“เงินบำนาญ” เราสร้างเองได้

อยากมี “เงินบำนาญ” ควรทำอย่างไรดีน๊า??

หลายคนต้องการที่จะเกษียณเร็ว อยากมีเงินบำนาญ อยากมีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มีหลากหลายวิธีเพื่อเกษียณจนเลือกไม่ถูกเลยว่าจะทำแบบไหนดี มันไม่มีวิธีที่ดีที่สุดหรอกนะ มันมีแต่วิธีที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดต่างหากหละ

เราเปรียบเทียบการออมเพื่อเกษียณเหมือนกับ “การได้คืนภาษี”

อารมณ์ตอนยื่นภาษีแล้วรู้ว่าได้เงินคืน เรารู้สึกอย่างไรบ้าง สุดยอดแห่งความดีใจเลยใช่ไหมหละ ทั้งที่ความจริงเราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินกว่าภาษีที่ต้องเสียจริง พอยื่นภาษีเราจึงได้รับเงินจำนวนนั้นกลับคืนมา ตลอดปีภาษีเราไม่รู้สึกอะไรมากเพราะถูกหักไปแต่ละเดือนด้วยจำนวนเล็กน้อย แต่พอรวมเป็นปีแล้วได้เงินคืนเป็นก้อนโต

นั่นแหล!! วิธีออมเงิน

การออมเงินเพื่อเกษียณต้องใช้ความอดทนและวินัยการออมอย่างมาก อารมณ์ดีใจของเราจะเกิดก็ต่อเมื่อเรามีเงินใช้อย่างสบายช่วงหลังเกษียณ บางคนอาจจะนอนตีพุงชิวๆรับค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าคอนโด หรือวิธีลงทุนอื่นๆที่จะทำให้เราได้รับเงินอย่างต่อเนื่องหลังเกษียณ บทความนี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในออมเงินสำหรับคนที่ต้องการสร้างเงินบำนาญด้วยตนเอง โดยมีเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ใช้หลังเกษียณอย่างชัดเจน คือ วิธีการออมเงินแบบอัตโนมัติผ่านการทำประกันชีวิตชนิดบำบาญ

ประกันชีวิตชนิดบำนาญตอบโจทย์ได้ดีกับการออมระยะยาวซึ่งมีผลประโยชน์ดังนี้

  • เก็บระยะยาวไว้ใช้หลังเกษียณด้วยจำนวนเงินที่เรากำหนดเองได้
  • ได้รับลดหย่อนภาษี 15% ของรายได้ทั้งหมด แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินสามารถกู้กรมธรรม์เพื่อนำเงินมาใช้ได้ชั่วคราว(แล้วแต่เงื่อนไขกรมธรรม์)

ตารางต่อไปนี้เป็นจำนวนเบี้ยประกันชีวิตของบริษัทประกันชีวิตบริษัทหนึ่งที่มีอยู่จริง เรายกตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนเท่านั้นว่า “ออมก่อนนั้นดีอย่างไร”  โดยเป็นรูปแบบประกันชีวิตชนิดบำนาญ(ลดหย่อนภาษี) ที่เลือกรับเงินเกษียณตั้งแต่อายุ 60 ปี ซึ่งกรมธรรม์นี้เบี้ยประกันชีวิตของผู้ชายจะถูกกว่าผู้หญิง ในตัวอย่างนี้ทำทุนประกัน 1,000,000 บาท(หมายถึงเรามีเป้าหมายในการออมเงิน 1 ล้านบาท) เราลองคำนวณว่า ถ้าอายุและเพศต่างกันจะจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ซึ่งจะมีเงื่อนไขการรับเงินคืนเหมือนกัน

สร้างบำนาญให้ตัวเองตั้งแต่อายุ 60-90 ปี

ได้ปีละ 150,000 บาท หรือเดือนละ 12,500 บาท

บางคนอาจจะเห็นตัวเลขเงินที่ต้องจ่ายต่อปีค่อนข้างสูงจนอาจจะทำให้ถอดใจ จากตัวเลขนี้เราควรจะแบ่งย่อยออกเป็นรายเดือนเพื่อที่จะทะยอยเก็บให้ได้ตามเป้าหมาย เราจะได้ไม่รู้สึกเป็นภาระมากเกินไป

ตัวอย่างการแบ่งออมเงินรายเดือน

น้องหญิงอายุ 30 ปี จากตารางข้างต้นออมเงินปีละ 72,350 บาท เมื่อย่อยออกมาเป็นรายเดือนจะออมเดือนละ 6,029.17 บาท (ทำเป็นเลขกลมๆจะได้ 6,100 บาท) โดยตัดเงินทุกเดือนเข้าบัญชีฝากออมทรัพย์(ซื้อกองทุนตราสารหนี้หรือออมแบบไหนก็ได้ที่ตัดเงินฝากเข้าได้ทุกเดือน)  พอครบปีจึงถอนมาจ่ายชำระเบี้ยประกันชีวิตชนิดบำนาญ ทำแบบนี้จนกระทั่งอายุ 59 ปีจึงหยุดจ่ายเบี้ยประกัน

หมายเหตุ

  • ควรเลือกวิธีการออมเงินให้เหมาะสมกับความถนัดของตนเอง
  • กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ในความจริงสามารถตัดเงินเก็บไว้ในรูปแบบอื่นได้ โดยมีแนวคิดที่ว่า ณ วันที่ถอนออกมูลค่าเงินที่สะสมนั้นไม่ลดลงต่ำกว่าเงินต้น
  • การทำประกันชีวิตชนิดบำนาญนั้นเงื่อนไขของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน เราควรศึกษาเงื่อนไขให้เข้าใจก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต

กองทุน Passive VS Active แบบไหนดีกว่ากัน !!

กองทุน Passive VS Active แบบไหนดีกว่ากัน !!

เป็นคำถามที่ผมพบค่อนข้างที่จะบ่อยมากครับ ว่า กองทุน Passive กับ กองทุน Active แบบไหนดีกว่ากันแน่ ?

ก่อนจะไปถึงว่ากองทุนไหนดีกว่ากัน เรามาดูก่อนดีกว่าครับว่ากองทุนแบบ Active กับกองทุนแบบ Passive มันคืออะไรครับ

Active Fund 

Active Fund คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นชนะ ค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือ พยายามที่จะทำผลกำไรให้มากที่สุด โดยการเลือกสินทรัพย์และสัดส่วนที่เหมาะสม เช่นหุ้นรายตัว หรือตราสารหนี้ที่ลงทุน รวมถึงคำนึงถึงช่วงเวลาซื้อขายที่เหมาะสมด้วยครับ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนก็จะมี 2 วิธีหลัก ๆ

แบบแรกคือการวิเคราะห์แบบ Top  Down 

หรือการวิเคราะห์การลงทุนโดยพิจารณาจากภาคเศรษฐกิจโดยรวมก่อน

จากนั้นก็จะ ดูถึงสภาพ หรือสภาวะของ ภาคอุตสาหกรรมของหุ้นที่น่าสนใจ

และค่อยดูถึงพื้นฐานของหุ้น หรือ สินทรัพย์ ว่าในภาวะนี้จะเหมาะสมที่จะลงทุนหรือไม่

แบบที่ 2 คือ การลงทุนด้วยวิธี Bottom Up

ไม่ใช่การกินเหล้าให้หมดภายในครั้งเดียวนะครับ แต่มันคือ การลงทุนโดยเริ่มจากวิเคราะห์ว่า ตัวหุ้น หรือ สินทรัพย์ นั้นมีคุณภาพหรือไม่

แล้วค่อยดูว่าสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมนั้นดีหรือไม่

และสุดท้ายจึงดูว่าเป็นเวลาเหมาะทางเศรษฐกิจที่จะลงทุนหรือยัง

กลยุทธ์การลงทุนอีกแบบที่น่าสนใจก็คือ แบบ VI

หรือ Value investing คือ การลงทุนที่เน้นมูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว

ไม่สนใจเศรษฐกิจ การเมืองหรือ อุตสาหกรรม(คล้ายกับ Bottom up)

สนใจเพียงแต่ว่า สินทรัพย์ที่จะลงทุนมีมูลค่าที่เหมาะสมหรือไม่ (แพงหรือถูกก็จะซื้อ ถ้าเหมาะสม)

เป็นบริษัทที่ดีหรือไม่ ความสามารถในการแข่งขันเป็นอย่างไร และสามารถในการทำกำไรของบริษัทครับ

Passive Fund

Passive Fund เป็นการลงทุนที่เน้นลงทุนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง หลายท่านเกิดคำถามขึ้นมาว่า ดัชนีอ้างอิงคืออะไร ผมขออธิบายเป็นขั้น ๆ แบบนี้ครับ ดัชนีก็คือ การที่หุ้นในตลาดมีการซื้อ-ขายกัน หรือแม้แต่ตราสารอื่น ๆ ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวาน แต่เราไม่รู้ว่าทั้งตลาดมันเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน คนเราก็เลยเอาราคา หรือ ขนาดของสิทรัพย์ทั้งตลาดนั้น มาทำเป็นดัชนี เช่น SET index โดยเปรียบเทียบว่าสินทรัพย์ทั้งหมดเป็น 100 พอผ่านไป 10 วันกลายเป็น 110 แสดงว่า มีการซื้อมากขึ้นเพราะว่าราคาสินทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่ปรับขึ้น

การอ้างอิงก็คือ การที่กองทุนพยายาม ทำตัวเลียนแบบดัชนีตลาดนั่นเองครับ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เทียบเคียงกับผลตอบแทนของดัชนีต่าง ๆ ดังนั้นการลงทุนแบบนี้ เราจะไม่มีทางที่จะได้กำไรมากกว่าดัชนีของตลาดได้ครับ

แล้วทำไมถึงต้องลงทุนตามดัชนีตลาดด้วย ? เพราะในต่างประเทศมีงานวิจัยในระยะยาวว่า ไม่มีใครที่จะสามารถเอาชนะตลาดได้ และถ้าเราตรวจสอบลึกลงไป จะเห็นได้ว่า กองทุน Passive บางกอง สามารถทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ และบางครั้งก็พบว่าทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนแบบ Active เสียด้วยซ้ำครับ

ข้อดีอีกข้อก็คือการลงทุนแบบนี้มี ค่าธรรมเนียมถูกมากครับ เนื่องจากผู้จัดการกองทุนไม่ต้องมาเสียเวลาในการดูแลกองทุนมาก เพียงแค่ลงทุนด้วยสัดส่วนแบบเดียวกับดัชนีอ้างอิงเท่านั้นเองครับ

การลงทุนในสไตล์ Passive Fund และ Active Fund นั้นเป็นถกเถียงกันค่อนข้างมากว่าแบบไหนดีกว่ากัน ครับ ดังนั้นเรามาดูจุดที่น่าสนใจของกองทุน 2 แบบนี้กันครับ

เรามักจะเชื่อว่ากองทุน Passive Fund ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Active Fund ในระยะยาว ในกรณีนี้ผมคงต้องบอกว่า เป็นจริงครับ แต่มันมักจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ตลาดหุ้นมีหุ้นอยู่มากมายเลยครับ จนทำให้ Active Fund ส่วนใหญ่จะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดมาอยู่ในกองทุนได้ยากมาก ต้องเรียกว่าเข้าใกล้ทฤษฏีในตำรามากที่สุด และการลงทุนใน Passive Fund ของสหรัฐ โดยส่วนมากจะชนะ Active Fund ครับ ดังนั้น ผมแนะนำว่าถ้าอยากลงทุนกับกองทุนต่างประเทศที่ไปลงทุนในสหรัฐ เลือกเป็นกองทุน Passive น่าจะเหมาะกว่า Active ครับ ที่สำคัญค่าธรรมเนียมถูกกว่าด้วย

คราวนี้กลับมาดูในบ้านเราบ้างครับ ผมยังคงเห็นกองทุน Active Fund ที่ทำผลกำไรมากกว่า Passive Fund อยู่ค่อนข้างมากครับ เพราะโดยส่วนมากหุ้นที่อยู่ในบ้านเรายังคงมีไม่มาก และหุ้นเล็ก ๆ ที่รอการเติบโตก็ยังมีให้เห็นอยู่มากครับ รวมถึงถ้าช่วงไหนที่มีเงินทุนจากต่างประเทศมา ก็จะทำให้หุ้นบางตัวทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดได้เช่นกัน ส่งผลให้กองทุนที่เป็น Active Fund นั้นมีผลตอบแทนที่ดี อย่างที่เห็นครับ

ผมคาดการณ์ว่าคงอีกสักพักใหญ่ ๆ กว่าที่ตลาดหุ้นในบ้านเราจะพัฒนาไปเป็นเหมือนต่างประเทศครับดังนั้นกองทุน Active Fund ในบ้านเราก็ยังคงเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่แพ้ Passive Fund เลยครับ

ข้อสังเกต** Active Fund โดยส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงขณะตลาดหุ้นเป็นขาลงจะน้อยกว่า Passive Fund เนื่องจากกว่า ผู้จัดการกองทุนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนหุ้นที่อยู่ในกองทุนได้ ไม่เหมือน Passive Fund ที่ไม่สามารถเปลี่ยนหุ้นที่ถือได้ หรือปรับสัดส่วนได้ เพราะว่าต้องล้อไปตามดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลง ดังนั้นในภาวะตลาดหุ้นเป็นขาลง Passive Fund ก็มีโอกาสปรับตัวลงได้มากกว่า Active Fund ครับ

ผมว่าทั้งกองทุน Active และ Passive ในบ้านเรานั้นยังสามารถลงทุนได้ครับ โดยกองทุน Passive อาจจะเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการค่าธรรมเนียมที่แพง และคิดว่าการลงทุนแบบ passive ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งจากสถิติแล้ว ตลาดหุ้นบ้านเราก็ยังให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก อยู่ที่ประมาณ 10-12 % ครับ

ส่วนกองทุน Active ก็เหมาะกับคนที่คิดว่ากองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนเก่ง ๆ จะสามารถทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี และมากกว่าตลาดได้ในระยะยาว ซึ่งในบ้านเราก็ยังมีกองทุนแบบนี้อยู่เยอะครับ ผมบอกได้เลยว่าถ้าเราเลือกกองทุนได้ถูกกองแล้วละก็ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ผู้จัดการกองทุนไปนั้น คุ้มค่าแน่ ๆ ครับ แต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า แต่ละกองทุนจะสามารถทำได้แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนนะครับ 55+ แต่อย่างน้อยถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลงมามาก ๆ ผมจะไม่เครียดเลยครับ เพราะว่ากองทุนที่ผมถืออาจจะไม่ปรับตัวลงมากอย่างที่คิดครับ (ไปลั้นลาได้สบายเลย)

ซึ่งโดยส่วนตัวผมลงทุนกับกองทุนทั้ง 2 แบบครับ (ก็รักพี่เสียดายน้องอ

[ซีรีย์การเงิน] รวยได้ไม่ง้อพ่อ (2) : ค่าของเงินตามเวลา

ค่าของเงินตามเวลา

ค่าของเงินตามเวลา หรือ Time Value of Money มาจากแนวคิดที่ว่า เงินจะมีมูลค่าต่างๆกัน ตามเวลาที่แตกต่างกันไปนั่นเอง

เอางี้ .. เพื่อนๆพี่ๆน้องๆลองคิดง่ายๆ ว่าจะเลือกแบบไหน ระหว่าง …

  • ได้รับเงินวันนี้ทันทีเลย 1,000,000 บาท
  • อีกสิบปีข้างหน้าค่อยมาเอา 1,000,000 บาท

แหม่… ไอ้ฟายยย @TAXBugnoms ถามอะไรง่าวๆ.. ใครจะเลือกรอเงินอีก 10 ปีล่ะโฟร้ยยยย!!!!!! เอาวันนี้เลยดีกว่า จะได้เอาไปทำอะไรที่อยากทำ ลงทุนที่อยากลงทุน อย่างน้อยๆก็ฝากธนาคารกินดอกเบี้ยก็ยังได้

นั่นไง!!!! เห็นป่ะละ!!!! แสดงว่า เงินในปัจจุบัน ย่อมมีมูลค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในอนาคตนั่นเอง…  (อ้อ.. มีข้อแม้นิดนึงนะว่า ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0%)

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า ว่าเงินจำนวน 1 ล้านบาทในปีนี้ อีก 20 ปี มันจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรได้บ้างเน้ออออ

เงิน 1 ล้านบาท วันนี้
จะเป็นเท่าไหร่ในอีก 20 ปีข้างหน้า

เอ๊ะๆๆ…
ช้าก่อน… สังเกตเห็นไหมว่า…

อะไรทำให้จำนวนเงินแต่ละบรรทัดแตกต่างกัน

ระหว่าง

1. เงินต้น

2. ผลตอบแทน

3. ระยะเวลา

และคำตอบ ที่ถูกต้อง คือ …

“ทุกตัว”

เงิน(เริ่ม)ต้น = มีพ่อรวย

จากตารางข้างบน ขนาดเงินเริ่มต้นเพียง 1ล้านบาท ถ้าลงทุนดีๆ เจอผลตอบแทน 20% ก็เพิ่มขึ้นกลายเป็นเงิน 38 ล้านบาทได้ภายใน 20 ปี ทีนี้ถ้ามีเงิน 100 ล้านบาทล่ะ แหม่…. กลายเป็น 3,800 ล้านบาทกันเลยทีเดียว

ดังนั้นจงอย่าแปลกใจ ถ้าใครคนไหนโชคดีมีพ่อรวย มีบุญบารมีสั่งสมวาสนามาจากชาติที่แล้ว สมมุติว่ามี 1,000 ล้านบาท เพียงลงทุนได้ผลตอบแค่ 5 % ก็มีเงินเพิ่มปีละ 50 ล้านบาท แบบชิวๆ ซึ่งบางคนทั้งชีวิตยังหาไม่ได้เลย กับ 50 ล้านบาทที่ว่า แต่คุณพี่ฝากปีเดียวซัดไปแบบง่ายๆ เย็นๆ สบายๆ

แบบนี้ก็ ถือเป็นบุญวาสนาของคนที่รวย ที่เราไม่สามารถไปแข่งได้ ได้แต่อิจฉาอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ โอ้ยยย ทำไมพ่อตรูไม่รวยแบบนี้บ้างงงงงงโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย

ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป…

ผลตอบแทน = คนฉลาด

ผลตอบแทนคือ สิ่งที่ได้รับจากการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยปกติจะวัดในรูปแบบของอัตราผลตอบแทน หรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ (%) ต่อปีจากเงินต้นที่เราลงทุนไป สำหรับใครที่ลงทุนได้ผลตอบแทนมากก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรวยมาก

การหาผลตอบแทนมากๆ นั้นอยู่ที่ความสามารถ ที่มาจาก “สมอง” หรือ “ความฉลาด” ในการหาสินทรัพย์ที่ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งบางครั้งผลตอบแทนที่สูงขึ้นอาจจะตามมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยการที่เราจะหาผลตอบแทนได้มากๆนั้น มันอยู่ที่เวลาและโอกาส ซึ่งคนที่มีความรู้และความเข้าใจในการลงทุนมากกว่า ย่อมสามารถจะจับจังหวะการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นยังไงล่ะฮะ

โอ้ยยย แล้วคนโง่ๆอย่างตรูจะหาผลตอบแทนมากๆจากไหนฟระเนี่ย … (หลายคนแอบบ่นในใจ ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดแบบนั้น เพราะผมก็เป็นเหมือนกัน ฮา)

ระยะเวลา = คนขยัน

มาดูกันที่ตัวแปรสุดท้าย “ระยะเวลา” จะเห็นว่า ยิ่งเวลาลงทุนนานแค่ไหน ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับระยะเวลาก็คือคนที่ “ไม่มีพ่อรวย” และ “ไม่ฉลาด” ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ “ระยะเวลา” ที่เวลา ไม่ใช่แค่เพียงจำนวนปี แต่เป็น “เวลาที่เราได้เริ่มต้น” ต่างหาก

เอาล่ะ… ลองมาดูตัวอย่างระหว่าง นายเกรย์แมน และ น.ส.ซูซี่ กันหน่อยดีกว่า

นายเกรย์แมน เริ่มต้นเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่อายุ 20 ปี โดยตั้งใจเก็บจนถึงอายุ 35 ปี (15 ปี) หลังจากนั้นนายเกรย์แมนก็เลิกเก็บเงินโดยปล่อยให้เงินรับผลตอบแทนไปจนถึงอายุ 60 ปี

ส่วน น.ส.ซูซี่เริ่มต้นเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท ตอนอายุ 45 ปี โดยตั้งใจเก็บจนถึงอายุ 60 ปี โดยใช้เวลาทั้งหมด 15 ปี เช่นเดียวกันกับนายเกรย์แมน

สมมุติว่าทั้งคู่ เลือกที่จะนำเงินเก็บในแต่ละเดือนไปลงทุน โดยได้รับผลตอบแทนในอัตรา 10% ต่อปี ผลที่ได้ก็จะเป็นกราฟฟิกเปรียบเทียบข้างบน (เลื่อนขึ้นไปดูครับ)

เห็นหรือไม่ว่า … เมื่ออายุ 60 ปี

  • นายเกรย์แมนมีเงินเก็บจำนวน 5,566,528 บาท
  • ส่วนมาดามซูซี่จะมีเงินเก็บเพียง 461,686 บาท

เมื่อใช้เวลาเก็บเงิน 15 ปีเท่ากัน เพียงแค่ว่านายเกรย์แมน “เริ่มต้นก่อน” เท่านั้น มาดามซูซี่ก็ตามหลังแบบไม่เห็นฝุ่น นั่นเป็นเพราะว่านายเกรย์แมนมีตัวช่วยที่เรียกว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” 

ดอกเบี้ยทบต้น คืออะไร?

ดอกเบี้ยทบต้น ถ้าให้เรียกง่ายๆก็คือ ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย นั่นแหละ

ตัวอย่างเช่น เราฝากเงิน 10,000 บาทในบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี

เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ได้รับดอกเบี้ย 1,000 บาท ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดปีที่ 1 เราจะมีเงินในบัญชี 11,000 บาท

พอปีที่ 2 เราจะได้รับดอกเบี้ย 2,000 บาทจากเงินต้น (1,000 แรกจากปีที่ 1 และอีก 1,000 จากปีที่ 2) และได้รับดอกเบี้ยของดอกเบี้ยอีก 100 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 2,100 บาท เมื่อสิ้นสุดปีที่ 2 เราจะมีเงินในบัญชี เท่ากับ 12,100 บาท

ดังนั้นเมื่อเวลายิ่งผ่านไป ผลตอบแทนที่เราได้รับ จะไม่ได้มาจากดอกเบี้ยของเงินต้นเท่านั้น แต่จะได้รับ “ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย” ตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่นายเกรย์แมนมีเงินเพิ่มขึ้นมากกว่าน.ส.ซูซี่แบบทวีคูณ นั่นก็มาจากอานุภาพของเจ้าดอกเบี้ยทบต้นที่ว่านี่แหละคร้าบบ

จากผลสรุปข้างต้นทั้ง 3 ตัวแปรที่มีความสำคัญ ขอถามสั้นๆว่าถ้าหาก “พ่อไม่รวย” และ “ไม่ฉลาด” แต่มีความฝันว่าอยากจะรวย สิ่งที่เราทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือ ….

“เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้!!!”

รวยได้ไม่ง้อพ่อ ตอน 3 : ทำยังไงให้รวย

เปิดบ้าน KAsset… ตอน 2 “Gain & Loss” กองทุน ชีวิต และการเป็นผู้จัดการกองทุน

สวัสดีปีใหม่คร้าบ นักลงทุนทุกท่าน ผ่านไปอีกปีแล้วนะครับ ในปีที่แล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะเหนื่อยใจกับการลงทุนกันพอสมควร  แต่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ผมขอให้การลงทุนในปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับนักลงทุนทุกท่านนะครับ

แต่วันนี้ผมไม่ได้มาคุยเรื่องวิธีการเลือกซื้อกองทุนแต่อย่างใด แต่จะมาชวนพักสมอง ผ่อนคลายกับบทความสัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุนกันครับ

โดยมุมมองจากพี่ ๆ ผู้จัดการกองทุนนั้น ผมถือได้ว่าเป็น มุมมองที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านความคิด ผ่านอะไรมามากมาย ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้เลย เป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วมาก ๆ ยิ่งถ้าใครจับจุด หรือ จับประเด็นได้มากขึ้นก็สามารถนำไปประยุกต์และพลิกแพลงเป็นสไตล์ของเราเองได้อีกด้วยครับ

วันนี้เรามีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองกับ 3 ผู้จัดการกองทุนแห่ง KAsset สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่หรือคนที่อยากเป็นผู้จัดการกองทุน ห้ามพลาดครับ และผู้จัดการกองทุนที่เราสัมภาษณ์ในวันนี้มี 3 ท่าน คือ

คุณธิดาศิริ ศรีสมิต, CFA รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนตราสารทุน

คุณชัยพร ดิเรกโภคา, CFA ผู้บริหารกองทุนตราสารหนี้

คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ

เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา เรามาฟังมุมมองจากผู้จัดการกองทุนทั้ง 3 ท่านนี้กันครับ

หมอนัท : กว่าจะมาเป็นผู้จัดการกองทุน จุดเริ่มต้นของความสนใจในด้านการเงินของแต่ละท่านนั้นเริ่มต้นมาจากอะไรครับ

คุณธิดาศิริ : พี่จบสถิติและเศรษฐศาสตร์มา จากนั้นก็ไปต่อโทไฟแนนซ์ เพราะรู้สึกว่าการออมกับการลงทุนเป็นอะไรที่เกี่ยวพันกันไปตลอดชีวิต อยู่ที่ว่าเราวางแผนชีวิตแบบไหน สำหรับเรื่องเงินบางคนอาจจะคิดว่าไม่ได้สำคัญที่สุดนะ แต่มันก็เป็นอะไรที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งแต่ละคนเป้าหมายก็ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนบอกว่าสำหรับตัวเองมีหนึ่งล้านบาทก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนบอกว่าต้องมีสิบล้าน ร้อยล้านบาทถึงจะพอ ไม่ว่าเป้าหมายของใครจะเป็นเท่าไหร่ อย่างน้อยที่สุดเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ พี่เลยคิดว่าการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และน่าสนใจมากเช่นกัน

คุณชัยพร : ของผมเริ่มต้นที่ตอนเลือกคณะ ตอนนั้นจะมีคณะยอดนิยม แพทย์ วิศวะ แล้วผมเห็นว่าที่บ้านเราทำการค้าขาย ผมก็เลยเลือกบัญชี (บริหารธุรกิจ) ของจุฬาฯ หลังจากสอบเข้าได้แล้ว เราก็เริ่มดูธุรกิจของที่บ้าน เห็นการหมุนเงิน การเช็คสต็อคสินค้า ผมจึงตัดสินใจเรียนภาคการเงิน เพื่อที่จะได้นำความรู้มาช่วยธุรกิจครอบครัว  นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางการเงินของผม และได้ต่อยอดในช่วงเริ่มต้นทำงานที่แรก ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ฝ่ายวาณิชธนกิจ ผมได้เรียนรู้มากมายตั้งแต่คำว่า Professionalism รวมทั้งคำว่า Global Standard และ  Business Ethics เป็นพื้นฐานให้ผมสามารถหล่อหลอมปรัชญาการใช้ชีวิตและการทำงานของผมในปัจจุบันได้ลงตัว

คุณนาวิน : ผมเข้ามาวงการการเงินในปี 1993 โดยก่อนหน้านั้นผมเป็นวิศวกรอยู่บนแท่นน้ำมันกลางทะเล ตอนนั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ดีมาก เพราะเงินเดือนเยอะที่สุดในกลุ่มของคนจบใหม่ ไปทำอยู่แค่ปีนึง สุดท้ายก็ย้ายเข้าไปทำวาณิชธนกิจ ที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด เป็นช่วงที่เราเป็นกลุ่มผู้บุกเบิกเลย ประเทศไทยเพิ่งเริ่มธุรกิจหลักทรัพย์มาไม่นาน และวาณิชธนกิจก็เพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นจะได้เรียนรู้อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ๆ ค่อนข้างเยอะ สำหรับเด็กจบใหม่ถือว่าค่อนข้างเร็ว เราก็ได้เข้าไปทำ ใช้การเรียนรู้ ค่อยๆลองผิดลองถูก จนได้ไปโรดโชว์ที่ New York ได้เห็นขั้นตอนการทำงานของ Investment Bank ระดับโลก วันนั้นจำได้ว่าเราไปนั่งในห้องประชุมของ Goldman Sachs ดูเขาทำสรุปราคา IPO เมื่อลูกค้าแค่จะขอราคา IPO เพิ่มขึ้นอีก 2 บาทเถียงกันเป็นวัน คือราคาก็ต้องเหมาะสมกับพื้นฐานของบริษัทจริงๆ  เลยเข้าใจว่าความซีเรียสของการเงินมันค่อนข้างเยอะ มันเป็นจุดที่เราคิดว่าโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ในในอาชีพนี้ยังมีอีกมากมาย มีความท้าทาย น่าจะลองทำต่อ ก็เลยอยู่สายนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น และก็อยากที่จะทำงานในสายนี้ไปเรื่อยๆ

หมอนัท : สำหรับคนที่อยากเป็นผู้จัดการลงทุนต้องเตรียมตัว ฝึกฝนตัวเองอย่างไรครับ

คุณธิดาศิริ : พี่คิดว่าสิ่งสำคัญของผู้จัดการกองทุนคือต้องมีทักษะด้านการวิเคราะห์

พี่คิดว่าเด็กสมัยนี้เริ่มจบมาช่วง 5-6 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว ไม่ว่าจะลงทุนอะไรไปมันก็ได้ผลตอบแทนที่ดีหมด มันขึ้นอยู่กับว่าใครกล้าเสี่ยงแค่ไหน แต่จากนี้ต่อไป พี่ว่ามันหมดยุคนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่ดีมันต้องมาเลือกหุ้นที่ดีจริงๆ และต้องมีกระบวนการคิดและการวิเคราะห์มากกว่าเดิมพอสมควร

ที่เราได้ยินกันบ่อยคือ New Normal หรือต่อไป Global Growth มันจะอยู่ในระดับต่ำอีกพักนึง เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมรับกับการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำได้ บริษัทที่จะรอดได้ คือบริษัทที่ปรับตัวได้ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนหรือการเปลี่ยนแนวคิดหรือแนวทางการทำธุรกิจใหม่ใหม่

คุณชัยพร : สำหรับผมมองว่าผู้จัดการกองทุนต้องมองภาพใหญ่ มองเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศใหญ่ๆให้เข้าใจ ทั้งด้านความคิดของผู้นำประเทศและนโยบายธนาคารกลาง มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อ Fund Flows แล้วก็เริ่มมองปัจจัยภายใน ดูเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย  ต้องคิดด้วยว่าคนในประเทศคิดอย่างไร ส่งผลต่อตลาดอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากประสบการณ์ที่สะสมมา ส่วนตลาดตราสารหนี้ ผมถือคติรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า Major Market Players มีใครบ้าง มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไร ชอบลงทุนแบบไหน แล้วก็จะกลับมาที่ตัวเราว่าต้องการทำอะไร ซื้อ-ขาย ที่ราคาไหน และซื้อ-ขายกี่ได้กี่ครั้งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

3 วิธีปลดหนี้ให้หมด

ไม่มีสูตรการปลดหนี้ที่ไหนเขียนเป็นกฏเหล็กว่า “หาเงินได้เท่าไหร่ ชำระหนี้ทั้งหมด”

เรามีหนี้ควรชำระให้ครบทั้งหมด แต่ไม่ควรนำเงินที่หาได้มาชำระหนี้ทั้งหมด สุดท้ายแล้วเราจะมีแต่อดีตที่ไม่เหลือถึงอนาคต บางท่านอาจจะเกิดคำถามในใจว่า “ทำไม……” เพื่อความเข้าใจมากขึ้นเรามาดูรูปนี้กันนะคะ

เราแบ่งเงินออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ อดีต ปัจจุบันและอนาคต

อดีต – หนี้สินที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต

ปัจจุบัน – การสร้างรายได้หาเลี้ยงชีวิตในตอนนี้

อนาคต – การสร้างความมั่งคั่งในอนาคต

เราควรรักษาสมดุลของช่วงเวลาโดยการเก็บเงินที่สร้างได้ในปัจจุบันเพื่อชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในอดีตและออมไว้เพื่ออนาคต  เช่น เงิน 100 บาทควรแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ คือ 50% สำหรับใช้หนี้ในอดีต , 40% สำหรับใช้ชีวิตในปัจจุบันและ 10% เพื่ออนาคตที่สดใส  โดยรักษาความสมดุลของแต่ละช่วงเวลาไม่ควรหนักไปในทิศทางใดทางหนึ่งมากเกิน ดังภาพข้างล่างนี้

ถ้าเราทุ่มเทกับการชำระหนี้มากเกินไปโดยการหาเงินได้เท่าไหร่แล้วชำระหนี้ที่เกิดในอดีตทั้งหมด จนปล่อยให้อนาคตล่องลอยออกไป ทำให้เสียสมดุลแบบนี้ ชีวิตต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าวันพรุ่งนี้(อนาคต)มาถึงก็จะกลายเป็นวันนี้และกลายเป็นเมื่อวาน(อดีต)อยู่ดี ไม่ควรจ่ายเงินทั้งหมดเพื่ออดีต เช่น เงิน 100 บาทที่หาได้ในปัจจุบันชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมด ก็จะไม่มีเงินเหลือใช้ในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ควรรักษาสมดุลของไม้คานนี้สร้างความสมดุลให้ชีวิต เพื่อจะได้ไม่ถูกทำร้ายจากอดีตมากเกินไป

ถ้ามีหนี้ควรเตรียมตัวอะไรบ้าง

ข้อที่ 1 ตั้งสติ

กล้าเผชิญกับความจริงว่าเราเป็นหนี้และต้องชำระ วางแผนการชำระหนี้โดยจดรายละเอียดของการเป็นหนี้ทั้งหมดออกมาเพื่อดูภาพรวมว่าตอนนี้หนี้ของเราเป็นอย่างไร

ข้อที่ 2 จัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 2 กลุ่ม

คือ หนี้ที่จำนวนมากที่สุดและหนี้ที่เสียดอกเบี้ยเยอะที่สุด หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการหนี้แต่ละรูปแบบว่าคนอื่นแก้ปัญหากันอย่างไร เพื่อหาไอเดียเจรจากับเจ้าหนี้ เช่นเจรจากับเจ้าหนี้ดอกเบี้ยสูงสุดว่าขอหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้น

ข้อที่ 3 ดูหน้าตักของเราว่าตอนนี้มีรายรับ รายจ่ายในแต่ละเดือนเท่าไหร่

เพื่อหาจำนวนเงินที่เหมาะสมที่เราสามารถจ่ายหนี้ได้ในแต่ละเดือน ดังนี้

3.1  เจรจาจากสิ่งที่เราทำได้

วิธีที่เป็นไปได้และเป็นผลดีกับตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่วิธีที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้นแล้วเราจ่ายไมได้ เพราะการจ่ายชำระหนี้ที่ตรงเวลาจะเป็นการสร้างเครดิตให้ตัวเอง ด้วยเงื่อนไขที่จ่ายได้โดยไม่ผิดนัดชำระ ถ้าเจ้าหนี้เป็นผู้กำหนดวิธีการจ่ายหนี้ที่ลูกหนี้ทำไม่ได้ แบบนี้ลูกหนี้ก็จะไม่หลุดจากวงจรหนี้ได้เพราะจำนวนเงินที่ต้องจ่ายอาจจะมากกว่าเงินที่สามารถหาได้

3.2  สร้างเครดิตทางการเงิน

การชำระหนี้ที่ตรงเวลาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แม้ว่าเราเคยมีเครดิตทางการเงินไม่ดี ผิดนัดชำระหนี้หรือล้มละลาย อดีตมันทำร้ายเราไม่ได้นอกจากความคิดเราเอง ดังนั้น อะไรที่พลาดไปมันเริ่มต้นใหม่ได้เสมอด้วยความตั้งใจ ซึ่งการชำระหนี้ตรงเวลาโดยเก็บหลักฐานการชำระหนี้ทั้งหมดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในการขอกู้ในอนาคตได้

3.3  ควรเลือกวิธีที่จ่ายชำระหนี้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด

วิธีดังต่อไปนี้เป็นเพียงวิธีพื้นฐานที่แต่ละท่านควรประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์หนี้ของตนเอง

  • จ่ายชำระกับเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยสูงสุดก่อน เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยเบ่งบานไปมากกว่านี้
  • ลดจำนวนเจ้าหนี้ให้น้อยลงโดยชำระหนี้ที่ยอดเงินน้อยๆก่อนแล้วค่อยชำระยอดหนี้มากๆคนสุดท้าย
  • มีหลายองค์กรมีสูตรคำนวณการจ่ายหนี้ที่เหมาะสม ซึ่งเราสามารถขอไฟล์นั้นมาคำนวณกับยอดหนี้ของตนเองได้ เพื่อหาว่าวิธีไหนทำให้ยอดหนี้ของเราลดลงเร็วที่สุด

3.4  ชำระหนี้สินด้วยจำนวนเงินที่เราคำนวณนี้ไปเรื่อยๆจนหมดหนี้ และถ้าชำระหนี้หมดแล้วควรนำเงินก้อนนี้ไปออมเพื่อสร้างวินัยการออม

==> เรื่องจำเป็นเกี่ยวกับการสร้างหนี้ คือ ไม่ควรสร้างหนี้ก้อนใหญ่พร้อมๆกัน เช่น ผ่อนบ้าน ซื้อรถยนต์พร้อมกัน ซึ่งอาจจะเป็นภาระที่หนักเกินไป ควรหมั่นตรวจสอบใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ พร้อมทั้งหาข้อมูลโปรโมชั่นเพื่อ refinance และควรแยกบัญชีเพื่อจ่ายชำระหนี้โดยเฉพาะ

หุ้นที่น่าออม หน้าตาเป็นยังไงรู้ป่ะ

อันนี้มาจากคำถามของนักลงทุนชาวแฟนเพจของ Aommoney.com นะครับ

“หุ้นที่น่าออมหน้าตามันควรจะเป็นอย่างไรนะ?”

หลายคนก็พยายามจะศึกษากัน แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงการหุ้นมานาน เขามองแป๊ปเดียวเห็นเลยว่าหุ้นไหนหล่อ สวย จริงๆพื้นฐานการดูมันก็แล้วแต่ศิลปะของแต่ละบุคคลนะ มันก็เหมือนเวลาที่เราจะเลือกแฟนนั่นล่ะ หล่อสวยแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วเราจะรักกันไปนานแสนนานหรือไม่นั้นก็อยู่ที่เรามองออกเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า หุ้นก็เช่นกัน หากเราต้องการจะออมอย่างมาความสุขในระยะยาวๆ เราก็ต้องเลือกให้มันดูดีหล่อสวยทั้งร่างกายและจิตใจ ลองมาดูกันในแบบฉบับง่ายๆของ Aommoney กันก่อนนะครับว่า หน้าตามันจะต้องเป็รอย่างไร อิอิ

1. มีกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิดี

แหม++ อันนี้สำคัญมากเลยนะ สมมติเราขายของเนี่ย สิ่งหนึ่งที่เราต้องการเห็นในกิจการของเราก็คือ “ทำธุรกิจแล้วมีกำไร” ถ้าธุรกิจมีกำไรแล้วอะไรๆมันก็จะดีขึ้นเพราะเงินก็จะเข้ามายังบริษัท แล้วเงินนี้เอาไปทำอะไรต่อล่ะ? เอาไปขยายกิจการก็ได้ ลงทุนเพิ่มก็ได้ เอาไปปันผลผู้ถือหุ้นก็ได้ แต่อย่างที่ทราบกันว่า กำไรนั้นเราอาจจะมองเน้นไปทาง “กำไรขั้นต้น” เป็นอันดับแรกก่อน

กำไรขั้นต้น

กำไรขั้นต้นมันก็คือการดูว่าสินค้าของเราในแต่ละชิ้นหักต้นทุนออกมาแล้วดูยอดขายว่ามันเป็นอย่างไร สมมติว่าเรา ผลิตเสื้อผ้าขาย เรามีต้นทุนในการทำเสื้อผ้า 100 บาท แล้วเราเอาไปขาย 500 บาท แสดงว่ากำไรต่อชิ้นเราสูงมากถึง 400 บาท ขายได้เดือนนึง 10,000 ตัว ก็มีกำไรอื้อซ่าเลย แต่ในบางธุรกิจกำไรขั้นต้นมันไม่ได้เยอะ เราอาจจะมีต้นทุน 100 บาท แต่ราคาในตลาดขายกัน 109 บาท กำไรต่อชิ้นแค่ 9 บาทเองง่ะ ต้องขายขนาดไหนถึงจะได้กำไรสูงก็ไม่รู้

พวกกำไรขั้นต้นมันสำคัญมากเลยนะ บางทีเรากะจะทำธุรกิจแต่กำไรแค่จากการขายมันก็น้อยอยู่แล้ว มาเจอต้นทุนอื่นๆเช่น ต้นทุนการบริหารงาน ค่าจ้างเด็กมาช่วยขาย ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ รับรองว่ากำไรที่หักออกไปอีก อาจจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะขาดทุนเลยก็ได้ แต่ถ้ากำไรขั้นต้นสูงนะ โอ้ย สบายเลย ยิ่งขายมากยิ่งขยายอะไรหลายๆอย่างได้มาก แต่พวกกำไรน้อยเนี่ย เหนื่อยฉิบ

กำไรสุทธิ

กำไรขั้นต้นมันเป็นอะไรที่จะบอกเป็นนัยๆได้ว่าบริษัทที่ลงทุนไปน่าลงทุนอะเปล่า ถ้าขายของแล้วได้กำไรน้อย เปลี่ยนๆๆๆๆๆ เพราะต้องอย่าลืมว่าเราจะต้องเจอบรรดาค่าบริหารงานทั้งหลายอีก ไม่ใช่ว่าขายของเอาต้นทุนหักออกมาแล้วถือเป็นกำไรเลย เพราะค่าใช้จ่ายอื่นๆมันก็มี ลูกน้องก็ต้องจ่ายเงินเดือนต่างๆ หากค่าบริหารงานมันอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ลบค่าใช้จ่ายทางด้านการเงินจิปาทะออกไปอีกสุดท้ายแล้ว บริษัทก็จะมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น กำไรในส่วนนี้ล่ะที่จะเข้ามาเป็นกระแสเงินสดให้กับบริษัทในการเอาเงินไปทำโครงการต่างๆได้ในอนาคต ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งเลิศ ใช่ไหมครับ?

แน่นอนครับหากเป็นธุรกิจที่มีการเติบโต กำไรพวกนี้มันจะไม่อยู่นิ่งๆนะ มันจะต้องมีการโตต่อเนื่องด้วย ปีนี้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ กำไร 10 ล้าน ปีหน้าขายได้ 20 ล้าน เงินที่ได้มาก็จะมากขึ้นเอาไปต่อยอดขยายธุรกิจอะไรต่างๆได้มากขึ้น มีผลทำให้ผู้ถือหุ้นได้กำไรจากการถือหุ้นและอาจจะมีเงินปันผลเข้ามาอีกด้วยนะ

2. มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเนี่ยมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากเลยนะครับ หากเราลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆแล้ว ตอนแรกๆเราพบว่า โหๆๆ งบก็ดี อะไรก็ดี กำไรก็โต นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีอย่างงั้นตลอดไปก็เป็นไปได้ ถูกป่ะ? มันต้องจริงอยู่แล้วหากเราเปิดร้านขายอาหารในย่านที่คนเจาะแจะจอแจเป็นเจ้าแรก แล้วเราเป็นเจ้าเดียว ใครๆก็มาซื้อกับเรา แรกๆเราก็ต้องคิดว่า “เรารวยแล้ววววว” แต่พออีกแปปนึงมันจะต้องมีคู่แข่งเข้ามาแน่นอน เราขายส้มตำ คู่แข่งขายส้มตำตาม ลูกค้าก็จะมาดูแล้วว่า เห้ยยย ที่ไหนมันอร่อยแล้วถูกกว่าว่ะ? ตอนนั้นสงครามราคาอาจจะเกิดขึ้นเพื่อแย่งลูกค้าก็ได้

เวลาเราเลือกลงทุนกับธุรกิจ มันก็ต้องเลือกธุรกิจที่มีอะไรที่มีชั้นเชิง คู่แข่งมาแข่งไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะสินค้าทำยาก ไม่มีของทดแทน ต้องใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นอาจจะต้องพัฒนาอีกยาว อาจจะเป็นของที่มีความได้เปรียบทางด้านคุณภาพ มีต้นทุนราคาที่ต่ำกว่า มีพันธมิตรทางการค้าที่ดี หรือ อาจจะมีแบรนด์ที่เจ๋งพอที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ ประมาณว่าไม่ว่าลูกค้าจะเดินมาจากทางไหนก็ต้องตรงมาทางนี้ จริงๆเราลองมองรอบๆตัวก็ได้นะว่า อะไรที่มันเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งบ้าง แบบว่าคู่ค้ามาทำตามก็สู้ไม่ได้ไม่ว่าเหตุผลใดๆก็ตาม

เวปไซต์ Aommoney แบรนด์แข็งแกร่งไหม? เวลาใคร Copy Infographic เราไป ผู้อ่านยังรู้เลยว่ามาจากเรา?

3. มีการนำเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ทุกคนก็คงอยากจะเห็นธุรกิจและบริษัทที่เราออมหุ้นอยู่เติบโตใช่ไหมครับ การที่เราลงทุนในร้านก๋วยเตี๋ยวซักร้านหนึ่ง มันก็จะขายก๋วยเตี๋ยวอยู่อย่างนั้นล่ะ วันนึงอาจจะขายได้ตามจำนวนที่จำกัด เพราะพนักงานขายก๋วยเตี๋ยวอาจจะเมื่อยมือ มีเวลาขายเท่าเดิม ร้านมันก็มีอยู่แค่ 1 ห้อง แต่ถ้าเราอยากจะสร้างผลกำไรเพิ่ม มันก็มีอยู่ 2 วิธี

1. ขึ้นราคา

วิธีนี้หลายๆคนอาจจะบอกว่า โหดดดดดด ขึ้นราคาเลย ก๋วยเตี๋ยวขายดี เดิมขายชามละ 100 ปรับเป็น 180 เลย ถ้าลูกค้ายังกินอยู่ก็สาธุ ฮ่าๆ ล้อเล่น การปรับราคานั้นมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องปรับเพราะต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เราอาจจะปรับเพราะต้องการสร้างผลกำไรที่มากขึ้นก็ได้ แต่นั่นก็อยู่ที่ว่า เมื่อปรับแล้วลูกค้าโอเคกับเราไหม ถ้าเขารู้สึกแพงไปเขาก็ไม่มาใช้บริการ แต่ถ้าของเราดีจริงๆ อาจจะเพิ่ม value added ขึ้นมา ปรับราคาเพิ่มแต่อัตราของกำไรก็เพิ่มตามก็อาจจะทำให้ลูกค้า Happy ที่จะยอมจ่ายมากขึ้นก็ได้

2. ขยายสาขาแตกไลน์ธุรกิจ

การขยายสาขาก็ไม่ต่างกับการทำตัวเป็นอะมีบา ถ้าเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวก็ขยายจาก 1 ร

ผลการจัดอันดับ DCA Rating SET50 ปี 2014

ผลการจัดอันดับการทำ DCA Rating ย้อนหลังมาแล้วครับ

1. ปีนึงจัด 1 ครั้งเท่านั้น ในเดือนตุลาคม

2. จะทำ Rating 3 ตัว คือ
– DCA5Y5GROWTH ( การเติบโตของราคาหุ้น)
– DCA5Y5DIVIDEND (เงินปันผลสะสม)
– DCA5Y5RETURN (ผลตอบแทนรวมของราคาหุ้นและเงินปันผล)

ผลตอบแทนโดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีลงทุนวันที่ 5 ในกรณีืที่ติดวันหยุดจะมีการลงทุนในวันถัดไป ในครั้งนี้วัดผลสรุปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โดยมีการดูผลในรูปแบบการเติบโต เงินปันผล และ ผลตอบแทนทั้ง 2 อย่าง ส่วนในกรณีแตกพาร์หรือแจกหุ้นปันผลนั้นจะถือว่าสะท้อนในราคาแล้ว (ค่าคอม เพิ่มทุน แจกวอร์วอแลนต์ไม่นับ)

3. จัดอันดับใน SET50 เท่านั้น เพราะเป็นหุ้นที่ซื้อขายกันได้ตลอด มีสภาพคล่อง โอกาสทำราคาแบบลิ่งๆได้ยากกว่าหุ้นเล็ก

4. ใช้การดูราคาย้อนหลังเพื่อบอกผลตอบแทน ภายใต้ความเชื่อว่าทุกอย่างสะท้อนในราคาแล้ว การที่คุณเห็นหุ้นบางตัว Rating ดี อาจจะเพราะเป็นหุ้น Turnaround ขึ้นมาเฉยๆ มีการปรับโครงสร้างต่างๆ เพราะฉะนั้นแล้วก่อนซื้อหุ้นควรนำไปวิเคราะห์ในแง่ของธุรกิจเพิ่มเติม และราคาในอดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่ได้บอกว่าอนาคตจะดีเช่นกันนะครับ ก่อนที่จะลงทุนจึงต้องตัดสินใจและวิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

5. Rating วัดในกรอบระยะเวลา 5 ปีเท่านั้น มันอาจจะมองไม่เห็นเท่ากรอบ 10 ปี ที่ใช้กรอบ 5 ปีเพราะเป็นเวลาที่ใกล้ตัวที่สุด อย่างน้อยนักลงทุนยังถือ LTF ได้ กรอบ 5 ปีจึงน่าสนใจสำหรับหลายๆคน

สำหรับการจัดอันดับในปีนี้ก็ประมาณนี้แล…. ไว้พบกับการจัดอันดับใหม่ในปีหน้านะครับ

ข้อมูลโดย www.panphol.com (ข้อมูลได้รับ License จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

สงสัยอะไรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.aommoney.com/askguru นะครับผมเพราะข้อสอบถามทุกท่านจะพัฒนาและหาจุดที่ต้องแก้ไขได้ครับ

ผู้ที่สนใจหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข หนังสือที่อธิบายหลักการลงทุนแบบ DCA สามารถสั่งซื้อได้จาก www.aomstock.com ครับ

เช็กลิสต์ 3 ข้อ ตรวจสอบความพร้อมก่อนแต่ง

กรุจะมาพูดเรื่องงานแต่งงานให้ฟังกันสัส ตอนแรกเมื่อวานกรุตั้งคำถามไว้ในเฟสบุ๊กส่วนตัว Such A Grayman ว่า “กรุจะเขียนเรื่องเก็บเงินแต่งงาน ใครอยากรู้อะไรถามไว้สัส”

หลังจากที่กรุอ่านคำถามจบ ผลปรากฎว่านี่แม่มคือปัญหาระดับชาตินี่หว่า มีทั้งป้าแก่ที่หาสามีไม่ได้ ไอ้หนุ่มวัยกลัดมันที่ไม่มีเมีย รวมไปถึงพวกที่แม่มเพลียกับการเก็บเงินแต่งงาน วางแผนชีวิต มีลูกต่างคิดชีวิตมีสุข ว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้คุ้มจริงๆยิ่งกว่าแฟลตปลาทอง

กรุเลยคิดว่ากรุต้องเขียนเรื่องนี้ออกเป็นหลายๆตอนกับเค้าบ้าง และตอนนี้มันเริ่มต้นจากคำว่า “Mindset ในการแต่งงาน” ว่าเมื่อไรพวกมรุงจะพร้อมแต่งกัน!!’

ก่อนอื่น กรุอยากถามพวกมรุงว่า “คนที่แม่มแต่งงานกันน่ะ มันมีคนไหนพร้อมกันบ้างวะสัส” กรุตอบ ณ จุดนี้แบบเท่ๆเลยว่า ไม่มีหรอกดวกส์ ที่จะรอ “พร้อมแล้วค่อยแต่ง” มันมีแต่ “ท้องแล้วค่อยแต่ง” ไม่งั้นก็แต่งแม่มทั้งๆที่ไม่พร้อมนี่แหละสัส

และเพื่อไม่ให้พวกมรุงหลงทาง กรุเลยมีเช็กลิสต์ 3 ข้อมาให้พวกมรุงตรวจสอบตัวเองว่า พวกมรุงแม่มพร้อมจะแต่งงานกันหรือยัง

ข้อแรก

พวกมรุงเข้าใจตัวเองว่าต้องการคู่ครองแบบไหน

ข้อนี้ข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ มรุงต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า พวกมรุงน่ะต้องการคู่ครองแบบไหน แล้วไอ้อีคนที่คบอยู่ด้วยนี่มันเป็นอย่างที่มรุงต้องการไหม คือถ้าไม่ใช่ก็อย่าเสียเวลาเลยสัส มันช้าไปทันการ ไอ้ผู้ชายน่ะไม่เท่าไรแต่ผู้หญิงนี่แม่มแก่แล้วหาสามีใหม่ลำบากนะสัส ถ้าคบแล้วไม่ใช่อย่าเสียเวลาคบ รีบๆจบกันไปก่อนสัส

กรุเห็นหลายคนเลยแม่มชอบบอกว่า “ไม่เป็นไรเรารับเธอได้ทุกอย่าง” สัส มรุงรับแม่มไม่ได้หรอกสัส มรุงแค่เพ้อเท่านั้น คนที่รับได้ทุกอย่างพูดอีกอย่างคึอคนที่แม่มไม่เป็นโล้เป็นพายไม่ต้องการอะไร ไม่มีจุดยืนทั้งนั้น ใครว่าไงว่าตามกัน

ส่วนบางคนที่แม่มคิดว่าจะเปลี่ยนคนรักของตัวเองได้นะสัส กรุบอกตรงๆเลยมรุงคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองได้หรือยังวะสัส ถ้ามรุงยังเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ควายที่ไหนมันจะมาเปลี่ยนตามมรุงวะดวกส์

เอางี้… ถ้ามรุงตอบไม่ได้ว่าต้องการคนแบบไหน มรุงช่วยตอบตัวเองให้ได้ก่อนละกันว่า ไม่ชอบคนแบบไหน และถ้าคนที่มรุงคบมีนิสัยแบบนั้น ก็ปล่อยแม่มต่างคนต่างไปเหอะสัส

ข้อสอง

พวกมรุงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินต่อกัน

ป้าแฟนคลับกรุคนหนึ่งแม่มประกาศกร้าวเลยว่า การเงินนี่แม่มเป็นเรื่องสำคัญมากนะสัส มรุงจะให้คนที่เค้ารักมรุงมาโอบอุ้มมรุงไว้โดยที่มรุงคิดว่าเป็นภาระไม่ได้ #ความรักไม่ใช่ภาระ ใครแม่มไม่รู้เคยกล่าวไว้

ปัญหาเรื่องเงินแม่มเรื่องใหญ่ ใครทำงานมาแม่มก็อยากได้เงินไว้ใช้ ไม่ได้ไว้แบ่ง ถูกไหมล่ะสัส หรือถ้ามรุงมีหนี้ มีภาระทั้งหลาย ก็จะประกาศออกมาให้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ จะได้ไม่มีปัญหาซึ่งกันและกัน คู่ครองที่ดีมันย่อมช่วยมรุงชดใช้หนี้ แต่มรุงอย่าลืมสัสว่า คนดีไม่ใช่คนไม่มีหัวใจ และที่สำคัญมันไม่ใช่คนที่ให้ใครมาหลอกแดรกส์แบบง่าวๆ นะโว้ย

ถ้ามรุงอยากได้ผัวรวย และผัวมรุงทุกวันนี้จน มรุงจงหาผัวใหม่ อย่าไปบังคับให้ผัวมรุงทำงานหนักจะได้รวย เพราะมรุงอาจจะได้ผัวตายแทนไงสัสสสสดวกสสสส์

ข้อสาม

พวกมรุงหมดความรักต่อกันแล้ว

งงสินะสัส กรุจะไขความลับข้อนี้ให้ นั่นคือหมดช่วงโปรโมทชั่น ฮอร์โมนวัยสืบพันธุ์ไงสัส ตอนแรกแม่มดีทุกคนแหละสัส พอหมดช่วงดีเท่านั้น แม่มเลวเลยยยยยย

แต่จริงๆไม่ใช่แม่มเลวหรอกสัส แค่นิสัยที่แท้จริงมันโผล่มาเท่านั้นแหละ นิสัยนี้มันมีตั้งแต่แรก แต่สัญชาติญานความกระสันอยากมีคู่ ให้มันต้องเก็บกดเอาไว้ไงดวกส์ ดังนั้นเมื่อไรที่มรุงเห็นความจริงต่อกันและกัน นั่นแหละคือความรักมันกำลังหมดไป

พอความจริงเกิด ความรักหมด สิ่งที่มรุงต้องถามตัวเองก็คือ มรุงเข้าใจกันและกันมากแค่ไหน เข้าใจไหมสัส ความเข้าใจไม่ใช่ความหวังให้คนอื่นเข้าใจตัวเอง แต่มันคือการยอมรับตัวตนของคนที่อยู๋ข้างๆเรา ไม่ว่าเค้าจะชั่ว จะทุกข์ จะสุข จะเลว นิสัยสันดานบริวารหมาเฝ้าบ้านทั้งหลายจะเป็นอย่างไรมรุงต้องรับแม่มให้ได้ ซึ่งกรุหมายถึงรวม ครอบครัว ไลฟ์สไตล์ เพื่อนฝูง พี่น้องคนละท้อง รวมถึงสังคมรอบตัวที่มรุงจะสร้างบรรยากาศขึ้นมาด้วยกัน มรุงต้องรับมันให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่ว่า รักแล้วจะรับได้ เพราะถ้ามรุงหมดรักเมื่อไรมรุงรับแม่มไม่ได้แน่สัส

สุดท้าย กรุอยากบอกว่าคนทุกคนแม่มมีข้อดีและข้อเสีย สิ่งที่สำคัญในการหาคู่แม่มไม่ใช่มองข้อดี ลดข้อเสียนะสัส แต่มันคือการยอมรับข้อเสียของคนที่อยู่กับมรุงให้ได้ต่างหากดวกส์ และนั่นมันจะกลายเป็นข้อดีของมรุง เช่นเดียวกัน ถ้าคนที่อยู่กับมรุงมันรับข้อเสียมรุงไม่ได้ มีอยู่สองทางคือ ปรับปรุงตัวเอง หรือเปลี่ยนคนใหม่ เลือกเอาซะสัส

แถมท้ายอีกนิดส์ เคล็ดลับบริหารชีวิตรัก

สัส จากเมื่อกี้กรุยังไม่จบ ลืมพูดไปอีกเรื่องที่แม่มสร้างปัญหาให้ความรักพวกมรุงที่สุดนอกจากไม่ยอมรับข้อเสียระหว่างกัน แต่มันมีตัวเร่งชื่อว่า “การเปรียบเทียบกับคนอื่น”

ไอ้พวกที่ชอบเอาคู่ตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนี่แม่มปมด้อยสัส กรุเคยได้ยินมาหมดแล้วสัส ยกตัวอย่างให้ฟังก็ได้

คำเปรียบเทียบ ๑ : ตัวเองไม่เห็นนิสัยดีเหมือนพี่เกรย์เลยอ่ะ #สัสมรุงไปเอามันมาเป็นผัวไปอีง่าว

คำเปรียบเทียบ ๒ : ดูยัยกิ๊ปสิ ได้แฟนน่ารักไม่เหมาะกับหน้าตาเลย #หน้าตามรุงดีกว่ามันแต่สันดานมรุงแย่กว่าหมาที่บ้านกรุอีก

คำเปรียบเทียบ ๓ : ทำไมตัวเองไม่รวย ไม่เก่ง ไม่เจ๋ง ไม่ดีเหมือนคนนู้นนั่นนี้ เห็นไหมเค้าควงไปแล้วอายหมด #สัสมรุงคิดว่ากรุเป็นเครื่องประดับหรือไง

ฯลฯ

ส่วนวิธีแก้ไข เดี๋ยวกรุจะบอกให้ตอนว่างๆ แต่ตอนนี้เมียกรุเรียกกรุเก็บขวดไปแลกไข่ไก่ ขอตัวไปทำภารกิจก่อนสัส

[ออมหุ้น] ตอนที่ 1 แชร์ประสบการณ์เมื่อผมเป็นเม่า

บทความ [ออมหุ้น] จะนำเสนอประสบการณ์ชีวิตก่อนมาเป็นนักออมหุ้น นะครับ

มีเพื่อนๆใน Fan Page หลายๆคนอยากฟังเรื่องชีวิตในอดีตของผมว่ามันเป็นยังไงบ้าง

เพราะคนที่อยู่ในวงการหุ้น เป็นเทพ เป็นเซียนเต็มไปหมด แล้วผมล่ะ? เป็นอะไร?

บอกได้เลย “เป็นเม่าที่ตลกที่สุดคนหนึงในตลาดหุ้น” เลยล่ะ ลงอะไรก็เจ๊ง

และปัจจุบันผมเองก็ไม่ได้เป็นเทพอะไรหร๊อกกกก เป็นรายย่อยคนหนึ่งที่หาหนทางทำกำไรเหมือนกัน

ผมเข้ามาในตลาดหุ้นช่วงก่อนวิกฤตแฮมเบอเกอร์สหรัฐได้ไม่นาน หน้าตาของตลาดหุ้นเป็นแบบนี้

ดูดีเนอะ!! Moving Average แต่ละอันเป็นเส้นขนาน Uptrend ขึ้นมา สงสัยจะขึ้นต่อแน่เลย (ฟังเขามา)

 กราฟนี้เป็นกราฟ SET เอามาให้ดูเล่นๆช่วงปี 2004 – 2008 นะครับ เป้ามัน 900 จุดเลยนะเธอ

ตอนนั้นเข้ามาในตลาดใหม่ๆมันเป็นแบบนี้ ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก

จำได้ว่ามันคือช่วงปี 2006-2007 เป็นต้นมา อย่ามานับอายุนะครับ ฮาๆ

และช่วงนั้นเป็น Side Way ซึ่งเล่นหุ้นแล้วสนุกมากๆ เพราะ ขึ้นขาย ลงซื้อ

รูปข้างล่างเนี่ย สมมติว่ามันคือหุ้นตัวนึงนะ (สมมติๆๆ เฉยๆ) 

ชีวิตผมจะลงทุนอารมณ์ประมาณนี้แหระ !!!!

หุ้นที่ผมเล่นแรกๆก็จะเป็นหุ้นอะไรที่ผมเห็นๆอยู่ว่ามันจะขึ้นไปกี่บาทและลงมากี่บาท

อย่างสมัยนั้นเล่น ITD กรอบราคาอยู่แถว 7 บาทถึง 10 บาท ก็เล่นกันแถวๆนี้แหระ

ลงๆขึ้นๆ ซื้อๆ ขายๆ ช่วงไหนโลภก็ขาดทุนเยอะ ช่วงไหนซื้อแบบกำไรขายๆก็กำไรน้อย

จำได้ว่าหุ้นที่เล่นตอนนั้นมี ITD TRUE และอีกหลายหุ้นปั่นมหากาพย์ที่เล่าไม่จบ

ถามว่าวิเคราะห์อะไรเป็นไหม? บอกเลยฮะว่า “ไม่เป็น”

แล้วเอาหุ้นมาจากไหนจะบอกให้เลยว่าผมมีวิธีการที่เทพมากๆๆๆๆๆๆๆ (อย่าเลียนแบบ)

1. หุ้นที่เรารู้จัก

คือ รู้จักแล้วซื้อเลย ไม่ได้ดูงบการเงิน แผนบริษัท รายได้อะไรทั้งสิ้น

เช่น รู้จัก ITD เพราะสมัยก่อนไปแถวสวนลุมแล้วต้องขึ้นสะพานไทยเบลเยี่ยมก็ดันคิดว่าประเทศเดียวกัน

หุ้น TRUE DTAC อะไรพวกนี้รู้เพราะว่าเป็นลูกค้ามือถือ ก็เลยอยากเป็นเจ้าของ

ส่วนพวกหุ้นแบบ 7-11 ไม่รู้จักเพราะ search ไม่เคยเจอ มารู้ที่หลังว่าคือ CPALL

หุ้น BBL KBANK SCB รู้จัก (ไว้จะเล่าเรื่อง SMS หุ้นธนาคารที่ทำให้กรี๊ดใส่โบรกให้ฟัง)

2. หุ้นที่ผีบอกมา

คือ เดี๋ยวมันจะมีเพื่อนบางคนที่เราเรียกว่า อิเกจิ บอกมาให้ซื้อ

เช่น อยู่ๆเพื่อนก็มาบอกว่า แกๆๆๆ อีเกจิมันส่งข่าวมาว่าให้ซื้อหุ้นนี้นั้นโน้นนะ

ตอนนี้มัน 5 บาท มันจะมีแผนไปที่ 1,500 บาทเลยนะแกกกกกกกกกก 

เพราะพ่อมันเป็นญาติพี่สาวของลูกเขยผู้บริหารที่กำลังดีลสัมปะทาน

(กระผมไม่สามารถไร่เรียงลำดับญาติได้เลยในแต่ละที) 

และแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตผมก็คือ สิ่งที่เราสามารถเห็นได้ในภาพนี้นะครัช

ใครมาบอกว่าพี่ต้าร์ เล่นหุ้นไม่เคยเจ๊ง พี่ต้าร์เถียงใจขาดดิ้นเลยนะครัชชชชชช

ก่อนมาออมหุ้นเนี่ย เจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้ว ไม่ได้แบบเทพเทวดาหรอก ตอนนี้ก็ยังเม่าบ้าง

เดี๋ยวไว้จะมาเล่าตอนต่อไปว่า ชีวิตบัดซบขนาดไหน ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แชร์ได้นะครับ ถือว่าเป็นละครฉากหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะได้เคยสัมผัส

และใครมีประสบการณ์แปลกๆอะไร Comment มาบอกหน่อยเผื่อตรงกัน

พี่ต้าร์จะได้เล่าได้ว่ามีอันไหนที่เคยเจอบ้าง ฮาๆ

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

เจ้าของผลงานหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข จากเวปไซต์ www.aomstock.com

 และ หนังสือรวยได้จริงกับสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน

นักเขียนประจำเวปไซต์ www.aommoney.com/tarkawin

เคล็ดลับการเป็นเศรษฐีเงินล้านข้อที่ 4 คือ”การทำให้ข้อ1+2+3 เกิดขึ้นแบบเป็นอัตโนมัติ”

เราผ่านเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีเงินล้านมา 3 ข้อแล้ว
คือ 

ข้อ 1 จ่ายให้ตัวเองก่อนเป็นคนแรก
ข้อ 2 เปิดบัญชีเกษียณแยกออกมาเลย
และข้อ 3 คือ การหักเงินขั้นต่ำ 10% ของรายได้ เข้าบัญชีเกษียณที่ตั้งไว้

ซึ่งหากขาดข้อ 4 ไป ก็ อาจทำให้เส้นทางสู่การเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่บรรลุหรือถึงช้าเกินไป ก็ได้

ดังนั้นเคล็ดลับข้อที่ 4 “การทำให้ทุกอย่างคือ ข้อ1+2+3 เกิดขึ้นแบบเป็นอัตโนมัติ” นั่นเอง

บางท่านอาจจะบอกว่า ก็เราทำแล้วไง คือเก็บทุกเดือนก็เป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ?
ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าเราสามารถทำได้จริงๆทุกเดือน ทุกปี ตลอดไปก็ถือว่าท่านได้ทำแล้ว

แต่ข้อที่ 4 นี้จะเสริมให้การทำแบบอัตโนมัตินั้นมันเกิดความแน่นอนมากขึ้น คือ การใช้ระบบทำงานคือ ควรต้องตั้งระบบการเก็บเงินแบบ Auto ทุกๆเดือน

เช่น เงินเดือนออกปุ๊บ ก็มีระบบธนาคารหักออกมา ออมเข้าบัญชีเกษียณที่เตรียมไว้เลย (พูดง่ายๆ ถ้าทำแบบ Manual อาจจะมีโอกาสตกหล่น หลงลืมได้)

หรือ ถ้ามีระบบหักออมก่อนรับเงินเดือน แบบนี้จะดีที่สุดเพราะ เงินจะเหลือเข้าบัญชีเท่าที่ใช้ได้เท่านั้น

ซึ่งระบบแบบที่หักก่อนจ่ายเงินเดือน บริษัทส่วนใหญ่ก็มีการจัดตั้งระบบอยู่แล้ว คือ “ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อการออมเพื่อเกษียณอยู่แล้วแถม บริษัทยังสมทบให้เพิ่มอีกด้วย (บริษัทได้มีตั้งให้แล้ว ควรต้องร่วม และ ควรต้องให้หักเพื่อออมมากที่สุด เพราะบริษัทจะสมทบได้มากกว่าหรือเท่ากับอัตราที่พนักงานถูกหักเท่านั้น)

ซึ่ง หัวใจของเคล็ดลับข้อนี้ คือ “การได้ถูกสร้างวินัยการออมอย่างแท้จริง”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ การตัดสินใจว่าเราจะให้มีการหักเงินมาออมกี่% ดีล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ยากที่สุดแล้ว เพราะ เรามักจะกังวลว่า เราจะออมต่อเนื่องยาวๆ ไหวมั้ย

แต่จากการที่ผมไปจัดระบบการออมให้กับหลายๆองค์กร ก็จะพบว่า ถ้าผ่านในเดือนแรกๆ ไปได้แล้ว ทุกอย่างก็จะเข้าที่ และนานๆไป “คุณจะไม่รู้สึกถึงเงินที่เราได้ถูกหักออกไปเลย” เพราะ คุณได้เคยชินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะใช้เงินที่เหลืออยู่ที่เราเห็นมันในบัญชีเท่านั้น

ถ้าเริ่มได้แบบนี้ ผมรับรองว่า แผนการเป็นเศรษฐีเงินล้าน ไม่ยากจริงๆ

### ถ้าท่านคิดว่าดี อย่าลืมบอกต่อด้วยนะครับ ###

By
สุรกิจ พิทักษ์ภากร
นักวางแผนการเงิน CFP
#wealthplanner

*** มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพการเงินที่ดี ***

www.surakit.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save