ใช่แล้ว  การสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคง เราต้องวางแผนการเงินให้รอบด้าน…รู้จักหาแล้ว ยังต้องรู้จักปกป้อง และโอนถ่ายความเสี่ยงอีกด้วย เพราะถ้าด้านใดด้านหนึ่งขาดหายไป ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิต และเป้าหมายที่วางไว้ด้วยเช่นกันครับ

 

 

5 วิธีเก็บเงินอย่างไร….ไม่ให้ภรรยารู้ (สำหรับพ่อบ้าน)

วิธีการบริหารจัดการเงินภายในครอบครัว ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเวิร์กมาแล้วหลายรุ่นหลายสมัยนั่นคือ การอนุญาต(หรือถูกบังคับให้อนุญาต)ให้คุณแม่บ้านดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รายรับ” ผนวกกับการบริหารรายจ่ายและเงินออม

คุณพ่อบ้านจะต้องมอบอำนาจเรื่องเงินให้กับคุณแม่บ้านรับบทบาทเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนตัว ที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว และเป็นนายธนาคารส่วนตัวอีกด้วย (ไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วย ถ้าคิดจะเปลี่ยนอาจไม่มีชีวิตอยู่ต่อ….)

บางทีคุณพ่อบ้านก็อยากมีอิสระในการบริหารจัดการเงินบ้าง อยากมีตังค์เก็บเองบ้าง อยากมีเงินไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ขำๆ (แต่ก้อนโต) แต่จะทำยังไงในเมื่อสมุดบัญชีเงินเดือนรายรับทุกอย่างก็อยู่ที่คุณแม่บ้านจนหมดแล้ว เฮ้อ…

ปัญหาข้างต้นของพ่อบ้านทุกคนจะหมดไป ถ้าลองใช้วิธีเหล่านี้ที่รับรองได้ว่าไม่มีแม่บ้านคนไหนรู้มาก่อน อิๆ (ถ้าพวกเธอไม่รู้จัก AomMoney.com นะครับ)

นี่คือ 5 สุดยอดวิธีแสนสร้างสรรค์ในการเก็บเงินไม่ให้แม่บ้านรู้

1. แอบหารายได้เสริมด้วยบริการทางออนไลน์

ก่อนจะไปเรื่องเก็บเงิน คุณพ่อบ้านต้องมีรายรับ “จริงๆ” เป็นของตัวเองก่อนครับ
คือถ้าเราจะย้ายที่ทำงาน หางานใหม่แม่บ้านก็รู้ จะขายของออนไลน์แม่บ้านก็เห็นของ จะทำอะไรก็รู้ไปหมด แต่ถ้าเราทำเซอร์วิสให้บริการผ่านโลกออนไลน์ สิ่งของจับต้องได้ก็ไม่มี หลักฐานก็ไม่เห็น เงินก็ไม่ผ่านภรรยาเพราะเปิดบัญชีโอนตรงเข้าพ่อบ้านได้เอง แถมไม่มีเอกสารจดหมายไปรษณีย์ให้เห็นที่บ้านอีกด้วย แบบนี้ความไม่แตกครับ

ตัวอย่างเช่น 

แอบทำ Dropship service

แอบรับงานเขียนเชียร์ขายของ

แอบเขียนหนังสือส่งสำนักพิมพ์ออนไลน์

แอบทำโฆษณาให้สินค้าผ่านออนไลน์

แอบรับงานดีไซน์จากเมืองนอก

แอบขับรถ UBER ระหว่างขับกลับบ้าน

เป็นต้น

2. แอบเปิดบัญชีรับเงินใหม่

เราจะเป็นไทได้ เราต้องซุ่มสะสมกองกำลังก่อนมิให้ข้าศึกรู้ตัว ฉันใดฉันนั้นบัญชีรับเงินเพื่อสะสมเงินก็เช่นกัน ควรจะเป็นบัญชีที่อยู่ในโลกออนไลน์ paypal ก็ดี MEbyTMB ก็ได้ หรือใคร advance หน่อยก็รับเงินเป็น Bitcoin ก็ได้ครับ อย่าใช้อีเมลยืนยันอันเดียวกับที่แม่บ้านรู้นะครับ ขืนใช้อีเมลอันเดียวกัน เป็นอันว่าความแตกครับ

ดีนะครับ สมัยนี้มีออนไลน์ สมัยปู่ตาได้แต่ฝังดิน เหน็บไว้ในหนังสือ ซ่อนใต้รองเท้า โดนยายย่าเจอหมด ไม่รอด

3. แอบรวยขึ้นโดยคงไลฟ์สไตล์แบบเดิม

อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ถึงแม้คุณพ่อบ้านจะรวยขึ้น มีรายรับจริงๆ เข้ามาแล้ว มีเงินเก็บของตัวเองแล้ว เราต้องทำตัวเฉกเช่นเหมือนเคย ใช้หลักการ “ออมลืม” ออมเงินไปแล้วลืมไปเลยว่าเคยมีเงิน จะช่วยให้ภารกิจนี้สำเร็จง่ายขึ้น เพราะแม่บ้านยังไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง หากเราเผลอใจจับจ่ายสูงผิดปกติ เป็นอันความแตกครับ

4. แอบลงทุนและเก็บเงินในโลกออนไลน์

ในโลกออนไลน์มีวิธีการลงทุนด้วยครับ เช่น bitcoin ซึ่งวิธีนี้แม่บ้านจะไม่มีทางรู้เด็ดขาดครับ นอกจากนี้ ยังมีวิธีแอบเก็บเงินออนไลน์แบบเปิดเผย ดูดี แต่เนียนๆ คือเก็บเงินผ่านการบริจาคแบบ crowd-funding ผ่านเว็บ Kiva.org คอนเซ็ปของเว็บจริงๆ แล้วคือ เป็นเว็บที่ให้คนช่วยกันบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสทางการเงินได้ยืมเงินไปตั้งตัวแบบไม่มีดอกเบี้ย โดยผู้ยืมจะต้องคืนเงินให้กับเราด้วยตามงวดที่กำหนด นี่คือโอกาสสำหรับคุณพ่อบ้านใจบุญ เราจะอนุญาตให้ kiva หักบัตรเครดิตไปจ่ายให้กับผู้ยืม แล้วเราก็คอยจนกว่าผู้ยืมจะคืนเงินทั้งหมด ถึงเวลาเราก็จะได้เงินกลับมา ค่อยถอนเอาเงินนั้นออกมาใช้อีกที เป็นวิธีเก็บเงินระยะยาวแบบไร้กระดาษ แม่บ้านตามไม่ทันชัวร์ๆ

5. แอบซื้อของขวัญล้ำค่าให้แม่บ้าน

ข้อนี้คือข้อแก้ตัวสุดท้ายสำหรับคุณพ่อบ้านที่ทำความแตก เป็นการประกันความเสี่ยงที่คุณอาจจะต้องเจ็บตัวหูชาเมื่อคุณแม่บ้านรู้ไต๋ว่า คุณแอบมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง วิธีแก้คือให้นำสิ่งของล้ำค่าที่แม่บ้านพึงปรารถนาไปมอบให้ เพื่อที่จะระงับความทุกข์ของเหล่าพ่อบ้านอย่างเราได้

คำเตือน:

บทความด้านบนมีความเสี่ยง ผู้เขียนไม่อาจรับผิดชอบต่อผลการกระทำของเหล่าพ่อบ้านได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการประยุกต์ใช้จริง

สรุปว่า..

นอกจากวิธีข้างบนนั้นแล้ว เหล่าพ่อบ้านใจกล้าทั้งหลายก็ต้องลองค้นหาวิธีปฏิบัติการที่เหมาะสมกับเหล่าแม่บ้านของตัวเองด้วยนะครับ

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีอิสระทางการใช้ชีวิตจากแม่บ้าน แต่เราก็ยังมีอิสระภาพทางการเงินได้บ้าง เป็นกำลังใจให้ครับ

กฎหมายกับการซื้อ-ขายฝาก ฉบับเข้าใจง่าย

หลังจากที่เรารู้และเข้าในเรื่องต่างๆก่อนเซ็นสัญญาขายฝากแล้ว(คลิกเพื่ออ่านบทความก่อนหน้า) คราวนี้ถึงเวลาที่เราจะมาทำความเข้าใจกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายฝากแบบเข้าใจง่ายๆกันบ้าง

เริ่มจากความหมายการขายฝากตามกฎหมายก่อนเลย คำว่าขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขาย อาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 491)

ซึ่งความหมายที่สำคัญของการขายฝากนี้อยู่ในเรื่องของ กรรมสิทธิ์ และ สิทธิ์ในการไถ่ทรัพย์คืนได้นั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นการขายที่เปิดโอกาสให้ไถ่ถอนในเวลาที่จำกัด

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายฝาก

ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น มี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 – 502 ซึ่งให้ความหมายในเรื่องของการขายฝากไว้ดังนี้

  • สัญญาขายฝากเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันทีที่จดทะเบียน ซึ่งผู้ขายฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนต้องขอไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาสัญญาขายฝาก หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
        กรณีอสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 10 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย
        กรณีสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 3 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย
  • สัญญาขายฝากจะต้องมีกำหนดระยะเวลาว่าจะไถ่คืนกันเมื่อใด แต่จะกำหนดเวลาการไถ่คืนกันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ถ้าไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้นให้ลดลงมาเป็น 10 ปี และ 3 ปี ตามประเภททรัพย์
  • การขยายกำหนดเวลาไถ่ ผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากจะทำสัญญาขยายเวลาไถ่กี่ครั้งก็ได้ แต่รวมกันแล้ว จะต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก และจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับซื้อฝาก ซึ่งถ้าทรัพย์สินที่ขายฝากจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตมิได้
  • ผลของการใช้สิทธิไถ่ภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจะตกเป็นของผู้ขายฝากตั้งแต่เวลาที่ผู้ขายฝากชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ ทรัพย์สินซึ่งไถ่นั้นผู้ไถ่ย่อมได้รับคืนโดยปลอดจากสิทธิ ใดๆ ซึ่งผู้ซื้อเดิม หรือทายาทหรือผู้รับโอนจากผู้ซื้อเดิมก่อให้เกิดขึ้นก่อนเวลาไถ่ ยกเว้นแต่เป็นการเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝากซึ่งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นไม่ทำให้ผู้ขายฝากหรือผู้ไถ่เสียหาย กำหนดเวลาเช่ามีเหลืออยู่เพียงใดให้คงสมบูรณ์เพียงนั้น แต่ต้องไม่เกินกว่าหนึ่งปี

จากประเด็นข้างต้น มีสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้คือ กรรมสิทธิ์ ระยะเวลาของการไถ่ทรัพย์สินคืน และ การต่ออายุสัญญา ดังนี้

กฎหมายกับการซื้อ-ขายฝาก ฉบับเข้าใจง่าย

อัตราค่าตอบแทน และระยะเวลาสัญญาขายฝาก

อัตราค่าตอบแทนการขายฝากกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งระยะเวลาที่ให้ขายฝากนั้นทำได้ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือแล้วแต่ตกลงกัน

หากครบกำหนดแล้วผู้ขายฝากยังไม่สามารถไถ่ถอนได้ สามารถขยายระยะเวลาได้แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี

สถานที่ทำสัญญาขายฝาก คือ สำนักงานที่ดิน

ในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ การทำสัญญาขายฝากจะไปทำที่สำนักงานที่ดิน เพื่อทำเป็นหนังสือและจดแจ้งต่อเจ้าหน้าที่

การไถ่ถอนทรัพย์

ในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดแล้วผู้ขายฝากสามารถนำเงินต้นพร้อมค่าตอบแทนไปชำระต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน กรรมสิทธิ์ก็จะกลับไปเป็นของผู้ขายฝากทันที โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • ให้ผู้ขายฝากแจ้งไปยังผู้ซื้อฝากล่วงหน้า 30 วัน เพื่อกำหนดการนัดหมายไปสำนักงานที่ดิน
  • สิ่งที่ผู้ขายฝากต้องเตรียม
        คู่สัญญาขายฝาก พร้อมบัตรประชาชน(ตัวจริง) และทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
        เงินต้นพร้อมค่าตอบแทน(สินไถ่) หากชำระค่าตอบแทนครบแล้วให้นำไปเฉพาะเงินต้น
         พร้อมหลักฐานการชำระเงิน (ชำระเป็นเงินสดหรือแคชเชียร์เช็ค เท่านั้น)
        ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนขายฝาก (บุคคลธรรมดา)
          – ค่าธรรมเนียมแปลงละ 50 บาท
          – ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย
             (คิดจากราคาประเมินราชการ นับระยะเวลาตั้งแต่วันทำสัญญาขายฝากถึงวัน ไถ่ถอน)
          – ค่าอากร 0.5% จากราคาประเมินหรือราคาไถ่ถอน
  • สิ่งที่ผู้รับซื้อฝากต้องเตรียม
        คู่สัญญาขายฝาก พร้อมบัตรประชาชน(ตัวจริง) และทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
        โฉนด(ตัวจริง)

บทสรุปและข้อสังเกต

กรณีขายฝากนั้น กำหนดเวลาไถ่เป็นเรื่องของช่วงเวลา เช่น ขายฝาก มีกำหนด 2 ปี ผู้ขายฝากจะไถ่คืนเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรอจนครบ 2 ปี แต่ถ้าผู้ขายฝากไม่ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินภายในกำหนดเวลา ย่อมหมดสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป (เว้นแต่จะเป็นกรณีตกลงซื้อขายกันใหม่) และมีผลทำให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยเด็ดขาด

การคำนวณระยะเวลาว่า สัญญาขายฝากจะครบกำหนดเมื่อใด ให้นับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรก กล่าวคือ ถ้าทำสัญญาขายฝากมีกำหนด 1 ปี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2560 ก็ต้องครบกำหนด 1 ปี ในวันที่ 22 ตุลาคม 2561

กฎหมายกับการซื้อ-ขายฝาก ฉบับเข้าใจง่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังที่สุดและตรวจสอบให้ดี คือ สัญญาขายฝาก โดยก่อนลงลายมือชื่อในสัญญาขายฝาก ทั้งผู้รับซื้อฝากและผู้ขายฝากควรตรวจสอบข้อความในสัญญาขายฝากว่าถูกต้องตามต้องการหรือไม่

อย่าลืมเช็คกำหนดระยะเวลาต้องไถ่คืนภายในกำหนดเวลาเท่าใด จำนวนเงินที่ขายฝากตรงตามที่รับเงินจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก ….

http://www.dol.go.th/lo/smt/handbook/march/news14.htm

https://www.zazzet.com/howitwork

บทความหน้าพบกับ

  • เมื่อตลาดหุ้นผันผวน แต่อยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ลงทุนอะไรดี?
  • ไขข้อสงสัยทำไม ‘ซื้อ-ขายฝาก’ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์การลงทุนกับสภาวะของเศรษฐกิจไทย

9 เงินออมที่เราควรมีในปีนี้

9 เงินออมที่เราควรมีในปีนี้

 

ผู้เขียนรู้สึกมีความสุขมากๆที่บทความของอภินิหารเงินออมและเว็บไซด์ AomMoney ได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้หลายๆคนเริ่มต้นออมเงิน ในปีที่ผ่านมามีแฟนเพจหลายคนฮึดสู้กับตนเองว่าจะต้องมีเงินออมให้ได้ แล้วก็ทำสำเร็จด้วยซิ อิ้วๆ บางคนนำผลงานการออมเป็นภาพสมุดบัญชีมาโชว์เป็นหลักฐานว่าทำได้ละน๊า เราเห็นแล้วรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก เอาไว้จะมาเขียนเล่าให้ฟังในบทความต่อๆไปเพื่อจะได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆนะจ๊ะ สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นออมเงิน มีเงินออมเหมือนคนอื่นๆบ้างแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ควรมีเงินออมอะไรบ้าง ในบทความนี้มีคำตอบนะจ๊ะ

 

9 เงินออมที่เราควรมีในปีนี้

 

1. เงินออมเพื่อฉุกเฉิน

เป็นเงินออมที่สำคัญม๊าก มากๆๆๆๆๆ และต้องมีให้ครบก่อนที่จะเริ่มออมเงินส่วนอื่นๆ ซึ่งควรมีให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณ 3 – 6 เดือน วิธีคำนวณก็จะนำรายจ่ายต่อเดือนมาคูณกับ 3 หรือ 6 ก็จะเป็นเงินออมฉุกเฉินที่ควรเก็บไว้ เงินส่วนนี้จะไว้ใช้จ่ายในยามเร่งด่วนหรือมีเหตุจำเป็น เช่น ตกงาน ประสบอุบัติเหตุ น้ำท่วม ไฟไหม้หรือเหตุการณ์อื่นๆที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเงินฉุกเฉินจะเป็นฮีโร่มาช่วยพยุงเราไว้ในยามยาก

ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ในรูปแบบเงินสดหรือการลงทุนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในระยะสั้น เพราะเวลาต้องการใช้เงินจะได้ถอนออกมาใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างแหล่งเก็บเงินฉุกเฉิน ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน

 

2. เงินออมเพื่อทดแทนค่าน้ำนม

ช่วงตั้งแต่เราเกิดจนกระทั่งเริ่มทำงานสร้างรายได้ พ่อกับแม่ต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีในวันนี้ ท่านทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เราได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราทำงานได้แล้วก็ควรทำอะไรเพื่อท่านบ้าง เราสามารถตอบแทนความรักของท่านได้ง่ายที่สุด คือ กลับไปทานข้าวกับท่านที่บ้าน พาท่านไปท่องเที่ยวพักผ่อน หรือนำเงินเดือนของเราให้พ่อแม่เพื่อที่ท่านอาจจะไปใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งในบางครั้งท่านอาจจะไม่ได้ใช้เพราะเก็บเงินเหล่านั้นไว้ให้เรา

 

3. เงินออมเพื่อชราอย่างมีศักดิ์ศรี

หลายคนวางแผนไว้ว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตจะมีลูกหลานล้อมรอบ อยากจะกินหรือไปเที่ยวที่ไหนก็บอกลูกหลานก็จะมีคนนำมาให้กินหรือพาไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ทุกสิ้นเดือนก็จะได้รับเงินเดือนจากลูกหลานมาให้ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ช่วงเวลาป่วยหนักก็มีลูกหลานมาเป็นพยาบาลดูแลเช็ดตัว แต่งตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ อืมมมม…ตื่นจากความฝันได้แล้วนะจ๊ะ

ปัจจุบันกับอดีตมันได้เปลี่ยนไปแล้ว คนสมัยก่อนที่มีลูกมาก บางครอบครัวมีมากว่าสิบคน เมื่อถึงคราวที่พ่อแม่แก่ชราก็มีลูกหลานหลายคนคอยมาดูแลปฏิบัติพัดวี แต่ใช้ไม่ได้กับสังคมปัจจุบันที่หลายคนมุ่งเป็นคนโสดหรือจำเป็นต้องโสด การวางแผนครอบครัวที่มีลูก 1-2 คน ทำให้คนยุคปัจจุบันในวัยชราจะต้องพึ่งพาตนเองมากกว่าคนรุ่นก่อน ดังนั้น หากต้องการมีบั้นปลายชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากคนอื่น เจ็บป่วยก็มีเงินรักษาพยาบาลตนเอง อยากไปไหนก็ได้ไป อยากจะกินอะไรก็ซื้อกินเองได้ไม่ต้องง้อรอใครมาซื้อให้

ถ้าอยากมีชีวิตอิสระแบบนี้ควรเริ่มวางแผนเก็บเงินตั้งแต่ช่วงที่ยังมีเรี่ยวแรงในการทำงาน เราหาเงินมาครึ่งชีวิต เพื่อใช้เงินทั้งชีวิต การเก็บเงินเพื่อชราอย่างมีศักดิ์ศรีต้องเก็บไว้ในที่ที่ถอนออกยากมากเพื่อจะได้เก็บไว้ยาวๆ แหล่งเก็บเงินมีหลายช่องทาง คือ พันธบัตรรัฐบาล การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(พนักงานบริษัทเอกชน) กบข.(ข้าราชการ)

 

4. เงินออมเพื่อดูแลร่างกาย

หลายคนทุ่มเทกับการทำงานมากเกินไปจนร่างกายไม่ได้พักผ่อน ทำให้เสียสุขภาพ สุดท้ายก็ต้องเสียเงินเหล่านั้นไปกับค่ารักษาพยาบาลตนเอง มันไม่คุ้มเลยนะจ๊ะ เราควรจัดสรรเวลาให้เหมาะสมระหว่างงานและสุขภาพร่างกายให้สมดุลกัน เงินออมเพื่อใช้ดูแลร่างกายนั้นจะเป็นเงินเพื่อป้องกันและเงินเพื่อรักษา ซึ่งเงินเพื่อป้องกันนั้นจะเป็นเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปีที่จะทำให้เรารู้ว่าสุขภาพของเรายังดีอยู่หรือไม่ หากเกิดสิ่งผิดปกติจะได้รักษาทันเวลา ส่วนเงินเพื่อรักษานั้นจะเป็นเงินส่วนที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่ามีเงินจ่ายเพียงพอในเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุ การเกิดโรคร้ายแรง ที่ส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก เราไม่สามารถคาดการณ์รายจ่ายได้ แต่เราป้องกันได้โดยการทำประกันอุบัติเหตุ ประกันโรคร้ายแรง 

 

5. เงินออมเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง

โลกของความรู้ไม่เคยอยู่นิ่ง คนที่หยุดเรียนรู้นั้นจะก้าวช้ากว่าคนอื่นไปหลายก้าว การอ่านหนังสือ เข้าอบรม สัมมนานั้นทำให้เราได้รับความรู้ที่จะสร้างทางเลือกให้ชีวิต แล้วยังรู้จักเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ที่บางครั้งอาจจะกลายเป็นเพื่อนที่ร่วมก่อตั้งทำธุรกิจด้วยกันก็ได้ อย่าพึ่งท้อใจว่าไม่มีเงินแล้วจะสร้างธุรกิจในฝันได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อเรามีความรู้ก็สามารถขายไอเดียเพื่อสร้างเงินได้เช่นกัน

 

ความรู้สร้างเงิน 100 เป็นเงินล้านได้ และ

ความไม่รู้ทำให้เงินล้านกลายเป็นเงิน 100 ได้

 

6. เงินออมเพื่อพิชิตฝัน

ความฝันของคนเราก็มีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งใหญ่บ้าง เล็กบ้างปะปนกันไป แต่ทุกอย่างล้วนมีเป้าหมายที่ต้องการทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น ฝันว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ฝันว่าอยากปลดหนี้ให้ได้ ฝันว่าอยากมีเงินล้านก่อนเกษียณ ฝันว่าจะต้องทำธุรกิจส่วนตัวให้ได้ ฝันว่าอยากจะซื้อบ้าน ฯลฯ ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเราทำให้สำเร็จได้เพียง “ย่อยความฝัน” ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่เราจะได้ทำง่ายขึ้น

 

7. เงินออมเพื่อสร้างหลักประกันให้ชีวิต

การ&#xE

Review StockRadars : ดูกราฟ ดูหุ้นง่ายๆ สบายๆ ในแอพฯเดียว

หุ้นตกแบบนี้ซื้อตัวไหนดี?” กับ “หุ้นขึ้นแบบนี้ซื้อตัวไหนดี” เป็นคำถามโลกแตกที่เรามักจะได้ยินคนถาม “กูรู” หรือ “เซียนหุ้น” อยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้วคำถามนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตลาดหุ้นหรอกครับ เพราะบางคนแค่เจอหน้าก็ถามแล้วว่า “ตัวไหนดี” โดยที่ไม่สนใจตลาดหุ้นเสียด้วยซ้ำ – -”)

ถามบ้าง ถามเรื่อยๆก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าถามบ่อยเกินไป “กูรู” บางท่านอาจจะอยากตอบสั้นๆกลับไปว่า “กูไม่รู้โว้ย” ในบางครั้ง พร้อมทั้งถอดกายละเอียดโดดถีบยอดหน้ากันไป (ตึงโป๊ะ) เพราะการลงทุนในหุ้นนั้น คนสำคัญที่เราควรจะเชื่อยิ่งกว่ากูรูคนไหนๆ มันคือตัวเราเอง.. จริงไหมครับ?

เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมเห็นเพื่อนๆพี่ๆใน Aommoney.com แชร์โปรโมชั่นพิเศษของ Application StockRadars ในแฟนเพจตัวเอง ด้วยข้อความสุดหรูหราและน่าสนใจว่า ดูกราฟ ดูหุ้นง่ายๆ สบายๆ ในแอพฯเดียว!! StockRadars PREMIUM set เพียง 2,888 บาท รับทันที ! PREMIUM Radars 6 เดือน ให้คุณสามารถดูราคาหุ้นและภาพรวมตลาดแบบ Realtime รวมไปถึงเรดาร์ใหม่ล่าสุด Selected Fundamental Radars รวมของแถมมากมายเพียง 300 ท่านแรก ทั้งตุ๊กตาพี่เม่า สติกเกอร์ไลน์ และของพรีเมี่ยมต่างๆอีกมากมาย!!!

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ goo.gl/EuTvZ0   (โดยต้องสั่งซื้อภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2558 นี้เท่านั้นนนนนน)

จากข้อมูลที่ผมแอบสืบทราบมาก็คือ…  StockRadars เป็น App ของคนไทย ที่ใข้เป็นเรดาร์ (เหมือนในเกมส์ดราก้อนบอล หรือเปล่า – -“) ในการค้นหาหุ้นดีๆที่มีสัญญานการเคลื่อนไหวเด่นๆ หรือคัดกรองตามเงื่อนไขที่เราต้องการ ผ่านการเลือกตามปัจจัยทางพื้นฐานและเทคนิคต่างๆที่เหมาะสม

ดังนั้นวันนี้ @TAXBugnoms เลยขออนุญาตน้องหมีแห่ง Aommoney ให้เปิดสิทธิการใช้งาน Application StockRadars เป็นการชั่วคราว เพื่อจะได้ทดสอบข้อมูลให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆดูกันว่าเจ้า Application ตัวนี้มีวิธีใช้งานอย่างไร และมันน่าสนใจจริงแท้แค่ไหน เอาล่ะ.. ว่าแล้วเรามาลองดูกันเลยครับ

หลังจากเปิด Application มาปุ๊บ เราก็จะเห็นหน้าแรกของโปรแกรม หลังจากที่กรอก Username และ Password ที่ได้รับมาจากนายหมีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะเข้าสู่หน้าเมนูต่างๆดังนี้ครับ

เห็นเมนูมากมายแบบนี้ คงต้องบอกก่อนนะครับว่า โดยปกติผมไม่ได้เล่นหุ้น Day Trade หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเทคนิคอย่างพี่ DaddyTrader แต่จะใช้วิธีการดูหุ้นพื้นฐานส่วนหนึ่งที่ตัวเองสนใจและทยอยซื้อเป็นระยะๆคล้ายกับคุณตาร์ Tar Kawin มากกว่า

ดังนั้นคงต้องออกตัวไว้ว่าในส่วนที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในเชิงเทคนิคนั้นคงจะไม่ได้พูดถึงเท่าไรนัก แต่จะเน้นไปที่การใช้ Radars ที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานการเลือกหุ้นแทนครับ โดยวันนี้จะรีวิวในส่วนที่เป็น Radars หลักๆที่ผมใช้งานในการดูหุ้นหรือวิเคราะห์หุ้นพื้นฐาน โดยใช้ Radars ที่มีชื่อว่า Selected Fundamental 

Selected Fundamental คือวิธีการคัดกรองหุ้นตามหลักการจากหนังสือ How to make money in stocks, A winning system in good times or bad ซึ่งมีการอธิบายเงื่อนไขต่างๆในการคัดกรองหุ้นโดยละเอียดครับ เช่น EPS กำไรต่อหุ้น หมายถึง กำไรไตรมาสปัจจุบันมากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40% ขึ้นไป และเมื่อเรากดเข้าไปในแต่ละปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ จะเห็นว่ามีรายชื่อหุ้นหลากสีให้เลือกสรร หุ้นแดงเถือก (ราคาลดลง) หุ้นสีเหลือง (ไม่เปลี่ยนแปลง) และ หุ้นสีเขียว (ราคาสูงขึ้น)

นอกจาก Radars ที่อยู่ในเมนู Selected Fundamental แล้ว Application นี้ยังมี Radars อื่นๆ ที่ใครหลายคนอาจจะสนใจอย่างเช่น อัตราเงินปันผล Dividend Yield เพื่อคัดกรองหุ้นที่มีอัตราปันผลที่อยู่ในเงื่อนไขเราต้องการได้เช่นเดียวกันครับ

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการวิเคราะห์หุ้น ทางโปรแกรมก็มีมาให้พร้อมสรรพครับ ทั้ง RSI, Candle Pattern, Crossover และอื่นๆอีกมากมายครับ (ส่วนนี้ผมไม่ได้ทดสอบการใช้งานให้นะครับ)

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในการใช้งานก็คือ การสร้าง Your Radars หรือ Radars ของเราเองเพื่อรเลือกหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์ที่เราต้องการ โดยเมื่อเข้าไปที่ Radars Builder และเลือกเงื่อนไขต่างๆเช่น ผมต้องการหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้น และเป็นหุ้นที่ทางกองทุนลงทุนมากที่สุด ก็จะได้เงื่อนไข แถมเรายังสามารถตั้งชื่อ Radars ให้ตัวเองได้อีกด้วยครับ

หลังจากที่เราเลือกหุ้นได้แล้ว StockRadars ยังช่วยให้เราเข้าไปดูรายละเอียดของหุ้นแต่ละตัวที่เราเลือกได้ด้วยว่ามี ข้อมูลการดำเนินงานอย่างไร ทั้งราคาย้อนหลังถึง 5 ปี ใครสนใจเรื่องกราฟเรื่องเทคนิคก็สามารถเจาะดูรายละเอียดหุ้นแต่ละตัวได้เลยครับ นอกจากนั้นยังสามารถ เลือกหน้าจอด้านล่างดูเมนูการซื้อขาย และอัตราส่วนทางการเงินได้ในหน้าเดียวกัน ร่วมด้วยปัจจัยเด่นๆที่เกี่ยวข้องอยู่ใน Radars ของแต่ละตัวอีกด้วยครับ

หรือถ้าใครอยากจะดูข้อมูลการเงินต่างๆก็สามารถคลิกดูได้ที่ Business, Financial Management ไปจนถึงดู Trend ที่พูดถึงใน Pantip เลยล่ะครับ

บทสรุป

หลังจากได้ทดลองใช้ Application มาสักพัก ผมคิดว่า StockRadars เป็น Application ที่เหมาะสำหรับการคัดกรองหุ้นที่เราชอบด้วยหลักเกณฑ์ที่ใช่ แถมยังใช้งานง่ายอีกด้วยครับ เราสามารถเลือกดูกราฟ ดูหุ้น และข้อมูลต่างๆได้อย่างสะดวกสบายใน App เดียว

หากใครสนใจทดลองใช้ App Stockradars ก็สามารถดาวน์โหลดได้ที่ IOS และ Android โดยค้นหาคำว่า “Stockradars” แต่ถ้าใครอยากได้ StockRadars PREMIUM set ในราคาเพียง 2,888 บาท (หรือคิดเป็นเงิน 8 บาทต่อวัน) พร้อมรับPREMIUM Radars 6 เดือน และเรดาร์ใหม่ล่าสุด Selected Fundamental Radars

สามารถสั่งซื้อได้ที่ goo.gl/EuTvZ0 เลยคร้าบ

สุดท้ายนี้.. ผมเชื่อว่าคงไม่มีโปรแกรมหรือเครื่องมือการลงทุนที่ดีที่สุดที่จะช่วยเราให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ง่ายๆสบาย

ธุรกิจให้เช่า “อสังหาริมทรัพย์” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

สวัสดีคร้าบ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปสักพักกับบทความภาษีสำหรับธุรกิจโดยพรี่หนอมแห่ง @TAXBugnoms ในตอนล่าสุดที่บทความ ไขทุกปัญหาภาษี สำหรับคนที่ทำธุรกิจปล่อยเช่าคอนโด! ผมพบว่ามีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายคนสนใจเรื่องนี้เป็นจำนวนมากครับ ดังนั้นเราจะมาขยายความกันไปถึงรายละเอียดที่มากกว่าการปล่อยเช่าคอนโดสักนิด โดยล้วงลึกไปถึง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กันบ้างครับว่า ถ้าหากใครคิดจะทำธุรกิจแบบนี้ จะต้องวางแผนเพื่อเสียภาษีอย่างไรบ้าง

โดยคำว่า “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ที่ผมพูดถึงนั้น ขอให้คำจำกัดความในส่วนของ ธุรกิจที่มีรายได้อยู่ 2 ประเภท คือ รายได้จากการให้เช่า (ค่าเช่า) และ รายได้การขายอสังหาริมทรัพย์ (กำไรจากการขาย)

และเมื่อพูดถึงคำว่า “ธุรกิจ”  เมื่อไร สิ่งหนึ่งที่จะตามมาอย่างว่องไวนั่นคือเรื่องของ รูปแบบของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบ 2 ประเภทเช่นเดียวกัน คือ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ซึ่งการเลือกรูปแบบของธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ที่สูงสุดของเรานั้น ผมเคยเขียนหลักการอยู่ในบทความ ทำธุรกิจยังไงให้ประหยัดภาษีสูงสุด : 3 เคล็ดลับวางแผนภาษีธุรกิจ

สำหรับในตอนนี้ เรามาเริ่มต้นกันที่ตัวแรก คือ รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์กันก่อนครับ โดยขอแบ่งประเภทตามวิธีการคำนวณภาษีตามรูปแบบของทำธุรกิจ ดังนี้

1. บุคคลธรรมดา

วิธีการคำนวณภาษีจะมาจากการคำนวณตาม เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) และวิธี เงินได้พึงประเมิน (0.5% x รายได้) เปรียบเทียบกันและเลือกเอาภาษีที่คำนวณได้สูงกว่า

โดยวิธีการคำนวณโดยละเอียดนั้นอ่านได้ในบทความ ไขทุกปัญหาภาษี สำหรับคนที่ทำธุรกิจปล่อยเช่าคอนโด! อีกทีหนึ่งครับ

2. นิติบุคคล

สำหรับนิติบุคคลแล้ว วิธีการคำนวณภาษีนั้นจะมาจาก กำไรสุทธิคูณด้วยอัตราภาษี ซึ่งต้องใช้วิธีรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฏากรกำหนดไว้ และมีการจัดทำบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆเพิ่มเติมอีกมากมายครับ

โดยหลักการคำนวณภาษีนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมได้สรุปความแตกต่างและวิธีการคำนวณภาษีออกมาตามรูป Infographic น่ารักๆด้านล่างนี้แล้วครับ เอาล่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าคร้าบ

โดยบทความนี้จะพูดถึงแค่ในส่วนของรายได้จากการให้เช่าก่อนนะครับ สำหรับการซื้อและขายนั้นจะพูดถึงในบทความต่อๆไป (ฝากกด Like ติดตามเพจ ภาษีธุรกิจ101 ด้วยนะครับ^^) ซึ่งความแตกต่างนั้นเราจะพบเรื่องที่แตกต่างกันอยู่ 3 เรื่องในการคำนวณภาษีดังนี้ครับ

1. ฐานภาษีเงินได้

เรื่องแรกคือความแตกต่างด้านการคำนวณภาษีครับ โดยถ้าเราทำธุรกิจปล่อยเช่าในรูปแบบบุคคลธรรมดา อัตราภาษีที่เราต้องเสียคือ 5-35% แต่ถ้าหากเราทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล อัตราภาษีเราจะเสียลดลงเหลือ 20% และอาจจะลดลงกว่านั้น ถ้าหากเราเข้าข่ายเป็นธุรกิจประเภท SMEs ตามกฎหมาย เมื่อมีทุนชำระจำนวน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี เราจะได้สิทธิยกเว้นภาษีจากกำไรสุทธิจำนวน 300,000 บาทแรก และกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาทจะเสียภาษีในอัตรา 15% แล้วจึงค่อยกลับมาเสียในอัตรา 20% ตามปกติสำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทครับ

2. เกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณ

เกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณภาษีของบุคคลธรรมดานั้น จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่าเกณฑ์เงินสดครับ นั่นคือได้รับเงินเมื่อไรถือเป็นรายได้เมื่อนั้น แต่ในขณะที่เกณฑ์ในการคำนวณภาษีของนิติบุคคลนั้น จะใช้เกณฑ์ที่เรียกว่าเกณฑ์สิทธิ นั่นคือสิทธิที่จะรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อไร เราต้องรับรู้ทันทีแม้จะเก็บเงินไม่ได้ก็ตามครับ

3. วิธีการคำนวณภาษี

สำหรับวิธีการคำนวณภาษีนั้น ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา จะเลือกคำนวณโดยสามารถใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาๆโดยที่ไม่มีเอกสารได้ทันทีในอัตรา 30% หรือจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแบบที่จำเป็นและสมควรก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งสะดวกและประหยัดเวลากว่ามาก แต่ในขณะที่นิติบุคคลนั้นจะต้องเลือกคำนวณตามวิธีกำไรสุทธิ โดยใช้รายได้และค่าใช้จ่ายตามกฎหมายมาคำนวณภาษี พร้อมทั้งต้องมีการจัดเก็บเอกสารหลักฐานมากมายรวมถึงการจัดทำบัญชีอีกด้วยครับ

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากให้เป็นเคล็ดลับสำหรับคนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็คือการจัดการเลือกรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสมกับรายได้ที่มีและขนาดของกิจการที่ทำครับ ซึ่งถ้าหากขนาดธุรกิจของเราเป็นขนาดใหญ่ มีรายได้มากและมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องเสียในการทำธุรกิจเยอะแยะ แบบนี้เราควรเลือกที่จะทำในรูปแบบนิติบุคคล เพราะเราจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากที่สุด แต่ถ้าหากกิจการของเรายังเป็นการให้เช่าเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ การตัดใจทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาก็เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราต้องถามตัวเองทุกครั้งในการทำธุรกิจก็คือ กิจการของเรามีภาษีประเภทไหนและอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง เพื่อที่จะได้จัดการให้ถูกต้องตามกฎหมายคร้าบบ

5 ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับ PASSIVE INCOME

ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แนวคิดทางการเงินแนวคิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องกันอย่างมาก ก็คือ แนวคิดของการมีอิสรภาพทางการเงิน หรือ Financial Freedom

 

โดยคนเราจะมีอิสรภาพทางการเงินได้ก็ต่อเมื่อ เรามีรายได้จากทรัพย์สิน (หรือ Passive Income) มากกว่ารายจ่ายรวม (Total Expense)

 

ซึ่งทรัพย์สินที่ว่านี้ ก็ได้แก่ ธุรกิจที่ไม่ต้องลงมือทำเอง (ให้กำไร/ปันผล) อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า (ให้ค่าเช่า) ทรัพย์สินทางปัญญา (ให้ค่าลิขสิทธิ์) หุ้น (ให้เงินปันผล) และตราสารทางการเงินต่างๆ (ให้ดอกเบี้ย) ซึ่งให้ดอกให้ผลให้เราเก็บกินเป็นประจำทุกเดือนทุกปี

 

ประเด็นก็คือ เมื่อแนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ก็เริ่มมีการพูดถึงกันแบบผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากเหล่าวิทยากรที่รู้ไ่ม่จริง (ไม่เคยมี แต่เสือกพูดซะเก่งเลย) หรือจากธุรกิจบางกลุ่ม บางประเภท ที่อ้างว่าทำแล้วได้ Passive Income ง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำแล้วสบายไปตลอดชาติ

 

วันนี้ผมในแฐนะ (… ฐานะ) ที่เป็นคนหนึ่งซึ่งคลุกคลีอยู่กับแนวคิดนี้ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือขายดี พ่อรวยสอนลูก มาตั้งแต่เริ่มต้น แถมยังเป็นคนหนึ่งที่มีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ จาก Passive Income มาร่วม 8 ปีแล้ว เลยอยากมาเล่า มาแบ่งปันวิธีคิดผิดๆที่คนส่วนใหญ่หลงเชื่อกัน เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณา จะได้ไม่ต้องหลงทางเสียเวลาไปกับความเชื่อผิดๆเหล่านี้

 

ถ้าพร้อมแล้ว … เรามาลุยกันทีละข้อไปเลยนะครับ

 


5passive-01

 

1) PASSIVE INCOME เป็นเรื่องง่ายๆ

 

จะว่าไปข้อนี้แม่งก็ทั้งถูกและผิด (แต่ผิดมากกว่า) อย่าง Passive Income ที่ได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก ก็มีนะ “เงินฝาก” ยังไงหละ แค่วางเงินไว้ก็ได้ดอกเบี้ยแล้ว แต่พอกินหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะ

 

โลกนี้ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถมนุษย์ แต่ก็ไม่มีอะไรง่ายหรือหมู จนไม่ต้องมีความรู้ความเข้าใจอะไรเลยแล้วจะได้มันมาง่ายๆ (ไม่งั้นก็รวยกันหมดแล้วสิ) ไม่เชื่อก็ดูรายชื่อทรัพย์สินอื่นๆ ที่ให้ Passive Income สิ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางปัญญา หุ้น เหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและการลงทุนลงแรงทั้งสิ้น

 

ดังนั้น ถ้าอยากได้รายได้จากทรัพย์สิน สิ่งแรกที่ต้องคิดไว้ก่อนเลยก็คือ มันต้องลงทุนเวลาในการศึกษาหาความรู้ให้มาก อีกทั้งยังต้องลงมือทำลงมือปฏิบัติให้มากด้วย มันถึงจะเกิดผลและเป็น Passive Income ขึ้นมาได้

 

อย่าเผลอไปหลงเชื่อการลงทุนหรือธุรกิจหลอกลวง ที่บอกว่าแค่วางเงินไว้ แล้วปล่อยให้เงินทำงาน ลองคิดโง่ๆง่ายๆก็ได้ครับว่า โลกนี้มีคนจนมากกว่าคนรวย แล้วถ้าการลงทุนที่สร้างรายได้จากทรัพย์สินมันง่าย แค่เอาเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานเราไปวางไว้แล้วได้เลย แบบนี้สถิติคนจนคนรวยในโลกก็น่าจะกลับกัน ไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่หรอกจริงมั้ย

 

2) มี PASSIVE INCOME แล้วสบาย ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินทุกเดือน

 

อันนี้ตลกเลยครับ และรู้เลยว่าคนที่พูดไม่ได้มี Passive Income จริง ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะธุรกิจ บ้านเช่า หุ้น หรือลิขสิทธิ์หนังสือ คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ ต่างก็ยังต้องทำงานด้วยกันทั้งนั้นครับ

 

มีธุรกิจ แม้จะให้ลูกจ้าง หรือ Outsource ทำงานให้ ก็ยังต้องแบ่งเวลามาบริหารจัดการ พบปะลูกค้า แก้ไขปัญหาสำคัญๆ ฯลฯ

 

มีบ้านเช่า …​ ก็ต้องคอยเก็บตังค์ ผู้เช่ามีปัญหาก็ต้องคอยจัดการให้ หรือถ้าย้ายออก ก็ได้ปรับปรุงปรับแต่งห้องกันยกใหญ่

 

มีลิขสิทธิ์ ก็ต้องคอยบริหารลิขสิทธิ์และผลประโยชน์ตัวเอง เผลอๆมี Personal Ads ทำโฆษณาช่วยโปรโมทงานตัวเองอีกในตัว

 

หรือถ้ามีหุ้น ก็ต้องคอยจัด คอยปรับพอร์ต เพิ่มหุ้น ลดหุ้น เพิ่มลดสัดส่วนการลงทุน อีกจิปาถะ

 

ดังนั้น มี Passive Income แล้วไม่ต้องทำงานเลย ก็คงไม่ใช่ ยังต้องทำงานอยู่ เพียงแต่ทำน้อยลงไปเยอะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะก่อนที่เราจะได้รายได้จากทรัพย์สินนั้น เราทำงานมาหนักและมากพอแล้ว (ดังที่อธิบายในข้อ 1)

 

อย่าเผลอเอานิสัยขี้เกียจและรักสบายออกนอกหน้า ระวังจะถูกพวกสิบแปดมงกุฎหลอกกินเงินเอาง่ายๆครับ

 

3) ทรัพย์สินที่ให้ PASSIVE INCOME จะทำเงินให้เราไปตลอดชาติ

 

สิ่งที่คนไม่เคยมี Passive Income ยังไม่รู้และไม่เข้าใจ ก็คือ ทรัพย์สินใดๆในโลกล้วน DYNAMIC นั่นคือ มีขึ้น มีลง มีเติบโต มีตกต่ำ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งหมดท้ังปวง (สาธุ)

 

ธุรกิจที่เคยทำเงิน วันหนึ่งก็กลายเป็นธุรกิจที่ล่มสลายได้ (ลองดูการตกต่ำและจากไปของโกดัก โนเกีย และแบล็คเบอรี เป็นตัวอย่าง)

 

บ้านเช่าที่เคยมีคนอยู่อาศัยไม่เคยขาด วันหนึ่งก็อาจร้าง ไม่มีผู้เช่าได้เหมือนกัน (กรณีบ้านเช่าย่านนิคมลำพูน เมื่อเร็วๆนี้ คือ เครื่องยืนยัน)

 

ลิขสิทธิ์เพลง หนังสือ ที่เคยได้รับความนิยม วันหนึ่งก็มีคนลืม ไม่ซื้อ ไม่โหลด

 

หุ้นที่เคยปันผล วันหนึ่งก็อาจกิจการไม่ดี ไม่ทำกำไร เมื่อไม่ทำกำไรจะเอาเงินที่ไหนมาปันผลละครับพี่

 

ไม่มีอะไรที่ทำครั้งเดียวแล้วสบายไปตลอดชาติหรอก มันมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเสมอ ดังนั้นอย่าเผลอติดกับดักโง่ๆ แบบนี้ การรู้เท่าทันในทรัพย์สินที่เราลงทุนต่างหาก คือ สิ่งที่ช่วยให้เรามั่งคั่งและมั่นคงได้จริง

 

4) PASSIVE INCOME ดีกว่า ACTIVE INCOME

 

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบเถียงกัน พาลกันไปถึงเรื่องที่ว่าเป็นพนักงานประจำนั้นไม่ดี เพราะเงินเดือนน้อย แถมยังเป็นรายได้ที่มาจากการทำงานเสียด้วย​ (Active Income) เลยยิ่งดูเลวร้ายไปกันใหญ่

 

จากเหตุผลของความ Dynamic ของทรัพย์สินตามที่ได้อธิบายแล้วในข้อ 3 ดังนั้น ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้แบบไหนดีกว่า ที่สำคัญมันอยู่ที่ว่า …

 

“คุณมีรายได้หลายทางหรือเปล่า และรายได้หลายทางที่ว่านั้น ผสมผสานทั้ง Active และ Passive หรือไม่”

 

เพราะถ้ามีแต่ Active Income ก็ต้องเหนื่อยไปตลอด แต่ถ้ามี Passive Income แค่แหล่งเดียว มันก็หมด ก็หายได้เหมือนกัน

 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบ Active Income ที่แม้มันจะเหนื่อยสักห&#x

JWD ผู้ให้บริการทางโลจิสติกส์ที่แตกต่าง

ช่วงนี้ผมสังเกตเห็นมีหุ้น IPO เข้าตลาดอยู่หลายตัวนะครับ อย่างพวกกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ก็เริ่มมีธุรกิจใหม่ๆเข้ามาให้นักลงทุนผู้ที่สนใจเลือกกันได้อย่างไม่ขาดสาย เท่าที่ผมดูรายชื่อหุ้นของอุตสาหกรรมนี้ก็มีบริษัทให้เราเลือกลงทุนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะของธุรกิจเฉพาะทาง เช่น ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สายเรือ ผู้ประกอบการท่าเรือ บริษัทขนส่ง หรือไม่ก็จะเป็นประเภทโกดัง คลังสินค้าให้เช่าไปเลย JWD เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่น่าจับตามองและกำลังจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นใหม่ ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

จุดที่น่าสนใจของ JWD

JWD เป็นผู้นำให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินแบบครบวงจรให้กับลูกค้าภายในประเทศ มีผลการดำเนินธุรกิจและการเติบโตสูงทุกปี ทั้งนี้การออก IPO ของบริษัทมีแผนที่จะขยายไปในภูมิภาคอาเซียน โดยหลักๆ ก็จะมีการลงทุนในโครงการก่อสร้างคลังสินค้าห้องเย็นในประเทศเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังมีการเติบโตในธุรกิจอาหารอย่างก้าวกระโดด ซึ่งถ้ามองในแผนระยะยาว เมื่อมีการเปิด AEC แล้ว บริษัทจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในการให้บริการทางด้านนี้เลยนะครับ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนการขยายการลงทุนในเขตพื้นที่แหลมฉบังประเภทคลังสินค้าอันตราย ซึ่งเราเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

มาดู 5 ธุรกิจหลักของเขาจาก Infographic ข้างล่างนี้นะครับ

  1. ธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้า ในพื้นที่ทั่วไป และพื้นที่เขตปลอดภาษี (Free Zone)
  2. ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศ และขนส่งสินค้าข้ามแดน (Cross Border)
  3. ธุรกิจให้บริการขนย้ายสิ่งของในประเทศและต่างประเทศ
  4. ธุรกิจให้บริการรับฝาก จัดการเอกสารและข้อมูลอย่างครบวงจร
  5. ธุรกิจอื่นๆ เช่น บริการให้เช่าคลังสินค้าและบริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโลจิสติกส์

วิเคราะห์จากโครงสร้างธุรกิจ JWD

เราจะเห็นจุดเด่นดังนี้

  • บริษัทมีการให้บริการจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ถ้าเป็นในอดีตเวลาเราจะขายของส่งของกันที ก็ต้องติดต่อหลายๆ บริษัท ตั้งแต่บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือ Freight Forwarder บริษัทขนส่ง ผู้ให้บริการคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งทั้งกระบวนการเหล่านี้ JWD สามารถทำได้ครบวงจรช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการได้มากขึ้น ถือว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าได้มากเลยทีเดียว
  • บริษัทให้บริการหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีความซับซ้อนและต้องการการดูแลแบบพิเศษ อย่างเช่น เคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย อาหารแช่เย็นแช่แข็ง อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ จุดเด่นตรงนี้ยังสนับสนุนให้บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงได้ด้วยนะครับ หากอุตสาหกรรมไหนอยู่ในสภาวะวิกฤติก็ยังมีรายได้จากการให้บริการอุตสาหกรรมอื่นๆ
  • เขามีการใช้เทคโนโลยีสาระสนเทศมาอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ซึ่งสามารถจัดการเรื่องการขนส่ง คลังสินค้า สามารถวางแผนและตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบได้เลยครับ
  • ทุกขั้นตอนของบริษัทมีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ISO9100 ISO14001 รวมถึงเพิ่งได้รับรางวัล Excellent Logistics Management Awards: ELMA) จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปีล่าสุด 2015 ด้วยครับ

ทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลของบริษัทเพิ่มเติมได้ที่ www.jwdipo.com

4 เหตุผล ที่เราควรออมยาวๆ เพื่อเกษียณอายุอย่างมีความสุข

เชื่อว่าเมื่อพูดถึงการออมเงินแล้ว ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะหนทางเดียวที่เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินเพื่อความสุขของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินแต่งงาน ดาวน์บ้าน ดาวน์รถ หรือเกษียณอายุอย่างมีความสุขนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเริ่มที่ “การรู้จักเก็บออม” ทั้งสิ้น และเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ทุกวันนี้ผมเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ๆ และหลายๆคน หันมาให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นเก็บออมกันมากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากพฤติกรรมการออมของคนทั่วไปในสังคมก็คือ “กลัวการออมยาวๆ” เพราะมองว่าเป็น “ภาระระยะยาว” กลัวว่าถ้าระหว่างทางที่กำลังออม เกิดมีเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ แล้วจะไม่เหลือเงินพอที่จะดึงไปใช้ได้ เลยไม่อยากผูกมัดตัวเอง (แค่ภาระ “ผ่อนหนี้” ระยะยาว อย่าง “หนี้บ้าน” ก็เป็นภาระมากพอแล้ว อย่ามาล่ามโซ่ตรวนฉันมากกว่านี้เลย ที่ต้องยอมสร้างภาระผูกมัดระยะยาว เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ) เราเลยไม่ค่อยชอบเลือกที่จะออมในเครื่องมือการออมระยะยาว เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ต้องจ่ายเบี้ยนานๆ ประกันบำนาญหรือ RMF ที่ต้องจ่ายเบี้ยจนกว่าเราจะถึงวัยเกษียณ แล้วไปเลือกออม/ลงทุนในอะไรที่สั้นกว่า เช่น LTF หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ออมสั้นๆ เป็นต้น

แต่รู้ไหมครับว่า นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง เพราะนี่แหละคือสาเหตุหนึ่งของความไม่ประสบความสำเร็จทางการเงิน เพราะเราไม่ยอมผูกมัดตัวเองเข้ากับการ “ออมระยะยาว” ที่มองว่าเป็นภาระที่ไม่สำคัญ หรือไม่จำเป็นเท่ากับหนี้ระยะยาวอย่างหนี้บ้าน ดังนั้น วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังครับ ว่าทำไมการออมระยะยาว ถึงจำเป็น และให้ผลดีกว่าการออมระยะสั้น

4 เหตุผล ที่ทำไมเราถึงควรออมยาวๆ?

1. เพราะช่วยสร้างวินัย

สาเหตุอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เราไม่รวย หรือไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเงินที่เราตั้งไว้ได้ซักที ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้วิธีการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เทคนิควิธีพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่น แต่แค่เพราะเรา “ไม่มีวินัย” มากพอที่จะทำมันได้อย่างต่อเนื่องนานพอต่างหาก เหมือนเวลาต้องออกกำลังกายควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อสร้างรูปร่างที่ดี ต่อให้เรารู้เทคนิควิธีการออกท่าทางที่ถูกต้อง ใช้เครื่องมือที่แพงที่สุด แต่เราฟิตอยู่แค่ 3-4 วันก็เลิก ออกๆ หยุดๆ เราก็คงไม่มีวันมีรูปร่างที่ดีได้ การเงินก็เช่นกัน ถ้าเราไม่ผูกมัดตัวเองกับการออมที่ยาวนานมากพอ เราก็จะไม่มีวินัยที่จะทำได้อย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จได้ แต่วินัย เป็นสิ่งที่ต้องสร้าง และต้องควบคุมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายสิบปี อย่างเป้าหมายออมเพื่อการเกษียณ เราอาจจะสู้ไม่ไหว แพ้ใจตัวเอง หลุด หรือล้มเลิกไปกลางคันเมื่อไหร่ก็ได้  เราจึงควรใช้เครื่องมือการออมที่จะช่วย “บังคับ” ให้เราออมได้ตลอดเวลา เช่น ระบบการตัดบัญชีเพื่อออมอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือน, การออม/ลงทุนใน RMF หรือในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น

2. เพราะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

การออมในอะไรที่สั้นๆ มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และไม่เป็นภาระมากกว่าการออมในเครื่องมือออมระยะยาวก็จริง แต่เงินที่เราเก็บหรือลงทุนได้ มักจะเรียกว่าเป็น “เบี้ยหัวแตก” หมายความว่า เก็บอยู่ได้แค่ก้อนเล็กๆ ประปราย พอมีได้สักก้อน ก็อยากจะเอาไปใช้ซื้อของที่อยากได้ พอออมอยู่ในเครื่องมือที่มีสภาพคล่อง ก็ถอนมาใช้ได้ง่าย เงินที่เราเก็บสะสมไว้ถึงไม่ได้ถูกสะสมจนเป็นก้อนใหญ่มากพอที่จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้จริงๆซักที การออมในเครื่องมือการออมระยะยาว จึงเป็นตัวช่วยการันตีว่า เราจะสามารถเก็บออมได้อยู่ จนเงินออมเราเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดจากการสะสม หรือเกิดจากพลังผลตอบแทนทบต้น ที่ช่วยทวีคูณผลตอบแทนให้เติบโตได้หลายเท่า ในระยะเวลาการออมที่นานมากพอ ได้แน่ๆ

3. เพราะช่วยลดภาระของเงินทีต้องออม

ถ้าเราเลือกที่จะออมสั้นๆ สิ่งที่เราเจอก็คือ เราจะต้องออมในแต่ละงวด (เดือน, ปี) ด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้จำนวนเงินเป้าหมายของการออมที่เราต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นภาระที่หนักเกินไป การออมระยะยาว ถึงแม้จะต้องออมนาน แต่ข้อดีก็คือ เราใช้เงินออมไม่มาก ก็สามารถบรรลุจำนวนเงินเป้าหมายที่เราต้องการได้ ทำได้เราออมได้สบายมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเพิ่งมาเริ่มวางแผนเก็บออม/ลงทุนใน RMF ที่เป็นกองหุ้น ก่อนเกษียณแค่ 5 ปี โดยที่เราต้องการมีเงินซัก 3 ล้านบาทตอนเราเกษียณ เราอาจจะต้องออมถึงเดือนละประมาณ 40,000 บาท (คำนวณที่ผลตอบแทน 8% ต่อปี) แต่ถ้าเรามีเวลาออมได้ 15 ปี เงินที่เราต้องออมต่อเดือน จะเหลือประมาณ 8,670 บาทเท่านั้น หรือถ้าเราจะออมในประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 60 ปี โดยที่เราต้องการเงินบำนาญเดือนละ 10,000 บาท (ปีละ 120,000 บาท) ถ้าเราไปเริ่มซื้อตอนอายุ 50 (ระยะเวลาออม 10 ปี) เราอาจจะต้องจ่ายเบี้ยปีละประมาณเกือบ 200,000 บาท แต่ถ้าเราเริ่มซื้อตอนอายุ 30 (ระยะเวลาออม 30 ปี) เราอาจจะจ่ายเบี้ยเหลือปีละ 40,000 กว่าบาทเท่านั้น นั่นก็แปลว่า ยิ่งเราเลือกที่จะออมนานขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งจ่ายเบี้ยน้อยลงเท่านั้น ทำให้เราออมได้สบายขึ้นมากครับ

4. เพราะยังไงเราก็ต้องออมอยู่แล้ว

การที่เรากลัวว่าออมนานๆแล้วเป็นภาระ เลยเลือกที่จะออมสั้นๆแทน กลับกลายเป็นว่า พอครบกำหนดระยะเวลาการออมระยะสั้น เราก็ต้องไปหาเครื่องมือการออมระยะสั้นตัวอื่นมาออมต่ออยู่ดี เพราะไม่ว่ายังไง ระหว่างทางที่เราทำงาน มีรายได้ เราก็ต้องออมเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณตลอดเวลาอยู่แล้ว (คงไม่มีใครที่ทั้งชีวิตการทำงานประมาณ 30 กว่าปี อยากจะเกษียณสบาย แล้วคิดจะออมแค่ประมาณ 5 ปีก็พอ หลังจากนั้นมีเท่าไหร่ ใช้ให้หมดทุกเดือน อย่างแน่นอน) ทำให้ต้องเสียเวลาไปหาเครื่องมือการออมตัวใหม่ที่

เริ่มทำงานก็เริ่มรวย ตอน 3 วิธีเก็บเงินในช่วงเริ่มทำงาน

เริ่มทำงานก็เริ่มรวย_cover-01

 

วี๊ดวิ้ววว เราหาเงินใช้เองได้แล้ววววว!!

 

ทันทีที่เงินเดือนๆ แรกเข้าบัญชีมันเป็นอะไรที่ปลื้มปริ่ม อ๊ากก…#น้ำตาจิไหล ( T_T )  เราโตพอที่จะหาเงินใช้เองได้แล้วหรือนี่ ความรู้สึกอิสระมันเป็นแบบนี้นี่เอง เย่!

 

มองตัวเลขในบัญชีแล้วหลับตานึกถึงสิ่งของที่เราอยากจะได้ลอยไปมาในอากาศ ภาพมือถือ แท็บเล็ต นาฬิกา กระเป๋า น้ำหอม รถยนต์ บ้าน คอนโด แพ็กเกจท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศและอีกสารพัดสิ่งที่เราอยากได้อยู่ในหัวเต็มไปหมด

 

จากนี้ไปเราไม่ต้องขอเงินใครอีกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า… ส่วนเรื่องออมเงินอะไรนี่ก็รอไปก่อน วัยรุ่นอยู่ไม่ต้องรีบเก็บเงินก็ได้มั้ง มีเวลาอีกตั้งนาน ตอนนี้เราขอใช้เงินให้คุ้มค่าเหนื่อยก่อนละกันน๊า…

 

แต่ว่าความมีอิสระนี้ก็อยู่กับเราได้ไม่นาน เพราะ…

 

“ยิ่งทำงานมาก

ยิ่งได้เงินมาก

ก็ยิ่งใช้จ่ายมาก”

 

บางครั้งการที่เรามี “รายได้” เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะมี “เงินเก็บ” มากขึ้น เพราะความมั่นใจในการหารายได้ อาจจะทำให้เราเผลอใจสร้างหนี้โดยไม่รู้ตัว  บางคนมีหนี้ก้อนเล็กๆ ก็ยังพอดูแลได้ ในขณะที่บางคนมีหนี้ที่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง จากหนี้ก้อนเล็กแก้ไขปัญหาไปมาก็เป็นหนี้ก้อนโต

 

จนกระทั่งทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อน รวมถึงคนที่เป็นเจ้าของหนี้ที่ต้องเสียเครดิตไปด้วย ซึ่งปัญหาหลักเรื่องหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มาจากเรื่องเงิน แต่มาจากการ  “ขาดวินัยทางการเงิน” ที่ใช้เงินตามใจตนเองมากเกินไป

 

“เราเรียนหนังสือเพื่อหาเงิน

เรารู้จักการออมเงินเพื่อรักษาเงิน”

 

สำหรับคนที่เพึ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อหาเงินได้เองแล้ว จะใช้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะมีวิธีใช้อย่างไรละที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้อนาคตได้ ดังนั้น ก่อนที่เราจะเข้าสู่วังวนหนี้สินเพราะขาดวินัยทางการเงินโดยสมบูรณ์ ก็ต้องมารู้จักวิธีป้องกันตนเองไม่ให้ตกลงไปในหลุมพรางนั้นน่าจะดีกว่านะจ๊ะ

 

เริ่มทำงานก็เริ่มรวย-01

 

3 วิธีเก็บเงินในช่วงเริ่มทำงาน

 

 

  • ฝากเงินไว้กับพ่อแม่

 

 

    แม้ในวันเงินเดือนออกเราอยากจะนัดแฮงค์เอาท์ชนแก้วฉลองความสำเร็จกับเพื่อนแค่ไหน  แต่ก็อย่าลืมคนที่รอเราอยู่ที่บ้านนะจ๊ะ เราอาจจะตอบแทนพระคุณท่านด้วยเงินที่แบ่งไว้ให้ตามกำลังของแต่ละคน แม้ว่าอาจจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ก็ทำให้ท่านรู้สึกดีใจที่เราสามารถดูแลตัวเองและดูแลท่านได้ด้วย 🙂

 

เงินที่เราให้ไปท่านอาจจะนำมาใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน หรือนำไปเก็บออมให้เราเป็นเงินขวัญถุงเพื่อใช้จ่ายยามจำเป็น สิ่งหนึ่งที่เราลองทำมาแล้ว คือ การให้เงินเดือนพ่อกับแม่นั้นทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ยิ่งให้ท่านไปเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งกลับมาหาเรามากเท่านั้น อยากรู้ว่าจริงไหมก็ต้องลองทำดูนะจ๊ะ  

 

 

  • เก็บเงินในที่ที่ทำให้เงินเพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

 

    “ยิ่งนำเงินลงทุน ผลตอบแทนยิ่งมากขึ้น”

 

แม้เป็นกระทู้ที่เขียนไว้นานแล้ว แต่ก็ยังสอนใจคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เราจึงขอแคปหน้าจอมาให้อ่านเพื่อเก็บไว้เป็นบทเรียน ว่าจะใช้เงินอะไรก็ควรคิดให้ดีก่อนตัดสินใจ หากจะอ่านกระทู้แบบเต็มๆ ก็อ่านได้ตามลิงค์ที่แปะไว้ให้นะจ๊ะ

 

หนี้รถยนต์

 

ที่มา : http://pantip.com/topic/30968968

 

    ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่แชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้คนอื่นนะจ๊ะ จากข้อความจะเห็นได้ว่าเจ้าของกระทู้มี “เป้าหมายว่าต้องการบังคับตนเองให้เก็บเงิน” โดยเก็บในรูปแบบการซื้อรถยนต์ที่ราคาลดลงเรื่อยๆ รวมถึงเกินความจำเป็นเพราะบ้านใกล้ที่ทำงาน จึงเป็นการก่อหนี้ที่สร้างความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่ไม่สร้างรายได้เข้ามาแต่อย่างใด ถ้าหากต้องการบังคับตนเองให้ออมเงิน ก็ควรหาที่เก็บเงินที่ทำให้เงินเติบโต สร้างรายได้ในรูปแบบดอกเบี้ยหรือเงินปันผลมาให้เรา

 

 

  • เก็บเงินก่อนใช้ อย่างน้อยให้ได้เดือนละ 10%

 

 

    เริ่มขั้นต้นการออมเงินโดยตัดเงินมา 10% มาออมไว้ก่อนเป็นอย่างต่ำ (หากใครจะออมมากกว่านี้ก็ยิ่งดีนะจ๊ะ) แล้วเงินที่เหลือหลังจากนี้ค่อยนำมาใช้จ่ายต่อไป หลายคนเริ่มอยากจะรู้ว่าแล้วจะเริ่มออมเงินไว้กับอะไรดีละ??

 

    การเลือกที่เก็บเงินอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น โดยที่เราไม่ต้องทำงาน เพียงแต่เราควรให้เวลาศึกษาว่าอะไรบ้างที่จะทำให้เงินออมของเราเพิ่มขึ้น ภาพนี้เป็นตัวอย่างการลงทุนที่จะทำให้เงินของเรางอกเงย โดยการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยนั้นมีผลตอบแทนต่ำจะเป็นสีเขียวทางด้านซ้ายมือ นั่นคือ เงินฝาก แล้วระดับความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปทางขวามือ ความเสี่ยงที่สูงขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะสูงขึ้นด้วย หากเราต้องการเก็บเงินจริงๆ ก็ควรเริ่มศึกษาจากการลงทุนในภาพนี้

 

ความเสี่ยงการลงทุน

ที่มา : เพจ Mr.Messenger

 

    เงินของเราก็ต้องดูแลเอง โดยทำความเข้าใจกับการลงทุนแต่ละประเภทว่ามีหลักการอย่างไร เพื่อจะได้เลือกให้ตรงกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้มากที่สุด ซึ่งความรู้ต่างๆ เราสามารถศึกษาออนไลน์ได้ที่ www.tsi-thailand.org โดยจะมีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมือใหม่จนกระทั่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในที่สุดนะ

 

แนวทางการตัดสินใจเลือกการเก็บเงิน

  • เงินฝาก เก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เก็บเงินฉุกเฉิน (ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย)
  • ตราสารหนี้ เน้นเงินต้นปลอดภัย มีรายได้สม่ำเสมอจากดอกเบี้ย
  • ตราสารทุน (เรียกสั้นว่า หุ้น) เน้นเงินทุนเติบโตจากการการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นและรับเงินปันผล
  • กองทุนรวม ทางเลือกของคนที่ไม่มีเวลา ไม่มีความชำนาญในการติดตามข่าวสารการลงทุนเอง ที่สำคัญควรอ่านหนังสือชี้ชวนเพื่อเข้าใจผลตอบแทนและความเสี่ยงของนโยบายการลงทุน
  • อนุพันธ์ เน้นป้องกันความเสี&#

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save