กาแฟแก้วละ 12 สร้างปันผลได้

วันนี้ตื่นมาตอนเช้าเดินออกมาจากบ้าน อยู่ๆเห็นร้านปาท่องโก๋เปิด น่าลองดีก็เลยไปซื้อมาทาน ตัวละ 2 บาท แต่ถ้ามีปาท่องโก๋แล้วสิ่งที่มันขาดไม่ได้ก็น่าจะเป็น กาแฟร้อน หรือ โอวัลตินร้อนๆ ซึ่งผมก็ไม่เคยเดินไปซื้อหรอกทั้งๆที่มันอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ผมว่าผมจะสั่งกาแฟนะ แต่ด้วยความเคยชินผมมักจะคิดก่อนว่ากาแฟในตลาดมันน่าจะราคาเท่าไหร่?

150 บาท นี่มันคงเป็นราคาระดับแพงๆในห้าง

80-100 บาท ก็น่าจะเป็นราคาในห้างแต่ไม่ได้มีแบรนด์อะไร

40-50 บาท อันนี้เห็นตามข้างทางและแหล่งต่างๆในย่านออฟฟิศ

ผมเตรียมเงินไว้ 40 บาท เพื่อสั่งกาแฟร้อน เพราะด้วยความเคยชินมันก็คงราคาประมาณนี้ล่ะมั้ง

“12 บาท ค่ะ”

ผมก็แอบ งงๆ อยู่ไม่น้อย กาแฟที่เป็นรถเข็นนี่มันถูกขนาดนั้นเลยหรอ? เพราะที่ผ่านมาตอนสมัยทำงานประจำซื้อตามร้านทั้งหลาย ใส่แก้วมีหลอดดู 25 บาทนี่ก็อย่างต่ำแล้ว แต่นี่ถูกลงมาอีก หรือว่าจริงๆแล้วของถูกมันมีเยอะแยะในโลกเพียงแต่เราไม่เคยได้เห็นเอง? ผมก็เลยซื้อมาทานที่บ้านพร้อมปาท่องโก๋ ปริมาณกาแฟในแก้วที่ได้ก็ไม่ได้ต่างกับคาปูชิโน่ร้อนซักแก้วหนึ่งเท่าไหร่หรอก ส่วนรสชาติก็เป็นแบบกาแฟโบราณ มีใส่นมตรามะลินิดๆหน่อยๆ ก็ยังนั่งคิดๆนะว่า ถ้าเขาขายในราคา 12 บาท ต้นทุนจริงๆเขาจะเท่าไหร่? แต่นั่นไม่สำคัญหรอกผมว่าผมก็พอฟินกับกาแฟได้ระดับหนึ่ง

ทีนี้ผมมาลองนั่งคิดๆนะ หากผมเอากาแฟแก้วละ 150 บาท มาเทียบกับ กาแฟ 12 บาท เนี่ย ผมจะสามารถซื้อกาแฟบ้านๆได้ถึง 12 แก้วได้เลย แต่ถ้าเกิดผมเป็นคนที่ติดกาแฟมากๆ แล้วคิดว่ายังไงก็ต้องซื้อ ไม่ต้องการจะเสียเวลาล้างถ้วยล้างจานมาก ผมก็อาจจะประหยัดต่อวันได้ถึง 138 บาท เงินจำนวนนี้ผมอาจจะนำไปทานอาหารกลางวันอีกนิดหน่อย เหลือประมาณ 100 บาทต่อวัน

100 บาทต่อวัน คิดเป็นรายเดือนก็คือ 3,000 บาท 

3,000 บาท นี้ถ้าผมลองเอาไปลงทุนกับกองทุนที่มันปันผลรายไตรมาสจะเป็นอย่างไร

สมมติราคาเฉลี่ยทั้งปีมันอยู่ที่ 14 บาท (เฉลี่ยแล้วนะ มีขึ้นมีลงอยู่ในเฉลี่ยไปแล้ว) ก็จะได้ 214.29 หน่วยต่อเดือน

ในไตรมาสแรก ผมจะมี 642.87 หน่วย สมมติปันผล 0.4 บาท ผมจะได้เงินปันผล 257.15 บาท

ในไตรมาสสอง ผมจะมี 1,285.74 หน่วย  สมมติปันผล 0.4 บาท ผมจะได้เงินปันผล 514.3 บาท

ในไตรมาสสาม ผมจะมี 1,928.61 หน่วย  สมมติปันผล 0.4 บาท ผมจะได้เงินปันผล 771.44 บาท

ในไตรมาสสี่ ผมจะมี 2,571.48 หน่วย  สมมติปันผล 0.4 บาท ผมจะได้เงินปันผล 1,028.6 บาท

เงินปันผลผมลองสมมติเอาจากพวกกองทุนที่มันให้ผลตอบแทนประมาณนี้ อันนี้ก็อยู่ที่แต่ละคนว่าจะเลือกกองไหน

รวมเงินปันผล 4 ไตรมาส 2,271.5 บาท ส่วนผลตอบแทนที่เป็นส่วนต่างของราคาหุ้นนั้นก็อยู่ที่อนาคต

เอาเป็นว่า หากใครเป็นโรคติดกาแฟราคาแพงลองมาทานกาแฟทางเลือกแล้วรวยขึ้นดูไหมครับ กองทุนที่ปันผลลักษณะนี้มีอยู่หลายกองอยู่นะ

ปัจจัยที่ต้องรู้ ก่อนออกสนาม DW

ประโยชน์ของ Derivative Warrants นั้นมีมาก แต่ DW ก็ถือเป็นดาบสองคมสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นแต่ผลตอบแทนของมันโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ต้องยอมรับนะครับว่า DW ถูกใช้ในการเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ และนักลงทุนรายย่อยเกือบจะทั้งหมดที่เข้ามาลงทุน DW ก็ไม่ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักที

ทั้งนี้ ผมขออนุญาตรวบรวมสิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณา เพื่อจะได้เข้าใจว่า DW มีกลไกอย่างไรนะครับ

1. ราคาหุ้นอ้างอิง

อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญเลยที่ทำให้ราคา DW เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าหุ้นอ้างอิงที่ถูดเทรดในกระดาน ก็มีการซื้อขายอยู่ตลอด โดยที่ Call DW จะมีมูลค่าสูงขึ้น ถ้าหุ้นอ้างอิงนั้นปรับตัวสูงขึ้น และในทางกลับกัน ถ้าราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลงราคา Call DW จะมีมูลค่าลดลงในทิศทางเดียวกัน ส่วน Put DW นั้น จะมีมูลค่าสูงขึ้นถ้าหุ้นอ้างอิงราคาปรับตัวลง และ Put DW จะมีมูลค่าลดลง ถ้าราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น

2. ราคาใช้สิทธิ

ราคาใช้สิทธิ หรือ Exercise Price จะถูกกำหนดก่อนการเทรดของ DW ตัวนั้นๆ ราคาของ DW จะเปลี่ยนแปลงไปตามนี้ครับ Call DW จะปรับตัวสูงขึ้น ถ้าราคาใช้สิทธิปรับลดลง และทางตรงกันข้าม ราคา Call DW จะมีมูลค่าลดลง ในกรณีที่ราคาใช้สิทธิถูกปรับให้เพิ่มขึ้น ฝั่ง Put DW ก็จะเป็นอีกแบบครับ คือ หากราคาใช้สิทธิปรับตัวสูงขึ้น ราคา Put DW จะมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าราคาใช้สิทธิปรับตัวลดลง ราคา Put DW จะมีมูลค่าลดลงตามครับ

3. ระยะเวลาคงเหลือ

เมื่อเป็นเรื่องของสิทธิการซื้อ หรือการขาย แน่นอนว่า สิทธินั้นไม่ควรมีให้ตลอดเวลา ดังนั้น DW จึงมีวันหมดอายุครับ และอายุคงเหลือของ DW ก็มีผลต่อราคา Call DW และ Put DW เช่นเดียวกัน คือ เมื่อระยะเวลาคงเหลือลดลง จะส่งผลให้ราคาทั้ง Call DW และ Put DW ลดลงเรื่อยๆ (ดังนั้น เวลาเลือก DW ยิ่งเวลาเหลือเยอะ ยิ่งดีครับ

4. ความผันผวนของราคาหุ้นอ้างอิง

ยิ่งหุ้นอ้างอิงซิ่งแค่ไหน ราคา DW ก็ยิ่งจะซิ่งแรงกว่ามากเท่านั้น ไม่ว่าจะ Call DW หรือ Put DW และบางครั้ง DW บางตัว ก็อาจมีความผันผวนแฝง  (Implied Volatility) ซึ่งเกิดจาก DW ตัวนั้นอาจมีความต้องการซื้อขายมากกว่าปกติ ตรงนี้ นักลงทุนก็ต้องดูประกอบการตัดสินใจเลือก DW ด้วยนะครับ

5. อัตราดอกเบี้ยในตลาด

หนึ่ง ในข้อดีของ Call DW ก็คือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นอ้างอิง แต่สมมติ ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าเสียโอกาสในการซื้อหุ้นโดยตรงก็จะมากขึ้น ซึ่งค่าเสียโอกาส คือ ต้นทุนของโอกาสที่เสียไป จากการนำเงินจำนวนเท่ากันไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ดังนั้น ผู้ลงทุนยินดีจะจ่ายค่าซื้อ Call DW ในราคาแพงขึ้น จึงทำให้ Call DW มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย ทางกลับกัน อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง มูลค่า Call DW จะลดลงตามไปด้วย

ส่วน Put DW ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวขึ้น มันจะคล้ายๆกับว่ามูลค่าของราคาใช้สิทธิจะลดต่ำลงโดยปริยาย ดังนั้นมูลค่าของ Put DW จะลดลงตามไปด้วย และถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง มูลค่า Put DW จะเพิ่มขึ้น สวนทางกับ Call DW ครับ 

จากปัจจัยทั้ง 5 ข้อ จริงๆแล้ว นักลงทุนเองควรพิจารณาปัจจัย 4 ข้อแรกให้มากเข้าไว้ เรียกว่า ต้องรู้ก่อนเทรดเลยครับ เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เปลี่ยนแปลง แทบไม่มีผลต่อราคา DW อีกทั้งโอกาสจะเปลี่ยนแปลงในหนึ่งปี มีไม่กี่ครั้งหรอก ส่วนเรื่องได้รับเงินปันผล หุ้นปันผล หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆที่ผู้ซื้อหุ้นอ้างอิงโดยตรงได้รับ ไม่ต้องน้อยใจว่า ลงทุนใน DW แล้วจะไม่ได้รับครับ เพราะสิทธิต่างๆพวกนี้จะถูกนำไปคำนวนเพื่อปรับราคาใช้สิทธิ (Exercise Price) และอัตราใช้สิทธิ (Exercise Ratio) ของ DW อยู่แล้วน้ออออออ

รู้ปัจจัยกันไปแล้วนะครับ มีบางอย่างที่นักลงทุนต้องรู้เพิ่มอีกครับ ไม่ใช่แค่ 5 ข้อข้างบน และหนึ่งในนั้นคือ ค่าที่เรียกว่า “Delta” ซึ่งคำนวนโดย

สมมตินะครับว่า คำนวณออกมาแล้ว ได้ค่า Delta = 50% นั้นก็แสดงว่า ราคา DW จะเปลี่ยนแปลงไป 0.50 บาท ถ้าราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนไป 1.00 บาท โดยราคา Call DW จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกับราคาหุ้นอ้างอิง ยิ่งราคาหุ้นอ้างอิงเพิ่มสูงขึ้น มูลค่าของ Call DW ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันราคา Put DW จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม ยิ่งราคาหุ้นอ้างอิงลดลง มูลค่าของ Put DW ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ค่า Delta ของ ทั้ง Call DW และ Put DW จะอยู่ระหว่างนี้ครับ

Call DW  : 0 ≤ Delta ≤ 100%

Put DW : -100% ≤ Delta ≤ 0

พอรู้ค่า Delta อีกตัวหนึ่งที่ต้องรู้ก็คือ ตัวย่อที่ชื่อว่า “อัตราการใช้สิทธิ” หรือ “DWPS” ซึ่งย่อมาจาก DW Per Share ซึ่งเป็นค่าแสดงให้เราเห็นว่า ต้องใช้ DW กี่ตัวในการแลกหุ้นแม่ 1 ตัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามี Call DW 1 ตัว ที่มี DWPS  เท่ากับ 4 นั้นแปลว่า ต้องใช้ Call DW 4 ตัวในการแลกหุ้นแม่ได้ 1 ตัวนั้นเอง

เมื่อได้ค่า Delta และ DWPS แล้ว คุณสามารถคำนวนตัวแปรประกอบการตัดสินใจที่สำคัญตัวหนึ่งได้ นั้นก็คือ “DW Sensitivity” วิธีก็คือ หา Delta ต่อ DW มาเสียก่อน

ได้มาปั๊บก็คำนวนตามนี้

ค่านี้จะบอกว่า ราคา DW ควรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งช่วงราคา สมมติ Delta ต่อ DW = 10% และ 1 ช่วงราคาหุ้นอ้างอิงเท่ากับ = 0.10 บาท นั้นหมายความว่า DW Sensitivity จะเท่ากับ 0.01 บาท หรือ 1 ช่วงราคาของ DW ตัวนั้น

ตอนเทรดจริงๆ ไม่ต้องมานั่งคำนวนตลอดแบบนี้นะครับ รู้ที่มาที่ไปของปัจจัยแต่ละตัวเป็นพอ จะได้ไม่โดนใครเค้าหลอก ถึงเวลาจริงๆผู้บริษัทผู้ออก DW ทั้งหลายนั้น มีเครื่องมือช่วยในการคำนวนเหล่านี้อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ของ Macquarie ผู้ออก DW หมายเลข 28 เค้าก็มีข้อมูลทุกอย่างที่นักลงทุนควรรู้สำหรับ DW ทุกตัวในตลาดไว้ให้พร้อมแล้ว หน้าที่เราก็แค่ต้องรู้ว่า แต่ละตัวมันหมายถึงอะไร แบบไหนที่เรียกว่าดี แบบไหนที่เรียกว่าต้องหนีให้ไกล https://www.mqwarrants.co.th/tools?sp=dwterms&lang=th

พอเปิดเว็บตามไป เริ่มเห็นใช่มั้ยครับว่า เฮ้ยยยย!! ทำไมมีอัตราส่วนอะไรอีกตั้งเยอะ

3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 3 “วิธีใช้งาน EMA ที่ไม่ถูกต้อง”

สวัสดีครับบทความตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 3 แล้ว เนื้อหาของตอนนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับ EMA (Exponential Moving Average) ซึ่งก่อนที่ผมจะแนะนำวิธีการแปลความหมายของกราฟเส้น EMA และการนำกราฟเส้น EMA ไปใช้งานเพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นที่ถูกต้อง ผมขอเริ่มต้นจากวิธีการนำ EMA ไปใช้งาน ที่ไม่ถูกต้อง  แต่กลับเป็นวิธีที่ถูกแนะนำให้ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และถ้าใครนำวิธีนี้ไปใช้ตัดสินใจซื้อขายหุ้นผมมั่นใจครับว่าคุณจะไม่ประสบความสำเร็จในการซื้อขายหุ้นอย่างแน่นอน

วิธีที่ไม่ถูกต้องในการนำเส้น EMA ไปใช้งาน คือ ลงมือซื้อหรือขายหุ้นโดยใช้เงื่อนไขของการตัดกันระหว่างกราฟราคาหุ้นกับเส้น EMA หรือ การตัดกันระหว่างเส้น EMA 2 เส้นที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังไม่เท่ากัน เช่น

1) ลงมือซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่ากราฟของราคาหุ้นตัดเส้น EMA ขึ้นไป

2) ลงมือขายหุ้นเมื่อเห็นว่ากราฟของราคาหุ้นตัดเส้น EMA ลงมา

3) ลงมือซื้อหุ้นเมื่อเส้น EMA ที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังสั้นกว่า ตัดเส้น EMA ที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังยาวกว่าขึ้นไป

4) ลงมือขายหุ้นเมื่อเส้น EMA ที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังสั้นกว่า ตัดเส้น EMA ที่คำนวณด้วยระยะเวลาย้อนหลังยาวกว่าลงมา   

ข้อสังเกตเกี่ยวกับราคาที่ลงมือซื้อหรือขายหุ้นจากการตัดกันของเส้น EMA 2 เส้นที่หลายคนมักจะเข้าใจผิด คือ เวลาที่ดูกราฟหุ้นพร้อมกับเส้น EMA 2 เส้นมักจะเข้าใจว่าราคาที่จะซื้อหรือขายหุ้นได้จะเป็นราคา ณ จุดที่เส้น EMA 2 เส้นตัดกัน แต่ความจริงแล้วเราไม่สามารถซื้อหรือขายหุ้นได้ที่ราคาที่เป็นจุดตัดของเส้น EMA ทั้ง 2 เส้น

เคยซื้อขายหุ้นด้วยวิธีนี้แล้วได้กำไรนี่นา แต่ทำไม DaddyTrader ถึงบอกว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ?

ที่ผมแนะนำว่าไม่ควรตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากเงื่อนไข 1) กราฟราคาหุ้นตัดกับเส้น EMA หรือ 2) การตัดกันระหว่างเส้น EMA 2 เส้น เนื่องจากมีข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการใช้งานเส้น EMA ด้วยวิธีนี้ คือ บางครั้งก็นำไปใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไรแต่บางครั้งก็ขาดทุน และถ้าใช้เงื่อนไขของเส้น EMA เพียงเงื่อนไขเดียวในการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจะไม่ให้ผลกำไรที่ดีในระยะยาวเผลอๆ อาจจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งานเส้น EMA ที่เราควรทราบ คือ การที่จะลงมือซื้อหรือขายหุ้นด้วยโดยใช้เงื่อนไขการตัดกันของกราฟราคาหุ้นกับเส้น EMA หรือการตัดกันระหว่างเส้น EMA 2 เส้น เพียงเงื่อนไขเดียวแล้วจะได้กำไรหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับว่าทิศทางของแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นหลังจากการตัดกันระหว่างกราฟราคาหุ้นกับเส้น EMA หรือการตัดกันระหว่างเส้น EMA 2 เส้น เป็นอย่างไร และแนวโน้มของราคาหุ้นจะมีความชัดเจนต่อเนื่องขนาดไหน

ถ้าการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องหลังจากที่กราฟราคาหุ้นตัดเส้น EMA หรือหลังจากที่เส้น EMA 2 เส้นตัดกัน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางแนวโน้มขาขึ้นหรือแนวโน้มขาลงก็ได้ วิธีการนี้จะสามารถนำไปใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไรเป็นอย่างดี

แต่ถ้าทิศทางแนวโน้มการเคลื่อนที่ราคาของหุ้นไม่ชัดเจน คือ ไม่ขึ้นไม่ลง หรือที่เราเรียกว่า Sideways โดยเคลื่อนที่สลับขึ้นๆ ลงๆ เป็นฟันปลา วิธีใช้งานเส้น EMA แบบนี้จะเกิดสัญญาณหลอกให้ซื้อๆ ขายๆ บ่อยครั้งแต่ไม่ได้กำไร หรืออาจทำให้ขาดทุนได้

เป็นแม่บ้าน ก็รวยเป็นล้านได้

ผมได้ข่าวมานานแล้วว่าใน บลจ.กรุงศรี เนี่ยมีแม่บ้านท่านหนึ่งที่เป็นตัวอย่างของนักลงทุนมือใหม่ จนกระทั่งผมได้มีโอกาสได้เข้าไปที่ บลจ. กรุงศรีฯ แม่บ้านท่านนี้เดินมาเสริฟน้ำในระหว่างผมกำลังคุยงานอยู่ ทางคุณวี กอร์นเอก ที่ปรึกษาการลงทุนของ บลจ.กรุงศรี จึงแนะนำให้ผมรู้จักว่าแม่บ้านท่านนี้เป็นแม่บ้าน DCA  หากใครได้เข้าร่วมหรือดูคลิปวีดีโองานสัมมนาร้อยล้านของ บลจ.กรุงศรี ก็อาจจะเคยได้เห็นแม่บ้านท่านนี้ ผมจึงไม่รีรอขอหยุดการพูดคุยงานทันทีและขอเวลาคุยกับแม่บ้านท่านนี้ซักนิดนึงว่าแกมีที่มาที่ไปของการลงทุนได้อย่างไร

ผมเริ่มตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้เขามาลงทุนในกองทุนรวม?

คำตอบนั้นน่าสนใจมาก เดิมทีแล้วเขาไม่คิดหรอกว่าการลงทุนจะเป็นเรื่องที่เขาทำได้ มันเป็นเรื่องของคนรวยที่มีเงินก้อนที่จะนำไปลงทุนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สิ่งที่เขาทำได้ก็คือการนำเงินออมของตัวเองไปฝากไว้ในธนาคาร ฝากได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่ภาระของแต่ละเดือน ถ้าจะเก็บยาวๆแล้วก็รู้แค่ว่าจะต้องนำไปฝากเงินบัญชีประจำไว้ แล้วนั่นก็จะเป็นเงินที่เอาไว้ใช้ในยามเกษียณ ซึ่งคิดว่าการออมในบัญชีประจำมันน่าจะเพียงพอเพราะอนาคตคิดว่าจะกลับบ้านไปอยู่ที่ต่างจังหวัด

การเข้ามาสู่วงการนักลงทุนในกองทุนรวมนั้นเกิดจากการที่ทำงานอยู่ใน บลจ. กรุงศรี และได้มีโอกาสฟังสัมมนาอยู่ตลอดเวลา แกเล่าให้ฟังอย่างน่ารักเลยนะครับว่า หลายๆครั้งตอนที่จบงานสัมมนาแกจะต้องเก็บเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจัดสรรเงินมาลงทุนในแต่ละเดือนเพื่อพิชิตเงินล้าน แต่แปลกใจมากทำไมหลายๆคนมาสัมมนาแล้ว สร้างแผนขึ้นมาแล้วกลับไม่ได้เอากลับบ้านไป มันก็เลยทำให้แกได้แนวทางในการลงทุนจากการฟังสัมมนาไปเลย ก็โชคดีจริงๆที่แม่บ้านท่านนี้ได้คุยกับ พี่วี ที่ปรึกษาการลงทุน จนได้แนวทางการเปลี่ยนเงินออมมาเป็นเงินลงทุนรายเดือน และได้ใช้วิธีการลงทุนแบบ Dollar Cost Average (DCA) มาเป็นแผนการลงทุนรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท

ผมถามเรื่องการบริหารเงินของเขานะครับว่า ทำอย่างไรบ้าง เงินพอใช้ไหมในแต่ละเดือนและมีวิธีการใดที่ทำให้ออมอย่างได้ผล?

แม่บ้าน DCA ท่านนี้บอกว่าแกพยายามจะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 2,000 บาท โดยหักออกตั้งแต่วันแรกที่เงินเดือนออก แล้วก็นำไปลงทุนเพราะถ้าแกไม่ได้ทำแบบนี้แกก็จะนำไปใช้จ่ายอยู่ดี พูดง่ายๆก็คือต้องเลือกว่าจะเอาเงินหายไปทางไหน ลงทุนหรือ จ่ายเป็นค่าใช้จ่าย แน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ก็จะได้สิ่งของกลับคืนมา บางทีจ่ายมากๆเจอดอกเบี้ยจากบัตรเกิดเงินสดอีกมหาศาลจนรู้สึกน่าเสียดายเงิน แต่ถ้านำไปลงทุนในระยะยาวก็ทำให้แกรวยขึ้นได้ แกจึงตัดสินใจนำไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแทน

วิธีการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นก็ง่ายๆด้วยเงิน 2,000 บาทนี่ล่ะ ลงไปเลยรายเดือน ถ้าเดือนไหนมีเงินเก็บมากขึ้น มีเงินเพิ่มก็จะเอามาลงในกองทุนเพิ่ม ส่วนเงินปันผลที่ได้ก็ใช้วิธีการสะสมรวมๆกันแล้วเมื่อครบ 2,000 บาท ก็มาลงต่อ ส่วนตัวผมว่าวิธีคิดและปฏิบัติของแกนั้นทำให้กลายเป็นนักออมมือทองเลยนะครับ

ผมลองจินตนการเล่นๆนะ ถ้าคุณเก็บเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี คุณจะมีเงินเก็บได้ 48,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากอีกเล็กน้อย แต่ในกรณีนี้แกทั้งลงทุนรายเดือนไปด้วย หาเงินมาเติมด้วยและนำปันผลกลับมาต่อยอดการลงทุน  ซึ่งถ้าใครได้ฟังจากเทปสัมภาษณ์ของคุณประภาส ในงานสัมมนาร้อยล้านแล้ว การลงทุน 2 ปีนี้นั้นทำให้พี่เขามีเงินเก็บได้ถึง 72,000 บาทได้ แค่นี้ก็เกือบ 1 แสนบาทแล้วใช่ไหมครับ สิ่งที่ผมเห็นและประสบการณ์ในการลงทุนส่วนตัวนั้นทำให้ผมกล้าพูดเลยว่า ถ้าแม่บ้านท่านนี้ยังทำตามวินัยการลงทุนไปเรื่อยๆตามเส้นทางของแก ยังไงแกจะต้องเดินไปถึงเป้าหมาย 1 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน

นี่ละครับคืออนุภาพของการเติบโตในการลงทุนและกองทุนรวมก็เป็นโอกาสของทุกคนที่มีความรู้ไม่มากในการลงทุนให้สามารถเข้ามาสร้างความมั่งคั่งได้เช่นกัน เดี๋ยวนี้การลงทุนมันง่ายขึ้นสำหรับทุกคนแล้วเพียงแค่เราตัดสินใจเท่านั้นเองว่าเราจะลงทุนหรือเปล่า

ปัจจุบันแกมีลูกอยู่ 3 คนนะครับ ผมได้ถามถึงการสอนลูกให้ออมด้วย แกก็สอนตลอดเลยนะให้ออมเงินให้เป็นแล้วเมื่อลูกออมเงินได้รับหนึ่งแกก็เอาไปลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีเงินปันผล เพราะแกอยากให้ลูกเก็บเงินเอาไว้ยาวๆ ปันผลไม่ต้องมี ให้มันเติบโตในกองทุนนั่นล่ะและเมื่อน้องเขาโตขึ้นก็จะมีเงินเก็บและความเป็นอยู่ที่ดีด้วย นอกจากนี้แกยังได้นำความสำเร็จของแกถ่ายทอดวิธีการให้กับแม่บ้านท่านๆอื่นๆ แมสเซ็นเจอร์ พนักงานขับรถลงทุนออมหน่วยลงทุนรายเดือน คือสรุปว่า ที่บลจ.กรุงศรีเนี่ยพนักงานเป็นนักลงทุนแบบ DCA กันหมดเลย

ต่อมาผมถามถึงการศึกษาในเรื่องของกองทุน ความเสี่ยง นั้นทำอย่างไร แล้วทำไมถึงกล้ารับความเสี่ยง?

เชื่อไหมครับว่าความเสี่ยงในการลงทุนในกองทุนหุ้นนั้นเป็นเรื่องเบาๆสำหรับแกเพราะเมื่อก่อนก็เคยเล่นหวย แต่เท่าที่ผมได้คุยมากนะแกเองก็ไม่ได้กะเล่นหวยให้รวยหรอกแค่เหมือนลุ้นสนุกๆกับเพื่อนๆเท่านั้นละครับ  แกบอกว่าการเล่นหวยนั้นมันจบแล้วรู้ผลกันไปเลยว่าได้หรือเสีย ที่ผ่านมาเสียเป็นหลัก โอกาสถูกน้อย เคยได้มาครั้งเดียวแค่ 1,000 บาท ความเสี่ยงของการเล่นหวยมันสูงกว่าการซื้อกองทุนรวมหุ้นเยอะ เลยไม่สนใจเรื่องราคาขึ้นลงเพราะสิ่งที่แกได้เห็นมาก็คือในระยะยาวมันเติบโตได้มาก บางทีเห็นลูกค้าขาดทุนแค่ 100 บาท 200 บาท ก็กังวลกันมาก แต่สำหรับแกนั้นค่อนข้างเฉยๆและก็ไม่ค่อยได้เช็คด้วยล่ะครับว่าตอนนี้ราคาหน่วยลงทุนไปถึงไหนแล้ว

แกบอกว่าแกไม่ได้มีความรู้อะไรมากแต่เมื่อแกได้ฟังสัมมนาบ่อยๆจนรู้จักผู้จัดการกองทุน นักบริหารเงิน นักวางแผนการเงินคุยกัน ก็เลยเชื่อว่าการลงทุนในกองทุนรวมที่บริษัทตัวเองทำงานอยู่นั้นน่าจะทำให้เงินนั้นงอกเงย

5 เรื่องการเงินที่ควรทำทุกวันจันทร์!!

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า ในทุกๆสัปดาห์นั้น เรื่องราวชีวิตมันผ่านไปว่องไวเหมือนโกหก

แต่ช่วงชีวิตระหว่าง ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์นั้นผ่านไปแบบติดสปีด

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาในวันจันทร์ – พฤหัส นั่นเพราะเราทุกคนรู้สึกว่าต้องทำงานทำการ

และพอพูดถึงเรื่องงานทีไร ก็อยากจะร้องออกไปดังๆว่า

เฮ้อออออออออออออออออออออออออออ

@TAXBugnoms ขอแนะนำเคล็ดลับการเงินดีๆให้ลองทำกัน ในทุกๆวันจันทร์ของสัปดาห์

โดยมีเคล็ดลับ 5 ข้อที่เราทุกคนควรทำเพื่อสร้างสรรค์วินัยทางการเงินให้มันบรรเจิดแบบสุดๆ

เอาล่ะ.. มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

เคล็ดลับข้อแรก : วางแผนการเงินของทั้งสัปดาห์

ในแต่ละสัปดาห์ให้เราเริ่มต้นกำหนดงบประมาณการเงิน โดยเฉพาะเรื่องของ “รายจ่าย”

เพื่อที่จะได้วางแผนไว้เลยว่า ในแต่ละวันเราต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไรบ้าง

เพื่อเป็นการกำจัดรายจ่ายที่สิ้นเปลืองต่างๆโดยที่เราไม่รู้ตัว

อย่างเช่น ค่ากาแฟวันละ 150 บาท ถ้าเรากินวันเว้นวันในแต่ละสัปดาห์ก็จะลดไปได้ตั้ง 450 บาท

เดือนละตั้ง 1,800 บาท ปีละตั้ง 21,600 บาท ถอยไอโฟนใหม่ได้เครื่องนึงเลยนะเนี่ย…

เคล็ดลับข้อสอง : มองหาหนทางลดรายจ่าย

เมื่อวางแผนการเงินในทั้งสัปดาห์แล้ว จะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างรายจ่ายที่ “จำเป็น”

เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง (ที่จำเป็นจริงๆนะคร้าบ)

หลังจากนั้นเราค่อยมองหาหนทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่ากาแฟที่ว่าไปในข้อแรก

หรือจะเป็นรายจ่ายอื่นๆ เช่น ค่าหนังสือนิตยสาร สันทนาการ ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองต่างๆที่เราไม่รู้ตัว

เคล็ดลับข้อสาม : สร้างนิสัยทำบัญชีการเงิน

ทุกวันจันทร์ให้เริ่มต้นจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายง่ายๆ สรุปรายได้รายจ่ายเงินออม

ซึ่งข้อดีของการทำบัญชีการเงินรายรับรายจ่าย จะทำให้รู้ว่า เราเหลือเงินในแต่ละวันเท่าไร

โดยเฉพาะวันจันทร์ มักจะเป็นวันที่เราใช้จ่ายโดยที่ไม่รู้ตัว

เนื่องจากความเครียดสะสมที่่ต้องทำงานในวันแรกของสัปดาห์นั่นเองครับ

เมื่อทำวันจันทร์แล้วก็อย่าลืมทำวันอื่นด้วยนะครับ

เคล็ดลับข้อสี่ : เพลิดเพลินกับวิธีสร้างรายได้ใหม่ๆ

ถ้ารู้ตัวว่ารายจ่ายเยอะ เงินออมไม่เหลือ เราต้องหาหนทางใหม่ นั่นคือ “การสร้างรายได้”

ในทุกๆวันจันทร์ เรามองหาหนทางสร้างรายได้รอบตัวว่า

มีทางไหนไหมที่เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่บ้าง

เพราะว่าบางทีแล้วการอดออมอาจจะทำให้อดอยาก

ซ้ำร้ายแล้วทรมานตัวเองไม่ใช่เล่น จริงไหมล่ะคร้าบบบบ

เคล็ดลับข้อห้า : ม๊ายยย ม่ายยยไปชอบปิ้งๆๆๆๆๆ

ข้อนี้สำคัญมาก ทุกๆ วันจันทร์อย่าลืมตะโกนบอกตัวเองดังๆเลยว่า

“อาทิตย์นี้ ฉันจะไม่ชอปปิ้งๆๆๆๆ” เพื่อเป็นการสัญญากับตัวเอง

เคล็ดลับนี้เหมาะกับสาวๆมากครับ เพราะเป็นการเตือนใจตัวเองได้อย่างดี

ส่วนสำหรับคุณผู้ชายอาจจะตะโกนว่า “อาทิตย์นี้ ฉันจะไม่เที่ยวๆๆๆๆ”

หรือถ้าใครมีภรรยาแล้วก็ลองตะโกนว่า “อาทิตย์นี้ ฉันจะให้เงินภรรยาหมด”

รับรองว่าได้ผลแน่นอนคร้าบบบ แฮร่… ใครจะว่าบ้าเราอย่าไปสนใจ

แต่ถ้าเราทำได้มันก็ดีกับตัวเองจริงไหมล่ะคร้าบบบบ

จริงๆแล้วเคล็ดลับทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราสามารถลงมือทำได้ทุกวัน

แต่การเริ่มต้นลงมือทำในทุกๆวันจันทร์ของสัปดาห์

เปรียบเสมือนเป็นการเตือนตัวเองให้เริ่มต้นสิ่งดีๆด้านการเงินในชีวิต

และ @TAXBugnoms เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าหากเราเริ่มต้นทำได้ในทุกวันจันทร์

รับประกันได้เลยครับว่าชีวิตในไม่กี่เดือนข้างหน้า ฐานะการเงินของเราจะเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูนะคร้าบบบ…

ดวงการเงินประจำสัปดาห์ 2 – 8 มี.ค. 2558

Aries (ราศีเมษ 13 เม.ย.- 14 พ.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณพยายามตามเป้าหมายของคุณอยู่ ซึ่งมันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมของคุณแล้วล่ะครับ แต่ต้องออกแรงอีกหน่อยนะครับถึงจะได้ตามเป้าที่ต้องการ เหนื่อยนิดแต่สำเร็จถือว่าดีครับ ช่วงนี้

การงาน :

การงานอยู่ในช่วงติดขัด เหมือนกล้าๆกลัวๆที่จะลงมือทำไป ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถไปต่อได้ หรือความคิดในช่วงนี้จะไม่ค่อยแล่นเพราะมีความกังวลลึกๆอยู่ที่ไม่กล้าในการทำบางอย่าง ผมแนะนำว่า ควรลงมือทำดูเลยครับ ผลลัพธ์ดีๆรออยู่ข้างหน้าแล้วกล้าๆหน่อย

การเงิน :

การเงินก็ถือว่าดีนะครับ โดดเด่น และก็ควบคุมได้เด็ดขาด แต่ก็ออกแนวใช้ไปตามใจตัวเองไปเสียหน่อย แต่ก็อยู่ในทรงดีนะครับ สัปดาห์นี้ ไม่น่าเป็นห่วงอะไรในเรื่องเงิน

ความรัก :

คนโสด : คนโสดช่วงนี้กำลังเหงาหงอย อยากได้ใครสักคนเข้ามา แต่ด้วยท่าทางของคุณที่เอาแต่ซึมและก็อยู่นิ่งๆรอใครเข้ามานั้น ก็ทำให้เป็นอุปสรรคที่ใครจะเข้ามาหาคุณได้ง่ายๆ เปิดรับหรือลดกำแพงตัวเองลงสิ จะได้เจอคนๆนั้น

คนมีคู่ : ช่วงนี้สำหรับคนมีคู่ ก็เป็นช่วงยักย้ายถ่ายเถไปมา ในเรื่องของทัศนคติมุมมอง ความคิด ได้พูดคุยแชร์กันมากขึ้น ทำให้เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นช่วงที่ดีนะครับ ยิ่งคุย ยิ่งเข้าใจครับ

การลงทุน :

การลงทุนช่วงนี้คุณคิดการใหญ่เลยล่ะ ทำทั้งทีต้องได้แบบเป็นก้อนหรือไม่ก็ต้องได้แบบโดดเด่นหรือก้าวกระโดด อย่างไรก็ดีความมั่นใจนี้ดีนะครับ แต่ก็อยากให้ระวังเช่นกันนะครับ

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

การแบกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างไว้กับตัวแล้วไม่ยอมปล่อย อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้นะครับ ปล่อยวางเสียบ้างแล้วจะดีครับ

******************************************************************************

Taurus (ราศีพฤษภ 15 พ.ค.- 14 มิ.ย.)

ชีวิตทั่วไป :

ช่วงนี้คุณจะรู้สึกมีกำแพงระหว่างคนอื่นๆเป็นพิเศษ เพราะคุณรู้สึกว่าคุณรู้ดี คุณเก่งหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้คุณจะมี Ego เป็นพิเศษไม่รับฟังใครทั้งสิ้น ขอให้ระวังหน่อยนะครับ ลดๆบ้างช่วงนี้จะดี

การงาน :

การงานช่วงนี้มีแต่เรื่องวิตกกังวลทั้งสิ้น คิดนั่นนี่โน่นมากมาย แต่ก็ไม่สำเร็จสักอย่างเสียที เป็นเพราะเราคิดเยอะ คิดมาก และลงมือทำยังน้อย แม้ว่าจุดยืนคุณจะมีแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีควรที่จะทำด้วยเช่นกันครับ

การเงิน :

การเงินช่วงนี้ก็ถือว่าเพียบพร้อมนะครับ ไม่ได้ขัดสน ไม่ได้ลำบากอะไร อยู่ได้แบบสบายๆครับ ซึ่งมีคนคอย Support การเงินคุณด้วยอีกต่างหาก ถึงแม้ช่วงนี้จะมีปัญหาก็จะมีคนมาช่วยครับ

ความรัก :

คนโสด : คนโสดช่วงนี้จะเรียกว่า คุณมีบุคลิคแบบแกร่งๆ ดูห้าวๆ ดูโหดๆ ซึ่งอาจจะทำให้คนที่ไม่รู้จักคุณไม่กล้าเข้าหา ช่วงนี้ถ้าอยากให้ใครเข้าหาก็อาจจะปรับบุคลิคให้ดู Soft ลงและก็ลดกำแพงลงเสียหน่อยก็จะมีคนเข้ามาคุยด้วยครับ

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ช่วงนี้จะได้ทำอะไรที่เป็นอิสระ ไปทำกิจกรรมร่วมกันแบบสนุกสนานแบบไม่สนใจอะไรรอบข้าง ก็อยากทำแบบนี้ก็ทำอะไรแบบนี้ ก็ถือว่าดีนะครับ มีความสุขดีไม่แย่เลยช่วงนี้

การลงทุน :

การลงทุนช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีในการมองหรือเลือกซื้อหุ้น หรือช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่หุ้นที่ลงทุนอยู่ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีและก็มีทิศทางไปในทางที่ + ถ้าจะลงทุนนะครับช่วงนี้

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

ช่วงนี้จะมีปัญหาต่างๆมากมายแบบ เล็กๆน้อยๆเข้ามาขอให้เตรียมพร้อมรับมือ แต่คุณรับมือมันได้อยู่แล้ว

******************************************************************************

Gemini (ราศีมิถุน 15 มิ.ย.- 15 ก.ค.)

ชีวิตทั่วไป :

ช่วงนี้จะมีคนมาให้ความช่วยเหลือคุณแต่ว่า คุณกลับไม่สนใจหรืออาจจะไม่ทันสังเกตเลยมองข้ามคนๆนั้นไป ลองสังเกตดีๆนะครับ ถ้าใครที่พบเจอปัญหาอยู่ก็จะได้ตัวช่วยนะครับ แต่เราอย่ามองข้ามคนใกล้ตัวล่ะกันนะครับ

การงาน :

การงานช่วงนี้ถือว่าเหนื่อยมาเยอะกับงานต่างๆที่ผ่านมา พอหันหลังไปก็เหมือนกับว่า โอ้ เราผ่านมันมาได้ไงว่ะเนี่ย มาไกลและก็นานมากแล้วกับการทำงานแบบนี้ คุณเริ่มเบื่อและเนืองๆกับงานแล้วล่ะครับ ลองหาอะไรทำดูเพื่อเพิ่มความสดชื่นในเวลาทำงานดูนะครับ

การเงิน :

การเงินช่วงนี้ถือว่าดีมากนะครับ อยู่ในการดูแลและควบคุมของคุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเวลามีปัญหาอะไรก็มีคนให้คำแนะนำ เรียกว่าช่วงนี้ไม่หลงทางในเรื่องเงินเลยล่ะ

ความรัก :

คนโสด : สำหรับคนโสด อยากได้ใครมาครองก็ต้องกล้าหน่อย หรือไม่ก็ต้องทำตัวให้เค้าเห็นโดดเด่นกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ไม่งั้นเค้าคงไม่สนใจเราแน่ๆครับ

คนมีคู่ : สำหรับคนมีคู่ก็มองไปยังอนาคตข้างหน้าแล้วล่ะ มองว่าจะไปยังไงต่อ จะหาหลักปักฐานที่ไหนดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยล่ะครับสำหรับความรักในอนาคต

การลงทุน :

การลงทุนช่วงนี้ขอให้ระวังหน่อย พยายามอย่าไปจับของสายเทาๆ หรือสายดำนะครับ เพราะอาจจะทำให้เกิดโทษได้และอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น :

ปัญหามักจะมาจากการถูกควบคุมจนเกินไปทำให้รู้สึกไม่เป็นอิสระแล้วอยากจะแหกคอก

******************************************************************************

Cancer

ชีวิตทั่วไป :

ช่วงนี้จะเหนื่อยๆหน่อยเพราะมีงานหรือมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย ทำให้ต้องลงแรง + กับเดินทางมากเป็นพิเศษเลยล่ะช่วงนี้ เหนื่อยหน่อยแต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ดีกลับมานะครับ

การงาน :

การงานช่วงนี้จะได้รวมหัวกันคิดงานและก็ช่วยกันเป็นทีม เพื่อทำให้งานออกไปได้ด้วยดี ซึ่งคุณก็เป็นคนมีทีมเวริดอยู่แล้วไม่ต้องกังวล ส่วนงานในสัปดาห์นี้จะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

การเงิน :

การเงินช่วงนี้จะไปใช้จ่ายกับความสุขส่วนตนเป็นพิเศษอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องเงินได้ ขอให้ระวังด้วยนะครับ อดออมเสียหน่อย มีเงินเดือนที่พึ่งได้มาก็มาทำ DCA บ้างนะครับ

5 แนวคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นคนรวย!

ใครๆ ก็อยากเป็นคนรวย แต่ทำไม๊ ทำไม เราถึงไม่รวยเสียที นี่คือข้อสงสัยที่ใครหลายคนอยากรู้คำตอบมานานแสนนาน ดังนั้นวันนี้ @TAXBugnoms เลยจัดการไปค้นหาข้อคิดดีๆในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ “รวยขึ้น” และ “ดีขึ้น”  ไปพร้อมๆกันมาฝากครับ

1. เราสามารถเป็นทั้ง “คนรวย” และ “คนดี” ไปพร้อมๆกัน

บางคนอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อความร่ำรวย เนื่องจากมองว่าความรวย คือ ความชั่วช้า หรือไม่ก็ ความรวย คือ คำสาปให้เราโลกโกรธหลงยังคงติดกับกิเลส ซึ่งความคิดนี้ถือเป็นความจริงเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น เพราะโลกนี้ยังมีคนรวยอีกหลายๆคน ที่ดีที่ช่วยเหลือคนแบบไม่หวังผลตอบแทนอีกมากมากครับ เพียงแต่ความดีของเค้าเหล่านั้นในบางครั้งอาจจะไม่ถูกกับจริตที่เรามองเห็นต่างหาก

เหมือนกับคำกล่าวที่บอกไว้ว่า
เงินไม่ได้ทำให้คนเป็นคนเลว
แต่เงินทำให้สิ่งที่คนนั้นเป็น “ชัดเจนขึ้น”

2. สร้าง “หนทาง” สู่ความร่ำรวย แทน “ความคิด” อยากร่ำรวย

ความรวยนั้นเป็นสิ่งทีต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ถ้าหากเราหันไปมองดูคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหลาย เราจะไม่เห็นเลยว่ามีใครคนไหนที่รวยแบบสบายๆ ง่ายๆ ได้มาไวๆ เพราะทุกอย่างนั้นต้องสร้างด้วย “การกระทำ” ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดอย่างเดียว เพราะถ้าเราคิดแล้วไม่ลงมือทำ มันก็ไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกครับ

3. ถ้าเราบริหารเงินตัวเองไม่ได้ เราก็บริหารชีวิตตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

ลองสังเกตดูสิครับว่า ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันนั้น มีวันไหนบ้างที่เราไม่ต้องใช้เงิน ดังนั้นการบริหารเงินของเรานั้นต้องสอดคล้องกับการบริหารชีวิตด้วยครับ คงไม่มีใครสามารถบริหารชีวิตให้ดีโดยที่ไม่มีเงินจริงหรอกครับ 

สำหรับการบริหารเงินก็เป็นไปตามหลักการง่ายๆ อย่างเช่น การออมก่อนใช้ ได้มาเท่าไรก็ออมไว้ให้พอก่อน แล้วค่อยทยอยไปลงทุนในสิ่งที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา

สำหรับคนที่ทำไม่ได้…
“ลองค้นหาสาเหตุดูนะครับว่า เป็นเพราะใครที่ทำให้เราทำไม่ได้”

4. ให้ความสนใจกับ “ทรัพย์สิน” ไม่ใช่ “รายได้”

คนจะรวยนั้น ต้องรวยที่ทรัพย์สิน โดยใช้วิธีสร้างสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสร้างรายได้จากการลงทุนให้กับเรา ไม่ใช่เอาแต่หารายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเมื่อไรที่คุณหยุดทำงาน นั่นแปลว่าคุณจะไม่มีทางสร้างรายได้ได้เลย ดังนั้นอย่าให้ความสำคัญผิดจุด เพราะชีวิตเราอาจจะชำรุดชนิดที่เรียกว่าไม่มีตังค์กันเลยนะคร้าบ

5. การออมเงิน คือ จุดเริ่มต้นของอิสรภาพทางการเงิน

หลายคนบอกว่า กว่าจะเริ่มต้นออมเงินนั้นยากเย็นแสนเข็ญ แต่การเริ่มต้นในสิ่งที่ยากกว่านั้น คือ ทัศนคติที่มีต่อความสำเร็จของคนรวยทุกคนครับ ดังนั้นถ้าใครอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน นอกจากหาผลตอบแทนมากๆ เพียงอย่างเดียว การมีเงินต้นจำนวนมากก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เงินเราเติบโตขึ้นอย่างทวีคูณนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ … ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงความคิดของเราไม่ใช่เรืองง่าย แต่ผมเชื่อว่ามันคงไม่ยากเกินกว่าที่จะทำให้มันสำเร็จ ผมหวังว่าแนวคิดดีๆเหล่านี้จะช่วยให้ทุกๆคนประสบความสำเร็จและร่ำรวยไปพร้อมๆกันนะคร้าบบบ

[ซีรีย์] ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี [2] : ทำกิจการแบบไหนต้องเสียภาษีบ้าง

กลับมาตอนที่ 2 ของซีรีย์ ขายของออนไลน์ สบายใจเรื่องภาษี ที่เขียนตอนที่ 1 ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้ @TAXBugnoms ได้ฤกษ์กลับมาเขียนบทความต่ออีกครั้งแล้วคร้าบบ (นานไปไหม – -“) ดังนั้นจึงขอเท้าความย้ำอีกครั้งครับว่า สำหรับคนที่กำลังทำการค้าขายในบนโลกออนไลน์ทุกคนนั้น ขอบอกชัดๆเลยครับว่า “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษี” และการหลบหนีไม่จ่ายนั้นก็แปลว่าเราทำผิดกฎหมายอยู่นั่นเองครับ

ทีนี้ก็มีคนสงสัยว่า.. เอ๊ะแล้วที่เค้าเรียกกันว่า E-Commerce หรือ กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นั้น มีมีกิจการแบบไหนกันบ้างนะ พี่ๆสรรพากรเค้าก็แสนจะใจดีครับ บอกให้หมดเลยว่ามีทั้งหมด 10 ประเภท ดังนี้…

1. Catalog Website

เว็บไซด์แสดงรายการราคาสินค้า หรือใช้ประชาสัมพันธ์รายการสินค้าแต่ไม่ได้มีระบบซื้อขายสินค้าออนไลน์ ถ้าใครอยากได้ก็ให้โทรสั่งซื้อเอา (ไม่มีระบบ Shopping Cart)

2. e-Shopping

เว็บไซต์ที่เป็นของกิจการ มีการ Update ข้อมูลต่างๆอยู่สม่ำเสมอ และในส่วนของการขายสินค้า จะมีราคาสินค้า ระบบชำระเงินต่างๆ รวมถึงอาจจะมีระบบการตรวจสอบการส่งของ เพื่ออำนาจความสะดวกให้กับลูกค้า

3. Community Web

หมายถึง เว็บบอร์ดที่ให้สมาชิกสามารถนำสินค้าต่างๆมาโพสต์ขายได้ เช่น เว็บสำหรับคนชอบโทรศัพท์มือถือรุ่นต่างๆ เวปคนรักกล้องถ่ายรูป เวปขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเวปไซด์สินค้าต่างๆ

ปกติแล้ว การซื้อขายส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านทางเวปบอร์ดหรืออีเมลล์ โดยชำระราคาค่าสินค้าด้วยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร และรับสินค้าทางไปรษณีย์

4. e-Auction (electronic auction)

หรือ เวปที่มีการประมูลออนไลน์ ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายเห็นการเคลือนไหวของราคาตลอดเวลา แหม่.. มันช่างน่าตื่นเต้นเร้าใจเสียจริง

5. e-Market Place

เวปไซด์ที่มีการจัดหมวดหมู่ โซนต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนใจมาเช่าหน้าร้านเพื่อขายสินค้าหรือบริการ และะมีระบบจัดการเว็บไซต์ร้านค้าไว้บริการผู้ประกอบการ เช่น ระบบตะกร้าสั่งซื้อสินค้า ระบบรับชำระเงิน ฯลฯ

6. เว็บไซต์ Stock Photo

เป็นที่เก็บรวบรวมภาพถ่ายเพื่อขายภาพถ่ายเหล่านั้น แต่ไม่ได้ขายขาดสิทธิ์ในภาพถ่ายดังกล่าว ดังนั้น ภาพถ่ายยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของภาพอยู่ โดยผู้ซื้อภาพถ่ายนั้นสามารถนำไปงานตามที่ตกลงกัน เช่น ใช้ในการพิมพ์หนังสือ การพิมพ์เอกสาร เว็บไซต์ ฯลฯ

7. Google AdSense

หรือ โปรแกรมการโฆษณาสินค้าที่ทาง Google เปิดโอกาสให้กับ ผู้ที่มีเว็บไซต์สามารถ สร้างรายได้ด้วยการนำป้ายโฆษณาของ Google มาใส่ไว้ที่เว็บไซต์

8. SEO

หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้ผลการค้นหาใน Google แสดงอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาปกติ โดยใช้เทคนิคและความสามารถเฉพาะทางของผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้

9. Affiliate Marketing

คือ ธุรกิจที่ใช้ระบบการขาย และชำระเงินของผู้ขาย โดยผู้ประกอบการจะชักชวนให้ซื้อสินค้าด้วยการโฆษณาข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตนเองผ่าน Banner หรือ Link ID เพื่อเข้าไปซื้อสินค้า/บริการ จากเว็บไซต์นั้นๆ จึงและจะได้รับผลตอบแทนค่าธรรมเนียมภายหลังการขายประสบผลสำเร็จ

10. Game Online

หมายถึง การเล่นเกมผ่านระบบเครือข่ายออนไลน์ โดยผู้เล่นเกมออนไลน์จะต้องติดตั้งโปรแกรม Client เพื่อเชื่อมโยง กับบริษัทผู้ให้บริการเกมออนไลน์

สำหรับวันนี้ @TAXBugnoms ขอจบประเภทของกิจการแต่เพียงเท่านี้ และในตอนต่อไป เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องของประเภทภาษีกันบ้างครับ ว่าเมื่อรู้แล้วว่ากิจการของเราต้องเสียภาษี ทีนี้เราจะต้องเสียภาษีแบบไหนและอย่างไรบ้าง

ขอบคุณข้อมูล : กิจการที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ จากเวปไซด์กรมสรรพากร

เก็บเงินเที่ยวยุโรปแบบไม่ต้องแร้นแค้น

กุ้ดมอนิ่ง เอฟเว่อรี่บอดี้ ที่ต้องทักทายเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ เพราะพี่ปึ้กเพิ่งกลับมาจากไปไซด์ซีอิ้งที่ยุโรปมาแจ้ แต่ขอโทษที พี่ไปแบบไฮโซโก้เก๋นะจ๊ะเธอจ๋า ระดับคนแก่ เอ้ย คนมีฐานะแบบพี่จะให้ไปเที่ยวแบบแร้นแค้นก็ใช่ที่นะ

บอกตรงๆ พี่เห็นที่เค้าเขียนรีวิวกันทำนองว่า ไปญี่ปุ่น 8 วัน 15,000 บาท ไปแบ๊คแพ็คยุโรป 7 วันงบจำกัด 50,000 บาท ตามกระทู้พันทางทั้งหลาย อ่านแวบแรกมันก็ดีนะที่รู้จักใช้เงินเพื่อเรียนรู้ แต่อ่านไปอ่านมาอีกสองสามรอบ พี่ก็สงสัยว่า ถ้ามันลำบากขนาดนั้นจะไปเที่ยวทำเพื่อ!!! ต้องกินอยู่ประหยัด ซุกหัวนอนแบบอัตคัด เกาะรถไฟต่อรถเมล์ ให้เหนื่อยยากทำไม ไปเที่ยวทั้งที เต็มที่กับชีวิตกันไปเลยดีกว่าไหม!! (ไม่ได้ดูถูกคนที่ประหยัดแต่อยากให้คิดอีกมุมว่าความสุขจากการท่องเที่ยวคืออะไรนะครับนะ)

พี่ปึ้กขอสารภาพเลยว่า เมื่อก่อนพี่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมีฐานะการเงินอู้ฟู่แบบนี้ แต่พี่ก็สามารถจัดสรรเงินไปเที่ยวต่างประเทศได้ทุกปี เริ่มจากแบ็คแพ็ค แล้วมาจบที่เฟิร์สคลาส เพราะว่าพี่มีเคล็ดลับดีๆที่ใครๆก็ทำได้ เพียงแต่ว่าจะหรือเปล่าอ่ะนะ ลองตรวจสอบตัวเองดูละกันว่าทำได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ก็เลิกคิดฝันสร้างวิมานในอากาศ เพราะมันต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ตาม 3 ขั้นตอนดังนี้

1. เริ่มต้นเก็บเงิน 10% ของรายได้เข้า “บัญชีเที่ยวไฮโซ”

สร้างบัญชีไฮโซเก๋กู้ดขึ้นมาต่างหาก เพื่อวางแผนท่องเที่ยวแบบมีชาติตระกูลกันไปเลย โดยในทุกครั้งที่มีรายได้ ให้ตัดเงินเข้าบัญชีเที่ยวนี้ทันที 10% ถ้ามนุษย์เงินเดือนก็ตัดมันทุกครั้งที่ได้เงินเดือน ถ้ามนุษย์งานไม่ประจำก็ตัดทุกครังที่ได้รายได้ แต่ถ้าไม่มีรายได้ก็ออกไปทำมาหากินก่อนนะจ๊ะ

สิ่งหนึ่งที่ควรระวังนอกจากการท่องเที่ยวก็คือการเก็บเงินออมฉุกเฉินหรือเงินออมเพื่อการลงทุนของเราด้วย ไม่ใช่เอาแต่เก็บเงินเที่ยวจนลืมเก็บเงินอื่นๆที่จำเป็นในชีวิตหายไปหมด แบบนี้บางทีอาจจะไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไร ไม่ดีหรอกพี่ปึ้กบอกเลย!!

ทีนี้คำถามที่น้องๆกำลังจะง้างปากถามพี่ปึ้กก็คือ แล้วจะให้ไปเก็บที่ไหน พี่ปึ้กขอแนะนำด้วยใจเลยว่า เก็บในกองทุนตราสารหนี้ดีๆที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 4-5% ต่อปีก็พอ เอาว่าพักเงินไว้ยังไม่พอ แต่เราได้ผลตอบแทนมาต่อยอดทบเงินต้นให้ท่องเที่ยวได้ไวขึ้นอีกด้วย ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะ พี่ปึ้กคงบอกหมดไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นว่าน้องดูไม่รู้อะไรเลยเกินไป

2. ใช้บัตรเครดิตแลกไมล์ให้ชีวิตพลิกผัน

ใช้บัตรเครดิตให้ดี เป็นศรีแก่ชีวิตนะครับ พี่ปึ้กบอกเลย บัตรเครดิตหลายๆที่ มีสิทธิพิเศษที่ใช้แลกไมล์สายการบิน โดยใช้คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต วิธีก็ไม่มีอะไรมาก แค่โอนรายจ่ายที่สามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ ไปจ่ายผ่านบัตรให้หมดซะ! เพื่อรับคะแนนให้คุ้ม เมื่อครบกำหนดแลกไมล์ได้ แค่นี้ก็ไปเที่ยวได้สบายใจเฉิบแล้วแจ้

แต่วิธีนี้มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งก็คือ อย่า!!! ใช้จ่ายเพลินเกินห้ามใจจนกลายเป็นคนขาดวินัยทางการเงิน เพราะมิฉะนั้น ชีวิตคุณได้พังก่อนไปเที่ยวแน่ๆ วะฮะฮ่า

3. มุ่งมั่นตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

สำหรับข้อสุดท้ายนั้นไม่ใช่วิธีการทางการเงิน แต่มันคือวิธีการทางความคิดที่คุณทุกคนต้องยึดติดกับเป้าหมายไว้ให้มั่นคงที่สุด ถ้าตั้งโปรแกรมแล้ว ก็จะเก็บแต่ละเดือนให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ใช่หาข้ออ้างในการใช้จ่าย เพราะแบบนั้นฝันให้ตายยังไงก็ไม่มีทางไปถึงหรอก

สำหรับข้อนี้ พี่ปึ้กอยากจะเตือนว่า เป้าหมายที่ดีต้องเริ่มต้นที่การวางแผน คุณต้องเตรียมตัวและทำการบ้านหาข้อมูลท่องเที่ยวดีๆ เพราะสิ่งหนึ่งที่คาดหวังจากการไปเที่ยว คือความพอใจและความสุข ไม่งั้นก็เหมือนเอาเงินที่เราเก็บมาทั้งหมดไปทิ้ง จริงไหมเล่า

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความฝันของเราต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะทำได้ ไม่ใช่ฝันยิ่งใหญ่แล้วไปไม่ถึง ถ้าเป็นแบบนั้นก็กลับไปนอนฝันก็พอ ไม่ต้องไปหรอกยุรงยุโรป ไปนั่งวินมอไซด์ที่อโศกก็พอแล้ว ตื่นเต้นพอกัน

สุดท้าย เคล็ดลับข้อนี้ต้องมีคนคิดว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ตาม อนาคตคุณก็เป็นแบบที่คิดนั่นแหละ แต่พี่ปึ้ก ขออวยพรให้คนที่มีความฝันลงมือทำให้มันเป็นจริงครับ แท้งกิ้ว ซียูซูน บะบบายยย

ส่วนใครที่อยากได้เครื่องมือคำนวณฝันและเป้าหมายของตัวเองดีๆ พี่ปึ้กแนะนำเลยให้เข้าเว็บนี้เลย www.จัดการเงินเป็น.com ครบและครอบคลุมตามที่พี่ปึ้กคอยแนะนำแน่นอน 

สนับสนุนโดย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

รู้จักกับ “ลย.01” แบบฟอร์มลดหย่อนภาษีที่มนุษย์เงินเดือนมองข้าม!!

สวัสดีครับ บทความใหม่ประจำสัปดาห์นี้ของ @TAXBugnoms ในตอนนี้จะมาพูดคุยเรื่องเคล็ดลับประหยัดภาษีที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมักจะมองข้ามไป เนื่องจากได้รับคำถามมาทางหลังไมค์ครับว่า

พี่หนอมครับ ผมอยากรู้ว่า ภาษีที่บริษัทหักจากเงินเดือนเราทุกเดือน เราสามารถเลือกจะไม่ยอมให้บริษัทหัก แล้วไปจ่ายทีเดียวสิ้นปีได้ไหมครับ แทนที่จะให้สรรพากรเอาเงินเราไปดองไว้ เราเอามาเก็บไว้ในกองทุนตราสารเงินพักเงิน ได้ผลตอบแทนบ้าง ดีกว่าดองไว้ไม่ได้อะไรเลย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าคำถามนี้ดีมากครับ เพราะเป็นความคิดที่จะบริหารเงินของตัวเอง เพียงแต่ว่าไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดทันทีครับ เนื่องจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือนนั้นเป็นหน้าที่ของบริษัทและหน้าที่ของเราด้วยครับ และก่อนจะไปดูวิธีแก้ไขที่ถูกต้องนั้น ผมขอแนะนำให้รู้จักกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกันก่อนครับ

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

“ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย” หรือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าจะสรุปความหมายแบบสั้นๆง่ายๆ คือ จำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายเงิน หักออกจากเงินได้ก่อนที่จะจ่ายเงิน และ ผู้รับเงิน สามารถเอาภาษีที่ถูกหักนี้ไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายได้ และที่สำคัญ ผู้จ่ายเงินจะต้องให้หลักฐานที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย” แก่ผู้รับเงินด้วย

สมมุติว่า ถ้านายเกรย์แมนซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนมีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ตลอดทั้งปี จำนวน 10,000 บาท พอปลายปีนายเกรย์แมนคำนวณภาษีของตัวเองได้เป็นจำนวน 15,000 บาท แปลว่านายเกรย์แมนจะต้องเสียภาษีเพิ่มเพียง 5,000 บาท (15,000 – 10,000) นั่นเองครับ

ทีนี้คำถามที่ถามว่า “ถ้าไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย” จะได้ไหม คำตอบคือ “ไม่ได้ครับ” เนื่องจากเป็นหน้าที่อย่างที่บอกไว้ และถูกกำหนดไว้ในกฎหมายภาษีที่ชื่อว่าประมวลรัษฏากร ในมาตรา 54 เลยครับว่า หากไม่หัก ณ ที่จ่ายไว้ “ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี” หรือแปลสั้นๆเป็นภาษาคนว่า “ถ้าไม่หักไว้ แกตายยยแน่” ถ้าเป็นแบบนี้ใครเค้าจะยอม จริงมะคร้าบบบ

แล้วถ้าไม่อยากถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องทำอย่างไร?

ทีนี้ถ้าเราอยากประหยัดภาษีแบบง่ายๆ มีวิธีแก้ก็คือ “การหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้เท่าที่จำเป็น” โดยเฉพาะมนุษย์เงินดือนอย่างเราๆที่ต้องกรอกแบบฟอร์มลดหย่อนภาษีให้เรียบร้อยเพื่อแจ้งข้อมูลลดหย่อนภาษีเพื่อให้หักน้อยลงได้ครับ

ถ้าหากเรากรอกข้อมูลค่าลดหย่อนต่างๆของตัวเองครบ แน่นอนครับว่า ภาษีที่คำนวณได้ย่อมจะน้อยลงกว่าการที่ไม่กรอกข้อมูลค่าลดหย่อนอะไรเลย เนื่องจากภาษีคำนวณตามวิธีเงินได้สุทธิ (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ซึ่งยิ่งค่าลดหย่อนที่มากขึนก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลง และถูกหักภาษีไว้ในแต่ละเดือนน้อยลงด้วยครับ

สุดท้ายนี้สิ่งที่ @TAXBugnoms อยากจะฝากไว้ก็คือ เคล็ดลับในการเสียภาษีที่ดีที่สุด นั่นคือพยายามทำให้เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ใกล้เคียงกับที่ต้องเสียจริงๆในแต่ละปีครับ เพราะเมือเรายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีถัดไป เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาขอคืนภาษีและจัดเตรียมเอกสาร และเรายังสามารถนำเงินภาษีที่เคยถูกหักไว้เกินนั้น มาลงทุนหรือเก็บออมได้เรื่อยๆในแต่ละเดือน โดยไม่ต้องรอขอคืนภาษีปลายปี และนั่นอาจจะการบริหารเวลาที่ดีอีกทางหนึ่งเช่นกันนะคร้าบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save