5 วิธีใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าสุดๆ

เจ๊มาแล้ว+++

สวัสดี บ่องชู้ ผู้ชาย ตุ๊ด กะเทย ชะนี และ #อิเกย์แมน เนื่องจากมีผู้ชายหน้าตาน่ารักมาบอกเจ๊ว่าอยากให้เจ๊เล่าเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตว่าจะใช้ห่ายังไงให้แม่มคุ้มค้า — เจ๊ก็เลยจะมาจัดยิ๊กๆๆๆ ให้นะค่ะ —- มันก็มีวิธีการที่คุ้มชิบหายวายวอด #พวกหล่อนเคยทำเปล่าก็ไม่รู้นะคะ #สำหรับเจ๊แม่มเวิคมาก คือจริงๆวิธีการใช้บัตรเครดิตให้คุ้มมันมีเยอะคะ แต่อินังเลขามันบอกให้เขียนให้ข้อก็พอ เจ๊แม่มก็ไม่รู้จะทำยังไง 5 ข้อ ก็ 5 ข้อย่ะ

ข้อที่ 1 รูดแม่มทุกอย่างที่รูดได้

พวกหล่อนต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกว่า การใช้บัตรเครดิดมันมีระยะที่เป็น — ฟรีดอก — (เจ๊ไม่ได้ด่าใครนะคะ อ่านดีๆนะคะ อย่าอ่านเพี้ยน ดอกหมายถึงดอกเบี้ย) นั่นก็คือเวลาพวกหล่อนรูดไป ธนาคารมันจะช่วยหล่อนจ่ายเงินออกไปก่อนแล้วเงินสดจะอยู่ที่หล่อน #ถูกไหมย่ะ #คิดสิคิด แล้วธนาคารก็จะไปหักวงเงินจากบัตรเครดิต หน้าที่ของหล่อนมีอยู่ว่า พอถึงเวลาต้องชำระค่าบัตรเครดิต หล่อนก็ค่อยเอาไปจ่าย ยกเว้นหล่อนจะลืม จ่ายช้า หล่อนก็เสียดอกไป แล้วเสียทีนี่หล่อนจะหนาว เพราะงั้นห้ามพลาดนะยะ

สิ่งที่หล่อนจะได้รับมาก็คือ แต้มค่ะ แต้มนี้มันก็เป็น พอทย์สะสมให้หล่อนเอาไปใช้ในเรื่องสาธารณะประโยชน์ตามที่หล่อนคันได้เสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสดแล้ว สิ่งที่หล่อนจะได้ก็มีแค่ ใบเสร็จค่ะ แต่รูดบัตรได้แต้มด้วยใบเสร็จด้วยค่ะ #เออแล้วกรุจะพูดทำมุย รูดไปเลยค่ะ รูดๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ต้องกลัวค่ะ เราจะไม่จ่ายดอก — อิฉันสัญญา —

ข้อที่ 2 วงเงินเหลือก็ไปบอกเพื่อนตุ๊ดชะนีว่า ใครจะซื้อของเดี๋ยวรูดให้

แต่ไม่ใช่รูดให้คนอื่นใช้คะ เจ๊เป็นคนไทยนะคะ #ไม่ใช่ Miss Peru เปรู หรือ #Miss Taipei ไทเป สิ่งที่พวกหล่อนต้องทำคือ เมื่อเห็นเพื่อนจะซื้อของ หล่อนก็เอาเงินสดพวกเพื่อนเหล่านั้นมา แล้วหล่อนก็รูดให้ นั่นทำกับว่าหล่อนได้ใช้วงเงินที่มีอยู่เพื่อเอาแต้ม ส่วนเงินสดหล่อนก็หยิบจากมือบรรดาเพื่อนหล่อนมาไว้กับตัวเองค่ะ ตอนนี้หล่อนก็จะได้แต้มเอาไปใช้สาธารณะประโยชน์ได้เพิ่มอีก ด้วยการใช้วงเงินที่มีอยู่บนเงินคนอื่น สวยไหมล่ะค่ะ ได้พอท #ของบางอย่างหล่อนรูปไปแล้วมัน Cash Back ได้ที่หลังด้วยย่ะ เลิศจะตายห่า หล่อนก็ตัดสินใจแล้วกันว่าจะคืน Cash Back ให้เพื่อนหรือเปล่า แต่ถ้าเพื่อนไปเอาหล่อนก็ได้รายได้จากการรูดบัตรจากส่วนลดค่ะหญิง

ข้อที่ 3 เอาเงินไปฝากไว้ในที่มีดอกเบี้ยสูงเช่นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

หล่อนได้แต้มเยอะแล้วชิมิ ทีนี้หล่อนก็จะมีเงินอยู่กับตัวเยอะเต็มไปหมดเพราะหล่อนให้ นังบัตรเครดิตมันออกไปก่อน เงินที่หล่อนมีอยู่ +++ ห้ามเอาไปใช้นะยะ +++ ห้ามเด็ดขาด ถ้าหล่อนเอาไปใช้หล่อนจะมีความเสี่ยงด้านการเงินในทันที เงินที่หล่อนมีในมือมันไม่ใช่เงินเอาไปใช้ได้ มันคือเงินที่ต้องเอาไปใช้หนี้บัตรเครดิตค่ะหล่อน สิ่งที่หล่อนจะทำได้คือ เอาเงินไปพักสั้นๆไว้ซักที่ที่ทำให้เกิดดอกเกิดผล #ออมทรัพย์ดอกเท่าไหร่ย่ะ? ก็เอาไปฝากพวกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น สูตรนี้เจ๊ก็ไม่ได้ทำเป็นแต่แรกหรอค่ะ เห็นอีพวกป้าๆลุงๆที่ออมมันนี่มันทำ เจ๊เลยทำตามนะคะ ดอกมันจะเยอะกว่าดอกเงินฝาก และเงินฝากมันจะจ่ายทุกครึ่งปีแต่ กองทุนพวกนี้จ่ายรายวัน หล่อนก็ไปดูๆแล้วกันว่าหล่อนรายละเอียดกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นอย่างไรนะคะ #ถามอิหมอนัท อิพี่หนอม นังพี่ต้าป้าเงินออมก็ได้ ส่วนอิเกย์แมนไม่รู้มันจะฉลาดพอเปล่า +++ ถึงสเต็ปนี้หล่อนก็จะได้ทั้งแต้มและเงินมาลงทุนระยะสั้นแล้วย่ะ +++

ข้อที่ 4 เอาเงินไปชำระหนี้ ไม่เสียดอก

เวลาธนาคารออกเงินให้หล่อนก่อน เขาไม่ได้ออกให้หล่อนตลอดไปเหมือนผัวเลี้ยงนะยะ หล่อนต้องเอาเงินไปคืนหลังระยะ — ปลอดดอก — (ปลอดดอก กับ ฟรีดอก เหมือนกันล่ะค่ะ) ถึงเวลาหล่อนก็ไปขายตราสารหนี้นะยะ แล้วเอาเงินมาจ่ายค่าบัตรเครดิต สิ่งที่หล่อนต้องระวังคือเวลาขายกองทุนออกมาเนี่ย มันใช้เวลากี่วัน ถ้ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นส่วนใหญ่จะเป็น ภายใน 1 วันนะคะ #ไม่ใช่ขายปุ๊ปได้เงินเลย หล่อนต้องขายวันนี้แล้วได้เงินพรุ่งนี้ ไม่ใช่ถึงกำหนดเวลาชำระบัตรเครดิตแล้วหล่อนดันขายไม่ทัน ก็ต้องไปอ้อน คอลเซ็นเทอร์ ให้เวฟดอกให้หล่อนค่ะ เวลาจะทำอะไรพวกนี้วางแผนให้ดีๆนะคะ +++ ถึงตรงนี้ หล่อนได้แต้ม ได้เงินจากการลงทุนระยะสั้นและจ่ายค่าบัตรคืนไม่เสียดอกแล้วค่ะ +++

ข้อที่ 5 เอาแต้มไปแลกเป็นเงินหรือของมาขาย

เธอข๋า… มันยังไม่จบค่ะ คือ แต้มแม่มเอาไปทำเรื่องอะไรที่เป็นสาธารณะกุศลได้มากมาย ถ้าหล่อนไปบริจาคเด็กยากไร้ เขาออกใบอนุโมทนาสาธุมาให้หล่อนก็เอาไปขอลดหย่อนภาษีได้  #แต่ปกติเจ๊นี่ไม่ได้เลยนะค่ะ #เปลี่ยนเป็นเงินตลอด มันจะมีพวกแลกแต้มเป็นเงินใส่เข้าไปในบัตรก็มีนะคะ บางทีไม่รู้จะแลกห่าอะไร แลกของมาขายเลยดีกว่า เลิศ สวยๆ ได้เงินอีก ถ้าใครอยากได้กรุณาจ่ายเงินก่อน คริคริ แล้วค่อยแลกมาให้ค่ะ เห็นแมะ++ บัตรเครดิตมีข้อดีเยอะแยะ หล่อนใช้ให้เป็นเองก็จะสบายได้ย่ะ

อะไรนะค่ะ อะไรนะค่ะ???

อยากได้ข้อ 6 หรอค่ะ???

อีเลขาไม่ให้ทำแล้วค่ะ จบแค่ข้อ 5 นะคะ

ไม่งั้นจะเขียนเรื่องผัวกับบัตรเครดิตต่อค่ะ

ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

ผลกระทบกองทุนญี่ปุ่น หลังขึ้น VAT เป็นอย่างไร

เร็ว ๆ นี้เอง ถ้าท่านไหนได้ติดตามข่าวสารการลงทุนในช่วงนี้ คงพอจะทราบเรื่องที่ คสช. ได้ต่ออายุการใช้งาน VAT ให้คงที่ออกไปอีกครั้งนะครับ เรื่องของการขึ้น VAT ของบ้านเราดูเหมือนจะหลายจุดที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันครับ เช่น ถ้าครั้งหน้ามีการขึ้น VAT จริง ๆ จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ค้าปลีกจะเป็นอย่างไร คนจะจับจ่ายลดลงไหม ?

แต่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศไทยของเรามีการขึ้น VAT จริง ๆ ในอนาคต ที่ผมจะบอกก็คือ ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2014 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับเพิ่ม VAT หรือเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้มีการปรับขึ้น VAT จาก 5 % เป็น 8% ซึ่งผลจากการขึ้น VAT นี้ในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้สินค้าต่าง ๆ ในประเทศต้องปรับราคาขึ้นมาทำให้นักท่องเที่ยวของไทย ที่ไปญี่ปุ่นในช่วงหลังเดือนเมษายน เป็นต้นมา ต้องเผชิญกับข้าวของที่แพงขึ้นแล้ว (หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ตัวก็ได้ 555+) และก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นในญี่ปุ่นค่อนข้างมากครับ

ซึ่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานั้นประเทศญี่ปุ่นมีการขาดดุลการค้าที่ค่อนข้างมาก รวมมีหนี้สูงถึง 212% เกินกว่า GDP ของตนเอง แต่ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จะเป็นประชาชนญี่ปุ่นเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการจ่ายหนี้ แต่ก็ยังอยู่ในภาวะเงินฝืด เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะเก็บเงินไว้ค่อนข้างมาก

ดังนั้นหลังจากมีการใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินขึ้น ทำให้ประเทศที่มีภาวะถดถอยเป็นเวลานานเริ่มที่จะฟื้นตัวได้ และหลุดพ้นจากการถดถอยได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้น โดยดึงเม็ดเงินจากประชาชนออกมา ด้วยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จึงเป็นผลให้สินค้าที่ใช้บริโภคภายในประเทศทั้งหมดนั้นมีราคาเพิ่มขึ้น

ถ้ามองในมุมของผู้บริโภคนั้นดูเหมือนจะเป็นการกดดันให้คนไม่กล้าใช้เงินมาก แต่ทางการญี่ปุ่นเองก็ได้ใช้มาตราการต่าง ๆ เช่น ให้บริษัททยอยขึ้นเงินเดือนพนักงานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และทำต่อเนื่องหลังการขึ้น VAT ครั้งนี้อีกด้วยครับ

และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากการชะลอตัวของการซื้อสินค้ามากเกินกว่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้ รัฐบาลก็มีความพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายได้คาดการณ์ว่าการปรับเพิ่ม VAT ในครั้งนี้คงจะกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นแค่เพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น

แต่จุดสำคัญคือ การปรับ VAT ขึ้นนั้นจะกระทบต่อผลประกอบการ และ ราคาของหุ้นในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรูปแบบไหนกันแน่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการเพิ่ม VAT ในช่วงแรกนั้นจะทำให้บริษัทที่ขายสินค้าอุปโภค-บริโภค มีรายได้ที่ลดลงเนื่องจากประชาชนอาจจะมีการชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟื่อยต่าง ๆ ออกไป เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไปแล้วก่อนที่ VAT จะขึ้นไปก่อนหน้านี้

ข้อสำคัญอีกประการที่เราคาดว่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้วิธีการเพิ่ม VAT ในครั้งนี้ เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีการผลิตเพื่อการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนักอย่างรถยนต์ และเครื่องจักร ต่าง ๆ ดังนั้นการขึ้น VAT ในครั้งนี้คงจะส่งผลต่อบริษัทที่ส่งออกค่อนข้างจะน้อยกว่าบริษัทในกลุ่มที่เป็นการค้าปลีกภายในประเทศ รวมถึงก่อนหน้านี้ ได้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินค่อนข้างมากทำให้ค่าเงินอ่อนลงเหมาะสมกับการส่งออกสินค้าไปยังนอกประเทศอีกด้วย

ประเด็นที่สำคัญก็คือ การลงทุนในกองทุนญี่ปุ่นที่มีอยู่ในขณะนี้ ที่ลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็กนั้นอาจจะได้รับผลกระทบมากกว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นตามดัชนี Nikkei 225 เนื่องจากกองทุนที่เป็นดัชนีนั้นจะประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่และเน้นการส่งออกเป็นหลั ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบต่อการปรับขึ้นของ VAT ในครั้งนี้ น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ไม่ได้เน้นการส่งออกนั่นเอง

ดังนั้นผลกระทบที่เกิดจากการปรับขึ้น VAT เรามองเป็นผลกระทบระยะสั้น และหุ้นที่อยู่ใน Nikkei 225 อาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการเพิ่มขึ้นของ VAT ในแง่ของยอดขาย

จากการติดตามทางด้านเศรษฐกิจ ผมได้สังเกตว่า ความเชื่อมันของผู้บิรโภคของ ญี่ปุ่นอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ความเชื่อมันในเรื่องของการส่งออก และการค้าขายก็เป็นไปได้ด้วยดี จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดีครับ และมีแนวโน้มที่จะดีต่อเนื่องด้วย

แต่ถ้าหากเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มดูไม่ดีจริงๆ รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมจะยื่นมือเข้ามาประคับประคองอยู่แล้ว แต่ก่อนการลงทุนกับกองทุนหุ้นญี่ปุ่น อย่าลืมดูเรื่องความเสี่ยงจากค่าเงินกันด้วยนะครับ เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาเงินเยนนั้นค่อนข้างจะอ่อนค่าลงอย่างมาก อาจจะทำให้ผู้ลงทุนเองได้กำไรน้อยกว่าที่ลงทุนไป

ดังนั้นการเลือกกองทุนของญี่ปุ่นช่วงนี้ทางผมขอแนะนำให้ผู้ลงทุนดูกองทุนที่มีการปรับลดความเสี่ยงจากค่าเงินแล้วน่าจะปลอดภัยกว่าครับ หลาย ๆ ท่านคงคิดว่าไอ้เจ้าอัตราแลกเปลี่ยนนี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าคิดผิดครับ เพราะว่าเจ้าอัตราแลกเปลี่ยนนี่แหละครับ จะทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนได้ แม้ว่ากองทุนที่อยู่ต่างประเทศจะทำกำไรได้ก็ตามครับ

โดยเฉพาะประเทศที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินของประเทศนั้นจะอ่อนค่าลงครับ สมมติว่า เราลงทุนในประเทศ A ด้วย 1 บาท = 20 ดอล(สกุลเงิน A) ต่อมาเงินสกุลนี้อ่อนค่าลงเป็น 1 บาท = 25 ดอล จะเห็นว่าเราต้องใช้เงินสกุล A เยอะขึ้นในการนำกลับมาเป็นเงินบาทครับ ซึ่งการอ่อนค่านี่แหละครับ เป็นตัวร้ายในการทำให้เราได้กำไรน้อยลงจนถึงขาดทุนได้ครับ

แต่ทาง บลจ. ต่าง ๆ ก็ได้มีมาตราการเตรียมตัวไว้อยู่แล้วครับ โดยการใช้เครื่องมือทางการเงินบางอย่างทำให้ ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน(หรือเราเรียกว่า Hedge ค่าเงิน) ซึä

ตลาดวิดีโอเดือด! Facebook ส่ง ‘Watch’ สู้ Netflix

เปิดศึกเพื่อชิงคนดู

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงโฆษณาจากทีวีคุกกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทาง Facebook แถลงว่า “Watch” แพลตฟอร์มวิดีโอที่พวกเขาออกแบบใหม่กำลังจะออกไปให้ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งได้ทดลองในวันพรุ่งนี้ 

“Watch” คือรายการวิดีโอสำหรับ Facebook โดยเฉพาะ วีดีโอที่ปรากฏขึ้นใน Watch จะถูกคัดว่าเหมาะกับ user แต่ละคน ตามช่วงเวลานั้นๆ ด้วยอัลกอริทึมสุดอัจฉริยะ  โดยมันจะแทนที่ Video Tab เป็น Watch Tab ในแอพพลิเคชั่นทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android iOS เว็บไซต์ และทีวี

รายการที่เปิดตัวใน Watch Tab มี Nas Daily เพจทำวิดีโอที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนในแต่ละวัน Gabby Bernstein รายการสร้างแรงบันดาลใจจากนักพูดมากหน้าหลายตาเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และ Kitchen Little จากเพจอาหาร Tastemade ที่ให้บรรดาเด็กๆมาทำอาหารร่วมกับเชฟชื่อดัง นอกจากนี้ Facebook ยังร่วมกับเมเจอร์ลีกเบสบอล ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์อีกด้วย

การมีช่องรายการเป็นของตัวเอง จะเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้เข้าบริษัท ที่ในตอนนี้กำลังจะหมดเนื้อที่ในการโฆษณาผ่าน NewFeed แต่นั่นก็แลกด้วยความเสี่ยงที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ให้บริการ รายอื่นๆ อย่าง Youtube Amazon และ Netflix 

Facebook จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า user พร้อมดูวิดีโอที่มีความยาวมากกว่า 10 นาทีและนั่งดูโฆษณาคั่นด้วยได้ไหม 

ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องจ่ายเงินบางส่วนให้ทาง Facebook เพื่อให้วิดีโอของเขาปรากฏขึ้นบน Watch Tab และ Facebook วางแผนจะหยุดเก็บเงินส่วนนี้เมื่อมีรายได้ร้อยละ 45 จากการโฆษณา

Watch tab จะมีการแยกหมวดหมู่วิดีโออย่างชัดเจน และส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับโซเชียลเน็ตเวิร์คและคนรอบตัว user เช่น เพื่อนคุณดูอะไรอยู่ สิ่งที่ผู้คนพูดถึงในตอนนี้ และอะไรฮาๆที่ชาวบ้านดูกัน (แน่นอนว่ามีหมวดหมู่แยกสำหรับวิดีโอที่มากกว่าสิบนาที) มันถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ Discover ที่แนะนำวิดีโอให้คุณ และ Watchlist ลิสต์สำหรับเก็บวิดีโอไว้ดูภายหลัง 

เน้นย้ำด้านโซเชียล

“สิ่งที่ทำให้วิดีโอใน Facebook นั้นพิเศษคือเพื่อนของคุณ” นั่นคือคำกล่าวจาก Daniel Danker ผู้บริหารฝ่ายผลิตวิดีโอของเฟสบุ๊ค “คุณเจอวิดีโอนั้นผ่านเพื่อนและคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของมัน วิดีโอคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้ผู้คนเข้าหากันและสร้างชุมชนขึ้นมา” แน่นอนว่าจะมีส่วนของคอมเมนต์ให้บรรดาผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการคุยรายละเอียดเกี่ยวกับรายการตอนนั้นๆได้

ในตอนนี้ทาง Publisher ต้องได้รับคำเชิญเข้าสู่ Watch tab เสียก่อนจึงสามารถทำรายการเข้าสู่ Watch ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป Facebook คาดหวังให้ทุกคนสามารถสร้างวิดีโอของตนเอง ซึ่งตอนนี้มีวิดีโอมากมายและเมื่อ Watch นั้นฮิตไปทั่วโลก มันจะเพิ่มจำนวนอีกเป็นร้อยๆ

ปัจจัยความสำเร็จ

จะประสบความสำเร็จมั้ย? เจ้าพ่อโซเชียลสีฟ้ามีข้อได้เปรียบมากมายในการเปิดตัว Watch มีคนกว่าสองพันล้านคนที่ตาจับจ้องอยู่ในแอพ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงการอยากดูอะไรใหม่ๆโดยเฉพาะวิดีโอ และนั่นเชื่อมโยงกับความมุ่งมั่นจากบริษัทและสื่อบันเทิงที่ต้องการผันตัวเข้าหาผู้ชมและแหล่งรายได้ใหม่ๆ Facebook มีทั้งทีมงาน บริการ และที่สำคัญคืออัลกอริทึมเบื้องหลังที่พัฒนาตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ใช้งานสนใจมากขึ้น

แต่ข้อเสียก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะในปัจจุบันตลาดวิดีโอออนไลน์มีเยอะมาก ทั้ง Netflix Hulu HBO ซึ่งในระดับภูมิภาค ทาง iflix เพิ่งจะระดมทุนได้กว่า 133 ล้านดอลลาร์ (4,421 ล้านบาท) เพื่อบุกตลาดเอเชีย เช่นเดียวกับ Amazon ที่กำลังสร้างฐานลูกค้าจากสมาชิกของตัวเอง และนั่นยังไม่นับรวมพี่บิ๊กที่มาก่อนเป็นสิบปีอย่าง Youtube ที่เริ่มสรรหากลยุทธ์เพื่อดึงคนกลับเข้ามาแล้ว

รายได้ของ Watch อาจจะไม่มาในเวลาอันสั้น ทว่าด้วยเงินทุนหลายพันดอลลาร์ของ Facebook จะต้องสานต่อให้มันเห็นผลลัพท์ที่ชัดเจนได้แน่นอน 

Sources :

https://www.techinasia.com/brief-facebook-watch

https://newsroom.fb.com/news/2017/08/introducing-watch-a-new-platform-for-shows-on-facebook/

https://www.theverge.com/2017/8/9/16122026/facebook-watch-video-tab-original-programming

 

 

6 นิสัยที่ทำให้คุณจนลง…ทุกวัน

ระหว่างที่กรุกำลังพักร้อนอยู่ ก็ไม่วายเห็นเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่า ทำไมคนหลายๆคนบนโลกเล็กๆใบนี้แม่มถึงจนลงทุกวัน ทุกวัน มันไม่แปลกหรอกสัส ก็เพราะว่าคนพวกนั้นมันมีความคิดแปลกประหลาดแบบนี้ไงละดวกส์

กรุไม่อารัมภบทยืดยาวนะ พอดีใช้เนตจาก PCT เดี๋ยวแม่มตัดก่อนแล้วจะโพสไม่ได้ เอาล่ะ นี่คือ 6 นิสัยที่ทำให้พวกมรุงจนลงทุกวันๆ #ถ้ารู้แล้วก็อย่าทำละกันนะสัส

1. พวกมรุงไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

พวกมรุงเกิดมาไม่เคยสนใจเป้าหมายชีวิต ไม่คิดหาความก้าวหน้า หนำซ้ำแม่มไม่เคยถามตัวเองด้วยว่า “ชีวิตกรุเกิดมาต้องการอะไร” ใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนคนที่รอวันตายโดยไม่คิดทำอะไรให้โลกนี้ หนำซ้ำยังด่าคนอื่นที่เค้าพยายามต่อสู้ชีวิตอีกด้วย พวกมรุงนี่แม่มป่วยจิงๆว่ะสัส

2. รอบุญ ลุ้นหวย คิดว่าจะมีคนช่วยให้รวย

ความรวยไม่ใช่ “โชค” แต่แม่มคือความพยายามอย่างสุดใจเพื่อที่จะให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นต่างหากสัส ถ้ามรุงมัวแต่ทำบุญหวังผล ลุ้นหวยไปวันๆ หรือสวดมนต์อ้อนวอนให้มีใครสักคนจากบนฟ้ามาช่วยลูกช้างด้วย มันไม่แปลกหรอกที่มรุงจะไม่รู้จักแม้แต่ช่วยตัวเอง แล้วคนแบบนี้นะสัส แม่มจนสัสๆ แถมยังโทษคนอื่นด้วยอีดวกส์

3. ใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระต่างๆ

เล่นเฟส เสพดราม่า เสือกเรื่องชาวบ้าน ผลาญเวลาไปกับการกอสซิบดารา กลับบ้านติดละครต่อ วันๆ มรุงทำตัวแบบนั้น มีแต่เรื่องอยากได้ อยากมี อยากเป็น บางครั้งเห็นคนอื่นมีก็อิจฉาอยากมีแบบเค้าบ้าง แต่ไม่คิดจะทำนะสัส อิจฉาไปได้แค่วันๆเท่านั้นแหละสัส

4. หน้าใหญ่ ใจโต โก้หรู กลัวคนไม่รู้ว่ารวย

ดูปากพี่เกรย์ชัดๆนะคะ “ยิ่งมรุงอวดรวย มรุงแม่มยิ่งจน” เพราะคนรวยเค้าไม่โอ้อวดกันหรอกสัส มีแต่ไอ้พวกคนรวยจอมปลอมเท่านั้นแหละที่แม่มพยายามอยากให้คนอื่นรู้นักว่ากรุรวย ทั้งๆที่แม่มยังต้องขอให้ธนาคารช่วยปล่อยไฟแนนซ์อยู่เลย เฮ้ออออ นอกจากนั้นแม่มยังชอบโชว์ป๋า กรุรวย กรุเก่ง กรุเลี้ยงทุกคน มรุงเลี้ยงได้ทุกคนแหละสัส ยกเว้นอย่างเดียวคือตัวมรุงเองไงอีง่าว

5. เลือกคบคนที่จนกว่าเสมอ

พวกมรุงแม่มอิจฉาคนรวยไงสัส ทีนี้พอเห็นเค้ารวยก็เบ้ปากด่าเค้าไปว่า “รวยไปไม่เห็นจะมีความสุขเลย” สัสกรุเห็นมรุงไม่มีเงินเก็บใช้เงินเดือนชนเดือน แม่มมีความทุกข์กว่าเค้าอีกดวกส์ ดันไปเสนอหน้าด่าเค้า ทีนี้ยังไงละ ก็เลือกคบคนที่ด้อยกว่าจนกว่า เพื่อที่ตัวเองจะได้ดูสูงขึ้น สัสกรุบอกตรงๆเห็นแล้วสมเพช มรุงคิดว่ามรุงเป็นราชา แต่มรุงก็เป็นได้แค่ราชากองขยะ ถ้าไม่รู้จักถีบตัวเองเข้าสู่สังคมที่ดีกว่า

6. กล้าเสี่ยงแบบโง่ๆ

สุดท้ายนะสัส คนพวกนี้แม่มอยากจะเป็นคน “รวยเร็ว” แต่ไม่ได้อยากเป็นคนที่ “รวยนาน” วิธีคิดพวกแม่มคือทำยังไงก็ได้ให้กรุรวยเร็วและไวที่สุด สุดท้ายจนไวที่สุดแทนวะสัส #กรุเขียม อีกอย่างนะสัส คนพวกนี้แม่มจะตลกมากตอนมันมองเรืองความคุ้มค่า กว่ามันจะซื้อกล้องสักตัว คอมสักเครื่อง นาฬิกาสักเรือน แม่มคิดแล้วคิดอีก ค้นเนตแล้วค้นอีก แต่พอแม่มได้ยินว่าหุ้นตัวนี้จะขึ้น แม่มซื้อเลยว่ะสัส โดยที่ไม่ต้องคิดไม่ต้องไตร่ตรองอะไรทั้งสิ้น เพราะความโลภแม่มบังตา สุดท้ายก็กลายเป็นหมาง่าวๆให้เจ้าปั่นหุ้นหลอกแดรกส์ต่อไป

ส่วน ไอ้พวกที่แม่มบอกว่า นิสัยแค่นี้ไม่มีผลอะไรหรอก นั่นยิ่งตอกย้ำว่ามรุงจะจนลงทุกวัน เพราะว่ามรุงไม่เคยใส่ใจนิสัยเล็กน้อยพวกนี้ จนมันกลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของพวกมรุง และวันนึงมรุงก็จะมีคำถามโง่ๆบอกว่า ทำไมชีวิตกรุเป็นแบบนี้ว่ะ #ทั้งหมดเพราะมรุงทำตัวเองทั้งนั้นแหละสัสสส

สิ่งที่กรุเขียนที่แม่มแรงจริงๆ กรุยอมรับ แต่ถ้าหากกรุเขียนไปแล้วมันทำให้มรุงเลิกนิสัยง่าวๆพวกนี้แล้วรวยขึ้น กรุว่าแม่มคุ้มนะสัส ต่อให้มรุงจะเกลียดกรุอย่างสุดขั้วหัวใจ กรุยังไม่เสียใจเท่ากับเห็นมรุงต้องล้มเหลวในชีวิตว่ะสัส

ด้วยความหวังดีและรักสุดใจ
แม้ว่าพวกมรุงจะไม่รู้ว่ากรุเป็นใครก็ตาม

เทคนิคของเจ๊ในการเล่น เกมส์เศรษฐี ให้รวย

เกมส์เศรษฐี ++++ แอร้ยยย ฮิตกันมากตอนนี้

หล่อนเคยเล่น — เกมส์เศรษฐี —- กันไหมย่ะ? ที่มันอยู่ใน Line อะ อิที่แม่มทุกวัน เด้งๆๆๆๆๆๆ มา

#เด้งมันทั้งวัน #เด้งสุดท้ายคือตี 4 #เด้งแรกคือหกโมงเช้า

ตอนแรกผู้ชายส่งมาหาเจ๊ โคดดีใจเลยนึกว่าจะมาจีบ #แต่อย่าจีบเลยค่ะ #มีผัวแล้ว #รักผัวมากด้วย

นึกว่าจะมีอัลไล+++ ที่ไหนได้มันส่งอิดอกไม้สีเขียวมาให้ไปเล่นกับมัน อิอะไรนะ โคลเวอร์ ป่ะค่ะ? #เล่นก็ได้ ชิ

ทอยครั้งแรก เลวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ปวดใจ น่าเบื่อสุด

“แปด ดับเบิ้ล”  

รอบแรกกุก็ติดเกาะเลยค่ะหญิ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงง แอร้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย+++

ใครเป็นบ้างย่ะ เจ๊ติดทุกรอบเลย ไม่รู้เป็นอะไรกับอิเลข 8 ตอนเริ่มต้นเนี่ย กรี๊ดๆๆ อยากจะบ้าตายทุกรอบ แพ้มันก็เพราะตรงเน้

เล่นๆไปนี่ตก บริจาคเมือง จ่ายภาษี ทอยเบิ้ล 3 ครั้ง แล้วก็เป็นห่าอะไรกับ อิการติดเกาะรอบต่อมาก็ไม่รู้ค่ะ+++++

โอ้ยยย สนุกมากค่ะ หญิงงงงงงงง เล่นแม่มจนไม่ต้องทำมาหากิน รู้จักผู้ชายใหม่ๆใน Line ก็เพราะอิเกมส์นี้ค่ะ

เล่นจนลืมคุกกี้รันไปเลย ว่าแต่เขายังเล่นคุ๊กกี้รันกันไหมค่ะ เจ๊ไม่ได้เล่นนานแล้ว ลบไปแล้ว อิตัวนางฟ้าไม่รู้สบายดีป่าววววว

เอาล่ะค่ะ มาถึงเรื่องราวสวยๆเลิศๆของพวกเรากัน วันนี้เจ๊จะมาเล่าให้ฟังว่าจะเล่นอย่างไรให้พวกหล่อนน่ะ รวย และชนะได้นะคะ อันนี้เป็นเทคนิคที่เจ๊ก็ค้นพบด้วยความสวยของตัวเอง บางอย่างหล่อนก็พยายามๆไปเถอะค่ะ แต่มันอยู่ที่ดวงของหล่อนด้วย พยายามไปแล้วดวงไม่ให้ หล่อนก็ไม่ชนะหรอก คริคริ

1. หล่อนต้องพยายามทอยลูกเต๋าให้ได้ดับเบิ้ล

แต่ไม่ใช่ตาแรกมา “ดับเบิ้ล แปดดดดด” นะคะ อินี่ถือว่าเป็นความซวยความโชคร้ายตั้งแต่ตาแรกเพราะหล่อนจะซวยไปเรื่อยๆทั้งเกมส์ การได้ดับเบิ้ลจะทำให้หล่อนสามารถเดินได้อีก 2 ตา และไม่ควรได้ดับเบิ้ลติดกัน 3 ครั้งเพราะหล่อนจะติดเกาะนะยะ พอหล่อนได้ หล่อนก็ซื้อๆๆๆๆๆๆ +++ ซื้อบ้าน +++ ซื้อโรงแรม +++ ซื้อรถ (ไม่มี) +++ ซื้อห่า +++ ซื้อเหว +++  ซื้อไปเลย #ซื้อจนเงินหมดที่ปักกิ่งและจาการ์ต้าประจำค่ะ

อุ้ยลืมไปค่ะ อีกข้อดีนะคะคือเมื่อหล่อนเดินไปได้เร็วๆไกลๆแบบว่าได้ดับเบิ้ลบ่อยๆ หล่อนก็จะไปเข้าเส้นชัยแล้วได้เงินมาอีก 300k และ 600k ถ้าหล่อนซื้ออิตัวที่มันจะให้โบนัสเพิ่มตอนก่อนเริ่มเกมส์ล่ะยะ แล้วเมื่อหล่อนสามารถซื้ออะไรได้เยอะๆกว่าชาวบ้าน เดี่ยวมันก็ต้องมาจ่ายเงินเราค่ะ สร้างแม่มให้เมืองเรียงหน้ากระดาน มีแลนด์มาร์คไว้ดักเงิน — ทำทุกวิถีทางที่โหดสัสค่ะ — เคลียร์นะคะ จุ๊ฟๆ มันคือเกมส์นะคะ อย่าโกรธเจ๊เลย ตอนนี้เจ๊ได้ฉายว่า

#เจ๊ซูซี่ฆ่าคนเล่นเกมส์เศรษฐีด้วยแลนด์มาร์ค

2. หล่อนต้องสร้างแลนด์มาร์คให้เร็วสุดติ่ง

คือ อิแลนด์มารค์ หรือขอดัดจริตพิมพ์ภาษาอังกฤษว่า Landmark เนี่ย มันก็คือพันธสถานของอิเมืองนั้นๆ ซึ่งถ้าหล่อนสร้างมันขึ้นมาครอบครองได้ ตอนนั้นจะไม่มีใครทำอะไรหล่อนได้ อะไรก็จะโจมตีเมืองไม่ได้ ยึดเมืองไม่ได้ คือ ทำห่าอะไรไม่ได้เลย ยกเว้นหล่อนจะทำตัวเองเช่นไปตกในเมืองชาวบ้านแล้วไม่มีเงินจนต้องขายเมืองทิ้งค่ะ แลนด์มารค์มันมีข้อดีคือ หล่อนจะได้เงินสูงสุดในตำแหน่งเมืองนั้นๆ #ใครตกทีตายห่าเลย #ขายบ้านขายเมือง #ดวงไม่ดีเลยอ่ะ

ปกติเจ๊ก็เล่นกับอิเกย์แมนบ่อยๆนะคะ อิเกย์แมนมันชอบลุ้นว่าจะได้สร้างเมืองสร้างแลนด์มาร์คที่ กรุงเทพหรือนิวยอร์ค แต่แม่มตก TAX ตลอดเลยค่ะ เจ๊สมน้ำหน้ามัน #มันชอบมาด่าว่าเจ๊ติดเกาะ #มันก็ติด Tax เหมือนกันแหระ ชิ 

3. ยึดเมืองคู่แข่งที่มีมูลค่ามากๆ

ก่อนอื่นหล่อนต้องแน่ใจก่อนว่าหล่อนมีตังนะยะ แล้วพอหล่อนตกของคู่แข่งหล่อนอาจจะกรี๊ดเบาๆที่เสียงเงิน แต่ยึดเมืองคู่แข่งได้นี่เลิศสุด ยิ่งถ้าเป็นเมืองที่แม่มมีบ้าน 3 หลังอยู่แล้วยิ่งดีเลย หล่อนก็ไปสร้างแลนด์มาค์ต่อ #เลิศชิมิ #ถ้าเล่นๆแล้วเพื่อนมาตกก็สมน้ำหน้ามัน ชิชิชิ ยึดมันเสร็จนะคะ แล้วถ้ามีโอกาสที่เราจะสร้างเมืองหรือยึดเมืองที่มาแจกเวิลด์คัฟได้นี่ใส่ลงไปเลยค่ะๆๆๆๆ x2 x3 x4 เอาให้แม่มตกแล้วตายไปข้างนึงเลย แล้วอีกอย่างนะคะ ถ้าหล่อนสามารถสร้างพวกเมืองติดๆกันได้หรือซื่้อที่มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ หล่อนก็จะชนะเร็วขึ้นอีกค่ะ

เจ๊แม่มโหดมาก สร้างแลนด์มาร์คกรุงเทพติดนิวยอร์คใส่เวิล์ดคัฟ x4 x6 คูนๆๆๆๆๆ มีคนมันตกทีตายห่าไปเลย #แอร้ยยย ชอบๆๆๆ ซาดิส #ใครมาติดกรุณาจ่าย 20 ล้าน สนุกมากเบย #ความสุขของเจ๊คือการได้ยึดเมืองอิเกย์แมน

4. ใช้ไอเทมอื่นให้เป็นประโยชน์

ก่อนเล่มเกมส์หล่อนก็ซื้อไอเทมไว้ก็ดีนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการได้เงินเพิ่ม++++ การทอยคู่ขี้ไม่ให้มีโอกาสตกเมืองคู่แข่งแบบคำนวณได้++++ หรือเอาการ์ดห่าเหวมาพกใช้ แต่หล่อนก็อย่าลืมว่าเวลาหล่อนตกพวกเครื่องหมายให้ลุ้นการ์ด มันก็มีโอกาสที่หล่อนจะได้การ์ป้องกันภัย เที่ยวรอบโลก ลดราคาเวลาไปตกที่ดินคนอื่น ใช้เอเลี่ยนบุกชาวบ้าน ใช้มันทุกอย่างตามประโยชน์ที่ควรจะได้เลยค่ะ ก็ใช้การ์ดพวกนี้ให้เป็นประโยชน์นะคะ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าบางทีเปิดการ์ดมาโคดซวยเลยค่ะ — เจอการบริจาคเมือง —- หอย! บริจาคเต็มไปหมดเลยค่ะ เคยได้กันทุกคนชิมิ #ใครไม่เคยได้แปลว่าตอแหล #ได้การ์ดมาทำลายล้างแม่มให้หมด

5. อย่าเล่นจนเกินเวลาทำงานหรือเวลานอน (สำคัญสุดนะยะ)

เจ๊ต้องขอบอก ชิวเดรน  (children) ของเจ๊ในแฟนเพจทุกคนเลยนะคะว่า +++ อย่าเล่นเยอะเกินไป +++ ไม่ใช่อะไรนะคะ เพราะพวกหล่อนอาจจะไม่รวยในชีวิตจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการโดนหัวหน้าในที่ทำงานเพ่งเล็งว่า ทำไมมรุงเล่นอะไรกันทั้งวันวะ #การงานไม่มีทำหรอ #กรุไล่ออกดีไหม และการเล่นมากเกินไปก็จะทำให้หล่อนเสียสุขภาพ แทนที่จะทำงานได้ในตอนเช้าดีๆกลับต้องง่วงไปทำงาน แถมบางทีหล่อนอาจจะได้สายตาสั้น ต้องซื้อแว่นตาเป็นของแถมมาอีกด้วยนะยะ อาจจะเป็นโรคกระเพราะจากการไม่ยอมกินข้าวปลาข้าวสารอาหารแช่แข็ง ก็ควรเล่นพอเหมาะค่ะ ส่วนเด็ก คนชรา สตรีมีค

“รวย” แค่ไหนถึงจะ “พอ”

ขอบคุณพวกมรุงมากนะที่คอยติดตามกรุ บอกตรงๆกรุซาบซึ่้งใจกับบทความที่เขียนลงออมมันนี่มากสัส เพราะมีหลายคนมองเห็นว่ากรุต้องการจะสื่ออะไร ผ่านคำหยาบคายที่ผรุสวาทออกจากปากรูปกระจับของกรุ #ขอบคุณทุกคนมากครับจริงๆผมเป็นคนเรียบร้อย

ต่อๆๆๆสัส เข้าเรื่องดีกว่า เมื่อคืนกรุนอนไม่หลับกว่าจะหลับเอาก็เกือบเช้า ในใจกรุคิดถึงคำตอบที่พวกมรุงมาตอบว่า “รวยแค่ไหนถึงจะพอ” และคำตอบที่พวกมรุงทั้งหลายมาตอบในหน้าเฟสบุ๊กกรุก็ทำให้กรุรู้เลยว่า“คำว่าพอของเราแม่มไม่เท่ากัน” #ฉันดีไม่พอหรือเธอไม่พอซักที #กรุเคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วจะไม่พูดซ้ำ

ในเมื่อคำว่าของเราทุกคนไม่เท่ากัน ปัญหาต่อมาก็คือ มรุงจะหาคำว่าพอของตัวเองยังไงล่ะสัส #นั่นสินะจะหายังไง #จะทำได้ไหม #ทำได้หรือเปล่า ประเด็นคือมรุงต้องเริ่มหาคำตอบจากตัวเองง่ายๆก่อน แบ่งออกเป็นสามประเด็นชัดๆ เคลียร์กัน

1. ทุกวันนี้พอแดร๊กส์ไหม

รายได้ที่พวกมรุงทำมาหาแดร๊กส์ทุกวันนี้ พอยาไส้หรือยัง เอาว่าให้มรุงอยู่ได้อย่างสบายและมีเงินเก็บพอประมาณนะสัส #ตอบ คือถ้าข้อแรกยังไม่พอแดร๊กส์ไม่ต้องกระแดะมาพูดว่า “รวยเมื่อรู้จักพอ” เพราะแค่หาแดร๊กส์ให้มีพอมรุงยังทำไม่ได้เลยสัส #อย่าอ้าง #สันดานพวกขี้แพ้ทั้งนั้น

2. อนาคตพอแดร๊กส์ไหม

มรุงวางแผนอนาคตไว้ยังไงสัส นอกจากเก็บเงินแล้วมรุงต้องหาทางที่จะสร้างหนทางชีวิตด้วย ไม่ใช่หลอกตัวเองไปแกนๆว่า แค่มีชีวิตทุกวันอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว #มรุงไม่คิดจะเจ็บจะป่วยจะมีปัญหาต้องใช้เงินบ้างเลยหรอสัส #บางครั้งชีวิตมันต้องเจออะไรมากกว่านั้น ดังนั้นคำว่าพอต่อมาก็คือ มรุงได้เตรียมเงินไว้พอสำหรับเรื่องในอนาคตของตัวเองแล้วหรือยัง #คำตอบเดิมสัส #ถ้ายังก็อย่าเสือกบอกว่าพอ

3. ไม่ต้องทำงานแล้วพอแดร๊กส์ไหม

#อัน นี้สำคัญที่สุด นั่นคือ ถ้าวันนี้มรุงเกิดโดนเลิกจ้าง ไล่ออก หรือมีเหตุการณ์ให้ไม่มีรายได้ คำถามคือ มรุงจะเอารายได้มาจากไหน บางคนเล่นหุ้น บอกได้จากปันผล บางคนลงทุนได้นู่นนั่นนี่ แต่ทั้งหมดรวมๆนี้เค้าเรียกว่า Passive Income (แพสส์ซีฟว์ อินคัมย์ #อ่านตามนั้นนะจ๊ะหนูๆ) นั่นคืออะไรที่ทำให้มรุงมีรายได้โดยที่ไม่ต้องทำห่านอะไรเลย #วันนี้มีหรือยัง #ถ้ายังก็อย่าโม้กรุเหม็นขี้ฟัน

มรุ งจงพิจารณาสามข้อนี้เพื่อที่จะตอบตัวเองก่อนว่า มรุงควรจะพอเมื่อไร โดยจำนวนเงินของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ก่อนอื่นมรุงต้องถามตัวเองก่อนว่า “เท่าไรวะที่กรุจะพอ” แล้วค่อยลุยต่อทำตามสเต็ป

สุดท้าย ไอ้พวกที่พูดว่าให้พวกมรุงพอ ส่วนใหญ่มักจะรวยกว่ามรุง ดังนั้นถ้ามันปากดีสอนมรุงเมื่อไร ให้มรุงบอกไปว่า “งั้นมรุงเอาเงินมาให้กรุสิสัส ถ้ามรุงพอแล้ว” หรือไม่ก็ “ลองมาเปลี่ยนชีวิตกันไหมหน้าหมาอย่าเสือกปากดี” รับรองได้ว่ามันพูดไม่ออกหรอกสัส #แต่กรุว่าพวกมรุงไม่กล้าพูดมากกว่า

โทษ ที แม่นมใหญ่ เรียกกรุกินข้าวอาบน้ำแล้ว ขอตัวก่อน เดี๋ยวกรุจะมาเขียนเรื่องราวดีๆให้ฟังใหม่ #แม่นมกรุชื่อใหญ่ #อย่าคิดลามกสัส #SuchAGrayman

ข้อแนะนำสำหรับ มนุษย์เงินเดือน ก่อน เข้าสู่ตลาดหุ้น

นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับนักลงทุนมือใหม่นะครับ หลายๆคนเห็นเพื่อนที่ทำงานเข้ามาเล่นหุ้นแล้วได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ได้เงินมาวันละหลายๆพันถึงหลายๆหมื่นบาทก็รู้สึกว่าการเล่นหุ้นมันเป็นเรื่องที่ง่าย และแล้วก็ไปเข้าแถวไปเปิด Port การลงทุนเพื่อหวังที่จะทำกำไรกับเขาบ้าง แต่พอเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดแล้วก็พบว่ามีความเสี่ยงเต็มไปหมด ถ้าได้กำไรก็นับว่าโชคดีไปแต่โดยส่วนใหญ่ที่เราจะพบกันเยอะก็คือ “การขาดทุน” ซึ่งก็อาจจะทำให้หลายๆคนเข็ดกับตลาดหุ้นและถอนตัวออกไป อย่างว่านะครับ ตลาดหุ้นยังเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของหลายๆคนที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ถ้าเราทุกคนลงทุนและประสบความสำเร็จกันง่ายๆก็คงไม่มีคนขาดทุนในตลาดหุ้นกันแล้วใช่ไหมครับ ของที่มันประสบความสำเร็จยากนี่ล่ะท้าทายแท้ๆ 

ผมเป็น “มนุษย์เงินเดือน”

อยากมี “อิสรภาพทางการเงิน”

และอยากเล่นหุ้น “ต้องเริ่มยังไงพี่?”

บทความนี้ก็เลยขอเสนอ 5 ขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับทุกคน ที่เข้ามาลงทุนหุ้นในครั้งแรกให้สามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย มาดูกันนะครับว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามมาเลยครับ

ข้อที่ 1 หาความรู้ก่อน อย่าพึ่งใจร้อน ตลาดหุ้นไม่ได้หายไปไหน

ผมมักจะเตือนนักลงทุนมือใหม่เสมอว่า อย่าใจร้อน และ รีบลงทุนเพราะความโลภ บางครั้งพอเราเห็นหุ้นขึ้นเรื่อยๆ ก็รีบเปิดพอร์ทการลงทุนเอาเงินใส่เข้าไปเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น 1 วันบ้าง 3 วันบ้าง ซึ่งจะทำเราเกิดความเสี่ยงมาก ผมถามบางคนว่า “รู้ไหมว่าที่ลงทุนไปกิจการเขาทำอะไร?” คำตอบที่ได้รับคือ “ไม่รู้อะพี่ เห็นหุ้นขึ้นเอาๆผมก็เลยซื้อ ว่าจะถือยาวเลย” เขาก็เลยแซวกันว่าถือติดดอยยาวก็ประการละเช่นนี้ล่ะครับ ใจเย็นๆตลาดหุ้นมันไม่ได้หายไปไหน เราสามารถลงทุนได้เสมอหากเราเข้าใจเกี่ยวกับมันได้อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องรีบ

แน่นอนว่าเมื่อเราเข้ามาลงทุนใหม่ นั่นคือเรามีความเสี่ยงในการลงทุนจากความไม่รู้สูงอยู่แล้ว หากไม่รู้จะกลายเป็นการลดความมั่งคั่งของตัวเองได้ วิธีการที่น่าจะเริ่มต้นได้ดีก็คือลองศึกษาหาความรู้เรื่องหุ้นก่อน อาจจะเป็นการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีแหล่งข้อมูลมากมายเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นบนอินเตอร์เน็ทหรือหาซื้อได้ตามร้านหนังสือ แต่สิ่งที่เราควรจะระวังก็คือเราควรศึกษาจากเวปไซต์และผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ

ข้อที่ 2 ฝึกฝนการวิเคราะห์ก่อน ลองใช้พอร์ทจำลองซื้อขายดู

อย่าลืมว่าหากเราใช้เงินจริงซื้อขายหุ้น เราก็อาจจะได้เงินจริงหรือเสียเงินจริง กรณีได้ก็ดี กรณีเสียเนี่ยแย่เลย การฝึกฝนในการวิเคราะห์การลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางเทคนิคหรือการลงทุนด้วยการดูพื้นฐานก็ตาม และหากเป็นไปได้เราก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนอารมณ์ในการลงทุนด้วยพอร์ทการลงทุนจำลอง เพื่อให้เราได้ทราบว่าช่วงหุ้นขึ้นเป็นอย่างไร อารมณ์เราจะรู้สึกอย่างไร และช่วงหุ้นลงล่ะ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ทั้งหมดจะทำให้เราได้เห็นว่าในการลงทุนจริงๆนั้นจะต้องตัดสินใจอย่างไรให้เด็ดขาด แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนจำลองก็ย่อมต่างจากการลงทุนจริง การลงทุนจริงใช้เงินจริงย่อมมีอารมณ์ที่แตกต่าง การลงทุนจำลองก็มีวัตถุประสงค์ให้ได้ฝึกฝนเป็นสำคัญ

ข้อที่ 3 วางแผนการลงทุนและลงทุนในตลาดหุ้นจริง

แน่นอนครับว่า มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะได้เงินจากพอร์ทจำลองและการอ่านหนังสือไปเรื่อยๆโดยที่เราไม่ได้ลงทุนซักทีก็ไม่สามารถทำให้เราสร้างอิสรภาพทางการเงินได้ การลงทุนจริงจึงต้องเกิดขึ้นเมื่อเราพร้อม และการที่เราจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ก็ย่อมต้องวางแผนการลงทุนให้ดีเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การจัดสรรเงินออมมาลงทุน การวางแผนจัดพอร์ทการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยที่เราต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ควรลงทุนจนเกินตัวและควรจะตัดสินใจในการลงทุนต่างๆตามแผนที่ได้วางไว้

ข้อที่ 4 ตรวจสอบสิ่งที่เราลงทุนว่าผิดพลาดและสำเร็จอย่างไรบ้าง

สิ่งที่เราจะได้รับจากการลงทุนนั้นก็คงหนีไม่พ้น “กำไร หรือ ขาดทุน” ซึ่งทั้งหมดนั้นเราต้องมาเทียบกับแผนที่เคยวางเอาไว้ว่าประสบความสำเร็จมากขนาดไหน สิ่งใดที่เป็นจุดบกพร่องของเราบ้าง จุดไหนที่รู้สึกว่าเราดูไม่รอบคอบ จุดไหนที่เป็นสิ่งที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงในการลงทุนและนำกลับไปคิดในการวางแผนเพื่อใช้ในอนาคต บางครั้งก็อย่างที่ทราบกันนะครับ เราอาจจะฟลุ๊กก็ได้ หรือบางครั้งเราอาจจะคิดถูกแต่นิ่งไม่พอก็ได้ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ที่เราต้องตรวจสอบและปรับปรุงเสมอครับ

ข้อที่ 5 ทบทวนวิธีการลงทุน ศึกษา พัฒนา ความสามารถเป็นประจำ

เมื่อเราสามารถเรียนรู้การลงทุนด้วยตัวเองได้และพัฒนาเรื่อยๆเราจะหา “Style หรือ ความถนัด” ของเราเจอ และพบว่าทำอย่างไรเราจึงประสบความสำเร็จในการลงทุนตามวิถีทางของเราได้บ้าง สูตรสำเร็จนี้ผมพบว่ามันจะเป็นพื้นฐานการลงทุนและการตัดสินใจของแต่ละบุคคลที่ไม่มีใครลอกเรียนแบบได้ครับ เราอาจจะเพิ่มเติมความรู้จากการศึกษาแนวทางอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อมาประยุกต์ใช้ในแบบฉบับของเรา นำข้อดีข้อเสียต่างๆมาพิจารณาและหยิบนำไปใช้อย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างแนวทางในการลงทุนให้พัฒนาไปให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

ท้ายสุดนี้ต้องอย่าลืมนะครับว่า การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง เราควรศึกษาให้รอบคอบก่อนการลงทุน ฝึกฝนและเรียนรู้กับการลงทุนอยู่เสมอ มีการวางแผนการลงทุนที่ดี รวมถึงปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมอยู่เสมอ เรียนรู้ พัฒนาทักษะความสามารถของเราอยู่เสมอและเราจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนครับ

สวัสดิการรังแกฉัน

เรารู้จักคำว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” นั้นเป็นความรัก ความปรารถนาดีของพ่อกับแม่ที่ทำทุกอย่างได้เพื่อลูก แต่เป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม ซึ่งองค์กรต่างๆก็เหมือนกับสถาบันครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับพนักงาน ที่มีสวัสดิการรังแกฉันบางอย่างทำร้ายพนักงานทางอ้อม ถ้าปล่อยไว้เรื่อยๆก็จะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อการเติบโตขององค์กร จะมีสวัสดิการในรูปแบบไหนบ้างที่เป็นสวัสดิการรังแกฉัน….

สวัสดิการรังแกฉัน = พ่อแม่รังแกฉัน??

ความสัมพันธ์

สวัสดิการรังแกฉัน

==> องค์กรกับพนักงาน

พ่อแม่รังแกฉัน

==> พ่อแม่กับลูก

การดูแล

สวัสดิการรังแกฉัน

==> ให้สวัสดิการต่างๆ เช่น ค่ารักษาสุขภาพ ค่าทำฟัน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก มีโปรแกรมฝึกอบรมพัฒนาตนเอง วันหยุดพักผ่อนประจำปี สนับสนุนหลายๆอย่างเพื่อให้พนักงานรักและภักดีกับองค์กร

พ่อแม่รังแกฉัน

==> เป็นที่พึ่งทางใจให้ลูก  เป็นที่ปรึกษา ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กจนโต ให้ค่าเล่าเรียน ค่าขนม ให้ยืมเงินไปทำธุรกิจ ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง

รังแกฉัน

สวัสดิการรังแกฉัน

==> สวัสดิการให้กู้ดอกเบี้ยถูกในอัตราพนักงาน ขยายวงเงินกู้ให้พนักงาน (ทุกอย่างที่ทำให้พนักงานกู้เพิ่ม)

พ่อแม่รังแกฉัน

==> การเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป ลูกขออะไรก็ให้ทุกอย่าง ลูกไม่เคยทำอะไรผิดเลย ไม่ตีลูกเพราะกลัวลูกเจ็บหรือเสียใจ (ทุกอย่างที่ทำให้ลูกมีความสุข)

ผลร้าย

สวัสดิการรังแกฉัน

==> บริษัทได้รับผลงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเพราะพนักงานมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินจนไม่มีสมาธิทำงาน เมื่อมีการปล่อยกู้ที่เป็นสวัสดิการพนักงานจึงรีบทำเอกสารไปขอกู้มาชำระหนี้เดิม ซึ่งช่วงทำเอกสารขอกู้นั้นจะทำให้เสียงานเพราะต้องตกแต่งตัวเลขในบัญชีธนาคารตนเองเพื่อให้กู้ผ่านหรือหาวิธียืมสิทธิ์คนอื่นเพื่อกู้เงินได้มากขึ้น

ถ้าไม่มีสวัสดิการให้กู้ก็ใช้เวลางานหาเงินกู้ในรูปแบบต่างๆในเว็ปเพื่อหาเงินมาโป๊ะหนี้ที่ต้องใกล้ครบกำนหด เมื่อชำระหนี้ให้สบายใจแล้วจึงเริ่มทำงาน แล้วก็สร้างหนี้ก้อนใหม่ขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีที่ให้กู้ยืมจริงๆก็อาจจะใช้วิธีสุดท้ายที่สร้างความเสียหายให้แก่บริษัท นั่นคือ การยักยอกเงินบริษัท โดยการนำเงินไปหมุนจ่ายหนี้ก่อนแล้วจึงนำมาชำระคืนหรือขั้นเลวร้ายก็อาจจะนำออกไปแล้วไม่กลับมาคืนเลยก็ได้ ไม่มีใครอยากทำผิด แต่เพราะสถานการณ์บีบคั้น กดดันและหาทางออกไม่ได้จึงจำเป็นต้องทำแบบนั้น

พ่อแม่รังแกฉัน

==> พ่อแม่เสียใจกับพฤติกรรมนิสัยเสียที่ตนเองปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่เด็ก เพราะลูกจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้วินัยในด้านต่างๆ ดูแลตนเองไม่ได้ เข้ากับคนในสังคมไม่ได้เพราะเพื่อนไม่ตามใจเหมือนพ่อแม่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พอใช้เงินหมดก็ไปขอพ่อแม่ เสียวินัยทางการเงินอย่างแรง เจอปัญหาแก้ไขไม่ได้ก็อาจจะหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย

การแก้ไข

สวัสดิการรังแกฉัน

==> ควรเพิ่มสวัสดิการสอนพนักงานใช้เงินเป็น องค์กรควรสอนวิธีจับปลาให้พนักงาน ไม่ควรแจกจ่ายปลาให้ทานอิ่มแค่เพียงชั่วคราว องค์กรควรมีการสอนเรื่องวิธีการดูแลเงินของตนเองเพื่อให้เงินเดือนนั้นมีประโยชน์สูงสุด ได้เงินมาแล้วควรจัดการอย่างไร ออมเงินและใช้จ่ายอย่างไรอะไรที่ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ เมื่อเกิดหนี้สินก็ควรช่วยคิดวิธีการจ่ายหนี้ ไม่ใช่วิธีแจกเงิน เพราะมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการซ่อนปัญหา เมื่อหนักขึ้นๆปัญหานั้นจะระเบิดออกมาเป็นปัญหาที่รุนแรงยากเกินกว่าจะแก้ไข

ไม่ควรเห็นพนักงานเป็นแหล่งรายได้ที่สร้างผลตอบแทนจากเงินกู้ยืม เพราะสุดท้ายแล้วองค์กรนั้นจะเสียประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสอนให้คนคิดเป็นโดยการอุดรอยรั่วของรายจ่ายนั้นเหมือนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้คงอยู่ตลอดไป ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน ดังนั้น ถ้ามีสวัสดิการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้พนักงานควรพ่วงด้วย สวัสดิการการอบรมวิธีการจัดการเงินอย่างถูกต้อง และควรเพิ่มระเบียบวินัยการใช้จ่ายเงินเป็นหนึ่งในปัจจัยพิจาณาการกู้ยืมด้วย

พ่อแม่รังแกฉัน

==> สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดทางด้านต่างๆให้ลูกว่าโลกแห่งความจริงที่กำลังจะเจอในอนาคตเป็นอย่างไร มันไม่ได้อบอุ่นหรือสวยงามมากเหมือนการอยู่กับพ่อแม่ สอนให้รู้จักคิดเป็น บางคนมีลูกดื้อมากเกินกว่าจะแก้ไขได้ก็อาจจะลองให้ลูกเรียนโรงเรียนประจำ เพราะเป็นการฝึกทุกอย่างให้รู้จักเวลาว่าตอนนี้ควรทำอะไร ทำทุกอย่างตามเวลาที่กำหนด การเข้าสังคมอยู่ร่วมกับคนอื่น การมีวินัยทางด้านการเงินว่าจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่นั้นพอใช้ในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน

ไม่มีใครใช้เงินเป็นมาตั้งแต่เกิด

ทุกอย่างนั้นเกิดจากการปลูกฝัง

และเป็นทักษะที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

5 วิธีหักห้ามใจ “จากการช้อปปิ้ง”

บทความวันนี้เกิดจากแรงบันดาลใจที่คุณสามีท่านหนึ่ง (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม) มาขอให้ @TAXBugnoms ช่วยเขียนบทความเรื่องประหยัดเงินให้ภรรยาหน่อย เนื่องจากคุณภรรยาชอบชอปปิ้ง คุณสามีก็เลยเป็นห่วงอยากจะให้ช่วยๆกันประหยัดหน่อย

เมื่อคุณภรรยาอ่านถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งโมโหตั้งคำถามกลับมาทำนองว่า “แหม .. แล้วทีเธอ ตีกอล์ฟ เล่นกล้อง แต่งรถ เครื่องใช้ไฟฟ้า Gadget ต่างๆ ทำไมทำได้” เอ่อ… คิดไปคิดมา เอาเป็นว่านี่เป็นเคล็ดลับในการหักห้ามใจไม่ให้ชอปปิ้งสำหรับทั้งคู่ละกันนะครับ ก่อนที่จะมีปัญหาครอบครัวไปมากกว่านี้

ข้อแรก คิดเสียว่าเดี๋ยวมันก็เก่า

“ของเก่าไป ของใหม่มา” มันเป็นสัจธรรมในโลกชอปปิ้งที่ใครสักคนเคยว่าไว้ ของตามแฟชั่น มันก็เก่าแล้วเอามา Sale แต่ถ้าเราอยากได้ของดีจนทนไม่ไหว แนะนำให้อดทนรอตกรุ่นสักหน่อยก็ช่วยประหยัดเงินได้มากอยู่นะคร้าบบ

ข้อสอง เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า

เงินจำนวนเดียวกัน ถ้าเอาไปลงทุนแทนการใช้จ่าย สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากมาย (อ่านเรื่อง ค่าของเงินตามเวลา ประกอบคร้าบ) ดังนั้นถ้าเรารู้จักนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนบ้าง บางทีในอนาคตเราอาจจะสร้างรายได้จากการลงทุนจนมาชอปปิ้งได้เพิ่มขึ้นแทนก็ได้ เอ๊ะ! ยังไงกันแน่

ข้อสาม ภาพมายาหรือจะสู้สวยจากภายใน

ของสวยงามภายนอกมันก็เป็นแค่ของนอกกายครับ คนเราจะสวยนั้นต้องประกอบไปด้วยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น นิสัย หน้าตา ท่าทาง กิริยา มารยาท จริงอยู่ที่ว่ามันจำเป็น แต่เราสามารถเข็นความสามารถในส่วนอื่นประกอบได้เช่นเดียวกัน อย่าไปยึดติดว่ามีเพียงหนึ่งอย่างแล้วชีวิตเราจะดึขึ้นทันตาเห็น ไม่งั้นคนรอบตัวที่ชอบชอปปิ้งเหมือนเราก็ดีตามที่เห็นหมดแล้วสิครับ

ข้อสี่ เห็นใจคุณแฟนหรือคุณสามีบ้าง

คำถามเดียวสั้นๆ เงินที่ชอปปิ้งนั้นเงินใคร ถ้าเป็นเงินคนอื่น ยังไงก็เกรงใจกันบ้างนะคร้าบบ

ข้อห้า ดูก่อนว่าของที่มีใช้หมดหรือยัง

ข้อนี้สำคัญที่สุด ของที่เราใช้นั้น มันยังใช้ได้ไหม มันยังจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนไหม ให้ถามตัวเองดีๆก่อนว่า เราอยากได้เพราะอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งแล้วเราอาจจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุดก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้ ขอฝากเคล็ดลับประสบการณ์ตรงของน้องเลขา Aommoney ไว้ให้อ่านสักหน่อยครับ น้องเค้าเล่าให้ @TAXBugnoms ฟังว่า..

พี่รู้ไหม เวลาหนูจะซื้อชุดตัวนึง 650 แต่ก็ชั่งใจก่อนว่า เดี๋ยวมันก็มีชุดมาอีกแหละ ไม่ต้องรีบ ยังไงเค้าก็ไม่เลิกผลิตหรอก วิธีคิดแบบนี้มันเหมือนการ “ยืดระยะเวลา” ออกไปอีก ทิ้งให้มันเย็นสักพัก บางครั้งมันเป็นกิเลสชั่วคราว เดี๋ยวเราก็ไม่อยากได้

เวลาเจอรองเท้าลดราคา หนูก็คิดว่า เดี๋ยวมันก็ลดอีก ถ้ามันยังห้ามไม่ได้ ก็คิดต่อไปว่า ที่เรามียังใส่ไม่หมดเลยนะแกรรรรรร … หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคร้าบบบบบบบ 🙂

เรามายืดอก พกถุง(เงิน)… กันเถอะ

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลจากชีวิตจริงของน้องเลขา @Aommoney ที่อยากจะแชร์แนวคิดดีๆ เรื่องการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟังกัน กับวิธีการที่มีชื่อว่า “ยืดอก… พกถุงเงิน” ซึ่งมีขั้นตอนสั้นๆง่ายๆ ดังนี้

1. เริ่มต้นจากการออมเงินทันทีขั้นต่ำ 10% ของรายได้ที่ได้รับ
2. แบ่งเงินส่วนที่เหลือจากการออมใส่ “ถุง” จำนวนเท่าๆกัน เป็นเวลา 30-31 วัน
3. ใช้เงินวันละถุง “เท่านั้น” สิ้นวันเหลือเท่าไรให้กลับมาหยอดกระปุกหมูออมสิน
4. สิ้นเดือนแคะเงินในกระปุกมาฝากธนาคาร เพิ่มเงินออมอีกต่อหนึ่ง

ทีนี้ ถ้าหากมีคำถามว่า.. จะแลกเงิน (แบงค์ย่อย) ได้ที่ไหน?

ขอตอบว่า… สามารถแลกที่ธนาคารทั่วไปได้เลยครับ อยากได้เงินแบบไหนแจ้งเขาได้เลย

ถ้าหากจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ ของใช้ใหม่ ที่มีราคาแพงล่ะ จะทำยังไงดี?

แนะนำว่า… ให้ใช้วิธี “หักเงิน” ไว้ล่วงหน้าตามเงินทีต้องการใช้ แล้วส่วนที่เหลือค่อยมาเฉลี่ยใช้จ่ายรายวัน

ยกตัวอย่างเช่น

น้องฝ้าย (นามสมมุติ) มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน

ถ้าไม่มีรายจ่ายของใช้อื่นๆที่ต้องใช้จ่ายในเดือนนั้น
น้องฝ้ายจะต้องออมเงิน 1,500 บาท (10%) และแบ่งเงินที่เหลือมาใช้ได้วันละ 450 บาท

แต่ถ้าหากเดือนไหน น้องฝ้ายอยากจะได้เสื้อผ้าใหม่ ราคา 2,500 บาทขึ้นมา
น้องฝ้ายจะต้องออมเงิน 1,500 บาท หักไว้ 2,500 บาท และส่วนที่เหลือแบ่งใช้วันละ 365 บาท

เคล็ดลับเพิ่มเติม…

ขอแนะนำให้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่วัน
เพื่อตรวจสอบว่าในแต่ละวันเราสิ้นเปลืองไปกับอะไร

จากวิเคราะห์สอบถามข้อมูลจากผู้ใช้จริง @TAXBugnoms พบว่า…
การแบ่งเงินใช้แบบนี้ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดีๆ จำนวน 5 ข้อ ได้แก่

1. มีกินมีใช้ตลอดเดือน

การแบ่งสรรปันส่วนเงินในแต่ละวัน ทำให้เราไม่อดอยาก และไม่มีคำบ่นว่า “สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ” เนื่องจากมีใช้เท่าๆกันทุกวัน แถมยังช่วยยับยั้งกิเลสที่เกิดจากการใช้ก่อนแล้วค่อยเก็บ ให้กลายเป็นการวางแผนสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละวันแทน

2. รู้คุณค่าของเงินมากขึ้น

เนื่องจาก เงินในแต่ละวันของเรามีจำกัด ดังนั้นกว่าจะจ่ายอะไรได้สักอย่าง เราต้องคิดแล้วคิดอีกกกก คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่ายอะไรออกไป เพราะถ้าหากวางแผนไม่ดี เราอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงสิ้นวัน

3. ใช้ได้คุ้มค่าจนหยดสุดท้าย แถมเหลือเงินออมแต่ละวันด้วย (ถ้าทำได้)

สมมุติว่าเรามีเงินถุงวันละ 200 บาท บางวันเราอาจจะไม่อยากได้อะไรมาก เอาแค่พอกินพอใช้ ดังนั้นเงินที่เหลือนั้นมันจะกลายเป็นกำไรของชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัว

4. สิ้นเดือนมีเงินออมเพิ่มอีกต่อหนึ่ง

ผลจากการประหยัดแต่ละวันในข้อ 3 เมื่อลองเอาไปหยอดกระปุกหมูออมสินและเอาไปสมทบกับเงินออม 10% ในตอนแรก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จากที่เหลือแค่วันละไม่กี่สิบบาท พอสิ้นเดือนอาจจะกลายเป็นเงินหลักพันโดยที่ไม่รู้ตัว

5. ร๊วยยยยยยยยยยย

เมื่อเก็บเงินได้ขนาดนี้ คำตอบสุดท้ายของชีวิตก็คือ “รวย” ซึ่งคำว่า รวยในที่นี้มาจาก 2 ทาง คือ ทางแรก รวยจากวินัยในการใช้เงิน เพราะเราจะกลายเป็นคนที่มีการวางแผนการเงินที่ดี แถมยังมีวินัยในการออมเงินอีกหนึ่งทาง คือ รวยจากการแบ่งสรรปันส่วนเงินออมไปลงทุน เพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และถ้าเราสามารถวางแผนการลงทุนให้ดีเงินออมส่วนนี้จะงอกเงยอย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save