ไขทุกปัญหา!! ภาษีขายของออนไลน์

สำหรับที่มาของบทความ “ภาษีขายของออนไลน์” ในตอนนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ @TAXBugnoms ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยในรายการ Money Makeover FM102 ดำเนินรายการโดย คุณรัชชพล เหล่าวานิช และคุณศลิลนา ภู่เอี่ยม ในหัวข้อเรื่อง ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ ซึ่งหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งหลายมักจะสงสัย และเข้าใจผิดเรื่องการเสียภาษีกับการขายของออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมากครับ วันนี้เลยถือโอกาสชี้แจงให้ฟังกันแบบหมดเปลือกในบทความเดียวกันไปเลย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า.. เมื่อเกิดการซื้อขายขึ้นมาระหว่างคนขายกับคนซื้อ ไม่ว่าจะรับเป็นเงินสด เช็ค แคชเชียร์เช็ค เช็คของขวัญ อะไรทั้งหลายแหล่ รู้แน่ๆว่าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันใจแล้วล่ะก็ เรานับว่าเป็น “เงิน” ทั้งหมดครับ และเมื่อขายของออนไลน์เพื่อเงินนี่แหละ จึงทำให้เรามีหน้าที่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

เพราะฉะนั้น “การเปิดร้านค้าออนไลน์” ไม่ใช่เปิดขึ้นมาแล้วไม่ต้องเสียภาษี เพราะถ้ามีรายได้ขึ้นมาเราก็ต้องเสียภาษีเหมือนการขายของตามปกติ โดยมีภาษี 2 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายของแบบเราๆ นั่นคือ “ภาษีเงินได้” และ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม”

1.  ภาษีเงินได้ ถ้าหากเราเป็นร้านค้าที่เปิดโดยคนธรรมดาบ้านๆอย่างเราๆ ก็ถือว่าต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยภาษีเงินได้นั้นจะมาจากการคำนวณ “เงินได้สุทธิ” แต่ถ้าหากจดทะเบียนเป็น “นิติบุคคล” อย่างห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อันนี้ก็ต้องเสียเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณจาก “กำไรสุทธิ” แทน

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องเสียก็ต่อเมื่อเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อไรที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ว่านี้เรามีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าทันที เช่น สินค้าราคา 100 บาท ต้องบวก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เข้าไปอีก 7 บาท ซึ่งลูกค้ามีหน้าที่ต้องจ่าย 107 บาทนั่นเอง

แต่ทว่า.. บทความนี้ขออนุญาตเจาะลึกในเรื่อง ภาษีขายของออนไลน์ สำหรับบุคคลธรรมดาที่เปิดร้านค้าออนไลน์เท่านั้นนะคร้าบ เพราะถ้าพูดเรื่องของนิติบุคคลไปด้วยเดี๋ยวจะยุ่งกันไปใหญ่ และสำหรับบุคคลธรรมดา เราจะพิจารณาภาษีด้วยวิธีนี้ครับ

1. กรณีที่รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเสียภาษีแค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
2. กรณีที่รายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เราจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ในกรณีขายของออนไลน์ แบ่งออกเป็น 2 วิธีได้ดังนี้คร้าบบบ

1. เงินได้จากการขายของออนไลน์ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (เงินได้ประเภทอื่นๆ)

2. สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีคือ แบบเหมาในอัตรา 80% ของรายได้ และ แบบตามความจำเป็นและสมควร

สำหรับวิธีการเลือกหักค่าใช้จ่ายแต่และแบบนั้น
เราควรจะเลือกแบบไหนกันดี ขอแนะนำให้พิจารณาแบบนี้ครับ

ถ้าเป็นการขายของออนไลน์ทั่วไป เช่น เสื้อผ้า ของใช้ เครื่องสำอางค์ ฯลฯ ประเภทสิ่งของจับต้องได้ต่างๆ ขอแนะนำให้หักค่าใช้จ่าย “แบบเหมา” ไปเลยดีกว่า แต่ถ้าหากอยากหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรเพราะประหยัดภาษี  ก็ขอแนะนำว่าให้มั่นใจว่าเอกสารหลักฐานที่เรามีนั้นครบถ้วนถูกต้อง มิฉะนั้นอาจจะมีปัญหากับพี่สรรพากรได้ แล้วจะกลายเป็นเสียภาษีมากกว่าเดิมไปซะงั้น

3. ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่าย ให้นำมาหัก “ค่าลดหย่อน” ตามกฎหมายเพื่อคำนวณเงินได้สุทธิกันต่อเลยครับ

หลังจากนั้นคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามลำดับขั้นบันได เพื่อหาภาษีที่เราต้องจ่าย แต่ขอเตือนไว้ก่อนครับว่า ถ้าหากเรามีรายได้จากการขายของออนไลน์เกิน 1,000,000 บาทต่อปี !!! เราต้องคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินโดยนำ 0.5% มาคูณเงินได้ของเราด้วยครับ

และหลังจากนั้น ให้นำมาเปรียบเทียบภาษีที่คำนวณได้ทั้งสองวิธี และเลือกว่าภาษีที่คำนวณตามวิธีไหนได้มากกว่าให้ใช้วิธีนั้นในการเสียภาษีครับ!! (โหดจังเลย)

ทีนี้เรามาดูตัวอย่างสำหรับ วิธีการคำนวณภาษีเงินได้สำหรับคนขายของออนไลน์กันดีกว่าครับ สมมุติว่า… นายหมอนัทแห่งคลินิกกองทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สำหรับท่านชายโดยเฉพาะ (เอ๊ะ!! ยังไง)  โดยมีรายได้ตลอดทั้งปี 5,000,000 บาท และตัวหมอนัทเองนั้นยังโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าอยู่

ดังนั้น วิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิตามวิธีที่1 ของหมอนัทคือ
= (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

1) รายได้ของหมอนัท 5,000,000 บาท
2) ค่าใช้จ่ายของหมอนัท 80% x 5,000,000 บาท = 4,000,000 บาท
3) ค่าลดหย่อนส่วนตัวของหมอนัท 30,000 บาท
4) เงินได้สุทธิ จาก 1-2-3 = 970,000 บาท
5) ภาษีที่คำนวณได้ (ตามอัตราภาษีก้าวหน้า) คือ 109,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน x 0.5%
= 5,000,000 x 0.5% = 25,000 บาท

สรุปว่า…
นายหมอนัทจะต้องเสียภาษีจำนวน 109,000 บาท

ถาม-ตอบภาษีขายของออนไลน์ (FAQ)

1. รายได้เท่าไรต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ยื่นด้วยแบบแสดงรายการอะไร
ตอบ : เมื่อรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี เรามีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแม้จะไม่มีภาษีชำระก็ตาม ด้วยแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90

2. ยื่นไม่เป็น คำนวณภาษียากแบบนี้ไม่ไหว ต้องทำยังไงดีล่ะ
ตอบ : ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตสิครับ สะดวกที่สุด คำนวณให้หมดด้วย เชิญยื่นได้ที่ www.rd.go.th ครับผม

3. ถ้าไม่ยื่นเลยจะมีความผิดอะไรบ้างหรือเปล่า แบบว่ากลัวเสียภาษี
ตอบ : ค่าปรับยื่นแบบ 200 บาท เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ชำระ และที่สำคัญ พี่สรรพากรอาจจะคิดเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระอีกด้วย

4. กรณีที่เป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (ผู้เยาว์) จะเสียภาษีอย่างไร
ตอบ : ในกรณีที่บุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุเกิน 20 ปี) ให้ถือเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาหรือผู้

ทำงานยังไงให้ได้เงินเดือนเป็นแสน?

ช่วงนี้กรุเห็นว่าบรรดาเด็กจบใหม่หรือคนทำงานทั้งหลายแม่มมีปัญหาว่า “เงินเดือนที่มีแม่มไม่พอใช้” หรือไม่ก็ “เงินเดือนที่มีแม่มไม่พอใจ” ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ได้เลือกเกิดกับใครบางคนเท่านั้นหรอกสัส มันเกิดขึ้นกับทุกคนบนโลกใบนี้ วันนี้พี่เกรย์เลยมีคำแนะนำดีๆมาแนะนำให้อ่านกันว่า พวกมรุงควรทำอย่างไรเพื่อที่จะทำงานให้ได้เงินเดือนหลักแสน

ก่อนอื่นมรุงลองถามตัวเองด้วยคำถามสองคำถามว่า…

1. มรุงอยากทำงานที่ไหน ทำงานด้านอะไร และอยากได้เงินเดือนเท่าไร

คำถามนี้จะเป็นการเปิดกะโหลกกะลาง่าวๆของมรุงก่อนว่า ทุกวันนี้มรุงรู้จักความต้องการของตัวเองแล้วหรือยัง ถ้าหากมรุงยังตอบไม่ได้ว่ามรุงอยากทำงานอะไรแต่อยากได้เงินเยอะๆ กรุขอเชิญให้มรุงไปรับแลกเศษตังค์ หรือไม่ก็ไปนั่งเก็บค่าเข้าห้องน้ำแทนละกันสัส ได้เจอเงินเยอะทั้งวันแน่นอนดวกส์ #แต่มันเป็นเหรียญว่ะ

แต่ถ้ามรุงตอบได้ว่าอยากทำอะไร
อย่างน้อยมรุงจงดีใจที่รู้ความต้องการของตัวเองแล้วไงสัส

2. มรุงอยากได้บรรยากาศการทำงานแบบไหน หัวหน้าเป็นยังไง

ถ้ามรุงตอบคำถามแรกได้ คำถามนี้จะเป็นการเปิดจิตใต้สำนึกอันอ่อนแอของมรุงว่า มรุงอยู่โดยการพึ่งพาคนอื่นหรือพึ่งพาตัวเอง ถ้ามรุงอยู่โดยพึ่งพาคนอื่น มรุงย่อมอยากได้บรรยากาศดีๆ หัวหน้าใจดี มีความสุข แต่ถ้ามรุงอยู่โดยพึ่งพาตัวเอง มรุงจะไม่สนใจหรอกสัสว่ามันเป็นยังไง ก็มรุงได้ทำงานที่ที่มรุงรักแล้วไงสัส อย่างอื่นมรุงก็ต้องจัดการให้ได้ มรุงคิดหรอว่าจะมีอาชีพดีๆที่แม่มจะได้ทุกอย่างที่คนน้ำหน้าอย่างมรุงต้องการสัส

ส่วนถ้ามรุงตอบข้อแรกไม่ได้ แล้วเสือกมาตอบข้อสองแบบคนอ่อนแอ
กรุว่ามรุงแม่มขี้แพ้สัสๆ ไปขอตังค์พ่อและแม่เหมือนเดิมเหอะสัส ไม่ต้องออกมาสู่โลกภายนอกรอกดวกส์

เมื่อมรุงผ่านสองคำถามนี้ไปแล้ว มรุงคงถามกรุว่า แล้ววิธีทำเงินเดือนหลักแสนควรทำยังไง โอเคสัส คำถามสุดท้ายที่จะถามมรุงก็คือ “มรุงคิดว่าเค้าจะจ้างมรุงในเงินเดือนหลักแสนด้วยเหตุผลอะไรวะสัส” ความสามารถ หน้าตา ลีลา คารม ทรงผม หรืออะไรวะสัส ถ้ามรุงไม่มีคุณค่าที่จะได้เงินหลักแสน มรุงคิดหรอว่าหมาที่ไหนแม่มจะมาให้มรุงฟรีๆ ตื่นซักทีเหอะสัส!!!!

สุดท้ายนะสัส

สำหรับคนที่ชอบบ่นว่า “ออฟฟิศห่วย”
งานไม่ดี งานยุ่ง งานมีปัญหา เหนื่อยหน่ายกับงานทั้งหลาย

กรุมีคำถามมาฝากให้คิด #คิดสิคิด
ก่อนอื่น.. มรุงทำงานคุ้มเงินเดือนหรือยัง
ถ้ามรุงคิดว่า “คุ้ม” แล้ว มรุงเสือกทนอยู่ทำไมวะสัส ก็ออกไปหางานที่มรุงอยากทำดิวะ
ไม่ทราบว่า… ใครลากขามรุงไว้วะดวกส์

แต่ถ้าคิดว่าออกไปก็ไม่มีไรแดรกส์
กรุบอกเลยนะสัส ออฟฟิศมรุงไม่ได้ห่วยหรอก มรุงอ่ะห่วย และห่วยสัสๆด้วยว่ะ
เพราะแค่ออกมาตามความฝันยังไม่กล้าแต่เสือกหน้าหนาไปด่าออฟฟิศตัวเอง #หัวใจมรุงทำด้วยอะไร

อ้อ…ลืมไปว่า ถ้าคำตอบแรก มรุงดันตอบว่า “ไม่คุ้ม”
กรุว่า… มรุงจงสำนึกบุญคุณเค้าเหอะที่จ้างคนระยำแบบมรุง #กรากกกกกกก

ชีวิตนี้ห้ามสร้างหนี้เกิน 45%

“สร้างหนี้” เท่าไหร่ที่จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

การจ่ายที่เกินกว่ารายได้ทุกอย่างล้วนเป็นการสร้างหนี้ เราสร้างหนี้เพราะมั่นใจว่าในอนาคตจะสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้และเงินที่กู้ไปนั้นจะต้องสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น ถ้ากู้มาดอกเบี้ย 10% ผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินไปลงทุนนั้นต้องเกิน 10%  แต่การสร้างหนี้ที่ดีนั้นควรอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถผ่อนชำระได้โดยไม่เป็นภาระหนักจนเกินไป หลายท่านอ่านหนังสือการลงทุนหลายเล่มจนเกิดความมั่นใจว่าสักวันเราต้องทำได้เหมือนกับคนเหล่านั้นที่ลงทุนจนเกิดอิสรภาพทางการเงิน แต่ความสำเร็จของคนเรานั้นลอกเลียนแบบกันไม่ได้ ความรู้ที่ได้รับจากการอ่านเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้ในการลงทุน แต่การลงทุนของจริงว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในช่วงนั้นด้วย

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดเป็นช่วงปี 2540 หลายท่านเห็นเพื่อนรอบข้างได้รับเงินจากการเล่นหุ้นอย่างรวดเร็ว ร่ำรวยจากการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ จึงเห็นโอกาสรวยเร็วจากการลงทุนเหล่านั้น นักลงทุนที่มีเงินออมไม่มากเมื่อนำไปลงทุนก็ได้รับผลตอบแทนกลับมาน้อย จึงคิดหาหนทางอื่นเพื่อจะได้เงินมาลงทุนเยอะๆจะได้ร่ำรวยเร็วๆ ทำให้เกิดการสร้างหนี้เพื่อการลงทุนโดยการกู้ยืมเงินมาลงทุน บางคนถึงขั้นจำนองบ้านหรือที่ดินเพื่อนำมาใช้ในการลงทุนหุ้นและเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ผลสุดท้ายเศรษฐกิจภาพใหญ่พังจากการถูกโจมตีค่าเงิน ทำให้ผู้ที่กู้เงินมาลงทุนเหล่านั้นเสียหายและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ดังนั้น นักลงทุนรุ่นใหม่ควรศึกษาอดีตเรื่องการลงทุนที่เกิดในช่วงวิกฤตเหล่านี้ไว้ด้วย ว่าการเกิดวิกฤตขึ้นแต่ละครั้งนั้นมีสัญญาณจากอะไรบ้าง  เพื่อที่เราจะได้ไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิมและมีความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

การสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับตนเองนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการหารายได้ การดูแลเงินรับเข้าและไหลออกให้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง(เรียกโดยทั่วไปว่า การบริหารกระแสเงินสด) โดยวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ เช่น มนุษย์เงินเดือนรายได้ 20,000 บาท มีรายได้หลายทาง เช่น ขายของออนไลน์ เขียนบล็อก รับเขียนบทความลงเว็ปไซด์และนิตยสารรายเดือน ทำให้แต่ละเดือนมีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อสร้างหนี้ที่มากกว่ารายได้ประจำก็สามารถหาเงินทางอื่นมาชำระหนี้แทนได้ แต่ถ้าเงินเดือนเป็นรายได้หลักเพียงทางเดียวก็จะสร้างหนี้ได้อย่างจำกัดเพราะมีความเสี่ยงหากเงินเดือนประจำหายไปก็จะไม่มีเงินส่วนอื่นมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น การสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับตนเองนั้นสำคัญมาก เพื่อจะได้ไม่มีภาระหนักกับชีวิตประจำวันมากเกินไป

หนี้ที่เหมาะสม คือ ไม่เกิน 45% ของรายได้

วิธีการคำนวณ

มาดามซูซี่มีรายได้เดือนละ 40,000 บาท เป็นหนี้บัตรเครดิตที่จะต้องผ่อนเดือนละ 3,000 บาท กำลังจะผ่อนบ้านเดือนละ 20,000 บาท ถามว่ามาดามซูซี่ผ่อนบ้านเดือนละ 20,000 บาทนี้เหมาะสมหรือไม่?

ผ่อนหนี้ระยะสั้นได้ไม่เกิน 20% คือ 8,000 บาทต่อเดือน

==> ผ่อนบัตรเครดิตเดือนละ 3,000 บาท เป็นรายจ่ายที่เหมาะสม

ผ่อนหนี้ระยะกลางถึงยาวได้ไม่เกิน 25% ซึ่งก็คือ 10,000 บาทต่อเดือน

==> ผ่อนบ้านเดือนละ 20,000 บาท เป็นรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม

รวมจ่ายหนี้ต่อเดือน 3,000 + 20,000 = 23,000 บาท หรือ 57.50% ของรายได้ (มาจาก23,000 / 40,000) เป็นภาระหนี้ที่หนักเกินไป ซึ่งมาดามซูซี่ไม่ควรมีหนี้เกิน 45% ของรายได้หรือ 18,000 บาทต่อเดือน ถ้ามีภาระหนี้ที่มากกว่านี้จะเกิดปัญหาการเงิน เช่น การขาดสภาพคล่อง เงินสดขาดมือในระยะยาว ถ้ามาดามซูซี่จ่ายหนี้ 57.50% แสดงว่ารายจ่ายอื่นๆในชีวิตประจำวัน ค่ากิน ค่าเดินทาง เงินออม เงินฉุกเฉิน ฯลฯ เพียง 42.50% อาจจะไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต ดังนั้นควรลดภาระหนี้ลงหรือหารายได้ทางอื่นเพิ่มขึ้น

หมายเหตุ

แต่ละคนมีรูปแบบรายได้ รายจ่ายแตกต่างกัน เช่น รับรายได้เป็นก้อน รับรายได้เป็นรายเดือน รายจ่ายเป็นก้อน รายจ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้น ควรปรับให้เหมาะสมกับรูปแบบรายได้และรายจ่ายของตนเอง

ถ้าเราแบ่งรายจ่ายออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. เงินออม (ได้รับเงินมาแล้วออมทันที)
  2. รายจ่ายห้ามเบี้ยว (ถ้าเรียกอย่างเป็นทางการ คือ รายจ่ายประจำหรือรายจ่ายคงที่ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่าย ต่อรองไม่ได้ หากไม่จ่ายจะได้รับผลเสียหายอย่างมาก)
  3. รายจ่ายลั้นลา (ถ้าเรียกอย่างเป็นทางการ คือ รายจ่ายขาจรหรือรายจ่ายผันแปร ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ยืดหยุ่นได้ สามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตลอดเวลา)

ทำไมห้ามสร้างหนี้เกิน 45% ??

คิดตัวเลขกลมๆง่ายจากตารางนี้ โดยที่เราจัดสรรเงินเป็น 3 ช่องทาง คือ เงินออม รายจ่ายห้ามเบี้ยวกับรายจ่ายลั้นลา ซึ่งตัวเลขรายจ่ายวันละกี่บาทนั้นจะมาจาก “รายจ่ายลั้นลา / 30 วัน” โดยแบ่งช่วงของการก่อหนี้จากรายจ่ายห้ามเบี้ยวเป็น 3 ช่วง คือ

สร้างหนี้กำลังดีที่ 45% ของรายได้

เรามีรายจ่ายลั้นลาไม่ตึงจนเกินไป โดยขณะที่มีเงินเดือน 15,000 บาท จะมีเหลือเงินใช้วันละ 225 บาท (มาจากรายจ่ายลั้นลา 6,750 / 30)

สร้างหนี้เริ่มมากเกินไปที่ 60% ของรายได้

รายจ่ายลั้นลาค่อนข้างตึงตัว โดยขณะที่มีเงินเดือน 15,000 บาท จะมีเหลือเงินใช้วันละ 150 บาท (มาจากรายจ่ายลั้นลา 4,500 / 30)

สร้างหนี้มากเกินไปที่ 80% ของรายได้

เข้าขั้นวิกฤตมากๆ เพราะเรามีรายจ่ายลั้นลาน้อยจนแทบกระดิกตัวไปทำอะไรไม่ได้ โดยขณะที่มีเงินเดือน 15,000 บาท จะมีเหลือเงินใช้วันละ 50 บาท (มาจากรายจ่ายลั้นลา 1,500 / 30) อาจจะสร้างหนี้เพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายมากขึ้น

หมายเหตุ : คำนวณโดยใช้รายได้ทางเดียวจากเงินเดือน หากมีอาชีพเสริมสร้างรายได้หรือสร้างกระแสเงินสดของตัวเองให้หมุนเวียนดีก็สามารถสร้างหนี้เยอะๆได้

กองทุนที่น่าสนใจในเดือน ส.ค. 14

จากกองทุนที่เปิดใหม่ในเดือนนี้ เราจะเห็นได้ว่ากองทุนส่วนใหญ่ จะเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่กำหนดระยะเวลาครับ ซึ่งโดยปกติจะออกมาเป็นประจำทุกอาทิตย์อยู่แล้วครับ แต่เราจะเห็นได้ว่ามีกองทุน ทริกเกอร์อยู่ค่อนข้างมากเช่นกันครับ เนื่องจากว่าช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างเยอะครับ กองทุนเหล่านี้ก็ใช้จังหวะนี้แหละครับ ในการเปิดกองทุน เพราะส่วนใหญ่แล้วคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้น และแค่มีการปรับฐานเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะขึ้นต่อครับ

หลายท่านที่ยังไม่รู้ว่า กองทุน Trigger Fund หรือ Target Fund คืออะไร ในบทความนี้ผมจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลยครับ รวมถึงผลของกองทุนเหล่านี้ที่จะกระทบตลาดด้วยครับ

โดยกองทุนเหล่านี้ จะเป็นกองทุนที่กำหนด เป้าหมายการลงทุนไว้ด้วยครับ เช่น จะลงทุนในหุ้น หรือตราสารหนี้ ในระยะเวลาลงทุน 6 เดือน เป็นต้น แต่จุดที่สำคัญคือ จะกำหนดเป้าหมายของกำไรไว้ด้วยครับ เช่น 8 % เมื่อกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ในระยะเวลาที่กำหนดก็จะประกาศ จ่ายเงินต้นพร้อมกำไรให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนครับ ซึ่งรูปแบบกองทุนแบบนี้จะเป็นกองทุนปิดครับ ในช่วงหลัง ๆ เราจะพบกันได้ค่อนข้างบ่อยครับ

แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า เป็นการการันตีผลตอบแทน กองทุนเหล่านี้บอกเป้าหมายแต่ไม่ได้บอกว่า จะได้รับกำไรแน่นอนนะครับ เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่จะมองที่ผลตอบแทน ไม่ได้มองที่ความเสี่ยง ซึ่งกองทุนเหล่านี้ อาจจะเกิดการขาดทุนได้เช่นเดียวกันครับ และเมื่อถึงระยะเวลาดังกล่าว ก็จะถูกขายหน่วยลงทุนคืนในราคาที่ขาดทุนครับ หรืออาจจะแปลงสภาพกองทุนเป็นกองทุนเปิดไปเลย เพื่อที่จะให้นักลงทุนสามารถขายหน่วยลงทุนได้เอง หรือจะรอจนกว่าจะได้ต้นทุนคืนมาครับ ดังนั้นการลงทุนในรูปแบบนี้ให้พึงระลึกไว้เสมอนะครับว่ากองทุนแบบนี้ได้ จำกัดกำไรของการลงทุนไว้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ขาดทุนนะครับ แถมขาดทุนได้ไม่จำกัดเหมือนกำไรนะครับ

จุดน่าสังเกตอีกประการของกองทุนแบบนี้ก็คือ เป็นกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนต้องรีบทำผลตอบแทนให้ได้ดี และเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ หรือตามระยะเวลาที่กองทุนกำหนด ดังนั้นมีโอกาสที่ผู้จัดการจะใช้วิธีบริหารกองทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย ไม่กระจายความเสี่ยงมานัก เพื่อผลตอบแทนที่ดีครับ และต้องจับจังหวะการลงทุนที่ถูกทางด้วย ดังนั้นการลงทุนแบบนี้ จะต้องมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งกาจพอสมควร แต่ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีผู้จัดการกองทุนคนไหนที่ทำผลตอบแทนที่ดีได้ตลอดเวลาครับ และถ้าลองศึกษาข้อมูลลงไปอีกซักเล็กน้อย เราจะพบว่ากองทุนรูปแบบนี้ก็ไม่ค่อยประสบผลเท่าใดนัก ลองดูข้อมูลนี้ครับ

“Trigger Fund ที่ออกกันมาเป็นสถิติใหม่กันเลยทีเดียวกว่า 90 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 63,000 ล้านบาท โดยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ Trigger Fund ที่ลงทุนในหุ้นไทยกว่า 80% แต่ต้องยอมรับว่ากองทุนส่วนใหญ่กว่า 70% นั้นไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายทำให้ขาดทุนกันมากมาย (ติดลบเฉลี่ย 10-15%) ขณะที่เหลืออีก 30% คือกองทุนที่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย (ประมาณ 8-10%) ส่วนใหญ่จะเปิดตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปีและปิดได้ภายในครึ่งปีแรกของปี”

http://www.morningstarthailand.com/th/news/120297/2556.aspx#sthash.7B8BMdAk.dpuf

แต่อย่างไรก็ตามกองทุน Trigger ที่น่าสนใจและทำผลตอบแทนได้ดีอยู่ก็มีเช่นกันครับ แต่กองทุน Trigger เหล่านี้มักจะเป็นกองทุนที่ออกมาในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นชัดเจน ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาก่อนหน้านี้อย่างรุนแรง เรียกได้ว่าอาศัยจังหวะในการทำกำไรนั่นเองครับ

แต่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ คงไม่ได้เป็นการแนะนำให้ลงทุนกับกองทุนใด ๆ นะครับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ

ในเมื่อกองทุน Trigger ที่ออกมามีค่อนข้างเยอะ ทำให้ผมคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกรอบ และก็เป็นแรงหนุนให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงนี้ครับ และที่สำคัญในทางกลับกัน ถ้าตลาดปรับตัวลดลง ถึงแนวรับก็จะมีกองทุนเหล่านี้ออกมาขายกันมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวลงไม่เยอะครับ เรียกได้ว่ากองทุนเหล่านี้ ช่วยกันพยุงตลาดหุ้นในช่วงนี้ก็ว่าได้ครับ

รวมถึงช่วงนี้มีการประกาศผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ออกมาด้วยอีกแรง และนักลงทุนจะเริ่มมองข้ามไปยังปี 2558 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีอีกด้วย และมีแนวโน้มว่า กำไรและผลประกอบการจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผลคาดการณ์ว่าด้วย 3 ปัจจัยนี้จะทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงดีต่อไปสักพักครับ

คราวนี้เรามาดูกองทุนที่น่าสนใจ ที่พวกเราน่าจะลองลงทุนกันดูครับ

เนื่องจากแนวโน้มของประเทศเรากำลังพัฒนาไปในหลาย ๆ ด้านครับ วันก่อนผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาเกี่ยวกับธุรกิจที่น่าลงทุนในปีนี้มาครับ ลองดูกันนะครับว่า

ธุรกิจแบบไหนที่น่าสนใจครับ

ดังนั้นถ้ากองทุนไหนที่เข้าไปถือหุ้นในธุรกิจเหล่านี้ผมคาดกว่าน่าจะมีการปรับตัวสูงได้มากนะครับ

โดยเฉพาะ อุตสาหกรรม Healthcare ทั้งนอกบ้าน ในบ้านเราครับ

สรุป สาระของวันนี้คือ

1. กองทุน ทริกเกอร์ น่าจะมีส่วนในช่วยให้ตลาดหุ้น ปรับตัวลงมาไม่มากอย่างที่คิดครับ

2. ตลาดหุ้นบ้านเราน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก

3. กองทุนที่น่าสนใจคือกองทุนที่มี ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ครับ

ขอให้โชคดีในการลงทุนกับกองทุนรวม ครับ ^_^

4 ความจริงของเหรียญ 10 บาทปี 2533

เหรียญ 10 บาทกลายเป็น “เงินแสน”

การตามหาเหรียญ 10 บาทที่ผลิตในปี 2533 โดยรับซื้อในราคา 100,000 บาทของร้านปาหนัน จิวเวลรี่ใน Facebook  นั้นสร้างกระแสฮือฮาให้กับใครหลายๆคนทำให้สงสัยว่า

  • มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
  • เขารับซื้อไปทำไม
  • ทำไมต้องเฉพาะปี 2533 ปีอื่นไม่ได้หรือ
  • ทำไมถึงรับซื้อ 100,000 บาท

บทความนี้จะหาคำตอบให้นะคะ ก่อนจะไปถึงส่วนนั้นเราต้องมารู้กันสักนิดว่า “ของสะสม” มันคืออะไร? มีผู้ให้คำนิยามที่หลากหลายซึ่งตัวอย่างที่เราอ่านแล้วเข้าใจที่สุดจะเป็นงานศึกษาของ Belk (1995) บอกว่าประโยชน์ที่ได้จากการสะสม คือ ความรู้สึกถึงการมีอำนาจและการเป็นผู้เชี่ยวชาญ (อ่านที่มาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหมายเหตุ)

ส่วนในมุมมองอื่นๆนั้นจะเป็นการสะสมเพื่อคุณค่าทางจิตใจ เพื่อเก็บความทรงจำดีๆหรือเป็นรสนิยมส่วนตัวที่ชอบการสะสมของแปลก ของหายาก ถ้าหากมองในมุมของการลงทุนในของสะสมนั้นจะเป็นหนึ่งในวิธีการกระจายการลงทุนแบบหนึ่ง ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆจะเป็นพวกเครื่องประดับอัญมณี ไวน์ งานศิลปะ เหรียญที่ระลึก ภาพเขียน ฯลฯ ที่ค่อนข้างมีราคาสูง ไม่มีราคากลางที่เป็นมาตรฐานเพราะขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน

ของสะสมที่มีมูลค่าสูงนั้นเพราะ

มีความ “เก่าแก่ แปลก หายาก” 

จากการที่ผลิตน้อยหรือมีความเก่าแก่ที่สุด ก็ทำให้ของมูลค่าปกติกลายเป็นของที่มีราคาสูงขึ้นมาได้เพราะคนมีความต้องการซื้อสูง แต่มีสินค้าหมุนเวียนในตลาดน้อยมาก ทำให้สินค้าขาดแคลนส่งผลถึงราคาของชิ้นนั้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะแต่ละคนจะให้ราคาซื้อสูงขึ้น เมื่อมิจฉาชีพเห็นโอกาสตรงนี้ก็จะทำให้มีการหลอกลวงเกิดขึ้น เช่น  

  • การปลอมแปลงสินค้าเพื่อทำเลียนแบบของจริงมาขาย เช่น แบงก์พันปลอม
  • สร้างของใหม่แล้วทำสภาพให้เหมือนของเก่าเพื่อหลอกขายว่าเป็นวัตถุโบราณให้ขายได้ราคาสูง
  • ดัดแปลงของที่ใกล้เคียงกันเพื่อหลอกลวงว่าเป็นของจริง เช่น เหรียญ 10 ปี 2533

ดังนั้น หากเราเจอข่าวในลักษณะนี้ควรหาข้อมูลต่างๆก่อนที่จะเชื่อ แม้ว่าโลกอินเตอร์เน็ตจะทำให้ข่าวมันแพร่กระจายไปรวดเร็ว แต่การหาข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถืออะไรสักอย่างก็ทำได้รวดเร็วเช่นกัน ซึ่งดิฉันได้รวบรวมข้อมูลต่างๆจากหลายสื่อเพื่อมาสรุปในบทความนี้ให้ผู้อ่านได้ศึกษาจะได้ป้องกันเหล่ามิจฉาชีพหาประโยชน์จากความไม่รู้และจะได้บอกให้คนอื่นอย่าพึ่งหลงเชื่ออะไรง่ายๆนะจ๊ะ

4 ความจริงของเหรียญ 10 บาทปี 2533

ความจริงที่ 1 จำนวนการผลิต

“เหรียญ 10 บาทที่ผลิตในปี 2533 นั้นผลิตจำนวน 100 เหรียญ”   

ความจริงที่ 2 สาเหตุที่ผลิต 100 เหรียญ

เหรียญ 10 บาทที่ผลิตปี 2533 นั้น ไม่มีการปล่อยเข้าสู่ระบบธนาคารหรือแจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไป เพราะผลิตเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เหรียญกษาปณ์ที่ประเทศแคนนาดา ซึ่งแจกเหรียญในงานนั้นเพียง 70 เหรียญและเหลือกับมาที่ประเทศไทย 30 เหรียญเท่านั้น เพราะรู้ว่าเหรียญที่ปี 2533 นั้นผลิตออกมาน้อย นักสะสมรู้แล้วว่าอนาคตจะมีมูลค่าสูงขึ้น ดังนั้น เหรียญที่เหลือกลับมาเหล่านั้นจะอยู่มือของนักสะสมตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว   

ความจริงที่ 3 ถ้าตอนนี้มีคนมาขายเหรียญ 10 บาทปี 2533 กับเราหละจะเป็นยังไง?  

คุณถูกหลอก!!

นิสัยหนึ่งของนักสะสมจะไม่ปล่อยของรักของหวงแบบนี้ออกมาง่ายๆ จึงยากมากที่จะเห็นเหรียญนี้จะตกอยู่ในมือของคนทั่วไป เป็นช่องว่างสำคัญทำให้มิจฉาชีพบางคนทำแบบนี้  

  • มิจฉาชีพที่พึ่งทราบข่าวก็จะใช้เหรียญปี 2537 ทำให้เป็นปี 2533 โดยการตะไบหางของเลข 7 ออก แล้วนำมาหลอกขายว่าเป็นของจริง บางคนที่ไม่รู้ข้อมูลจริงอาจจะรับซื้อไว้เพราะหวังว่าจะขายต่อได้ในราคาสูงต่อไป ทั้งที่ความจริงแล้วถูกหลอกให้เสียเงิน
  • มีการตกแต่งรูปภาพของเหรียญโดยใช้โปรแกรม Photoshop ตัดต่อเพื่อให้เหมือนของจริง แล้วส่งรูปให้คนที่รับซื้อดู หากคนรับซื้อหลงเชื่อก็จะส่งเหรียญปี 2537 ที่ตะไบหางออกแล้วไปให้
  • มิจฉาชีพที่เป็นนักสะสมตัวปลอมอาจจะใช้กระแสนี้ปล่อยของปลอมที่ตัวเองทำขึ้นมา

ความจริงข้อที่ 4 วิธีดูเหรียญ 10 บาทปี 2533 ของจริง 

มีผู้เผยแพร่ข้อมูลชื่อคุณอรรณพ แก้วปทุมทิพย์ ว่าภาพเหรียญจริงเป็นอย่างไร วิธีการดูรายละเอียดของเหรียญว่ามีอะไรบ้าง เพื่อคนทั่วไปจะได้ศึกษาไว้กันพวกเหล่ามิจฉาชีพมาหลอกขายนะจ๊ะ

รูปแบบเหรียญ 10 ปี 2533 ที่แท้จริง

==> ควรระวังปี ๒๕๓๗ เอามาตัดหาง ดูกันดีๆ ตัวเลขนั้นยังไม่เหมือนกันนะถึงแม้จะตัดหางแล้ว  

==> ช่องไฟของเหรียญก็มีขนาดไม่เท่ากันตามลูกศรสีแดง   

==> คงเป็นเพราะการย่อเหรียญ ที่ทำให้ได้แม่ตราเหรียญปี ๒๕๓๗ มีขนาดใหญ่กว่าปี ๒๕๓๓ นิดหน่อย เวลาตีเสร็จเลยดูแล้วเหรียญคับเกือบชนขอบเหรียญ

หมายเหตุ : ขอบขอบคุณข้อมูลอ้างอิงต่างๆ 

1. บทความ “นักสะสมกับการสะสม” ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) http://www.sac.or.th 

2. สาเหตุที่ผลิต 100 เหรียญ http://morning-news.bectero.com 

3. ข้อมูลจำนวนการผลิตเหรียญสิบ http://business.treasury.go.th 

4. วิธีการดูเหรียญ 10 ปี 2533 จาก Facebook NaNa…Collections http://on.fb.me/1yiC9tM 

5. ข้อมูลการสะสมเหรียญ 10 บาทปี 2533 ของคุณอรรณพ แก้วปทุมทิพย์  http://bit.ly/1nEs5VR  

กฎเหล็ก 6 ข้อในการเลือกธุรกิจมาออมหุ้น

วันนี้จะเสนอกฎเหล็ก 6 ข้อ ในการเลือกธุรกิจมา “ออมหุ้น” นะครับ ตอนนี้กระแสการออมหุ้นนั้นอยู่ในจุดที่ได้รับการสนใจมากถึงมากที่สุด โดยส่วนตัวผมแล้วก็ยังคงแนะนำวิธีการซื้อ โดยการใช้กระบวนท่า Dollar Cost Average เช่นเดิม เนื่องจากมันเป็นวิธีการที่ลงทุนง่ายเพียงแค่ กำหนดเงินลงทุนในแต่ละเดือนให้เท่ากัน และลงทุนไปใน “หุ้น” หรือ “กองทุน” ที่เราสนใจ วิธีนี้อย่างที่ทุกคนทราบกันแล้วว่ามันจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้มากขึ้นเมื่อหุ้นมีการปรับตัวในราคาที่สูงขึ้นและสามารถซื้อหุ้นในจำนวนที่มากขึ้นเมื่อราคาปรับลดลง DCA จึงเป็นเพื่อนที่ดีในการต่อสู้กับ Mr.Market ในตลาดได้โดยที่เราไม่ต้องกังวลอารมณ์ใดๆที่เปลี่ยนแปลงไปในตลาด

ผมเคยเขียนเรื่องวิธีการเลือกหุ้นที่น่าออมในเบื้องต้นไว้ แต่ครั้งนี้จะเจาะลึกถึงในแง่มุมของรายละเอียดธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและเราควรจะ Focus ถ้าคุณหาคาแร็กเตอร์ของธุรกิจในลักษณะนี้ได้ ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถกรองธุรกิจที่มาลงทุนด้วยวิธีการแบบ DCA ได้ง่ายลงอีกเพื่อเป็นหลักการง่ายๆสำหรับมือใหม่ ซึ่งอาจจะนำไปพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามวิธีการของแต่ละคนได้นะครับ

ธุรกิจที่เป็นสุดยอดและสามารถนำมาลงทุนด้วยการทำ DCA ได้ มีดังนี้ครับ

1.  ธุรกิจนี้สามารถสร้างมูลค่าใหม่จากวัตถุดิบเดิมและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจที่สร้างมูลค่าใหม่จากวัตถุดิบเป็นอย่างไร? เท่าที่ผมสังเกตมานั้นธุรกิจมันก็จะมีอยู่หลายแบบ อย่างง่ายที่สุดที่เราจะเจอก็คือ ธุรกิจที่สั่งสินค้ามา พอสั่งเยอะๆ ก็จะได้ส่วนลด เช่น ชิ้นละ 100 บาท ถ้าซื้อ 1,000 ชิ้น เหลือชิ้นละ 50 บาท แล้วนำไปขายในราคา 120 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกำหนดไว้ในหน้าปกของสินค้าเพื่อให้เกิดมาตรฐาน นั่นก็เท่ากับว่าหากธุรกิจต้องการจะเพิ่มกำไรนั้นก็ต้องสั่งสินค้าให้มากขึ้นจะได้มีต้นทุนที่ถูกลง แต่สิ่งที่จะเกิดเป็นความเสี่ยงนั้นคือเรื่อง “การขายของไม่ออก” สินค้านั้นต้องหมุนไว หมุนเร็วๆ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นของค้างในสต็อกและถ้าแย่ไปกว่านั้นก็อาจจะนำไปสู่การขาดทุนได้ หลายธุรกิจพบความเสี่ยงจากการทำธุรกิจลักษณะนี้เมื่อไม่สามารถกำหนดสินค้าที่สั่งเพื่อให้เหมาะสมกับการขายให้กับลูกค้าได้ ในขณะที่จะต้องพบต้นทุนอื่นๆที่เข้ามาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นพนักงานเงินเดือนขึ้น ค่าเช่าที่ขึ้น หากบริหารไม่ดี อัตราการทำกำไรขององค์กรจะมีปัญหา

แน่นอนครับว่าสิ่งที่ผมมองในเรื่องของสุดยอดธุรกิจนั้นคือ การทำกำไรในสินค้ามันจะต้องเป็นลักษณะเกิดมูลค่าเพิ่มของกิจการได้ ไม่ใช่แค่การสั่งเยอะๆเพื่อได้รับส่วนลดมาสร้างเป็นผลกำไรเท่านั้น แต่ธุรกิจที่ผมนึกถึงในการเพิ่มมูลค่าแล้วลูกค้ายอมจ่ายกลับเป็นเรื่องของการใช้หลักการ นำนมมาปั่นเป็นไอศครีมและใส่กล้วยหอมผ่าครึ่งลงไปตกแต่งนิดหน่อยและขายมันออกไปที่ราคา 200 บาท ซึ่งต้นทุนเหล่านั้นถ้ามาคิดเป็นกำไรแล้วถือว่าสูงมาก และผู้ให้บริการสามารถปรับราคาขึ้นได้เองโดยไม่ต้องมีการตกลงกับผู้ผลิตก่อนเหมือนบรรดาวสินค้าที่ต้องติดราคามาตรฐานไว้ 

มันอาจจะไม่ได้เป็นในแค่เรื่องของมิติด้านการเพิ่มคุณมูลค่าจากการผลิตเท่านั้น อาจจะเป็นมิติในด้านคุณภาพต่างๆที่จะเห็นได้ในการบริการที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ายอมจ่ายแพงมากกว่าที่อื่นได้และยินดีที่จะใช้บริการไปเรื่อยๆในอนาคต

2. ธุรกิจนี้จะต้องมีเงินสดหมุนได้อย่างต่อเนื่องและสามารถตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ตามอัตราการเติบโต

ธุรกิจที่น่าสนใจ ควรเป็นธุรกิจที่มีเงินหมุน มีกำไรจากการขายก็สามารถเก็บเป็นเงินสดได้เร็วเพราะสามารถลดความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้ได้ อีกทั้งยังสามารถนำเงินที่ได้รับมาเร็วไปต่อยอดในการลงทุนรวมถึงตอบแทนผู้ถือหุ้น ธุรกิจที่น่ามองหาควรจะเป็นลักษณะ ซื้อเงินเชื่อ ขายเงินสด ทั้งนี้มันก็อยู่ที่แต่ละธุรกิจได้ บางธุรกิจต้องอาศัยเงินเชื่อในการค้าขาย แต่ธุรกิจใดๆที่ได้รับเงินสดก็ย่อมมีความได้เปรียบในการต่อยอดเสมอ ในกรณีที่เป็นธุรกิจที่หมุนกับเงินเชื่อก็จะทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำธุรกิจ ไม่มีเงินหมุนในกิจการบ้าง ต้องขายเงินลงทุนมาเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินบ้าง ต้องกู้หนี้ยืมสินและเกิดต้นทุนทางการเงินบ้าง

แน่นอนครับว่าสิ่งที่ผมมองหาอีกสิ่งหนึ่งและหลายๆคนก็ชอบเช่นกันคือ ธุรกิจที่มีกำไรและแบ่งบางส่วนมาตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ และเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ปีที่ ราคาหุ้น 10 บาท กำไรต่อหุ้น 1 บาท ก็แบ่งให้ผู้ถือหุ้น 0.50 บาท และ นำไปลงทุนต่ออีก 0.50 บาท พอในปีต่อมาธุรกิจโตก้าวหน้าเพราะมีการขยายกิจการลงทุน ราคาหุ้น 20 บาท กำไรหุ้น 2 บาท ก็แบ่งให้ผู้ถือหุ้น 1 บาท และนำไปลงทุนอีก 1 บาท หากเราซื้อมาตั้งแต่ปีแรก แน่นอนว่าเราจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าคนที่มาลงทุนในปีที่ 2 (ซื้อมา 10 บาท ปีแรกได้ปันผล 0.50 บาท แต่ปีที่ 2 ได้ 1 บาท) ซึ่งทำให้หลายๆคนที่ลงทุนและเติบโตไปพร้อมธุรกิจมีโอกาสได้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลได้ถึง 20% 50% 100% 1,000% ได้

3. ธุรกิจที่มันธรรมดา ไม่ตามกระแส ไม่ตายง่ายๆจากการเปลี่ยนแปลง

หลายคนคงจะเห็นประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วว่าธุรกิจอะไรที่เป็นไปตามกระแส มันจะมาเร็วไปเร็ว อยู่สั้นๆและก็ออกไปจากตลาดโดยที่เราไม่รู้ตัว มองง่ายๆเช่น ตุ๊กตาเฟอร์บี้ วิสแบรนด์ใส่ข้อมือ สินค้าตามกระแสบอลโลก เกมส์ออนไลน์อย่าง ฟาร์มวิว เฮเดย์ คุ๊กกกี้รัน และ เกมส์เศรษฐี ถ้าเรามองมันเป็นธุรกิจหุ้นที่ทำกำไรให้กับเรานั้น จะพบว่ามาแรงมาก ทำกำไรให้เราอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็จากตายไปอย่างง่ายๆ อาจจะไม่เหมาะสมกับการออมหุ้นระยะยาวอย่าง DCA นัก วิธีการง่ายๆก็คือลองถามตัวเองว่า ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ไปอีก 40-50 ปี จะมีธุรกิจอะไรในวันนี้ที่มันจะอยู่ถึงวันนั้นบ้าง? มันอาจจะตอบยากนะ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

5 วิธีชนะเกมส์เศรษฐีในชีวิตจริง

เนื่องจาก ช่วงนี้เกมส์เศรษฐีมาแรงแซงทุกโค้ง @TAXBugnoms เดินไปไหนมาไหนก็ได้ยินแต่ คำว่า “Landmark” เต็มไปหมดเลยยย วันนี้เลยถือโอกาสฝากข้อคิดดีๆ สำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เล่นเกมส์เศรษฐีกันบ้างครับว่า “เกมส์นี้สอนอะไรเราบ้าง?”

1. อย่าฝากชีวิตไว้กับ “ดวง”

การทอยลูกเต๋าได้ Double อาจจะทำให้เราชนะได้ง่ายขึ้น การตกในตำแหน่งที่ดีอาจจะทำให้เราไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง การสร้าง Landmark ติดต่อกันจนเป็นเขต Victory ที่ทำให้เราชนะทั้งเกมส์ อาจจะมาจากการทอยลูกเต๋าเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ในชีวิตจริงนั้น เราจะมัวฝากชีวิตไว้กับ “ดวง” เพียงอย่างเดียวไม่ได้

เพราะสิ่งที่สำคัญนั้นคือการมองหา “ช่องทาง” ที่มาในทุกช่วงเวลาของชีวิต ในสถานการณ์เดียวกันบางคนอาจจะเห็นว่าเป็น “วิกฤต” แต่บางคนเรียกมันว่า “โอกาส” ดังนั้นอย่าลืมสร้าง “ความสามารถ” ให้ตัวเองก่อนเป็นลำดับแรกเพราะชีวิตจริงนั้นไม่ใช่เกมส์เศรษฐี ตายแล้วตายเลยจ้า

2. การวางแผนสำคัญที่สุด

เงินที่เรามีในเกมส์เศรษฐีนั้น บางครั้งมันก็หายไปได้ง่ายๆ ถ้าต้องเสียค่าผ่านทางตลอดเวลา หรือบางครั้งการซื้อต่อเมืองจากคนอืนโดยการจ่ายเพิ่มถึง 2 เท่าก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่านักอาจจะทำให้เราเงินหมดไวขึ้น หรือไม่ก็แพ้ง่ายขึ้น หากไม่รู้จักวางแผนที่ดี เช่นเดียวกับชีวิตจริงถ้าใช้ชีวิตโดยไม่มีการวางแผน ทั้งเรื่องเป้าหมายชีวิต การเงิน รวมถึงการลงทุนที่ดีแล้วล่ะก็ อาจจะทำให้ชีวิตเราต้องวุ่นตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

3. คนรวยส่วนใหญ่นั้น รวยจากสินทรัพย์

ในเกมส์เศรษฐี ยิ่งเรามีเมือง บ้าน อาคาร Landmark ต่างๆ มาก ยิ่งเก็บค่าผ่านทางได้มาก และทำให้เรามีเงินกลับมามากขึ้น แถมยังมีโอกาสชนะมากขึ้นอีกด้วย ชีวิตจริงก็เช่นเดียวกันยิ่งเราลงทุนสะสมทรัพย์สินให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ นั่นแปลว่าเรากำลังเข้าใกล้หนทางของการเป็นเศรษฐี แต่ถ้าสิ่งที่เรามีส่วนใหญ่นั้น มันไม่ใช่สินทรัพย์ มันก็แปลว่า โอกาสที่เราชนะในชีวิตจริงนั้นก็น้อยลง…

4. มีคนหวังรวยทางลัดเสมอ

การโกงเกมส์เศรษฐี ใช้โปรเกมส์ เพื่อโกงเกมส์นั้น มันก็เหมือนกับการหาวิธีรวยทางลัดในชีวิตจริง จึงเป็นได้ แค่หนทาง “ชั่วคราว” แต่ “ไม่ยั่งยืน”เพราะถ้าไม่มีความสามารถที่แท้จริงก็ไม่สามารถรักษาเงินไว้ได้ คนรวยจากการประกอบอาชีพสุจริต มักจะร่ำรวยแบบมั่นคง และไม่ล้มง่ายๆ เพราะต้องผ่านความสำบากมากมาย กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนคนที่รวยแบบข้ามวันข้ามคืน เศรษฐีใหม่ที่มาจากโกงความร่ำรวย หรือ รวยด้วยวิธีที่ไม่สุจริต รวยได้ไม่นานก็คงต้องกลับไปจนเหมือนเดิม แถมบางคนเอาแต่เติมเงิน เพราะกลัวแพ้ ไปๆมาๆกลายเป็นชีวิตแย่อีกต่างหาก

5. อย่าถอดใจ จนกว่าจะจบเกมส์

สิ่งหนึ่งที่เศรษฐีในเกมส์ และเศรษฐีในชีวิตจริงมีเหมือนกัน คือ ความอดทน ความตั้งใจที่จะไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคเพื่อจะกลับมาเป็นคนชนะในที่สุด ดังนั้นจงอย่าถอดใจ จนกว่าจะพบความพ่ายแพ้ เพราะไม่แน่ว่ามันอาจจะมีอะไรใช้ชีวิต”พลิก”ก็ได้

สุดท้ายนี้ @TAXBugnomsเห็นหลายคนบ่นว่า จะเล่นเกมส์ไปทำไม เล่นแล้วชนะไปในเกมส์แต่ชีวิตจริงพ่ายแพ้ ก็ไม่มีประโยชน์ ไร้สาระเปล่าๆ แต่ความเป็นจริงนั้น ความมีสาระกับไร้สาระของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เรื่องที่มีสาระสำหรับเราอาจจะไร้สาระสำหรับคนอื่น และชีวิตเราทุกคนนั้นคงไม่ได้ทำแต่สิ่งที่มีสาระตลอดเวลา

ถ้ารู้จักแบ่งมาเพื่อผ่อนคลายความสนุก คลายเครียดให้กับชีวิตบ้าง แถมได้เรียนรู้ว่า เราได้อะไรจากการเล่นเกมส์บ้าง ฝึกทักษะอะไรต่อยอดให้ชีวิตได้ มันก็อาจจะมีประโยชน์ดีๆที่ซ่อนอยู่ก็ได้นะครับ

5 วิธีประหยัดสำหรับคุณสามีที่ภรรยาควรสั่งให้อ่าน!!

วันนี้ @TAXBugnoms ขอผ่อนคลายด้วยเรื่องราวดีๆ อย่างเรื่องการเงินในครอบครัวกันบ้างครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่านี่มันเรื่องราวดีๆตรงไหนกันฟระ!! พี่หนอม ขอบอกเลยว่าการเงินในครอบครัวนี่แหละครับ เรื่องดีๆของจริง เพราะวันนี้จะมาแนะนำเคล็ดลับวิธีประหยัดเงินสำหรับคุณสามีที่ภรรยาควรสั่งให้อ่าน เอาล่ะ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างครับ

ข้อแรก : เมื่อมีรายได้ จ่ายให้เมียก่อน

เคยได้ยินคำว่า.. “เมียคือกระเป๋าสตางค์ของบ้าน” ไหมครับ เมื่อเราเห็นหน้าภรรยา ให้นึกถึงสมการออมก่อนใช้ โดยเปลี่ยนแปลงจาก รายได้ – เงินออม = รายจ่าย เป็น รายได้ = เมีย เพราะคุณภรรยาจะเป็นผู้จัดการเงินออมและค่าใช้จ่ายให้เราเอง  เห็นไหมครับว่าง่ายกว่าเห็นๆ – -“

ข้อสอง : อย่าผ่อนสิ่งของที่เมียไม่ชอบ

เมื่อมีการใช้จ่ายใดๆก็ตาม การเงินภายในบ้านนั้นเป็นเรื่องทีต้องคุยกัน ไม่ใช่ว่าคุณสามีอยากได้ทีวีสี 40 นิ้วแบบ HD ทั้งๆที่คุณภรรยาไม่อยากได้ แม้โปรโมชั่นจะยั่วยวนแค่ไหน เราก็ต้องตัดใจไม่ซื้อ ต่อให้มีผ่อน 0% เราก็ไม่เอา เพราะการเงินภายในครอบครัวนั้น สิ่งสำคัญที่ควรยึดถือไว้ คือ “เราสองคนต้องใช้จ่ายร่วมกัน” แต่ถ้าหากคุณภรรยาอยากได้รองเท้าคู่ใหม่ หรือชุดราตรีสวยๆ อันนั้นควรซื้อครับ เพราะว่า “ไม่มีอะไรสุขใจเท่ากับรอยยิ้มของภรรยา” เห็นไหมล่ะครับว่า ยุติธรรมแบบสุดๆ

ข้อสาม : อย่าตอบตกลงซื้อ ถ้าเมียไม่อนุญาต

เช่นเดียวกันกับข้อสอง คือ ถ้าเราอยากได้สิ่งของอะไร แต่คุณภรรยาไม่อนุญาต เราก็ไม่ควรหักหาญน้ำใจตอบตกลงไป เพราะมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาภายในบ้านได้ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหา เราแค่ปล่อยวาง เอ้ย ปล่อยให้คุณภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ แค่นั้นปัญหาก็จบครับ แบ่งแยกหน้าที่กันชัดๆไปเลย สามีหารายได้ ภรรยาดูแลรายจ่าย เอ๊ะ!! ฟังแล้วก็เข้าท่าดีนะครับ

ข้อสี่ : อย่าพลาดไปยุ่งตอนเมียชอปปิ้ง

ผู้หญิงกับการชอปปิ้งเป็นของคู่กัน ดังนั้น อย่าไปยุ่งตอนที่คุณภรรยากำลังตั้งอกตั้งใจชอปปิ้ง เพราะว่ามันจะเสียสมาธิและอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด สิ่งที่คุณสามีอย่างเราๆทำได้นั้น คือให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เพราะยิ่งยุ่งมาก เธออาจจะไม่พอใจ และพอไม่พอใจ ส่วนมากจะใช้เงินเยอะทุกที ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แฮร่

ข้อสุดท้าย : อย่าทิ้งเงินเรี่ยราด

ถ้าคุณมีเงินแอบเม้มภรรยา ก็อย่าให้เธอรู้ครับ ด้วยความปราถนาดี

ถึงแม้ว่า.. เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าขำๆ แต่หลายคนก็ได้เจอมากับประสบการณ์จริง จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาใหญ่ในครอบครัว ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรจำไว้ก็คือ “ชีวิตคู่ที่ดีต้องไม่มีปัญหาการเงิน” หากทำได้แล้วล่ะก็ รับประกันว่าความสุขอยู่ไม่ไกลแน่นอนคร้าบบบ

เก็บเงิน หรือ ลงทุน คุณควรเลือกแบบไหน

ทีมาของคำถามว่า “เก็บเงิน หรือ ลงทุน” มันมาจากเหตุการณ์เมื่อวันก่อน นักบุญกามเงิน แม่มถามขึ้นมากลางวงว่า “มีเงินก้อนจะบริจาคที่ไหนดี” สัสกรุฟังแล้วขึ้นเลยครับ เงินก้อนคือไรวะสัส #กรุรู้จักแต่ทองก้อน  หลังจากนั้น นังซูซี่ มันก็เปิดศึกกับกรุทันทีเลยสัส มันบอกว่าให้ เอาเงินไปลงทุนต่อให้เกิดประโยชน์บ้าง รวยแล้วให้บริจาคอีกที นักบุญมันก็เอ๋อเหรอ เชื่อตามยัยป้าไก่แก่แม่ปลาช่อนไปซะงั้น แถมยังทำตัวงงๆส่งสติกเกอร์ไลน์มาบอกว่า “โอเค โอเค โอเค” อีกนะสัส

ประเด็นเรื่องนี้ คือ กรุต้องการจะสอนไอ้อ่อนแบบนักบุญว่า มีเงินไว้ก็ไม่ใช่ว่าสักจะลงทุน แต่มรุงต้องคิดพินิจพิจารณาให้ดีว่าจะเลือก เก็บเงินหรือลงทุน เพราะเงินของมรุงนั้นไม่ใช่แบงค์ปลอมที่จะแม่มหมดแล้วจะพิมพ์ใหม่ได้ แต่มันต้องใช้อะไรหลายๆอย่างแลกมา เอาจริงๆ มันก็ไม่แปลกที่ใครหลายคนเค้าแนะนำให้ลงทุนแทนเก็บเงิน #กรุไม่ได้ว่าคนที่เก่งเก๋าเกมส์ทั้งหลาย แต่มรุงต้องถามคำถามตัวเอง 3 ข้อนี้ก่อนไงดวกส์ แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าจะ เก็บเงิน หรือ ลงทุน กันแน่

ข้อแรก มรุงเข้าใจความหมายของการลงทุนหรือยัง

สัสสสสสสส กรุพูดแล้วอยากจะขำทั้งน้ำตา มรุงรู้ไหมจริงๆแล้วการลงทุนแม่มมีปัจจัยมากมายให้มรุงใช้สมอง ทั้งแนวคิดทั้งความเสี่ยงรวมไปถึงวิธีการ แต่มรุงรู้ไหมสัส คนบางคนแม่มยังเข้าใจว่าการแทงหวยคือการลงทุน ทั้งๆที่แม่มคือการพนันไงสัส #วันนี้หวยออกจ้า

ประเด็นสำคัญในการลงทุนแม่มคือ ความเสี่ยง มรุงเคยได้ยินคำว่า “High Risk High Return” ป่ะสัส หลายๆคนแม่มแปลตรงตัวเลยว่า “ยิ่งความเสี่ยงมากยิ่งผลตอบแทนมาก” แต่กรุบอกเลยแม่มไม่ใช่ว่ะสัส มรุงต้องรู้ด้วยว่า ยิ่งเสี่ยงมากมรุงก็มีโอกาสขาดทุนมากด้วยสัสดวกสส์

ข้อสอง มรุงอย่ากลัวเงินเฟ้อจนล้มละลาย

กรุเข้าใจนะที่ยัยซูซี่มันสอนว่า “ลงทุนเพื่อชนะเงินเฟ้อ” แต่สิ่งสำคัญที่มรุงควรจะคิดสิคิดอีกสักนิดก็คือ บางครั้งมรุงแม่มอาจจะแพ้แม่มทุกอย่างจนล้มละลายก็ได้สัส ขาดทุนจากเงินเฟ้อแม่ม 3-4% แต่ขาดทุนหุ้นล่อไป 40% ในปีเดียว #อีบ้านปูมรุง มรุงแดรกส์เงินเฟ้อได้เป็นสิบๆปีเลยสัสดวกส์

ข้อสาม มรุงมีเงินออมหรือยัง

สุดท้ายนี้ สำคัญมากคือมรุงต้องมี “เงินเย็น” สำรองไว้เพื่อใช้จ่ายบ้างนะสัส อย่าลงทุนอย่างเดียวจนลืมไปหมดว่า หากแม่มมีเรื่องฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมา มรุงจะทำยังไงล่ะสัส นอนยิ้มไปวันๆหรือไงดวกส์ อันนี้สำคัญนะสัส บางคนแม่มลงทุนเพลินจนเบิกเงินมาใช้ไม่ทัน กรุเคยเห็นมาแล้วสัส สุดท้ายแม่มขายบ้านไปใช้หนี้ไงมรุง

สุดท้ายนะสัส ไม่ว่ายังไง มรุงจะเลือก เก็บเงิน หรือ ลงทุน  มันไม่มีใครผิดใครถูกหรอกสัส มันอยู่ที่ว่ามรุงมีเหตุผลอะไรให้ในการตัดสินใจของมรุงและมรุงมีความสม่ำเสมอในการตัดสินใจอย่างไรต่างหากสัส ดังนั้นถ้ามรุงคิดว่าดี มรุงจงทำ แต่ถ้ามรุงไม่รู้ว่าอะไรควรทำ มรุงจงกำเงินแน่นๆไว้กับตัวดีกว่านะสัสดวกสสสส์

ผ่ากองทุนสุดยอด Healthcare

จากคราวที่แล้วที่ผมได้แนะนำกองทุนเปิดใหม่ สำหรับเดือนที่แล้วไป ก็มีคนถามเรื่องกองทุนจำพวก Healthcare ที่เป็น FIF เข้ามามากเหมือนกัน (ใครไม่รู้จักกองทุน FIF คลิกที่นี่ครับ)

เนื่องจากว่างานเยอะ และด้วยความขี้เกียจ ผมจะขอยกบทความที่ผมเคยเขียนถึง มาดังนี้ครับ

เนื่องจากในยุคนี้ที่เป็นยุคของการดูแลสุขภาพ และเป็นยุคที่ทุกประเทศทั่วโลกนั้น เริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุกันเกือบหมดครับ และปัจจัยบวกที่ดีของกองทุนต่างประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของโลกที่ดีขึ้น และความต้องการของผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญมาก ๆ กับเรื่องสุขภาพครับ

ดังนั้นในช่วงปีที่ผ่านมากองทุนประเภทนี้จะทำผลตอบแทนได้ดี และผมคาดการณ์ว่าน่าจะดีขึ้นไปได้อีกครับ เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่โรคร้ายต่าง ๆ มีให้เห็นมากขึ้นด้วย

แต่กองทุนเหล่านี้ก็ต้องระวังเรื่องความเสี่ยงต่าง ๆ ครับ เช่น ลิขสิทธิ์ยา เนื่องจากยาบางตัวที่ออกมาใหม่ จะมีลิขสิทธิ์ครับ ถ้ากองทุนได้เลือกหุ้นที่ดี และประจวบเหมาะกับเป็นบริษัทยาที่มีลิขสิทธิ์ในการผลิตยาอยู่ละก็ ผลตอบแทนก็จะมีแนวโน้มดีมากครับ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเลือกไม่ดีละก็ อันนี้จะมีผลต่อผลตอบแทนที่ได้ในทางลบเช่นกันครับ หรือ ยาที่มีลิขสิทธิ์ แต่กำลังจะหมดอายุของลิขสิทธิ์ลง ก็อาจจะมีผลทำให้บริษัทอื่น ๆ สามารถผลิตออกมาขายแข่งได้เหมือนกันครับ

ความเสี่ยงเรื่องของ การต่อรองราคาในระบบประกันสุขภาพและสาธารณสุขก็จะมีผลเช่นกัน ซึ่งคล้าย ๆ กับบ้านเราในตอนนี้ครับ คือบริษัทจะขายยาให้กับโรงพยาบาลรัฐได้จะต้องมียาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ถึงจะได้สิทธิ์ในการเบิกจ่ายก่อน ส่วนยาอื่น ๆ อาจจะต้องคิว หรือ แพทย์เป็นผู้เลือกใช้เองครับ อันนี้ก็จะมีผลกระทบต่อหุ้นบริษัทยาที่ไม่สามารถขายยาเข้าไปที่โรงพยาบาลของรัฐได้ครับ

คราวนี้เรามาดู กองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับ healthcare ในต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยเรามีอยู่ไม่กี่กองทุนครับ เช่น

กองทุน B-CARE ของ บัวหลวง 

กองทุน PHATRA GHC ของ ภัทร

และกองทุนที่เพิ่งเปิดใหม่ KF-HEALTHD ของ กรุงศรีนั่นเองครับ

*ขอขอบคุณตารางสรุปข้อมูลกองทุนจาก บล. ฟิลลิปนะครับ

**กองทุนแม่ หรือ Master Fund คือกองทุนหลัก ที่กองทุนเหล่านี้ได้ไปลงทุนด้วยครับ ( Feeder Fund ) ท่านไหนงง ว่ากองทุนแม่ หรือ Master Fund คืออะไร กดที่นี่ครับ

ซึ่งกองทุนแต่ละกองทุนก็มีข้อแตกต่างกันไปครับ เช่น กองทุนของบัวหลวงไม่ได้มีการปันผล ส่วนกองทุน ของภัทร และ กรุงศรีนั้นจะมีเงินปันผลด้วยครับ

ส่วนข้อแตกต่างของกองทุนปันผลและ ไม่ปันผลนั้นผมได้เขียนไว้ในบทความคราวก่อนแล้วครับ กดที่นี่ ลองเปรียบเทียบกันได้ครับ ว่าชอบแบบไหนครับ

ก่อนที่จะไปเรื่องของผลตอบแทน เรามาดูว่าแต่ละกองทุนมีกองทุนแม่เป็นกองทุนไหนกันบ้างนะครับ เพราะว่าเราได้ทราบว่า ผู้จัดการกองทุนที่มาดูแลเงินของเรานั้น เอาเงินไปลงทุนกับ หุ้นแบบไหน และ/หรือ มีสไตล์ของการลงทุนแบบใดครับ

กองทุน B-CARE ของ บัวหลวง

: Master Fund  คือ Wellington Global Health Care Equity Portfolio

โดย 10 บริษัทที่กองทุนถืออยู่คือด้านล่างนี้ครับ

โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทยา และ biotech ชั้นนำครับ

ส่วนผลตอบแทนในหุ้นแต่ละตัวค่อนข้างสูงในช่วงปีที่ผ่านมาครับ เนื่องจากข้อได้เปรียบจากแนวโน้มของประชากรที่ผมได้กล่าวมาแล้วด้านบน

ดังนั้นจะส่งผลให้กองทุนนี้ค่อนข้างจะให้ผลตอบแทนดีไปด้วยครับ

กองทุน PHATRA GHC ของ ภัทร

: Master Fund คือ …….ไม่มีครับ ……อ้าวแล้วไปลงทุนอะไรกันละ ?

การลงทุนของกองทุนนี้ จะเน้นกระจายการลงทุนใน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมตางประเทศประเภท Equity ETF

ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสาร ทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของดัชนีอุตสาหกรรมและการบริการที่เกี่ยวกับ
การแพทย์เภสัชกรรม สุขภาพการรักษาพยาบาล และหรือ เทคโนโลยีชีวภาพ (Health Care Industry) ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

ตัวอย่างหลักทรัพย์ที่ลงทุน

1. ไอแชร์เอสแอนด์พีโกลบอลเฮลธ์แคร์เซคเตอร์ (IXJ)
2. เอสพีดีอาร์เอสแอนด์พีไบโอเทค (XBI)
3. ไอแชร์ดาวโจนส์ยูเอสเมดดิคอลดีไวซ์ (IHI)
4. ดาวน์โจนส์ยูเอสเฮลธ์แคร์โพรไวเดอร์อินเด็กซ์ฟันด์ (IHF)
5. เอสพีดีอาร์เอสแอนด์พีฟาร์มาซิทิคอลอีทเอฟ (XPH)

เรียกได้ว่าลงทุนกับ ETF ครับ เป็น สไตล์ passive fund ที่แต่เอา กองทุน ETF หลากหลายตัวมารวมกันครับ(แต่ก็มีการปรับสัดส่วน ETF ในกองทุนเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ อาจจะดูเหมือนเป็น active fund ผสมรวมอยู่ด้วยเลยครับ)

ใครไม่รู้จัก passive fund กดที่นี่ครับ

ซึ่งผลตอบแทนผมจะคุยกันอีกทีด้านล่างครับ

กองทุน KF-HEALTHD ของ กรุงศรี

: Master Fund คือ JPMorgan Funds – Global Healthcare

ต้องเรียนตามตรงว่า ผมค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับหุ้นของบริษัทในกองทุนนี้เสียมากกว่าครับ ซึ่งเป็นบริษัท ยา และ วัคซีนเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ

และเป็นบริษัทที่อยู่มานานมีประวัติที่ดีครับ และเราจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนก็สูงเช่นเดียวกันครับ

งั้นคราวนี้ เรามาดูกันครับว่าแต่ละกองทุนนั้น ในรายละเอียดลึก ๆ แล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ

โดยเริ่มจากผลตอบแทนก่อนนะครับ

โดยภาพรวมของผลตอบแทนแล้วดูเหมือนว่า กองทุน KF-HEALTHD ของ กรุงศรี จะให้ผลตอบแทนมากที่สุดครับ

ผมมักจะบอกกับผู้ลงทุนในกองทุนเสมอว่า เราก็ดูเฉพาะผลตอบแทนไม่ได้นะครับ ต้องดูด้วยว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอด้วยรึเปล่านะครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save