[ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย [3] : ปิดท้ายด้วยค่าลดหย่อน

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ ซีรีย์ภาษีง๊ายง่ายในตอนที่ 3 ครับ ซึ่งตอนนี้เป็นตอนสำคัญที่เราจะมาทำความเข้าใจกับการลดหย่อนภาษีที่ถูกต้องกันครับ หลังจากที่เราจัดการเงินได้ในตอนที่ 1 และเลือกค่าใช้จ่ายในตอนที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงตัวสุดท้ายที่เราต้องสนใจและเข้าใจมันก็คือเรื่องของ “ค่าลดหย่อน” นั่นเองครับ

เอ้า.. มาทบทวนกันอีกครั้ง ตั้งแต่ ตอนที่ 1 กันอีกที จำได้ไหมครับว่า ภาษีคำนวณยังไงกันบ้าง เอ้า ลองดูตามนี้คร้าบบบบ

วิธีคำนวณภาษีเงินได้ = (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

ลองนึกย้อนกลับไปนึกถึงสมการสมัยเด็กๆ หากเราต้องการจะลด “ภาษี” ให้ต่ำที่สุด เราต้องทำตัวเลขในวงเล็บ (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ให้น้อยๆ เพื่อที่จะได้คูณอัตราภาษีออกมาแล้วจะได้จำนวนเงินที่ต่ำมากๆ ยิ่งอัตราภาษีเป็นแบบขั้นบันไดอย่างนี้ ทำให้น้อยเท่าไรยิ่งดี!!

ที่มา : ภาพประกอบตัวอย่างอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันไดคร่าวๆ จากบทความ เรื่องน่ารู้!!! มนุษย์เงินเดือนทำธุรกิจส่วนตัวต้องเสียภาษีอย่างไร?

ทวนกันอีกทีนะครับว่า … เราได้รู้เคล็ดลับแรกในการทำตัวเลขในวงเล็บให้น้อยไปแล้วจาก ตอนที่ 2 เรื่องวิธีการจัดประเภทรายได้ให้ถูกต้อง แต่สำหรับคนที่รายได้ที่ไม่สามารถจัดประเภทใหม่ได้อย่างมนุษย์เงินเดือน ต่อให้จัดรายได้แค่ไหนมันก็หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดแค่ 60,000 บาท อยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือเรื่องของค่าลดหย่อนนั่นเองครับ

แล้วค่าลดหย่อนที่กฎหมายให้เราคืออะไร มันก็คือรายการที่ทางรัฐมองว่าเป็นภาระในชีวิต หรือเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมบางอย่างของประชาชน นั่นเองครับ

โดยรายการค่าลดหย่อนทั้งหมดนั้นอยู่ในบทความที่มีชื่อว่า “14 รายการลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน” และถ้าจะให้เข้าใจค่าลดหย่อนได้ง๊ายง่ายตามชื่อของซีรีย์แล้วล่ะก็ @TAXBugnoms ขอแบ่งค่าลดหย่อนออกเป็น 3 ประเภท คือ ค่าลดหย่อนธรรมดา  ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงิน และ ค่าลดหย่อนเพื่อการบริจาค โดยบทความตอนนี้เราจะพูดในเรื่องของการวางแผนภาษีด้วยค่าลดหย่อนธรรมดา และค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินครับ แต่คงไม่ลงลึกในเรื่องของค่าลดหย่อนเพื่อบริจาค เพราะมันวางแผนกันไม่ได้ (อิอิ)

ค่าลดหย่อนธรรมดา คือ ค่าลดหย่อนธรรมดาก็คือค่าลดหย่อนที่เรามีก็ได้ใช้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ บุตร ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย หรืออะไรก็ตามแต่ที่เรามีแล้ว วิธีใช้ก็แค่หยิบมาใช้ได้เลยครับ ฟรี!!

ส่วน ค่าลดหย่อนเพื่อการออมเงิน นั้น จะเป็นค่าลดหย่อนที่เราสะสมแล้วได้กำไรถึง 2 ต่อ ต่อแรกคือการลดภาษีเงินได้โดยวิธีการคำนวณเมื่อตะกี้นี้ และต่อที่สองคือการมีเงินออมหรือเงินลงทุนเพื่อชีวิตในอนาคตอีกด้วยครับ

โดยค่าลดหย่อนเพื่อการออมเงินนั้น มีอยู่ 5 ตัวหลักๆได้แก่ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต LTF และ RMF ซึ่งเป็นการสร้างอนาคตทางด้านการเงินของเราไปพร้อมๆกับการลดหย่อนภาษีในแต่ละปี

ดังนั้น หลักการลดหย่อนภาษีง่ายๆ สำหรับคนไทยทุกคนนั้น คือ การจัดประเภทรายได้ให้ถูกต้อง – เลือกใช้ค่าลดหย่อนให้ถูกที่ แบบนี้ก็จบง่ายๆที่การประหยัดภาษีได้แล้วคร้าบ

แต่ทีนี้หลักการประหยัดภาษียังไม่จบเพียงเท่านี้ ผมยังมีวิธีคิดสำหรับการเลือกใช้ค่าลดหย่อนเพื่อการออมมาฝากกันครับ เอาล่ะเราลองมาดูกันเลยว่าเราจะวางแผนลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจากการออมได้อย่างไรบ้าง

จากรูปนี้เราจะเห็นครับว่า เราต้องเริ่มจากการวางแผนออมเงินก่อน แล้วค่อยมาวางแผนประหยัดภาษี ซึ่งวิธีที่ผมแนะนำนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เป็นเพียงแนวทางสำหรับการวางแผนภาษีกันเท่านั้นครับ และถ้าหากใครสนใจเรื่องแนวคิดการประหยัดภาษีด้วย LTF และ RMF ก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ 5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015 เลยคร้าบ

สุดท้าย ซีรีย์ภาษีง่ายๆ สั้นๆ เพียง 3 ตอนจบนี้คงต้องลากันไปก่อน ผมหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคนคงจะได้รับประโยชน์จากการบทความชุดนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ และถ้าใครมีปัญหาภาษี สามารถมาติดต่อสอบถามพูดคุยได้ที่เพจ TAXBugnoms ตลอดเวลานะครับ ผมยินดีตอบทุกคำถามให้ฟรีๆคร้าบบ

5 ความคิดติดลบที่ทำให้มีเงิน… ล้าน

สวัสดี๊ดี เหล่าบรรดาลูกหาบของพี่เกรย์ทั้งหลาย วันนี้ขอเปลี่ยนสไตล์มาเขียนแชร์ประสบการณ์ให้พวกเธอฟังกันว่า คนปากหมาอย่างพี่เกรย์สามารถมีฐานะการเงินที่ดีและอยู่รอดจากดงตีนของมวลมหาประชาชีมาได้อย่างไร อยากฟังไหมมมมม #ไม่อยากกรุก็จะเล่า

ขอบอกกงๆก่อนว่า พี่เกรย์ไม่ได้คิดฝันอยากจะเป็นเศรษฐีมีเป้าหมายการเงิน หรือมีเกษียณรวยเร็วเฟี้ยวฟ้าวมะพร้าวแก้วอะไรหรอกครับผมครับ แต่พี่เกรย์แค่เป็นคนโรคจิตวิตกจริตเรื่องเงินเท่านั้นเอง และความวิตกจริตของพี่เกรย์ทำให้พี่มีเงินล้านในวันนี้ได้ มันเริ่มจากความคิดฟายๆ แบบนี้ครับผมครับ

ไม่มีรายได้ตายแน่มึง

พี่เกรย์เป็นโรคกลัวไม่มีงานทำเพราะจะทำให้เราไม่มีรายได้มาใช้จ่าย พี่เกรย์ก็เลยทำการประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อเดือนขึ้นมาครับ สมมุติว่าคิดออกมาได้เดือนละ 20,000 บาท พี่เกรย์ต้องคิดสิคิดแล้วครับผมครับว่ารายได้ของพี่เกรย์ในเดือนนี้จะพอกับเงินที่จะใช้จ่ายหรือเปล่า ถ้าไม่ พี่เกรย์ก็จะรีบวิ่งไปหารายได้เพิ่มครับ ทำงานหนักขึ้นบ้าง รับจ๊อบบ้าง เพื่อให้พี่เกรย์สบายใจขึ้นครับผม ความวิตกจริตจะได้หายไป #แต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่มีปัญหางานเงินมึงก็ลดๆการใช้จ่ายบ้างไอสัส

ดึงเงินออมไว้ท์ 20%

นอกจากรายได้ไม่มีแล้วพี่เกรย์ก็กลัวแก่ไปไม่มีใครดูแลอะคับ ปากหมาหน้าหมีแถมยังมีดีกรีโดนดักกระทืบบ่อยๆอีกต่างหาก พี่เกรย์เลยตั้งใจที่จะถอยเงินออมออกมาเพิ่มเป็นเดือนละ 20% ของรายได้ให้มากกว่าเก่าสักสองเท่า เพื่อป้องกันเรื่องเกษียณแบบงี่เง่าอ่ะครับ เพราะคงไม่ไหวให้ลูกมาเลี้ยงครับผม #แค่เมียทุกวันนี้พี่ก็เลี้ยงไม่ไหว

อ้อลืมบอกไปนะครับว่า % การเก็บของพี่เกรย์เริ่มต้นตั้งแต่น้อยๆนะครับผม เริ่มไวแต่ไม่หยุดพักทิ้งไว้กลางทางเหมือนพี่ๆโปเตโต้นะครับผม เผื่อว่าวันหนึ่งพี่เกรย์จะมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ไงล่ะครับผม

แต่ถ้าน้องๆทั้งหลายอ่านแล้วบ่นในใจนะครับว่า เอ๊ะ แค่จะมีเงินหาพอใช้หนี้ทุกวันนี้ยังไม่พอ แถมยังมีปัญหาชีวิต ภาระนู่นนั่นนี่ พี่เกรย์ก็เป็นกำลังใจให้แก้กันไปครับ แต่ถ้าสร้างปัญหาเองแล้วบ่นพร่ำเพร้อเหมือนคนบ้า ก็ไม่แปลกที่จะเก็บเงินไม่ได้หรอกครับผม

เป็นคนกลัวเรื่องฉุกเฉิน

บางทีพี่เกรย์กลัวชิบหายเลยครับ ไปไหนมาไหนก็คิดแต่ว่า รถจะชน ไฟจะไหม้ น้ำจะท่วม พี่เกรย์ก็เลยป้องกันตัวด้วยการทำประกันชีวิต ติดประกันภัยให้อุ่นใจครับ แล้วก็มาคิดอีกว่า เออ ถ้าแม่มมีเหตุไม่คาดฝันกับกรุขึ้นมาจะต้องทำยังไงก็เลยต้องเก็บเงินไว้ให้พอใช้จ่ายอีก 12 เดือนล่วงหน้าเลยครับผม

บอกเลยครับผม ตอนแรกแม่มโคตรยากสัสๆอ่ะครับ แต่พี่เกรย์อยากให้ทุกคนลองทำดูครับผม เริ่มต้นด้วยความยากๆ ต่อไปจะได้ไม่ลำบากกับชีวิตในอนาคต แต่ถ้าใช้ชีวิตง่ายๆ ไปเรื่อยๆ เกิดปัญหาขึ้นมาแม่มจะต้องเมื่อยอีกมากๆครับผมครับ

เอาเงินเข้าบัญชีจ่ายบัตรเครดิต

พอพี่เกรย์รวยหน่อยเงินเดือนเกินหมื่นห้า ก็มีพวกนายหน้าขายบัตรเครดิตมาชวนทำบัตรครับผม ทีนี้ทำแล้วพี่เกรย์แม่มก็กลัวครับกลัวว่าจะไม่มีเงินจ่ายเค้าอีก เดี๋ยวเค้าจะมาตามล่ากรุแน่ๆเว้ย พี่เกรย์ก็เลยตัดสินใจเปิดบัญชีขึ้นมาเพื่อโอนเงินสดไปพักจ่ายค่าบัตรเครดิตอีกทีหนึ่ง รูดทีโอนทีพอปลายเดือนพี่ก็มีเงินจ่ายครบถ้วน นี่โคตรภูมิใจในความฉลาดของตัวเองเลยครับผมครับ

เพื่อนบางคนบอกว่า เฮ้ยมึงจะบ้าหรือเปล่า บัตรเครดิตมีไว้สำหรับเงินในอนาคต พี่เกรย์บอกเค้าว่า ไม่นะ .. ไม่เสือกนะ พูดจบเค้าก็เลิกถามไปเองครับผม #สุดท้ายไอ้ห่านนี่มายืมตังค์กรุอีกสัส

คิดว่าชีวิตนี้อยู่เพื่อใคร

ข้อสุดท้ายนี้พี่เกรย์รู้ครับว่ามันอาจจะดูเป็นคำพูดสร้างภาพนะครับ แต่อยากบอกครับผมว่าเรื่องเงินแม่มโคตรสำคัญกับชีวิตเราทุกคนเลยครับ พี่เกรย์เลยใช้เวลาเล็กน้อยในชีวิตของตัวเอง ตั้งคำถามสั้นๆในแต่ละวันว่า เราทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร อ้อออ เพื่ออนาคต เพื่อความสะดวกสบาย และพอมันเห็นผลมันก็กลายเป็นความสุขครับ อย่ามาตลกคิดว่าเราจะต้องมีฝันที่ยิ่งใหญ่ เราจะต้องเป็นคนไกลประสบความสำเร็จ คือ พี่เกรย์อยากบอกนะครับว่า แค่เก็บเงินกับหักห้ามใจตัวเองมึงยังทำไม่ได้ แล้วจะทำอะไรยิ่งใหญ่ได้ไงละครับ ไอ้ควาย #แต่โชคดีครับที่คิดในใจก็เลยไม่ได้บอกอะไรไป

เป็นไงครับผม 5 ข้อความคิดติดลบให้ชีวิตบัดซบมันมีเงินล้านของพี่เกรย์ อาจจะไม่ได้เด่นดังดีเหมือนกูรูท่านไหน แต่พี่เกรย์ขอบอกด้วยความจริงใจสั้นๆครับว่า

ไม่ว่าคุณจะเลือกทำอะไรก็ตาม
คุณไม่มีวันรู้ผลลัพธ์

จนกว่าคุณจะทำมันเจ็งกับมือเมื่อไร
คุณจะรู้ว่ามันเจ็งไงครับผม

5/10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนซื้อประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]

หลายคนอาจจะเคยปวดหัวกับการทำความเข้าใจกับสัญญาประกันชีวิต นอกจากต้องต่อสู้กับตัวอักษรเล็กๆ ที่เบียดจนแน่นเอียดแล้ว ยังต้องมาแปลภาษาไทยให้เป็นภาษาไทยอีกด้วย คำศัพท์ของประกันในภาษากฎหมายนั้นค่อนข้างเข้าใจยาก บางครั้งต้องอ่านหลายรอบกว่าจะเข้าใจ

ในบทความนี้จะทำให้เรารู้จักกับศัพท์ประกันที่ควรรู้ ในแบบฉบับ “อภินิหารเงินออม” ที่อยากจะลองมาทำให้เข้าใจง่าย โดยมีคำนิยามตามกฎของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) อธิบายไปพร้อมกับคำแปลง่ายๆ ไว้ควบคู่กันไปด้วย

 

5/10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนซื้อประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...] 

 

 

1. สัญญาประกันชีวิต

ภาษากฎหมาย

สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่บุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยตกลงกัน ผู้ที่เกี่ยวข้องอีกฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้รับผลประโยชน์ ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลหนึ่ง

  • ผู้รับประกันภัย คือ คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
  • ผู้เอาประกันภัย คือ คู่สัญญาฝ่าย ซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย
  • ผู้รับผลประโยขน์ คือ บุคคลผู้จะพึงได้รับสินไหมทดแทนหรือรับจำนวนเงินใช้ให้ อนึ่งผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประโยชน์จะเป็นบุคคลคนหนึ่งคนเดียวกันก็ได้

แปลง่าย ๆได้ว่า

กรมธรรม์ประกันชีวิตเกิดจากสัญญา 2 ฝ่ายคือ ตัวเราและบริษัทประกันภัยตกลงเงื่อนไขกัน โดยมีผู้รับเงินที่เป็นตัวเราหรือผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งการจ่ายเงินประกันชีวิตนั้นจะจ่ายในขณะที่มีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้ว

 

2. มูลค่าเงินสด

ภาษากฎหมาย

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้น มูลค่านี้เรียกว่า “มูลค่าเงินสด” ซึ่งถ้าผู้เอาประกันภัยบอกเลิกสัญญาก่อนสัญญาถึงกำหนด ผู้รับประกันภัยจะจ่ายมูลค่าเงินสดคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เงินที่จ่ายคืนนี้เรียกว่า   “มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต”

แปลง่ายๆ ได้ว่า

หากส่งเบี้ยประกันเกิน 2 ปีขึ้นไปกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นจะมี “มูลค่า” ถ้าเราไม่ส่งเบี้ยต่อไปก็สามารถขอคืนเงินสดกลับไปได้ จะเรียกว่า “เวนคืนกรมธรรม์” ซึ่งจะได้รับเงินคืนน้อยกว่าที่เราจ่ายเบี้ย

มีครั้งหนึ่งเราไปเดินงานแฟร์การเงินแล้วเจอตัวแทนที่ขายโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของลูกค้า จึงอยากจะเตือนให้ผู้อ่านระวังค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าเราเจอคนขายประกันที่แนะนำให้ปิดกรมธรรม์ในปีที่ 2 ซึ่งเราจะเสียประโยชน์และได้รับเงินคืนกลับมาน้อยมาก เขาจะไม่ใช้คำว่า “เวนคืนกรมธรรม์” แต่จะใช้คำอื่นแทน เช่น ไม่ต้องจ่ายเบี้ยต่อไป ปิดสัญญาประกัน เป็นต้น ขอเน้นว่าเราเจอตัวแทนแค่คนเดียวที่แนะนำไม่ถูกต้อง ส่วนบูธอื่นๆ แนะนำได้ดีมากเห็นแก่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

 

3. กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ (Reduced Paid-Up Insurance Option)

ภาษากฎหมาย

การประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันภัยซึ่งไม่ประสงค์จะชำระเบี้ยประกันภัยต่อไป เลือกใช้สิทธิ์โดยการลดจำนวนเงินเอาประกันภัยลง แต่กรมธรรม์ยังคงมีผลคุ้มครองต่อไปจนกว่าสัญญาจะครบกำหนด

แปลง่ายๆ ได้ว่า

ถ้าเราไม่ส่งเบี้ยประกันต่อ แล้วเลือกวิธีนี้จะเป็นการ “ลดทุนประกัน แต่ระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม”

 

 

4.กรมธรรม์ขยายเวลา (Extended Term Option)

ภาษากฎหมาย

ในกรณีที่ผู้เอาประกันชีวิตไม่ส่งเบี้ยประกัน กรมธรรม์ประกันชีวิตจะมีเงื่อนไขให้ผู้ถือกรมธรรม์เลือกให้สัญญามีผลบังคับต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง โดยเอามูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตมาชำระเบี้ยประกันภัยแบบชั่วระยะเวลา ทั้งนี้จำนวนเงินเอาประกันภัยจะยังคงมีจำนวนเท่ากับกรมธรรม์เดิม

แปลง่ายๆ ได้ว่า

ถ้าเราไม่ส่งเบี้ยประกันต่อ แล้วเลือกวิธีนี้จะเป็นการ “ทุนประกันเท่าเดิม แต่ระยะเวลาคุ้มครองลดลง”

 

 

การเรียนรู้คำศัพท์ประกันชีวิตข้างต้น ทำให้เราอ่านสัญญาประกันภัยได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าแต่ละคำนั้นคืออะไร ส่งผลกระทบต่อชีวิตและเงินของเราอย่างไรบ้างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้คนรอบข้างที่กำลังตัดสินใจทำประกันชีวิตให้มีความเข้าใจเอกสารประกันชีวิตมากขึ้นด้วย

 

*หมายเหตุ

ที่มาของความหมาย

  • คำศัพท์ของสัญญาประกันชีวิตจากหนังสือชุดวิชาที่ 3 การวางแผนการประกันภัย
  • คำศัพท์ประกันชีวิต http://www.oic.or.th/th/vocab-insur/a-1.htm

 

 

 

สนับสนุนโดย

 

5/10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนซื้อประกันชีวิต [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]

 

 

ใครอยากเป็นเศรษฐี ? เชิญทางนี้

เราเคยสงสัยกันไหมครับว่า เราเกิดมาพอถึงเวลาเข้าโรงเรียนก็ไปเรียนหนังสือและต่อมาเมื่อเรียนจบก็หางานทำ เงินเดือนเราจะเยอะหรือจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักจะสงสัยกันคือ ทำไมหนอ คนรวยถึงได้มีเงินหลักล้านได้ แต่มนุษย์เดินดินธรรมดาๆเนี่ยถึงได้มีเงินเดือนที่จำกัด และจะหาเงินจากไหนมารวยเป็นล้าน สิบล้าน ร้อยล้านกับเขาบ้าง

เท่าที่ผมสังเกตมาจริงๆแล้วเราสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นเศรษฐีได้นะครับ แต่มันก็จะมีหลายระดับในการก้าวไปสู่ความร่ำรวย แต่เราสามารถลองเพิ่มศักยภาพตัวเองให้ไปถึงจุดนั้น (ตามความพร้อมของเรานะครับ ฮา)

เศรษฐีลำดับที่ 1 คนเปลี่ยนเก็บเงินออมไม่มีหนี้

เท่าที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อนหลายๆคน หนึ่งในปัญหาใหญ่เลยที่ทำให้เขาไม่มีเงินเก็บก็คือ เขามีหนี้สินมากมาย ซึ่งการมีหนี้สินนั้นก็ต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยเต็มไปหมด พอถามไปถามมาว่าหนี้สินนั้นเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นในการซื้อที่ดินที่อยู่อาศัยหรือเปล่า แต่คำตอบส่วนมากนี่ช็อกไปเลยเพราะส่วนใหญ่ของที่มันไม่จำเป็นดันกลายเป็นสิ่งที่คนเราชอบให้เหตุผลมากกว่าสิ่งที่จำเป็นเพื่อซื้อมันมา นี่ล่ะที่ทำให้หลายๆคนไม่รวยซักที ถ้าเราจัดการหนี้สินและมีเงินออมได้ เชื่อได้เถอะว่าทุกคนจะรวยขึ้นทั้งนั้น ลำดับแรกที่เราจะเป็นเศรษฐีได้ก็คือ “มีเงินออม” เยอะๆนะครับ

ประหยัด 100 บาท มันก็คือได้เงินเก็บ 100 บาทในกระเป๋าเรา

เศรษฐีลำดับที่  2 คนเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน

คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเพื่อนๆที่ติดตามผมใน Aom Money จะอยู่ในกลุ่มนี้ รวมทั้งตัวผมด้วย เรารู้กันว่าเงินฝากดอกเบี้ยมันน้อยสุดๆ จะสะสมไปถึงเกษียณก็คงต้องใช้เงินเยอะมากที่จะให้ครอบคลุมเงินเฟ้อในอนาคตด้วย วิธีทางที่เราจะสะสมเงินให้มั่งคั่งขึ้นเพื่อไปใช้จ่ายในอนาคตอีกทางหนึ่งก็คือการเอาเงินไปลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อ เช่น การซื้อกองทุนรวม “การออมหุ้น” ในกิจการที่มั่งคงและเติบโตในระยะยและคนที่ประสบความสำเร็จได้ก็คือคนที่ศึกษาเรื่องการลงทุนเป็นอย่างดี แล้วก็เปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน

มีเงิน 1,000 บาท นำไปลงทุนก็สามารถสร้างผลตอบแทนเป็น 100,000 บาทได้นะครับ

เศรษฐีลำดับที่  3 คนเปลี่ยนเงินลงทุนเป็นไอเดียธุรกิจ

เชื่อผมไหมว่าคนที่รวยขึ้นมาได้แบบ 100 ล้าน 1,000 ล้าน เนี่ยต้องไม่ใช่ธรรมดาหรอก การลงทุนในหุ้นสไตล์มนุษย์เงินเดือนก็ยากที่จะไปถึง คนเหล่านี้เขาต้องมีความคิดที่จะสร้างบางสิ่งขึ้นมาและเปลี่ยนสิ่งที่เขาคิดให้กลายเป็นเงินทองได้ นั่นก็คือการ “การสร้างธุรกิจ” โดยเริ่มจากกิจการเล็กๆ ขยายไปเรื่อยๆจนกิจการโตขึ้น ซึ่งถ้าทำได้ดีมีการเติบโตในระยะยาว แน่นอนว่าต้องมีลูกค้าและมีคนสนใจจะลงทุนร่วมกับเรา เราก็สามารถขยายกิจการได้โดยการนำเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ เพื่อขยายเงินทุนให้เพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ สร้างผลกำไรที่มากขึ้น และแน่นอนว่าคนที่ตั้งบริษัทมานั้นสามารถนำหุ้นไปขายทำกำไรได้กันหลายเท่าเลย

สร้างธุรกิจจาก 1 ล้านบาท นำไปทำธุรกิจระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้กิจการมีมูลค่า 1,000 ล้านได้นะครับ

สรุป

จะเห็นได้ว่าลำดับขั้นของความร่ำรวยมันสร้างได้ โดยเริ่มจากการไม่มีหนี้มีเงินออมก่อน แค่นี้ก็เป็นเศรษฐีในลำดับแรกแล้ว เอาเงินออมเราไปลงทุนกับบริษัทที่คนอื่นหาคนร่วมทุน และสุดท้ายหากเรามีความคิดใหม่ๆที่สร้างเงินได้ เราก็นำเอาไอเดียไปทำธุรกิจและขายให้กับคนที่สนใจในความคิดของเราครับ ก็อยู่ที่พวกเราแล้วว่าอยากจะก้าวไปสู่จุดไหน อยู่ที่ความพอใจและความท้าทายของแต่ละคนนะครับ

5 กองทุนอสังหาฯ น่าสะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ขั้นแรกอยากทำความเข้าใจกับผู้อ่านก่อนครับว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองทุนทั้ง 3 ประเภทยังถูกนักลงทุนเรียกชื่อรวม ๆ ว่า “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” ดังนั้นในบทความนี้เมื่อพูดถึง “กองทุนอสังหาริมทรัพย์”  ก็ให้สื่อความหมายได้ถึงกองทุนทั้ง 3 ประเภทนะครับ

ลักษณะที่เหมือนกันของกองทุน 3 ประเภท คือ เป็นกองทุนที่รวบรวมเงินจากคนที่สนใจหลาย ๆ คน แล้วเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศ โรงงาน โรงแรม เสาสัญญาณโทรศัพท์ สายเคเบิลอินเตอร์เน็ต โรงไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อหาผลประโยชน์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปค่าเช่า  จากนั้นก็เอามาแจกจ่ายให้กับผู้ลงทุนตามสัดส่วน โดยคนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องเหนื่อยกับการดำเนินการใด ๆ เลย เพราะกองทุนจะมีผู้ดูแลและจัดการให้ทุกอย่าง

Daddy เป็นคนนึงที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์แล้วพบว่ากองทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงอยากจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน ซึ่งในบทความนี้จะขอแนะนำ 5 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือน และแถมให้อีก 2 กองทุน RMF ที่จะช่วยให้เราได้ลงทุนทั้งในกองทุนอสังหาริมทรัพย์แถมยังประหยัดภาษีได้อีกด้วย ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย

ทำไม Daddy ถึงลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ?

สาเหตุที่ผมสนใจแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เพราะว่า

1. ไม่ต้องใช้เงินเยอะ

มีโอกาสได้ผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจได้โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ เริ่มต้นด้วยเงินไม่กี่พันบาทก็เป็นเจ้าของได้แล้ว (จำนวนหุ้นขั้นต่ำที่ซื้อในตลาดเท่ากับ 100 หุ้น ^_^) ถ้าจะไปสร้างห้างสรรพสินค้า หรือออฟฟิศเองคงตั้งใช้เงินเป็นพันล้าน

2. ไม่เหนื่อย

ไม่ต้องไปหาคนเช่าเอง  ไม่ต้องไปเดินเก็บค่าเช่าเอง ไม่ต้องสู้รบปรบมือกับผู้เช่า เพรากองทุนจะมีคนช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้ และส่งเงินมาให้เราตามกำหนด

3. กระจายความเสี่ยง

เช่น กรณีที่เราเป็นเจ้าของโรงงานให้เช่า 1 โรง ถ้ามีคนมาเช่า % ผู้เช่าก็จะเท่ากับ 100% แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีผู้เช่ารายได้ของเราจะหายไปทั้งหมดทันที แต่ในกรณีที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจจะลงทุนในโรงงาน 100 โรง ถ้ามีผู้เช่ายกเลิกการเช่าไปสัก 1 รายได้ของเราจะหายไปเพียง 1% เท่านั้นเอง

4. สภาพคล่องสูง

ถ้าคิดเปลี่ยนใจอยากจะเลิกลงทุนก็ทำได้ง่าย เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง แถมยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องภาษีจากการซื้อขายอีกด้วย

5. ผลตอบแทนดี

หลายกองที่ผมถืออยู่ในพอร์ทได้รับเงินปันผลปีละประมาณ 7-8 % ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และมีบางตัวราคาเพิ่มขึ้นได้ Capital Gain แถมมาอีกด้วย

การเลือกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ Daddy ดูอะไรบ้าง ?

เนื่องจากการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป้าหมายหลัก คือ ผลตอบแทนจากการเช่า จะเห็นได้ว่าราคา และผลตอบแทนที่จะได้จากกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะไม่ผันผวนเหมือนการซื้อหุ้น โอกาสที่จะซื้อขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรจึงมีน้อย จึงไม่เหมาะกับนักลงทุนประเภทเก็งกำไร แต่จะเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้เงินปันผลมากขึ้นตามรายได้จากค่าเช่าที่เติบโตขึ้น โดยส่วนตัวผมจะพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ครับ

1. ทรัพย์สินที่ดี หรือ อสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่ดี

ประเด็นแรกที่ผมจะดู คือ กองทุนนั้น ๆ ลงทุนในทรัพย์สินอะไร หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน อยู่ในทำเลที่ดีหรือไม่ แล้วทรัพย์สินประเภทนั้นเป็นที่ต้องการใช้งาน หรือมีความต้องการเช่า มากน้อยอย่างไร และภาวะเศรษฐกิจจะส่งผลต่อความต้องการใช้งานทรัพย์สินนั้น ๆ หรือไม่

ตัวอย่าง ประเภทสินทรัพย์ที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว เช่น เสาสัญญาณโทรศัพท์ และระบบใยแก้วนำแสงสำหรับอินเตอร์เน็ต เพราะผมคิดว่าตอนนี้โทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ทเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันซึ่งขาดไม่ได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี คนก็ยังมีความต้องการใช้งาน และจะตัดค่าใช้จ่ายด้านนี้ออกเป็นลำดับท้าย ๆ

ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ผมจะชอบอสังหาริมทรัพย์ประเภท ออฟฟิศสำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า เพราะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีความมีผู้ต้องการเช่าเป็นจำนวนมาก หากเป็นออฟฟิศสำนักงานที่อยู่ในทำเลที่ดี ติดสถานีรถไฟฟ้า การเดินทางสะดวก  หรือเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ครบวงจร

2. มี % ผู้เช่าสูง และสม่ำเสมอ

ผมเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ดี และอยู่ในทำเลที่ดีควรจะมี % ผู้เช่าที่สูงอย่างสม่ำเสมอ (คนเช่าเต็มนั่นเอง) ซึ่งจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่าเดิมยกเลิกการเช่าน้อย หรือแม้จะมีผู้เช่าเดิมเลิกเช่าไป แต่ก็จะมีผู้เช่าใหม่เข้ามาทดแทนอยู่ตลอด ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้จากค่าเช่าสม่ำเสมอ

สินทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่มีลักษณะผูกขาด หรือประเภทที่ผู้เช่าจะมีภาระ และค่าใช้จ่ายสูงในการย้ายสถานที่เช่า ก็เป็นลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ที่ผมสนใจ เพราะผู้เช่าเดิมที่ไม่มีความจำเป็นจริง ๆ จะไม่ยกเลิกการเช่า ทำให้ % ผู้เช่าไม่ผันผวน หรือเปลี่ยนแปลงมากนัก

3. ค่าเช่ามีโอกาสเพิ่มขึ้น

เงิน 1 บาทในอนาคต มีค่าน้อยกว่าเงิน 1 บาทในวันนี้ เนื่องจากผลกระทบของเงินเฟ้อ ดังนั้นถ้าสินทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ที่เราถืออยู่ยังเก็บค่าเช่าได้เท่าเดิมในอนาคต ก็เหมือนกับว่าเก็บค่าเช่าได้ลดลง   ทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ ผมคิดว่าเราควรจะมั่นใจได้ว่ามีโอกาสที่เพิ่มค่าเช่าจากผู้เช่าได้อย่างต่อเนื่อง หรือในอดีตมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามารถเรียกเก็บค่าเช่าเพิ่มได้

4. จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องการจากการซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ คือ ปันผล!! ถ้ากองไหนไม่ปันผล หรืออัตราเงิน

ทฤษฎีปลาทูรู้แล้วรวย

บทความตอนนี้ตั้งชื่อจั่วหัวซะหรูว่าเป็น “ทฤษฎี” เลยนะเนี่ย อันที่จริงก็ไม่ใช่ทฤษฎีอะไรขนาดน้านหรอกครับ แต่เป็นหลักการที่ผมอยากจะอธิบายเพื่อนๆเวลาที่มีคนถามว่า หุ้นตัวนี้ราคาเท่า 12 บาทซื้อดีไหม? หุ้นอีกตัวราคา 8 บาท ถูกกว่าหุ้นราคา 12 บาทสิ แล้วจะซื้อตัวไหนดีล่ะ? 

ทั้งหมดนี่เป็นคำถามของนักลงทุนมือใหม่เสมอเวลาที่เปิดดูราคาในกระดานหุ้น ก็ไม่รู้จะยังไงต่อดี บางคนก็เลยเลือกหุ้นที่ราคาถูกกว่าอีกตัวเพราะคิดว่าด้วยเงินเท่ากันจะทำให้ซื้อหุ้นได้จำนวนเยอะกว่า พอซื้อไปคิดว่าของถูกถ้าราคาขึ้นก็คงรวยแน่ๆ แต่ซื้อไปชาตินึงก็ราคาไม่ขึ้นซักที แล้วตกลงจะซื้ออย่างไรดีล่ะ

พอเป็นอย่างงี้ มาถามผมผมก็เลยพยายามอธิบายให้ฟังนะครับโดยเปรียบเทียบกับเวลาที่เราไปซื้อปลาทูในตลาด

ผมจะขอให้ทุกคนได้ดูปลาทู 2 ตัวนี้ก่อนนะครับ

ตัวหนึ่งราคา 8 บาท อีกตัวหนึ่ง 12 บาท คุณเห็นข้อมูลแค่นี้จะซื้อตัวไหนล่ะ?

แน่นอนซื้อตัวราคาถูกสิ! 

แต่ผมถามใหม่ แน่ใจหรอออ?

เหมือนเรามองหุ้นที่ราคาแพงๆแล้วก็มาตั้งคำถามว่า เราจะหาราคาที่ถูกๆบ้างจะซื้อตัวไหนดี แต่ความเป็นจริงแล้ว ราคาไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เราใช้ตัดสินใจเวลาซื้อปลา เราต้องมาดูตัวแปรอื่นอีกนะครับ โดยปกติเราจะตั้งคำถามเวลาซื้อของอยู่แล้วครับว่า ซื้อด้วยเงินจำนวนเท่านั้นแล้วจะได้อะไรกลับมา เช่น ซื้อปลาในราคาที่แตกต่างกันแล้วจะได้ปลาขนาดเท่าไหร่มาล่ะ มาดูในภาพนี้กันครับ

เอ๋…. พอผมเพิ่มตัวแปรว่าจะได้รับอะไรจากเงินที่จ่ายไป พอมองแบบนี้แล้วเพื่อนๆคิดอย่างไรกันบ้างครับ?

จากข้อมูลเพิ่มเติม สรุปว่าถ้าเราซื้อปลา 8 บาทจะได้ปลาหนัก 80 กรัม แต่ถ้าซื้อตัว 12 บาทจะได้หนัก 120 กรัม จริงๆแล้วมันราคาต่อน้ำหนักมันเท่ากันนะเพราะถ้าเอาราคาหารด้วยจำนวนกรัมแล้วจะกลายเป็น 1 บาทได้ 10 กรัม ทั้งคู่ แค่ราคามันต่างกันเท่านั้นเองเพราะขนาดใหญ่เล็กต่างกัน

การซื้อของทุกครั้งเราเองก็จะเปรียบแบบนี้เสมอ บางทีก็เช็คหลายๆร้าน บางทีเช็ควันนี้เดือนหน้าเช็คอีกที เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ซื้อมากับสิ่งที่ได้รับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราเข้าไปในตลาดเพื่อหาซื้อปลาทู เราจะพอรู้ได้ว่าตัวไหนแพง ตัวไหนถูก

ลองดูสิว่าเมื่อเราเดินเข้าไปในตลาดแล้วมีร้านเยอะๆให้เราเช็คราคาได้ ตัวไหนที่เราควรจะซื้อและตัวไหนที่เราไม่ควรซื้อ? มาดูรูปข้างล่างครับ

  • ตัวที่ผมเขียนว่าราคาถูก เราซื้อ 12 บาท ได้ตั้ง 150 กรัมแหนะ ตกกรัมละ 0.08 บาท
  • ตัวที่ผมเขียนว่าราคาแพง เราซื้อ 10 บาท ได้แค่ 90 กรัมเอง ตกกรัมละ 0.11 บาท

พอเป็นแบบนี้เราก็จะมองต่างไปว่าของที่ราคาแพงมันอาจจะได้อะไรกลับมาคุ้มค่ากว่าก็ได้และอัตราเปรียบเทียบระหว่างเงินที่จ่ายไปกับสิ่งที่ได้รับนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่ามันถูกกว่า และของที่เราจ่ายไปราคาไม่กี่บาท พอเทียบกับสิ่งที่ได้รับแล้ว จริงๆมันอาจจะถือว่าแพงก็ได้ ถูกป่ะ?

คำถามคือ : ถ้าเราจะซื้อปลาให้คุ้มค่าหรือได้กำไรกว่าคนอื่นต้องทำอย่างไร?

1. ซื้อเมื่อเราเห็นว่าราคามันถูกกว่าตลาดที่เป็นอยู่ (ใช้วิธีเทียบกับอดีตที่เคยเป็นหรือเทียบกับร้านอื่นๆ)
2. ถ้าเราเป็นพ่อค้าคนกลาง เราต้องมองเพิ่มว่าจะเอาไปขายที่ไหนให้แพงกว่าเดิมได้

นี่แหละคือสิ่งที่ผมกำลังจะบอก… ก็เลยเรียกว่าทฤษฎีปลาทู!

แล้วเรานำไปใช้ในการลงทุนในหุ้นได้อย่างไร?

แน่นอนครับว่า ถึงตรงนี้พอเรารู้ว่าราคาอย่างเดียวบอกอะไรไม่ได้นอกจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในการซื้อ หลังจากอ่านบทความนี้แล้วต่อไปเราจะไม่เอาแค่ราคามาเทียบกันว่า หุ้น 5 บาทราคาแพงกว่าหุ้น 1 บาท แต่เราต้องใช้หลักการว่า ซื้อราคาเท่าไหร่แล้วจะได้อะไร วิธีที่ง่ายที่สุดในการดูหุ้นสำหรับมือใหม่นั้นคืือ การดูค่า P/E (ราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น) และ P/BV (ราคาเทียบกับมูลค่าทางบัญชี)

ตัวอย่างวิธีคิด

P/E : ซื้อหุ้นมาในราคา P บาท แล้วจะได้หุ้นที่มีผลกำไรต่อหุ้น E บาท

P/E : ซื้อหุ้นมาในราคา 10 บาท แล้วจะได้หุ้นที่มีผลกำไรต่อหุ้น 2 บาท (P/E 5 เท่า)

ถ้าเราไปวิเคราะห์มาแล้วว่า หุ้นที่เราอยากจะลงทุนนั้น ปีที่แล้วมีกำไรต่อหุ้นที่ 2 บาท และอนาคตคาดว่าจะให้ผลตอบแทนในส่วนกำไรต่อหุ้นมากขึ้นด้วย มันเป็นหุ้นที่น่าซื้อมากและเราคงอยากซื้อในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซื้อ 10 บาทก็คงดีกว่า 12 บาทล่ะเนอะ เขาถึงบอกไงว่าให้หาหุ้นดีแล้วซื้อช่วงที่ P/E ต่ำ 

แต่นักลงทุนมือใหม่ที่ผมรู้จักหลายคน กลับไปดู P/E อย่างเดียวตอนซื้อหุ้น ซึ่งตรงนี้อันตรายมากนะครับ เราควรจะดูพื้นฐานและ P/E ประกอบด้วย บางทีหุ้นมันอาจจะแย่มาก คนก็ขาย ราคาก็ลด ส่วนผลกำไรก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่น ราคาลดจาก 10 บาทเหลือ 5 บาท ผลกำไรลดจาก 2 บาท เหลือ 1 บาท นั่นคือหุ้นอยู่ในแนวโน้มที่แย่ครับ P/E ถูกก็จริง แต่ซื้อแล้วขาดทุน

สรุปว่าจะซื้อหุ้นก็ต้องเอาข้อมูลมาดูกันครับ ถ้าหุ้นดีมีการเติบโต เราต้องดูด้วยว่าถ้าจะซื้อวันนี้ ราคาในตลาดเหมาะสมกับสิ่งที่เราจะได้รับหรือไม่ เอาสถิติย้อนหลังพวกค่า P/E มาดูก็จะบอกได้ด้วยนะครับว่าจริงๆแล้วที่ผ่านมาช่วงที่ราคาถูกมันซื้อที่ P/E ประมาณกี่เท่า เพราะฉะนั้นแล้ว

  • ซื้อหุ้นดีๆ ในราคาถูก ถ้ามีจังหว่ะ Grand Sales ก็อย่าพลาด
  • ซื้อหุ้นดีๆ เติบโตสูง แต่มันไม่ลดราคาเลย ก็คำนวณดูว่าซื้อวันนี้ดูแพงและอนาคตจะแพงกว่าวันนี้จากการเคิบโตอีกไหม
  • ซื้อหุ้นดีๆ แต่ไม่รู้จะซื้อตอนไหนดี ก็ออมหุ้นแบบ DCA เฉลี่ยราคาไปเลย

เห็นไหมว่าการซื้อหุ้นมันก็เหมือนการซื้อปลาทูนั่นแหระ หุ้นก็เช่นกันนะครับ

หมายเหตุ ปลาทูเป็นแค่ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เรื่องราวสนุกขึ้นเท่านั้นนะครับ และรายละเอียดเชิงลึกก็มีอีกเยอะ อย่าลืมศึกษาเพิ่มเติมนะครับ อันนี้เป็นแค่การเล่าเบื้องต้นสำหรับมือใหม่เท่านั้น

10 คำถามการเงินที่บอกว่าชาตินี้คุณไม่มีวันรวย!!!!!

สวัสดีครับ โย่วซับแหนม พี่เกรย์กลับมาจากออนทัวร์ที่ต่างจังหวัดแล้วครับ เบบี๋ พอดีช่วงนี้พี่เกรย์ได้หยุดพักหลายวัน พี่เกรย์เลยแอบอู้งานบ้านให้เมียด่าตามประสาพ่อบ้านใจกล้า แล้วไปนั่งอ่านคำถามการเงินต่างๆ ตามเวปไซด์ทั้งหลาย นั่นแน่ครับผม!! พี่เกรย์แอบดูคำถามของแควนเพจ หลายคนจบลง พี่อยากบอกตรงๆว่า กรุเสียใจครับผมครับ!!!

คืองี้ครับผม ไม่ใช่พี่เกรย์จะบอกว่าตัวเองเก่งดีเด่หรือเท่ขี่บิ๊กไบค์เป็นอินโฟเพอรเซอร์มาจากไหนหรอกครับผม แต่พี่เศร้าเพราะคนบางคนมันไม่คิดจะเรียนรู้ด้วยตัวเองเลยว่ะดวกส์ บางทีพี่เกรย์ก็เสียใจว่าบทความดีๆในออมมันนี่ที่กูรูทั้งหลายเขาเขียน มันได้อ่านกันบ้างป่ะวะ หรือสักแต่แชร์ๆๆแล้วกดไลค์ เสร็จแล้วก็สไลด์มือถือต่อไปรัวๆ เฮ้อออออ #ระวังนิ้วล็อกเพราะสมองฝ่อนะครับ

เอางี้ดีกว่า พี่เกรย์จะช่วยลดปัญหาชีวิตให้พวกเธอทั้งหลาย โดยเอาคำถามง่ายๆที่แควนเพจหรือเวปไซด์ หรือใครที่กดแชร์แล้วเม้นท์ถามไว้ท์ตามหน้าโปรไฟล์ รวบรวมมาตอบให้พวกเธอชื่นใจกันเลยทีเดียวครับผม ทั้งหมดรวมกันได้คำถาม 10 คำถามฮอตฮิตที่ถามแล้วชีวิตคุณจะต้องระยำกว่าเดิมเพราะโดนพี่เกรย์ลากมาประจานนี่แหละจ๊ะ โอเค เบบี๋ เริ่มกันที่คำตอบแรกเลยดวกส์

1. อยากออมเงิน อยากเก็บเงิน อยากมีเงินเยอะๆทำไงดีคร๊ะ

ตอบ : อยากมีเงินก็เก็บไปเรื่อยๆสิวะสัส อยากทำก็ทำ จะให้พี่เกรย์บอกหล่อๆว่า คุณครับต้องเริ่มจากหักรายได้ เงินออมค่าใช้จ่าย บลาๆๆ แล้วมึงก็ตอบว่า ทำไม่ได้คร๊ะ สรุปคือมึงจะถามแบบสิ้นคิดเพราะต้องการกำลังใจในการใชัชีวิตหรือไงวะ

อยากออมเงิน อยากเก็บเงิน อยากรวย อยู่ที่ตัวคุณครับ ไม่ใช่มาสักๆๆๆๆถามแล้วหาวิธีเป็นสูตรสำเร็จเหมือนปลาจะละเม็ดนึ่งมะนาว เพราะคนที่แก้ปัญหาการเงินได้ดีที่สุดคือตัวคุณเอง จะให้ใครมาช่วยเหลือชีวิตคุณหรือไงครับ แต่ถ้าอยากระบายปัญหาชีวิต รบกวนโทรไปหาสายด่วนสุขภาพจิตแทนนะครับผม

อยากรวยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เก็บเงินออม แล้วแบ่งไปลงทุน ทำให้เป็นก่อน ไม่ต้องถามเยอะ เอาแค่นี้ให้เข้าใจก่อนเหอะดวกส์

2. มีเงิน 100 – 1000 – 10000 – 100000 ไปลงทุนอะไรดีอ่าา

ตอบ : ลงอะไรก็ลงไปเห้อ รู้ตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนเท่าไร คิดพวกนี้ให้เป็นก่อนดีไหม ไม่ใช่ใครบอกอะไรก็เชื่อ หรือไม่ก็เอาเงินไปซื้อหนังสือมาอ่านก่อนเหอะ #เงินน้อยชิบหายกลัวอยู่นั่นแหละ

3. เรียนอยู่ ลงทุนได้ไหม มีเงินแค่นี้ซื้อกองทุนซื้อหุ้นได้ไหม

ตอบ : อยากรู้ก็ไปหาข้อมูลเองเหอะ หรือวันๆต้องคอยหาคนมาตอบให้ จะได้สบายใจแบบไร้สมองต่อไป อยากเป็นผู้ใหญ่ฉลาดก็เลิกเป็นเด็กโง่ก่อนละกันนะครับผม มึงอยากรู้มึงกล้าๆเดินไปถามไอสัส สมมติกรุบอกว่าได้แล้วไงวะ มึงจะเชื่อเลยหรอไงดวกส์

4. ผมอยากศึกษาเรื่องการลงทุน อยากรู้เรื่องการทำธุรกิจ ศึกษาได้ที่ไหน

ตอบ : อ่านได้ทุกที่แหละ แต่เริ่มจากหาที่อ่านด้วยตัวเองก่อนนะจ๊ะ แถวบ้านมีร้านหนังสือมือถือมีอินเตอร์เน็ตไหมวะ อันนี้ถามตรงๆ

5. ตอนนี้เป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะๆมากทำยังไงดีคร๊ะ

ตอบ : ตอนรูดบัตรเครดิตนี่คิดหรือเปล่าล่ะครับ ถ้าไม่คิดตอนนี้ก็น่าจะเริ่มคิดได้แล้ว ถ้าเป็นหนี้ ทำยังไง ก็ใช้ไปไงครับ ไม่เห็นจะยาก แต่ไม่มีเงินให้ยืมหรอกนะ หาทางใช้หนี้ไวๆ โตๆกันแล้วรับผิดชอบตัวเองให้ได้บ้างเหอะ

6. มีคนบอกว่า ลงทุนในหุ้นตัวนั้นดี มีคนบอกว่า ลงทุนในกองทุนนั้นเจ๋ง มีคนบอกว่า มีวิธีทำธุรกิจแบบกำไรเยอะๆไม่ต้องเสียภาษี อยากรู้ว่ามันจริงไหมอ่ะคะ

ตอบ : มึงก็ไปถามไอ้คนนั้นของมึงสิวะ กูจะรู้แง่คิด วิธีการของมันไหมล่ะ แต่กรุรู้อย่างเดียวมึงเชื่อคนง่ายชิบหายเลยสัส

7. เป็นหนี้ออมเงินได้ไหม อยากรู้วิธีออมเงินสำหรับคนเป็นหนี้

ตอบ : มีปัญญาหาเงินมาออมและใช้หนี้ได้ก็ทำสิครับ วิธีการก็เหมือนคนปกติแหละ คนมีหนี้จะให้ไปหกสูงแล้วออมเงินหรือไงวะดวกส์

8. เพิ่งเริ่มลงทุน พยายามอ่านแล้วไม่มีเวลาเลย อยากให้ช่วยสรุปเนื้อหาให้ทีค่ะ

ตอบ : หาเวลาอ่านง่ายกว่าครับ อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจนักเลย ชีวิตมึงอยากให้คนสรุปสั้นๆว่ามึงโง่ไหมล่ะ

9. หุ้นตัวไหนดี กองทุนไหนดี ครับ / ค่ะ

ตอบ : ตัวที่ซื้อแล้วขึ้นเยอะๆ ได้เงินปันผลมากๆ ถ้าเจอซื้อเลยนะ ควาย อิอิ

10. เป็นมือใหม่ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ น้ำใจมีให้กับสังคมบ้างนะ

ตอบ : ทุกคนแม่มเคยเป็นมือใหม่กันทั้งนั้นแหละ แต่คนบางคนที่แม่มประสบความสำเร็จเพราะมันพยายามถีบตัวเองจากการเป็นมือใหม่ ด้วยการหาความรู้ ศึกษา เรียนรู้ และดูการใช้ชีวิตจากคนที่เก่งกว่าเขาเหล่านั้น มันไม่มีความพยายามง่ายๆที่ทำให้คนเจริญเติบโตได้ภายในชั่วพริบตาหรอกนะสัส ความสำเร็จทุกอย่างบนโลกนี้มันต้องมีความพยายามเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น บางคนแม่มพยายามแทบตายยังไม่สำเร็จเลย แล้วจะให้คนง่าวๆที่ไม่เคยแม้แต่จะหัดเดินด้วยตัวเองได้อะไรแบบง่ายๆน่ะหรอ ใช้อะไรคิดดีวะครับ

อีกเรื่องคือเรื่องน้ำใจ คนบางคนก็สันดานแย่เรียกร้องหาน้ำใจจากคนอื่นโดยที่ไม่เคยมองดูเลยว่าตัวเองได้อะไรจากสังคมนี้ เหมือนมึงขับผ่าเลนซ้ายสุดมาแซงตรงคอขวดขึ้นสะพานน่ะ ถ้าคนไม่ให้แปลว่าเขาไม่มีน้ำใจ หรือเราสันดานไร้ใจทำผิดกฎหมายเอง  ถ้าอยากจะเรียกร้องอะไร ดูก่อนนะว่าตัวเองเคยให้อะไรกับสังคมนี้บ้าง #พูดแล้วขึ้นชิบหาย

สุดท้าย ท้ายสัส พี่เกรย์ขอสรุปสั้นๆว่า บทความนี้เขียนขึ้นเพราะพี่เกรย์รักทุกคน และอยากเห็นสังคมไทยไปได้ไกลไปด้วยกันไปไวกว่า เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเสียเวลากับเรื่องโง่ๆแบบนี้ คุณเอาเวลาไปทำตัวให้ดีกว่าเก่าจะดีกว่าไหม จะได้ไม่เป็นภาระแก่ประเทศชาติไงล่ะครับ จำไว้ท์นะจ๊ะเด็กๆ

10 ความรู้ทางการเงินเปลี่ยนชีวิต

ในทอล์คโชว์ MONEY COACH ON STAGE: ชาตินี้ไม่มีวันจน ผมได้เล่าถึง 10 ความรู้ทางการเงินที่ได้รับมาด้วยตัวเอง จากการเรียนรู้แบบ Street Smart (ข้างถนนนั่นเอง) คือ มั่วนิดๆ งงหน่อยๆ เล่นเอง เจ็บจริง แล้วค่อยๆสะสม ค่อยๆตลกผลึก จนกลายเป็นภูมิปัญญาในแบบฉบับตัวเอง

 

หลังจากจบทอล์คโชว์ มีผู้ฟังหลายท่านนำมาสรุปให้ฟังกัน วันนี้ผมเลยอยากเล่าให้ฟังในแบบต้นฉบับกันบ้าง ด้วยหวังว่าบทเรียนสิบกว่าปีของผม จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านไม่ต้องเสียเวลากับการลองผิดลองถูกในบางเรื่อง และที่สำคัญจะได้ปรับ MINDSET ให้ถูกต้องสำหรับการมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินกันได้รวดเร็วกันขึ้น


10 money knowledge-01

 

1) วิธีปลดหนี้ดีที่สุดคือสร้างทรัพย์สิน

ความรู้นี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในช่วงที่ชีวิตกำลังมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ หลังจากพยายามทำตามแนวคิดทั่วไปที่สอนๆกัน ก็คือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้  สิ่งที่พบก็คือ ลดรายจ่ายเต็มที่แค่ไหน เราก็ลดได้แค่ประมาณหนึ่ง เพิ่มรายได้มากแค่ไหน เดือนหน้าก็ต้องหาใหม่อีก

 

แต่เมื่อเทียบงานที่สร้างรายได้เพิ่ม กับทรัพย์สิน (สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า โดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา) อย่างบ้านเช่า และธุรกิจฝึกอบรมที่ผมสร้างขึ้นมา กลับพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง งานที่ทำเดือนนี้ เดือนหน้าก็ต้องออกแรงทำอีก แต่ทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้น จะช่วยผ่อนหนี้ให้เราในวันที่เรายังเป็นหนี้ และเมื่อหนี้หมดลงไป ทรัพย์สินก็จะยังสร้างกระแสเงินสดให้เราต่อ และทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด

 

ดังนั้น เหนื่อยหาเงินแก้หนี้ทั้งที วางแผนให้ดี สร้างทั้งงานที่ทำเงินและทรัพย์สินไปพร้อมๆกัน หาวิธีทำให้งานที่เราทำหนึ่งครั้ง หารายได้ให้เราได้มากกว่าหนึ่งครั้งหรือหาไปได้ตลอด แล้วการปลดหนี้ของเราจะเบาแรงลงเรื่อยๆ

 

2) กระแสเงินสดสำคัญที่สุด

ทุกกิจกรรมในโลกทางการเงิน ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการมีกระแสเงินสดคงเหลือเป็นบวก พนักงานประจำทำงานกินเงินเดือนก็สามารถมีชีวิตทางการเงินที่ดีได้ หากเขาใช้จ่ายไม่เกินรายได้ที่หามาได้ มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บทุกเดือน

 

บริษัทห้างร้านต่างๆ รวมไปถึงการลงทุนในทรัพย์สินให้เช่า สุดท้ายถ้าเราบริหารจัดการให้กระแสเงินสดเป็นบวก หรือมีกำไรได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ การลงทุนก็ไปได้ เมื่ออยู่ได้ ไปได้ วันหนึ่งก็มีโอกาสต่อยอดเพิ่มความมั่งคั่งได้

 

หลายคนเวลาใช้ชีวิตหรือลงทุน มองแต่ผลตอบแทนที่จะได้ ทั้งๆที่กลยุทธ์สำคัญที่สุดกลยุทธ์แรกที่ต้องทำให้ได้ หากอยากมั่งคั่งก็คือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” และ “ไม่ขาดทุน”

  

3) HIGH UNDERSTANDING, HIGH RETURN

หลายครั้งที่แนวคิด High Risk High Return หยุดยั้งผู้คนที่แสวงหาความมั่งคั่งให้ไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะเชื่อว่าถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย

  

ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ในมุมของคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง โลกของพวกเขาไม่มีเสี่ยงมากได้ผลตอบแทนมาก สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ก็คือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจสิ่งที่คุณทำมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น หรือ HIGH UNDERSTANDING, HIGH RETURN

 

คนทำงานมากประสบการณ์ทำเงินจากองค์ความรู้เดียวกันได้ดีกว่ามือใหม่ คนทำขนมซึ่งสาระวนเวลาอยู่กับการฝึกฝน พัฒนา ปรับสูตรใหม่ๆ ให้ผู้คนชอบและอยากลองทาน ย่อมทำเงินได้มากกว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ทำขนมแค่ให้มีของขายยังชีพได้ หรือนักลงทุนที่พัฒนาความรู้และเชี่ยวชาญอยู่เสมอ และอยู่ในตลาดมานานกว่า ก็คงไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะได้ผลตอบแทนสูงกว่ามือใหม่ หรือพวกมือเก่าที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองและรักบรรยากาศการเป็นนักลงทุนผู้ไร้เดียงสาอยู่เสมอ

 

คีย์สำคัญของ High Understanding, High Return ก็คือ การลงทุน “เวลา” กับสิ่งที่สนใจ และเริ่มต้นลงมือทำจากสิ่งเล็กๆ (Start Small) แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักลงทุนผู้ช่ำชอง

 

4) การลงทุน คือ แผนการ

คนที่ลงทุนแล้วขาดทุนอยู่เสมอ เป็นเพราะพวกเขาคิดว่า การลงทุนเป็นเหตุการณ์​ (Event) เช่น วันนี้ไปจองคอนโดมา หรือวันนี้จัดหุ้นตัวนั้นมา ฯลฯ แต่ถ้าพูดคุยหรือสอบถามเหตุผลในการซื้อและแผนการลงทุน ก็มักจะพบกับความว่างเปล่าอยู่เสมอ ถ้าการลงทุนมันง่าย แค่ฟังใครสักคนหรือฟังข่าว แล้วก็ลงทุนตามๆกัน แล้วก็รวย อย่างนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องรวยจากการลงทุนกันหมดแล้วสิ

 

ที่จริงแล้ว การลงทุนนั้นเป็นกระบวนการ (Process) ที่มีผลลัพธ์ คือ แผนการลงทุน (Plan) ที่ชัดเจน (อธิบายได้สมกับเป็นเด็กวิดวะมากๆ 555)

 

อย่างผมเองตอนจะเริ่มต้นลงทุนบ้านเช่าเล็กๆ ราคาแค่ 1.35 ล้าน ผมยังต้องเดินดูบ้านเช่าตั้งเป็นสิบๆหลัง เพื่อให้เข้าใจว่าลูกค้าในตลาดเป็นใคร ชอบเช่าห้องแบบไหน ราคาเท่าไหร่ Demand-Supply เป็นอย่างไร จากนั้นจึงมาประเมินราคาซื้อ เจรจาต่อรอง จัดไฟแนนซ์เพื่อลงทุนซื้อ และตบตูดตบท้ายกันเบาๆด้วย แผนการรับมือความเสี่ยง โดยถามตัวเองง่ายๆว่า ก) บ้านเช่าที่ผมจะลงทุน มีโอกาสฉิบหายได้จากอะไรบ้าง และผมพอจะป้องกันอะไรได้บ้างมั้ย ข) ถ้าป้องกันไม่ได้ เจ็บสุดจะแค่ไหน และต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า มีแผนรับมือกับเรื่องนั้นๆ อย่างไร … ถ้าตอบไม่ได้ ก็จะยังไม่ลงทุน

 

จำไว้ว่า ถ้าคุณลงทุนด้วยปากกับหู (ถามเขา ฟังเขา แล้วก็เชื่อเขา) สุดท้ายคุณจะไม่มีทางมั่งคั่งร่ำรวยได้ เป็นได้เต็มที่ก็แค่ผู้ร่วมสนุก เพราะผลลัพธ์การลงทุนที่ดี ขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นนักลงทุนที่ีดีแค่ไหน และมีแผนการลงทุนอย่างไร

 

5) เงินวิ่งตามคุณค่า

Create Your Value and Money will Follow  เป็นความเชื่อหลักที่ผมยึดถือมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งเราสร้างคุณค่าได้มากเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งหลั่งไหลมาหาเรามากขึ้นเท่านั้น

 

“คุณค่า” ในที่นี้หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่น ทำในสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ ทำในสิ่งที่ผู้อื่นได้รับประโยชน์  ซึ่งในมุม&#xE2

ประหยัดภาษีแบบผิดๆ ชีวิตบัดซบแน่!!!

ผมเชื่อว่าหลายๆคนเมื่อได้ยินคำว่า “ภาษี” จิตใจก็รู้สึกสั่นระริกระรี้ไม่อยากจะจ่ายขึ้นมา เพราะรู้สึกใช่ไหมล่ะครับว่า เจ้าภาษีที่ว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายที่แสนจะอึดอัด เพราะจ่ายไปแล้วก็ไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมา แต่ขอบอกเลยครับว่าสิ่งที่เราคิดน่ะ ถูกแล้ว เพราะมันคือนิยามที่แท้จริงของคำว่าภาษีนั่นแหละครับ

ทีนี้เมื่อไม่อยากจ่าย เราก็ค้นหาวิธีแทบตายมาเพื่อประหยัดภาษีครับ ทั้งวางแผน ทั้งเลี่ยง บางครั้งก็เอียงๆไปทางหนี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีตั้งแต่ง่ายๆ ไปจนถึงซับซ้อนระดับชาติ จนบางครั้งดูแล้วก็ประหลาดใจจนต้องอุทานขึ้นมาว่า “แหม่.. ทำไปได้” กันเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจะประหยัดภาษีอย่างไร แบบไหน มันก็ไม่แปลกอะไรอยู่แล้วครับ แต่ @TAXBugnoms มีเรื่องอยากจะเตือนไว้สักเล็กน้อยครับว่า การประหยัดภาษีแบบผิดๆอาจจะทำให้ชีวิตของเรามีปัญหาถึงขั้นบัดซบเลยก็ได้นะคร้าบ เอาล่ะ.. มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. ประหยัดผิดวิธี อาจจะเสียภาษีเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่า 

โดยมาจากเบี้ยปรับหรือค่าปรับทีต้องเสียเพิ่ม เนื่องจากทำผิดกฎหมายอีก 1-2 เท่าของจำนวนภาษี และยังมีดอกเบี้ย (เงินเพิ่ม) ที่คิดจากภาษีที่เราต้องเสียในอัตราเดือนละ 1.5% คิดไปเรื่อยๆจนเท่ากับจำนวนภาษี (นั่นคืออีก 1 เท่า)

ขอบอกเลยครับว่า ถ้าใครต้องเสียภาษีตามวิธีแบบนี้ ต่อไปโอกาสที่เราจะโดนตรวจสอบก็มีมากขึ้นอยู่แล้วครับ เหมือนคนที่เคยทำผิดไปแล้ว ใครก็มักจะคิดว่าคนนี้คงจะต้องทำผิดอีกแน่ๆ จากที่ชีวิตดี๊ดี กลับกลายเป็นโดนเพิ่งเล็งไปแทน เฮ้ออ แย่เลยนะครับเนี่ย – -“

บางทีการประหยัดภาษีไม่กี่บาทในวันนี้
อาจจะทำให้เรากลายเป็นหนี้ในวันหน้าก็ได้นะคร้าบ

2. คิดถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมด้วย

ไม่ว่าจะประหยัดภาษีมากแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมเช็คดูด้วยนะครับว่า ความพยายามในการประหยัดภาษีของเรานั้น มันทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า เพราะบางทีวิธีการลดภาษีที่เราภูมิใจนั้น มันอาจจะเพิ่มต้นทุนและภาระในชีวิตอีกมากมายตามมาก็ได้

ผมเคยเจอแฟนเพจท่านหนึ่งมาปรึกษาเรื่องวิธีการประหยัดภาษี โดยวางแผนหลบเลี่ยงซะดิบดีเลยแต่ผลสุดท้ายก็คือ แผนที่เค้าวางไว้นั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกมากมายตามมา ทั้งเรื่องการวางระบบใหม่ไม่ให้โดนพี่สรรพากรจับได้ (เอากับพี่แกสิ!) และค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาทางกฎหมายและการเงินอีกมากมาย (โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่ามันจะมากขนาดนี้ พูดแล้วน้ำตาจะไหล) ทีนี้พอรวมค่าใช้จ่ายนู่นนี่นั่นหลายๆตัวขึ้นมา กลายเป็นว่าจ่ายทั้งหมดแพงกว่ายอมเสียภาษีแบบง่ายๆเสียอีกครับ

อีกต้นทุนหนึ่งที่ผมมักจะแนะนำให้คิดอยู่เสมอ คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสและค่าเสียเวลา อย่าลืมนะครับว่า บางทีแล้วการวางแผนภาษีที่พยายามมากเกินไป อาจจะเป็นทางตันที่ทำให้เรานั้นเสียเวลาหารายได้เพิ่มก็ได้นะคร้าบบ

3. ลดภาษีง่ายๆ เพียงแค่มีคนจัดการ “เคลียร์ให้”

เรามักจะได้ยินคำว่า “รู้จักคนนู้นนั้นนี้” จากปาก “ใครสักคน” ที่บอกให้เรากล้าที่ประหยัดภาษีแบบผิดๆอยู่เสมอมา บางทีก็พูดสั้นๆแบบไม่ต้องเกรงใจใครว่า “ไม่มีปัญหา เดี๋ยวพี่เคลียร์ให้” แต่เชื่อไหมครับว่า พอมีปัญหาจริงๆขึ้นมา คนที่บอกว่าจะมาเคลียร์ให้เรานั้น มักจะหายหัวไปทุกทีเลยทีเดียว หรือไม่ก็ถ้าจะมีการเคลียร์ ก็ต้องมี “ค่าใช้จ่าย” บางอย่างที่เรียกร้องจากเราอยู่เสมอ

หรือต่อให้เค้าคนนั้นยอมเคลียร์ให้เราแบบฟรีๆ เราก็กลายเป็นหนี้บุญคุณเค้าคนนั้นไปเสียแล้ว ดีไม่ดีในอนาคตมีปัญหาอะไรเราก็ต้องเข้าไปช่วยแบบที่มีชนักติดหลัง แบบนี้ถ้ามากๆเข้าชีวิตก็พังได้เหมือนกันนะครับ เฮ้อ.. 

จากประสบการณ์ที่เห็นคนมา “เคลียร์ให้” พบว่าค่าใช้จ่ายในการเคลียร์บางครั้ง แพงกว่าภาษีที่ต้องจ่าย แถมยังต้องกลายเป็นหนี้บุญคุณ ทั้งๆที่เรามีทางเลือกในการทำถูกกฎหมายแบบง่ายๆ แต่ทำไมเราถึงไม่เลือกทำกันล่ะคร้าบบ

สุดท้ายนี้สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้เรื่องการประหยัดภาษี คือ การคิดประหยัดภาษีนั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคิดประหยัดภาษีแบบผิดๆ ระวังชีวิตจะเจอดีโดยพี่ๆสรรพากรนะครับ ^^

10 บทความสร้างเข้าใจในการอ่านกราฟอย่างแม่นยำ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save