อายุน้อยก็รวยได้!! สอนเด็กยังไงให้รวยไวกว่าพ่อแม่?

เหวยๆๆ ฮัลโหล เบบี๋ พี่เกรย์กลกับมาอีกครั้งพร้อมกับการทวงบังลังก์บทความการเงินที่น่าอ่านที่สุดในประเทศไทย กับบทความในวันนี้ อายุน้อยก็รวยได้ สอนเด็กยังไงให้รวยไวกว่าพ่อแม่ ชื่อคล้ายๆหนังสือเจ้าของเพจคนหนึ่งกับรายการทีวีรายการหนึ่ง แต่คุณต้องอึ้งเมื่อเจอกับนายหมีของพี่เกรย์ เพราะเค้าคือ อายุน้อยร้อยโล #กร้ากก

ไม่ใช่ล่ะ!! เดี๋ยวใครอ่านถึงตรงนี้จะบ่นว่าพี่เกรย์แม่มพูดไปเรื่อย หัวข้อวันนี้มันมาจากมีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาพี่เกรย์ทางกล่องข้อความในเพจ Mr.Grayman V2 ตั้งคำถามว่า “โทษนะครับ ผมมีปัญหาการเงินที่ยำแย่ แต่ผมอยากเลี้ยงลูกให้รวย ให้พวกเค้าไม่ลำบาก จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า” ขึ้นต้นมาแบบนี้พี่เกรย์น้ำตาซึมคิดถึงแม่เลย ฮือๆๆ

เอาล่ะ ประเด็นที่ใครหลายคนมักจะเข้าใจผิดทำให้ชีวิตมีปัญหาก็คือ คำว่า “รวย” ที่ว่า แม่มต้องรู้ก่อนนะว่ารวยคืออะไรและแบบไหนที่เรียกว่ารวย อันนี้่คือประเด็นแรกที่สำคัญไปหาอ่านได้ที่บทความ รวยแค่ไหนถึงจะพอ ของพี่เกรย์ได้

ทีนี้ประเด็นต่อไปคือการที่จะรวยได้ ไม่จำเป็นต้องมีอายุมากหรืออายุน้อยหรอกนะ มันไม่ได้เกี่ยวกันเลยครับผมครับ ปู่ชัยข้างๆบ้านของพี่เกรย์แม่มมีเงินแค่ห้าสิบบาทต่อวัน แต่ไอ้ตุ้มคนช่างฝันมีห้าสิบแปดล้านตั้งแต่อายุ 30 ฝ่าๆ เพราะฉะนั้นความรวยที่นิยามเสร็จของเรา ต้องเกิดขึ้นจากการลงมือทำ #จำไว้ท์

หันไปมองรอบตัว เราทุกคนจะเห็นเด็กบางคนแม่มก็คิดแต่วันๆ เอาแต่อยากเล่นเกมส์ หาความสนุกตามประสา แต่เด็กบางคนมันมีความสนุกกับการหารายได้ เหมือนปู่บัฟเฟตต์ที่ใช้เวลาว่างเล่นขายขวดไงครับผม

ดังนั้น การกระทำที่ถูกต้องแม่มต้องสอดคล้องกับคุณสมบัติที่ถูกที่และถูกเวลา พี่เกรย์ขอสรุปให้ฟังว่า คนจะรวยได้และประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็กๆ ต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ครับผม

1. มีความคิดและจินตนาการที่ดี

ก่อนอื่นเด็กพวกนี้แม่มต้องมีความคิดก่อนนะครับผม คิดได้ก่อนแล้วตามด้วยจินตนาการนี่รับประกันชีวิตโป๊ะเชะแน่นอน ไอสไตน์เคยพูดว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่รู้แล้วจะจินตนาการมั่วๆไปงั้นๆ ฉะนั้นการจินตนาการต้องเริ่มจากความคิดที่ถูกต้องด้วยครับผม

2. ค้นคว้า หาความรู้ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

สัสพี่เกรย์เขียนแล้วนึกว่าคำขวัญวันเด็ก แต่จริงๆมันคือการเป็นคนที่รู้จักเรียนด้วยตัวเอง Self Learner ไม่ใช่เอะอะอะไรถามๆๆ เอะอะอะไรขอๆๆๆ พี่เกรย์เห็นแล้วอยากจะตบให้หน้างอๆของแม่มไปทำดั้งใหม่เลยครับผม เด็กพวกนี้แม่มต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น รู้จักค้นคว้า มีอินเตอร์เนต มีมือ มีสมอง อย่าทำตัวเหมือนคนง่อยที่ทำอะไรไม่เป็นร้องขอให้พ่อแม่ช่วยเหลือ ส่วนพ่อแม่แม่มก็ต้องหัดสอนลูกด้วย ไม่ใช่ลูกคือพระเจ้า ต่อไปลูกพระเจ้าแม่มจะกลายเป็นขี้เถ้าเปล่าๆนะครับผม

3. มั่นใจ กล้าในสิ่งที่ถูกต้อง

มั่นใจ ไม่ใช่ดึงดัน ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจ แค่นั้นสั้นๆ อ่านแล้วเข้าใจไม่ต้องแปลมากนะครับผมครับ

ทั้งหมดสามข้อนี้ ถ้าลูกหรือเด็กน้อยของเรายังไม่มีก็ไม่เป็นไร เราต้องช่วยกันสร้างขึ้นมาให้ได้ โดยการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับลูกหลาน ไม่ใช่ทำตัวสันดานขี้เกียจ โกงกิน จินตนาการแต่เรื่องโง่ๆ แล้วหวังให้ลูกหลานของเราฉลาด แค่คิดแบบนี้ก็พลาดแล้วครับผม

อันนี้แถมให้เป็นทิปสั้นๆ ถ้าลูกเราดูท่าแล้วจะทำไม่ไหว ทำนองว่าเราแม่มก็ขี้กากเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ ส่วนลูกแม่มก็ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเอาเท้าราน้ำ สิ่งหนึ่งที่ต้องรีบทำ คือ การสร้างวินัยทางการเงินให้กับเค้าเว้ย สอนให้เก็บก่อนใช้ ฉุกเฉินไวก่อนลงทุน ถ้าสอนไม่ได้ก็ทำเป็นตัวอย่าง ถ้าทำเป็นตัวอย่างไม่ได้ก็หาตัวอย่างที่ดีให้ดู และถ้าหาตัวอย่างดีๆไม่ได้ก็อพยพครอบครัวกลับไปเลี้ยงควายจะดีกว่าครับผม #อุ้ย

สุดท้ายท้ายสุด พี่เกรย์อยากจะฝากไว้สำหรับพ่อแม่ก็คือ จงเลี้ยงลูกให้ดีกว่าเรา เพื่อที่เขาจะได้ภูมิใจ ส่วนสำหรับลูกคือ จงกตัญญูต่อพ่อแม่ไว้ เพราะมันคือเส้นชัยแห่งความสำเร็จ สู้ๆ ฮุลเล่อูยยยยย

แนะแนววิธีเทรดหุ้นฉบับพกพา

ปกติเพื่อนๆเทรดหุ้นกันที่ไหนหรอครับ ผมว่าเดี๋ยวนี้หลายๆคนก็คงเปลี่ยนจากการซื้อขายหุ้นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มาซื้อขายทางมือถือกันเยอะขึ้นนะครับ พอดีมีน้องที่น่ารักคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าระบบ Streaming ใน Android เขาพัฒนาให้มันใช้ได้เจ๋งเท่ากับระบบของ IOS แล้วผมเลยลองเอา Samsung Galaxy Note Edge ของน้องเขามาลองเล่นดู ( เห็นเขาว่า Galaxy Note 4 ก็ใช้ได้ดีนะครับ ) แนะแนวเทรดหุ้นแบบพกพา

ผมลองเอา App Settrade Streaming มาเล่นดูนะครับ โดยปกติแล้วถ้าใครมี Account กับทางบริษัทหลักทรัพย์ก็สามารถเข้าไปสมัครใช้บริการจากทางเวปsettrade.com ได้เลย เขาก็จะให้เราใส่ข้อมูลและกำหนด PIN ขึ้นมาเสร็จแล้วก็เอาไปใช้ได้เลย และเมื่อ Sign in เข้าไป เปิดเข้ามาปุ๊ป รู้สึกได้ว่าหน้าจอเหมือนของระบบ IOS เลยนะครับแต่ขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือที่ผมใช้อยู่เยอะเลย เวลาจิ้มหน้าจอแล้วไม่ต้องเล็งมากเท่าบรรดามือถือที่ขนาดเล็ก หน้าจอแบ่งเป็นรายการต่างๆ เดี๋ยวลองเข้ามาดูทีละอันนะครับ

เข้ามาถึงปุ๊ปเราจะเห็นภาพรวมตลาดหลักทรัพย์เลยว่าเป็นอย่างไร รวมถึงดัชนีต่างๆอย่างเช่นตลาดล่วงหน้าประเภทต่างๆนะครับ

นอกจากนี้เรายังสามารถดูหุ้นรายตัวเป็นรายตัวอย่างละเอียดๆได้ด้วยนะครับ ด้วนการกดไปที่หน้า Quote ซึ่งจะแสดงรายละเอียดมากขึ้นในหุ้นที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกราฟราคาหุ้นรายตัว Bid-offer 5 ช่องปริมาณการซื้อขายและทริ๊กเกอร์ที่เกิดขึ้น

ซื้อขายหุ้นที่เรามีอยู่ได้

การซื้อขายหุ้นก็ง่ายมาก จะกด buy หรือ sell ก็แค่สลับกันครับแล้วก็กรอกราคา จำนวนที่จะซื้อลงไปพร้อม PIN ง่ายๆแต่อยากกรอกผิดสีเลยนะครับไม่งั้นนี่ขาดทุนแย่เลย การส่งคำสั่งของระบบจะมีตัวเลือกวิธีซื้อหลายแบบ เช่นต้องรอ ซื้อในราคาตลาด ซื้อราคาเปิด-ปิด เหมือนกับในหน้าจอ Streaming ในคอมพิวเตอร์ครับ แถมยังสามารถตรวจสอบวงเงินและเปลี่ยนประเภทบัญชีซื้อขายได้ในหน้าเดียวกัน

สามารถดูสถานะของพอร์ตการลงทุนของเรา

อันนี้เป็นหน้าตาของพอร์ทการลงทุนนะครับ (ของจริงเลย) เรามีหุ้นที่ซื้อขายในพอร์ตเท่าไหร่บ้างก็จะถูกนำมาแสดงที่หน้า Portfolio นี้รวมถึงแสดงผลเรื่องกำไรขาดทุนด้วย เราซื้ออะไรขายอะไรไว้ในวันนั้นก็จะมีสถานะแสดงและมีการสรุปให้ดูด้วยล่ะ

ครบเครื่องเลยนะครับสำหรับการใช้ระบบ Application Settradeเลยนะครับ จะดูข้อมูล จะซื้อ จะขายหุ้นสามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ในเครื่องเดียว ระบบ Android สมัยก่อนไม่ค่อยประทับใจผมเท่าไหร่ ช้าๆ เอื่อยๆ แต่ตอนนี้เขาพัฒนาออกมาใช้งานได้อย่างดีเลยทีเดียว

ยิ่งได้ลองใช้งานกับ Samsung Galaxy Note Edge ด้วยแล้ว ส่วนที่เป็น Screen หน้าจอด้านข้าง จะทำงานเปรียบเหมือน Shortcut ของแอพที่ผมใช้งานประจำ ทำให้ผมไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน และมีความลื่นไหล ติดขัดน้อยมาก ทำให้เล่นแล้วไม่ได้รู้สึกต่างจาก IOS เลยนะครับ ลองใช้กันดูนะครับ ว่าจะไปซื้อ Galaxy Note edge ใช้บ้างแล้ว

ปรับชีวิตเพื่อฟิตกับเงินในกระเป๋า หรือปรับกระเป๋าให้พอดีกับไลฟ์สไตล์

 

ไลฟ์สไตล์ของคนวัยทำงานในย่านใจกลางเมืองที่เราเห็นจนคุ้นตา และทำจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เช่น  การดื่มกาแฟ นัดเพื่อนช้อปปิ้ง มีปาร์ตี้หลังเลิกงาน เข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง ฯลฯ หลายคนทำสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่บางคนยึดเป็นมาตรฐานที่มนุษย์เงินเดือนควรมี จนคิดว่าว่าถ้าคนอื่นไม่ทำตามก็อาจจะถูกมองว่าแปลกแยก

 

ถ้าเรามีกิจวัตรแบบนี้ แสดงว่าเราใช้จ่ายด้วยความเคยชินกันประมาณเท่าไหร่ ลองคำนวณกันดูง่ายๆ

เช่น รายจ่ายค่ากาแฟ ถ้าในวันทำงานเราดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 1 แก้ว แล้วดื่มกาแฟแก้วละ 50 บาท ระยะเวลาทำงาน 1 เดือน (คิดเป็นเลขกลมๆ 20 วันทำการ) จะเป็นเงินที่จ่ายกับค่ากาแฟ 50 x 20 = 1,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น 5% ของรายได้ ([1,000/20,000] x 100) ในกรณีที่เราเงินเดือน 20,000 บาท แต่ถ้าเงินเดือนเท่ากันแล้วดื่มกาแฟราคาแพงขึ้นเป็นแก้วละ 150 บาท จะเป็นเงินที่ใช้ดื่มกาแฟ 3,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น 15% ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนรายจ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

และนอกจากค่ากาแฟแล้ว เราก็ยังมีรายจ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าช้อปปิ้ง อาจจะสัปดาห์ละ 1,000-2,000 บาท ค่าปาร์ตี้ สัปดาห์ละประมาณ 1,000 บาท ค่าฟิตเนสเดือนละ 2,500 บาท หรือปีละ 30,000 บาท เป็นต้น

 

เราทำสิ่งเหล่านี้จนเคยชินเพราะเห็นคนรอบข้างทำกันจึงมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เสื้อผ้าสำเร็จรูปยังมีหลายขนาดให้เลือกใส่ ถ้าเราตัวเล็กแต่ใส่เสื้อผ้า XXL ก็อาจจะหลวมมาก การบริหารการเงินก็เช่นกัน ที่เราควรเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับขนาดเงินในกระเป๋าของเรา เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องประหยัดเกินไปจนอึดอัด หรือใช้จ่ายมากเกินไปจนกระเป๋าแห้ง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำวิธีปรับสมดุลระหว่างไลฟ์สไตล์กับเงินให้สอดคล้องกัน ฉบับที่ใครๆ ก็ทำได้นะจ๊ะ

 

ปรับชีวิตเพื่อฟิตกับเงินในกระเป๋า หรือปรับกระเป๋าให้พอดีกับไลฟ์สไตล์

 

แนวคิดที่ 1 การปรับไลฟ์สไตล์เข้าหาเงิน

ถ้าเราตัวเล็กก็เลือกเสื้อผ้าไซส์ S หรือถ้าอ้วนมากก็เลือกใส่ไซส์ XXL เพื่อให้พอดีกับรูปร่างตนเอง เหมือนกับไลฟ์สไตล์ของเราที่ต้องปรับเปลี่ยนให้พอดีกับรายได้หรือน้อยกว่ารายได้ เพื่อจะได้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น จากตัวอย่างไลฟ์สไตล์ข้างต้น เราสามารถมีเงินเหลือง่ายๆ เช่น

  • ปรับการดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท เป็นกาแฟแก้วละ 50 บาท หรือกาแฟฟรีที่ทำงานแทน
  • เข้มงวดกับการใช้จ่ายโดยตั้งงบช้อปปิ้งให้แน่นอน ถ้าเดือนนี้ไม่ซื้อ เงินจำนวนนี้จะได้เก็บเป็นเงินออมหรือทบไปใช้เดือนหน้า
  • ลดการปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนให้เหลือซักเดือนละ 1-2 ครั้ง แทนที่จะนัดกันทุกสัปดาห์
  • เลือกดูหนังในวันที่มีโปรโมชั่นตั๋วราคาถูก หรือได้รับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษจากบัตรเครดิต
  • ประหยัดค่าสมาชิกฟิตเนสเดือนละ 2,500 บาท เป็นค่าเดินทางเดือนละไม่กี่ร้อยบาทไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะแทน

ถ้าขนาดกระเป๋าเงินของเราเริ่มมีขนาดเล็กลง สิ่งหนึ่งที่เราควรนึกถึง คือ การประหยัด เราควรปรับวิธีการใช้จ่ายเงินให้ลดลงเหมาะสมกับขนาดของเงินในกระเป๋า โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองใหม่ แม้ว่าช่วงแรกๆ จะอึดอัดบ้างเพราะเราอาจจะเคยชินกับความสะดวกสบาย แต่สุดท้ายถ้าเราตั้งใจและอดทน เราจะได้ผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจกลับมาเป็นผู้ที่ใช้เงินเป็นนะจ๊ะ

 

แนวคิดที่ 2 การปรับเงินเข้าหาไลฟ์สไตล์

ถ้าเรายังติดกับไลฟ์สไตล์แบบเดิมๆ ต้องการจับจ่ายใช้สอยอู้ฟู่มากขึ้น หรืออยากมีไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น เราคงต้องปรับเงินในกระเป๋าให้มากขึ้นตาม หรือ สร้างรายได้ให้มากขึ้นนั่นเอง ด้วยหลากหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่น ฝึกทักษะพัฒนาตนเอง หรือหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อสร้างโอกาสงาน/เสริมรายได้ หารายได้พิเศษตามความถนัด ขายของมือสอง งานอดิเรกหรือของสะสมก็ทำเงินได้ เป็นต้น

 

ทั้ง “การประหยัดรายจ่าย” ซึ่งเป็นการปรับไลฟ์สไตล์เข้าหาเงิน หรือ “การสร้างรายได้” คือการปรับเงินเข้าหาไลฟ์สไตล์  เป็น 2 แนวคิดง่ายๆ ที่แต่ละคนต้องลองไปปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองนะคะ และไม่ว่าแต่ละคนจะเลือกปรับแบบไหน  สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ไปกว่ากันเลยก็คือ การสร้างนิสัยและวินัยในการใช้เงินที่ดี ซึ่งเป็นวิธีการปรับชีวิตที่ยั่งยืน สมดุลและสามารถสร้างความสุขได้ง่ายๆ เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคงนะคะ

 

 

 

บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

 

 

สามารถมาติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่

ศูนย์รวม เคล็ดลับทางการเงินดีๆ 
www.bangkokbank.com/MoneyTutor

 

 

ดีใจจังเลยเจ้าข้า!! ต่ออายุอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปถึงปี 2559

สวัสดีครับ วันนี้พรี่หนอมมีข่าวภาษีสั้นๆ มา Update ให้ฟังกันครับ กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบใหม่ 7 ขั้นบันได ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2556 นั้น ทางครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 เห็นชอบต่ออายุให้ใช้กันไปถึงปี 2559 เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นสอดคล้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจ ค่าครองชีพปัจจุบัน และบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ทุกคนครับ (แหม่.. ฟังแล้วซาบซึ้งกันจนน้ำตาจะไหลเลยทีเดียว) เอาล่ะครับก่อนที่น้ำตาจะท่วมจอ เรามาทบทวนกันต่อครับว่า อัตราภาษีทั้ง 7 ขั้นนั้นมันเป็นอย่างไรบ้างครับ

ซึ่งตารางข้างบนนี้คืออัตราภาษีใหม่ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา แต่เงินได้สุทธิจำนวน 150,000 บาทแรกนั้น ยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฏีกาฉบับที่ 470 พ.ศ. 2551 เช่นเดิมครับ

ดังนั้นอัตราภาษีในปัจจุบันที่เราทุกคนเข้าใจกันนั้น จะมาจากกฎหมาย 2 ฉบับ นั่นคือ ฉบับที่เป็นอัตราภาษี กับฉบับที่ยกเว้นเงินได้ 150,000 บาทแรกและสรุปออกมาได้เป็นตารางตามนี้คร้าบ

แต่จากคอมเม้นท์ส่วนใหญ่ในแฟนเพจกรมสรรพากร เราจะเห็นว่าการต่ออายุอัตราภาษีนั้นไม่มีผลกระทบเป็นที่น่าพอใจสักเท่าไร เพราะคนส่วนใหญ่นั้นต้องการการแก้ไข “ค่าใช้จ่าย” ของมนุษย์เงินเดือน ที่หักได้สูงสุด 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาทมากกว่าครับ ผมขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของ Top Comment (โดยไม่เปิดเผยนาม) มาให้อ่านกันตรงนี้ละกันครับ

“แทนที่กรมจะแก้อัตราภาษี เปลี่ยนเป็นแก้ค่าใช้จ่ายหักเหมากับค่าลดหย่อนดีกว่าไหม ค่าใช้จ่ายหักเหมาปีละ 40% ไม่เกิน 60,000 มันสมัยไหนแล้ว พูดให้เพื่อนฝรั่งฟังเขาก็นั่งหัวเราะ ว่าประเทศยูตลกมาก เขายังบอกอีกว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดของคนขี้โกง คือลดอัตราภาษี (เพื่อหน้าตา) แต่ไม่ให้หักรายจ่ายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ดังนั้นภาษีจึงถูกคำนวณและจัดเก็บจากฐานเงินได้สมมุติ ไม่ใช่จากฐานเงินได้สุทธิ (จริง) กรมไม่ต้องไปดูอื่นไกลถามเจ้าหน้าที่ในกรมเองเลยว่าให้ใช้เงิน 60,000 ต่อปีพอไหม”

… เมื่ออ่านจบแล้วก็ได้แต่กดไลค์และพูดสั้นๆในใจว่า “ครับ”

5 คำถามยอดฮิตจากคนคิดซื้อกองทุนอสังหาฯ

สวัดดีคร๊าบบบบ หลังจากที่ Daddy ออกบทความ “5 ทุนอสังหาฯ น่าสะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือน” ก็ได้รับคำถามเข้ามาปรึกษา และคำแนะนำว่าควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนอสังหาฯเพิ่มเติม Daddy ก็เลยรวบรวมคำถาม 5 คำถามยอดฮิตจากคนคิดซื้อกองทุนอสังหาฯ ที่คิดว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับผู้อ่าน มาตอบในบทความนี้  มาดูกันเล้ย ว่ามี 5 คำถามที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

คำถามที่ 1 ต้องการจะซื้อกองทุนอสังหาฯ จะซื้อได้ที่ไหน ?

ตอบ กองทุนอสังหาฯ มีการซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คนที่มีบัญชีซื้อขายหุ้นอยู่แล้ว สามารถซื้อกองทุนอสังหาฯ ได้ทันที โดยมีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายตามมูลค่าเท่ากับการซื้อขายหุ้นครับ ดังนั้นคนที่จะซื้อกองทุนอสังหาฯ ต้องมีบัญช่ีหุ้นอยู่ด้วยครับ

คำถามที่ 2 จะหาข้อมูลกองทุนอสังหาฯ ได้จากที่ไหน ?

ตอบ ผมหาข้อมูลจาก 3 แหล่ง เป็นหลัก คือ

1. เว็บไซต์ www.settrade.com
2. เว็บไซต์ ของบลจ. ที่เป็นผู้บริหารกองทุน
3. เว็บไซต์ ของกองทุนอสังหาฯ (บางกองทุนจะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บางกองทุนก็ไม่มี)

โดยแหล่งข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในกองทุนอสังหาฯ ได้แก่

1. หนังสือชี้ชวน***สำคัญมาก***

ที่จะมีข้อมูลอย่างละเอียดของกองทุน เช่น โครงสร้างกองทุน รายละเอียดทรัพย์สินที่กองทุนลงทุน การประมาณรายได้ การคำนวณราคาทรัพย์สินของกองทุน ผู้บริหารกองทุน ผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าใช้จ่ายของกองทุน ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ และมาตรการป้องกันความเสี่ยง เป็นต้น

2. เอกสารประกอบการเสนอขายกองทุน

จำพวก Presentation ซึ่งจะสรุปรายละเอียดเนื้อหาที่สำคัญ เกี่ยวกับกองทุนอย่างคร่าว ๆ

3. รายงานประจำปี

ที่จะมีข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรม สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รายละเอียดการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และงบการเงินของกองทุน

4. ข้อมูลอื่น ๆ

เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น ข่าวสาร ข้อมูลการจ่ายปันผลย้อนหลัง รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ อัตราการเช่า เป็นต้น  ซึ่งจะอยู่ในเว็บไซต์ของกองทุน

คำถามที่ 3 กองทุนประเภทสิทธิการเช่า (Leasehold) ผลตอบแทนสู้กองทุนแบบกรรมสิทธิ์ (Freehold) ไม่ได้ เพราะมีวันหมดอายุ และมูลค่ากองทุนเหลือ 0 (ศูนย์) จริงหรือ ?

ตอบ จริง!!! ที่มูลค่ากองทุนประเภทสิทธิการเช่าอาจจะเหลือ 0 เมื่อครบอายุสัญญาเช่า แต่สรุปไม่ได้เสมอไปว่าผลตอบแทนจะแย่กว่ากองทุนแบบกรรมสิทธิ์!!!!

กองทุนอสังหาฯ ประเภทสิทธิการเช่า (Leasehold) เมื่อครบอายุของสัญญา จะถือว่าเราไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ๆ ทำให้หลายคนไม่ชอบ หรือตั้งข้อรังเกียจ กองทุนประเภทนี้เพราะ เชื่อว่าเมื่อหมดสัญญาแล้วมูลค่ากองทุนจะเหลือ 0 (ศูนย์) ไม่เหมือนกับกองทุนแบบกรรมสิทธิ์ซึ่งมีความเป็นเจ้าของตลอดไป

ส่วนตัวผมลงทุนในกองทุนอสังหาฯ แบบ Leasehold เป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้เมื่อหมดอายุสัญญาเช่าแล้วจะไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ก็ตาม เพราะ ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ

1. ส่วนใหญ่กองทุนประเภทสิทธิการเช่า มักเป็นสินทรัพย์ที่ดี เจ้าของจึงไม่อยากขายขาด แต่จะได้ค่าเช่าที่สูง อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าสูง และมี % ผู้เช่ามาก จึงทำให้ กองทุนประเภท Leasehold มักจะได้อัตราเงินปันผล และมี % การเพิ่มขึ้นของเงินปันผลมากกว่ากองทุนแบบ Freehold  ถ้าหากเรามีความเข้าใจเรื่องค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) เราควรวัดผลตอบแทนของกองทุนทั้งสองประเภทในรูปของ IRR (Internal Rate of Return) หรือ NPV (Net Present Value) ซึ่งเป็นวิธีเปรียบเทียบที่เหมาะสมกว่า การพิจารณาแค่ว่าเมื่อครบอายุสัญญาแล้ว ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่หรือไม่

2. มีตัวอย่างกองทุนอสังหาฯ หลายกอง ที่มีการลงทุนเพิ่ม และทำให้กองทุนสามารถยืดระยะเวลาออกไปได้อีก เช่น

CPNRF เพิ่มทุนลงทุนเพิ่มใน เซ็นทรัลเชียงใหม่ ที่มีอายุสัญญาเช่า 30 ปี

FUTUREPF มีการเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มพื้นที่เช่าและยืดอายุสัญญาเช่าออกไปอีก

POPF มีการเพิ่มทุนเพื่อลงทุนใน อาคารบางนาทาวเวอร์ ซึ่งมีอายุสัญญาเช่า 30 ปี

ทั้ง 3 กรณี ผู้ถือกองทุนเดิมที่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อเพิ่มทุน ก็ยังได้รับผลตอบแทนจากส่วนที่ลงทุนเพิ่มใหม่นี้ด้วย

ตัวอย่างเปรียบเทียบกองทุน Leasehold และ Freehold

5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย

5 ข้อคิด จากการที่ผมใกล้ชิดคนรวย

คนรวยเขามองเรื่องนี้ยังไงนะ?
คนรวยนี่ เขาขี้โกงแบบนี้กันทุกคนหรือเปล่า?
คนรวยเขามองเห็นหัวคนจนอย่างพวกเราบ้างไหมหนอ?

อาจเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสถามจากปากของเขาเหล่านั้นตรงๆ การได้เข้าใจความคิดของผู้มีฐานะทางสังคมเหล่านี้ เราจึงทำได้แค่อ่านตามหนังสือที่วางขายอยู่ ซึ่งครั้นจะไปไล่อ่านให้หมดทุกคน มันก็ดูจะเสียเวลาไปซักหน่อย วันนี้ผมเลยขออาสากลั่นความคิดของคนรวย จากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในฐานะของที่ปรึกษาการลงทุนกลุ่มลูกค้าธนบดีมาร่วมๆ 10 ปี แชร์ด้านดีๆที่เราน่าจะสามารถเอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้นะครับ

1. เขารู้ว่าตัวเองถนัดอะไร

เพราะคนส่วนใหญ่ตามหาไปเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร ทำให้ไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตได้เอง ต่างจากนักลงทุนที่ผมดูแลเงินของเขา ซึ่งพบจุดร่วมที่สำคัญคือ เขาเอาเงินมาให้เราดูแล ก็เพราะเขารู้ว่าเขาถนัดอะไร และเราถนัดอะไร เขาจะใช้เวลาให้มากกับสิ่งที่เขารักและถนัด ในขณะที่สิ่งที่เขาไม่ถนัด แต่คิดว่าจำเป็น เขาก็ให้คนที่ไว้ใจ เชื่อในความสามารถเป็นคนดูให้แทน ปัญหาคือ กระบวนการค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดของคนรวยแต่ละคนนั้น ค่อนข้างแตกต่างกันครับ ไม่มีกฎตายตัว บางก็ก็จับพลัดจับพลูได้ทำธุรกิจที่ไม่เคยทำ แล้วกลับหลงรักมันขึ้นมา ในขณะที่บางคน รักที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆทำไปเรื่อยๆ ถึงผิดบ้าง ขาดทุนบ้าง ก็ไม่ท้อแท้อะไร โดยคิดว่าประสบการณ์ที่ได้ไป ยังไงก็ไม่สูญเปล่า ซึ่งมันก็จริง ย้อนกลับมาดูตัวเราครับ ถ้าวันนี้เรายังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองถนัด เราทำให้ตัวเองเข้าใกล้คำๆนี้มากขึ้นด้วยวิธีไหน? น่าคิดนะ

2. เขาอ่านเยอะมากกกกก

มนุษย์เงินเดือน อาจจะวัดความสำเร็จของตัวเองด้วยขนาดของทีวีที่บ้าน แต่สำหรับคนรวย ผมเห็นบ้านเขามีห้องหนังสือใหญ่ๆหนึ่งห้องเลย บางคนอาจบอกว่า จะมีเวลาอ่านได้ยังไง เวลาส่วนใหญ่ก็น่าจะยุ่งมากอยู่แล้ว แต่จากที่ได้พูดคุยได้สนทนากันทั้งในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ และการลงทุนต่างๆ รวมถึงความเป็นไปรอบตัว ผมกลับพบว่า มันไม่ใช่การไปอัพเดทข่าวสาร แต่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันมากกว่า เลยทำให้ผมมั่นใจว่า เขาต้องอ่าน และหาทางเสพข่าว รวมถึงเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลาแน่นอน แล้วเราละ นอกจากเปิดอ่านชีวิตและความเป็นไปของเพื่อนๆใน Facebook ติดตามข่าวดราม่าดาราแบบวินาทีต่อวินาที เราเพิ่มเติมความรู้ยังไงครับ?

3. เขาฟังเยอะ พูดน้อย

นอกจากเรื่องอ่านเยอะแล้ว สิ่งที่ผมได้จากคนรวยอีกเรื่องก็คือ เกือบทุกคนเลือกที่จะฟังก่อนที่จะพูด สิ่งนี้เป็นเหตุเป็นผลนะครับ เมื่อฟังก่อน ก็จะได้ข้อมูลใหม่ๆ ได้ใช้ความคิดให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจอะไรไป มันอาจจะขัดกับสิ่งที่เด็กสมัยนี้คิด นั้นก็คือ ต้องกล้าแสดงออก ต้องกล้าแสดงความคิดเห็น แต่กลายเป็นว่า คนรวยส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นบ่อยนัก จริงๆ มันไม่ขัดกันนะครับ เพราะเขาอยู่ในระดับที่ต้องเก็บข้อมูลและตัดสินใจในสิ่งสำคัญๆ แต่สำหรับเหล่าพนักงานนั้น การโยนความคิดเห็นเข้าไปกลางวงประชุม คือการแสดงความเห็นให้คนอื่นๆทราบ ทำให้เรามีตัวตนในองค์กร อย่าลืมนะครับ สมัยนี้ เก่งแล้วต้องให้คนอื่นรู้ เก่งเงียบๆ นายเค้าไม่เห็นหรอก

4. เขาลำบากมากกว่าที่เราเห็น และล้มเหลวมาเยอะกว่าที่เราคิด

ฉากหน้าของความสำเร็จมักจะดูดีเสมอ สิ่งที่ผมเห็นคือ บ้านหลังใหญ่ๆ รถสปอร์ต 5-6 คัน ไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 3-4 ครั้ง สิ่งเหล่านั้นคือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนัก ผมไม่เคยเจอคนรวยที่ไม่ลำบาก และทุกๆคนล้วนเคยประหยัด ขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบมาเรื่อยจนมีวันนี้ บางคนอดทนเป็นลูกจ้างไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี  กว่าจะมีเงินเก็บออกมาตั้งกิจการของตัวเอง คนเหล่านี้ ถึงเริ่มช้า แต่ทว่า ก็ด้วยความมั่นคง เพราะรู้ลึกรู้จริงในธุรกิจซึ่งตัวเองเคยเจอมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ในขณะที่บางคน ล้มเหลวมาแล้ว 3-4 ครั้ง ทั้งที่เพื่อนโกง โดนชักดาบ ขายของไม่ได้เพราะเศรษฐกิจพัง แต่เขาก็ยังลุกขึ้นมาหาอะไรทำ เพราะจำเป็นต้องเลี้ยงครอบครัว เรียกได้ว่า เพราะหลังชนฝานั้นเองและที่เขาใช้เงินได้เยอะในวันนี้ มันก็เป็นเหตุผลครับ สมมติว่า เขามีเงินในกองทุนรวมตราสารหนี้ซัก 200 ล้านบาท ผลตอบแทนปีละ 3% ก็เท่ากับได้มาใช้ 6 ล้านบาท หรือใช้ได้เดือนละ 5 แสน เงิน 5 แสนอาจจะดูมากสำหรับเรา แต่มันคือเงินน้อยสำหรับเขา เพราะใช้ไปยังไงเงินต้นเขาก็ยังไม่ได้ลดลง และยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง (แต่กว่าจะได้ 200 ล้านเนี่ย ลากเลือดครับ)

5. เขามีวิธีคิดที่เหมือนกันในการต่อต้านความจน ก็คือ การสร้างสินทรัพย์

เราถูกสอนว่าควรประหยัด เพราะเงิน 1 บาที่เราไม่ใช่ มันเท่ากับรายได้ 1 บาท ที่เราหาได้ แต่การประหยัดนั้น มันไม่ทำให้เราใช้ประโยชน์จากอาวุธที่มีอนุภาพมากที่สุดในโลก นั้นก็คือ “ดอกเบี้ยทบต้น” เขาเหล่านี้รู้สูตรลับความสำเร็จจะด้วยความบังเอิญ หรือรุ้จริงๆตั้งแต่วันที่ตั้งใจก็ตาม แต่เขาจะพยายามอดออม และแบ่งเงินเหล่านั้นออกมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกิจการที่ตนเชื่อว่าจะไปได้ดี หรือไปลงทุนในที่ๆคิดว่าให้ผลตอบแทนสูง (เลยเป็นที่มาที่เขาเดินเข้ามาหาที่ปรึกษาการลงทุน) เหตุผลนี้ มันเลยชัดเจนครับว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะชะลอตัวใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะเศรษฐีทั้งหลายมองไม่เห็นช่องทางการลงทุนในธุรกิจและหันเอาเงินมาให้เหล่านักการเงินทั้งหลายบริหาร จัดพอร์ตไปลงทุนในที่ต่างๆในระยะหลัง

แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน หรือในอนาคตเขาจะเอาเงินกลับไปลงทุน วัตถุประสงค์ของเขาก็คือ การสร้างสินทรัพย์เพื่อต่อยอดเงินให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต

            คนเรามีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านที่ดีของเขา เราก็ปรับเอามาใช้กับตัวเองนะครับ ความสำเร็จมันไม่มีรูปแบบตายตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่อย่าง&

บทสัมภาษณ์ CEO ธนชาต”โต”สวนกระแสกลุ่มธนาคาร ไตรมาส 2 ปี 2558

จากรายงานผลประกอบการของธุรกิจในกลุ่มธนาคารไตรมาส 2 ปี 2558 ก็คงจะเห็นได้ว่าพิษเศรษฐกิจนั้นเข้ามาทำให้นักลงทุนที่เป็นแฟนคลับของกลุ่มธนาคารเกิดความกังวลใจไม่น้อย แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ก็มีธนาคารธนชาตนี่ล่ะที่โตสวนกระแสชาวบ้านเขา โดยจากที่ทางธนาคารประกาศตัวเลขผลกำไรก็มี Highlight ดังนี้ครับ

  • ไตรมาส 2 ปี 2558 พบว่าธนาคารมีกำไร 2,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 141 ล้านบาท (5.51%)  
  • คิดในงวด 6 เดือนของปี 2558 มีกำไร 5,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 361 ล้านบาท (7.36%)
  • มีเงินกองทุนของธนาคารใน BIS Ration เพิ่มเป็น 17.19%
  • สามารถจัดการ NPL ให้ลดลงมาเหลือที่ 3.6% ได้

พอเป็นอย่างงี้แล้วก็เลยต้องสอบถามคุณสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารธนชาตซักหน่อยว่าหลังจากนี้ทิศทางของธนาคารจะเป็นอย่างไร ผมขอสรุปให้แต่ละด้านดังนี้นะครับ

เป้าหมายในเรื่องทางธุรกิจ

  • รายได้จากดอกเบี้ย ธนาคารก็จะเน้นในการสร้างฐานเงินทุนให้มีผลกำไรแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในพอร์ตการลงทุนของธนาคารนั้นลูกค้าก็ยังเป็นลูกค้าหนี้ดีอยู่ ส่วนในเรื่องของ NPL นั้น หลักๆเกิดจากหนี้สินที่มาตั้งแต่สมัยการควบรวมกับธนาคารนครหลวงไทย ตอนนั้นมี NPL 5.7% ในขณะที่ตัวธนาคารธนชาตเองมีกระบวนการจัดการ NPL ที่ดีอยู่แล้ว ก็เลยมีเป้าหมายจะลดในส่วนที่มีอยู่ให้ต่ำลงเรื่อยๆจนเหลือต่ำกว่า 3% แน่นอนว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปัจจุบันไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากต่อธุรกิจของธนาคาร
  • รายได้จากค่าธรรมเนียม เป็นเป้าหมายหลักของธนาคารในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าโครงสร้างรายได้จาก 30% เป็น 40% เน้นในเรื่องของการผสานความแข็งแกร่งทั้งในส่วนของตลาดเงินและตลาดทุน แต่เดิมธนาคารมีพอร์ตการปล่อยกู้ในตลาดเงินกู้เป็นหลัก แต่ต่อไปก็จะรวมทีมงานวาณิชธนกิจ ที่ปรึกษาทางการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเสริมทัพในการให้บริการลูกค้าธุรกิจมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพการให้บริการ

ทางผู้บริหารก็เน้นในเรื่องการพัฒนาระบบต่างๆให้ทันสมัยนะครับ โดยปรับเปลี่ยนโฉมการให้บริการเป็น Digital Banking มากยิ่งขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน พอถามลึกๆแล้วว่าจะแตกต่างอย่างไรกับธนาคารอื่น ทางธนชาตเองก็ได้เน้นย้ำในเรื่องของ “ระบบความปลอดภัยสูงสุด” ให้ได้มาตรฐานระดับโลก มีการให้บริการลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตอนนี้ก็เริ่มมีการดำเนินงานแล้วครับ

  • IBIZ สำหรับลูกค้าธุรกิจ มีการเริ่มใช้เรียบร้อยแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
  • Mobile Banking จะเริ่มเดือนพฤศจิกายนและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้

เป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

ทางผู้บริหารเล่าว่าเดิมทีธนาคารเน้นขายสินเชื่อ ใครเดินมาถามเรื่องเงินกู้ก็จะมีบริการทางการเงินให้ แต่นั่นอาจจะยังไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด ธนาคารจึงเน้นในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อให้ธนาคารรู้จักลูกค้ามากขึ้น เมื่อรู้จักมากขึ้นก็จะเข้าใจความต้องการมากขึ้น วิเคราะห์ได้มากขึ้นว่าสินค้าทางการเงินอะไรที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละราย โดยมีการลงทุนระบบเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เรียกว่า T-Advisor ซึ่งจะทำให้เกิดการบริการอย่างครบวงจร (Total Financial Solution)

  • ลูกค้าธุรกิจต่อไปธนาคารจะวิเคราะห์ได้เลยครับว่า ควรใช้เงินทุนแบบไหน เป็นแบบตลาดเงินหรือตลาดทุน และจะจัดสรรให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี
  • ลูกค้าบุคคลต่อไปธนาคารสามารถจัดสรรได้เลยว่า เขาควรมีการลงทุนอะไร ควรมีประกันความเสี่ยงด้านใดบ้าง สามารถแนะนำเรื่องการลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะครับ และพิจารณาได้ว่ารูปแบบเงินกู้แบบใด วางเงินขนาดไหนที่เหมาะสมกับลูกค้า

โดยสรุปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญใดๆที่ธนาคารธนชาตโตสวนกระแสเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะการบริหารจัดการที่ดีในเรื่องของโครงสร้างรายได้ การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้นและอำนวยความสะดวกในยุค Digital อีกทั้งการเข้าใจลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์มากขึ้นก็เป็นหนึ่งในหมัดเด็ดของทางธนาคารที่จะสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี!! หาซื้อ LTF ดีๆ เพื่อประหยัดภาษีกันหรือยัง?

aom tmb2 cover

 

เมื่อเข้าใกล้ช่วงปลายปีทีไร เรามักจะได้ยินสัญญานเตือน (ครั้งสุดท้าย) ให้วางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ได้แล้ว) ถึงแม้ว่ากูรูภาษีหลายๆคนจะแนะนําไปหลายรอบแล้วว่า ให้เริ่มต้นวางแผนภาษีเสียเนิ่นๆ ตั้งแต่ต้นปีก็ตามที  เฮ้อออ… แต่อย่างที่ว่าแหละครับ บางคนก็มีภาระ บางครั้งก็ติดปัญหา บางคราวก็ไม่มีเวลา รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบจะสิ้นปี ทีนี้เราจะวางแผนภาษีทันไหมเนี่ยยย แค่คิดก็เริ่มจะเพลียเสียแล้ว..

ดังนั้น @TAXBugnoms เลยขอแนะนําวิธีการวางแผนภาษีแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทําได้ด้วยตัวเอง จะวางแผนตอนต้นปีก็ดี กลางปีก็ได้  ปลายปีก็พอไหว ชนิดที่เรียกได้ว่า จ่ายแค่ 1 แต่ได้ถึง 3 ไม่ว่าจะเป็น ประหยัดภาษี มีเงินลงทุน และลุ้นรับผลตอบแทน ไปพร้อมๆกัน และวิธีที่จะมาแนะนําในวันนี้ นั่นคือวิธีการลงทุนใน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF เพื่อประหยัดภาษีนั่นเองคร้าบ

โดยปกติแล้ว การซื้อ LTF นั้น ใครๆหลายคนมักจะคุ้นเคยกับการที่ต้องเดินไปเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมกับทางบลจ.ต่างๆ หรือเปิดบัญชีผ่านสาขาของธนาคารชั้นนำทั่วไป จะซื้อกองทุน LTF ใหม่สักหนึ่งกอง ก็ต้องมองหาสาขาของธนาคารที่เป็นตัวแทนบลจ.นั้นๆ แต่ถ้าหากอยากซื้อกองทุนรวมหลายๆ กองพร้อมกัน ไปธนาคารโน้นที ไปธนาคารนี้ที วิ่งกันให้วุ่น บางทีหมดไปหนึ่งวัน ซื้อได้แค่กองทุนเดียวเพราะมัวแต่เสียเวลารอคิวกันซะงั้น

จากที่เกริ่นมาซะยาว @TAXBugnoms คิดว่าปัญหาที่ว่านี้กำลังจะหมดไป จากที่ได้เห็นข่าว ของ TMB ที่เค้ามีบริการซื้อขายกองทุน LTF ดีๆ จากทางบลจ.ชื่อดังหลายแห่ง นํามารวมไว้ที่ TMB ที่เดียวครับ ทั้งจากทางบลจ.ของเค้าเอง TMBAM และยังมีของ ABERDEEN กับ UOBAM อีก @TAXBugnoms มั่นใจว่าผู้ซื้อจะสะดวกขึ้น ไม่ต้องไปซื้อหลายที่ ไม่ต้องรอคิวหลายรอบ

เอาล่ะ… ก่อนอื่นเราลองมาทบทวนสิทธิประโยชน์ รวมถึงเหตุผลดีๆในการซื้อ LTF เพื่อประหยัดภาษีกันอีกครั้งหนึ่ง เผื่อใครลืมไปแล้วว่า เจ้า LTF นั้นมันมีประโยชน์อะไรบ้าง….

 

LTF คืออะไร

คําว่า LTF ที่เราเรียกๆ กันอย่างคุ้นปากนั้น เป็นตัวย่อมาจากภาษาอังกฤษคือ “Long Term Equity Fund” และมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” โดย LTF นั้นถือว่าเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นผลตอบแทนทางอ้อมอีกด้วย

สําหรับการซื้อ LTF เพื่อสิทธิประโยชน์ในการประหยัดภาษีนั้น กฎหมายได้กําหนดไว้ที่ 15% ของรายได้ต่อปี ในจํานวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนไว้เป็นเวลา 5 ปี (ปฎิทิน)

 

ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามีเงินได้ทั้งปี 2556 จํานวน 1,000,000 บาท เราจะสามารถซื้อ LTF ได้สูงสุดเป็นจํานวน 150,000 บาท แต่ถ้าเรามีรายได้มากกว่านั้น ก็สามารถซื้อได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่จํานวนที่ซื้อได้สูงสุดคือ 500,000 บาทนั่นเอง

โดยระยะเวลาการซื้อ LTF ที่บอกว่าต้องถือหน่วยลงทุนไว้ 5 ปีปฎิทิน เราจะนับตั้งแต่ปีแรกที่เราซื้อต่อไปอีก 5 ปีปฎิทิน เช่น ถ้าซื้อ LTF ในวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ก็จะสามารถขายได้ตั้งแต่วันแรกของปี 2560 โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม นับแล้วก็ตกประมาณ 3 ปีกว่าๆเท่านั้นเอง และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น… เราลองมาทบทวน 5 เหตุผลดีๆที่ทุกคนควรซื้อ LTF กันอีกสักครั้งครับ

 

5 เหตุผลที่ทุกคนควรซื้อ LTF

 

1. ลงทุนในระยะเวลาที่ไม่นาน

เพียงแค่เราลงทุนครบ 5 ปีปฏิทินก็สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนได้แล้ว แต่ถ้าหากผลตอบแทนยังดีอยู่ เราก็สามารถเลือกเก็บหน่วยลงทุนไว้ในอนาคตเพื่อลุ้นรับผลตอบแทนที่มากขึ้นได้เช่นเดียวกัน

2. ไม่จําเป็นต้องลงทุนติดต่อกันทุกปี

ปีไหนที่ต้องการลดหย่อนภาษีก็ค่อยลงทุนปีนั้น แถมยังไม่มีภาระผูกพันจากการลงทุนในคราวก่อนๆ

3. รับสิทธิประโยชน์คุ้มแสนคุ้ม

เนื่องจาก LTF สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท พ่วงด้วยผลตอบแทนที่ได้รับสูงขึ้น เพราะเป็นการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) แถมยังเป็นการสร้างวินัยในการออมเงินระยะยาวให้กับตัวเราอย่างสม่ำเสมอ และยิ่งไปกว่านั้น กําไรจากการขายหน่วยลงทุน ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

4. เลือกลงทุนได้หลากหลาย

LTF มีทั้งกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล และไม่มีการจ่ายเงินปันผล ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราอยากได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นช่วงๆ หรืออยากได้ผลตอบแทนกลับมาครั้งเดียวเต็มจํานวน นอกจากนั้นยังมีนโยบายการลงทุนในกองทุนของแต่ละบลจ.มากมายให้เลือกสรร ดังนั้นถ้าใครถูกใจแบบไหนก็สามารถเลือกลงทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนได้แบบง่ายๆสบายๆกันเลยทีเดียว

5. สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ตามใจ

ถ้ากองทุนไหนไม่ถูกใจ มีผลตอบแทนไม่ดี หรือไม่เป็นที่น่าพอใจ เราก็สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปกองทุนรวม LTF ของบลจ.อื่นได้ โดยการสับเปลี่ยนที่ว่านี้ไม่ถือเป็นการซื้อและขาย และไม่มีผลกระทบต่อภาษี แต่อย่าลืมศึกษาค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนให้ดีก่อนนะครับ

โค้งสุดท้ายจริงๆ สําหรับคนที่ไม่มีเวลา…งั้นก็ไปซื้อที่ TMB แล้วกัน น่าจะสะดวกกับใครหลายๆคน และยังมี LTF กองที่ @TAXBugnoms จะแนะนํา…ให้เลือกด้วยครับ

 

เราลองมาดูกันดีกว่า…ว่า LTF กองไหนน่าสนใจในช่วงนี้

@TaxBugnoms ขอแนะนําสองกองนี้แล้วกันครับ ระหว่างกองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว (ABLTF) และ กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (CG-LTF) มาดูกัน… ว่าแต่ละกองเป็นอย่างไรบ้าง

 

ตารางเปรียบเทียบ


สำหรับกองทุนเปิดอเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว (ABLTF)
 

เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีอัตราการเติบโตสูง โดยเราจะเห็นว่าผลการดําเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ วันที่ 29 ส.ค. 57 สูงถึง 21.19% และยังสามารถเริ่มลงทุนครั้งแรกได้ในจํานวนเงินขั้นตำ่ที่ 5,000 บาท ด้วยครับ

 

ส่วนกองทุนเปิดบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (CG-LTF)  
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งจะเป&#xE

ไปฟังสัมมนาอย่างไรให้รวย?

 

“การลงทุนในความรู้นั้นถือเป็นเรื่องดี … แต่ ‘ความรู้’ ก็ไม่ต่างจากทรัพย์สินอื่นใดในโลก

ที่จะมีแต่คนซึ่งลงทุนเป็นเท่านั้น ถึงจะได้ผลการลงทุนในแบบที่ต้องการ”

– THE MONEY COACH –

 

เห็นช่วงนี้คนส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาในวันหยุดและวันว่างไปกับการสัมมนา จนกลายเป็นเทรนด์ เอะอะ งง สงสัยใคร่รู้ คิดอะไรไม่ออก ก็ไปสัมมนา

 

หัวข้อในการสัมมนาก็หลากหลาย มีตั้งแต่เรื่องที่ต้องรู้ น่ารู้ ควรรู้ไว้บ้าง และกูอยากให้มึงรู้ (555)  

 

และแน่นอน!! เกินกว่าครึ่งหนึ่งของคอร์สสัมมนาทั้งหลาย หนีไม่พ้นคอร์สฮอตฮิตติดดาวอย่างการสัมมนาการเงินการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่มักตั้งชื่อให้รู้สึกว่า มันได้เงินกันง่ายๆ และรวยกันได้ง่ายๆ แทบทั้งสิ้น ฟังแล้วกระตุกต่อมโลภของคนเราดีชะมัด

 

สำหรับใครที่รักการสัมมนา (โดยเฉพาะสัมมนาการลงทุน) และหวังผลให้การสัมมมนาเปลี่ยนชีวิตคุณไปสู่ความร่ำรวยได้จริง วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการที่ทำให้การเข้าสัมมนาของคุณ ส่งผลดังใจหวัง โดยไม่ต้องอาศัยพลังอธิษฐาน

 

หมายเหตุ:

บทความนี้ไม่เหมาะกับคนอยากรวยแต่ขี้เกียจ โลภแบบไร้สติ หวังพึ่งคนอื่นในการลงทุนของตัวเอง หรือชีวิตไม่เคยพยายามทำอะไรจริงจังได้นาน ฯลฯ ถ้าคุณเป็นคนประเภทใกล้เคียงกับที่ผมเอ่ยมาทั้งหมด กรุณาอย่าอ่านบทความนี้นะครับ รับประกันความผิดหวัง 100% เลยครับ


สัมนาอย่างไรให้รวย-resize-01

 

4 ข้อต้องทำเพื่อเข้าสัมมนา

 

1) ค้นคว้าด้วยตัวเองให้มากที่สุดก่อน

อันนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกเลยครับ คือ เมื่อเราตั้งโจทย์ได้แล้วว่า สนใจจะลงทุนอะไร ก็ให้เริ่มจัดสรรเวลาหาความรู้ด้วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งจากหนังสือ บทความทางเว็บไซต์ Youtube รวมไปถึงกลุ่มหรือชมรมที่มีผู้คนสนใจในเรื่องเดียวกัน ฯลฯ

 

บอกเลยว่าคนประสบความสำเร็จในการลงทุนล้วนมีนิสัยการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตัวเองเป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้นครับ ดังนั้นถ้าคุณอยากสำเร็จเหมือนกับเขาบ้าง ก็ไม่ควรทำอะไรแตกต่าง

 

ทีนี้ทำแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ค้นคว้าด้วยตัวเองจนถึง “ที่สุด” แล้ว

 

คำตอบง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณตอบคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ได้ และเริ่มต้นลงมือทำอะไรกับเขาบ้างแล้วนะสิ

 

เช่น ถ้าคุณสนใจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คุณก็ต้องอ่านหนังสือ อ่านบทความ ดูคลิปวิดีโอต่างๆ ของคนที่ตั้งตนเป็นกูรูทั้งหลาย จนตอบได้ว่า

 

  • การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีกี่ประเภท (ให้เช่า เก็งกำไร นายหน้า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ) กี่ลักษณะ อะไรบ้าง (บ้าน คอนโด ตึกแถว หอพัก ที่ดินเปล่า ฯลฯ)
  • ความแตกต่างสำคัญในแง่หลักคิดของการลงทุนแต่ละประเภทคืออะไร ข้อดีข้อเสียของการลงทุนแต่ละแบบคืออะไร
  • คุณสนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบไหน (อ่านแล้ว ศึกษาแล้ว รู้สึกว่าตรงจริต)
  • ถ้าเลือกได้แล้วว่าชอบลงทุนแนวไหน หลักคิดที่ทำให้การลงทุนแนวที่คุณเลือกนั้นประสบความสำเร็จ คือ อะไร
  • วิธีการที่คนสำเร็จทำกัน เขาทำอย่างไร (อ่านให้เยอะ ดูให้มาก เอามาวิเคราะห์)

และสุดท้าย คือ การขมวดปมทุกอย่างมาเป็นวิธีการลงทุนในแบบของตัวเอง เล่าออกมาเป็นขั้นตอนเป็น Step 1-2-3-4 (สังเคราะห์เป็นเครื่องมือของตัวเอง)

เมื่อได้แนวทางของตัวเองในเบื้องต้นแล้ว ก็ให้เริ่มลงมือทำได้เลย แต่เน้นว่าให้ลงมือทำในแบบที่ไม่ต้องเสี่ยงมาก หรือถ้าพลาดก็ให้สูญเสียน้อยๆ ในระดับที่รับมือได้

 

เช่น ถ้าเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผมแนะนำให้ออกไปดูทรัพย์สัก 10 แห่ง แบบยังไม่ต้องซื้อครับ (ย้ำ!ว่าไม่ต้องซื้อ) เก็บภาพ เก็บข้อมูล แล้วลองวิเคราะห์ตามที่ศึกษามาเองดู แล้วเก็บคำถามที่เกิดขึ้นจากการดูทรัพย์เอาไว้มาค้นคว้าต่อ (ปมปัญหา คือ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ขั้นสูงขึ้น)

 

หรือถ้าเป็นการลงทุนในหุ้น อยากลงทุนแนว Value Investing ก็แค่ลองหยิบงบการเงินบริษัท ดูคลิปประชุม Opportunity Day มาลองแกะข้อมูลดูสัก 3 บริษัท ประเมินราคา ทำ Watch List แล้วก็เก็บคำถามข้อสงสัยของตัวเราเองเอาไว้หาคำตอบต่อไป

 

คีย์สำคัญของการเริ่มต้นลงมือทำด้วยตัวเอง คือไม่ต้องรอให้รู้ท้ังร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ลงมือทำร้อยเปอร์เซ็นต์ในสิ่งที่รู้” อันนี้คือหัวใจเลยครับ เพราะคนเราเก่งขึ้นจากการลงมือทำ ไม่ใช่การนั่งสัมมนา ปัญหาของการรอให้รู้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยทำก็คือ ไม่มีใครรู้ว่า 100 เปอร์เซ็นต์ที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที

 

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจรู้สึกว่า เฮ้ย … ฟังดูแล้วแทบจะรู้หมดแล้วนี่หว่า ไม่เห็นต้องไปสัมมนาเลย 555

 

อันนี้ก็แล้วแต่ครับ เพราะถ้าศึกษาเองแล้วลงทุนได้เลย (โดยอาจค่อยๆลงทุนไปทีละน้อย) ก็ไม่จำเป็นต้องไปเข้าสัมมนา แต่ถ้าคิดว่ายังอยากรู้เพิ่ม ที่ค้นคว้าเองมันยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมดที่ตั้งคำถามไว้ข้างต้น ก็ไปเข้าสัมมนาได้ครับ ไม่ว่ากัน

 

ทั้งนี้เพราะการเข้าสัมมนานอกจากคุณจะได้ความรู้ในสิ่งที่สนใจลงทุนแล้ว คุณอาจได้ทริคหรือเคล็ดลับที่มาจากการลงมือทำโดยตรงของผู้สอน (แต่แม่งต้องตัวจริงนะ) ได้มุมมองความคิดใหม่ที่ช่วยให้ง่ายและเร็วขึ้นได้ และอีกเรื่องที่เยี่ยมมากๆ ก็คือ การได้มีเพื่อนที่คิดคล้ายๆ กัน ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยน

 

2) ค้นหาสัมมนาที่คิดว่า “ใช่”

 

แล้วไอ้สัมมนาที่ว่า “ใช่”​ หนะ มันดูกันยังไง?

 

ถึงตรงนี้ ถ้าคุณมีความรู้อยู่บ้าง ค้นคว้ามาพอสมควรตามคำแนะนำของผมในข้อที่หนึ่ง มันก็ไม่ยากครับ เพราะคุณพอมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว และพร้อมที่จะเรียนรู้ต่อยอดในเชิงลึก ดังนั้นคุณอาจเลือกใช้วิธี

 

เลือกคอร์สสัมมนาจากผู้สอน จากหนังสือ หรือบทความต่างๆ ของวิทยากรท่านนั้น การที่คุณมีความรู้และได้ลงมือทำมาระดับหนึ่ง จะช่วยคุณกรองได้ว่า ผู้สอนท่านนั&#x

กว่าจะจบปริญญาตรี (อายุ 22) แม่หมดเงินไปเท่าไหร่?

สวัสดีวันนี้ “วันแม่” ครับผมครับ พี่เกรย์แห่ง Mr.GraymanV2 กลับมาอีกครั้งกับบทความต้อนรับวันแม่ปี 2558 เหตุที่ต้องเขียนบทความชวนน้ำตาไหลขึ้นมาแบบนี้ มันมีเหตุผลมาจากที่พี่เกรย์ได้เห็นโฆษณาอาหารปิ้งย่างร้านหนึ่งที่พูดถึงความรักที่พนักงานหลายคนมีต่อแม่ ด้วยคำถามสั้นๆแบบกระแทกใจมาเป็นชุดคอมโบเซ็ทว่า

คุณทำงานเดือนละกี่วัน? คุณอยู่กับแม่ไหม? คุณได้คุยกับแม่ไหม? คุณหัวเราะครั้งสุดท้ายกับแม่เมื่อไหร่? คุณรู้ไหมว่าแม่ชอบกินอะไร? คุณกินข้าวกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? คุณเคยบอกรักแม่ไหม? อะไรคือสิ่งที่แม่มีความสุข? อะไรคือสิ่งที่อยากทำเมื่อได้กินข้าวกับแม่? คุณอยากบอกอะไรกับแม่? ฯลฯ

— ไอ้สัส คำถามมึงนี่อยากให้กูรู้สึกว่าตัวเองเลวหรือไงครับผม —

พอดูจบแล้วคนดีๆอย่างเราก็แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความผิดพลาดที่ผ่านมาของชีวิตทำให้คิดแล้วอยากจะกลับไปกราบลงที่ซอกง่ามเท้าของคุณแม่ #แม่จ๋าเกรย์คิดถึง แล้วก็ปล่อยนังพนักงานพวกนี้ทำงานวันแม่ต่อไปเหมือนเดิมครับผม #คนจนไม่มีวันแม่สินะ ส่วนเราก็ซาบซึ้งความดีชาบูความรักแม่แบบน้ำตาไหลพรากๆ เพราะได้สิทธิหยุดงานในวันแม่จะได้พาแม่ไปกินปิ้งย่างรอคิวยาวๆต่อไป #กร้ากก

การซาบซึ้งตรึงใจในความรักแม่นั้น พี่เกรย์บอกตรงๆเลยครับ มันไม่ใช่เรื่องผิดหรือห้ามทำ ใครทำได้ก็ดี ใครทำไม่ได้ก็ไม่ใช่คนเลวหรอก แต่ปัญหาที่พี่เกรย์อยากให้คุณและคุณทั้งหลายถามตัวเอง คือ “รู้หรือเปล่าครับว่า กว่าที่แม่จะเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรี แม่หมดเงินไปเท่าไหร่แล้ว” มีตั้งแต่ค่าเทอม ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดู ค่านู่นนั่นนี่ที่เราต้องการอีกจิปาถะ ฯลฯ

เอาล่ะอย่าเสียเวลา เราลองมาคิดกันดูครับผมครับว่า ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 22 ปี เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง พี่เกรย์อยากให้ถือโอกาสดีๆในวันแม่ปีนี้ ค่อยๆตั้งสติแล้วกรอกคุณค่าชีวิตของตัวเองเข้าไปดูครับ

(1) ค่าใช้จ่ายก่อนจะเกิด ค่าคลอดบุตร และค่าใช้จ่ายต่อเดือนแรกเกิด (พี่เกรย์ถามแม่มาคร่าวๆ)
(2) ค่าใช้จ่ายในวัยเรียน คิดเฉลี่ยต่อวันวันละ 150 บาทจำนวน 17 ปี
(3) ค่าเทอม – ค่าเล่าเรียน คิดจากค่าเล่าเรียนจริง (รวมกวดวิชา)
(4) ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูอื่นๆ คือ ค่าเบิกจิปาถะ ของที่อยากได้ หรือค่าความฉิบหายที่ลูกไปสร้างไว้
(5) ค่าใช้จ่ายคิดถึงอายุ 22 ปีเท่านั้น ถ้าใครอายุมากกว่านั้นแล้วยังต้องขอเงิน ก็ละอายใจบ้างนะ

พี่เกรย์คิดค่าใช้จ่ายตัวเองออกมาคร่าวๆ ก็ยังได้ออกมาเงินประมาณ 2.4 ล้านบาท นี่คือมูลค่าที่แม่ทยอยผ่อนจ่ายให้กับเราตั้งแต่คลอดออกมาเป็นลูกหนึ่งคนจนกลายมาเป็นตัวเป็นตนตอนอายุยี่สิบสองปีบริบูรณ์ปู๊นๆๆๆ จบปริญญาตรีพอดิบพอดี

แล้วเราละครับผม ทุกวันนี้ เราสร้างคุณค่าได้คุ้มมูลค่าตามจำนวนเงินที่แม่ทุ่มเทมอบให้และจ่ายไปบ้างหรือเปล่า หรือว่ายังทำหน้าง่าวๆคิดว่าตัวเองมีมูลค่ามากมายแต่ที่จริงเป็นได้แค่วัวควายใช้แรงงานอยู่เหมือนเดิม

เอางี้ดีกว่า .. ถ้าคำตอบคือ “ยัง” พี่เกรย์อยากถามต่อดังๆว่า รู้หรือไม่ ว่า คุณแม่ของเราทั้งหลายต้องใช้เงินเกษียณเดือนละเท่าไร เพื่อให้มีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต และที่สำคัญ ตอนนี้แม่เราแม่มมีเงินเก็บพอจะเลี้ยงดูตัวเองไหม?

ถ้าลองคิดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ 10,000 บาทต่อเดือน สำหรับคุณแม่หนึ่งคนที่จะมีเวลาอยู่กับเราต่อไปอีกสัก 20 ปีหลังเกษียณ ดีดตัวเลขกลมๆ คิดออกมาได้ประมาณ 2,400,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับเงินที่แม่จ่ายไปเลี้ยงเพื่อเลี้ยงให้เราเติบโตขึ้นมา แต่ทำให้แม่กลายเป็นหญิงชราที่ไม่มีเงินเกษียณหรือเปล่า?

เมื่ออาทิตย์ก่อน พี่เกรย์เคยเขียนบทความไว้เรื่อง ผิดตรงไหนถ้าทำงานมีเงินใช้แล้วไม่ให้พ่อแม่เพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของพ่อแม่ที่มีเงินเหลือเฟือ แต่ต้องการเพียงความรักและเวลาจากลูก และอย่าวัดความดีความกตัญญูของเราเพียงแค่ให้เงินพ่อแม่เท่านั้น

แต่บทความในตอนนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่พี่เกรย์อยากจะสะท้อนสังคมไทยให้ฟังว่า อย่าคิดว่าค่านิยมแห่งความรักตามเทศกาลต่างๆที่คุณให้กับแม่นั้นมันจะพอเพียงที่จะทำให้แม่ของคุณมีความสุขได้ เพราะการที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และเสียเงินเกษียณทั้งชีวิตมาเลี้ยงดูคุณนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับคนหนึ่งคนเลยครับผมครับ

จริงอยู่ครับว่า
แม่ที่ดีก็มีมาก แม่ที่เลวก็มีไม่น้อย
ลูกที่ดีก็มีเยอะ ลูกที่เลวก็แยะตาแป๊ะไก่

แต่ไม่ว่าแม่ของคุณจะเป็นคนดีหรือเลวอย่างไร
คุณเคยคิดไหมว่า เราได้ตอบแทนพระคุณแม่ได้สมกับที่ได้รับหรือยัง

บทสรุปของเรื่องนี้ (จำเป็นต้องมีหัวข้อนี้เพราะนายหมีสั่งให้เขียนครับ  เนืองจากนายหมีคิดว่าคนอ่านสรุปเองไม่ได้)

ทุกวันนี้ เทศกาล “รักแม่” ต่างๆ ทั้งการกดแชร์ กดไลค์ น้ำตาไหลกับโฆษณาในโลกโซเชี่ยล หรือบอกรักออนไลน์ อัพรูปคู่โชว์ความรักแม่ชนิดที่ว่าคนอื่นจะต้องอาย มันเป็นแค่ความสุขบนปลายนิ้วสัมผัสแบบหล่อไปวันๆ ใช่หรือเปล่า? #ลองถามตัวเองดูครับผม

อย่าลืมนะครับผมว่า การซื้อพวงมาลัยมากราบไหว้ การซื้อของมามอบให้ พาไปกินข้าวไกลๆ มันเป็นแค่ออฟชั่นเสริมที่คุณจะทำให้แม่ของคุณมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่มันไม่ใช่ความสุขที่จีรังยั่งยืนเท่ากับความกตัญญูและการเลี้ยงดูที่คุณต้องมอบให้กับผู้มีพระคุณของคุณตลอดทั้งชีวิต

— อย่าทำตัวเพราะมันคือเทศกาล แต่กรุณาทำออกจากสันดานที่แท้จริง —

ส่วนไอ้คำที่หลายคนแม่มชอบพูดกันหล่อๆ ประมาณว่าวันแม่มีทุกวันไม่ใช่ต้องรักแม่แค่วันเดียว พี่เกรย์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save