ช็อปปิ้งยังไงให้รวย

ช็อปปิ้งยังไงให้รวย (และคุ้มค่า) ท่องไว้นะคะ “ช็อปปิ้งยังไงให้รวย” อันนี้เป็นบทความที่กะเทยทางบ้านสอบถามมานะให้เจ๊จัดให้นะคะ แต่พวกเธอว์เอาไปใช้ได้กันทุกนางนะคะ ไม่ว่าจะผู้ชาย สตรี สะตรีมีคัน กะเทย ชะนี ตุ๊ดเด็ก เกย์ หรือ เกย์แมนๆเตะบอลกันครัช ก็ใช้ได้ค่ะ หลักการของเจ๊ก็ไม่ยากหรอกค่ะแค่หล่อนต้องทำตัว สวยๆเลิศแต่เป็น Smart Spender ประมาณว่าหล่อนต้องคิดเสมอว่าจ่ายใช้จ่ายยังไงให้แม่มคุ้มสัสๆไว้ก่อน บางทีสมัยนี้คนเราแม่มลืมคิดกันไปค่ะว่ากะเป๋าตังมีเงินอยู่จำกัด แต่ซื้อฉิบหายวายวอดโน้นนี่จนคิดว่ากะเป๋าตังมันเสกเงินได้เหมือนกะเป๋าโดเรเอแม้ว พวกเธอต้องอย่าลืมนะคะว่าทำอะไรก็ต้องคุ้มค่าไว้ก่อนนะคะ

++++ คุ้มยังไงนะหรอ ++++

+++ หลักการเป็นอย่างงี้ค่ะที่รัก +++

1. หล่อนต้องคิดถึงเรื่องการใช้จ่ายที่เลิศๆ ( Thinking Planning Analyzing)

2. หล่อนต้องมีกระบวนการการใช้จ่ายที่เลิศๆ (Process Management)

3. หล่อนต้องมีการตรวจสอบกระบวนการที่เลิศๆ (Monitoring)

เวิ่นเว้อ พูดมาซะหลายข้อ คือ อย่าไปสนใจห่าเหวอะไรวิชาการเลยค่ะ เจ๊ก็พูดเขียนไปอย่างงี้แหระ เมื่อก่อนเรียน ป ตรีที่ Queen College (Queen หรือ King ว่ะ? ลืม) เขาให้เจ๊ต้องเขียนอะไรยากๆเป็นวิชาการแบบนี้แต่ มาอ่านใน Aommoney แล้วพวกหล่อนเอาเวอร์ชั่นไม่มีวิชาการและเป็นอะไรที่ง่ายๆละกัน เข้าเรื่องดีกว่าเลยนะยะ หล่อน มาดูว่าหล่อนจะไปช็อปปิ้งยังไงแล้วจะมีชีวิตที่รวยๆ เลิศๆ เป็นกะเทยที่มีภูมิแบบเจ๊บ้าง

เกิดเป็นกะเทยมันมีเป้าหมายที่คานทองอยู่แล้ว เก็บๆตังไว้หน่อยก็ดีค่ะ มาดูกันนะค่ะว่าจะต้องทำอย่างไรให้มันการใช้จ่ายมันคุ้มค่าแบบเลิศๆ และ ช็อปปิ้งยังไงให้รวย เจ๊ก็มีกฎซัก 5 ข้อให้พวกหล่อนได้ลองพิจารณาการใช้จ่ายดูนะคะ

ข้อที่ 1 กะเทยควรเปรียบเทียบราคาก่อน

ปกติเวลาไปซื้อของพวกหล่อนหยิบๆๆ แล้วก็จับยัดลงหม้อแล้วเข็นไปจ่ายตังเลยหรือเปล่ายะ? จริงๆพวกหล่อนต้องคิดดูเยอะๆนะคะว่า สินค้าแต่ละอย่างมันมีคุณสมบัติอย่างไร ของบางอย่างมันอาจจะแบบเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ คุณภาพพอๆกัน หรืออันไหนคุณภาพมันเหมาะสมและเพียงพอต่อชีวิตหล่อนก็เอาแค่นั้นก็ได้นะคะ หล่อนก็สามารถชั่งน้ำหนักในใจได้ว่าอันไหนมันควรซื้อ สมมติหล่อนจะซื้อแป้งเด็กมาใช้ ดูด้านหลังคุณภาพและที่ผลิตพอๆกัน อันนึงราคาบ้านๆกระป๋องละ 50 แต่อีกอันคุณพระ… กระป๋องละ 1,500 เขาส่งออกเอาไว้ทาตูดเด็กแถวสแกนดิเนเวียร์เพื่อป้องกันเชื่ออีโบร่า หล่อนก็เอาอันที่เหมาะสมกับหล่อนก็พอ ของบางอย่างแม่มยี่ห้อเดียวกัน เหมือนกันเปะ ร้านนึงจัดโปรโมชั่น อีกร้านราคาเต็ม ถ้าหล่อนเดินไปหน่อยได้หล่อนก็เดินเถอะ แต่ไม่ต้องประหยัดมากขนาด หล่อนต้องการส่วนลด 1 บาท แต่ต้องโบกแทคซี่ไปซื้ออีกห้าง

ข้อที่ 2 กะเทยควรเอาส่วนลดไปด้วยนะยะ

อิพวกที่เขาแจกๆ คูปอง อะไรทั้งหลาย เก็บๆไว้เถอะ แล้วก็นำออกมาใช้เมื่อมันต้องการ ไม่ใช่เห็นอะไรถูกก็ซื้อไว้ก่อน บางคนมันยังไม่รู้เลยว่าซื้อมาทำอะไร อย่างนังเกย์แมนวันก่อนไปซื้อของกับเจ๊ มีคูปองลดราคา 1,000 เหลือ 99 บาท มันถามว่าซื้อดีไหม? เจ๊ถามว่าซื้ออัลไล มันบอก “อาหารแมว” อินี่ แล้วบ้านหล่อนเลี้ยงแมวหรอยะ หรือหล่อนจะซื้อไปกินเอง ดวก!

อิพวกร้านค้าทั้งหลายมันชอบใช้ระบบ Royalty ให้คนมาจับจ่ายใช้สอย บางทีก็มีโปรโมชั่นตามแฟนเพจ ก็ดีนะคะ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางเพจกับลูกค้า เจ๊ก็ชอบมีความสัมพันธ์ทางเพจแบบนี้ ได้ส่วนลดราคาบ้างอะไรบ้าง

แล้วสุดท้ายก็อย่าลืมนะคะว่าหล่อนต้องเปรียบเทียบเสมอว่า การใช้ส่วนลดแบบไหนถูกกว่า บางอย่างมันไม่สามารถร่วมกันได้ เช่น คูปองลด 5 บาท ใช้บัตรสมาชิกลด 10% แล้วหล่อนจะซื้อแค่ 20 บาท หล่อนจะใช้แบบไหน? ต้องคิดแม่นๆนะยะ

ข้อที่ 3 กะเทยควรใช้บัตรสะสมแต้ม

วู้ย อันนี้ของโปรดเลยเถอะ สมัยเด็กๆชอบสะสมสติ๊กเกอร์ดราก้อนบอลแลกเครื่องเล่นเกมส์ แต่สมัยนี้มันมีหลายๆอย่างให้สะสมแต้มได้ สะสมไปมาก็ได้ส่วนลดบ้างอะไรบ้าง เจ๊ว่ามันทำให้เราประหยัดขึ้นนะคะ ของบางอย่างใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ใช้ทุกวัน ซื้อแต่ละครั้งได้ แต้ม 1 ดวง ซื้อไป 10 ครั้งให้มาฟรี 1 เธอข๋าเปรียบเทียบมูลค่าแล้ว มันเหมือนการลดราคาให้ 10% เลยนะยะ เวลามันมีบัตรสะสมแต้มหล่อนก็สะสมไปเถอะคะ ถ้าสะสมไป… แต่ไม่ได้ใช้ก็ถือว่าประหยัดเงินที่ไม่ได้ซื้อต่อ…  ถ้าได้ใช้ก็ถือว่าประหยัดเงินที่ได้ของแถม…

เจ๊เอาคอนเซ็ปนังพี่ต้าหุ้นขึ้นก็มีความสุขหุ้นลงก็มีความสุขมาใช้นะคะ —- การช็อปปิ้งอย่างฉลาด ไม่ได้ซื้อใช้ก็ประหยัด ซื้อใช้ก็ประหยัด —- เลิศมิหล่ะ

ข้อที่ 4 กะเทยควรใช้บัตรเครดิต

บางคนบอกว่าบัตรเครดิตมีข้อเสีย หล่อนไปถามนังเกย์แมนสิมันจะด่าให้ เรื่องของเรื่องมันไม่ได้เกิดจากบัตรเครดิต มันเกิดจากหล่อนนั่นแหละที่ใช้เงินไม่เป็น บัตรเครดิจมีข้อดีคือ หล่อนไม่จำเป็นต้องออกเงินไปก่อน พอไม่ได้จ่ายเงินไปก่อนหล่อนก็เอามาหมุนสิ ฝากไว้ที่ไหนที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าก็ได้ ถามอีป้าเงินออมกับหมอนัทดูก็ได้ นัง 2 คนนี้มันจะมีเวทมนต์ในการออมเงินกับซื้อกองทุนระยะสั้นที่ผลตอบแทนสูงกว่าวางไว้เฉยๆ บางทีเจ๊ช็อปเพลินหมดไป 1 ล้านบาท เจ๊ก็รูดบัตรเครดิตไปค่ะ แล้วก็เอาเงิน 1 ล้านบาทไปฝากไว้ซักที เช่น กองทุนดอกเบี้ย 2% ฝาก 1 เดือน ขี้หมูขี้หมายก็อาจจะได้เงินมาหลัก 100 บาทต่อวัน 1 เดือนก็ 3,000 ++ บาท เลิศออก

บัตรเครดิตมันยังให้แต้มหล่อนนะคะ หล่อนก็สะสมแต้มแลกของมาขาย แลกเครดิตเงินคืนแลกๆๆๆๆได้คะ รวมทั้งบางทีมันก็เป็นส่วนลดด้วย เอาเป็นเงินคืน ของบางอย่างหล่อนซื้อเงินสดไม่ได้ส่วนลดนะยะ บัตรนี่ลดได้ ส่วนหล่อนจะผ่อนไม่ผ่อนเรื่องของหล่อน แนะนำให้ดูความคุ้มค่า บางคนบอกผ่อน 0.5% เอง แต่หล่อนมองว่าเก็บเงินสดไว้หล่อนสามารถเอาไปหมุนได้ 10% หล่อนก็ผ่อน 0.5% ไปเถอะ ยังได้กำไร 9.5% จากการผ่อนนะคะ พอเอาไปหมุนเสร็จในระยะปลอดดอกก็เอามาจ่ายธนาคาร ส่วนคนไม่มีวินัยทางการเงินก็อย่าไปใช้บัตรเครดิตเลยค่ะ เจ๊กลัวพวกเธอ

5 เคล็ดลับคำนวณภาษีสิ้นปี ฉบับมนุษย์เงินเดือนเดินดิน

สวัสดีครับ สำหรับบทความวันนี้ @TAXBugnoms จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดสำหรับคนที่ถามมาว่า เราจะวางแผนภาษีไปทำไม ยิ่งเห็นหนังสือเล่มใหม่ของผมที่ชื่อว่า “รวยด้วยภาษีใครๆก็ทำได้” ก็ยิ่งสงสัยกันไปใหญ่ว่า เรื่องราวชวนให้มึนเมาอย่างภาษีจะทำให้เรารวยได้ยังไงกันล่ะเนี่ยยย (นี่มันภาษีหรือเหล้ากันแน่ครับ – -“)

แฮร่.. เนื่องจาก “ภาษี” คือ “สิ่งที่เราต้องจ่าย” ให้กับรัฐใช่ไหมล่ะครับ และถ้าเราย้อนไปดูสมการออมเงินแล้วเราก็จะรู้ว่า สมการออมเงินมาจาก “รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย” หรือง่ายๆคือการออมก่อนใช้นั่นเอง

ทีนี้ถ้าเราอยากให้เงินออมเพิ่ม มันก็มีอยู่ 2 วิธี นั่นคือ การเพิ่มรายได้ หรือ การลดค่าใช้จ่าย นั่นเองครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆไม่เคยรู้ตัวเลยว่าต้องจ่าย แถมถูกหักไปทันทีที่เรามีรายได้ และนั่นก็คือ “ภาษี” นั่นเองครับ

สรุปสั้นๆว่า ถ้าเราลดภาษีได้ ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง ดังนั้น “โอกาส” ที่เงินออมจะเพิ่มขึ้นมันก็จะตามมาอย่างแน่นอน (อย่าเอาไปใช้อย่างอื่นนะครับ TwT) และวันนี้เราจะมาดูกันต่อว่า 5 เคล็ดลับคำนวณภาษีสิ้นปีสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆนั้น มีอะไรบ้าง.. ตามมาเลยครับ!!

1. ความเข้าใจผิดเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษี :

เรื่องแรกที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้นั่นก็คือการยื่นภาษีกับการชำระภาษี แน่นอนว่าเราเคยได้ยินกันมาว่า ถ้ามีรายได้ต่ำกว่า 150,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะว่าเราทุกคนมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อมีรายได้ต่ำกว่านี้ต่างหากครับ 

สำหรับการการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมายนั้น ถ้าเรามีรายได้จากเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาทต่อปี ถือว่ามีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการครับ แต่ถ้าเป็นรายได้ประเภทอื่นคือ 30,000 บาทต่อปี 

และนี่คือข้อแรกที่อยากแนะนำให้ทุกคนอย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการกันครับ เพราะต่อให้วันนี้ไม่เสียภาษี แต่วันหน้าเราอาจจะเสียภาษี แล้วทีนี้อาจจะมีปัญหาและโดนตรวจสอบย้อนหลังกันได้คร้าบบบ

2. วิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน :

เรื่องต่อมา คือ วิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนครับ โดยปกติแล้ววิธีการคำนวณภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้นจะคำนวณโดย 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา = [(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3. ค่าใช้จ่ายคือตัวเจ้าปัญหา :

ทีนี้ปัญหาของมนุษย์เงินเดือนนั้นคือเรื่องของค่าใช้จ่ายครับ เพราะกฎหมายกำหนดให้มนุษย์เงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 40% เป็นจำนวนสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งแปลว่า ถ้าเรามีรายได้สูงแค่ไหนก็ตาม เราสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดคือ 60,000 บาทเท่านั้นเอง (หรือ 5,000 บาทต่อเดือน) 

หรือมองอีกมุมได้ว่า… ถ้าเรามีรายได้เกินกว่า 150,000 บาทต่อปี แบบนี้ปัญหาชีวิตเกิดแน่นอนครับ เช่น ถ้าหากเราเกิดร่ำรวยมีการมีงานทำแล้วมีรายได้หนึ่งล้านบาทต่อปีแต่ดันหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 60,000 บาท แปลว่า… เหลือเงินที่ต้องเสียภาษีอีกเพียบเลยล่ะสิทีนี้…

4. ค่าลดหย่อนคืออัศวินขี่ม้าขาว :

เมื่อเป็นแบบนี้ กฎหมายภาษีหรือประมวลรัษฏากรจึงให้โอกาสเราเพิ่มเติมจากการหักค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ถ้ามีคู่สมรสที่ไม่มีรายได้เราก็เอามาหักได้อีก 30,000 บาทครับ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมบ้าน 100,000 บาท รวมถึงค่าลดหย่อนอื่นๆอีกมากมายให้เลือกสรร 

แต่ตัวที่ @TAXBugnoms อยากจะแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคนก็คือ “ค่าลดหย่อนที่เป็นการออม” ตามหลักการ “5 วิธีเปลี่ยนภาษีเป็นเงินออม” ดังนี้ครับ

เริ่มต้นที่การออมภาคบังคับ คือ “ประกันสังคม” กับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อยากแนะนำให้ใช้สองตัวนี้ให้เต็มก่อนตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด คือ ประกันสังคม 9,000 บาทต่อปี และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในอัตราส่วนที่นายจ้างให้สิทธิ์เราเลือกใช้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน โดยจำนวนสูงสุดที่หักได้คือ 500,000 บาท

ต่อมา เรามาหยุดความเสี่ยงด้วย “ประกันชีวิต” สำหรับคนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ทั้งประกันชีวิตแบบธรรมดา คือ 100,000 บาทต่อปีและประกันชีวิตแบบบำนาญที่ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ จำนวนสูงสุด 200,000 บาท

หลังจากนั้นมาถึงตัวที่เหลืออีก 2 ตัว หรือ พระเอกตัวจริงของงานเลยครับ @TAXBugnoms กล้าบอกเลยว่าถ้าหากเลือกลงทุนดีๆ และลงทุนถูกวิธีรับรองได้ว่า เราทุกคนนั้น “รวยไว” และ “มีเงินใช้หลังเกษียณอีกต่างหาก”

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้น” สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และถือไว้เกินกว่า 5 ปีปฎิทิน

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งตัวที่ไม่ได้เน้นลงทุนแค่ในหุ้น แต่มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเกือบทุกประเภท โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของรายได้และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทเช่นเดียวกัน และต้องซื้อทุกปีติดต่อกัน โดยซื้อขั้นต่ำปีละ 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท และต้องถือเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีและอายุของผู้ถือนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้ครับ (เรียกว่าเป็นกองทุนเพื่อวางแผนเกษียณจริงๆเลย)

สำหรับวิธีการลงทุนง่ายๆ ขอแนะนำสั้นๆ 2 หลักการสำหรับ LTF และ RMF ที่มีปัญหากันเสมอ นั่นคือ 2 อย่าครับ “อย่าซื้อเกิน” และ “อย่าขายก่อน” เพราะถ้าหากซื้อเกิน หรือ ขายก่อนเมื่อไร มีปัญหาเรื่องภาษีแน่นอนครับ ผมแนะนำให้ท่องสโลแกนไว้เลยว่า “ทำถูกกฎ ลดปัญหาภาษี มีเงินออมเพิ่ม ไม่เชิญพี่สรรพากรมาที่บ้าน”

5. การจ่ายภาษี

4 หัวหน้าแบบนี้มีแล้วรวย

ปฏิบัติการตามหาหัวหน้าที่ทำให้ลูกน้องรวย

มีวันหนึ่งขณะที่เรากำลังเขียนบทความออมเงินก็เกิดสงสัยและอยากรู้ว่าความรู้เรื่องการออมเงินของคนไทยมาจากไหนในสมัยก่อนที่เป็นระบบศักดินามีการสอนประชาชนทั่วไปเก็บเงินกันยังไง และะทำไมคนไทยสมัยก่อนถึงไว้ใจฝากเงินกับธนาคาร เรารู้คร่าวๆว่าการเก็บทรัพย์สินมักจะเก็บในตุ่มฝั่งดินไว้ บางส่วนก็เล่นการพนันหรือเที่ยวผู้หญิง แม้แต่ Google ก็ตอบคำถามให้เราไม่ได้ ทำให้ต้องเก็บความสงสัยไว้รอเวลาออกหาคำตอบ

เรารู้จักคำว่า “แบงก์ลีฟอเทีย”

ครั้งแรกจากเจ้าหน้าที่ที่พาชมตำหนักจิตรลดาที่วังปารุสกวัน ซึ่งเป็นเรื่องการออมเงินของคนในยุคนั้นที่เรากำลังหาคำตอบ จึงสอบถามรายละเอียดมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่อธิบายได้เพียงภาพรวมเท่านั้นและแนะนำว่าถ้าต้องการได้รายละเอียดเชิงลึกให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ “หอจดหมายเหตุ”

ด้วยความอยากรู้เราก็ต้องไปหาด้วยตัวเอง อีกไม่กี่วันเราก็ไปที่หอจดหมายเหตุ เจ้าหน้าที่น่ารัก ใจดีและแนะนำวิธีการหาข้อมูลดีมากว่าควรหาข้อมูลที่เราอยากได้จากส่วนไหน สรุปว่าข้อมูลที่เราอยากรู้อยู่ในไมโครฟิมล์

เมื่อเราได้ข้อมูลเป็นไมโครฟิมล์มาแล้วก็ต้องตกใจ เพราะเป็นข้อมูลดิบล้วนๆและเยอะมาก เริ่มต้นหาไม่ถูกเลยว่าจะอ่านหน้าไหนก่อน

ระหว่างที่เรากำลังปวดหัวกับการหาข้อมูลก็ได้เจอกับ คุณวรชาติ มีชูบท ที่นั่งดูไมโครฟิมล์อยู่ในห้องข้างๆ (เป็นความบังเอิญและโชคดีมากๆ ขอบคุณที่ท่านสละเวลาอธิบายประวัติศาสตร์ให้เราฟัง ไม่อย่างนั้นก็คงสำลักข้อมูลไมโครฟิมล์ตายไปซะก่อน) ท่านเป็นผู้เขียนหนังสือ เกร็ดพงศาวดารรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีเรื่อง “จิตรลดาธนาคาร ต้นกำเนิดธนาคารออมสิน”ที่เรากำลังตามหาคำตอบอยู่ด้วย จึงได้ข้อมูลสำคัญที่ตอบคำถามข้างต้นของเราได้ และมีข้อมูลช่วงหนึ่งได้ ทำให้เรารู้ว่าหัวหน้าแบบไหนมีแล้วรวย ดังนี้ 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม “จิตรลดาธนาคาร ต้นกำเนิดธนาคารออมสิน” ได้ที่ http://bit.ly/WVM39t

เรารู้สึกดีใจมากที่หาคำตอบได้แล้วว่ารัชกาลที่ 6 พระองค์มีกลยุทธ์อะไรทำให้คนไทยมีความรู้เรื่องการออมเงิน มีวิธีจูงใจให้เกิดการออมได้อย่างไร เราไม่ทราบว่านักประวัติศาสตร์ท่านอื่นตีความข้อมูลข้างต้นอย่างไร แต่เราตีความว่า

“ผู้นำที่ดีนอกจากมีความเก่งกาจในการทำงานแล้วยังต้องรู้จักดูแลทรัพย์สินของตนเองด้วย โดยเป็นผู้มีความรู้ด้านการออมเงิน การสะสมทรัพย์ต่างๆ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องทำตามและสามารถถ่ายทอดความรู้ เป็นที่ปรึกษาให้ลูกน้องได้ จนทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการออมที่ยั่งยืนต่อไป” 

วัฒนธรรมการออมควรเริ่มจากระดับผู้นำองค์กร ==> ลูกน้อง

“องค์กรรู้ประหยัดเริ่มจากหัวหน้าเก่งเงิน”

สิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังของมนุษย์เงินเดือนที่นอกเหนือจากเงินโบนัส คือ การเติบโตในหน้าที่การงานโดยการเลื่อนตำแหน่ง หลายองค์กรเวลาคัดเลือกพนักงานเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นนั้นก็จะพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาว่าเคยทำผลงานอะไรบ้างหรือตรวจดูประวัติย้อนหลังต่างๆว่าเหมาะสมจะเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าหรือไม่ ซึ่งหลักการวิธีการเลื่อนขั้นของผู้นำในองค์กรจากเดิมที่ต้องเก่งคน เก่งงาน และน่าจะต้องเพิ่มอีก 1 ข้อเรื่อง “เก่งเงิน” ด้วย

หัวหน้าที่ดีต้อง “เก่งคน เก่งงาน และเก่งเงิน”

“หัวหน้าเก่งเงิน คือ หัวหน้าที่ใช้เงินเป็น “ ถ้าจะเรียกให้เป็นทางการขึ้นมาอีกนิด คือ “มีความรู้ความสามารถในการบริหารการเงินส่วนบุคคล” ที่สามารถดูแลตนเองและลูกน้องให้มีวินัยการเงินได้ด้วยไม่ใช่ เพราะทักษะทางการเงินนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน การศึกษาหรืออายุ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการเงิน ต่างหาก โดยผู้นำที่จะเลื่อนตำแหน่งควรรู้จักวิธีจัดการเงินแบบพื้นฐานต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต้องมีในแต่ละบุคคล เพื่อดูแลลูกน้องได้รอบด้านยิ่งขึ้นและทำให้องค์กรเติบโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน

4 หัวหน้าแบบนี้มีแล้วรวย

1. หัวหน้ารู้หนี้ – มีวิธีจัดการหนี้สิน

รู้จักวิธีจัดการหนี้สินส่วนตัวอย่างถูกต้อง รู้จักการก่อหนี้ที่เกิดประโยชน์และการก่อหนี้ที่ไม่เกิดประโยชน์ รู้จักวิธีบริหารหนี้ให้หลุดจากวงจรหนี้ รู้ว่าไม่ควรหมุนหนี้โดยการเปิดบัตรเครดิตใบใหม่เพื่อโป๊ะหนี้บัตรก้อนเดิม รู้ว่าไม่ควรใช้บัตรกดเงินสดมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

หัวหน้าที่สามารถจัดการหนี้สินส่วนตัวได้ดี จะส่งผลดีถึงลูกน้องและการทำงานในองค์กรด้วย เพราะสามารถสอนลูกน้องให้สร้างหนี้ที่มีประโยชน์และตัวหัวหน้าก็จะมีสมาธิในการทำงาน ทำให้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆได้

ลองคิดตามนะคะ ถ้าหากผู้นำคนที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งมีจิตใจว้าวุ่นจากการหาเงินมาจ่ายหนี้สินส่วนตัว ทำให้ใส่ใจกับงานที่อยู่ตรงหน้าน้อยลง เพราะครุ่นคิดว่าจะหาเงินส่วนไหนมาจ่ายหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระ หากปล่อยปัญหาหนี้สินส่วนตัวรุงรังไปเรื่อยๆอาจจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด เมื่อเวลาจวนตัวที่จำเป็นต้องนำเงินไปชำระหนี้จริงๆแล้วหาเงินไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดโดยการยักยอกเงินบริษัทเพื่อนำไปจ่ายหนี้ โดยอาจจะมองว่าแค่ยืมไปหมุนแป๊บนึงแล้วคืน

แต่ถ้าไปเจอกับคนที่นำไปหมุนแล้วติดใจไม่คืนเงินหละ องค์กรนั้นจะเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนมีพื้นฐานเป็นคนดี แต่เหตุการณ์บังคับจึงทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ ดังนั้น อย่ามองข้ามเรื่องหนี้สินส่วนตัวว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรได้รับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่หนี้ก้อนเล็กๆ ก่อนที่จะบานปลายกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ดูแลลำบาก

[DIY] มาทํา”บัญชีรายรับรายจ่าย”ส่วนตัวกันเถอะ

ช่วงนี้มีหลายๆคนถามไถ่มาว่า อยากให้ช่วยแนะนำวิธีการบันทึก บัญชีรายรับรายจ่าย ให้ดูบ้าง วันนี้ @TAXBugnoms เลยเขียนบทความแนะนำแบบง่ายๆสไตล์พี่หนอมให้ฟังกันคร้าบบบ

วิธีการบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่าย

ก่อนอื่น…เราจะเริ่มต้นง่ายๆ จากการแบ่งประเภท “รายรับ” และ “รายจ่าย” ของเราก่อนว่ามีอะไรบ้าง 

รายรับ คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถในการหาเงินของเราว่ามาจากทางใดบ้าง ได้แก่

o รายรับหลักๆ เช่น เงินเดือน ค่าแรงที่ได้รับในแต่ละเดือน

o รายรับอื่นๆ หรือ รายรับเสริม เช่น รายรับจากอาชีพเสริมต่างๆ หรือ ผลตอบแทนจากการลงทุน

ส่วน รายจ่าย คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงการใช้จ่ายของตัวเรา ว่าได้ใช้เงินไปอย่างไรบ้าง โดยจะแบ่งออกเป็น รายจ่ายคงที่ และ รายจ่ายผันแปร

o รายจ่ายคงที่ คือ รายจ่ายที่เกิดขึ้นแน่นอนและสม่ำเสมอในทุกๆเดือน เช่น ค่าเช่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร (ตามความจำเป็น) ค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว เป็นต้น

o รายจ่ายผันแปร คือ รายจ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เช่น ค่างานเลี้ยงสังสรรค์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าท่องเที่ยว สันทนาการต่างๆ เป็นต้น

โดยผลต่างระหว่างรายรับและรายจ่าย จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ตัวเรานั้นมีความสามารถในการบริหารจัดการเงินดีแค่ไหน ถ้าเงินเหลือถือว่าดีมาก แต่ถ้าเงินขาดถือว่า… เอ่อ.. ไม่พูดละกันนะคร้าบบบ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น…

เราลองมาดูวิธีการบันทึกรายการรายรับและรายจ่ายพร้อมตัวอย่างประกอบกันเลยคร้าบบบ

สมมติว่า เราได้รับรายรับ (เงินเดือน) มาจำนวน 10,000 บาท วิธีการบันทึกรายการจะเป็นแบบนี้ครับ

1. เริ่มต้นออมเงินก่อน 10% ของรายรับทันที 1,000 บาท
2. นำเงินส่วนที่เหลือ 9,000 บาท มาลงบันทึกในบัญชี เป็น รายรับ
3. เมื่อมีรายการใช้จ่ายต่างๆก็นำมาจดบันทึกไว้เป็น รายจ่าย อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น

– ค่าอาหาร 2,500 บาท
– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 2,000 บาท
– ค่าเดินทาง 1,000 บาท
– ค่าสังสรรค์ ปาร์ตี้ 1,000 บาท
– ค่ากาแฟ 1,000 บาท

4. ตรวจสอบดูสรุปยอดรายการทุกสิ้นเดือน

โดยการบันทึกรายได้รายจ่ายนั้น เราจะบันทึกที่ไหนก็ได้
กระดาษ สมุดจด หรือว่าจะเป็นโปรแกรม หรือ Application ต่างๆ เลือกได้ตามสะดวกเลยคร้าบ

ประโยชน์จากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

ทำให้เรารู้การใช้จ่ายของเราในแต่ละเดือน ช่วยให้สามารถตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในออกไปทำให้มีเงินเหลือมากขึ้น เช่น ค่ากาแฟ ค่าชอปปิ้งของที่ไม่จำเป็น

ทำให้รู้จักคิดให้รอบคอบก่อนจะใช้จ่าย รู้ว่าค่าใช้จ่ายไหนเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เพราะถ้าเรารู้จักตัวเอง และมองเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองแล้ว การละเลิกกิจกรรมที่สร้างความฟุ่มเฟือยทั้งปวง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการออมที่เพิ่มขึ้นด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ขอแนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เริ่มต้นบันทึกรายการใช้จ่ายในแต่ละเดือนไว้ แล้วสำรวจดูครับว่า มีรายจ่ายส่วนไหนที่สามารถลดลงได้บ้าง อะไรคือสิ่งไม่จำเป็น แม้ไม่มีครอบครองหรือได้มา ชีวิตก็ยังดำรงอยู่ได้ เราต้องรีบทำการตัดรายจ่ายเหล่านั้นทิ้งไปให้หมด เพื่อที่เราจะได้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนยังไงล่ะคร้าบบบบ

หรือไม่ก็ลองดัดนิสัยตัวเองก็ได้ครับ ในทุกครั้งที่คิดจะใช้จ่ายไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น “ออมเงิน” แทนในทุกๆครั้ง เชื่อได้เลยครับว่าภายใน 2-3 ปี เราจะตกใจมากๆที่เรามีเงินเหลือเพิ่มขึ้นได้ขนาดนี้เลยเรอะ!!!

สุดท้ายนี้ … ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆอ่านบทความนี้จบแล้ว 
อย่าลืมเริ่มต้นบันทึกรายรับรายจ่ายกันนะคร้าบบบบ

5 วิธีสลัดความขี้เกียจออกจากร่าง

สำหรับเรื่องปัญหาเรื่องความขี้เกียจนี้มีหลายคนถามกรุมาเหมือนกันว่า จะทำยังไงให้เลิกขี้เกียจได้ซักที พยายามมาเนิ่นนานหลายปีดีดักก็ไม่เห็นจะสำเร็จ วันนี้กรุจะมาบอกวิธีง่ายๆที่จะให้พวกมรุงเบิกเนตรวงแหวนกลายเป็นคนใหม่ภายในพริบตา เอาล่ะสัส พวกมรุงจงตั้งใจฟังเคล็ดลับดีๆ 5 ข้อ สไตล์พี่เกรย์วัยว้าวุ่น #อาจจะเหนื่อยบางครั้งอาจจะเจ็บบางที #อะไรนะธีร์เลิกกับภูแล้ว

ข้อแรก จงตั้งเป้าหมายให้ชัด

ก่อนที่มรุงจะเลิกขี้เกียจ มีสิ่งหนึ่งที่มรุงต้องชัดเจนก่อน คือ “เป้าหมาย” ไม่ใช่มาพูดลอยๆ คิดลอยๆ ไปวันๆ ไม่ฉะนั้นมรุงจะเป็นได้แค่คนอัพยาเท่านั้นแหละสัส แต่ถ้ามรุงอยากเลิกขี้เกียจ สิ่งสำคัญคือมรุงต้องล่าท้าเป้าหมายให้ชัด เอางี้… กรุจะยกตัวอย่างให้ฟัง

สมมติว่า มรุงอยากอ่านหนังสือสอบแต่เจือกขี้เกียจ ถ้ามรุงจะมาป่าวประกาศว่า “ผมจะเลิกขี้เกียจอ่านหนังสือแล้วครับ” กรุรับประกันได้เลยสัสอ่านไม่ถึงสิบห้านาทีมรุงก็กลับไปดูทีวีเหมือนเดิม #นี่คือตัวอย่างเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นมรุงต้องรู้ก่อนว่า มรุงจะอ่านหนังสือไป “เพื่อ” อะไร เช่น มรุงอยากจะอ่านหนังสือเพื่อสอบให้ผ่าน มรุงก็ต้องตั้งเป้าหมายไปเลยว่า “กรุจะสอบได้ที่หนึ่ง” แล้ววิธีการจะตามมา อยากสอบได้ที่หนึ่ง มรุงก็ต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้น แบบนี้ไงสัส

ทีนี้แม่มมีคนสงสัยแน่ๆสัส อยากจะสอบให้ผ่านแต่ทำไมต้องตั้งเป้าหมายให้ได้ที่หนึ่ง คำตอบกรุคือ การตั้งเป้าหมายชัดและใหญ่มันทำให้มรุงมีความพยายามมากกว่าเดิมไงสัส เพราะถ้ามรุงตั้งเป้าไปที่ดวงจันทร์ แม้พลาดฝันมรุงก็ได้ไปยังดวงดาว เหมือนมรุงต้ังเป้าสอบได้ที่ 1 แต่มรุงเสือกสอบได้ที่ 3 มันก็ยังดีกว่าแค่สอบผ่านไปวันๆไม่ใช่หรอวะสัสสสส

ข้อสอง เลิกหลอกตัวเอง

หลังจากเป้าหมายชัด มรุงก็ต้องเลิกหลอกตัวเองว่า มรุงเก่งมรุงเจ๋งมรุงดีมรุงคูลโก้หรูชิกกาปู้  แต่มรุงจงมองความจริงก่อนเลยสัสว่า มรุงมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง และมรุงมีจุดอ่อนอะไรสำหรับเป้าหมายที่มรุงวางไว้บ้าง

ที่กรุให้มองอย่างนี้ เพราะกรุต้องการให้มรุงเลิกหลอกตัวเองว่าตัวเองเก่ง ตัวเองดี เพราะนี่แหละคือจุดบอดของความขี้เกียจในชีวิตพวกมรุงไงละสัส และคำฮิตที่สุดที่พวกมรุงใช้หลอกตัวเองคือคำว่าอะไรรู้ไหม คือ คำว่า “จะ” กับ “เดี๋ยว” ไงสัส

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำ ….”  หรือไม่ก็ “เราจะ…  “

คำพวกนี้แม่มคือคำที่บอกว่ามรุงยังไม่ได้ทำ เหมือนกับ I will นั่นแหละ มันเป็นแค่ future tense ที่แม่มไม่รู้จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า ดังนั้นมรุงเลิกพูดคำพวกนี้ไปได้เลยสัส  กรุแนะนำให้ลองดูสักพัก มรุงจะประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงภายใน 21 วัน

ข้อสาม ลงมือทำทุกวัน

กรุเน้นย้ำเสมอว่า ความสำเร็จเล็กๆแม่มก่อเกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้ามรุงอยากเลิกขี้เกียจ มรุงจงทำทุกวันให้เป็นนิสัย สะสมบ่มไปเป็นสันดาน แล้วมรุงจะเลิกได้ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆก็ได้สัส เช่น การออกกำลังกายทุกวันวันละ 15 นาที แม่มดีกว่ามรุงออกวันละ 15 ชั่วโมงแต่ออกได้แค่วันเดียวแล้วตายห่านไปเลยไงดวกส์

ข้อสี่ คิดถึงความชิบหาย

ถ้ามรุงทำไม่ได้ เพราะมรุงไม่มีวินัยในการทำทุกวัน สิ่งเดียวที่กรุแนะนำมรุงได้ นี่คือเคล็ดลับท่าไม้ตาย คือ การคิดถึงความชิบหายที่เกิดขึ้นถ้าหากมรุงไม่ได้ทำ #จิตวิทยาย้อนกลับจานเกรย์ เช่น ถ้ามรุงกำลังจะสอบแล้วขี้เกียจอ่านหนังสือ กรุบอกเลยมรุงคิดภาพมรุงสอบตกไว้เลยสัส ถ้าอยากสอบตกก็ทำไป หรือถ้ามรุงทำงาน มรุงคิดเลยสัส เจ้านายแม่มจะมาไล่มรุงออก มรุงเก็บข้าวของออกจากโต๊ะ เพื่อนมรุงโห่ร้องไล่มรุง .. ออกไปๆ นี่ไงสัส ชิบหายพอยังวะมรุง

ข้อห้า อายชาวบ้านบ้างสิสัส

ถ้ามรุงอยากประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วมรุงยังขี้เกียจ มรุงดูอายุมรุงก่อนเลยสัสว่าอายุเท่าไร เพราะทุกช่วงอายุของมรุงน่ะ มันมีคนเก่งกว่ามรุงตลอดแหละสัส มองดูเขาแล้วย้อนมองตัวเรา ถามตัวเองเลยสัส “กรุทำอะไรอยู่วะ” ถ้ายังไม่ได้คำตอบว่าทำอะไรอยู่ นั่นไงสัส มรุงแม่งขี้เกียจ ว้ายยย กิ๊วๆๆๆๆ หน้าไม่อาย สมน้ำหน้าสัสสๆๆๆๆๆ

สุดท้าย

ความขี้เกียจมันไม่ใช่นิสัย มันไม่ใช่สันดาน

มันเป็นเพียงข้ออ้างในจิตใจขี้แพ้ของมรุงต่างหากสัส !!!!

5 คำถามต้องห้าม สำหรับ “นักลงทุนมือใหม่”

หลายๆ คนมองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างอิสรภาพการเงินกับตลาดหุ้น บางคนอยากจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักลงทุนแทนที่งานประจำ บางคนอยากจะเกษียณไวก่อนกำหนด อยากจะมีชีวิตที่สวยหรูเลิศเลอ ได้รับผลตอบแทนมากมายจากการสร้างความมั่งคั่ง

อย่างไรก็ตามสำหรับมือใหม่บางท่าน @TAXBugnoms ขอแนะนำว่า มีบางคำถามที่ไม่ควรถามสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เอาไว้เตือนใจตัวเองก่อนที่จะถาม จำนวน 5 ข้อ ดังนี้คร้าบบ

1. แนะนำหน่อย อยากลงทุนแล้วได้กำไรสูงๆ

เชื่อเลยว่า… ไม่ว่าใครก็ตามอยากจะลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทนสูงๆกันทั้งนั้น แต่คำถามที่เราควรถามนั้น ไม่ควรมาจากคำแนะนำของผู้อื่นเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่รู้หรอกว่าใครกันแน่คือ “กูรู” ดังนั้นก่อนที่จะให้ใครแนะนำ เราควรมีความรู้พื้นฐานติดตัวบ้าง ถ้าไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยหาความรู้ที่จะตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คนที่แนะนำเรานั้น เขาเป็น “กูรูตัวจริง” หรือเปล่า

2. ลงทุนอะไรดี ที่ต้องการผลตอบแทน XX ภายใน YY ปี

ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้น เป็นผลตอบแทนจากการประมาณการเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บางครั้งแล้วไม่สามารถทำได้ตามที่คาดไว้ หากสถานการณ์ในอนาคตได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะต่างๆ รวมถึงสินทรัพย์ในการลงทุนนั้นมีมากมายหลายประเภท ซึ่งแตกต่างไปตามมุมมองของแต่ละคนมากกว่าครับ

3. จะกำไรเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ไม่ขาดทุน ทำได้ไหม

พื้นฐานของการลงทุนอีกข้อคือ “ความเสี่ยง” แม้ว่าจะทำให้เราได้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีโอกาสเช่นเดียวกันที่จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหรือขาดทุนกันเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะโคตรเซียนจากไหน ก็ไม่มีใครทำให้คุณไม่ขาดทุนได้หรอกครับ

4. แนะนำหน่อย หนังสือลงทุนเล่มไหนดีที่สุด?

สำหรับ @TAXBugnoms แล้ว หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด คือ หนังสือการลงทุนที่คุณอ่านรู้เรื่องเพราะความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ตามอายุ จังหวะ และประสบการณ์ ดังนั้น แนะนำว่าคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ ตัวคุณเองครับ

5. หุ้น หรือ กองทุน ตัวไหนดี บอกมาเลย ไม่มีเวลาศึกษา

ก่อนจะถามคำถามนี้ ถามตัวเองก่อนไหมครับว่า “ทำไมเราถึงเชื่อเค้า?”

จริงๆแล้ว คำถามทั้งห้าข้อนี้ไม่ใช่ถามไม่ได้นะครับ เป็นคำถามที่สามารถถามได้ตามปกติครับ เพียงแต่เราต้องรู้ก่อนว่า… เราถามไปเพื่ออะไร และคำถามเหล่านี้ทำให้เรามีความรู้ในการลงทุนเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหนก่อนที่จะเอ่ยปากถามออกไปนะคร้าบบบบ 🙂

ควรมีเงินออมเพื่อเกษียณอย่างน้อยเท่าไหร่?

ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วแบบนี้ เคยรู้สึกไหมว่าเวลาแต่ละปีนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว นี่เดือนสิงหาคมแล้ว ดูเหมือนว่ายังทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างก็จะถึงสิ้นปีอีกละ พอถึงปีใหม่ก็ต้องมานั่งคิดละว่าปีนี้เราจะทำอะไรดี เปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้าง หมุนวนแบบนี้ทุกปีๆ เมื่อเวลามันผ่านไปเร็วแบบนี้ การเก็บเงินเพื่อเกษียณก็ควรรีบวางแผน จากความคิดที่ว่าอีกตั้งนานกว่าจะเกษียณ เดี๋ยวค่อยคิดเรื่องออมเงินก็ได้ ข้อมูลต่อไปนี้อาจจะทำให้เราเปลี่ยนใจแล้วหันกลับมาเริ่มเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่วันนี้ก็ได้

จากภาพนี้เป็นอายุเฉลี่ยของคนไทยที่มีอายุยืนขึ้น ซึ่งเราอาจจะมีอายุมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญของการวางแผนเกษียณนั้นจะต้องบวกอายุเพิ่มจากอายุเฉลี่ยไปอีก 5-10 ปี เพราะเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ในอนาคตอาจจะทำให้คนอายุยืนมากขึ้นกว่าเดิม คราวนี้เราก็ต้องมาดูที่เงินออมของเราแล้วหละว่าจะมีเพียงพอใช้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ จะใช้คนเดียวหมดหรือส่งต่อให้คนอื่นเป็นมรดก

เมื่อรู้แล้วว่าอนาคตเราอาจจะมีอายุมากขึ้น หลายคนอยากจะรู้ว่า “ควรมีเงินออมเพื่อเกษียณอย่างน้อยเท่าไหร่” ถึงจะพอใช้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  แล้วอายุตอนนี้จะต้องออมเงินเท่าไหร่ เราหาข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในรายงานเกี่ยวกับภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่งปี 2557 เป็นรายงานบัญชีกระแสการโอนประชาชาติในปี 2554 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า

“ภายใต้โครงสร้างการบริโภคปี 2554

ผู้สูงอายุจะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 2.03 ล้านบาทต่อคน

จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้จนถึงอายุ 80 ปี”

หากโครงสร้างการบริโภคเปลี่ยนไปตามทิศทางเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เราเก็บเงินที่มากขึ้นตามไปด้วย แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะทุกอย่างล้วนเป็นตัวเลขประมาณการณ์ ณ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เพราะอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ การเริ่มออมเงินทันทีโดยการออมเงินจากตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้เพื่อมีเงินออมพื้นฐานทีี่ควรจะมีในวัยเกษียณ และถ้าเราต้องการจะมีเงินใช้มากกว่ามาตรฐานนี้ก็ควรออมให้มากขึ้น เราเก็บเงินไว้เกินกว่าที่จะใช้หมด ยังดีกว่าเงินหมดทั้งที่ยังไม่ตายนะจ๊ะ

จากตารางนี้บอกเราได้ว่าถ้าต้องการมีเงินไว้ใช้ช่วงเกษียณจนถึงอายุ 80 ปี หากเริ่มออมตอนอายุ 30 ปี ไว้กับการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทน 3% จะต้องออม 3,484 บาทต่อเดือน แต่ถ้านำไปออมกับการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะออมเงินในจำนวนที่น้อยลง คือ 2,440 บาทต่อเดือน เราก็ไล่เรียงตามอายุดูจะรู้ว่ายิ่งออมช้าก็จะต้อง ใช้เงินออมมากขึ้นในอนาคตเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

หมายเหตุ

  1. เลขอ้างอิงค่าใช้จ่ายในวันเกษียณมาจากรายงานบัญชีกระแสการโอนประชาชาติในปี 2554 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่าภายใต้โครงสร้างการบริโภคปี 2554 ผู้สูงอายุจะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 2.03 ล้านบาทต่อคนจึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ได้จนถึงอายุ 80 ปี (http://bit.ly/1nAcNqM หน้าที่ 5 )
  2. ใช้อายุ 60 ปีเป็นอายุเกษียณ โดยใช้อัตราผลตอบแทน 3% และ 5%
  3. วิธีกดเครื่องคิดเลข ดังนี้ เริ่มเก็บเงินตั้งแต่อายุ 20 ปี คือ 480N , (3/12) I/Y , 0 PV ,-2,030,000 FV CPT PMT= 2,192.08 หมายความว่า ถ้าออมเงินตั้งแต่อายุ 20 ปี จะออมเงินเดือนละ 2,192.08 ที่อัตราผลตอบแทน 3% เป็นระยะเวลา 480 เดือน จึงจะมีเงินใช้ 2,030,000 บาทที่อายุ 60 – 80 ปี

ความคิดเห็นเพิ่มเติม

สร้างกำลังใจในการออมเพื่อเกษียณด้วยเป้าหมายเล็กๆ

หากสำเร็จก็จะทำให้มีพลังบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ

จากสูตรคำนวณต่างๆของการออมเพื่อวัยเกษียณจะมีจำนวนเงินเก็บที่เยอะมาก เช่น ต้องออมเงิน 10 ล้านกว่าบาทถึงจะพอใช้หลังเกษียณ อาจจะทำให้ผู้ออมเกิดความท้อใจเพราะเห็นตัวเลขแล้วเป็นลม และเหน็ดเหนื่อยกับการออมระยะยาว โดยคิดว่าตนเองไม่สามารถเก็บเงินนั้นได้ อาจจะเลื่อนการออมเงินออกไปหรือยกเลิกความคิดที่จะออมเพื่อวัยเกษียณ กำลังใจและวินัยออมเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ลองเปรียบเทียบง่ายๆว่าการออมเงิน 2 ล้านนิดๆกับ 10 ล้าน ใครจะเริ่มออมเร็วกว่ากัน แน่นอนว่าต้องเป็น 2 ล้านเพราะเป็นตัวเลขที่น้อยกว่า หากทำสำเร็จก็จะมีพลังให้ออมเงินได้มากกว่านี้

บทความนี้ต้องการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าเงินเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในมาตรฐานการใช้ชีวิตพอเพียงในวัยเกษียณได้ ซึ่งผู้เขียนพยายามจะเปลี่ยนความคิดจาก “การรับรู้เป็นการกระทำ” ที่จากเดิมรู้ว่าการออมเพื่อเกษียณนั้นสำคัญแต่ยังไม่เริ่มออม ให้เป็นการกระทำว่าต้องเริ่มออมจริงๆด้วยจำนวนเงินที่ไม่ไกลเกินเอื้อม และเชื่อว่าถ้าผู้ออมเห็นดอกผลจากการออมก็จะเป็นการจูงใจให้เกิดการออมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

รับรู้ว่าเงินเพื่อเกษียณนั้นสำคัญ ==> ตัวเลขมาตรฐานที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ==> เริ่มต้นออมเงินอย่างจริงจัง

==> เห็นผลตอบแทนจากการออม ==> เป็นกำลังใจให้อยากจะออมเงินมากขึ้น

ทำอย่างไรให้เงินเล่นหวยไม่สูญเปล่า

การทะยอยซื้อหวยทุกงวดๆนั้นเราจะไม่รู้สึกถึงความสูญเสีย

ถ้าเรานำเงินที่ซื้อหวยทุกงวดมาลงทุนจะเป็นอย่างไร ตารางต่อไปนี้จะคำนวณให้ดูว่าเงินที่เราคิดเสี่ยงโชคทีละนิดๆทุกงวดนั้นเมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณมากแค่ไหน หากนำไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนกว่าเงินเฟ้อที่ 2% ก็ยังมีเงินเหลือกลับมาบ้าง แต่ถ้านำไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 5% ก็จะได้เงินมากขึ้น ความสนุกลุ้นทุนระยะสั้นนั้นสร้างความเสียหายระยะยาวได้ ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบกับในตารางซึ่งจะมีทั้งนักเล่นน้องใหม่เพียง 1 ปี ผู้เล่นระยะกลางมาแล้ว 5 ปี กับกลุ่มที่เล่นมาอย่างยาวนานแบบเลิกไม่ได้ที่ 10-20 ปี เพื่อดูว่าเงินที่หายไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ ถ้านำมาออมจะเป็นเงินเท่าไหร่

เป้าหมายของตารางนี้เพียงต้องการบอกว่า ถ้าขืนเรายังคงเล่นหวยต่อไปอีก เราก็จะสูญเสียเงินไปอีกเท่าไหร่ในอนาคต ซึ่งเงินตรงนั้นอาจจะเป็นค่าเทอมลูกได้หลายปี นำไปซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงชีพ ท่องเที่ยวหาประสบการณ์ หรือมากพอที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ได้เลยหละ

หากเรามีผู้ใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัว ญาติหรือเพื่อนที่เล่นหวยแล้วยังเลิกไม่ได้ ได้โปรดนำตัวเลขนี้ไปบอกกับคนเหล่านั้นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นกำลังจะสูญเสียเท่าไหร่ในอนาคต อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเราแล้วไม่เตือน เรามีประสบการณ์ส่วนตัวที่ปล่อยให้ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ติดหวยมากจนเลิกไม่ได้ เรามองว่าเล่นนิดหน่อยคงไม่มีอะไรมาก เป็นเงินของเขาก็น่าจะรู้ว่าควรเล่นเท่าไหร่ไม่เดือดร้อนตัวเองและเป็นญาติผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องราวในชีวิตมากกว่าเราก็ไม่ได้ตักเตือนอะไร

แต่สุดท้ายเรื่องมาแดงหลังจากที่ท่านเกษียณอยู่บ้าน เพราะท่านติดหวยจนกระทั่งก่อหนี้ก่อสินมากมาย เงินบำนาญที่ได้ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้หมด สร้างความลำบากให้แก่ญาติพี่น้องคนอื่นที่ต้องตามชำระหนี้ให้ ทรัพย์สินส่วนตัวก็ถูกหวยกินหมด ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ชีวิตท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป

ดังนั้น การที่เรามองข้ามที่จะไม่เตือนเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเองหรือเป็นผู้สูงอายุก็ไม่น่าจะมีอะไร สุดท้ายเรื่องเหล่านั้นก็อาจจะจะทำให้เราลำบากได้เช่นกัน ถ้าเป็นหนี้ที่สร้างรายได้อย่างอื่นก็น่าจะชดใช้หนี้ให้ แต่ถ้าหนี้จากหวยหรือการพนันแบบนี้ใช้หนี้อย่างไรก็ไม่หมด

อ่านบทความ  “5 วิธีถูกหวยทุกงวด” เพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/1pFQNfN

ถ้าซื้อหวยงวดละ 500 บาท จะเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อเดือน และ 12,000 บาทต่อปีเงินจำนวนนี้อาจจะหายไปทั้งหมดถ้าทั้งปีไม่ถูกหวยเลยสักงวด

แต่ถ้านำเงินออมไปลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 2% ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา 12,130.80 บาท แต่ถ้าได้รับผลตอบแทน 5% ก็จะได้เงินต้นบวกดอกเบี้ยเท่ากับ 12,330.02 บาท

ซึ่งเป็นเงินงอกเงยประมาณ 130.8 – 330.02 บาท

ถ้าซื้อหวยทุกงวดๆละ 500 บาท จะเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อเดือน และ 5 ปีเป็นเงินทั้งสิ้น 60,000 บาท
เงินจำนวนนี้อาจจะหายไปทั้งหมดถ้าไม่ถูกหวยเลยสักงวด

แต่ถ้านำเงินออมไปลงทุนอย่างต่อเนื่องเดือนละ 1,000 บาทเป็นระยะเวลา 5 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2% ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา 63,152.43บาท แต่ถ้าลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทน 5% ก็จะได้เงินต้นบวกดอกเบี้ยเท่ากับ 68,289.44บาท

ซึ่งเป็นเงินงอกเงยประมาณ 3,152.43– 8,289.44 บาท

ถ้าซื้อหวยทุกงวดๆละ 500 บาท จะเป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อเดือนและ 10 ปีเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท
เงินจำนวนนี้อาจจะหายไปทั้งหมดถ้าไม่ถูกหวยเลยสักงวด

แต่ถ้านำเงินออมไปลงทุนอย่างต่อเนื่องเดือนละ 1,000 บาทเป็นระยะเวลา 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2% ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา 132,940.86บาท แต่ถ้าลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทน 5% ก็จะได้เงินต้นบวกดอกเบี้ยเท่ากับ 155,929.29บาท

ซึ่งเป็นเงินงอกเงยประมาณ 12,940.86– 35,929.29 บาท

“เปลี่ยนหวยเป็นเงินออม จะรวยเงินทองอีกมากมาย”

5 ความจริง … ที่คนรวยต้องทำ

ทุกครั้งที่แม่มมีใครพูดถึงเรื่อง คนรวย มันทำให้กรุนึกถึงเรื่องราวระหว่างที่กรุเดินทางท่องเที่ยวอยู่สองสามวันนี้ กรุหยิบไดอารีชีวิตที่กรุเขียนด่าตัวเองในตอนเด็กมาอ่าน และกรุก็พบสัจธรรมว่า การที่ชีวิตกรุเป็นแบบนี้ เพราะมีหลายเรื่องที่กรุทำผิดพลาดไปในอดีต โดยเฉพาะเรื่องของการเงิน

วันนี้กรุเลยจะมาเปิดเผยสัจธรรมความจริงให้ฟังกันว่า จากประสบการณ์ของกรุที่ผ่านมา พวกมรุงรู้ไหมว่า คนรวยตัวจริง เค้าทำอะไรกันบ้างสัส   จำไว้เลยนะว่า ถ้าพวกมรุงอยากจะรวย สิ่งที่พวกมรุงต้องทำ คือความจริง 5 ข้อนี้เสมอ แต่ถ้าพวกมรุงคิดว่ารวยแล้ว ทำ 5 ข้อนี้ได้ มรุงจะรวยขึ้นอีก แต่ถ้าพวกมรุงไม่ทำ ก็ไม่ได้แปลว่ามรุงไม่มีโอกาสรวยหรอกนะสัส เข้าใจนะ กรุเบื่อตรรกะพิสดารของพวกมรุงเต็มทีแล้วว่ะ มาดูกันสัสว่า 5 ข้อนี้มีอะไรบ้าง #เสียเวลาสัส

ข้อแรก ทำทันที

ความรวยแม่มเกิดจากการที่มรุง ทำให้ไว ที่สุด รีบทำเร็วแค่ไหนมรุงก็จะมีสินทรัพย์มากเท่านั้น แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่แม่มไม่รวย คือ แม่มผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เอาไว้มีเงินมากกว่านี้ก่อน เอาไว้ชีวิตดีกว่านี้ก่อน ตอนนี้หนี้ที่มียังไม่หมด โอ้ยยยยยยยย สัสง่าวมรุงจะบ่นอะไรมากมายวะสัส เพราะข้ออ้างที่มรุงบอกว่ามรุงไม่ทำ เดี๋ยวทำ อยากจะทำ ไอ้ที่อ้างไปวันๆ มันนี่แหละเลยทำให้ มรุงจมปลักอยู่กับความจน เหมือนหมาพุดเดิ้ลที่แม่มชอบจมปลักโคลนไงสัส #อะไรนะไม่ใช่พุดเดิ้ลหรอ

ข้อสอง กล้าลงทุนสิสัส

คนหลายคนแม่มกลัวการลงทุน พอพูดเรื่องลงทุนแม่มคิดภาพคนยืนเอาปืนกรอกปากยิงตัวตาย เห็นคนล้มละลายในตลาดหุ้นต่างๆนานา เอาจริงๆนะสัส การลงทุนแม่มมีความเสี่ยงทั้งหมดแหละ กรุเก็บเงินไว้ในตู้เสื้อผ้าเมียกรุยังมาเอาไปได้เลยสัส แต่มรุงรู้ไหมว่า การที่มรุงไม่กล้าแม้แต่จะลงทุนอะไร เก็บเงินไว้ในธนาคารไปวันๆ มันก็ไม่ทำให้มรุงรวยเหมือนกันหรอกสัส เพราะโดนเงินเฟ้อแดรกส์หมดแล้วไง #อะไรนะอย่าบอกนะว่าไม่รู้จักเงินเฟ้อ

อ้อ… ความหมายของ การลงทุน ที่กรุพูดมันใช้คำว่ากล้าอย่างเดียวไม่พอ แต่มรุงต้องรู้ด้วยว่าควรจะลงทุนยังไง ทำแบบไหน ไม่ใช่ลงมั่วลงซั่ว สัสแบบนั้นมันไม่ได้เรียกว่าคนกล้าลงทุน มันเรียกว่าคนบ้าลงทุนโว้ยยยย

ข้อสาม งานหนักคือกำไรชีวิต

คนรวยแม่มไม่กลัวงานหนัก แต่แม่มกลัวงานเยอะ เข้าใจนะสัส มรุงต้องดูว่าสิ่งที่มรุงทำทุกวันน่ะ มันเป็นงานหนัก หรืองานเยอะ มากรุจะตีความให้มรุงฟัง

งานเยอะ คือ งานที่มรุงทำมากขึ้นแต่ได้ค่าจ้างเท่าเดิม เช่น ถ้ามรุงทำงานวันละ 8 ชม. เดือนนึงได้ 20,000 บาท ถ้ามรุงทำงานนี้เพิ่มสองเท่า มรุงก็ได้แค่ 40,000 บาท อะไรแบบนี้ไงสัส

ส่วน งานหนัก คือ งานที่มรุงต้องใช้ความคิด พินิจพิจารณาว่าสิ่งที่มรุงทำมันสร้างอะไรกลับมาให้ในอนาคต วันนี้มรุงอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่มันต้องทำให้มรุงได้ผลตอบแทนเป็นทวีคูณในอนาคตแทนต่างหาก

มรุงลองถามตัวเองว่าสิ่งที่มรุงทำวันนี้ว่างานหนักหรืองานเยอะ แต่กรุว่ามรุงเล่นโซเซี่ยนเน็ตเวิรก์เยอะทั้งๆที่ไม่ได้สร้างงานสร้างรายได้ว่ะสัส #อุ้ยหนามทิ่มแทงแสลงใจ  

ข้อสี่ หาให้มาก จ่ายให้น้อย

ข้อนี้แปลว่ามรุงต้องจัดการชีวิตโดยปรับ Mindset ใหม่ คือ  อย่าสะแหลนทำด้านใดด้านหนึ่ง โดยไม่สนทั้งสองด้าน เพราะถ้ามรุงหารายได้มากขึ้น แต่จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม แล้วเมื่อไรมรุงจะรวยสักทีวะสัสสง่าว

ส่วนคนที่แย้งกรุว่า ประหยัดอย่างเดียวก็พอ สัสกรุไม่เถียงว่าในระยะสั้นมรุงต้องประหยัด แต่สำคัญกว่านั้นคือ มรุงต้องหาทางทำรายได้ให้เพิ่มในระยะยาวด้วยสัส เพราะคนรวยคือคนหาเงินได้มาก ไม่ใช่ประหยัดได้มาก มรุงไม่ได้จะไปแข่งรายการโกโกริโกะ เกมกึ๋ยส์ นะโว้ยดวกส์

ข้อห้า อย่าลืมกำพืด

สำหรับกรุแล้ว กรุว่าข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะ “ชนใดไม่มีความกตัญญู ชนนั้นหรูได้แค่เปลือกวอลนัท” เมื่อชีวิตมรุงดีขึ้น มรงุจงอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่มรุงกลายเป็นคนรวยขึ้นแค่นิดหน่อยแล้วแม่มลืมทุกอย่าง ลืมผุู้มีพระคุณพ่อแม่ญาติพี่น้องคนรักลูกเล็กเด็กข้างบ้าน แต่มรุงต้องจำคนพวกนั้นให้ขึ้นใจต่างหาก เพราะถ้าชีวิตมรุงไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา มรุงจะมีวันนีที่รอคอยได้ไหมล่ะสัส

กรุบอกเลยว่า คนรวยที่แท้จริง แม่มไม่ถือตัว ไม่เย่อหยิ่ง ไม่จองหอง แต่ถ้ามรุงอยากรวยแบบจอมปลอม ขอให้วันที่มรุงเริ่มมีเงิน จงขี้โม้ไปวันๆ อวดรวยเป็นพักๆ ทำตัวกระแดะจองหองพองขนใส่ชาวบ้านไปสิสัส กรุบอกเลยว่า มรุงอาจจะรวยนิดหน่อย แต่มรุงจะโดนตรีนเยอะแทนว่ะ #กรากกกก

หลายคนถามกรุว่า ทำยังไงให้ไม่ลืมกำพืด กรุบอกเลยสัส มรุงต้องย้ำตัวเองทุกวันหน้ากระจกอยู่เสมอว่า ตัวเองเป็นใคร ทำอะไรอยู่ และสิงที่ผ่านมาในอดีตที่มรุงเคยทำมานั้น มันมีข้อผิดพลาดยังไงบ้าง ถ้ามันมี มรุงจงจำไว้เป็นบทเรียน และมรุงได้รับความช่วยเหลือจากใครด้วยความจริงใจบ้าง นั่นแหละคือการส่งผ่านเรื่องราวดีๆ และวันที่มรุงมีเงินมากขึ้น มรุงจงส่งเรื่องราวดีๆแบบนี้ให้คนที่ขาดอีกทอดหนึ่ง นี่แหละวิธีการป้องกันคนลืมตัว วัวลืมขา ม้าเคยขี่ ชะนีตีกลองของกรุ

สุดท้ายนี้ ถ้ามรุงอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้ามรุงอยากเป็นคนรวย กรุบอกอีกครัั้งเลยว่า ทัศนคติที่สำคัญที่จะทำให้มรุงรวยนั้น คือ “ความคิด” มรุงอย่าสักคิดแต่ว่าจะอยากรวยๆๆๆๆๆๆๆ แต่มรุงต้องคิดก่อนเลยว่า เป้าหมายความรวยของชีวิตมรุงนั้นจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้อย่างไร เพราะใครๆแม่มก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นแหละสัส แต่มรุงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ยังไง ถ้ามรุงยังไม่เคยทำอะไรดีๆให้กับคนอื่นเลยล่ะวะ

กรุเขียนด้วยความหวังดี แม้มันจะเป็นคำหยาบจังไร
แต่กรุบอกเลยกรุแค่อยากให้ชีวิตมรุงดีขึ้นด้วยใจจริงวะสัส

ลงทุนดีกว่าเก็บเงินแน่นอนค่ะ เจ๊คอนเฟิร์ม!!

เรื่องราว ลงทุน ดีกว่าเก็บเงิน มันก็มีอยู่ว่า นังนักบุญมันอยู่ๆก็ตั้งกระแสในห้อง Line กลุ่ม Aommoney ว่า มันมีเงินอยู่จำนวนนึงจะเอาไปบริจาคที่ไหนดี #อินี่มันเป็นอะไรไม่รู้ของมัน #วันๆคิดจะบริจาคเงินอย่างเดียว #แต่มันไม่มานั่งบริจาคเวลามีคนขอนะยะ #มันจะให้ตามมูลนิธิ อะไรพวกนี้ค่ะ  ทีนี้เรื่องราวมันก็แดงออกมาว่า อีเกย์แมนมันบอกให้นังนักบุญเก็บเงินไว้บ้าง ส่วนเจ๊บอกว่านังนักบุญมันต้องหัดเอาเงินไปทำให้เกิดประโยชน์บ้าง เจ๊ก็ตบกับอีเกย์แมนในห้อง Line นะสิ

ถึงอิเกย์แมนค่ะ เจ๊เข้าใจค่ะว่าหล่อนน่ะ เห็นนังนักบุญเป็นเด็ก ไม่มีประสบการณ์ หล่อนก็เลยเป็นห่วง แล้วหล่อนก็มาบอกเจ๊ว่า เจ๊แก่แล้วมีประสบการณ์ รู้มากพอๆกับพี่หนอม พี่ต้า พี่นัท ไม่เหมือนนักบุญ มันยังอยู่ในมุมเบสิก คนละแนวอีกต่างหาก คือ กุไม่ได้โกรธอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องมีประสบการณ์นะคะ โกรธตรงหล่อนหลอกด่าว่าเจ๊ว่า “แก่” นี่แหระ อินี่ หล่อนน่าจะเอาเวลาไปสอนอินักบุญบ้างว่าทำไมมันต้องหัดลงทุน ไม่ใช่เก็บเงิน ขุดทอง ฝั่งกลบดิน แล้วก็ขุดขึ้นมาบริจาค อิบร้าาาาา แล้วหล่อนก็สนุบสนุนการออมเงิน ทีงี้เข้าข้างกับอิป้าเงินออมได้ดีเลยนะยะ หล่อนไปจีบอิป้าเลยป่ะ ชิชิ หล่อนและอิป้าต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้นะยะ

1. ฝากเงินไว้แพ้เงินเฟ้อนะยะ

คือหล่อนกับอิป้าจะคุยกันได้ดิบได้ดีเรื่องนี้มาก แตหล่อนก็ต้องหันมามองบ้างว่าแต่ละวันของมันแพงขึ้นๆ #อิป้าก็ฝากกินดอกอยู่นั่นแหละ #บอกให้มีผัวก็ไม่ยอมมี +++++มัวแต่จะลดหนี้+++++ หล่อนพอๆกันเลย หล่อนบอกว่ามันมีความเสี่ยง แต่หล่อนจะเอาเงินฝากไว้ในวันนี้ 1,000 บาทเพื่อ กินข้าวจานละ 40 ในอีก 80 ปีข้างหน้าหรอย่ะ นี่หล่อน ฝากออมทรัพย์ดอกกี่เปอร์เซ็นย่ะ แล้วหล่อนว่าตอนหล่อนอายุ 120 หล่อนจะกินข้าวจานละเท่าไหร่ มันอาจจะกินจานละ 300 บาทก็ได้นะยะ มันไม่ใช่ราคาจะลดย้อนอดีตในสมัยอาม่าเล่าว่าก๋วยเตี๋ยวชามละสลึงนะหล่อนนนนนน ใช่ค่ะถึงมันมีความเสี่ยง แต่ถ้าหล่อนไม่ทำอะไรเลยหล่อนโคดเสี่ยงเลยนะคะ

2. ชีวิตนี้เกิดมาตายครั้งเดียวเสี่ยงไปเหอะ

วุ้ยยย อินี่ หล่อนจะอะไรนักหนาเกี่ยวกับการกับการเอาเงินไปทำอย่างอื่น #หล่อนว่าหล่อนกลัวจะขาดทุนนะหรอ? #มันเสี่ยงหรอ? #หล่อนอายุเท่าไหร่แล้วย่ะ? มีชีวิตอยู่ขนาดนี้หล่อนก็เสี่ยงมากพอแล้ว อย่างวันก่อนกะแกล้งชาวบ้าน หล่อนแอบเอากระดาษไปแปะที่โต๊ะทำงานนังน้องหมี CEO ว่า “อ้วนๆๆๆๆๆๆๆ” หล่อนไม่เสี่ยงในการโดนไล่ออกเลยหรอค่ะ นี่อิหมีมันรู้แล้วยังก็ไม่รู้นะค่ะ เจ๊สัญญาค่ะว่าเจ๊จะไม่บอกนังน้องหมีเรื่องนี้ค่ะ เกิดมาทีเดียว เสี่ยงๆไปเหอะค่ะ เดี๋ยวก็ตายแล้ว หล่อนว่าหล่อนจะอายุยืนขนาด 1,000 ปี จนสรรพากรรุ่นเหลนมันมาทวงหนี้ ทวงเงินหล่อนหรอค่ะ ตายไปทุกอย่างก็จบค่ะ แล้วเจ๊ก็ไม่ได้สนับสนุนให้หล่อนเสี่ยงจนเกินงานขนาดเอาเงินเดือนทั้งหมดไปซื้อหวยนะยะ หล่อนก็ให้มันถูกต้องตามแบบแผนตามทำนองครองธรรมและจารีตประเพณีอันปราศจากราคะและตัณหาสิยะ จัดพอร์ตบริหารเงินค่ะ จัดเป็นไหมย่ะ ตามความเสี่ยงหล่อนนั่นแหระ หอยหลอด

3. ลงทุนเป็นมันก็ไม่เสี่ยงหรอกค่ะ

เรื่องนี้จะอยากอยากบอกว่า ขอยืนยันนั่งยันนอนยัน เรื่องนี้มันไม่ใช่การพนันนะคะ หล่อนกลัวอยู่ได้ การลงทุนมีความเสี่ยง เดี๋ยวขาดทุน นี่หล่อน!! ตื่นๆๆ!!! มันไม่ใช่การทอยลูกเต๋าสร้างแลนด์มาร์คนะยะ #อันนั้นหล่อนไม่รู้ว่าหล่อนจะเดินไปตกช่องไหน แต่เรื่องการลงทุนหล่อนสามารถทำความเข้าใจมันได้และถ้าหล่อนวิเคราะห์มันถูกหล่อนก็ประเมินความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่หล่อนรับได้แล้วย่ะ เวลาหล่อนออกไปนอกบ้านเนี่ย หล่อนรู้ว่าหล่อนต้องไปเจอลูกค้าตอน 8:00 เช้า ถ้าหล่อนกลัวววว ไม่กล้านัด กลัวสาย หล่อนก็อยู่บ้านรออิหมีไล่ออกเถอะค่ะ แต่ถ้าหล่อนศึกษาเส้นทางมากก่อน หล่อนก็ไปถึงจุดหมายได้ ไม่ต้องอ้างว่าความเสี่ยงในระหว่างทางอาจจะมีรถชน มีชะนีขาหัก มีโน้นมีนี่ อิพวกนี้ก็อย่างที่บอกหล่อนก็ต้องรับมือทุกอย่างไว้เผื่อระหว่างทางล่ะคะ

การลงทุนเสี่ยงแต่หล่อนศึกษาดีๆมันก็ไม่เสี่ยงขนาดนั้น
ฝากเงินไม่เสี่ยงหรอยะ แบงค์ล่มได้นะยะ

4. มีเงินตอนแก่ เจ๊สวย หล่อนจะสวยเท่าเจ๊หรอค่ะ

เวลาหล่อนคิดอะไรหล่อนต้องคิด บียอนเดอะแพล็ตตินั่มนะยะ คิดแม่มให้ไปถึงยูเรเนียมเลย อนาคตหล่อนก็ต้องคิดดีๆ ภาระที่หล่อนต้องมี จะมีเมียอีกกี่คน จะมีลูกอีกกี่คน เงินเฟ้อที่ต้องเจอ ชีวิตหล่อนต้องการอะไรบ้าง แม่ยกหล่อนก็เยอะ ดูแลไหวหรอยะถ้าไม่มีเงิน อย่างเจ๊เนี่ยคิดตลอดเวลาเลยนะคะ อนาคตจะต้องเจออะไรบ้าง ตอนนี้ต้องทำอย่างไร เจ๊ก็บริหารเงินเอาไปทำโน้นนี่แหลกเลยสิยะ ไม่งั้นเจ๊จะวางแผนได้ไงว่า เดี๋ยวเจ๊จะต้องไปดึงหน้าที่ไหน 5555 เป้าหมายอนาคตของคนสวยเริ่มต้นวันนี้ย่ะ แล้วหล่อนจะไม่สามารถมีเงินได้เลยในช่วงหลังเกษียณ หล่อนก็ต้องใช้เงินออมกับดอกเบี้ยที่มากมายจากคอนเซ็ปอีป้ามาใส่ลงไป ก็คิดดีนะยะ

วันนี้จบแค่นี้ดีกว่า แต่อยากสรุปนะยะว่า การเก็บเงินไว้มันก็ดี การให้เงินกับสังคมด้วยการบริจาคก็เป็นเรื่องที่น่ารัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหล่อนก็ต้องบริหารให้มันเป็นสัดส่วนด้วยย่ะ เรื่องการเอาเงินมาต่อเงิน อิหมอนัทมันก็บอกเสมอว่าต้องแบ่งเงินเป็นส่วนๆ วางแผนให้มันดีแล้วหล่อนจะเลิศเหมือนเจ๊ วุ้ย หล่อนเป็นเพื่อนกันยังไงย่ะ ทำไมไม่หล่อเท่านังพี่หมอนัทเลย กรี๊ดดดดดดดดด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save