Review DCA กองทุน FIF USA รอบ ตุลาคม 2013-2014

การลงทุนในกองทุนต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นนะครับ อย่างหมอนัทหนึ่งในทีมงาน AomMoney เองก็ได้มาแนะนำบ่อยๆ ในวันนี้ผมได้ลองเอากองทุนที่หมอนัทแนะนำส่วนหนึ่งที่เป็นกองทุน FIF ลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหลายๆคนเชื่อว่าจะเกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้นจากตัวเลขปัจจัยต่างๆ ซึ่งหมอนัทเองเคยเขียนบทความเกี่ยวกับ 7 กองทุนต่างประเทศที่น่าสนใจ และพูดถึง 3 กองทุนไทยขึ้นมา ได้แก่ ASP-S&P500, SCBS&P500 และ TMBUS500 ก็มีคนมาสอบถามต่อว่าถ้าออมหน่วยลงทุนรายเดือน (ใช้ DCA รายเดือน) Review DCA กันเลยดีกว่าว่าผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร?

มาดูราคาย้อนหลังของการใช้ Review DCA ใน 3 กองทุนนะครับ

  • ผมใช้วันที่ 1 ของทุกเดือนเป็นวันที่ซื้อ กรณีเป็นวันหยุดใช้วันถัดไป
  • ระยะเวลาตั้งแต่ ตุลาคม 2556 – ตุลาคม 2557
  • ลงด้วยเงินจำนวนเท่าๆกันในแต่ละเดือนเป็นเวลา 1 ปี
  • Study ใน 3 กองทุน ASP-S&P500, SCBS&P500 และ TMBUS500

การเคลื่อนไหวของกราฟแสดงราคานั้นมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นกองทุน Passive Fund (เคลื่อนไหวตามดัชนี) ดังนี้ครับ

สรุปผลตอบแทน

ในระยะเวลา 1 ปีระหว่างเดือนตุลาคม 2013 ถึง 2014 นั้น ผลตอบแทนค่อนข้างใกล้เคียงกันครับ โดย SCB มีผลตอบแทนสูงที่สุด 4.34% รองลงมาคือ Asset Plus 4.22% และ ทหารไทย 4.02% แต่ต้องอย่าลืมว่าอันนี้เป็นกรอบเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้นนะครับ ผลการดำเนินงานในอนาคตอาจจะสลับตำแหน่งผลตอบแทนกันก็ได้ เราก็ต้องติดตามกันไป หรือ ใครอยากจะศึกษามากขึ้นก็ลองอ่านใน Fund Fact Sheet (หนังสือชี้ชวน) ของกองทุนทั้ง 3 ตามเวปไซต์นะครับ อนึ่ง อย่าลืมว่าอันนี้เป็นผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่ได้บอกว่าอนาคตจะดีหรือแย่กว่าเดิมอย่างไรนะครับ

เปลี่ยนเงินออมมาเป็นเงินลงทุน 

ลองเอาเงินเดือนบางส่วนที่เป็นเงินออมมาลงทุนดูซิ (ตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับเราเลย เช่น 10% 20% 50%)

มาดูกรอบระยะเวลา 1 ปีกันนะครับว่า หากคุณลงทุนเดือนละเท่าไหร่ ตอนนี้เราจะสร้างผลตอบแทนได้มากแค่ไหน พูดง่ายๆคือเงินงอกเงยอย่างไรบ้าง อันนี้ก็เหมือนเดิมนะครับวัดกันที่วันที่ 9 ตุลาคม 2557 เท่านั้น ตัวเลขในแต่ละวันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์และการบริหารเงินของกองทุนรวมในแต่ละวันครับ

หมายเหตุ รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องขั้นต่ำของเงินลงทุนต้องไปดูอีกทีนะคร๊าบ

มองตารางแล้วพอจะเห็นวิธีสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นไหมครับ อันนี้เป็นผลตอบแทนรอบ 1 ปีเท่านั้น หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้นในระยะยาว แน่นอนว่าผลตอบแทนมันคงไม่ใช่ 4% แน่ๆ หลายคนอาจจะลืมไปเลยว่าเคยลงทุนไว้และตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งใน 10 ปีข้างหน้าเมื่อเปิดบัญชีมาดูอาจจะเห็นผลตอบแทนเป็น 100% ก็ได้นะครับ

แล้วไว้จะมา Review การออมหุ้นและออมหน่วยลงทุนแบบ DCA อีกนะครับ และจะมาลองวางแผนกันเลยว่าจะจัดการเงินการลงทุนของเราอย่างไร ^_^

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล
ผู้แต่งหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข และ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน
นักออมหุ้น DCA และนักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com

เขียน ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2557

ข้อมูลราคา : Phillip Fund Supermart

ตราสารอนุพันธ์คืออะไรนะ?

ตราสารอนุพันธ์เป็นอะไรที่ยังคงค้างคาใจและเป็นปริศนา รู้แต่ว่ามันมีความเสี่ยงและได้ผลตอบแทนเยอะ หลายๆคนก็เลยถามว่า ทำไมไม่ลองเสี่ยงกันดูละนะ ได้คงรวยไปเลย (แหม… ถ้าไม่ได้ก็คงจนไปเลยไหมครัช) มันเป็นอะไรที่ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มของเครื่องมือการลงทุนในปิรามิดความเสี่ยง ก็จะมาเล่าให้เป็นความรู้ง่ายๆนะครับว่า ตราสารอนุพันธ์เป็นอย่างไร ด้วยบทนิทานของกระผม ด้านล่างนี้

ตราสารอนุพันธ์ปัจจุบันใช้กันมาก และมีตัวอย่างให้เห็นในส่วนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คำว่า “ล่วงหน้า” มันก็บอกอยู่แล้วว่าซื้อขายกันวันนี้ล่วงหน้า ใช่มะ? ถ้ากล่าวง่ายๆก็คือ สัญญากันวันนี้เลยว่าจะซื้อราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวอนาคตก็ค่อยมาจ่ายเงินกัน พอเป็นอย่างงี้แสดงว่ามันจะต้องมีการคุยว่า อะไรที่จะเป็นของที่สัญญากัน เราเรียกของชิ้นนั้นด้วยคำว่า “สินทรัพย์อ้างอิง” และแน่นอนว่าของพวกนี้ราคามันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้บนเงื่อนไขต่างๆของมัน สินทรัพย์อ้างอิงที่เราสามารถยกตัวอย่างได้ก็เช่น

1. สินค้าเกษตร – ข้าว ยางพารา กุ้ง

2. สินค้าโภคภัณฑ์ – น้ำมัน ทอง วัตถุมีค่า

3. พวกอะไรที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ – ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาหุ้น 

4. อื่นๆ – ค่าระวางเรือ อากาศ ปริมาณน้ำฝน  แผ่นยางรมควัน

ของที่ซื้อขายพวกนี้ มันต้องคาดการราคาเพราะราคามันขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บอกไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การซื้อตราสารอนุพันธ์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามันมีวัตถุประสงค์ดั่งเดิมคือ “การป้องกันความเสี่ยง” เช่น ตัวอย่าง ชาวนากับพ่อค้า

สมมติว่า พ่อค้าเขามาซื้อข้าวจากชาวนาเนี่ย เขาก็ทำธุรกิจไป ซื้อจากชาวนาแล้วก็ไปขายต่อ แล้ววันดีคืนดี ด้วยประสบการณ์ของเขาเห็นว่า ฤดูกาลหน้าราคาข้าวจะแพงขึ้นไปอีก เขาก็เลยบอกชาวนาว่า ขอทำสัญญาซื่อล่วงหน้าตอนนี้เลย ก็มีการตกลงราคากัน สมมติตกลงที่ราคา $20 พอค้าอาจจะมองเห็นอนาคตว่าราคาข้าวอาจจะแพงขึ้นไปอีกเป็น $30 นั่นก็หมายความว่า

ถ้าพ่อค้าคาดการถูก

ฤดูกาลต่อไป ราคาข้าวที่มารับกับชาวนาคือ $30 จริงๆ เขาก็เอาสัญญามาให้ชาวนาดูว่า เราตกลงกันที่ %20 นะ พ่อค้าเอาไปขายต่อก็จะได้กำไรมหาศาล ส่วนชาวนาก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับเงินเพิ่ม เพราะสัญญาทำไว้ที่ราคาต่ำกว่าในตลาด

ถ้าพ่อค้าคาดการผิด

ฤดูกกาลต่อไปราคาข้าวตกต่ำสุดๆๆๆๆๆ เหลือแค่ $10 พ่อค้าก็คงเตรียมชิ่ง แล้วชาวนาก็จะมาบอกว่า จ่ายมา $20 เดี๋ยวนี้นะ ในรูปแบบที่ 2 นี้ ชาวนาที่ทำสัญญาล่วงหน้าก็จะโชคดีได้รับเงินมากกว่าชาวนาคนอื่นในตลาด ส่วนพ่อค้าก็จะต้องแบกรับการขาดทุนไป

พอจะเห็นภาพบ้างแล้วใช่ไหมครับ สัญญาล่วงหน้า มันเป็นการจับคู่กันระหว่างคู่สัญญา โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงที่คอยกำหนดอยู่ เมื่อสิ้นสุดสัญญาก็มาดูว่ามันเป็นอย่างไร มันจะต้องมีคนได้และคนเสียเงินเสมอ นี่ล่ะครับเลยเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงมากที่สุด อนุพันธ์เองก็มีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น Forward Option Futures Swap ซึ่งต้องไปอ่านต่อกันเองหลังจากอ่านบทความนี้นะครับ เพราะมีเนื้อหาการใช้งานของเครื่องมือที่ต่างกัน

ในอดีตแล้วเขาซื้อตราสารอนุพันธ์ไว้ “ป้องกันความเสี่ยง” เช่น ถ้าราคาของที่อ้างอิงตกต่ำแต่เราทำสัญญาประกันความเสี่ยงไว้ก็ยังได้เงินมาชดเชย แต่พอพูดถึงว่ามันป้องกันความเสี่ยงได้ มันก็เอามาเล่น “เก็งกำไร” ได้เช่นกัน อย่างว่านะครับการป้องกันความเสี่ยงอย่างการทำประกันมันก็ Bet กันว่า คนที่ทำประกันจะเสียหายไหม ถ้าไม่เสีย คนที่ประกันก็ได้เงินฟรีๆ แต่ถ้ามีการเสียหายก็ต้องชดเชย (ช่างใกล้เคียงเสียยิ่งอะไร)

ปัจจุบันในบ้านเราก็มีตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอยู่หลายที่นะครับไม่ว่าจะเป็น TFEX ก็มาซื้อขายในตลาดที่อ้างอิงด้วยหุ้น AFET ก็พวกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในเมืองนอกอะไรก็จะมีให้เล่นเยอะแยะเลยนะครับ แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงให้ดีๆละ เห็นมือใหม่เจ็บกันมาหลายคนก็เลยเป็นห่วง

เรียนวิทยายุทธ์เรื่องเงินจาก..กังฟูแพนด้า

การ์ตูนมาเกี่ยวอะไรกับเงินกับชีวิต?

(หลายคนแอบสงสัย และมองบน)

ตอบให้ว่าเกี่ยว แถมล้ำลึกเกินคาด  จงมารับตำรายุทธ์นี้ไป…

มันมีคำถามนึงนะเธอ ที่ท่านอาจารย์เต่ากับตัวเอก “แพนด้าโป” เพียรถามตัวเอง  ซึ่งแม้แต่ตัวท่านอาจารย์เองใช้เวลาตั้ง 30 ปี กว่าจะตอบได้  มันคือคำถามที่ว่า….

“เราเป็นใคร?”

เฮ้ยยยย..นี่มันปรัชญาล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ในการ์ตูน!

มาดามฟินนี่นั่งอ้าปากค้าง.. คิดตาม เออว่ะ….แล้วเราล่ะเป็นใคร?

………….

มันไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ง่ายๆ นะเธอเอ๊ย…  

เราเป็นใคร? ตามมาด้วย…ชีวิตเราดำเนินไปเพื่ออะไร? ต้องการอะไร?

ถ้าเราตอบได้ เราจะใช้ชีวิตในอีกแบบ..แบบที่เราโฟกัสถูกจุด  ใช้พลังงาน ใช้เวลา ใช้เงิน  ไปในสิ่งที่เราต้องการ  ในสิ่งที่เราเกิดมาเป็น หรือเลือกที่จะเป็น

คนเราถ้ามีความสุขจากภายใน เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไร เพราะอะไร เพื่ออะไร…. มันไม่ต้องไปไล่หาความสุขจากสิ่งของ หรือคนอื่น และที่สำคัญ…..

“ไม่ต้องไปแสวงหาการยอมรับจากใคร”

…………

คือปกติคนเรามักมอบอำนาจให้คนอื่น  มาติ๊กถูกหรือกดตราประทับแสตมป์ที่หน้าผาก ว่าเราดีพอ เราถูก เราเลิศไงเธอ เมื่ออำนาจในการที่เราจะมีความสุขมันอยู่ในมือคนอื่น  เราคุมไม่ได้… เราก็จะเป็นคนมีความสุขได้ยาก

เมื่ออยาก เมื่อไม่ได้.. ก็พาลไปไขว่คว้าอะไรมาเติมเต็มไม่รู้  ซึ่งไม่ใช่ สิ้นเปลือง และยังคงโหวงเหวงข้างใน เราจะแก่ลงทุกวันเรื่อยไป ด้วยใจไม่สงบ พร้อมกับสิ่งของรอบกายที่มีมากขึ้น แต่มักผิดทาง

ยังค่ะ ยังน่ากลัวไม่พอ…เรายังอาจไม่มั่นคงทั้งในใจนอกใจเพราะไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรคุ้มครองจนถึงระดับที่อุ่นใจ.. หลอนมั้ยล่ะเธอ???

ปรัชญามักจะต้องดูงงๆ แต่งงๆ เซนๆ แบบนี้แหละ จะทำให้เราคิดอะไรที่สำคัญกับชีวิตออก

………..

ถ้าเรารู้ว่า “เราเป็นใคร”…

เราจะสุขได้ง่าย ใช้เงินน้อยแลกหาความสุข แถมมีโอกาสหาเงินคล่องกว่า เพราะเราทำสิ่งที่เราชอบได้ดี คือเราชัดไง ว่าเราต้องการอะไร เท่าไร และค่อยๆ ประคองชีวิตไปสู่จุดนั้น 

เวลาเราจะลงทุนหรือทำอะไร เราจะรู้เลยว่าเราชอบอะไร, เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน แล้วเราต้องการคุ้มครองอะไร นั่นคือ มีแผนการเงินแบบถูกจริต

………

เธอรู้มั้ย?

คนที่ฟินเรื่องเงิน  ไม่ใช่คนที่คิดเรื่องเงินตลอดเวลา แต่คือคนที่…

“ไม่ต้องคิดกังวลเรื่องเงิน” 

คนพรรค์นี้น่าอิจฉา เพราะเค้ารู้ว่าเค้าเอาอยู่ ทุกอย่างจัดสรรไว้พอเพียง และ I’m on the way คือ รู้อ่ะ..ว่านี่กำลังเดินไปสู่ปลายทาง กำลังจะไปไขว่ฟ้าคว้าดาวที่หมายตาไว้ แถมเดินทางไปมีความสุขไปอีกต่างหาก

โอ๊ย….อิจ(ฉา)!! (ขึ้นเสียงสูงปรี๊ด หวีดร้อง)

คนพรรค์นี้ถ้าจะหลงทางก็ไม่หลงนาน เพราะ……

การรู้จักตัวเองมันเหมือนมี “ดาวเหนือ” คอยบอกทาง 

แค่มองขึ้นฟ้า ไม่ว่ามองจากจุดไหนก็หาเจอ

เลิศไปอีกมั้ยล่ะเธอ!

…………

สรุปค่ะ..

นักวางแผนทางการเงินมืออาชีพ หรือแม้แต่ตัวเราถ้าคิดจะวางแผนเอง ต่อให้เก่งขนาดไหน.. ไม่มีทางที่จะออกแบบแผนได้ฟินถึงใจ ถ้าเราไม่มีคำตอบให้คำถามสำคัญนี้ก่อน..

“เราเป็นใคร?”

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้.. มีอีกเยอะเลย ตามไปดูกัน!

>> ที่เพจ คลิกเลย https://www.facebook.com/5minutesworth/

>> ไลน์ก็มี แอ๊ดเป็นเพื่อนกันได้นะ คลิกนี่ http://line.me/ti/p/%40madamfinney

เปิดประตูสู่อาณาจักร ‘Walt Disney’ 90 ปียิ่งใหญ่แค่ไหน!?

ค่ายธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่ “Walt Disney” แบรนด์ดังที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ไม่ว่าจะจากอนิเมชั่น สวนสนุกสุดอลังการ หรือแม้แต่สินค้า Limited Edition ที่ชวนให้เสียตังค์ ด้วยความยิ่งใหญ่นี้ทำให้ Disney ถูกคัดเลือกให้กลายเป็น แบรนด์ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลกในปี 2016 และยังเป็นแบรนด์ที่มี Value เป็นอันดับ 7 ของโลก!

ไม่ต้องบินไปถึงต่างประเทศ เพราะเรายกโลก Walt Disney ทั้งใบมาไว้ที่นี่แล้ว!

มูลค่าสินทรัพย์ (Total Asset) ของ Disney เพิ่มขึ้นขนาดไหน?

ปี 2016 Disney มีมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 92.03 พันล้านเหรียญ (3 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญ เชื่อไหม….มูลค่าทรัพย์สินขนาดนี้สามารถซื้อบริษัท บีทีเอสทั้งบริษัทได้ถึง 30 แห่งเลยทีเดียว!

แล้วด้านรายได้ (Revenue) กับกำไรหล่ะ?

แค่ 2 ไตรมาสแรกในปี 2017 (มกราคม-มิถุนายน) Disney ก็มีรายได้ 28.12 พันล้านเหรียญ (936 พันล้านบาท) เข้าไปแล้ว ในขณะที่รายได้ทั้งหมดในปี 2016 อยู่ที่ 55.6 พันล้านเหรียญ 

ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากด้าน Media Networks กว่า 23.7 พันล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 42% และกว่า 17 ล้านเหรียญ มาจากด้าน Parks and Resorts

รายได้มากขนาดนี้ แต่กำไรก็ใช่ย่อยนะจะบอกให้ เพราะ Disney เขาทำกำไรสุทธิในปี 2016 ได้มากถึง 9.4 พันล้านเหรียญ (313 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 12% หรือ 1 พันล้านเหรียญ

อาณาจักร Walt Disney ใหญ่แค่ไหน?

อาณาจักรของดิสนีย์แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ บางอันคุณอาจจะเคยเห็นผลงาน แต่อาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาคือ 1 ในความยิ่งใหญ่ของดิสนีย์

Walt Disney มีเครือข่ายยักษ์ใหญ่กว่า 4 ด้านหลัก ๆ ครอบคลุมสื่อแทบจะทุกรูปแบบเลยก็ว่าได้ นอกจากธุรกิจแบบออนไลน์แล้วก็ยังมีธุรกิจแบบออฟไลน์อย่าง Parks and Resorts มาช่วย support อีกด้วย

รายรับทั้งหมดในปี 2016 จากแต่ละเครือข่ายรวมกันมีมากถึง 1.57 พันล้านเหรียญ (523 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นมาจากปี 2015 กว่า 7%

สำรวจความยิ่งใหญ่ใน Disney ไม่ดีมีดีแค่การ์ตูน

พิสูจน์กันไปแล้วว่ารายได้หลักของดิสนีย์ไม่ได้มาจากการ์ตูนอย่างที่ใครหลายคนอาจจะคิดกันเอาไว้ และแน่นอนว่าถ้าไม่มีเครือข่ายเหล่านี้ Walt Disney ก็อาจไม่กลายเป็นอาณาจักรได้อย่างทุกวันนี้ พวกเขาสร้างความยักษ์ใหญ่นี้จากอะไรบ้าง มาดูกัน

1. Parks and Resorts

รายได้จากฝั่ง Parks and Resorts เพิ่มขึ้นจากปี 2015 ประมาณ 5% เป็น 17 ล้านเหรียญ และมีกำไรเพิ่มขึ้นอีก 9% เป็น 3.29 พันล้านเหรียญ

นอกจากนี้ยังถูกโหวตให้เป็นสถานที่ทำงานที่คนอยากเข้าไปทำงานมากที่สุด ติดอันดับ 1 ใน 50 อีกต่างหาก

Walt Disney World Resort รีสอร์ตที่มีอาณาเขต ใหญ่ที่สุดในโลก!

คิดดูสิใน 1 สถานที่มีทั้งมีสวนสนุก 4 แห่ง สวนน้ำ 2 แห่ง และโรงแรมอีก 23 แห่ง ที่มีห้องกว่า 2 หมื่นห้อง แถมยังเป็นรีสอร์ตที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลกตกปีละกว่า 40 ล้านคน!

แค่สวนสนุกเพียงอย่างเดียว ในปี 2015 ก็มีคนเข้าชมถึง 54 ล้าน

มาดูกันว่า Disneyland มีคนเข้ามากขนาดไหน เมื่อเทียบกับ Universal Studio?

ปี 2016 มีคนเข้า Universal Studios Japan 14.5 ล้านคน ในขณะที่ Tokyo Disneyland ชนะขาดด้วยจำนวน 16.54 ล้านคน

แล้วในประเทศอื่นๆ ดิสนีย์เค้าฮอตขนาดไหน?

Tokyo Disney resort คว้าจำนวนคนเข้าใช้บริการสูงสุดกว่า 16 ล้านคน รองลงมาคือ Shanghai Disney resort 11 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เผยในช่วงสองไตรมาสแรกของปี 2017 

ไม่ได้มีแค่บริการสวนสนุก แต่ดิสนีย์ยังเอาใจคนรักทะเลอีกด้วย

Disney Cruise Line มีเรือขนาดยักษ์ที่ให้บริการมากถึง 4 ลำ ในปี 2015 Disney Cruise Line มีส่วนแบ่งทางการตลาด(worldwide cruise market) ถึง 2.4% ตามรายได้ และที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาแล้วกว่า 100 รางวัล

คนใช้บริการเยอะขนาดนี้ จะมีพนักงานรองรับมากขนาดไหน?

พนักงาน 7 หมื่นคนใน Walt Disney World ต้องดูแลพื้นที่กว่า 25,000 เอเคอร์ และมีชุดที่ใช้ใส่ทำงานกว่า 2,500 แบบ แค่ Mickey ตัวเดียวก็มีแบบให้เลือกกว่า 300 แบบเข้าไปแล้ว

2. Disney Consumer Products and Interactive Media

เมื่อเทียบกับเครือข่ายอื่น ๆ ของดิสนีย์ ทางฝั่ง Consumer Products and Interactive Media เป็นส่วนที่ทำเงินได้น้อยที่สุด แต่ก็ยังคงมีมากถึง 5.5 พันล้านเหรียญ (183 พันล้านบาท) ในปี 2016 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 1 พันล้านเหรียญ

และมีกำไรสุทธิทั้งหมดมากกว่า 1.9 พันล้านเหรียญ 

Disney Store

ทั่วโลกมีกว่า 350 แห่ง (อเมริกา 223 แห่ง, ยุโรป 78 แห่ง, ญี่ปุ่น 48 แห่ง และจีน 1 แห่ง)

Disney Interactive

ในปี 2015 มีผู้ใช้งานออนไลน์สูงถึง 59 ล้านคน เกือบเทียบเท่าจำนวนประชากรประเทศไทยทั้งประเทศ และในปี 2016 มียอด Followers กว่า 1.15 พันล้านคน แถมยังมียอดดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น Disney Tsum Tsum สูงถึง 70 ล้านดาวน์โหลด

ถึงบริษัท Walt Disney จะอยู่มานานเกือบ 90 ปี แต่รายได้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ไม่ว่าจะในรูปแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ คิดดูสิว่าเม็ดเงินของบริษัทนี้มารอบด้านขนาดไหน แต่อาณาจักรดิสนีย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ 

แล้วมาติดตามกับอีก 2 เส้นทางยักษ์ใหญ่จาก Disney ทั้งอนิเมชั่นที่ทุกคนคุ้นเคย และ Media Network รายได้หลักที่ไม่น่าเชื่อของดิสนีย์ ได้ในตอนหน้า 

Sources :

http://disneynews.us/disney-statistics-fun-facts/

https://thewaltdisneycompany.com/about/

https://www.statista.com/

https://thewaltdisneycompany.com/walt-disney-company-reports-fourth-quarter-earnings-full-year-earnings-fiscal-2016/

https://aboutdisneyparks.com/about/awards

https://d23.com/disney-history/

http://www.justdisney.com/disneyland/history.html

แนวคิดใหม่เกี่ยวกับคำว่า”พอเพียง”

เราได้ยินคำว่าพอเพียงกันมานานแล้วผ่านสื่อช่องทางต่างๆ แต่เราอาจจะยังเข้าใจผิดหรือมีมุมมองต่อคำว่าพอเพียงที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เช่น พอได้ยินคำว่าพอเพียงก็จะนึกถึงเรือกสวนไร่นาทุ่งหญ้าสีเขียว นึกถึงการทำเกษตรปลูกผักเลี้ยงปลา แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นแค่หนึ่งในวิธีการใช้ชีวิตภายใต้แนวคิดพอเพียงเท่านั้น “พอเพียง” เป็นปรัชญา เป็นแนวคิด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกคน ทุกวัย ทุกอาชีพ ส่วนความหมายของคำว่าพอเพียง ลองอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่เว็บนี้ http://goo.gl/xZAU9a   แต่ครั้งนี้เราจะนำเสนอความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่าพอเพียงที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่

1. พอเพียงไม่ได้เหมาะสำหรับเกษตรกรหรือคนชนบทเท่านั้น

พอเพียง ไม่ใช่เป็นไปตามภาพนาบ่อสวนที่เรามักเห็นจากสื่อต่างๆ จริงๆ แล้ว คนในเมืองก็สามารถพอเพียงได้เช่นกัน เพราะหลักการของพอเพียง คือ มีความพอประมาณ+มีเหตุผล+มีภูมิคุ้มกันตัว+ มีความรู้+มีคุณธรรม = เพื่อให้ชีวิตของเราทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมมีความสมดุลกัน พอมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะไม่ได้รับผลกระทบร้ายๆ มากนัก เหมือนเรามีทางหนีทีไล่ที่เพียบพร้อม เมื่อเกิดวิกฤติเราจะไม่ล้มเจ็บหนัก

2. วิถีชีวิตแบบพอเพียงนั้นไม่ต้องออกจากเมืองใหญ่

เราไม่ต้องหนีออกจากเมืองใหญ่ไปทำเรือกสวนไร่นากลางป่าเขา จริงๆ แล้วอยู่ในห้างในคอนโดก็เข้าถึงวิถีพอเพียงได้ แค่เริ่มจากการใช้จ่ายไม่เกินตัว จดบัญชีรายรับรายจ่าย ใช้บัตรเครดิตแบบรู้ว่าเงินตนเองมีกี่บาทในบัญชี ไม่สร้างหนี้สิน ไม่กู้ยืมเงินใคร ใช้ชีวิตตามกำลังทรัพย์ที่ตนเองมีจริงๆ แค่นี้ก็ถือว่าดำเนินชีวิตด้วยหลักการพอเพียงแล้ว

3. ความพอเพียงไม่ได้ทำให้เรายากจนลง

จริงๆ แล้ว ถ้าเราพอเพียงจะทำให้เรารวยมากๆ เพราะเราจะใช้จ่ายไม่เกินตัวและมีเงินเหลือเก็บ นอกจากนี้การพอเพียงทำให้เรามีเหลือแบ่งเหลือแจก เมื่อยิ่งแบ่ง เราก็ยิ่งมีมิตรมาก เมื่อมีมิตรมากซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าเงินก็จะผันแปรออกมาเป็นเงินได้ เช่น จะทำธุรกิจค้าขายอะไรก็มีคนคอยช่วยเหลือ ตรงนี้นี่เองที่จะทำให้เรารวยมากจากวิถีพอเพียง นอกจากมีมิตรมากแล้ว เรายังไม่มีหนี้สิน ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ใคร เราจึงมีชีวิตแบบไร้กังวล ไร้ดอกเบี้ย ไม่ต้องทำงานเพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้ใคร ชีวิตเราจะมีงบการเงินเป็นบวกขึ้นอย่างเดียว อาจจะไม่รวยเร็ว แต่รวยอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวยมั่นคงอย่างที่ใครๆ ใฝ่หา

4. พอเพียงไม่ใช่การหลีกหนีจากสังคม

พอเพียงไม่ใช่การอยู่คนเดียว ไม่ใช่การทำอะไรเองทุกอย่าง แต่พอเพียงสอนให้เรายืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งพิง (dependence) คนอื่นมากเกินไปจนกระทั่งถ้าเขาล้มเราก็ล้มตามไปด้วย พอเพียงบอกว่าเราต้องร่วมมือพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน (interdependence) กับเพื่อนและสังคมภายนอกด้วยต่างหาก

5. คำว่าพอเพียงไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการท้อถอย

บางคนชีวิตการเงินและธุรกิจมีปัญหา แต่ไม่ลุกขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจังให้ผ่านพ้นไปได้ กลับนำคำว่า “พอ” มาใช้เป็นเหตุผลในการไม่ลงมือทำ เพื่อปกป้องจิตใจตนเองจากความล้มเหลว อย่าใช้คำว่าพอเพียงเป็นคำแก้ตัวในการไม่พัฒนาตนเอง

6. พอเพียงไม่ใช่การประหยัด ลดต้นทุน ไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบ low cost เพียงอย่างเดียว

พอเพียงไม่ได้เกี่ยวแค่เรื่องการใช้จ่าย (Spending) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงอีกมิติหนึ่งนั่นคือการหารายได้เพิ่ม (Earning) อีกด้วย การหารายได้อาจใช้เครือข่ายมิตรภาพที่เราเริ่มมาจากการแบ่งปันที่เคยกล่าวไปแล้วในข้อ3 แล้วแลกเปลี่ยนคุณค่าให้แก่กันและกันจนเกิดงาน เกิดเงินขึ้น อยากเชิญชวนให้พวกเราทุกท่านลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดูอีกครั้งว่าแท้จริงหมายถึงอะไร หากท่านรอบรู้จะทำให้กระจ่างว่าในภาวะโลกตอนนี้ ทำไมเราถึงต้องรู้และลงมือทำตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเร็ว แล้วเราในฐานะประชาชนคนหนึ่งจะสามารถลงมือทำอะไรที่เป็นไปแนววิถีพอเพียงได้บ้าง ลองศึกษาและใช้สติปัญญาของท่านเองตริตรองดูเถิดนา

[ออมหุ้น] ตอนที่ 6 ลาออกมาจากงานเพื่อเล่นหุ้นดีไหม?

บทความออมหุ้น นี้ เป็นบทความตอนที่ 6 นะครับ

ผมเชื่อว่าเป็นคำถามในใจของหลายๆคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เลยล่ะ

โดยเฉพาะมือใหม่หลายๆคนที่เข้ามาในช่วงตลาดมัน เขียว งดงาม กำไรตลอด

และส่วนใหญ่จะเข้ามาในช่วงเขียวล่ะครับ ไม่เข้ามากันตอนช่วงแดงๆที่ตลาดวายแน่นอน

อย่างตัวผมเข้ามาแรกๆก็เพราะมีคนพูดถึงหุ้น เข้ามาเล่นกันสิ ขึ้นตลอด กำไรเป็น 100%

จนมันมีคำกล่าวว่าเมื่อใดที่หุ้นมันขึ้นถึงจุดที่ใครๆก็ชวนคนอื่นเข้ามาเล่น นั่นแหระจะลง

ทำไมคนที่อยู่ในตลาดเขาถึงพูดอย่างงั้น???

ลองคิดดูสิ ถ้าเราสามารถร้านขายของร้านหนึ่งในราคา 10 บาทแล้วผลกำไรมากถึง 2 บาท

แล้วอยู่ดีๆ มีคนเข้ามาซื้อเต็มไปหมดจนหุ้นราคา 100 บาท แต่ผลกำไรยัง 2 บาทเท่าเดิม

กำไรมันโตไม่ทันการขึ้นของราคาหุ้น แล้วเจ้าของบริษัทจะไปหาที่ไหนมาแจก

มันไม่มีทางทำให้ทุกคนรวยขึ้นพร้อมๆกันที่ 100 บาทได้หรอก มันเลยมีคนรู้แล้วขาย ตู้ม

หุ้นลง ฆ่าเม่าตายเต็มไปหมด แล้วหลายๆคนก็อาจเจอดอยยาวแบบไม่มีวันกลับก็ได้

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอด ถ้าใครไปอ่านประวัติศาสต์สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15

ตอนที่มีการปั่นหุ้นบริษัทที่ไปลงทุนแบบปาหี่ที่หลุยส์เซียน่าดูนะครับ สนุกมาก

อ่านเพิ่มสนุกใน website ส่วนตัวผมดูนะครับ “วิกฤติเงินกระดาษ”

มันมีเหตุการณ์แบบนี้มาตั้งแต่ในอดีตแล้วล่ะ มีจนถึงปัจจุบันเลย เร็วกว่าเดิมด้วย

เรื่องนี้สำหรับมือใหม่ควรจะระวังมากๆนะครับ (เป็นห่วงจริงๆนะ จุ๊ฟๆ)

สำหรับคำถามที่ว่า… 

ออกจากงานมาเล่นหุ้นอย่างเดียวดีไหมนะ?

ในมุมมองทัศนของผมนะ มันก็อยู่ที่เรานั่นแหระว่าเรามีความพร้อมมากขนาดไหน

หลายคนเป็น Full Time Trader ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ว่ามีพรสวรรค์

แต่เพื่อนผมแต่ละคนเขากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่ เทรดหุ้นปุ๊ปกำไรปั๊ป 

“ลาออกมาเทรดหุ้นกันเถอะ” แล้วก็ไปยื่นใบลาออกทันที

นักลงทุนเทพๆทั้งหลายเขา ฝึกฝน Skill จาก Novice มาเป็น Master กันนานนะ

ผมเข้าใจนะว่าหลายๆคนเบื่องานประจำ เบื่อมากๆๆๆ (สมัยก่อนผมก็เคยเบื่อ)

การเอาเงินมาเล่นหุ้น 1 แสนบาท แล้วได้กำไร 5% ก็คือ 5,000 บาทในวันเดียว

เราก็จะมโนกันแล้วว่า ถ้าได้ทุกวัน วันละ 5,000 ก็ได้เป็น แสนบาทต่อเดือนเลยเนอะ

แล้วเราก็จะมีชีวิตชิวๆ มีอิสรภาพทางการเงิน ไปเที่ยว ญี่ปุ่น อเมริกา เก๋ๆๆ

อู้ย เมื่อก่อนนะ ผมเทรดหุ้นใหม่ๆนะ ได้ตลอด (เพราะขาขึ้น) แปปๆก็ขาย 

พอได้มา 2,000 – 3,000 ดีใจมาก เลี้ยงบุฟเฟต์แฟนตลอด 

พาไปกินข้าวที่ดีๆ ชีวิตมหาเศรษฐีมาก ตอนนั้นคิดอยากจะออกมาเทรดเอง

แต่อย่างที่บอกแหระ หุ้นมันมีขึ้นมีลงตลอด แล้วมันก็ทำให้เจ๊งได้

แล้วพอเจ๊งนะ ผมเองเป็นคนที่จะเจ๊งทุกๆเรื่อง #ความรักก็เช่นกัน เจ๊งหมด

ผมมารู้ที่หลังว่าเวลาผมได้หุ้นได้ครั้งละ 2,000 แต่มันเอาคืนทีเดียว เป็นแสน

เสียใจไหมกับทุกสิ่ง เสียใจมาก เหตุการณ์ร้ายๆเกิดได้กับทุกคนละครับ

แต่ตอนนั้นสิ่งที่ผมยังมีอยู่ในมือก็คือ ครอบครัว และ หน้าที่การงาน

ผมเกือบสละกับทุกสิ่งไปแล้ว ติดแฟนหนักมาก ทั้งๆที่บ้านนั่งรอกินข้าวเย็นด้วย

ผมเคยคิดว่าคนเรามันจะรักกันจนวันตายได้ แต่ความจริงมันอาจจะไม่ใช่กับทุกคน

ผมกะจะลาออกจากงานไปนั่งทำกำไรชิลๆในตลาดหุ้นเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ

ผมเคยคิดว่างานประจำมันเหนื่อยลำบาก เงินเดือนน้อย ผู้บริหารเรื่องมาก น่าเบื่อจริงๆ

พอเราเจอเหตุการณ์ไม่ดีมันจะกลับมานึกถึงชีวิตของตัวเองใช่ไหม?

เมื่อผมกลับบ้าน ครอบครัวก็ยังยิ้มให้ แต่คนๆนั้นไม่เคยกลับมาอีกเลย

เมื่อผมไปทำงาน พี่ๆก็ยังชวนไปเฮฮาปาร์ตี้ และยิ้้มให้กันเสมอถึงปัจจุบัน

นั่นล่ะ ผมเลยรู้ว่าชีวิตที่เราไม่ค่อยชอบ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ทุกอย่างมีจุดดี

และชีวิตของเรามันมีขึ้นมีลง #ตลาดหุ้นก็เช่นกัน มันขึ้นได้ ก็ลงได้

ผมสังเกตนักลงทุนหลายๆคนพูดว่า “เราควรจะวางไข่ไว้หลายๆตระกร้า”

ท่องได้ทุกคนเลยล่ะ มันเป็นหลักการของการลดความเสี่ยงในการลงทุน

แต่ทำไมผมกลับอยากทำตัวสบายๆ ชิวๆ แล้วหาทางหนีจากการทำงานออกมา

ทั้งๆที่การทำงานนั้นก็สามารถสร้างรายได้ได้เช่นกันและความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย

และมันก็คือ “การหารายได้หลายๆทางและวางไข่ไว้ในหลายๆตระกล้าเช่นกัน”

ตอนนั้นผมก็เลยมานั่งคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไร แผนแรกของผมก็คือ

ทำทั้งงาน ทำทั้งลงทุนมันเลยนี่แหระ!!

สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นก็คือ เออ….

ถ้าเราตั้งใจทำงาน = เงินเดือนก็คงเยอะขึ้นตามผลงาน

เมื่อเงินเดือนเยอะขึ้น = เราก็ออมหุ้นได้เยอะขึ้น

ถ้าออมมีหุ้นเยอะขึ้น = ผมก็รวยได้เช่นกัน

นี่ไง มันคือสิ่งที่ง่ายๆ แค่เพียงผมมาเปลี่ยนวิธีคิดของผมในการใช้ชีวิต

ถ้าคุณอยากรวยและชิลจากการลงทุนนะ ออมหุ้น แบบ DCA มันก็ตอบโจทย์

เพียงแค่มันช้าหน่อย แต่คุณชิวได้ ไม่ต้องมองหน้าจอ แค่ทำตามวินัยให้ได้

และสุดท้ายมันก็กลายมาเป็นแนวทางปฏิบัติของชีวิตผมในเวลาต่อมาเลยนะ

“ทำงานหาเงิน เอาเงินมาออมหุ้น”

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

 และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

ซื้อประกันไปตั้งหลายฉบับ แล้วจำได้มั้ยว่าเบิกไรได้มั่ง?

เดี๋ยวนี้ช่องการซื้อประกันชีวิตมีมากมายเริ่มตั้งแต่ซื้อผ่านตัวแทนบ้าง ผ่านธนาคารบ้าง หรือที่เจอแทบทุกวันก็ผ่านทางโทรศัพท์ นอกจากนั้นยังมีซื้อทางออนไลน์ ก็มีเยอะขึ้น

แต่ปัญหาที่จะตามมาคือ คนส่วนใหญ่เมื่อซื้อประกันแล้ว ก็มักจะลืมผลประโยชน์ของกรมธรรม์ที่ตัวเองได้ซื้อไว้ ส่วนใหญ่ถ้าลองถามดูว่าผลประโยชน์ได้อะไรบ้าง ก็จะมีน้อยคนนักที่จะจดจำได้ และถ้าต้องการรู้ก็ต้องไปค้นดูจากกรมธรรม์มาอ่านอีกที

ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เพราะ เป็นภาษาทางกฎหมาย เป็นต้น

และที่พบบ่อยมากๆ และอยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกๆคน คือ คนส่วนใหญ่มักจะมาตรวจสอบกรมธรรม์ของตนเองและครอบครัวในเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้แล้วทั้งนั้น เช่น เกิดป่วยหนักแบบกะทันหันและต้องรีบไปโรงพยาบาล ก็ถึงจะมาเปิดกรมธรรม์ดูว่ามีสิทธิเบิกอะไรบ้าง แถมถ้าดูไม่รู้เรื่องก็มักจะโทรถามตัวแทนประกันชีวิตในวันที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ซึ่งแน่นอน ว่ามันสายไปเสียแล้วเพราะ หากมีรู้ว่ามีสิทธิเบิกได้น้อยหรือไม่มีเลย ก็คงทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว เพราะ“ สินค้าประกันทุกๆชนิด คือ สินค้าที่ซื้อแล้ว ไม่มีใครอยากใช้หรอก แต่พอเมื่อจำเป็นต้องใช้ ก็จะซื้อไม่ทันนั่นเอง”

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆก็เหมือนกับพวก ยางอะไหล่, เครื่องดับเพลิง หรือ ร่ม เป็นต้น เพราะ คงต้องซื้อเตรียมไว้ก่อนเกิดเหตุ เพราะ หากเกิดเหตุแล้ว ก็คงหาซื้อไม่ทัน

ดังนั้นจากนี้ไปอยากให้ท่านที่มีกรมธรรม์แล้วไม่ว่าจะมีกี่ฉบับ ซื้อมาแล้วกี่ปี ถ้าไม่อยากจะต้องเจอกับเรื่องที่ฉุกเฉินในเรื่องของการรักษาพยาบาล ควรต้องรีบนำกรมธรรม์ทุกๆฉบับมาเปิดดูและจัดการสรุปออกมาเป็นเอกสารที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ รวมถึงให้รับรู้ถึงวงเงินคุ้มครองในทุกๆส่วนของกรมธรรม์เป็นอย่างดี

ซึ่งหากท่านไม่สามารถอ่านกรมธรรม์ได้อย่างเข้าใจ ก็ควรติดต่อตัวแทนของท่านให้มาอธิบายผลประโยชน์จากกรมธรรม์ให้เข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ก็จะอุ่นใจกว่าอย่างแน่นอน

เรามาดูประโยชน์ของการสรุปกรมธรรม์กันนะครับ

1.ทำให้รู้ว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่มีวงเงินความคุ้มครองอยู่เท่าไหร่บ้าง และ ใช้สิทธิอย่างไร เช่น มีทุนประกันรวมเท่าไหร่ มีค่าห้องโรงพยาบาลประมาณเท่าไหร่แล้ว แล้วถ้าจะใช้สิทธิเบิกต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งหากเกิดเหตุต้องรักษาพยาบาล ก็สามารถวางแผนการรักษาให้เหมาะกับวงเงินคุ้มครองในกรมธรรม์ได้

2. ทำให้เราทราบ ถึงวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยได้ทุกๆกรมธรรม์ เพื่อให้สามารถวางแผนการจ่ายเบี้ยประกันได้ว่าใน 1 ปี 12 เดือน มียอดจ่ายเดือนไหนบ้าง จะได้วางแผนรายจ่ายได้ดียิ่งขึ้น

3. ทำให้ทราบว่ากรมธรรม์มีเงินคืนในปีไหนบ้าง (เฉพาะกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์และที่มีเงินปันผล) เพื่อเอาไว้ตรวจสอบกับทางบริษัทรับประกัน เพราะ หากตกหล่นก็สามารถทำเรื่องของติดตามได้

4. เพื่อให้ทราบว่ากรมธรรม์ที่เรามีอยู่นั้น มีวงเงินคุ้มครองหรือมีเงินครบสัญญาเพียงพอกับที่เราต้องการมั้ย

5. ทำให้สามารถเลือกซื้อประกันเพิ่มเติมได้อย่างที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้นในอนาคต เพราะ เราทราบผลประโยชน์ของกรมธรรม์เดิมอย่างดีแล้ว

6. จะทำให้เราไม่ตกหล่นเรื่องการเบิกเคลมอีกต่อไป เช่น บางทีการป่วยนั้นเราสามารถเบิกชดเชยได้ แต่เมื่อเราไม่เคยทราบผลประโยชน์จากกรมธรรม์ ก็ทำให้เราลืมเบิกได้ ซึ่งเท่ากับว่าเราจ่ายเบี้ยประกันไปฟรี โดยไม่เคยได้ใช้ก็เป็นได้

7. ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในกรมธรรม์ให้เหมาะกับความต้องการในปัจจุบันได้ เช่น ชื่อนามสกุลผู้รับประโยชน์ หรือ ที่อยู่ส่งเอกสาร เป็นต้น

จากนี้ไปก็หวังว่าทุกท่านจะลองเอากรมธรรม์ขึ้นมาสรุปเพื่อให้รู้ถึงผลประโยชน์ของกรมธรรม์ตัวเองสัก ที และเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากกรมธรรม์ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็จะ เป็นวิธีการที่ท่านจะทำให้กรมธรรม์ที่ท่านจ่ายเบี้ยประกันไปทุกๆปี ดูจะมีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย และหาก จะซื้อกรมธรรม์เพิ่มเติมในอนาคตก็จะได้ซื้อได้อย่างถูกต้องและถูกใจอีกด้วย

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

By สุรกิจ พิทักษ์ภากร

นักวางแผนการเงิน CFP ‪

#‎wealthplanner‬

www.surakit.com

ทดสอบ DCA หุ้น SSI ย้อนหลัง

ช่วงนี้กระแสหุ้น SSI กลับมาถูกพูดถึงในวงนักลงทุนอีกครั้ง

จะด้วยเหตุประการใดก็ตามแต่ ผมเองก็เลยเอาหุ้นตัวนี้มาดูหน่อย

เพราะมีคนถามอยู่เหมือนกันว่า จะเอายังไงกับหุ้นตัวนี้ดี?

ผมเข้าใจว่าคนถามผมคงจะติดกับหุ้นตัวนี้อยู่นะ

เลยตัดสินใจไม่ได้ว่า จะถัว จะคัท จะนิ่ง หรือจะ DCA

ยอมรับนะว่าผมมีความรู้ในเรื่องของหุ้นเหล็กน้อยมาก

(จริงๆก็ไม่ค่อยได้รู้จักหุ้นอะไรที่มีขั้นตอนการทำธุรกิจยากๆหรอก)

แต่ลองมาดูงบการเงินก่อนแล้วกันว่าหน้าตมมันเป็นยังไง

คำถามแรก…. เธอเห็นกำไรบ้างไหม????

คำตอบแรก… ไม่เห็น มีแต่ -980 -15,902 -7,052 -4,903

คำถามที่ 2… เธอคิดว่าอะไรที่จะทำให้ธุรกิจตัวนี้กลับมาได้กำไรอย่างยั่งยืน????

คำตอบที่ 2… สำหรับผม ไม่รู้เลย ไม่ได้ศึกษามา เมื่อตอบไม่ได้ผมก็ไม่ยุ่ง

โอ๊ะ… แต่ไม่ใช่คำตอบของผมจะเป็นอันสิ้นสุดนะครับ

ถ้าคุณอยากลงทุน คุณก็ต้องไปศึกษาต่อกันเอง 

ตัวนี้ผมไม่ได้รู้จักไม่ได้ศึกษาอะไรมันเลย 

ส่วนอนาคตไม่รู้จะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวเอาอดีตมาให้ดู

(ข้อมูลจากเวปหุ้นปันผลนะครับ)

ธุรกิจที่เป็น Commodities เนี่ย… สำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับมันเท่าไหร่

ถ้าราคาขาย… ถูกกำหนดโดยตลาด

และราคาวัตถุดิบ… ก็ถูกกำหนดด้วยตลาด

คงยากเหมือนกันนะครับที่เราจะคาดการกำไรของธุรกิจนั้นๆได้

อย่างพวกสินค้าอะไรที่เป็นวัฏจักรเนี่ย…. อย่าเอามาออมหุ้นแบบ DCA เลย

[ออมหุ้น] ตอนที่ 8 จุดคัทเม่าเมื่อหุ้นลงดิ่ง

บทความออมหุ้นตอนที่ 8 วันที่ผมเขียนคือช่วงที่หุ้นหน้าตาไม่น่ารักเลย

ช่วงนี้ทุกคนอาจจะเห็นหน้าตาของกราฟหุ้นเป็นแบบนี้นะครับ

กรา SET จาก เวปหุ้นปันผล www.panphol.com

ตัว E มันเป็นแค่ mark Event นะครับ ไม่ต้องไปสนใจอะไร

เห็นแล้วเสียวไหม? แน่นอนว่าหลายคนหวาดกลัวมาก บางคนโทรมาบ่นเรื่องขาดทุน

แล้วตั้งคำถามว่าจะลงไปถึงไหน มีการยกทฤษฎีแนวรับอะไรกันเต็มไปหมด

 กระแทกแนวรับมากี่แนวแล้วผมก็ไม่ทราบและไม่รู้ด้วยว่าจะลงไปถึงเมื่อไหร่

ณ จุดนี้จะเป็นจุดที่พิสูตรความอดทนของตัวเองสูงมากๆ ผมจึงขอยืมคำพูด

ของเพจ “งงหุ้น” ว่านี่แหระที่เขาจะเรียกว่า “จุดคัทเม่า” ของนักลงทุน

เม่าจะถูกกรองออกไปและคนที่ผ่านไปได้ก็จะอยู่ในตลาดได้ยาวขึ้น

ถ้าคุณผ่านจุดตรงนี้ไปได้ คุณจะมีความเข้าใจในตลาดหุ้นเยอะมากครับ

จุด Cut เม่าคือจุดพิสูจน์ว่าคุณจะอยู่ในตลาดหุ้นได้ต่อหรือเปล่า

และมันก็ทดสอบ Mindset ทางการลงทุนของคุณว่าเป็นอย่างไร

สำหรับนักลงทุนแล้วแล้วจุดๆตรงนี้มันจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นในเรื่องการใช้ DCA

หลายคนมาถามผมว่า “ควรจะซื้อแบบ DCA ต่อไหม ราคามันลงเรื่อยๆเลยนะๆๆๆๆๆ”

ถ้าถามแบบนี้แปลว่าไม่ได้มี Mindset DCA ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เพราะเล่นกับราคา

อีกคำถามหนึ่งก็คือ “ขายไปก่อนได้ไหมแล้วค่อยมารับกลับตอนต่ำๆ”

ตอนนี้ก็ต่ำกว่าเดิมนะครับ กล้าคัทมารับไหม? ถ้าคัทแล้วเด้งซื้อตามแล้วลงต่อล่ะ ติดดอย

หรือถ้าบางคนรอหุ้นตก นี่แหละโอกาสซื้อของคุณ ถูกกว่าช่วง 1,600 ต้องเยอะ

แต่ทำไมหลายๆคนไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวมันลงต่อไปอีกนะสิ

สำหรับผมกลับคิดว่ามันเป็นโอกาสซื้อของที่เราอยากได้แต่ไม่ได้ซื้อตั้งนาน

และถ้าลงต่ำกว่านี้อีก เราก็จะซื้อมันด้วยการถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักไป

ลงไปอีกขนาดไหน ไม่รู้ พรุ่งนี้อาจจะเด้งกลับก็ได้ละครับ

อันนี้บทสนทนาผมกับเพื่อนที่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะ DCA ต่อหรือไม่

เพราะรู้สึกว่า DCA ตอนต่ำแล้วมันสู้ทุ่มเงินทีเดียวช่วงหุ้นตกไม่ได้

(แต่ใครจะรู้ละว่าตอนนี้ต่ำสุดยัง มีแค่อนาคตที่จะบอกว่าอดีตเป็นยังไง)

พอเป็นเช่นนี้….

นักออมหุ้น DCA จึงมีต้องมีพันธสัญญากับตัวเองให้ได้ว่า “อย่าเล่นกับราคา”

และให้ความสำคัญในการสร้างวินัยในการออมหุ้น ดี๊ดี มีอนาคตยาวๆ

สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการเชื่อมั่นในระบบที่เรากำลังลงทุนอยู่

ถ้าเราเลือกหุ้นดีแล้ว วิธีการลงทุนดีแล้ว ต่อให้สถานการณ์เลวร้ายยังไง

หุ้นมันก็มีขึ้นมีลงครับ แค่ตอนนี้มันไม่ได้ขึ้นให้คุณพอใจแค่นั้นแหระ

และคนติดดอยก็เยอะแยะมากมาย แค่แต่ละระบบจะจัดการต่างกัน

ถ้า DCA ไปคุยกับ Technical ในช่วงที่เขาบอกให้ Cut loss แล้วไปคัทตาม

อันนี้ก็ประสบความสำเร็จในการลงทุนยากนะครับเพราะเข้าอย่างออกอย่าง

นอกจากคุณจะผสมวิชาให้เป็นวิธีการของคุณเองได้ในอนาคตนั่นก็อีกเรื่อง

วิธีคิดของ Technical – VI – DCA ก็ต่างกันนะครับ ต้องอย่าปนวิธีการกัน 

ถ้าคุณขับเครื่องบินมาก่อนและมาขับรถยนต์เนี่ย อะไรหลายๆอย่างก็ต่างกัน

เวลาเกิดอุบัติเหตุมันไม่มีปุ่มให้คุณกดเพื่อลอยขึ้นเป็นบนฟ้าแล้วกางร่มชูชีพนะ

ถ้าคุณขับรถคุณก็ต้องตัดสินใจแบบรถ ถ้าขับเครื่องบินก็ต้องตัดสินใจอีกแบบ

#ความรัก และ #การลงทุนก็เช่นกัน

ขอให้ทุกท่านผ่านจุด CUT เม่าไปให้ได้นะคร๊าบ ^_^

ปล. วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2558 ช่วงบ่ายๆ ผมจะไปพบทุกท่านที่งานสัปดาห์หนังสือนะครับ

พบกับผมและหนังสือที่หลายๆคนไม่อยากสั่งทาง Website ก็มาพบกันนะครับ

ช่วงบ่ายๆกับหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข  ที่ สนพ Free mind Plenary hall D18

ช่วงเย็นๆ กับหนังสือ รวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน ที่ สนพ Thinkbeyond 

พบกันนะครับ

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

 และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

ออมหุ้น กับ ค่าคอมมิชชั่น?

ประเด็นเรื่องค่าคอมมิชชั่น มักจะเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันขึ้นมาว่าการออมหุ้นนั้นเป็นการทยอยการลงทุน

สำหรับคนที่คิดว่าจะลงทุนไม่มาก การที่เราจะต้องมาจ่ายค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาท นั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเงินเป็นอย่างมาก

“เท่าไหร่ละถึงจะคุ้ม”

สมมติผมพูดที่ 50 บาทเป็นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ หาก เราซื้อขายที่ 0.15%

ผมต้องซื้อหุ้นที่มูลค่ารวม 34,000 บาทใช่ไหมครับ ผมถึงคุ้มค่าธรรมเนียม 50 บาท

34,000 x 0.15% = 51 บาท

กรณีที่ค่าธรรมเนียม 0.25% แบบซื้อกับโบรกเกอร์

20,000 x 0.25% = 50 บาท

นั่นหมายความว่าจะเอาแบบ คุ้มๆ จริงๆเนี่ย หาเงินมาใส่เลย 20,000-30,000 เลยทีเดียว ต่ำกว่านี้ไม่คุ้ม

กรณีถ้าเราออมหุ้นเราอาจจะแบ่งเงินจากรายได้มาออมซัก 5,000 บาท เริ่มต้น แน่นอนว่า 50 บาท นั้นแพงงงงงงง

“กรณีหุ้นขึ้นหุ้นลง”

สมมติ หุ้นขึ้นซัก 5% จากมูลค่าหลักทรัพย์ที่เราลงทุน

20,000 ขึ้น 5% จะได้ 21,000 บาท

5,000 ขึ้น 5% จะได้ 5,250 บาท

ได้ค่าคอมคืนกันยัง?

อีกกรณีคือ หุ้นลงซัก 5% จากมูลค่าหลักทรัพย์ที่เราลงทุน

20,000 ลง 5% จะได้ 19,000 บาท

5,000 ลง 5% จะได้ 4,750 บาท

หุ้นลงขาดทุนที ค่าคอม 50 บาท นับว่าเด็กๆไปเลย

แต่ถ้าคุณทำ DCA ก็หมายถึง คุณไม่ต้องทุ่มเงินก้อน งวดต่อไปคุณได้หุ้นถูกลงอีก 5%

และการซื้อหุ้นเพิ่มที่ราคาลดลง 5% (250 บาท) แต่เสียเงินค่าคอม 50 บาท

ก็ยังประหยัดกว่าการนำเงินทุ่มซื้อทีเดียว 10,000 บาท ไปถึง 250-50 = 200 บาท

“ออมหุ้นปีหนึ่งจ่ายค่าคอมเท่าไหร่?”

50 บาท x 12 เดือน = 600 บาท (ไม่รวมค่าอื่นๆอีกนิดหน่อย)

แน่นอนว่าการที่คุณลงทุนไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้ซื้อๆขายๆ คุณจะจ่ายค่าคอมไม่ได้เยอะมากหรอก

600 บาท แค่เราเดือนออกไปเที่ยว กินข้าวที่สยามซัก 1 วัน ก็หมดเกลี้ยงแล้วล่ะ

แต่การซื้อๆขายๆ แล้วขาดทุนต้อง Cut Loss โดนกันเป็นหมื่นเป็นแสนบาทก็เห็นอยู่บ่อยๆ

ในขณะที่พอได้กำไรกัน ก็ไม่ได้คิดถึงต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่ เพราะค่าคอมมันเรื่องเล็กน้อยมาก

เรากำลังมองหาเงินล้านกันนะครับ

600 บาทนี่เด็กๆเลย

การออมหุ้น ออมไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจที่จะซื้อขายหุ้นรายวัน

หากเราเลือกหุ้นดีมีการเติบโต 1 ปี เงินค่าใช้จ่าย 600 บาท เราหาคืนได้แน่ครับ

ต่อให้เราลงทุนเพียง 1,000 บาทต่อเดือน ค่าธรรมเนียมคิดเป็น 5%

ปกติแล้วหุ้นที่เติบโตมันโตมากกว่า 5% อยู่แล้วครับ

แต่ถ้าหุ้นลงไปต่อล่ะ….

ถ้าซื้อหุ้นจำนวนเท่าเดิม ราคาลดของหุ้นก็ยังให้เราประหยัดมากกว่าค่าคอม 50 บาท ในงวดต่อๆไปอยู่ดี

แต่ถ้าซื้อด้วยเงินเท่าเดิม คุณจะได้จำนวนหุ้นที่มากขึ้นจากราคาที่ลดลงไป เป็นการสะสมหุ้นไปในตัว

แน่นอนว่า DCA คือ การทยอยลงทุน คุณจะได้หุ้นที่ถูกลงเรื่อยๆ อาจจะถูกกว่า 20% เลยก็ได้

และถ้ากิจการที่เราลงทุนนั้นดีจริง เดี๋ยวราคาหุ้นก็จะปรับตัวกลับมาอยู่ดีละครับ

จริงอยู่ที่การออมหุ้นด้วยเงินจำนวนน้อยจะให้อัตราส่วนของค่าคอมในราคาแพง

หลายๆคนมักจะมองตัวเลขที่ 1,000 บาท แต่คุณก็แก้ปัญหาค่าคอมได้ถ้าคุณออมมันมากขึ้นก็ได้นิ

เงินเดือนที่หักมาเป็นเงินออม ไหนๆจะลงทุนแล้ว ขุดมาเลยซัก 5,000-6,000 บาท

ยิ่งคุณออมมากขึ้น ค่าคอมยิ่งถูก แต่ถ้าคุณออมเยอะๆไม่ได้ ค่าคอมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของการทำ DCA

หุ้นขึ้นก็มีความสุข หุ้นลงก็มีความสุข จ่าย 1 ปี แค่ 600++บาท เองถูกกว่าเห็นๆ

สุดท้ายนี้ ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนด้วย Dollar Cost Average ความสำคัญคือการเลือกหุ้นนะครับ

เลือกหุ้นดี เติบโต ยังไงก็สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้แน่นอน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save