ในยุคที่คอนโดโผล่ขึ้นราวกับดอกเห็ด (สำนวนแก่มาก – -") ทำให้ใครหลายคนมองเห็นช่องทางสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มเติมความมั่งคั่งให้กับตัวเอง โดยการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า และหวังเอากำไรจากการขายในอนาคต (เก็งกำไร) อยากบอกว่าทุกวันนี้ @TAXBugnoms ลองหันหน้าไปซ้ายทีขวาทีก็พบว่ามีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทำอาชีพเสริมแบบนี้เป็นจำนวนมากถึงมากที่สุด!!!
แต่รู้หรือไม่ว่า…
การปล่อยเช่าคอนโดแบบนี้
มันแปลว่าเรามีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มนะครับ!!
ซึ่งคำถามสำหรับภาษีธุรกิจสำหรับคนที่ปล่อยเช่าคอนโดจะถามมาอยู่บ่อยๆ คือ รายได้จากการให้เช่าคอนโดแบบนี้ ต้องเสียภาษีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบสั้นๆง่ายๆ คือ มีรายได้แบบนี้ = เสียภาษี แต่ถ้าใครบอกว่าจะไม่เสียหรือไม่ต้องเสีย ผมก็ขออวยพรให้เคลียร์กับพี่สรรพากรได้รู้เรื่องเมื่อโดนตรวจสอบนะครับ เหตุผลก็เพราะว่า กฎหมายเค้ากำหนดไว้ครับว่า รายได้ทุกประเภทที่เราได้มา ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วยกันทั้งนั้นแหละคร้าบบ
ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ แล้วคนที่มีรายได้จากการให้เช่าคอนโดแบบนี้ มีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง? คำตอบนี้ขอตอบแบบกระชับจับใจครับว่ามีภาษีอยู่ 2 ประเภทแน่ๆ ที่คนปล่อยเช่าคอนโดทุกคนต้องเสีย นั่นคือ ภาษีโรงเรือน และ ภาษีเงินได้ ครับผม เอาล่ะ.. เรามาเริ่มตันกันที่ตัวแรกก่อนเลย
ภาษีโรงเรือน
สำหรับภาษีโรงเรือนนั้น ผู้ให้เช่าจะถูกบังคับเสียในอัตรา 12.5% ของรายได้ค่าเช่า (หรือคิดเป็นค่าเช่าประมาณ 1 เดือนครึ่ง) โดยเทคนิคในการประหยัดภาษีโรงเรือน คือ การแยกระหว่างค่าเช่ากับค่าเฟอร์นิเจอร์ออกจากกันตั้งแต่ตอนทำสัญญา เพราะภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าเช่าอย่างเดียวเท่านั้น
โดยการยื่นภาษีโรงเรือนนั้น ให้ยื่นที่สำนักงานเขตพื้นที่ที่คอนโดของเราตั้งอยู่ครับ การยื่นให้ยื่นเป็นรายปี และต้องยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำหรับภาษีอีกตัวหนึ่งที่ใครหลายคนไม่อยากจะเสีย พร้อมกับร้องเพลียในใจ นั่นคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เราจะใช้วิธีการคำนวณดังนี้
1. วิธีเงินได้สุทธิ
วิธีเงินได้สุทธินี้ จะคำนวณจากรายได้ค่าเช่าและค่าเฟอร์นิเจอร์รวมกัน (เงินทั้งหมดที่ได้รับ) หลังจากนั้นนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ตามวิธีการคำนวณภาษี (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี โดยการปล่อยเช่าคอนโดนั้นสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือ
1. วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา กรณีให้เช่าคอนโดที่เราเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง โดยกฎหมายกำหนดอัตราหักค่าใช้จ่ายไว้ที่ 30% ของยอดรายได้ครับ
2. วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร (ค่าใช้จ่ายตามจริง) ซึ่งวิธีการหักค่าใช้จ่ายแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่จัดเก็บเอกสารไว้เรียบร้อยและคิดว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 30% ของรายได้ ซึ่งวิธีนี้สามารถนำภาษีโรงเรือนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ด้วยนะครับ
สำหรับวิธีการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธินี้ ในแต่ละปีเราสามารถเลือกได้ว่า จะเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบไหน เช่น ปีนี้อาจจะเลือกหักเหมา แต่ปีหน้ามีค่าใช้จ่ายจริงๆมากกว่าเลยเลือกหักตามจริง หรืออาจจะลองคำนวณภาษีเปรียบเทียบกันว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า ก็เลือกใช้วิธีนั้นไปก็ได้ครับ
ส่วนเรื่องของค่าลดหย่อนนั้น สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ที่บทความ 14 รายการค่าลดหย่อนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน โดยเราสามารถใช้วิธีการวางแผนประหยัดภาษีด้วย LTF และ RMF มาใช้ได้เช่นเดียวกันครับ หากสนใจสามารถอ่านได้ที่บทความ 5 ขั้นตอนวางแผนซื้อ LTF และ RMF สำหรับปี 2015 ได้เลยคร้าบบ
2. วิธีเงินได้พึงประเมิน
สำหรับวิธีนี้จะคิดง่ายๆ โดยการนำรายได้ค่าเช่าทั้งหมดคูณด้วย 0.5% และเราจะเลือกใช้ในกรณีที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นครับ (รายได้จากการให้เช่าคอนโดและรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนด้วยนะคร้าบ)
หลังจากคำนวณตาม 2 วิธีเรียบร้อยแล้ว ให้เปรียบเทียบวิธีที่ได้ภาษีมากกว่า แล้วนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้เราสามารถเลือกใช้วิธีคำนวณผ่านอินเตอร์เน็ต หรือโปรแกรมคำนวณภาษีต่างๆที่มีให้ใช้บริการครับ และสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เราสามารถยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือ ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้เช่นเดียวกันครับ โดยต้องยื่นรายการดังต่อไปนี้ครับ
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (มกราคม – มิถุนายน) เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าคอนโดนั้นถือเป็นรายได้ประเภทที่ 5 ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 94) ภายในเดือนกันยายนของทุกปี (ร่วมกับรายได้ประเภทที่ 5-8 อื่นๆ ถ้ามี)
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี (มกราคม – ธันวาคม) โดยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
หมายเหตุ :
1) กรณีที่สัญญาระบุไว้ว่า ผู้เช่าเป็นผู้ออกค่าภาษีโรงเรือนให้แทนผู้ให้เช่า อย่าลืมนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีด้วยนะครับ
2) กรณีที่มีค่าเช่าในส่วนที่เป็น เฟอร์นิเจอร์เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจจะต้องมีหน้าที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่งด้วยครับ

ตัวอย่างวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สมมติว่า นายเกรย์แมนผู้โสดสนิทไม่มีค่าลดหย่อนใดๆในชีวิต แต่มีคอนโดปล่อยเช่าจำนวน 5 แห่ง โดยมีค่าเช่าต่อเดือนแห่งละ 20,000 บาท (แบ่งออกเป็นค่าเช่า 10,000 บาท และค่าเฟอร์นิเจอร์ 10,000 บาท) และตลอด 1 ปีนั้นมีคนเช่าเต็มทุกเดือน นายเกรย์แมนจะคำนวณภาษีได้ดังนี้
ภาษีโรงเรือน
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท
(Amata Summit Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust: AMATAR)
สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งกับผมหมอนัท @คลินิกกองทุน นะครับ ผมว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่คนสนใจการลงทุนกันมากขึ้น เห็นได้จากสินทรัพย์ของกองทุนรวมทั่วทั้งประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนหุ้นต่างประเทศ แต่มีสินทรัพย์กองทุนประเภทหนึ่งที่คนยังลงทุนไม่เยอะ และบางคนเองก็ยังไม่รู้จัก แต่หารู้ไม่ว่า ความเสี่ยงจากกองประเภทนี้ไม่สูงมากเกินไปที่คนทั่วไปจะรับได้ แถมให้ผลตอบแทนที่ดี ลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนไม่มาก และเหมาะกับการลงทุนะระยะยาว ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนทั่วไปอีกด้วยครับ นั่นก็คือ
“กอง REITs นั่นเอง ครับ”
รู้จัก REITs ก่อนลงทุน มุ่งสู่ความมั่งคั่ง
ก่อนอื่นขออธิบายเพิ่มเติมก่อนนะครับว่าเจ้า กอง REIT นั้นคืออะไรกันแน่ ในสมัยก่อน(เขียนยังกับมันนานมาก) เมื่อครั้งยังมี กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ อยู่ (จริง ๆ ตอนนี้ก็ยังมีนะครับ แต่ว่า ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ก.ล.ต. ก็ให้เปลี่ยนกองทุนใหม่ ๆ ให้เป็นรูปแบบ REITs หมดแล้วครับ
ต้องบอกก่อนว่ากองทุนรวมอสังหาฯ แบบเดิมที่มีอยู่ตอนนี้ มีแค่ในประเทศไทยที่เดียวนะครับ !!และกองทุนรวมอสังหาฯ แบบเก่านั้น นั้นจะมี 2 ประเภทครับ นั่นก็คือ กองทุนที่ไปลงทุนในสิทธิการเช่า และ แบบที่กองทุนไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เลยครับ เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารโรงงาน/คลังสินค้า อาคารสำนักงานให้เช่า เป็นต้น
ส่วนกอง REIT ก็เป็นแบบเดิมเลยครับ มี 2 ประเภทเหมือนกัน แต่ว่ามีการพัฒนากฎเกณฑ์ และมีเรื่องของทรัสต์เข้ามาเกี่ยวข้อง แน่นอนครับ ว่าเวลาเราไม่พอ จึงอยากให้อ่านรายละเอียดของ ทรัสต์ ได้ที่นี่ครับ ซึ่งการปรับจากกองทุนเป็นรูปแบบ ทรัสต์ นั้นมีข้อดีกว่ากองทุนแบบเดิม เพื่อให้เกิดการพัฒนาของการลงทุนในอสังหาฯ ที่ดีขึ้นและเหมาะสมขึ้น และ ก.ล.ต.ได้ปรับกฎเกณฑ์ และรูปแบบของการลงทุนในอสังหาฯ ดังกล่าวให้เหมาะสมและเป็นสากลมากขึ้น
ซึ่งกอง REIT นี้ต่างจาก กองทุนอสังหาฯ ทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะแตกต่างกันในเรื่องของขอบเขตในการลงทุนเช่น กอง REIT สามารถไปลงทุนกับสินทรัพย์ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและสามารถกู้ยืมเงินมาลงทุนได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
ติดตาม และอ่านรายละเอียดต่างๆ ทั้งความเหมือน และความแตกต่างของ กองทุนรวมอสังหาฯ และ กอง REIT รวมถึงข้อกำหนดที่น่าสนใจได้เลยครับ ->> http://www.set.or.th/th/products/listing/files/Brochure_REIT.pdf
ก่อนลงทุนต้องดูอะไรบ้าง
ดูตาม้าตาเรือสิครับ !! ไม่ใช่ !!
ก่อนจะเริ่มผมขอให้แนวคิดเพิ่มเติมเพื่อเป็นแง่มุมในการลงทุนกอง REIT เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจดังนี้ครับ
- ก่อนอื่นต้องดูว่า ประเภททรัพย์สินที่เราจะลงทุนเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในธุรกิจอะไร เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน/คลังสินค้า ศูนย์การค้า เป็นต้น เพื่อให้เราเข้าใจในทรัพย์สินที่เราลงทุน และความเสี่ยงของธุรกิจประเภทนั้นๆ และตอบให้ได้ว่า แนวโน้มของอัตราผลตอบแทนเป็นที่พอใจหรือไม่ รวมถึงเข้าใจก่อนว่าในระยะยาวแล้วอัตราผลตอบแทนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นนักลงทุนควรพิจารณาโอกาสการเติบโตควบคู่กับระยะเวลาของการลงทุนด้วย เช่น มีการขึ้นค่าเช่าหรือไม่อย่างไร
- ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Manager) เป็นมืออาชีพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า REIT Manager และผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องบริหารทรัพย์สินโดยให้มีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวัง ได้แก่ การเจรจาต่อรองราคาค่าเช่า ออกนโยบายต่างๆ ที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นของโครงการ บริหารจัดการไม่ให้มีการกู้ยืมมากเกินไป ฯลฯ เรียกได้ว่า ถ้าเรามีผู้บริหารที่ดีแล้วละก็ ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่น่าผิดเพี้ยนไปจากที่คาดหวังครับ
- สภาพคล่องและขนาดของกองทุน แน่นอนว่าถ้าเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีผู้ถือครองมากก็มีแนวโน้มว่า หลังจากกอง REIT เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อ-ขายแล้ว เราจะมั่นใจได้ว่า ถ้าหากฉุกเฉินต้องใช้เงินที่เราลงทุนไป เราจะสามารถขายเพื่อที่จะนำเงินออกมาใช้ได้อย่างไม่ติดขัด
- ภาพรวมของ REIT เป็นอย่างไร? เช่นทำเลที่ตั้งดีหรือไม่, มีคนเช่าหลากหลายหรือไม่, มีกลุ่มลูกค้าเป็นใครและคุณภาพสินทรัพย์ดีหรือไม่ สุดท้ายคือ อัตราการเช่าสูงพอที่จะทำให้เราได้ผลประโยชน์ตอบแทนตาม
คราวนี้เรามาถึงพระเอกของเราในคราวนี้ครับ ว่ามีรายละเอียดอย่างไรกันบ้าง และทำไมถึงน่าสนใจ เรามาเริ่มกันเลยครับ
AMATAR REIT มีอะไร ทำไมถึงน่าสนใจ
ภาพรวมทั่วไป
ชื่อกอง : AMATAR
Amata Summit Growth Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท
เห็นชื่อก็รู้เลยครับ เนื่องจากว่ามีทั้งคำว่า Freehold และ Leasehold อยู่ด้วย นั้นก็หมายความว่า เราลงทุนในสิทธิในการเป็นเจ้าของ(ซื้อ) และเช่าด้วยครับ (2 in 1 นะเนี้ย)
การซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์เลย หรือ เป็นเจ้าของคงเข้าใจไม่ยาก แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสิทธิการเช่ามันเป็นอย่างไร ผมอธิบายคร่าวๆ แบบนี้ครับ การเช่าระยะยาว ๆ ก็เหมือนกับเซ้งที่นั่นเอง(รู้จักคำว่าเซ้งกันไหมครับเนี่ย) แน่นอนว่า ถ้าครบอายุการเช่าตามที่ตกลงกัน หากเจ้าของไม่ต่ออายุ ก็จะต้องคืนสิทธิให้กับเจ้าของที่ครับ หลายท่านอาจจะคิดว่า แล้วมันคุ้มหรือที่สุดท้ายแล้วก็ต้องคืนให้เจ้าของไป ถ้าเป็นสิทธิการเป็นเจ้าของเรายังมีที่ดิน หรืออาคารอยู่ ถ้าเป็นสิทธิการเช่าแล้วเงินต้นที่ลงทุนไปละ ??
การลงทุนในสิทธิการเช่านั้น จะมีโอกาสได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนที่มักจะสูงกว่าสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดินครับ ทั้งนี้ก็เพื่อชดเชยเงินต้น หรือมูลค่า NAV ที่จะลดลงกลายเป็น 0 เมื่อเลิกกอง และการคืนอสังหาฯ ให้กับเจ้าของเดิม เรียกได้ว่า ทยอยคืนเงินต้นมาพร้อมๆ กับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นเองครับ (เราเรียกส่วนที่คืนมาพร้อมเงินปันผลว่าเงินลดทุนครับ)
สำหรับกองทรัสต์ AMATAR นี้จะเป็นเงินลงทุนในสิทธิการเช่า และ การซื้อมาเป็นเจ้าของ ด้วยสัดส่วน Freehold 35% และ Leasehold
สร้างโอกาสธุรกิจได้อย่างไร เมื่อไทยจะเข้าสู่ AEC
ตอนนี้คำว่า AEC อาจจะเป็นคำหนึ่งในชีวิตของการทำงานเราแล้วก็ได้นะครับ เพราะในเร็วๆ นี้ ก็จะมีการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้หลายๆ คน ตั้งแต่ผู้ประกอบกิจการไปถึงมนุษย์เงินเดือน ตั้งคำถามว่ามันจะสร้างโอกาสในการทำการค้าและการลงทุนได้อย่างไร ก็อย่างที่ทุกท่านอาจจะทราบมาแล้วบ้างว่าการเปิด AEC นั้นจะทำให้ตลาดของภูมิภาครวมเป็นหนึ่งเดียวและทำให้เราสามารถเข้าถึงประชากรในอาเซียนได้มากและง่ายขึ้น พูดง่ายๆ คือจากเดิมเราทำธุรกิจในประเทศไทย ก็จะขายของให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเป็นอีกจังหวัดหนึ่งเลยล่ะ
ถ้าเราจะเริ่มธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านจะทำอย่างไร?
1. ต้องมีสินค้าและบริการที่ดี
สินค้าไทยนั้นถูกมองเป็นสินค้าที่ดีในสายตาประเทศเพื่อนบ้านนะครับ เขามองว่าเป็นของมีคุณภาพเลยทีเดียวล่ะ ยิ่งเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คุณต้องอย่าลืมนะครับว่าแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและทำงานอยู่ที่ประเทศไทยมาก่อนนั้น พอเขากลับไปยังบ้านเกิดก็ยังจำสินค้าและบริการของเราได้และพร้อมจะแนะนำให้ครอบครัวและเพื่อนเขาใช้สินค้าจากประเทศไทย หลายบริษัทจึงสามารถทำการตลาดในประเทศต่างๆ ได้ไม่ยากเพราะความคุ้นเคยของผู้บริโภค
2. ต้องมีเพื่อนร่วมทุนที่ดี
เวลาที่เราไปลงทุนในต่างประเทศนั้น หลายๆ ครั้งเราอาจจะพบข้อกำหนดทางกฎหมายหรือของทางการว่าจะต้องร่วมทุนกับธุรกิจในท้องถิ่น ผมว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีในเชิงธุรกิจด้วยนะ เพราะเพื่อนร่วมทุนหุ้นส่วนนี่ล่ะ คือคนที่รู้จักตลาดดีกว่าเรา และรู้ข้อกำหนดกฎเกณฑ์รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่เราต้องอาศัยประสบการณ์ในการเรียนรู้ เพื่อนที่ดีจะทำให้การดำเนินธุรกิจก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การหาเพื่อนร่วมทุนที่ดีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะพบคนไม่ดีจนเกิดปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ จนทำให้ธุรกิจแย่ลงก็เป็นได้
3. ต้องมีเพื่อนคู่คิดที่ดี
เพื่อนคู่คิดที่ดีนั้นคือผู้ที่มีประสบการณ์และสามารถแนะนำพร้อมกับสนับสนุนการทำธุรกิจของเราในประเทศต่างๆ ได้
ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการกู้เงินเพื่อลงทุนในต่างประเทศ เราก็อาจจะต้องเริ่มต้นจากการปรึกษาธนาคารที่รู้จักประเทศนั้นดีจริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าได้ประโยชน์ที่สุด สามารถสนับสนุนและแนะนำเรื่องต่างๆ ในเรื่องการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ ผมว่าธนาคารกรุงเทพถือเป็นธนาคารอันดับหนึ่งของไทยที่สามารถสนับสนุนการดำเนินกิจการใน AEC ได้เลยนะครับ ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับตลาดท้องถิ่นในแต่ละประเทศ และเครือข่ายสาขาที่พร้อมให้บริการครอบคลุมมากที่สุดในประเทศในกลุ่ม AEC สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์ AEC Connect ของธนาคารกรุงเทพได้นะครับ เพื่อรับคำแนะนำและปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนเบื้องต้น นอกจากนี้ หากคุณต้องการหาเพื่อนร่วมทุน ก็อาจจะไปร่วมงานการจับคู่ธุรกิจหรือดูงานพร้อมกับทางธนาคารตามประเทศต่างๆ และเมื่อคุณมีความมั่นใจในการค้าและการลงทุน มีความพร้อมที่จะใช้แหล่งเงินกู้เพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ ทางธนาคารก็พร้อมสนับสนุนการทำธุรกิจของคุณตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางครับ
AEC คือโอกาสของหลายๆ ธุรกิจที่มีความพร้อมและการเดินทางไกล แน่นอนครับ เดินคนเดียวอาจจะเดินเร็วได้ แต่เดินกับ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ AEC” อย่างธนาคารกรุงเทพนั้นจะทำให้เราเดินได้ไกลมากขึ้นไปอีก
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
สามารถมาติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่
ศูนย์รวม เคล็ดลับทางการเงินดีๆ
www.bangkokbank.com/MoneyTutor
5 สัญญาณเตือน รู้ก่อน ดอกเบี้ยขึ้น
ตัวผมเอง ไปบรรยาย และได้พบเจอกับนักลงทุนมากหน้าหลายตา ก็มักจะบอกเสมอว่า ถ้าไม่ใช่เงินฝากซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ เราก็ควรเอาเงินไปลงทุนสร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างน้อยคือ 3% ต่อปี เพราะอัตราเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 3% ถ้าคุณทำผลตอบแทนได้น้อยกว่านี้ แสดงว่า เงินเฟ้อแซงหน้า ลงทุนไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้บริโภค เอาไปซื้อโน้นซื้อนี่ในวันนี้ซะยังจะดีซะกว่า
ความลำบากก็คือ ในภาวะดอกเบี้ยต่ำคิดดินแบบนี้ หลายคนก็คงรู้สึกว่า อยากย้ายออกจากเงินฝาก เอาไปลงทุนในหุ้น หรือในพันธบัตรอายุยาวๆ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็จริง แต่ก็ดูเหมือนอะไรๆก็อยู่ในขาลง ตลาดหุ้นก็ดูไม่ไปไหน ราคาทองก็นิ่งๆ จะเอาไปฝากธนาคาร ก็ดันเจอช่วงดอกเบี้ยขาลงอีก แล้วแบบนี้ ทำยังไงกันดี
ผมมีคำตอบและข้อคิดดีๆให้คุณไปต่อยอดกัน
Q : ในภาวะดอกเบี้ยขาลงแบบนี้ ควรเอาเงินไปทำอะไร?
A : ถ้าเชื่อว่าดอกเบี้ยจะลงอยู่ การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว น่าสนครับ เพราะมันจะให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากดอกเบี้ยรับ และราคาตราสารหนี้ที่มีโอกาสสูงขึ้น ซึ่งเกิดจาก ตราสารหนี้ตัวที่เราลงทุน จะผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ตัวใหม่ที่ออกหลังจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดไปแล้ว อีกอย่างที่น่าสนใจคือ หุ้นที่จ่ายปันผลสูงๆครับ เพราะปันผลที่สูงกว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในตลาด จะทำให้นักลงทุนวิ่งเข้ามาลงทุนเรื่อยๆ เมื่อไหร่หุ้นเหล่านี้ราคาตก เพราะข่าวร้าย หรือเพราะตกใจอะไรซักอย่าง แล้วทำให้ Dividend Yield ปรับตัวสูงขึ้น ก็จะมีคนเข้าไปช้อนซื้อทันที ทำให้หุ้นปันผลสูงเหล่านี้มีความผันผวนต่ำ และน่าสนใจเก็บไว้ในระยะยาวครับ
Q : แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้นละ?
A : ก็แล้วแต่ว่า ขึ้นไปอยู่ในระดับไหนนะครับ แต่ไม่ว่าขึ้นระดับไหน การถือตราสารหนี้ หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวทั้งหลาย ถือว่า ไม่ดี เพราะ พอดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวขึ้นปั๊บ มันจะเท่ากับกองทุนตราสารหนี้ที่เราถืออยู่ได้ดอกเบี้ยน้อยกว่า ตราสารหนี้ตัวใหม่ที่ออกมาหลังจากดอกเบี้ยปรับขึ้น ดังนั้น ถ้าจะขายให้ใคร ก็ต้องลดราคาขายลง จึงมีโอกาสขาดทุน (ลงทุนตราสารหนี้ขาดทุนได้นะ ระวังๆ) ส่วนหุ้นนั้น หากดอกเบี้ยขึ้นไม่เยอะจนแซงอัตราเงินปันผลที่จ่าย ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เว้นแต่ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นแรงๆจริงๆจนอัตราดอกเบี้ยในตลาดมันสูงกว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้เรา เจอแบบนั้นคนก็ขายหนีหุ้นไปซื้อตราสารหนี้กันหมด จริงไหมครับ
Q : ตอนนี้ถือกองทุนหุ้นอยู่เยอะเหมือนกัน พูดแบบนี้ผมนี่กลัวดอกเบี้ยขาขึ้นเลย
A : สำหรับเมืองไทย ส่วนตัวผมมองว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยจะกลับเป็นขาขึ้นคงไม่ใช่ปีนี้ครับ แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอน
Q : งั้นบอกได้ไหม สัญญาณอะไรที่บอกเราว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ผมจะได้ขายหนีได้ทัน
A : ข้อให้สัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ 5 ข้อ ตามนี้แล้วกันครับ
1. เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยจริงๆซักที – ถึงแม้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลกจะไม่ได้ให้ Credit Rating AAA กับสหรัฐฯ แต่ด้วยความที่ธนาคารกลางอื่นๆในโลกก็ยังมีเงินทุนสำรองเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ (USD) และเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในโลกอยู่ดี ดังนั้นหากสหรัฐฯตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย ตราสารหนี้ในสหรัฐฯทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด ผลที่ตามมาก็คือ อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั้งหมด ต้องปรับตัวขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น รอดูครับ เมื่อไหร่สหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ เมื่อนั้น ไม่นานหรอก ประเทศอื่นๆก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม รวมถึงไทยด้วย ทั้งนี้ ล่าสุด เหมือนนักวิเคราะห์จะคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2015 นี้ครับ
2. เศรษฐกิจพี่ใหญ่เอเชียอย่างจีน กลับมาเติบโตได้ในระดับสูงกว่า 7% ต่อปี – แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไทย? เกี่ยวตรงที่ เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจเอเชียกำลังถูกขับเคลื่อนโดยจีน ซึ่งในอีก 30-50 ปีข้างหน้า จีนจะขับเคลื่อนโลกใบนี้แทนสหรัฐฯ ในแง่ของขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น หากเราเห็นเศรษฐกิจจีนคึกคักขึ้น ก็น่าจะดึงให้บรรยายกาศการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นตามไปด้วย เมื่อนั้น ภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำติดดิน ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่ ณ ขณะนี้ จีนเอง ก็กำลังเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย และลดการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์อยู่ ดังนั้น คงไม่ใช่ในเร็ววันครับ ที่เราจะเห็นเศรษฐกิจจีนฟื้นได้จริง
3. เมื่อเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวได้แล้ว – วิธีการดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้แล้วก็คือ GDP Growth หรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต้องกลับมาอยู่ในระดับที่เป็นปกติได้ระยะเวลาหนึ่ง (โตปกติควรอยู่ที่ 3-5%) และมีอัตราเงินเฟ้ออ่อนๆที่ระดับ 2-3% เพราะการที่เศรษฐกิจดีขึ้น แต่หากแบงก์ชาติยังไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมต่ำเกินไป ส่งสัญญาณให้คนไทยกู้เพิ่มมากขึ้น อีกฝั่งคือ เมื่อเงินเฟ้อสูงกว่า อัตราดอกเบี้ย มันจะเกิดภาวะ Negative Real Interest Rate หรือ อัตราเงินเฟ้อแท้จริงติดลบ ทำให้คนไม่ยอมฝากเงิน คิดแต่จะจับจ่ายใช้สอย เพราะฝากไป ก็แพ้เงินเฟ้ออยู่ดี ดังนั้นทางแก้คือ ต้องขึ้นดอกเบี้ยครับ
4. มีเงินทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมากเกินไป – ดูได้จากค่าเงินบาท เทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ สมมตินะครับ ถ้าเงินบาทอ่อนค่า แน่นอนว่า ดีกับผู้ประกอบการที่ส่งออกเป็นหลัก เพราะราคาสินค้าที่ไปขาย จะถูกลงในสายตาของลูกค้าต่างชาติ แต่การไหลออกมากเกินไป อาจแปลว่า การลงทุนในประเทศไทยหมดความน่าสนใจไปซะแล้ว เป็นได้หลายสาเหตุครับ อาจเพราะ ประเทศอื่นๆเขาขึ้นดอกเบี้ยกันหมด อัตราดอกเบี้ยในเมืองไทยต
ออมแบบเริ่ดๆ ตามประสาเจ๊ซูซี่
วันนี้เป็นวันออมแห่งชาติ เจ๊ก็เป็นเจ้าแม่เงินออมนะค่ะ วิธีการของเจ๊เด็ดกว่าทุกคนค่ะ สามารถนำไปใช้ได้ค่ะ
อันดับแรกนะคะ เจ๊นำเงินออมของตัวเองมากองไว้ก่อน
อันดับที่สองนะคะ เจ๊เอารายได้ของผัวมาคิดค่าใช้จ่ายแล้วเอาเงินออมผัวมากองตาม
เงินออมเจ๊ + เงินออมผัว = สมบัติของครอบครัวค่ะ
- ออมเงินสด 40%
- หุ้นกู้ 30%
- หุ้น 10%
- ประกัน 10%
ชีวิตเจ๊เซฟๆนะคะ เน้นเอาประหยัดกันมากกว่าไปไหนเจ๊จะคิดตลอดเลยว่าจะอันไหนมันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างผัวเจ๊อยากกินป็อปคอร์นมากจะชวนเจ๊ไปดูหนัง คำนวณแล้วพบว่า ค่าป็อปคอร์น ค่าน้ำ ค่าดูหนัง 2 นาง รวมกันหลายพัน ไปซื้อซีดีลดราคาไม่ดีกว่าหรอค่ะ นั่งกินกัน 2 คนที่บ้านประหยัดกว่าต้องเยอะ
เจ๊ว่าจะออมเงินได้ไม่ได้มันอยู่ที่การสร้างไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของตัวเอง ถ้าพวกเธอว์มีแนวทางที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ามากกว่า อย่าไปเสียเงินให้กับอะไรมันมากมายเลย หาเงินนะยากมากใช้เงินนะคะ ประหยัดๆเข้าไว้ แต่ไม่ใช่ใส่กางเกงขาดออกไปเที่ยวเพราะงกไม่อยากซื้อกางเกงไหมนะยะ เอาแบบพอดีๆ สวยๆ เก๋ๆ ดีกว่าค่ะ
ในวาระของวันออมแห่งชาติ ก็ถือเป็นวันดีๆที่หล่อนจะเริ่มออมเงินค่ะ เก็บเลยเงินเป็นของขวัญให้ตัวเองเลย 1,000 บาท เริ่มต้นวันนี้ค่ะ แล้วพวกเธอจะสวยเหมือนเจ๊ มีผัว มีสมบัติ
เรื่องน่ารู้!!! มนุษย์เงินเดือนทำธุรกิจส่วนตัวต้องเสียภาษีอย่างไร?

ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองต้องแข่งขันตามกระแส มีหลายคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิต มนุษย์เงินเดือนหลายๆคนจึงตัดสินใจเพิ่มโอกาสให้ตัวเองด้วยการทำอาชีพเสริมครับ บางคนอาจจะต่อยอดจากสายงานที่ตัวเองถนัด บางคนอาจจะตัดออกไปสายงานอื่น ส่วนบางคนไม่รู้จะทำอย่างไรเลยต้องกล้ำกลืนฝืนทำโอทีต่อไป แฮร่!!!
บทความ "ภาษีธุรกิจ101" วันนี้ เริ่มต้นมาจากการที่ผมได้รับข้อความส่งมาปรึกษาเรื่องภาษีหลังไมค์ที่เพจ @TAXBugnoms เป็นการสอบถามสั้นๆว่า ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ขายของออนไลน์ในชื่อตัวเองโดยที่ไม่ได้จดบริษัท จะต้องเสียภาษียังไงและแบบไหนบ้าง และที่ผ่านมาเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่แล้ว แต่รายได้จากการขายของไม่เคยยื่นภาษีเลยครับ!! (ผ่างงงง) จะทำอย่างไรและมีโอกาสถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังหรือไม่
สำหรับคำถามนี้ ผมขออธิบายแบบนี้นะครับ เนื่องจากยังมีคนจำนวนมากเข้าใจผิดเรื่องการขายของออนไลน์อยู่่มากๆ ว่าไม่ต้องเสียภาษี แต่บอกเลยชัดๆตรงนี้ครับว่า "การเปิดร้านค้าออนไลน์" หรือแม้แต่เราจะมีรายได้เสริมอะไรก็ตามนั้น เรามีหน้าที่ต้อง "เสียภาษี" อย่างแน่นอนครับ โดยภาษีที่เราต้องนั้นมี 2 ประเภท ดังนี้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นจะมาจากการคำนวณ "เงินได้สุทธิ" แล้วคูณด้วยอัตราภาษี
ภาษี (วิธีที่ 1) = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่เรามีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเกิดภาระภาษีเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งนั่น คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม นี้เองครับ
"ภาษีมูลค่าเพิ่ม" คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่ "เพิ่มขึ้น" ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ โดยวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ (ภาษีขาย – ภาษีซื้อ) ถ้าในเดือนไหนภาษีขายมากกว่า เราก็มีหน้าที่นำส่งให้สรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าเราก็สามารถขอคืนได้ครับ
ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 100 บาท ต้องบวก "ภาษีขาย" เข้าไปอีก 7 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 107 บาท ดังนั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจทั้งหลายต้องระวังเรื่องภาษีส่วนนี้ว่าต้องรวมเข้าไปในหน้าที่ของเราเมื่อมีการขายสินค้า และอย่าลืมบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายด้วยนะคร้าบบ
สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีทั้งงานประจำและเปิดขายของร้านค้าออนไลน์เป็นอาชีพเสริม ผมอยากให้เริ่มถามตัวเองด้วยคำถามนี้ก่อนครับว่า “รายได้จากการขายของนั้นเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี” หรือยัง??
- กรณีที่รายได้จากการขายของออนไลน์ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สบายใจได้ว่าเราจะเสียแค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างเดียวครับ
- แต่ในกรณีที่รายได้จากการขายของออนไลน์มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี รู้ไว้เลยนะครับว่า เรามีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยจ้าาา
วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กรณีที่มีรายได้จากเงินเดือนและรายได้จากการขายของออนไลน์นั้น ให้ไล่เรียงไปตามขั้นตอนดังนี้ครับ
เริ่มต้นจากวิธีคำนวณตามวิธีที่ 1
- เงินเดือนถือเป็น เงินได้ประเภทที่ 1 ส่วนรายได้ของออนไลน์ ถือ เป็น เงินได้ประเภทที่ 8 ตามกฎหมาย
- เงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด คือ 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนรายได้ขายของออนไลน์นั้น สามารถหักค่าใช้จ่าย 2 วิธีคือ แบบเหมา และ แบบตามความจำเป็นและสมควร ดังนี้
– แบบเหมาในอัตรา 80% (ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด)
– แบบตามจำเป็นและสมควร (ตามเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่ครบถ้วนและถูกต้อง)
- ส่วนที่เหลือคือ "ค่าลดหย่อน"
- นำเงินได้ในข้อ 1 มาลบค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และค่าลดหย่อนตามข้อ 3 เพื่อคำนวณหา เงินได้สุทธิ
- หลังจากนั้นคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นำวิธีที่ 1 มาเปรียบเทียบกับวิธีการคำนวณตามวิธีที่ 2
สำหรับวิธีที่ 2 นี้ จะใช้คำนวณต่อเมื่อเรา มีเงินได้จากการขายของออนไลน์เกิน 1,000,000 บาทต่อปี ให้นำเงินได้ส่วนนี้มาคูณด้วย 0.5% เพื่อหาจำนวนภาษีที่ต้องเสียครับ!!!
ภาษี (วิธีที่ 2) = เงินได้ (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) x 0.5%
หลังจากนั้น ให้นำภาษีที่คำนวณได้ (ตามวิธีที่ 2) มาเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ (ตามวิธีที่ 1) หากได้ภาษีจากวิธีไหนมากกว่าให้ใช้วิธีนั้นในการเสียภาษีครับ!!
วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับ "วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม" นั้น ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากการไปขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่สำนักสรรพากรในพื้นที่ที่กิจการของเราตั้งอยู่ก่อนนะครับ แล้วหลังจากนั้น ตามมาด้วยวิธีการดังนี้ครับ
- ทุกครั้งที่ขายสินค้า อย่าลืมบวกภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% พร้อมกับออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
- ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า อย่าลืมขอใบกำกับภาษีที่ถูกต้องจากผู้ขายสินค้า
- ในทุกๆเดือน ให้นำภาษีขายที่ออกให้ลูกค้าในข้อ 1 มาหักออกจากภาษีซื้อที่ได้รับจากผู้ขายในข้อ 2
- ผลต่างจากข้อ 3 ให้นำส่งแก่กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

และทั้งหมดนี้ คือ วิธีการเสียภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ขายของออนไลน์ทั้งหลายครับ แต่แน่นอนครับว่าตอนนี้ต้องมีคนแอบงงอยู่แน่ๆ ดังนั้นผมขอยกตัวอย่างประกอบความเข้าใจให้เพื่อนๆพี่ๆน้องฟังกันนะคร้าบ
ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ตัวอย่างเช่น นายเกรย์แมนเป็นมนุษย์เงินเดือนโสดสนิทมีรายได้ 50,000 บาทต่อเ
1/10 ประกันชีวิตสำคัญอย่างไร [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต…]
ขอสารภาพก่อนจะเขียนบทความว่า แต่ก่อนเราไม่ชอบประกันชีวิตเลยนะ เพราะคนใกล้ตัวบอกเราทุกครั้งที่เห็นตัวแทนขายประกันมาที่บ้านว่าประกันไม่ดี หลอกลวงและอย่าไปสนใจ ความเชื่อนี้ฝังหัวเรามาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งอายุยี่สิบปลายๆ ช่วงที่เราเรียนเกี่ยวกับการวางแผนการเงินแล้วมีเรื่องของการวางแผนประกันชีวิต ด้วย ณ วันนั้นเราเข้าใจแล้วว่า “ความจริง” กับ “ความคิดเห็นส่วนตัว” ต่างกันอย่างไร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราถูกครอบงำด้วยความคิดเห็นส่วนตัวของคนใกล้ตัวมาตลอด จนกระทั่งมาเรียน ทำให้รู้ความจริงของประกันชีวิตว่ามีหลักการทำงานอย่างไร ไปจนถึงประโยชน์และโทษของประกันคืออะไร แล้วบทเรียนสำคัญที่สุด คือ เราควรพิสูจน์ความจริงด้วยการศึกษาด้วยตัวเอง มากกว่าเชื่อความคิดเห็นของคนอื่นแต่เพียงฝ่ายเดียว
ทุกอย่างนั้นมีมุมบวกและลบขึ้นอยู่ว่าจะใช้อะไรให้เป็นประโยชน์กับชีวิตเรา เรื่องประกันชีวิตนั้นไม่ยาก ถ้าเราเข้าใจหลักการในการทำประกันชีวิต ประกันชีวิตก็จะสร้างประโยชน์ให้เราได้เช่นเดียวกัน ตอนนี้มาเริ่มทำความรู้จักกับหลักการทำงานของประกันชีวิตกันก่อนนะจ๊ะ
“แนวคิดของประกันชีวิต คือ การเฉลี่ยความเสี่ยง
จากคนหนึ่งไปยังกลุ่มคนด้วยการลดหรือบรรเทาความสูญเสีย
ของคนที่ได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน โดยมีบริษัทประกันชีวิตมาเป็นคนกลาง”
ตัวอย่างเช่น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบ้าน 100 หลังนี้มีน้องน้ำมาเยี่ยมเยียนแทบทุกปี จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความปราณีของสภาพดินฟ้าอากาศ เจ้าของบ้านต้องใช้เงินซ่อมบ้านโดยเฉลี่ย 100,000 บาท บางบ้านจ่ายมากและน้อยไม่เท่ากัน แต่ที่สุดแล้วเจ้าของบ้านก็จะต้องสูญเสียเงินเก็บหรืออาจจะต้องกู้หนี้ยืมสินมาซ่อมแซมบ้านเพื่อให้อยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นแทบทุกปีโดยไม่รู้ว่าจะลดความเสียหายนี้อย่างไร
ดังนั้น หมู่บ้านนึ้จึงรวมตัวกันเพื่อหาทางช่วยกันให้ผ่านวิกฤตนี้ โดยตกลงกันว่าจะหาเงินกองกลางเพื่อนำมาใช้ลดผลกระทบของความเสียหาย โดยจ่ายบ้านละ 1,000 บาท (100,000/100=1,000) หากบ้านไหนเกิดน้ำท่วมแล้วได้รับความเสียหายก็จะได้รับเงินไปซ่อมแซม 100,000 บาท
จากแนวคิดของประกันจะเห็นว่าบ้าน 100 หลังนี้เจอผลกระทบแบบเดียวกันนั่นคือ น้ำท่วม หากเลือกที่จะ “รับความเสี่ยงไว้เอง” ก็จะต้องมานั่งลุ้นว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหม หรือถ้าท่วมแล้วจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านเองเท่าไหร่ซึ่งอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 100,000 บาทก็ได้ นั่นแสดงว่าเจ้าของบ้านก็จะต้องสูญเสียเงินเก็บหรืออาจจะต้องเป็นหนี้เพื่อนำเงินมาซ่อมแซมบ้าน
แต่ถ้าเลือกที่จะ “โอนความเสี่ยง” ให้บริษัทประกันมารับความเสี่ยงส่วนนี้แทนเรา โดยเราจะจ่ายเงินที่เรียกตามศัพท์ประกันว่าค่าเบี้ยประกันภัย 1,000 บาท เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นจริงเราก็จะได้รับเงิน 100,000 บาทมาใช้จ่ายซ่อมแซมบ้าน ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าเลือกที่จะรับความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนนั้นไว้เองหรือว่าจะโอนความเสี่ยงใหักับคนอื่นเป็นผู้รับไว้ แต่จะมีวิธีการเลือกรับไว้เองหรือจะโอนให้คนอื่นอย่างไรเรามาดูกันต่อเลยค่ะ
วิธีจัดการความเสี่ยงภัย
การบริหารความเสี่ยงจะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ
- ระดับความรุนแรงของความเสี่ยง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสูญเสียเงินและผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับความมั่นคงของครอบครัว หากความรุนแรงน้อยครอบครัวยังดูแลกันเองด้วยเงินเก็บออมได้ แต่ถ้ารุนแรงมากก็ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือ
- โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดความสูญเสีย หากมีความน่าจะเป็นเกิดสูงก็จะทำให้มีความเสี่ยงสูงแล้วเบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย
สิ่งของหลายอย่างรอบตัวเราหากอยู่ในช่วงรับประกันก็จะซ่อมได้ฟรีหรือคืนได้ เช่น รถยนต์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ท คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ชีวิตของเราที่หารายได้มาจ่ายให้กับสิ่งของเหล่านี้ล่ะจ๊ะ มีใครรับประกันรึยัง มาถึงตรงนี้เราน่าจะพอรู้ว่าประกันชีวิตนั้นสำคัญอย่างไรแล้วนะจ๊ะ เรื่องต่อไปจะเป็น “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต” ว่ามีอะไรบ้าง อย่าลืมติดตามกันนะจ๊ะ
สนับสนุนโดย
7 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนลาออกจากงาน มาทำ…อะไรสักอย่าง
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจชาวออมมันนี่ วันนี้พี่เกรย์กลับมาเถลไถลไขข้อข้องใจให้ฟังกันครับผมครับ ในหัวข้อที่แสนถนัดว่า “ถ้าอยากออกจากงานวันนี้ ต้องมีอะไรบ้าง” เพราะช่วงนี้มีหลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ตั้งแต่ที่พี่เกรย์เขียนบทความเรื่อง ดูกันชัดชัด!! เศรษฐกิจดีหรือไม่ คิดไปเองหรือเรื่องจริง? ไปก็มีหลายคนส่งข้อความหลังไมค์มาขอความเห็นใจกับพี่เกรย์มากมายครับผม แต่เชื่อไหมครับผมครับ ช่วงนี้พี่เกรย์เห็นคนตกงานมากขึ้นเป็นเท่าตัว ยิ่งกว่าสมัยที่เขียนบทความเรื่อง 5 วิธีรับมือเมื่อตกงานและไม่มีเงินใช้ : เรากำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย เสียอีก เฮ้ออ พูดแล้วน้ำตาไหลเพราะหัวเราะด้วยความสงสารจริงๆครับผม
พอมีคำถามเข้ามามากๆ พี่เกรย์ก็เลยนึกครึ้มใจ ลองตั้ง Status ถามไปในเพจ Mr.Grayman V2 ไปครับผมว่า “แควนเพจอยากลาออกจากงาน พี่เกรย์เลยเขียนเช็คลิสแบบมีกิมมิกมาให้ 7 ข้อ” ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ กะจะเขียนเล่นๆ แต่มีคนอยากรู้มากมาย พี่เกรย์เลยต้องมาเขียนบทความยาวคลายความสงสัยให้ทุกคนครับผมครับ
แต่ก่อนอื่นพี่เกรย์คงต้องขอบอกไว้ท์ว่าเคล็ดลับ 7 ข้อที่จะเขียนต่อจากนี้ เป็นเคล็ดลับที่พี่เกรย์ใช้เอง บางคนอาจจะมีแค่ 2 ข้อ บางคนแม่มมีเป็นร้อยข้อเลยไม่ได้ออกก็มี อันนี้ก็ขอให้เลือกใช้เอาไปปฎิบัตินะครับผมครับ อย่าคิดว่ามันจะมีอะไรง่ายๆ เหมาะกับ ควาย เอ้ย คนอย่างเราทุกอย่าง คิดกันบ้างนะครับผม มาๆๆๆๆ อย่าเสียเวลามาดูกันเลยดีฝ่าครับ
ข้อแรก : ต้องมีเงินเก็บ อย่างน้อย 6 เดือน
ข้อนี้พี่เกรย์ขอเรียกสั้นๆว่าเงินเก็บฉุกเฉินครับผม คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันเพราะคิดว่าชั้นนั้นหาเงินได้ตลอดเวลา แต่ถ้าคุณอยากจะลาออกจากงานไปตามฝัน หรือตามควันท่อไอเสีย คุณจำเป็นต้องมีครับ ดูปากพี่เกรย์นะครับ #มึงต้องมีไอสัส เพราะว่ามันคือที่พึ่งยามยากเผื่อว่าเราลำบากไม่มีรายได้ เราจะได้มีเงินเลี้ยงกายไม่ให้ตัวเองลำบาก ถ้าใครคิดว่าไม่สำคัญ ลองอ่านบทความ ถ้าไม่มีเงินออมฉุกเฉิน ชีวิตของเราจะเป็นยังไง? ของนังฝ้ายเบียร์จ๋าประสบปัญหาการเงินแล้วจ๊ะเป็นอุทาหรณ์สิจ๊ะ
ข้อสอง : ต้องรู้จักหาแผนสำรอง
ทำไมต้องหาแผนสำรอง เรามาทำตามฝันแล้วต้องลุยให้สุดใจไม่ได้หรอ พี่เกรย์บอกเลยครับผมว่าได้ครับ แต่คุณต้องกล้าที่จะยอมรับความเสี่ยงจากการไม่มีแดรกส์ได้ด้วย เพราะชีวิตคนเรามีภาระครับ ต้องดูแลตัวเอง คนรัก ญาติพี่น้อง ฯลฯ อีกมากมาย ดังนั้นถ้าอยากตามหาความฝัน อย่าลืมคิดถึงวันที่ไม่มีจะกิน เผื่อใจไว้และหาทางหนีทีไล่ให้เป็นด้วย เพราะบางคนพี่เกรย์เห็นนะครับว่าออกมาตามฝัน แต่ไปๆมาๆฝันของมันคือการเกาะครอบครัวกินไปวันๆต่างหาก กร้ากกกก
ข้อสาม : ต้องหมั่นหาความรู้ ฝึกความสามารถ
ข้อนี้พี่เกรย์อยากบอกว่าให้ลองไปถามหาฟรีแลนซ์ดังๆ หรือเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จดูครับผม พวกเขากว่าจะมีวันนี้ได้ต้องจัดการเวลาเป็น พี่เกรย์เห็นคนเก่งทั้งหลายแม่มแทบไม่มีเวลาว่างอยู่เฉยๆ ต้องหาอะไรทำตลอดเวลา เรียนภาษา ว่ายน้ำ กางตำรา ตกปลา ดูปะการัง จนบางคนแม่มร่างพังไปแล้ว
อย่าเสือกคิดว่าการออกมาพูดคำหล่อๆว่าเป็นนายตัวเองนั้นมันเท่นะครับผม เพราะคุณจะดูต่ำตมทันทีถ้าคนเห็นแล้วถามคุณว่า เอ๊ะ.. การเป็นนายตัวเองนีดีนะ เพราะวันๆไม่เห็นมึงทำห่าอะไรเลย #สงสัยง่อย
ข้อสี่ : ต้องดูแลสุขภาพร่างกายอย่าให้แย่
เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลมันแพง รักษาร่างกายไว้จะดีมาก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาวด้วย อีกอย่างถ้าสุขภาพดี หน้าตาสดใส อนาคตไปไกล ราศรีจับ ชีวิตก็จะดี อย่าทำตัวตกอับ ออกจากงานมาแล้วหน้าเหี่ยวเหมือนเกี๊ยวกุ้งที่ไม่ตรงปกนะครับผมครับ
ข้อห้า : ต้องสร้าง Connection อย่าให้ขาด
นั่นแน่ อ่านจบแล้วใครหลายคนคงคิดสินะว่าพี่เกรย์ให้ไปขอเพื่อนแดรกส์ ไม่ใช่เลยครับผม พี่เกรย์ต้องการคนที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต การทำธุรกิจหรือตามหาความฝัน เป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่ใช่งานประจำ มันสำคัญตรงที่มีสังคมมากแค่ไหน สังคมที่จะผลักให้เราก้าวหน้าไป ถ้าใครหาเจอพี่เกรย์รับประกันไปไกลแน่นอนครับผม
ข้อหก : ต้องปรึกษาคนรอบข้างก่อน
จะออกจากงาน ถามความต้องการคนรอบข้างด้วย ปัญหาสำคัญเหมือนกันนะ ถ้าประสบความสำเร็จทุกที่แต่ไม่มีคนข้างกายที่อยากพูดด้วย แบบนี้ตายทั้งเป็น เราต้องเห็นเค้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา พ่อ แม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย เมีย หรือแม้กระทั่งควายที่เลี้ยงไว้ หัดใส่ใจพวกเขาบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วการประสบความสำเร็จที่อ้างว้างนี่แม่มเศร้าจริงๆนะครับผม
ข้อเจ็ด : ต้องเตรียมใจ พร้อมรับความผิดหวัง
อุปสรรคคึอเครื่องกีดขวางที่เราต้องฟันฝ่า ดังนั้นอย่าคิดว่าสิ่งที่เราเลือกมันคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ขอให้เลือกสิ่งที่เราอยากทำและเหมาะสมกันกับชีวิต เพราะฟ้าไม่ได้ลิขิตให้เราเลือกได้หลายทาง ถ้าเรื่องทางไหนแล้ว อย่าลืมเตรียมใจกับความผิดหวังไว้บ้าง เพื่อจะได้ระวังและไม่หลงไหลในความสุขจนเกินไป
พี่เกรย์เชื่อว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เดินได้ถูกต้องตามทางสายกลาง อย่าพยายามมากเกินไปจนลำบาก และอย่าสบายจนน่าถีบ แต่ให้มองรอบข้างว่าชีวิตคนเรานั้นเป็น Perspective ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมุมไหน และเราพอใจมันหรือเปล่า
ท้ายที่สุดพี่เกรย์ขอสรุปตามที่นายหมีสั่งไวท์ ว่าทุกคนนั้นไซร้ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนหน้าที่ และเปลี่ยนชีวิต ดังนั้นการเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ฟ้าไม่สามารถลิขิตให้เราได้ เราต้องลงมือทำเองให้สำเร็จนะจ๊ะเบบี๋ วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับผมครับ
มาคลายร้อน ด้วยการจัดพอร์ตกันเถิด
เวลาเจอช่วงหยุดยาวหลายๆวัน สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนคิดก็คือ จะเอาเงินไปพักไว้ที่ไหนดี อย่างช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเนี่ย มีวันหยุดต่อเนื่องรวดเดียว 5 วันเต็ม ทั้งวันแรงงาน วันฉัตรมงคล และวันที่ครม. ประกาศให้เป็นวันหยุดพิเศษ ใครคิดโปรแกรมเที่ยวก็เที่ยวกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องเงินในกระเป๋าเราก็ต้องจัดการนะ
ยิ่งหลายคนได้ปรับขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และรับโบนัสประจำปี ก็ยิ่งมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการเหมาะสมแล้วที่เราจะเริ่มจัดพอร์ตกันตอนหน้าร้อนนี้เลย
ขออนุญาตใช้ตัวเลือกที่เป็นสินทรัพย์ที่ทุกท่านสามารถเข้าถึง และลงทุนได้่ง่ายๆ 3 ประเภทด้วยกัน
- ตราสารหนี้
- หุ้น
- ทองคำ
เริ่มจากตราสารหนี้นะครับ
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายจากเดิม 2.0% เหลือ 1.75% โดยให้สาเหตุว่า เศรษฐกิจไทยมีทีท่าชะลอตัว การส่งออกมีแนวโน้มโตเพียง 1% เทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น การลดดอกเบี้ยก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเอง ผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายก็คือ เงินฝากธนาคาร และตราสารหนี้ในประเทศเรา จะปรับลดผลตอบแทนลงทันที นั้นแปลว่า ผู้ออมเงิน และผู้ลงทุนในตราสารหนี้ ต้องเตรียมใจยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำลงไปอีกให้ได้นะครับ ดูมุมนี้ ตราสารหนี้ดูจะไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่เนอะ
แถมถ้าดูอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี เป็นเกณฑ์ จะเจอข้อมูลที่น่าสนใจอีกอันว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย ณ ตอนนี้ ถือว่าอยู่ในโซนที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุดในรอบหลายปีทีเดียว ดังนั้น ใครจะไปไว้ในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ยาวๆ ผมไม่แนะนำนะครับ
เราไปดูตัวที่สอง
ตราสารทุน หรือ หุ้น
ย้อนหลังกลับไปดูการคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงสงกรานต์ยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. 5 ปีที่ผ่านมากันหน่อยครับ
ช่วงที่ 1 คือ SET Index เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. – มิ.ย. ปี 2010
ช่วงนั้น ในเดือน เม.ย. ตลาดหุ้นปรับฐาน ก่อนจะเด้งขึ้นในเดือน มิ.ย.
ช่วงที่ 2 คือ SET Index เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. – มิ.ย. ปี 2011
ช่วงนั้น ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวแบบ Sideway ไม่ไปไหน ดีดขึ้นได้ในไตรมาส 3 แต่ในไตรมาส 4 เราก็เจอน้ำท่วมใหญ่
ช่วงที่ 3 คือ SET Index เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. – มิ.ย. ปี 2012
จะเห็นว่า ตลาดหุ้นมีความผันผวน เช่นเดียวกับ 2 ปีก่อน ก่อนที่ครึ่งปีหลังจะสามารถกลับเป็นขาขึ้นได้ยาวไปจนถึงต้นปี 2013 เลยทีเดียว
ช่วงที่ 4 คือ SET Index เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. มิ.ย. ปี 2013
ปีนี้ช่วงไตรมาส 2 แตกต่างจากปี 2012 พอสมควร เพราะ SET Index พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,649 จุด ในเดือน พ.ค. แล้วก็มีแรงเทขายรุนแรง ถ้าใครจำกันได้ ช่วงนั้น ประธานเฟดคนเก่า (Ben Bernanke) ออกมาบอกว่า จะยุติ QE ทำให้มีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติหนีกลับเข้าดอลล่าร์สหรัฐฯกันทั้งภูมิภาคทีเดียว
ช่วงที่ 5 คือ SET Index เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. จนจบปี 2014
2014 เป็นปีที่ตรงกันข้ามกับปี 2013 เลยก็ว่าได้ เพราะตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี ขึ้นยาวจนถึงเดือน ก.ย. เรียกได้ว่า ใครสะสมหุ้นไว้ต้นปี ปลายปีก็กำไรกันถ้วนหน้า
สรุปทั้ง 5 ปี ตั้งแต่ 2010-2014 นั้น ช่วงสงกรานต์ ยาวไปถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ของทุกปี โดยปีที่ไม่ดีนั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่าจะเป็นปัจจัยภายใน มอง 3 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา ถ้าเดาเอาว่า ปีนี้ สหรัฐฯไม่มีอะไรมาทำให้เราตกใจ ในไตรมาส 2 นี้ ก็ถือเป็นอีกช่วงที่น่าสนใจทยอยเพิ่มพอร์ตการลงทุนในหุ้น ไม่ว่าคุณจะลงทุนหุ้นโดยตรง หรือผ่านกองทุนรวมก็ตาม
แต่ถ้าไปดูตลาดหุ้นต่างประเทศ จะพบว่า ตลาดหุ้นยุโรป และ ญี่ปุ่น นั้นทิศทางในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองภายใน และการไหลกลับของเงิน QE อย่างมากทีเดียว
ตลาดหุ้นยุโรป
มีการประกาศนโยบาย QE เป็นครั้งแรกในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้กับปัญหาเฟ้อติดลบ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่จากนโยบาย QE ก็คือ ค่าเงินยูโรอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลดีกับบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออก
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
มีการประกาศนโยบายที่ชื่อว่า “Abenomics” ของนายกฯชินโซะ อาเบะ ซึ่งเป็นการปฎิรูปเศรษฐกิจใน 3 ส่วนคือ ปฎิรูปนโยบายการคลัง ปฎิรูปนโยบายการเงิน และปฎิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายก็คือ ต้องการให้ญี่ปุ่นหลุดออกจากปัญหาเงินฝืด และเศรษฐกิจไม่โตเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ณ ตอนนี้ เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากขึ้นมาตลอด
กราฟด้านล่างคือ ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นในช่วงสองปีที่ผ่านมา จะพบว่า ปรับตัวขึ้นในระยะยาวทั้งคู่ ผลตอบแทนในอดีตอยู่ที่ 35% และ 52% ต่อ 2 ปีตามลำดับ น่าสนใจในการสะสมระยะยาวนะครับ ถ้าเราหวังว่า เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นจะดีขึ้นจากมาตรการที่มีตอนนี้ และที่จะมาอีกในอนาคต
*แต่สิ่งที่สำคัญของการไปลงทุนสองภูมิภาคนี้ก็คือ อย่าลืมป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินนะครับ ไม่งั้น กำไรจากตลาดหุ้นมาเท่าไหร่ โดนค่าเงินกินไปหมดอดได้กำไรไม่รู้ตัว
สินทรัพย์ตัวสุดท้าย ทองคำ
ดูการเคลื่อนไหวของราคาทองในภาพใหญ่ จะเป็นว่า ยังเป็นขาลงอยู่ แถมประวัติการเคลื่อนไหวของราคาทองในช่วงสงกรานต์และหลังสงกรานต์ก็ไม่ค่อยดีด้วยสิ เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา ราคาทองไปลงแรงเอาช่วงสงกรานต์ถึง 3 ปี โดยผลตอบแทนในไตรมาส 2 ของราคาทองทั้ง 5 ปีนั้น ให้ผลตอบแทนเป็นลบทุกปี สรุปคือ ภาพใหญ่ ทองยังไม่ใช่ขาขึ้น แถมสถิติย้อนหลังก็ไม่สวยเอาซะเลย ดูแบบนี้ คงต้องหลีกเลี่ยงทองซะแล้ว
แต่ช้าก่อนครับ อย่างที่เราทราบกันว่า ราคาทองในตลาดโลก มีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ (หมายความว่า ถ้าค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่า ราคาทองจะวิ่ง และทางตรงกันข้าม ถ้าค่าเงินแข็งค่าอย่างปัจจุบัน ราคาทองจะลง)
3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 8 “ทำความรู้จัก RSI”
บทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก RSI หรือชื่อเต็มคือ Relative Strength Index ซึ่งเป็น Indicator ยอดฮิตตัวสุดท้ายของ ซี่รี่ย์ “3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค” RSI เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคาหุ้น หรือ Momentum (สามารถทำความเข้าใจความหมายของ Momentum ได้จากซีรี่ย์ ตอนที่ 1 “”ทำความรู้จัก Indicators” )
เนื้อหาจะเริ่มอธิบายสูตรของ RSI และต่อมาจะแปลความหมายจากค่า RSI ที่ได้จากการคำนวณ และลักษณะหน้าตาของกราฟ RSI ว่าจะให้ข้อมูลอะไรกับเราบ้าง
RSI คืออะไร
RSI เป็น Indicator ที่พัฒนาโดย J. Welle Wilder ซึ่งคนนี้พัฒนา Indicators อีกหลายตัวที่เป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นหุ้นเทคนิค เช่น ADX (Average Directional Index), True Range เป็นต้น RSI เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum ของราคาหุ้น เนื้อหาในบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ RSI โดยสูตรของ RSI คือ
ข้อควรทราบ
การคำนวณ RSI จะใช้ค่าของ Average Loss คิดเป็นค่า + (บวก) ไม่ใช่ค่า – (ลบ) ***
ค่าของ RSI จะอยู่ระหว่าง 0-100
จำนวนวันที่ใช้คำนวณ RSI โดยปกติจะใช้ 14 วัน
การคำนวณ RS สำหรับวันแรก ในการคำนวณ RSI
Average Gain วันแรก = ผลรวมของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นที่เป็นบวกใน 14 วัน / 14
Average Loss วันแรก = ผลรวมของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นที่เป็นลบใน 14 วัน / 14
การคำนวณ RS ในวันถัดไปจะถูกคำนวณจาก Average Gain, Loss ของวันก่อนหน้า และ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในวันปัจจุบัน
Average Gain ในวันปัจจุบัน = ((Average Gain ของเมื่อวาน x 13) + การเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นวันนี้ถ้าเป็นบวก) / 14
Average Loss ในวันปัจจุบัน = ((Average Loss ของเมื่อวาน x 13) + การเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นวันนี้ถ้าเป็นลบ) / 14
*** เทคนิคในคำนวณค่า Average Gain, Loss ในวันปัจจุบัน โดยคำนึงถึงค่าของ Average Gain, Loss ในวันก่อนหน้าด้วย เป็นเทคนิคในการหาคาเฉลี่ยที่เหมือนกับการคำนวณ Exponential Moving Average ดังนั้น การคำนวณค่า Average Gain Loss จึงไม่ใช่การหาค่าเฉลี่ยแบบวิธีธรรมดาที่เราคุ้นเคย
การใช้เทคนิคในการหาค่าเฉลี่ยแบบเดียวกับ Exponential Moving Average เพื่อต้องการคำนึงถึงข้อมูลราคาปิดของหุ้นในทุก ๆ วันตั้งแต่วันแรก แต่จะให้น้ำหนักของข้อมูลที่ใกล้ปัจจุบันมากกว่าข้อมูลในอดีตที่ไกลออกไป ดังนั้นถ้าเราไม่ได้ใช้ราคาปิดของหุ้นตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าตลาดในการคำนวณค่า Average Gain ,Loss หรือค่า RS หรือค่า RSI ที่คำนวณได้จะเป็นแค่ค่าประมาณเท่านั้นแต่จะไม่ตรงกับค่า RSI ตามทฤษฎีแบบเป๊ะ ๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ข้อมูลตั้งแต่วันแรกในการคำนวณ แต่ใช้ข้อมูลย้อนหลังที่มากพอ (อย่างน้อย 250 วัน) ค่า RSI ที่คำนวณได้จะใกล้เคียงค่า RSI ทางทฤษฎีมาก ๆ และถือว่านำไปใช้งานได้
การแปลความหมายค่า RSI เดี่ยว ๆ เพียงค่าเดียว
จากสูตรของ RSI จะสังเกตได้ว่า
1 ถ้าราคาหุ้นในวันถัดไปเพิ่มขึ้น Average Gain จะเพิ่มขึ้น, Average Loss จะเท่าเดิม, RS จะเพิ่มขึ้น และ RSI จะเพิ่มขึ้น
2 ถ้าราคาหุ้นในวันถัดไปเพิ่มขึ้น Average Gain จะเพิ่มขึ้น, Average Loss จะเท่าเดิม, RS จะเพิ่มขึ้น และ RSI จะเพิ่มขึ้น
3 ถ้า Average Gain มากกว่า Average Loss ค่า RS จะมากกว่า 1 และ RSI จะมากกว่า 50
4 ถ้า Average Gain น้อยกว่า Average Loss ค่า RS จะน้อยกว่า 1 และ RSI จะน้อยกว่า 50
5 ถ้า Average Gain ยิ่งน้อย (ราคาหุ้นลงแทบจะทุกวันไม่ค่อยมีวันที่หุ้นขึ้น) ค่า RSI จะเข้าใกล้ 0
6 ถ้า Average Loss ยิ่งน้อย (ราคาหุ้นขึ้นแทบจะทุกวันไม่ค่อยมีวันที่หุ้นลง) ค่า RSI จะเข้าใกล้ 100
จากประสบการณ์ของแด๊ดดี้ พบว่า น้อยครั้งมากที่จะเจอ RSI น้อยกว่า 10 หรือมากกว่า 90
การแสดงค่า RSI
การวิเคราะห์ RSI จะคำนวณค่าของ RSI ออกมาหลายๆค่า ต่อเนื่องกัน และนำค่า RSI ที่คำนวณได้มา วาดเป็นการเส้นคู่ไปกับกราฟของราคาหุ้น แต่จะวาดกราฟเส้นของ RSI บนพื้นที่ใหม่แยกออมาจากกราฟราคาหุ้น และในโปรแกรมการวิเคราะห์กราฟหุ้น ส่วนใหญ่ จะมีการลากเส้น แนวนอนของค่า RSI = 70 และค่า RSI = 30 ไว้ด้วย
รูปตัวอย่างแสดงกราฟเส้น RSI ควบคู่ไปกับกราฟราคาหุ้น
RSI ให้ข้อมูล Momentum อย่างไร
เมื่อคำนวณค่าของ RSI แบบต่อเนี่อง และนำมาวาดเป็นกราฟ หรือเปรียบเทียบกับค่า RSI ของวันก่อนหน้า จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum เพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียในการเทรด มีอยู่ 6 กรณีที่น่าสนใจ ได้แก่
กรณีที่ 1 RSI มากกว่า 50 และเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า
การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น
และ RSI เพิ่มขึ้นและมากกว่า 50 หมายความว่า Average Gain / Average Loss เพิ่มขึ้น แปลว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุด (ช่วงสีฟ้า) มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง เพิ่มขึ้นจาก 14 วันก่อนหน้า (ช่วงสีเขียว) จึงสรุปว่า Momentum เชิงบวกเพิ่มขึ้น เป็นมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้น
กรณีที่ 2 RSI มากกว่า 50 แต่มีค่าลดลงจากวันก่อนหน้า
การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น
ถ้า RSI ลดลงแต่ยังมากกว่า 50 หมายความว่า Average Gain / Average Loss ลดลง แปลว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุด (ช่วงสีฟ้า) มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง ลดลงจาก 14 วันก่อนหน้า (ช่วงสีเขียว) จึงสรุปว่า Momentum เชิงบวกลดลง เป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น
กรณีที่ 3 RSI วันก่อนหน้ามากกว่า 50 แต่ RSI ในวันปัจจุบันลดต่ำลงกว่า 50
การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น
การที่ RSI มีค่าน้อยกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับลดลง
การที่ค่า RSI เปลี่ยนจากค่าที่มากกว่า 50 เป็นค่าที่น้อยกว่า 50 แปลว่า Momentum มีการเปลี่ยนทิศทางจากมุมมองเชิงบวก เป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น
กรณีที่ 4 RSI น้อยกกว่า 50 และลดลงอีกจากวันก่อน
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

![1/10 ประกันชีวิตสำคัญอย่างไร [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]](https://aommoney.wpenginepowered.com/wp-content/uploads/2015/05/pajaree-ประกันชีวิตสำคัญอย่างไร-01.jpg)
![1/10 ประกันชีวิตสำคัญอย่างไร [ซีรี่ย์ประกันชีวิต ชุด หากไม่รู้ 10 เรื่องนี้ก่อนซื้อประกันชีวิต...]](https://aommoney.wpenginepowered.com/wp-content/uploads/2015/05/595x114.jpg)




