[ออมหุ้น] ตอนที่ 4 การเริ่มต้น DCA ครั้งแรกในชีวิต

บทความนี้เป็นบทความออมหุ้นอันที่ 4 นะครับ

ตอนที่แล้วเล่าให้ฟังถึงพอร์ตที่เน่าตายซากจากการเล่นเก็งกำไร 

คุณเชื่อไหมครับว่าเวลาที่ชีวิตเราเลวร้ายขึ้นมาเนี่ย

มันจะเลวร้ายในทุกๆเรื่องเลยล่ะ แย่ๆๆๆ/

อย่างของผมนะช่วงนั้นมันเป็นอะไรที่เคราะห์ซ้ำกระหน่ำซ้อน ถ้าจำไม่ผิดอายุ 24-25 ละมั้ง

(อย่าถามอายุตอนนี้ ฮ่าๆ)

1. หุ้นตก ขาดทุน สะบั้นหั่นแหลก (เงินที่ถัวไปๆๆ มันหมดไปเรียบร้อยแล้ว… บนดอย)

2. เลิกกับแฟน อยู่ๆก็มาบอกว่าเธอดีเกินไป (พูดงี้ แอบมีแฟนใหม่อยู่แล้วทั้งนั้นอ่ะ เชื่อดิ ฮาๆ)

3. ทำงานไม่ค่อยได้เรื่อง ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง (สงสัยแอบเล่นหุ้นและเวิ่นเว้อเยอะไป)

แต่เอาเถอะ เป็นว่าเวลานั้นซวยกับทุกสิ่งมากๆ แต่ในความซวยมันก็มีความโชคดีอยู่เหมือนกันนะ

เพราะการที่ผมได้ติดดอยแบบ -80% เนี่ยมันเป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตในวัยทำงานตอนต้นรู้ว่า

“การลงทุนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่เอาเงินไปลง ขายแล้วก็ได้กำไร มันมีอะไรมากกว่านั้น”

ตอนช่วงที่ผมกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการลงทุนนะ ไม่รู้จะแก้พอร์ตยังไง 

ผมเลยใช้วิธีการที่เด็ดขายที่สุดในชีวิตคือ

“ปิดจอแม่มเลย ไม่ดูแล้ว”

ไม่ได้พูดเล่นนะ ปิดจอจริงๆ มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนั้น ผมเองก็ว่าจะเปิดพอร์ตหุ้นใหม่

บังเอิญได้คุยกับหัวหน้าเก่าของหัวหน้าที่ทำงาน แกเคยทำงานด้านธุรกิจตลาดทุนอยู่

แกก็แนะนำว่า “ลองมาเปิดพอร์ตออมหุ้นไหม” ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติง่ายๆคือ

1. เลือกหุ้นที่ดี (ซึ่งแรกๆผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าต้องเลือกยังไง จนผมพัฒนาวิธีการผมขึ้นมา) 

2. กำหนดเงินแต่ละเดือน (อันนี้ผมมาพัฒนาเป็น Model การบริหารเงินเพื่อการลงทุนหลังจากนั้น)

3. สร้างวินัยการลงทุนในแต่ละเดือน (อันนี้ยากสุดสำหรับนักลงทุนนะครับ ต้องทนรวย ทนขาดทุนเป็น)

ไอเดียนี้…

แรกๆผมก็ไม่เข้าใจนะว่าทำแล้วมันจะได้อะไร ถ้าคุณเดินไปที่กองทุนรวมแล้วเขาจะอธิบายว่า

กำหนดเงินลงทุนเท่ากันทุกเดือนนะค่ะ….  

หุ้นในแต่ละเดือนราคาไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยเราอาจจะได้หน่วยเยอะกว่าซื้อครั้งเดียว

คำถามผมคือ…. แล้วทำไมเราไม่ซื้อเยอะๆตอนต่ำๆล่ะ?

ซื้อเฉลี่ยทำไม? ตอนนั้นถามพนักงานก็ไม่มีใครทราบเหตุผล

อาจจะเป็นของใหม่อยู่ก็ได้ แล้วถ้าพนักงานคนไหนอธิบายว่า

“เราจะได้ราคาหน่วยลงทุนที่ไม่ต่ำเกินไปและไม่สูงเกินไป”

อันนี้ยิ่งทำให้ผม งง เลยว่าลงทุนเฉลี่ยทำไม หามูลค่าต่ำแล้วเข้าทีเดียวดีกว่าตั้งเยอะ

แต่พอผมเข้ามาลงทุนแบบ DCA อย่างเต็มตัว ปุ๊ป เดือนแรก ผมได้หุ้นมา แล้วมันก็เกิดความผันผวนขึ้น

เช่น ซื้อมาราคาเฉลี่ยที่ 10 บาท แต่ละวันหุ้นขึ้นลง 9.90 – 10.10 – 9.50 – 10.20 สลับไปสลับมา

ผมก็มองอยู่เฉยจนผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง…

หุ้นมันราคาลงมาจาก 10 บาท เหลือ 9.80 ผมก็ได้ซื้อในราคาที่ต่ำกว่า

พอผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง ผมก็อาจจะได้ซื้อที่ในราคา 10 บาทอีกครั้ง พออีกเดือนได้ซื้อที่ 10.30 

สิ่งที่ผมเจอความคิดแรกๆก็คือ…

อ่อ! อย่างน้อยผมก็ยืดเวลาในการถัวหุ้นระยะสั้นออกไปเนอะ

สมัยก่อน ผมอาจจะได้ซื้อที่ 10 บาท 9.80 บาท 10.30 บาท

ภายในวันเดียวก็ได้ ซื้อจนเงินหมดเลย!!! ดอยด้วย

แต่ลักษณะการลงทุนรายเดือนมันทำให้ผมมีเงินเหลือมากขึ้น ได้ซื้อในราคาเดิม แต่จัดการการเงินได้มากขึ้น

เอาเป็นว่าถ้าจะถัวก็มีเงินในการถัวอย่างเป็นระบบนะ…

แต่ต้องอย่าลืมว่า… 

DCA ไม่ใช่การถัวหุ้นที่เล่นกับราคาเพื่อให้เรามีต้นทุนที่ต่ำลงจะได้สร้างกำไรในอนาคตได้

DCA เป็นวิธีการที่เราสะสมหุ้นโดยที่ไม่สนใจราคาเลยต่างหาก ความสำคัญมันกลับอยู่ที่การเลือกหุ้น

แต่การสร้างระบบการลงทุนอย่างเป็นวินัยนี่แหระคือ ขั้นตอนที่จะทำให้เราไปสู่ความสำเร็จทางการเงิน

พอร์ตออมหุ้นผมก็ออมไปเรื่อยๆ ส่วนพอร์ตเน่าตากซากก็ปล่อยมันไป พอมาถึงระยะหนึ่งผมก็ศึกษามากขึ้น

แล้วทำการสลับตัวหุ้นมาเป็นหุ้นพื้นฐานดีให้หมด แล้วก็ปิดมันแบบฝังลงโลงไว้ไม่เปิดอีกซักระยะ (ทำใจไม่ได้)

ส่วนแฟนที่เลิกไปก็ช่างมันเห๊อ….. เพราะถึงตอนนี้ก็ไม่ได้คุยกันแล้ว ฮาๆๆ

(ทำใจกับทุกสิ่งมากๆตอนนั้น เสียใจแต่ก็แคร์ แงงงงงงง) 

ผ่านมาอีกระยะหนึ่ง…..

และแล้วผมก็เริ่มทำ DCA ได้ผลขึ้นมาแล้ว…….

เขียวหมดเลย เย่ๆๆ (พอร์ตนี้พอร์ตออมหุ้นของโบรกเจ้าหนึ่ง)

โชคดีที่ Capture ไว้หลายปีก่อน เป็นช่วงยุคแรกๆของการลงทุนแบบ DCA เลย

ดีใจม๊ากกกกก ที่เราได้ +100% ขึ้น ไม่บอกหรอกว่าหุ้นอะไร

แต่ลองทายได้ใน Comment ข้างล่างบทความ ฮาๆ

เชื่อว่าแฟนพันธ์แท้ของหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข ของผมใน www.aomstock.com จะรู้ ฮาๆ

เนี่ยมีคนตั้งคำถามกับผมนะว่า ถ้าผมไม่ลงทุนในช่วง วิกฤตเศรษฐกิจ ผมจะได้กำไรเยอะขนาดนี้ไหม

ผมก็อยากจะบอกจริงๆนะว่า ตอนที่ผมลงทุนในช่วงนั้นเพราะผม “เชื่อ” ในสิ่งที่คนอื่นอาจจะไม่ได้เชื่อ

เพื่อนๆผมหลายคนบอกว่า “เห้ยยย บ้าเปล่า มาลงทุนในช่วงวิกฤต หุ้นลงขาดทุนๆๆๆๆๆ พอดี”

มันจริงของเขานะครับ หุ้นบางตัวในพอร์ตผมลงทุนวัน ลงทุนเดือน ลงเป็นปีๆ และผมก็เก็บไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วเป็นไงล่ะ…. มันก็กลับมาเติบโตตามวิถีที่มันควรจะเป็น หุ้นที่มันโต ราคามันก็ต้องขึ้นสิ

ตอนนั้นไม่มีใครซื้อกันเลย มีแต่ Wait and See – Wait and See – Then ต่อมา Buy at Doi  (แง้ว)

เพื่อนผมเงียบกันหมด ไม่มีใครลงทุนเลย อิเกจิก็ไม่ลงทุน เนี่ยก็ไม่มีใครเก็บหุ้นถูกเองอ่ะ กลัวลงไปอีก

พอมันขึ้นในระยะต่อมากลายเป็นว่าผมโดนแซวว่า ฟลุ๊ก โชคดีซื้อตอนวิกฤตซะงั้นอ่ะ (ก็ไม่ซื้อกันเองนิหว่า)

แล้วด้วยจำนวนหุ้นที่มหาศาลช่วงเก็บตอนถูก เวลามันพลักกลับขึ้นมา นี่มันกำไรมหาศาลเลยนะ

ผมยังจำราคาที่คนไม่กล้าซื้อช่วงนั้นได้เลย…. (ผมยังจำได้อยู่คร่าวๆนะว่าผมได้ซื้ออะไรบ้าง)

ผมเคยซื้อ BGH ที่แถวๆ 16-18  บาท (ปัจจุบัน Par ใหม่ คือ 1.8 บาท) 

KBANK 38 บาท  MINT 9 บาท HMPRO 3-4 บาทเมื่อหลายชาติก่อนปันผลหุ้นอีกเป็น 10 รอบ

CPALL 13 บาท (แล้วไปถึงแถวๆ 70-80 บาทก่อนปันผลหุ้นลงมาราคาใกล้ๆปัจจุบัน

วิธีมี “เงินล้าน” ภายใน 5 ปี!!!

หลังจากที่เรารู้จักกับค่าของเงินตามเวลาจากซีรีย์ รวยได้ไม่ง้อพ่อในตอนที่ 2 กันไปแล้ว เราลองมาปรับใช้กันดูครับว่า ถ้าหากเราอยากจะมีเงินล้านใน 5 ปี เราจะมีทางเลือกไหนบ้าง

ทวนกันอีกครั้งนะครับ เงินของเราจะเพิ่มค่า โดยมีตัวแปร 3 ตัว คือ เงินต้น ระยะเวลา และผลตอบแทน แต่ในกรณีนี้เรามี เวลา คงที่ คือ 5 ปี ดังนั้นเราต้องปรับที่ เงินต้น และ ระยะเวลา แทน @Taxbugnoms เลยแบ่งออกเป็นทางเลือกให้ 5 ทาง ดังนี้คร้าบบ

1. เก็บเงินเดือนละ 17,000 บาทต่อเดือน

2. เก็บเงินเดือนละ 14,000 บาทไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี

3. เก็บเงินเดือนละ 11,700 บาทไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี

4. เก็บเงินเดือนละ 8,000 บาทไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 20% ต่อปี

5. เก็บเงินเดือนละ 3,600 บาทที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 40% ต่อปี

แต่ปัญหาคือ “ผลตอบแทน” ที่ว่ามา เราจะหาได้ที่ไหนกันล่ะ!!! อย่างที่รู้ๆกันว่า ผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากนั้นต่ำมว้ากกกก ต่อให้มากที่สุดก็ราวๆ 3.5-4.0% ต่อปีเท่านั้นเอง ที่สำคัญผลตอบแทนที่ว่าต้องเป็นแบบ “ทบต้น” แปลว่า เราต้องเอาผลตอบแทนไปลงทุนต่อเนื่อง

แหม่.. ฟังดูแล้ว “เงินล้าน” มันชักจะลำบากแล้ว ใช่ไหมครับ?

แต่ถ้าเราเปรียบการออมเงินเหมือนกับชีวิตคนดูบ้างล่ะ???

ในเวลาที่เท่ากัน…ยิ่งผลตอบแทนมากขึ้น เงินที่ใช้ออมแต่ละเดือนก็ยิ่งน้อยลง

ในเวลาที่เท่ากัน…คนที่มีความสามารถมากกว่า ย่อมสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า

หากเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น แปลว่าเราต้องมีความสามารถที่มากขึ้น และที่สำคัญเราต้องหัดยอมรับ “ความเสี่ยง” ที่มากขึ้นตามไปด้วย ก่อนที่เราจะลงทุนในสินทรัพย์ทุกๆอย่าง เราควรถามตัวเองก่อนว่า… เราได้ลงทุนในตัวเองหรือยัง?

และที่สำคัญที่สุด…

เงินล้านไม่จำเป็นต้องมาจากการลงทุน เพราะมันอาจจะมาจากสมองของคุณก็ได้!!!

ป.ล. สำหรับคนที่สงสัยว่า …

ผลตอบแทน 20-40% หาได้จากที่ไหน แนะนำอ่านบทความนี้ต่อเลยครับ

ผลตอบแทนมากกว่า 20% ต่อปี มีจริงๆ นะเธอว์

รู้มั้ย? ปล่อยให้บ้านรก..ส่งผลถึงเรื่องเงินเรื่องชีวิตนะ!

ห้องรก บ้านรก.. หลายคนคงคิดว่าเป็นแค่เรื่องของนิสัย

แต่เธอรู้มั้ย..มันสะท้อนและส่งผลเรื่องเงินเรื่องชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ!!

เพราะอะไร? มาดูกัน…

ตัวอย่างภาพความรกขั้นสุดของบ้านหลังนึงในญี่ปุ่น..

“เงินทองไปกองจมอยู่กับข้าวของ”

บ้านรก หาของไม่เจอ แล้วก็เลยซื้อใหม่..

คือของมันอาจจะมีอยู่แล้วไง แต่ประเด็นคือ..

ลืมบ้าง หาไม่เจอบ้าง ไม่รู้อยู่ตรงไหน

ทีนี้พอต้องใช้ ต้องรีบ ก็ทำไงล่ะ..

ก็ซื้อใหม่!! ก็เปลืองเงินไงเธอ!!!

อันนี้เข้าใจได้ไม่ยากเนอะ…

หลายคนอาจจะมาหาอะไรเจอทีหลัง แล้วพบว่า..

ของหลายอย่างซื้อมาแล้วไม่เคยใช้

ของอีกหลายอย่าง อย่างเดียวกันมีซ้ำหลายชิ้น

เพลียมั้ยล่ะคะ…(>_<)…………

แทนที่เงินจะไปวางอยู่ในที่ถูกที่ควรที่งอกได้ อย่างกองทุน หุ้น อสังหาฯ

กลับมาอยู่ในข้าวของแทนซะงั้น!

…………………

“ไม่มีพื้นที่ให้ความโชคดี ความสุข เงินทองเข้าบ้าน”

อันนี้เป็นเรื่องของฮวงจุ้ยมั้ย อาจจะใช่

หลายคนก็อ่านเจอในหนังสือหลายเล่มอยู่แล้วล่ะ

แต่ถ้ามองให้มันง่ายๆ พื้นๆ เลยนะ

ก็บ้านรก มันดูไม่น่าอยู่ ไม่เจริญหูเจริญตา

เธอก็เลยไม่ค่อยอยากชวนคนอื่นมาบ้าน

แม้แต่คนที่อาจนำความโชคดีหรือความสุขมาให้

คือต่อให้เค้าอยากมา เธอก็ไม่ให้อยากให้เข้ามา ถูกป่ะล่ะ?

ชีวิตมันจะไม่มีพื้นที่ให้อะไรใหม่ๆ เข้ามา

ข้าวของความรกมันมาบล๊อคมาขวางทางสิ่งใหม่ๆดีๆ ซะหมด

…………………

“สุขภาพกายเสีย สุขภาพจิตเสื่อม”

บ้านรกมาพร้อมอะไรคะ? 

ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์นำโรคทั้งหลาย ที่มากับความสกปรกรกรุงรัง

ลองไปจินตนาการความสยองต่อเอาเอง..

ทีนี้โรคทั้งหลายจะเรียงหน้าเข้าหาเธอ

ภูมิแพ้ แพ้ฝุ่น โรคทางเดินหายใจ

และอื่นๆอีกมากมายที่สารพัดสัตว์เป็นพาหะให้เธอได้

แล้วไงคะ?? 

เธอก็ต้องควักเงินจ่ายค่ายาค่าหมอ

เพราะโรคที่มาจากความรกรุงรัง

ถ้ายังอยากใช้ชีวิตท่ามกลางความรก

มาดามแนะนำให้ทำหรือเพิ่มประกันสุขภาพกับชีวิตซะค่ะ

จะได้ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานนะเธอนะ

“ความรักความนับถือในตัวเองลดลง”

การที่เราทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สวยงาม ไม่สะอาด

มันสะท้อนว่าเรารักและเคารพตัวเองลดลง

มันคนละเรื่องกับการอยู่ง่ายกินง่ายนะยะ!!

ข้อนี้..หลายคนนึกไม่ถึง

สังเกตดิ เวลาที่เราไม่แฮปปี้หรือเครียด เราจะไม่ค่อยใส่ใจสิ่งรอบตัว

นั่นล่ะ..รวมถึงไม่ทำความสะอาด ไม่จัดของด้วยนะเธอ

ทีนี้พอเราปล่อยให้เป็นอย่างนั้นนานๆ มันกลายเป็นว่า

เราจะลดระดับตัวเองให้กลายเป็นคนที่ว่า..

อืม..เราก็สมควรอยู่แบบไม่ดีแบบนี้แหละ

ในระยะยาว ทางจิตใจ ทางความรู้สึก..

เราจะกลายเป็นคนที่ยอมอยู่กับอะไร

ที่เราไม่สมควรได้รับโดยไม่จำเป็น

เช่น อยู่กับงานที่รายได้ไม่คุ้มเหนื่อย อยู่กับคนที่ไม่ได้ดีกับเรา

มันเป็นไปได้ขนาดนั้นเลยนะเธอนะ

……………….

ทำไมมาดามอยากเล่าเรื่องนี้?

คือเคยเป็นคนที่รกทุกสิ่ง ห้อง รถ ทุกที่ทุกสิ่งเลยล่ะ

พอมานึกย้อนกลับไป มันเป็นอย่างที่เล่ามาจริงๆนะ

ทุกวันนี้ดีขึ้น 555 คือหลังจากสะสางปัญหาเรื่องเงิน

ด้านอื่นของชีวิตก็ดีขึ้นด้วย รถยังรกอยู่บ้าง แต่ห้องไม่รกแบบน่ากลัวละ

ดังนั้นค่ะ..

ทิ้ง สะสาง จัดระเบียบ นอกจากชีวิตดี เรื่องเงินจะดีขึ้นด้วย

เพราะจิตใจ ความรู้สึก อารมณ์เราจะเปลี่ยนตาม

เราจะคิดว่าเราสมควรอยู่ในที่ๆดี สวยงาม

มีพื้นที่ให้สิ่งดีดี ใหม่ๆ เข้ามา อะไรไม่ดีไม่จำเป็นเอาออกไป

สติ ความคิด ความชัดเจน จะชัดขึ้น.. ลองดูนะ

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้..เป็นเพื่อนกันได้ที่ 

https://www.facebook.com/madamfinney/

มีไลน์ด้วยนะ

http://line.me/ti/p/%40madamfinney

6 ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนเกือบรวย

คนรวยไม่ใช่มีแค่เงิน ก็รวยได้

หลายคนอยากรวย รวย รวย แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีบทความนี้มีคำตอบค่ะ

1. ความเสี่ยง

คนรวย พร้อมที่จะเสี่ยงกับเรื่องที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้ว ซึ่งให้เวลาในการค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรแล้วจึง ”ลงมือทำ”

คนเกือบรวย คนเกือบรวยพร้อมที่จะเสี่ยงกับเรื่องที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้ว ซึ่งให้เวลาในการค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรแล้ว แต่ ”ไม่ลงมือทำ”

2. การออมเงิน

คนรวย ขยันทำงานเพื่อหาเงินและออมเงินเพื่อนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุน “หาเงิน ออมเงินและลงทุน” 

คนเกือบรวยคิดแต่ว่าจะนำเงินที่มีไปใช้จ่ายอย่างไรดี โดยมองข้ามเรื่องการออมและการลงทุน

3. ความรู้

คนรวยรู้จักแต่คำว่า “อยากรู้” จึงกระหายความรู้ตลอดเวลา ศึกษาหาข้อมูลใหม่ๆต่อยอดความรู้เดิม ไม่คิดว่าสูตรสำเร็จแบบเดิมจะประสบความสำเร็จตลอดไปจึงทดลองวิธีใหม่เพื่อพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

คนเกือบรวยรู้จักแต่คำว่า “รู้แล้ว” รู้ดีทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้วสำเร็จก็ทำแบบเดิมไม่คิดจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงพัฒนาอะไรใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจะกลายเป็นคนล้าหลัง

4. รายได้

คนรวย สร้างรายได้จากหลายทาง ทั้งจากการทำงานและการลงทุน เช่น มนุษย์เงินเดือนถูกเลิกจ้างกระทันหัน ทำให้รายได้จากงานประจำหายไป แต่มีรายได้เสริมจากการขายของออนไลน์และเงินปันผลจากหุ้น ทำให้ไม่เดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างมากนัก

คนเกือบรวย มีรายได้เพียงทางเดียว เช่น มนุษย์ทำงานกินเงินเดือนอย่างเดียว ถ้าถูกเลิกจ้างรายได้ตรงนี้ก็จะหายไป ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในช่วงเวลาตกงาน

5. การทำงาน

คนรวยทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน แล้วหลังจากนั้นให้เงินทำงานแทน

คนเกือบรวยทำงานหนักตลอดไป

6. รายจ่าย

คนรวยจ่ายเงินเพื่อเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าเพราะนำเงินมาลงทุน ชอบจ่ายเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าเพิ่มและก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

คนเกือบรวยจ่ายเพื่อความสุขชั่วคราว ทำงานเพื่อใช้จ่ายในวันนี้ ชอบจ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่มีแต่มูลค่าลดลงและไม่ก่อให้เกิดรายได้

รู้กันแล้วใช่ไหมจ๊ะ ว่าคนรวย แตกต่างกับคนเกือบรวยอย่างไร แล้วเราจะเลือกเป็นคนแบบไหนดีล่ะ ?

จะสะสมเงิน สะสมภาระ หรือสะสมขยะ เราอยากทำอะไร?

สะสมเงินสิยะ..ถามได้!

แต่…คนส่วนมากปากอย่างทำอีกอย่างค่ะคุณขา
พักเที่ยง วันหยุด วิ่งไปละ…
ตลาดนัด ห้าง ช็อปออนไลน์
บำบัดชีวิตด้วยการซื้อ ซื้อ ซื้อ และซื้อ!

…..

สิ่งของนอกกาย เสื้อผ้า เครื่องใช้
ทำไมมันถึงเป็นภาระ???

“ยิ่งมีมาก ยิ่งต้องหาที่เก็บ”

ธุรกิจและเครื่องมือจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ
มันเกิดเพราะเรามีสิ่งของมากเกินไปไงยะ

เคยคิดมั้ย? แทนที่จะต้องไปหาซื้อกล่อง
กล่องใส กล่องทึบ หรือตะกร้า มาใส่ของ
ถ้าเราไม่มีของ….ค่ากล่องก็ไม่ต้องเสีย!

…….

“ต้องบำรุงรักษา”

เสื้อผ้าต้องซักรีด รถต้องเข้าศูนย์
เฟอร์นิเจอร์ต้องเช็ดฝุ่น
เครื่องมือเครื่องใช้ยังต้องใส่ถ่านชาร์จแบต

ไม่เสียเงินก็เสียเวลาไปรักษาของที่บางที..ไม่ได้จำเป็นกับชีวิต

……

“สิ่งของที่ถูกลืมจนกลายเป็นขยะ”

อะไรที่นานๆไป เราเองก็ไม่เห็นค่า..
ของกระจุ๊กกระจิ๊ก ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา
เครื่องประดับที่ไม่ได้ทำจากโลหะมีค่า
หนังสือหนังหาอีกล่ะที่ยังไม่ถูกอ่าน
และอื่นๆ อีกมากมาย

รกค่ะ ได้ความรก

………….

มาดามฟินนี่มีหลักการง่ายๆ มานำเสนอ
ถ้าทำตามนี้นะ ของไม่รกบ้าน แถมมีเงินเหลือ

2 ข้อง่ายๆ เอาไปค่ะ!

1. เอาเท่าที่จำเป็น เอาเท่าที่ไหว
2. เจ๊งแล้วค่อยซื้อใหม่ ถ้าซื้อเข้าต้องเอาออก

ข้อแรกชัดในตัวอยู่แล้ว
จำเป็นมั้ย? หรือแค่อยาก? หรือแค่เห็นชาวบ้านมี?
มีเงินซื้อมั้ย? ผ่อนเท่าไหร่? ชีวิตนี้จะมีกี่ผ่อนถึงจะพอ?

ส่วนข้อสอง คือคิดไปเลย บ้านเราจะมีของแค่นี้!
ถ้าเอาเข้าชิ้นนึง ต้องเอาออกชิ้นนึง
เอาไปขายต่อ เอาไปให้ชาวบ้าน จงตัดใจ
รอเจ๊งค่อยซื้อใหม่ รอหน้าลดราคาซูเปอร์เมก้าเซลส์

…………

ถ้าทำแค่นี้ได้..
บ้านเธอจะไม่กลายเป็น “บ้านเก็บขยะ”
เคยเห็นในทีวีมั้ย ขยะล้น จนมีซากหมาแมวตายอยู่ด้วยอ่ะเธอ!

อย่าทำเป็นขนลุก มองแรง ถ้าเธอไม่เลิกสะสมขยะ

สักวันเธอน่ะแหละ จะสร้างปราสาทมืดแบบนั้นขึ้นมาไม่รู้ตัว

………..

เธอเอ๊ยยยยยยยย….
ของอ่ะ ฝุ่นจับ เก่า เจ๊ง เอาทิ้งไป

แต่เงินอ่ะ…
ถึงทิ้งไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ เงินเฟ้อกัดกินไปบ้าง
มันก็ยังมีค่าหลงเหลือ ให้ความมั่นคงในใจ

เงินมันเหมือนมีชีวิตนะ เงินงอกได้ ถ้าวางถูกที่

แถมต่อไปเงินที่ประหยัดได้แล้วเอาไปฝากไปลงทุนนี่แหละ

อาจโตเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเธอพักพิงในยามชรา

=====

เก็บเงินค่ะ ดีกว่าเก็บภาระหรือเก็บขยะ เงินมันงอกได้ด้วย

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

ถ้าชอบอะไรแบบนี้.. มีอีกเยอะเลย ตามไปดูกัน!

>> ที่เพจ คลิกเลย https://www.facebook.com/5minutesworth/

>> ไลน์ก็มี แอ๊ดเป็นเพื่อนกันได้นะ คลิกนี่ http://line.me/ti/p/%40madamfinney

5 เอกสารการเงินที่คุณต้องรู้จัก.. ถ้ารักจะทำธุรกิจ!!

เรื่อง “การจัดการเอกสาร” ถือเป็นอีกหนึ่งในปัญหาของคนทำธุรกิจ ถึงกับมีใครบางคนเคยบ่นเบาๆเอาไว้ว่า “การเริ่มต้นธุรกิจนั้นไม่ยากเท่ากับการจัดการเอกสารต่างๆให้เรียบร้อย” และเหตุผลที่เขาบ่นแบบนั้น ก็เพราะว่าเรื่องของเอกสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจยังไงล่ะครับ

บทความของภาษีธุรกิจในวันนี้ เลยตั้งใจมาปูพื้นฐานความรู้กันแบบสั้นๆง่ายๆกันว่า เอกสารที่สำคัญต่อธุรกิจนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทนั้นมีไว้เพื่อใช้งานอะไรบ้าง เอาล่ะคร้าบบบ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาดูกันเลยดีกว่าครับว่า 5 เอกสารการเงินที่เราทุกคนต้องรู้จักนั้น มันมีอะไรบ้าง!!!

1. ใบเสนอราคา (Quotation)

ใบเสนอราคา เป็นเอกสารที่ธุรกิจต้องออกให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้พิจารณาราคาที่เสนอไปก่อนที่จะตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากทางเรา และถ้าหากลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อก็จะเซ็นใบเสนอราคานี้กลับมาเพื่อบอกเราว่า “โอเคจ้า ตกลง” นั่นเองครับ

สำหรับผมเอง ผมมองว่าใบเสนอราคาที่ดี ควรจะมีองค์ประกอบ 2 อย่างที่สำคัญ นั่นคือ “เงื่อนไขที่ชัดเจน” และ “ลายเซ็นอนุมัติซื้อ” ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คร้าบ

เงื่อนไขที่ชัดเจน : รายละเอียดสินค้าหรือบริการ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆในการจัดส่ง ระยะเวลาที่ให้เครดิต รวมถึงข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขาย ข้อมูลส่วนนี้ “จำเป็น” ที่จะต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกครับ

ลายเซ็นอนุมัติซื้อ : รายละเอียดตรงนี้จะทำให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าสามารถลงชื่อเพื่ออนุมัติได้ทันที เพื่อปิดรายการขายในอึดใจไม่ต้องส่งกันไปส่งกันมาอีกหลายรอบครับ

2. ใบส่งของ (Delivery Order)

อันนี้ก็ตามชื่อ ใบส่งของ เลยครับ เพราะเป็นเอกสารที่ออกเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า ของได้ทำการส่งถึงมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายละเอียดที่ใบส่งของจะขาดไม่ได้ คือ ลายเซ็นของลูกค้าพร้อมกับวันที่ที่ได้รับสินค้า เพื่อเป็นหลักฐานว่าเข้าใจตรงกันและถูกต้องเรียบร้อยตามที่ได้สั่งไว้ครับ

3. ใบวางบิล / ใบแจ้งหนี้ (Invoice)

เคยได้ยินคำว่า “วางบิล” เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้ากันไหมครับ นั่นแหละคร้าบ การวางบิลก็ต้องใช้เอกสารยืนยันที่เรียกว่า ใบวางบิล หรือ ใบแจ้งหนี้ (แล้วแต่ธุรกิจนะครับ บางที่ใช้ทั้ง 2 ใบ บางที่ใช้ใบเดียว) ที่เราเป็นผู้ออกให้กับลูกค้านั่นเอง เพื่อที่ลูกค้าจะได้นำเอกสารใบนี้ไปเป็นหลักฐานในการทำรายการจ่ายเงินให้เราครับ

4. ใบกำกับภาษี (TAX Invoice)

เอกสารฉบับนี้ ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับคนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งต้องขอย้ำไว้เลยว่า ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เราไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีนะครับ โดยเอกสารฉบับนี้มีความจำเป็นสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการใช้ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานเพื่อนำ “ภาษีซื้อ” และผู้ขายที่ต้องนำ “ภาษีขาย” ไปใช้เพื่อประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 30 ให้กับพี่ๆสรรพากรครับ

5. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)

เอกสารสุดท้ายในบทความนี้ คือ “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ เอกสารที่แสดงความสิ้นสุดรายการซื้อขายกับลูกค้า เพราะเป็นหลักฐานที่เราออกให้กับลูกค้าเพื่อบอกสั้นๆว่า “เก็บเงินได้แล้วจ้า” และจบรายการธุรกิจที่มีระหว่างกันสักทีครับ

เอกสารทั้งหมด 5 รายการนี้ เป็นเอกสารที่สำคัญที่ควรรู้ในการทำธุรกิจ เพราะเป็นส่วนที่จำเป็นที่จะช่วยให้เราจัดการเอกสารต่างๆได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาตามมา ทั้งเรื่องทางภาษี และเรื่องบัญชีของธุรกิจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันครับ

ถ้าใครยังไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักกับเอกสารทางธุรกิจเหล่านี้ และคิดว่ายุ่งยากในการจัดการ ผมขอแนะนำให้ลองใช้งานระบบบัญชีสำหรับธุรกิจง่ายๆ กับทาง FlowAccount ซึ่งเป็น Application ที่มีไว้ใช้งานด้านเอกสาร และการจัดการด้านบัญชีที่ทั้งง่ายและฟรีอีกต่างหากครับ ถ้าหากใครสนใจก็ไปดูได้ที่เว็บไซต์ Flowaccount.com ได้เลยคร้าบ

สุดท้ายนี้ขอฝากเอาไว้สั้นๆ ครับว่า ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจแบบไหนก็ตาม สิ่งที่เราควรใส่ใจที่สุด คือ การวางแผนด้านเอกสารที่ถูกต้อง เพราะสามารถช่วยให้เราประหยัดเวลา แถมยังจัดการธุรกิจได้สะดวกขึ้นอีกเยอะเลยละคร้าบบ

โบนัสงวดนี้ ทำอะไรดีนะ

การหาเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรู้จักแบ่งหรือใช้เงิน นั้นสำคัญกว่า วันนี้เลยมีวิธีจัดการเงินโบนัสมาฝากชาวออมมันนี่ค่ะ

  • ออมก่อนใช้จ่าย แบ่งเงินส่วนนึงออมไว้เผื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน หรือกันไว้ใช้จ่ายยามเกษียณจะได้มีเงินเพียงพอดูแลตนเอง ลดภาระผู้อื่น
  • ปลดหนี้สู่อิสรภาพ ด้วยการชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยแพง เช่น บัตรเครดิตหรือปิดบัญชีที่ยอดหนี้น้อยที่สุด เพื่อลดจำนวนเจ้าหนี้และสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง
  • ลงทุนให้งอกเงย แบ่งส่วนนึงไปลงทุนในพันธบัตร หุ้น หรือกองทุนรวม  LTF/RMF ไว้ลดหย่อนภาษี ซึ่งควรเลือกการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • ใช้จ่ายเพื่อความสุข ให้รางวัลตัวเองด้วยการไปเที่ยว ซื้อของขวัญที่อยากได้ ทำบุญ หรือบริจาคเพื่อสังคม ฯลฯ

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถจัดการเงินโบนัสของคุณได้เรียบร้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

เงินคืออะไรในความคิดของเรา

เงินคืออะไรในความคิดของเรา

เงินคือสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยน?

เงินคือสิ่งที่ทุกคนอยากได้?

เงินคือสิ่งที่ใช้ซื้อสิ่งของที่ต้องการ?

เงินคือสิ่งที่ทำให้เราอิ่ม?

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงอยากได้เงินและทำไมทุกวันนี้เราถึงใช้เงินแลกเปลี่ยนกัน

ทุกวันนี้เราใช้ว่าธนบัตรเป็นตัวแทนของเงิน
สาเหตุเป็นเพราะเรามี “ความเชื่อ” ว่าธนบัตรมีค่าจริง
พ่อแม่ เพื่อน คนอื่นๆ ในสังคมเชื่อแบบนั้น เราจึงเชื่อตาม เราถูกสอนมาแบบนั้น จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะทุกคนแวดล้อมเขา “เชื่อ” ว่าธนบัตรมีค่าใช้แลกเปลี่ยนได้ เราก็เลยใช้ธนบัตรไปด้วยโดยปริยาย

ถ้าวันใดวันหนึ่ง เราถูกสอนให้ “เชื่อ” ว่า ตัวเลขดิจิตอล (digital money) มีค่า เราก็จะใช้ตัวเลขนั้นแลกเปลี่ยนกันได้ อย่างที่คนไทยทุกวันนี้เราโอนเงินให้กันโดยใช้ internet banking

คนต่างชาติเริ่มนิยมใช้ bitcoin ซึ่งเป็นเงินดิจิตอลที่มาจากการแกะสูตรคณิตศาสตร์อันซับซ้อน เป็นอัตราแลกเปลี่ยนใหม่บนโลกที่คนไทยอย่างเราอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันจะเรียกว่าเงินจริงๆ ได้อย่างไร แม้ในวันนี้เราอาจยังไม่ใช้ bitcoin ซื้อขายกันจริงๆ แต่ถ้าเมื่อใดเราเรียนรู้และเกิดความรู้สึก “เชื่อ” ว่า bitcoin มีค่าจริงๆ เมื่อไร วันนั้นเอง เราก็จะ “เชื่อ” และ “ใช้” bitcoin ขึ้นมา

เงิน ไม่ใข่สิ่งมีค่าในตัวของมันเอง

แต่เงิน คือ สิ่งที่เรา “เชื่อ” ว่ามันมีค่าต่างหาก

งบกำไรขาดทุน

ถ้าเราได้เริ่มจากการศึกษางบดุลก็จะพอทราบแล้วว่า ที่มาของทรัพย์สินที่จะใช้ในการนำมาประกอบกิจการ ก็มาจาก “การยืม” และ “การใช้ทุนตัวเอง” แน่นอนว่าทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นเงินสด อาคาร เครื่องใช้ไม้สอยและอีกหลายๆสิ่งที่จะถูกนำมาใช้เพื่อแสวงหากำไร แหม… ออกเงินออกทองมาเช่าหน้าร้าน จ้างพนักงาน แล้วก็ต้องมีการผลิตของขายกันแล้วนิ เป้าหมายของการทำธุรกิจก็คงเหมือนๆกันทุกที่คือ ขายของให้มีกำไร ไม่มีกำไรใครจะขายของละครับ ลองคิดง่ายๆเลยนะ ถ้าคุณเปิดร้านบะหมี่เกี้ยวเป็ดนย่างใส่แจ่วน้ำจิ้มตำบนครก (ชื่อจะยาวไปไหม?) คุณก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้การลงทุนของเรามันงอกเงย  ฮ่าๆ แน่นอนว่ามันก็เกิดเป็นสมการง่ายๆในการคิดกำไรจากการทำธุรกิจดังนี้

รายได้ – ต้นทุน = กำไร

ดูง่ายไปไหมนะ? แน่นอนว่าถ้าเราทำธุรกิจเล็กๆที่เราเข้าใจง่ายมันก็จะมองง่าย แต่ถ้าเราไปมองในธุรกิจที่ซับซ้อนมันก็จะมองยากมาก เรามาดูแต่ละอย่างกันนะครับว่ามันคืออะไรบ้าง

รายได้

รายได้หรือยอดขายหรืออะไรก็ตามแต่มันมากจากการที่เราขายสินค้าซักชิ้นหนึ่งให้กับลูกค้าให้ได้เงินมา ถ้าเราเดินออกไปข้างนอกตามร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาเก็ต ก็จะเห็นสินค้าเต็มไปหมด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5-10 บาท ไอศครีม 20 บาท น้ำดื่มขวดละ 10 บาท เราก็จะจ่ายกันในราคานี้ล่ะ ขายได้เท่าไหร่ก็เอาไปคูณเลย เช่น ขายบะหมี่ได้ 200 ชาม ชามละ 40 บาท ก็จะมารายได้ทั้งหมด 8,000 บาท

ต้นทุน

ขายของก็จะมีรายได้ใช่ไหมครับ บางคนคิดว่ารายได้ ยอดขายของบริษัทดีแปลว่าบริษัทจะเติบโตได้เยอะ อันนี้ไม่ใช่แล้วเพราะทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไปในการดำเนินงาน เรียกว่าต้นทุน บางธุรกิจยอดขายมโหรานแต่ถ้ามีต้นทุนเยอะก็แปลว่ากำไรน้อย แต่บางบริษัทขายได้ไม่ได้เยอะมากหรอกแต่ต้นทุนน้อยมากๆ กำไรก็เยอะได้ทันที

ต้นทุนสินค้าและบริการ (ต้นทุนมีและเกิดไปพร้อมสินค้า)

สมมติเราเปิดร้านขายบะหมี่ เราขายชามละ 40 ต้นทุนที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการโดยตรงก็คือ เส้นหมี่ ลูกชิ้น เกี๋ยว เป็ด เห็ด ไข่ หมู และ อื่นๆที่มันอยู่ในชาม พวกนี้เป็นต้นทุนของสินค้า มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวธุรกิจ ยิ่งธุรกิจของเรามีต้นทุนทางตรงที่ต่ำก็จะสามารถสร้างกำไรในเบื้องต้นที่สูงกว่าคนอื่นได้ เราอาจจะขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท แต่ต้นทุนของเรา 15 บาท ส่วนร้านฝั่งตรงข้ามเราต้นทุน 20 บาท ขายของราคาเดียวกัน ต้นทุนต่างกัน ถ้าขายได้ 5,000 ชามเท่ากัน เราก็จะได้กำไรมากกว่าเขา ใช่ไหมครับ

มาดูว่าถ้าเราก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท ต้นทุน 15 บาท เราจะมีกำไรในเบื้องต้นเท่าไหร่

รายได้ 200,000 บาท

ต้นทุนสินค้า 75,000 บาท

กำไรขั้นต้นจากการขาย 125,000 บาท

ต้นทุนในการบริหารงาน (ต้นทุนที่ขายของไม่ได้ก็ต้องเสียอยู่ดี)

ไม่ใช่ว่าขายบะหมี่ชามละ 40 ต้นทุนเพียง 15 บาท แล้วกำไรจะเข้ากระเป๋าทันที จริงๆยังมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานอีกเช่น คนแรงคนงานที่ช่วยเรา ไม่ว่าจะจ่ายเป็นรายวันหรือรายเดือน ค่าเช่าหน้าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าต่างๆที่มันอยู่ในร้าน แต่ละธุรกิจอาจจะแบ่งประเภทต้นทุนไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าเราสมมติวว่าเราต้องจ้างพนักงาน 2 คน เงินเดือนคนละ 10,000 บาท และค่าสาธารณูประโภคต่างๆ อีก 5,000 บาท เราจะมีกำไรหลังจากหักค่าบริหารงานเท่าไหร่

กำไรขั้นต้นจากการขาย 125,000 บาท

ต้นทุนค่าพนักงาน 20,000 บาท

ต้นทุนค่าน้ำค่าไฟ 5,000 บาท

กำไรหลังจากการการหักค่าบริหารงาน คือ 100,000 บาท

ต้นทุนทางการเงินและทรัพย์สิน (ต้นทุนเงินทอง ยืมมาก็ต้องจ่ายดอก ทรัพย์สินไม่ใช้ก็เสื่อมค่าไปอีก)

ต้นทุนต่อมาคือต้นทุนทางการเงิน หลายๆครั้งการประกอบกิจการจะมีต้นทุนตรงนี้ เช่น บางคนไปกู้เงินเขามาทำธุรกิจ เมื่อเราทำธุรกิจได้กำไร เราก็ต้องทยอยผ่อนชำระหนี้สินคืนเช่น ดอกเบี้ย นอกจากนี้แล้วเรายังต้องจ่ายภาษี และต้องคำนวณว่าเงินที่เคยลงทุนไปในทรัพย์สินอื่นๆเช่น โต๊ะ จาน ชาม รถยนต์ อาคาร ที่ใช้ในการก๋วยเตี๋ยวนั้นมันเสื่อมคุณภาพทางการใช้งานขนาดไหน ค่าเสื่อมราคามันเป็นตัวเลขที่บอกว่า “ทรัพย์สินมันแก่แล้ว” เป็นตัวเลขทางบัญชีนะครับ แต่ทรัพย์สินบางอย่างมันอาจจะหายไปก่อนแก่ก็ได้ก็ต้องซื้อใหม่เลย ก็เป็นต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ดี หรือบางคนอาจจะซื้อไลเซ่นธุรกิจมา 10 ปี ในแต่ละปีเราก็ต้องตัดค่ามันไปว่าเราจะใช้ได้อีกแค่กี่ปีๆ

กำไรหลังจากการการหักค่าบริหารงาน คือ 100,000 บาท

ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย 10,000 บาท

ค่าเสื่อมราคา 10,000 บาท

ภาษีหลังหักค่าใช้จ่าย 10% (80,000×10%) 8,000 บาท

กำไรสุทธิ 72,000 บาท

กำไร

จากข้อมูลที่แสดงให้เห็นด้านบน ก็คงจะทราบกันแล้วว่ากำไรนั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่เป็นกำไรขั้นต้น กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรสทุทธิ อันที่จริงแล้วในการบริหารธุรกิจเนี่ยเขามองกันว่า กำไรขั้นต้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าสินค้ามันมีกำไรขึ้นต้นสูงๆ พวกการบริหารงานจะเพิ่มจะลดมันก็ง่าย แต่ถ้าหากเราขายบะหมี่จานละ 40 แต่ต้นทุนสินค้าปาไป 38 บาท กำไรขั้นต้น 2 บาท อันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าในขั้นอื่นๆก็เตรียมตัวขาดทุนกันได้เลย ไม่มีตังจ้างพนักงาน จ่ายค่าน้ำค่าไฟต่อ ไปๆมาๆไม่กำไรกลายเป็นขาดทุนเลยซะงั้น ในกรณีต่อมาถ้ากำไรขั้นต้นเยอะแต่ค่าบริหารงานมันเยอะทำให้ขาดทุน มันก็จะสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้ บางทีเพราะพนักงานอาจจะเยอะเกินไป มีการจ่ายเงินให้กับอะไรที่เกี่ยวข้องกับร้านค้ามากเกินไป ทุกบริษัทก็จะพยายามมาลดในส่วนนี้ครับ

เมื่อธุรกิจมีกำไรมากๆ ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาให้กับบริษัท (แต่ลูกค้าบางรายอาจจะติดไว้ก่อน เป็นลูกหนี้การค้า) เมื่อเงินสดเพิ่มก็คือทรัพย์สินเพิ่มครับ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าที่มาของเงินมี 2 ส่วนคือ เจ้าหนี้ และ เจ้าของ เมื่อทรัพย์สินเพิ่มมันก็ต้องไปดูว่าเงินตรงนี้จะเป็นของใคร แน่นอนว่าการทำกิจการนั้นผลกำไรก็จะเป็นการเติบโตของมูลค่าหุ้นในส่วนที่เป็นเจ้าของ

5 เงินลงทุนที่เราควรมีไว้ในปีนี้

เห็นทาง Blog อภินิหารเงินออม เล่าให้ฟังในเรื่องของเงินออมที่ควรมีไว้ในปีนี้ จริงๆถ้าผมมองว่าเงินออมนั้นสามารถต่อยอดไปในการลงทุนได้ มันก็อาจจะไม่ใช่แค่การลงทุนในหุ้นเท่านั้นนะครับ ผมว่าเรามีทางเลือกในการลงทุนเยอะเลยล่ะ ทั้งการลงทุนที่เป็นการเงินและไม่ใช่การเงิน ลองมาดูนะครับว่าเราจะแบ่งเงินออมไปต่อยอดให้เป็นเงินลงทุนอะไรได้บ้าง

1. ลงทุนเพื่อความรู้ของตัวเอง

การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับตัวเอง ผมว่าประโยคนี้เป้นจริงแท้แน่นอนนะครับ การที่เรามีความรู้มากยิ่งขึ้นจะทำให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ทำอะไรได้ดีมากขึ้น มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และแน่นอนว่าหากเรามีความแตกต่างกับคนอื่นแล้วก็ย่อมมีโอกาสในหน้าที่การงานมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก ซึ่งมันก็จะต่อยอดไปในเรื่องของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นได้ หรือหากเราทำงานอิสระก็ย่อมนำความสามารถของเราไปใช้ในการกำหนดค่าตัวของเราให้มากขึ้นได้ การลงทุนแบบนี้ก็ขอยกตัวอย่างนะครับ

  • เรียนภาษา : ลองเอาเงินที่มามาลงเรียนภาษาเพิ่มเติมดูนะครับ เช่น ภาษาอังกฤษ (จำเป็นที่สุด) หรืออาจจะเรียนภาษาอื่นๆที่เรามองว่าน่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในการทำงานในอนาคตได้ และถ้าภาษานั้นเป็นภาษาที่เราชอบด้วยก็ยิ่งดีเลย เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ที่มีนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากและอาจจะเป็นภาษาในกลุ่มประเทศ AEC ก็ได้นะครับ ภาษาเวียดนาม พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย ซึ่งอาจจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นหลังจากที่มีจากการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน
  • เรียนงานวิชาชีพ : บางคนอาจจะชอบไปเรียนการทำขนม ทำอาหาร ทำสลัด หรือไปเรียนงานที่เสริมสร้างทักษะอาชีพให้กับตัวเองได้ ผมเห็นหลายคนเลยนะครับ ลงทุนไปเรียนบางอย่างที่เขาชื่นชอบและสุดท้ายก็นำมาเป็นวิชาชีพในการหารายได้เสริมจนสามารถประกอบกิจการเป็นธุรกิจส่วนตัวได้ในอนาคตครับ นอกจากนี้การเรียนเพื่อพัฒนาวิชาชีพของตัวเองอาจจะต่อยอดในส่วนของการเรียนในระดับที่สูงขึ้นเช่น เรียนเพื่อได้ใบกระกอบวิชาชีพหรือเรียนเพื่อให้ปริญญาที่สูงขึ้น

2. ลงทุนเพื่อประสบการณ์ของตัวเอง

ประสบการณ์ดีๆหลายๆครั้งหาไม่ได้ในห้องเรียนนะครับ เราจะต้องหาภายนอกด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายที่อยากไปและไม่เคยไปมาก่อนว่าเป็นอย่างไร เราจะได้เรียนชีวิตของการเป็นอยู่ของสังคมหลายๆแบบและสามารถนำวิธีคิดและมุมมองของคนในแต่ละที่มีต่อยอดและพัฒนาความคิดของเราได้นะครับ อย่างตัวผมเองก็ชอบท่องเที่ยวนะ อย่างฝรั่งก็มีความคิดแบบหนึ่ง ทางเอเชียก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง แม้กระทั่งไปในต่างจังหวัดที่เราไม่ได้อยู่ก็จะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมก็พยายามเอาจุดดีของหลายๆที่มาดูว่าตรงไหนน่าจะเอามาใช้บ้าง

3. เงินลงทุนกับสุขภาพและความงาม

สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ตัวผมเองก็รู้สึกอ้วนๆอยู่ก็พยายามจะลดให่้ได้เช่นกันเพราะสุดท้ายการมีสุขภาพดีจะทำให้เราสามารถประหยัดเงินได้ไม่น้อยเลยล่ะ อย่างน้อยก็คือเราจะไม่ต้องเสียเงินในการรักษาตัวบ่อยๆและในสมัยนี้ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่ราคาถูกๆเลยนะครับ การลงทุนกับสุขภาพก็เป็นเรื่องหนึ่งเราน่าจะลองเอาไปพิจารณาดู ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการกินอยู่ การออกกำลังกาย (ผมก็พยายามอยู่ครับ) และพักผ่อนให้เพียงพอ บางคนมองว่าเดี๋ยวค่าฟิตเนสราคาแพงจัง เราอาจจะไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้หากเราไม่ได้มีการเงินที่เอื้ออำนวย ลองหารองเท้าดีๆและชุดดีๆซักหน่อยแล้วไปวิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะก็ได้นะครับ ส่วนคนที่มีกำลังก็อาจจะไปเล่นในฟิตเนส นอกจากจะได้ออกกำลังแล้วยังมีโอกาสได้พบเพื่อนใหม่ๆเป็น connection ในการทำงานในอนาคตได้เช่นกัน ส่วนในเรื่องความงามนั้นหากใครลงทุนกับตรงนี้ได้มันก็อาจจะเป็นประโยชน์กับตัวเองเช่นกันนะครับ เดี๋ยวนี้เรื่องบุคคลิคและหน้าตาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จะทำให้เราสามารถมีอนาคตในหน้าที่การงานมากขึ้น ถือเป็นส่วนเสริมจากความสามารถเลยล่ะ

4. ลงทุนกับการสร้างทรัพย์สินให้เพิ่มขึ้น

อย่างที่ทุกคนทราบนะครับว่าเราเองมีเวลาทำงานอย่างจำกัดแต่ต้องเงินเกินครึ่งชีวิตไปใช้ในบั้นปลาย การสร้างทรัพย์สินให้ตัวเองเกิดความมั่งคั่งนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก หลายคนมาถามผมว่าควรจะเริ่มอย่างไรและเริ่มเมื่อไหร่? จริงๆแล้วผมว่าการเริ่มสร้างทรัพย์สินให้กับตัวเองนั้นควรเริ่มให้เร็วที่สุดครับ อย่างถ้าเป็นเด็กๆแล้วผมจะสอนให้ออมเงินไว้เยอะๆ ส่วนคนที่ทำงานแล้วก็สามารถนำเงินไปต่อยอดในการลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ ฯลฯ ตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเราในแต่ละช่วงอายุ และลงทุนไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีเงินใช้ในยามเกษียณ วิธีง่ายๆที่ผมจะแนะนำเสมอก็คือการแบ่งเงินออมมาเป็นเงินลงทุนซึ่งกำหนดให้ลงทุนเป็นประจำ เช่นรายเดือน รายไตรมาสหรือรายปี (อยู่ที่แต่ละคนนะครับ) แต่ยังไงก็ตามก็ควรจัดสรรการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อทรัพย์สินที่เราลงทุนไปนั้นมีการเติบโต มูลค่าเพิ่มขึ้น ก็ยอมทำให้เราสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากขึ้นเช่นกัน

5. การลงทุนเพื่อให้ครอบครัวมีความสุขและสังคมดีขึ้น

หนึ่งในการลงทุนที่ดีสำหรับคนที่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็คือการนำไปใช้ในการสร้างกุศล ตัวอย่างเช่นการนำไปตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินท่านบ้าง พาท่านไปเที่ยวบ้าง ไปทานอาหารอร่อยๆบ้าง นอกจากนั้นยังสามารถนำไปบริจาคได้เช่นกัน มีหลายโครงการนะครับที่นำเงินบริจาคของเราไปสร้างสรรสังคม ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินไปให้กับเด็กด้อยการศึกษา การสร้างธรรมชาติให้ยั่งยืน รวมไปถึงการสร้างสรรสังคมให้ดีขึ้นในแต่ละรูปแบบ สำหรับผมมองว่ามันคือการลงทุนให้กับสังคมเลยล่ะ เงินที่เรามีอยู่มันจะได้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น และสังคมต่อไป

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save